พยาบาลหัวใจกระปลกกระเปลี้ย ซ่อมได้

โดย sutthinun เมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 8:06 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ #
อ่าน: 2807

นอนกับแม่แตงที่ระวีวารีรีสอร์ทเจ้าภาพจัดห้องพักให้สะดวกสบาย แต่ก็ไม่ได้เอนหลังสักเท่าไหร่หรอกนะ ลุกมาทำ Power Point จวบจนอรุโณทัยสว่างไสว มองออกไปเห็นเมฆหมอกปกคลุมยอดเขา อุณหภูมิสบาย ๆ สดชื่นเหมือนหยดน้ำค้างที่พร่างพรมยอดหญ้า อาณาบริเวณถูกจัดสรรไว้อย่างเหมาะเจาะโดนใจมาก เชื่อว่าจะเป็นรีสอร์ทระดับโลกได้ไม่ยาก อยูู่ติดกับปางช้างแม่แตงที่มีช้างแท็กซี่บริการนักท่องเที่ยวร้อยกว่าเชือก ยังมีเกวียนทัวร์ให้นั่งออดแอดชมทิวทัศน์ด้วยนะ

น้าอึ่งกับอุ้ยมาปลุก

คว้ากล้องได้ก็กดชัตเตอร์ฉับ ๆ

ไม่ว่ามุมไหนก็สวย

เจอคุณหมอจอมป่วนวิ่งออกกำลังกายผ่านมาคนเดียว

โบกมือบ๊ายบาย มุมานะเยาะ ๆ ต่อไป

นับว่ามีวินัยในตัวเองสูงมาก วันไหน ๆ ก็วิ่ง วันไหน ๆ ก็ป่วน>>

เราเดินชมความงามท่ามกลางป่าเขา โดยไม่ต้องนั่งรถกอล์ฟซึ่งมีบริการ เดินชมชื่นไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงอาคารบริการอาหารเช้า จัดใกล้สระว่ายน้ำ ท่ามกลางภูมิทัศน์ชุ่มฉ่ำ มีเมนูให้เลือกตามใจชอบ คณะเราแต่งตัวแล้วทยอยออกมา คุณหมอจอมป่วนบอกว่า..ให้ครูบาขึ้นเวทีก่อนในเช้านี้ ระหว่างเจี๊ยะไปก็ยังทำสื่อไปด้วย เพราะต้องการเอาคลิปวีดีโอสถานที่ที่เรามาเสวนาเสนอ ให้เห็นว่าการจัดการความรู้ คือการที่ต้องมีความรู้ที่เหมาะสมใส่เข้าไปในที่ใด เพื่อให้เกิดผลในด้านใด การหยิบยกเอาเรื่องสด ๆ ใกล้ตัว ทำให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันและเข้าใจตรงกันได้ง่ายขึ้น จริงหรือเปล่าไม่รู้นะ

การนำเสนอแนวคิด สะท้อนให้เห็นสภาพการณ์ต่าง ๆ ในระบบราชการที่รกเรื้อไปด้วยกฎเกณฑ์ที่ทับถมกันมานาน ทำให้ไม่คล่องตัว และแฝงข้อจำกัดที่ลำบากใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมแห่งยุคสมัย ทำให้บุคลากรในสถาบันของรัฐฯ เผลอเอาสถานภาพขององค์กรไปเปรียบเทียบกับภาคเอกชน รายการสมองไหลจึงยากจะบรรเทา ความรักในอาชีพราชการน้อยลงๆ ไม่ภูมิใจในเครื่องแบบเหมือนในอดีต เห็นว่ารัฐสวัสดิการก้าวหน้าเชื่องช้า เมื่อโดนข้อเสนอดี ๆ จึงมีใจให้กับที่อื่น ทำให้ทรัพยากรบุคคลที่มีความชำนาญการหลุดลอยไปทีละคนสองคน เขาเหล่านี้ใช้ว่าจะสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ แต่จะทำยังไงได้ “สร้างบ้านตามใจผู้อยู่ แขวนอู่ตามใจผู้นอน” แต่คนที่อยู่ที่นอนเริ่มกังวลใจ เพราะมีข้อเปรียบเทียบที่ยากจะทำใจ ไม่เข้าใจและเห็นว่าราชการไม่พัฒนา ไม่โดนใจ จึงเกิดสภาวการณ์ขึ้นดังที่ทราบกัน

คำถาม >> รัฐฯควรจะทำอย่างไร?

(เขื่อมแม่งัด กับ วัดหลวงพ่อเทือง)

ในเมื่อจะขยับอะไรที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ มันเป็นเรื่องใหญ่และซับซ้อน ทุกวันนี้ก็โดนนินทาแล้วว่า>>งบประมาณแผ่นดินไปจมอยู่กับหมวดเงินเดือนถึง70-80% นั่นก็แสดงว่า เราใช้ข้าราชการเปลืองมากกว่าประเทศอื่น แสดงถึงประสิทธิภาพของคนไทย แสดงถึงประสิทธิผลของการบริหารระบบ มีดินพอกหางหมูก้อนมหึมาพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนยากจะสะบัดให้หลุด ยังไม่มีคำตอบ มีแต่เสียงเรียกร้อง รัฐฯ ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐที่ชักหน้าไม่ถึงหลังง่อนแง่น ทุกรัฐบาลจำเป็นต้องทำแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด ซึ่งก็ปะทะปะทังไปท่ามกลางแรงกดดันแบบพูดไม่ได้ไอไม่ดังมากขึ้น ๆ ต้องปล่อยให้หน่วยงานและสถาบันต่าง ๆ ถูลู่ถูกังกันไปแบบสไตล์พี่ไทยนี่แหละ มันไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่นสมัยแพ้สงครามโลกครั้งที่2ที่สามารถล้มกระดานการบริหารงานราชการใหม่ทั้งหมด “ประเทศแพ้ แต่สติปัญญาของชาวทิศอุทัยไม่ยอมแพ้ เปลี่ยนวิกฤติเ็นโอกาส” นักบริหารประเทศช่วยกันจำจัดจุดอ่อนทุกแง่ทุกมุม ยกร่างกฎหมายและระบบระเบียบที่ดีๆขึ้น ตั้งแต่นั้นมาญี่ปุ่นก็สามารถฟื้นคืนสภาพเจริญก้าวหน้าได้ในเวลาไม่นาน

(เณรน้อยเจ้าปัญญา)

ถ้าเราเป็นวิทยากรในเรื่องอย่างนี้ แม่คุณเอ๋ย จะทำยังไง?

ประเด็นต่าง ๆ เหมือนเดินชนกำแพงเมืองจีน

ถ้าราชการไม่หันมามองใจของตนเอง

ไม่คิดใคร่ครวญในมุมกลับ

เราจะช่วยอะไรราชการได้บ้าง

ถ้าข้าราชการไม่รักความเป็นราชการ

ปัญหาที่โอดกาเหว่านี้จะทำยังไง?

ผมยังมองไม่เห็นวิธีแก้เชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม เข้าประชุมคณะกรรมการด้านกำลังพลกระทรวงสาธารณะสุข ก็เห็นข้อจำกัดจำเขี่ยอย่างที่รู้ๆกันอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องหนักหน่วงสะสมมานาน รัฐบาลไทยก้าวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงจริงหรือ แผนพัฒนาการทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่เป็นไปตามกำหนด จะเป็นโรคร้ายเกาะกุมที่รอวันปะทุ นโยบายให้องค์กรของรัฐฯย้ายองคาพยพออกนอกระบบ ก็ทำแบบสไตล์พี่ไทย ลูบหน้าปะจมูก ออกก็ได้! แต่อัตราความก้าวหน้าและสวัสดิการต่างๆต้องไม่น้อยกว่าเดิม แล้วจะแก้ไปทำซากอะไรถ้าเป็นอย่างนี้ ตรงจุดนี้แหละครับที่น่าเห็นใจทั้ง 2 ฝ่าย และยากที่จะสะสางภายใต้กระแส>> รัฐฯต้องดูแลฉันให้ดีให้พอไม่ให้น้อยหน้าภาคเอกชน ถามว่าคิดอย่างนี้ผิดไหม >> ไม่ผิดหรอก แต่>> เป็นการคิดในมุมที่ไม่เข้าใจภาพรวมของอนาคตของประเทศ ถ้าเอาแต่ได้ ไม่ได้เอาประสิทธิภาพที่ดีและรัดกุมเข้าแลก มันก็ยากที่จะสะสาง พูดให้ตายอธิบายให้คอแตกก็ยากจะรู้เรื่อง เพราะแกล้งไม่รู้อยู่แล้ว นี่แหละปัญหาโลกแตกในยุคปฏิรูประบบราชการ บอกเงินไม่มีงบประมาณไม่พอ แต่คอรัปชั่นกันโครมๆ ใครที่มาเกี่ยวข้องล้วนสมองบวม ผู้ที่มีตำแหน่งบริหารจากเล็กไปหาใหญ่ ก็จะโดนกระหน่ำจากข้อเรียกร้องเข้ามาอย่างกระชั้น หนักข้อและหนักหน่วง แล้วจะทำยังไง เอาอย่างนี้ดีไหม?

Ø มาเรียนรู้วิธีทำงานบนฐานความไม่พร้อมดีไหม?

เรียนที่ไหนละ

แนะนำให้ไปถามเครือข่ายเฮฮาศาสตร์

เข้าไปค้นข้อมูลในลานปัญญา

มาเรียนวิชาปัดกวาดองค์กรของตนเองให้สะอาด สงบ เรียบร้อย ผู้บริหารใช้ความรักความเมตตา ใช้ใจเข้าแลกใจ สร้างบรรยากาศให้อบอุ่น ร่วมด้วยช่วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน มองตาก็รู้ใจ จับเข่าคุยกันใหม่ บอกไปเล๊ย>> ไม่มีผู้บริหารคนไหนหรอกไม่อยากจัดสวัสดิการตามที่เรียกร้อง ถ้าทำได้จะนั่งบื้อทำไมล่ะ เรื่องนี้ควรจัดสรรเวลาคุยกันเองอย่างพี่อย่างน้อง ผู้บริหารไม่ควรตะบิดตะบอย เปิดอกคุยกันเรื่อย ๆ ชวนพิเคราะห์สภาพการณ์การบริหารงานมันเป็นอย่างนี้ ๆๆ นะ.. เอาตัวเลขมาให้ดูรับรู้กันทั้งหมด แล้วย้อนถามกลับไปว่า..ถ้าเป็นเธอมาอยู่ในบทบาทหน้าที่ตรงนี้ เธอจะทำอย่างไร? ช่วยแนะนำหน่อย จะช่วยกันคิดช่วยกันผ่อนปรนอย่างไร? การบริการยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องมีความโปร่งใส มีน้ำใจต่อกัน และรักกันให้ได้ ลงเรือลำเดียวกันแล้วจะมานั่งหันข้างกอดอกบ่น ๆๆ โทษนั่นโทษนี่ จะเอาแต่ใจฝ่ายเดียว ไม่ได้หรอก!!! ถ้าข้าราชการ>>

· รักประเทศไทยไม่เป็น

· รักองค์กรของตนเองไม่เป็น

· รักคณะของตนเองไม่เป็น

· รักตำแหน่งหน้าที่ตนเองไม่เป็น

· รักเพื่อนร่วมงานไม่เป็น

· รักตนเองไม่เป็น

ไปหลงรักสิ่งเสมือนจริง ปลื้มไปกับกระแสเถื่อนที่มากวักมือเรียก สุดท้ายเรือลำนี้ก็จะอยู่ไม่ได้ แล้วคุณเธอทั้งหลายก็จะลอยคอ เพราะเธอช่วยกันลอยเพองค์กรของตนเอง เรามีความพยายามลอยคอเหมือนพระมหาชนกไหมละ เตรียมฝึกหัดว่ายน้ำไว้ก็ดีนะ

Ø ข้าราชการไทยทุกวันนี้ป่วยด้วยโรคขาดแคลนความรัก

Ø ป่วยด้วยโรครักใครไม่เป็น

Ø ป่วยด้วยโรคอกหักจากระบบฯ

Ø ป่วยด้วยรักไม่ถูก

Ø ป่วยด้วยโรครักเผื่อเลือก

Ø ป่วยด้วยโรครอความรักจากแดนไกล

Ø ป่วยด้วยโรคไม่เคยคิดจะรักใคร

Ø ป่วยด้วยโรคหวาดระแวงในรัก

จะทำยังไงละทีนี้ >> ถ้าเหตุเกิดที่ใจป่วย ก็ต้องให้โอสถบำรุงน้ำใจ ให้ความรักความเมตตา ให้ความปรารถนาดี ใครที่ทำเรื่องความสามัคคีของคนในชาติ อย่าลืมเรื่องที่ต้องเยี่ยวยาใจให้แข็งแรงเสียก่อน ไม่อย่างนั้นคนป่วยอาจจะชักคาเข็มได้ถ้าให้ยาแรงเกินกำลัง ควรจะมีสถาบันที่ปรึกษารับบริบาลใจ ทำเหมือน จ..100 ทางใจดีไหมละ จัดผู้รู้เดินทางไปทะนุบำรุง แนะนำให้รู้จักความรักที่แท้จริง อย่าไปบ้าทำแต่เรื่องกฎระเบียบตะหวักตะบวยมากดดันข้าราชการ KPI. ห่วยแตก เลิกเสียเถอะ บ้านเมืองนี้ไม่ควรบริการด้วยกฎจำอวด เพราะเราไม่ได้เล่นละครตลก สถานการณ์ที่กดดันหนักขึ้น ๆ เป็นห่วงว่ามันจะระเบิดตูมใหญ่ขึ้นในระบบราชการ

(อาหารอร่อยแค่ไหนดูได้ที่แก้มตุ่ย)

รึ!! บางทีมันจะเดินทางไปถึงตรงนั้น

ตรงที่จะต้องผ่าตัดระบบราชการแบบถอนรากถอนโคน

ในการบรรยายให้อาจารย์พยาบาลเชียงใหม่ ผมใช้ประเด็นความรักเป็นเป้าหมาย สะท้อนวิธีมองให้เห็นความงาม ความดีงาม ที่ซ่อนแฝงอยู่รอบ ๆ ตัว ความงดงามในจิตใจที่มีอยู่แล้ว ทักษะชีวิตก็อัดแน่นอยู่ในสมองซีกซ้ายและซีกขวา หัวใจที่เต็มไปด้วยข้อบาดหมางต่างๆโล๊ะออกเสียบ้าง เพื่อเปิดพื้นที่ว่างหัวใจ จะได้รับความสุขที่แท้จริงได้ เกิดเป็นคนถ้าทำอะไรไม่ได้รับความสุข จะบ้าปีนเกลียวทำไปทำไมล่ะครับ เพื่อเงินอย่างนั้นรึ ต้องมีเงินมาก ๆ ถึงจะมีความสุขอย่างนั้นรึ มันบ่แน่ดอกอีนางเอ๊ย

ผมชี้ชวนให้ไปศึกษากลุ่มเฮฮาศาสตร์ ทำไมเขาอยู่คนละหนละแห่ง แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทางกายภาพและสถานภาพ แต่เขาก็ยังเอาใจมาแนบใจกันได้ ระบบเฮฮาศาสตร์เป็นกระบวนการคัดกรองน้ำจิตน้ำใจหลายชั้น สมาชิกคนไหนไม่เข้าใจ จะเลือกทำตามอำเภอใจไม่ได้หรอก ทุกคนลงทุนด้วยใจ ถ้าจะมาแยกใจ จะโดนเป๊กไว้! ให้กลับไปศึกษาบทบาทและท่าทีใหม่ให้ทะลุปรุโปร่ง เรื่องดื้อตาใสอาจจะมีบ้าง แต่ด้วยความรักที่มั่นยืนต่อกัน จะช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรงพอที่จะแบกรับน้ำหนักความรักของชาวเราได้ เรามีกระบวนการวิเคราะห์รักหลอก ๆ และรักหลวม ๆ แบบกระชับพื้นที่หัวใจอยู่เรื่อย ๆ ครับผ๊ม! อิ อิ..

ถ้าท่านใดสนใจ มีวิธีการง่ายๆ

1. เข้าไปศึกษาในลานปัญญา

2. ซื้อหนังสือเจ้าเป็นไผ

3. ซื้อหนังสือป่วนกระบวนกร

ถ้าอ่านคนละ 3 รอบไม่เข้าใจ ยินดีส่งคุณหมอจอมป่วนไปเคาะสนิมใจ

ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ใคร ๆ ก้ต้องการที่จะรู้เรื่องผลประโยชน์ ที่กำลังเก็บตกทุกเม็ดทุกหน่วย อีตานี่จะมาพร่ำเพ้อเรื่องความรัก มันจะบ้าเรอะ บ้าไม่บ้าผมก็ไม่รู้หรอกนะ แต่มองไม่เห็นสิ่งที่ควรจะทำเฉพาะหน้ามากกว่าเรื่องนี้ เรื่องอื่น ๆ เขาคงทำกันมากแล้วในระบบราชการ แต่กระบวนการอิงระบบยังทำน้อย ยังทำเรื่องธรรมดา ๆ ให้เป็นเรื่องพิเศษไม่เป็น เริ่มทำอะไรที่ทำเล็ก ๆ น้อย ๆไม่เป็น พยายามหว่านล้อมว่า “เรามาเป็นตัวคูณของกันและกันเกิดนะ” และฝากเรื่อง

ถ้าเธอทิ้งชนบท ชนบทก็จะทิ้งเธอ

ถ้าเธอทิ้งสังคม สังคมก็จะทิ้งเธอ

ถ้าเธอทิ้งประเทศ ประเทศก็จะทิ้งเธอ

ถ้าเธอยังชอบทิ้งๆขว้าง

ระวังเธอจะโดนขว้างทิ้งเข้าสักวัน

อาจารย์พยาบาลน่ารักทุกคน เรื่องที่จะไปแจกแจงแบ่งปันรักให้กันคงจะไม่ยาก เพียงเพิ่มวิชาพยาบาลใจเข้าไป ก็น่าจะเรียบร้อยได้ เติมรอยยิ้มให้กัน ยอมเหนื่อยยากเท่า ๆ กัน เฉลี่ยทุกข์สุขฉันท์พี่น้อง แล้วทุกคนจะได้รับประโยชน์สุขอย่างแท้จริง

ภาคบ่าย คุณหมอจอมป่วน น..สุธี ฮั่นตระกูล กับ น้าอึ่งอ็อบ คุณสมพร พวงประทุม แห่งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับหนูอ้อเข้ามาดำเนินการ”ป่วนกระบวนกร” จัดล้อมวงแล้วทุกคนเปลือยใจ ถ่ายเทความรู้สึกในวงสนทนา แชร์กันพูดแชร์กันฟัง ทำให้ผมพลอยได้รับฟังสิ่งดี ๆ จากอาจารย์หลายท่าน มีเสียงหัวเราะมีรอยยิ้ม เสียงเฮและฮากัน ถ้าจัดแบบนี้ต่อไป ชวนอาจารย์ที่ไม่ได้มาได้มาร่วมกันทั้งหมด นั่งเคาะสนิมใจเพื่อที่จะผสานใจกัน ความฝันก็จะเป็นจริง คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็จะเป็นต้นแบบนำร่องให้คณะพยาบาลอื่นทั่วประเทศได้มาศึกษารูปแบบและกระบวนการได้ว่า วิธีให้พยาบาลใจทั้งคณะนั้นทำฉันท์ใด เข้าทำนอง “รักกันไว้เกิด เราเกิดมาเป็นพยาบาล”

หนังสือคุณหมอจอมป่วนจำหน่ายดีเป็นเทน้ำเทท่า

นั่งเซ็นชื่อจนมือหงิกแต่หัวใจเบิกบาน ยิ้มหวานปานจะหยด

มีเท่าไหร่? เหมาหมด

แล้วจะไม่ อิ.อิ ได้จะได๋

แต่หนังสือเหล่านี้ต้องอ่านประกอบกันกับเจ้าเป็นไผถึงจะสมบูรณ์สุข

น่านน่ะสิ..แล้วจะทำจะไดผ้อง

หลังจากจบรายการสัมนาใจ คณะแซ่เฮยกโขยงไปเที่ยวเขื่อนแม่งัดกัน น้ำยังแห้งอย่างน่าเป็นห่วง มีน้ำเข้าเขื่อนมานิดเดียว ที่บอกว่าน้ำท่วมที่โน่นที่นี่ ทำไมไม่ไหลมาลงแม่งัดก็ไม่รู้นะ ขากลับเราไปแวะวัดหลวงเทือง โอ้โหยิ่งใหญ่อลังการณ์ จนอึ้งกิมกี่ไปตาม ๆ กัน บรรยากาศเย็นสบาย นั่งคุยกันแทบจะหลับพับอยู่ตรงนั้น ก่อนกลับเข้าเมือง มื้อค่ำอุ้ยพาไปร้านอาหารเชลล์ชวนชิม ชื่อบ้านสวนแม่ริม สั่งเมนูที่ชอบ ๆ ทั้งน๊านมาเต็มโต๊ะ แกงเแคกบ แกงผักเซียงดา ปลาช่อนทอดกรอบ ลาบ ผัดวุ้นเส้น อีก3-4 อย่าง จำไม่ได้แต่กินได้เกลี้ยง อร่อยจริง ๆ ขอบอก ร้านนี้อยู่ห่างจากเชียงใหม่ 10 กม.เศษ ถ้ายังไม่เคยไปชิมอย่าเพิ่งคุยว่ามาถึงเชียงใหม่เน้อเจ๊า ขอขอบคุณเจ้าภาพทุกรายการ ที่เลี้ยงดูอิ่มหนำสำราญเหลือเกิน น้ำหนักลดไม่ลงหรอกป้าหวาน “ท้องแตกดีกว่าของเหลือ” อิอิ

เราแยกกันที่ร้านอาหาร ครูอึ่งกับอารามไปลำพูน คุณหมอจอมป่วนแวะมาส่งผมกับน้าอึ่งลงบ้าน อุ้ยกับหนูอ้อ ..ติดรถไปอีกทอดหนึ่ง ผมนอนห้องปืนโตเจ้าประจำ หลับไม่รู้เรื่อง น้ำก็ไม่ได้อาบ ตื่นมาตี 5 ฝนมาพรำๆ วันนี้อุ้ยนัดจะพาลุยสถานีฮ่องไคร้ แล้วกลับมากินมื้อเที่ยงที่ผู้บริหารคณะพยาบาลเป็นเจ้ามือ ตอนเย็น ๆ ก็โผกลับมาผึ่งพุงที่มารวย พรุ่งนี้จะไปบรรยายที่จุฬาช่วงเที่ยงถึงบ่าย แห้วศรีทำหน้าที่รับไม้ต่อไป

จบข่าว อิ อิ

« « Prev : ค่ายจอมยุทธ TT&T รุ่นที่ 3

Next : ย่ำเชียงใหม่ยามชุ่มฉ่ำ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

12 ความคิดเห็น

  • #1 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 8:09

    ใครอ่านแล้วไม่คอมเมนท์ ขอให้อกหักชั่วชีวิต อิอิ

  • #2 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 8:30

    55555555555 แหม มันโดนซะ !

    คงต้องดูผลว่าหลังการเขย่า จะมีขยับให้เข้าที่ของใจตามมามั้ยเนาะคะพ่อ แต่เท่าที่ตามอ่านทั้งของพ่อกับพี่ตึ๋งก็ไม่เลวค่ะ ได้ผลน่ารักทีเดียว

    สงสัยอย่างเดียวว่าคนๆนี้เป็นไผ… “คุณสมพร ช่วยประทุม” เพราะพี่อึ่งคือคุณสมพร พวงประทุม …ส่วนเม้งเก๊าะ สมพร ช่วยอารีย์… กั่กๆๆๆๆๆ

  • #3 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 8:31

    โอ๊ย งานเข้าล่ะซิเรา อ่านแล้วนี่!!!

    มองไปมองมา เห็นแต่ข้อจำกัดนะครับ เป็นข้อจำกัดของระบบที่ไม่ไว้ใจกัน ระบบราชการเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินตัว และแก้ไขเองไม่ได้ด้วย

    เรื่องที่พอจะทำได้เอง คือใจของเราเอง ความรักความเข้าใจที่มีต่อคนรอบข้าง จะให้ใครทำแทนก็ไม่ได้ เรื่องนี้กลับเอาไปซ่อนไว้หลังข้อจำกัดของระบบราชการ กลายเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะไม่ทำขึ้นมา แล้วก็เป็นทุกข์อยู่กับมัน เหมือนคนปวดฟัน คิดให้หายปวดยังไงก็ไม่หาย ยิ่งคิดยิ่งปวด แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมไปหาหมอฟัน! มีดีกว่านั้นอีกครับ คือป้องกันรักษาช่องปากไม่ให้เสียหาย!! ไม่ต้องปวดและไปหาหมอฟันแค่หกเดือนครั้ง

    หากจะเปลี่ยนแปลง ก็ต้อง “ทำ” สิ่งที่แตกต่างออกไปครับ ผลลัพท์จะดีหรือไม่ดีผมไม่รู้ แต่ว่าถ้ามันดีอยู่แล้ว จะมาสัมนาเรื่องนี้กันทำไมครับ อิอิ

  • #4 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 9:49

    อ่านบันทึกจบ ตามด้วยคอมเมนท์แรก ร้องเจี๊ยกเลยหนู คริ คริ คริ
    ยิ่งคอมเมนท์สอง ยิ่งฮากลิ้ง 5555…
    (ไม่อยากจะเซดว่าหนูก็ด้วยแหล่ะ ส่งของให้น้าแต่จ่าหน้าถึง ดร.เม้ง ประจำ)

    เรื่องระบบราชการนี่ ไม่่ค่อยรู้จักอ่ะค่ะ รู้แต่ว่าเมื่อแรกเข้ามีแต่คนแย่งกันจะเข้าให้ได้ คงมีข้อมูลเพียงพอ จึงตัดสินใจเลือก ? แต่พอเข้าได้จริง ๆ ก็ได้ยินเสียงบ่นเยอะช่ะ งั๊นคงมีหลายเรื่องที่ซับซ้อนและทำให้สับสน บั่นทอนความมุ่งมั่น?
    ก็มองเห็นเป็นสองส่วนเช่นกันนะคะ คือ ระบบใหญ่เลย ซึ่งก็คงเปลี่ยนแปลงไม่ง่ายอย่างที่ป๋าว่า ต้องอาศัยความจริงใจของผู้บริหาร (เป็นอย่างมากกกกก) อีกส่วนก็คือตัวข้าราชการที่อยู่ในระบบเอง ก็คงต้องหันกลับมาดูในส่วนที่พอทำได้เช่น ปรับตัว ปรับใจ ร่วมมือร่วมใจปรับบรรยากาศในที่ทำงาน ย้ายมุมมองจากเรื่องที่ยังแก้ไขไม่ได้เช่น สวัสดิการ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ฯลฯ ไปอยุ่ที่ความรักและความภาคภูมิใจในวิชาชีพ อิ่มเอมกับผลงานเชิงประจักษ์รายงาน พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงสิ่งดี ๆ ที่ได้ร่วมกับทำ ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้รับรู้กันในครอบครัว ให้สมาชิกชื่นชมวิชาชีพนี้ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน

    ครูปูเองทำวิชาชีพครูในองค์กรเอกชน แต่ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐเช่นกันค่ะ ความคล่องตัวอาจจะมากกว่าระบบราชการหน่อย แต่ประเด็นการอยู่ร่วมกัน เหมือนกันเด๊ะตามที่พ่อว่ามาเลยค่ะ เพราะเราทุกคนย่อมต้องการความก้าวหน้า อยู่ร่วมกันในสังคมเพื่อนฝูงญาติมิตร ย่อมต้องเกิดการเปรียบเทียบ แต่เราก็ต้องกลับไปประเด็นที่ว่าเราเป็นคนเลือกเองแต่แรกหน่ะค่ะ ถ้าอีกทางเลือกหนึ่งดีจริง ทำไมเราไม่เลือกตั้งแต่ตอนนั้นหล่ะ แสดงว่าไอ้ที่เราเลือกมานี่คงดีที่สุดแล้วล่ะเนอะ
    ที่เหลือก็ ปรับค่ะ เท่าที่ทำได้ ช่วยกันมองดูว่าศักยภาพที่มีอยู่ในมือมากน้อยแค่ไหน พอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงดีๆ อะไรได้บ้างก็ลงมือทำค่ะ ไม่ต้องรอให้แย่หรือได้ยินเสียงบ่นก่อนหรอกนะคะ ตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แล้วก็จะไม่ต้องกลับมาเสียใจหรือเสียดายเวลาหรือโอกาสกันอีกหรอกเนาะคะ

    แฮ่่ๆ แลกเปลี่ยนแค่นี้ก่อนนะคะ
    ว่าแต่พอหรือยังหว่า ที่จะทำให้ไม่ต้องอกหักไปชั่วชีวิตอ่ะค่ะ ฮิ๊วว….

    ชอบอันนี้จังค่ะ แต่หนังสือเหล่านี้ต้องอ่านประกอบกันกับเจ้าเป็นไผถึงจะสมบูรณ์สุข กร๊ากกกกกกกก…

    ป๋าน๊อป๋า งานเข้าคนเดียวไม่พอ ต้องไปวางยาแจกชาวบ้านเค้าด้วยอ่ะนะ :(

  • #5 แป๋ว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 11:01

    ตามมาอ่านแล้วก็จะแวบออก…เจอเมนท์แรกเลยต้องเข้าระบบ…แต่ก็เห็นหลายท่านด้านบนกลัวคำให้พรเมนท์แรกเหมือนกัน…อิอิ
    เรื่อง งบประมาณ 70-80% เป็นเงินเดือน น่าจะเป็นเพราะ รัฐบาลมีเงินน้อย เลยต้องจัดงบประมาณให้พอเพียงกับเงินเดือนไว้ก่อน ส่วนงบประมาณสำหรับค่าดำเนินการ ค่าลงทุน หรือก่อสร้างก็เอาไปเท่าที่จำเป็น ก็เลยทำให้มีเงินสำหรับการดำเนินการ และการพัฒนาน้อย … แต่ในเรื่องสวัสดิการ น่าจะบอกได้ว่า ดีมากๆ รัฐรับดูแลค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ภรรยา สามี… มีอาจารย์ท่านหนึ่ง บอกว่าตอนที่ป่วยหากไม่ได้เป็นข้าราชการนี่แย่เลย…ยาฉีดเข็มละเป็นหมื่น แต่ก็เบิกได้หมด…
    แถมเมื่อได้เข้ามาเป็นข้าราชการแล้ว การจะออกยังไม่ใช่เรื่องง่าย
    เหล่านี้แหละที่ทำให้ หลายๆคนอยากเข้ารับราชการ เพราะ มั่นคง และสวัสดิการดี แม้เงินเดือนจะน้อย ซึ่งหากทุกคนยอมรับได้ว่าเป็นข้าราชการ เงินเดือนน้อย แต่สวัสดิการดี…ไม่พยายามที่ขนขวายเพิ่มเงินโดยการคอรัปชั่น ก็คงจะทำให้การทำงานในระบบราชการมีประสิทธิภาพสูงขึ้น … และคงจะไม่มีผู้บริหารระดับสูงๆ ตั้งหน่วยงานมาพัฒนาระบบโดยใช้เครื่องมือจากต่างชาติ แถมคาดหวังจะให้ได้ผลผลิตดังที่เอกชนเขาใช้ได้ผล… แต่เงื่อนไข สภาพแวดล้อม กฎระเบียบต่างๆ และคน ยังราชก๊าน ราชการ…เลยกลายเป็นว่า กดดัน กดดัน… งานก็เลยไม่เห็นผล คนทำงานก็เลยไม่เป็นสุข …
    อย่างไรก็ตาม ราชการส่วนใหญ่ (รวมผู้เมนท์) ภูมิใจในความเป็นข้าราชการ ที่ทำงานเพื่อชาติค่ะ ไม่ใช่ข้าราชการที่เป็นนายใครๆ …

  • #6 silt ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 11:44

    เม้นท์แรก จ๊าบสุด สุด
    ทำเอาเม้นท์ สองต้องรีบแสดงตัว เม้นท์สาม เม้นท์สี่ เข้าแถวรายงานตัว ไม่เว้นแม้นกระทั่งเม้นท์ห้า ฮ่า ฮ่า
    ส่วนเม้นท์นี้ไม่กัว อิอิ อกหักตลอดชาติอยู่แล้ว

    ว่าแต่ว่า จาวแม่แต๋ง บ่ฮู้จักรีสอร์ทนี้เลยครับ ต้องหาหนทางกลับบ้านบ้างแล้ว คงไม่ต้องพึ่งจีพีเอส น่าจะยังกลับบ้านถูก

    องค์กร อย่างคณะพยาบาล หรืออาจอีกหลายๆองค์กร ต่างมีลักษณะเฉพาะของตนเอง หรืออาจมีข้อจำกัดที่มามีอิทธิพลต่อองค์กร หรือลักษณะการประกอบอาชีพ คณะพยาบาลเองมีพื้นฐานมาจากกลุ่มนักวิชาการสตรี ที่มีใจโอบอ้อมอารีย์ ชอบช่วยเหลือคนเจ็บป่วย มีบทบาทในการสอดประสานให้บริการทีมคุณหมอใหญ่ พยาบาลหลายท่านจึงดูเหมือนจะมีความเจียมตนอยู่เป็นนิจ (นึกถึงสำนักง้อไบ๊ ขึ้นมาทันที)
    การผลิตพยาบาลให้เป็นพยาบาลจริงๆสักคนนั้น ถือเป็นภาระอันใหญ่หลวงและหนักอึ้งของบรรดาท่าน
    สู้ต่อไปครับท่าน คริ คริ

  • #7 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 14:45

    กราบขอบพระคุณครูบา หมอ น้าครูอึ่ง ครูอาราม ที่มาร่วมด้วยช่วยให้ความเห็น ความรู้ เคาะสนิม ค่ะ
    ได้เรียนรู้มากมาย
    จรืงๆค่ะ

  • #8 iamonn ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 18:17

    เป็นเด็กชอบเรียนรู้เลยตามพ่อครูบามาที่ลานปัญญาแห่งนี้
    หลังจากที่ได้รู้จักท่านที่รวีวารี คราไปซ่อมใจอาจารย์พยาบาลมอชอ
    แอบหวังเล็กๆ ในใจ ว่าหลังโดนป่วนและโดนเติมจะเติบใหญ่ให้ดีกว่านี้

    สำหรับที่ทำงานอันเป็นที่รักนั้น
    ขอเพียงทุกคนเปิดใจหันกลับไปดูตัวเองและคนรอบข้าง
    ว่าเราทำหน้าที่ด้วยใจแล้วหรือยัง เป็นครูก็ต้องสอนด้วยใจ
    เป็นผู้บริหารก็ต้องบริหารด้วยใจ พูดกันแบบเปิดใจ
    คำพูดเพราะๆ ที่ไม่ต้องเหน็บแนมแบบทิ่มแทงใจ
    เป็นพยาบาลหากยังไม่รู้จักพยาบาลใจตัวเองและใครๆ แล้ว
    จะสอนนักศึกษาให้เรียนรู้และเติบใหญ่ไปช่วยสังคมได้อย่างไรกัน
    หรือยังหวังให้คนอื่นๆ เขามาช่วยเราอยู่ แล้วจะยังคงงอมืองอเท้าต่อไป

    เด็กรุ่นโจรใต้ อิอิ

  • #9 nuaor ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 23:18

    ได้อะไรหลายอย่างเยอะค่ะ ได้แง่คิดดี ๆ ที่สะกิดใจ ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญได้เจอพ่อครู ได้เจอและได้กอดคุณหมอจอมป่วน ได้เจออาจารย์สร้อย ได้เจอและได้กอดครูพี่อึ่ง ได้เจอครูอาราม ขอบคุณมาก ๆ นะค่ะ สำหรับมิตรภาพดี ๆ ที่ได้เมตตาเด็กคนหนึ่งค่ะ และได้กอดและขอบคุณพี่อึ่ง ได้มอบสิ่งดี ๆ ที่ได้ให้พบกับคนดี ๆ ปล.พ่อครูเจ้า คืนนั้น หนูอ้อก็นอนบ้านพี่อึ่งแต่ไม่ได้นอนห้องปืนโต อิอิ

  • #10 ลานอุ๊ยสร้อย » หลากรส ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 สิงหาคม 2010 เวลา 23:29

    [...] ให้กำลังใจ ติดตามพูดคุย แถม เขียนบล็อกสรุปเรื่องราว ให้ความเห็นผ่านบล็อกต่างๆ [...]

  • #11 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 สิงหาคม 2010 เวลา 7:57

    ถ้าจะเม้นท์ก็อย่ากระหมิดกระเมี้ยน
    รีบๆเขียนความเห็นเป็นประโยชน์
    การแก้ไขใดๆจะไปโลด
    ดังนั้นโปรดคอมเมนท์ความเห็นเลย

    ขอขอบคุณทุกความเห็นที่เม้นท์แล้ว
    ที่รอแห้วอยู่ทำไมไม่กล้าเอ่ย
    ช่วยเติมเต็มความรักความคุ้นเคย
    กระไรเลย ใจดำ ทำเฉยชา

    อ่านแล้วเฉยเคยตัวเสียเปล่าๆ
    จะนั่งหง่าวทำไมเหมือนใบ้บ้า
    ความคิดเห็นเช่นไรไส่เข้ามา
    เสียเวลาอยู่ทำไม>>หายใจทิ้ง

    ใครไม่เม้นท์ขอให้ใจตายด้าน
    ความสุขผ่านเลยไปเสียทุกสิ่ง
    มีความดีความงามอย่าประวิง
    อย่าอ้อยอิ่งเลยหนอขอร้องเอย. > > อิ อิ อิ !!!!

  • #12 sompornp ให้ความคิดเห็นเมื่อ 31 สิงหาคม 2010 เวลา 17:32

    โอ้ย ให้ความเห็ฯหรือไม่ให้ ก็อกหักทั้งชีวิตละคร๊าบพี่น้อง
    อิอิอิ
    ต้องสร้างและส่งพลังใจให้ทั้งตัวเองและทีมคณะพยาบาลค่ะพ่อ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.083446025848389 sec
Sidebar: 0.083786010742188 sec