เปิดตัวผู้ว่าการฝ่ายฟืนไฟ

โดย sutthinun เมื่อ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 3:17 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ #
อ่าน: 1895


“รักอาว์เปลี่ยนเวียนวนบนภูเขา

วนเวียนเฝ้ามานานยังหวานหยด

รักแสนหวานน้ำตาลไม่ยอมลด

จะจับจดจับใจปีไหนเอย”

กองคาราวาน เดินทางมาถึงชัยภูมิที่เหมาะแก่การหยุดพักแรม มีที่ราบกว้างปกคลุมด้วยหญ้าอ่อนนุ่มอยู่ข้างบึงขนาดใหญ่ เสียงนกป่าเจี๊ยวจ๊าวเล่นน้ำอยู่ที่สุมทุมไม้กลางน้ำ ดอกบัวบานสะพรั่งดาษดื่น น้ำใสเย็นแลเห็นสาหร่ายและต้นแพงพวย วัวควายถูกปลดจากแอก ควายลงแช่น้ำแล้วขึ้นไปนอนเคี้ยวเอื้องสบายใจเฉิบ วัวแยกไปเล็มหญ้าอันโอชะ

ทุกคนจ้าละหวั่นทำหน้าที่ พวกน้าชายกลุ่มหนึ่งชวนกันไปแบกฟืนมาเตรียมไว้ การใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงทำให้มนุษย์ใกล้ชิดธรรมชาติ พึ่งพาทรัพยากรป่าไม้โดยตรง กระบวนการเรียนรู้ทำให้มนุษย์สังเกตเห็นคุณสมบัติของไม้แต่ละชนิด อย่างหยาบๆก็กำหนดเป็นไม้เนื้ออ่อนเนื้อแข็ง ถ้าทำฟืนไม้เนื้อแข็งจะไฟลุกโชนให้พลังงานความร้อนสูง

งานตัดไม้หาฟืน จึงมีความสำคัญเท่างานการไฟฟ้าสมัยนี้

ยังมีงานสำคัญเรื่องแสงสว่างยามค่ำคืน ในเมื่อไม่มีไฟฟ้า ไม่มีไฟฉาย ชาวแซ่เฮต้องอาศัยน้ำมันยางมาทำคบไฟ..ผู้ชำนาญการจะเอาขวานไปเจาะลำต้นยางนาให้เป็นโพรงกว้างและลึกประมาณหม้อดินขนาดย่อม เจาะสูงจากพื้นดินประมาณ1เมตร แล้วเอาไฟลนในโพรงที่ว่านี้ ปล่อยทิ้งไว้.. น้ำมันยางจะไหลซึมออกมา ถ้าเป็นโพรงที่ให้น้ำมันดีจะมีปริมาณวันละ1กระป๋องนม เพื่อให้ได้น้ำมันจำนวนมาก หน่วยเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงจะขุดโพรงที่ว่านี้จำนวน20-30ต้น ในยุคนั้นดงป่ายางนาขึ้นเป็นกลุ่มอยู่แล้ว จึงสะดวกที่จะผลิตน้ำมันยางในยามที่คาราวานไปหยุดพักแรม ปัญหามีอยู่บ้าง ถ้าฝนตกอาจจะมีน้ำฝนไปขังในโพรงน้ำมัน ต้องตื่นไปตักน้ำฝนทิ้งทุกครั้ง

กลุ่มน้ำมันยางต้องใช้ลูกมือช่วยกันหลายคน เพราะมีขั้นตอนยุ่งยากกว่าพวกตัดไม้หาฟืน หลังจากไปเก็บน้ำมันยางมารวมไว้แล้ว แผนกนี้ยังจะต้องไปตัดต้นยางบงเอาไม้มาสับชิ้นเล็กๆตาก แห้งแล้วเอามาคลุกกับน้ำมันยาง แล้วเอามามัดเป็นกระบองหรือไต้ สำหรับจุดให้ติดไฟเพื่ออาศัยแสงสว่าง จุดครั้งแรกไฟจะลุกโพรง แล้วจะค่อยหรุบหรู่ จึงต้องเขี่ยขี้ไต้เป็นระยะๆ

ครูอึ่งแห่งมงคลวิทยาในอดีตชาติเป็นคนเก็บน้ำมันยาง

รับอาสาทำหน้าที่ที่ต้องใช้ความอุตสาห์นี้

ถ้าเทียบกับยุคปัจจุบัน ครูอึ่งน่าจะเป็นเจ้าของกิจการปัมท์ ปตท.นั่นเอง

จะเห็นว่า..การพึ่งตนเองด้านพลังงานนั้นคนในภูมิภาคนี้มีภูมิปัญญาอยู่แล้ว อุปสรรคก็มีบ้าง เช่น บางครั้งฟันกิ่งไม้กระเทือนไปโดนรังต่อ มีหวังโดนต่อไล่ต่อยวิ่งป่าราบ หรือไปเจองูจงอางหวงไข่ ก็ต้องวิ่งโสร่งหลุดเช่นเดียวกัน ทุกปัญหาทำให้เกิดโจทย์ในการพัฒนา มนุษย์จึงเรียนรู้วิธีเปลี่ยนฟืนมาเป็นถ่าน เพื่อความสะดวกในการใช้และจัดเก็บ ในปัจจุบันเราหันไปใช้ไฟฟ้าและแก๊สเป็นเชื้อเพลิงหลัก แต่มนุษย์รุ่นหลานเหลนโหลน อาจจะต้องหวนคืนมาใช้ฟืนก็ได้ ถ้าน้ำมันแพงและค่อยๆหมดไป

ดังนั้น ปลูกต้นไม้ไว้ดีที่สุด

ปล่อยให้ต้นโต แล้วค่อยตัดเอาเฉพาะกิ่งมาใช้

ให้ต้นโตผลิตกิ่งใหม่มาเรื่อยๆ

วิธีใช้พลังงานทดแทนขนานแท้คำตอบอยู่ที่ต้นไม้นี่เอง

ในนิมิตมีพวก2คนทำหน้าที่ดูแลเรื่องฟืน มองใกล้ๆละม้ายคล้าอาว์เปลี่ยนกับสายลม แบกฟืนหน้าดำหน้าแดงแข็งแรงขนาดแรดเรียกพี่ มิน่าละชาตินี้จึงเที่ยวตระเวนภูไปอยู่กับพวกไทบรู ตองสู กระเหรี่ยงคอยาว คั่วสาวอีก้ออีแก้ย่ำแย่อยู่นั่นแหละ ทำไมถึงสร้างตำนานรักช้าเหลือเกิน น้ำหยดลงหิน ทำไมหินมันไม่กร่อนหรือไง..

สายลมนะหมดห่วงไปแล้ว

ซื้อบ้านใหม่ตกลงใจกับแฟนรู้เรื่อง

เตรียมความพร้อมที่จะพัฒนาความรักให้โลดแล่น

แต่อาว์เปลี่ยนนี่สิ

ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงจะรักเฉยๆ

หรือรักจริงแต่ไม่หวังแต่ง

แปลกใจทำไมรักไม่หวาน

ทั้งๆที่น้ำตาลขึ้นท่วมตาท่วมใจ

เฮ้อ ! ไม่รู้จะช่วยลุ้นยังไงแล้ว

ลองคิดดูนะ ชาติที่แล้วแบกฟืน

มาชาตินี้แบกรัก จะแบก แบก ไปถึงไหน

เมื่อไหร่จะเปลี่ยนแบกเป็นเบียดบอกด้วย

..จะส่งหมอเบิร์ดไปโห่-รำ หน้าขบวนขันหมาก คิ คิ

หมายเหตุ :  กลุ่มนี้ประกอบด้วย ครูอึ่ง อาว์เปลี่ยน และสายลม

« « Prev : คุณหมอจอมป่วนภาคพิศดาร

Next : เปิดตัวผู้ดูแลปากท้อง » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

8 ความคิดเห็น

  • #1 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 10:08

    ว้าว  เข้าท่าค่ะพ่อ จำได้ถึงการอนุรักษ์ป่าของแม่กำปอง เขาบอกว่าตัดไม้ทำฟืนต้องตัดจ๋าง ๆ คือตัดต้นละเล็กละน้อย อย่างฟันต้นเดียวหมด การเลือกฟืนเพื่อให้โชนแสงได้พอดีทั้งคืนรวมทั้งทำอาหาร เป็นศาสตร์สำคัญศาสตร์หนึ่งเชียว และต้องกล้าหาญมากด้วยสิคะ ลุยเดี่ยวเลยนะเนี่ย

    จำได้เลา ๆ ถึงยุทธการรบ ที่หน่วยฟืน หน่วยล่าสัตว์จะเป็นกองสอดแนมไปในตัว สัตว์อยู่ที่ไหน ธรรมชาติของสัตว์ ของไม้ในบรเวณนั้นเป็นอย่างไร สามารถนำมาวางแผนรบได้หมดเลย 

  • #2 จันทรรัตน์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 12:53

    อิอิ….รู้อีกคนแว้ว….ท่านหัวหน้าฝ่ายพลังงาน…

    (อยากเห็นวันที่เบิร์ดรำ หน้าขบวนค่า….อิอิ….)

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 15:18

    ขงเบ้งยังเอาป่าเลาป่าแขมเผากองทัพโจโฉจนกระเจิง

  • #4 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 16:12

    หายสงกะสัยแล้วครับ  อยู่แผนกวางเพลิงนี่เอง  มิน่า  เผาเก่ง  อิอิ
    ใครๆก็ได้ตำแหน่งดีๆกัน  แต่ดันจะให้เราเป็นหัวหน้าขันที  แหมๆๆๆๆๆ  มันน่า…….

  • #5 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 17:32

    คิคิ หัวหน้าขันทีนี่อำนาจล้นฟ้าเลยนะครับ สำคญเท่าๆกับหัวหน้าวังเลยแหละ

  • #6 สุวรรณา ให้ความคิดเห็นเมื่อ 15 สิงหาคม 2009 เวลา 17:57

    มองเห็นเลยค่ะพ่อครู การได้ใกล้ชิดธรรมชาตินี่สุดยอดเลยค่ะ สนับสนุนอาเปลี่ยนค่ะ อย่าแบกรักนานนะคะ

  • #7 dd_l ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 สิงหาคม 2009 เวลา 8:27

    เข้าใจแล้วค่ะครูบา..ว่าทำไมหน้าตามอมแมมตั้งแต่เด็กจนแก่.. ชาติก่อนอยู่ก้บขี้เถ้าฟืนไฟนี่เอง..
    แถมชำนาญการใช้ขวานอีก…แต่ชาตินี้รู้สึกขวานจะย้ายมาอยู่ที่ปาก…5555
    ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วหัวหน้าขันทีได้ไปสอนวิธีการตัดไม้ให้เร็วขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะพ่อครูฯ

  • #8 silt ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 สิงหาคม 2009 เวลา 11:25

    ฮักจริงคร๊าบ
    แต่บ่หวังแต่ง ฮิ ฮิ “ไม้ซ้าวล้ำคุ่มไปแล้วก้า”

    ไม่อยากบอกว่า เป็นคนคลั่งพวกไต้ กะบองมากๆ ไปเที่ยวตลาดไหนเห็นเขาขายกะบองเป็นต้องซื้อมาสะสมไว้ ตอนนี้มีกว่าครึ่งห้องแล้วมั้งครับ อยู่มุกดาหารเวลามีสัมนาก็ไปหาซื้อกะบองหรือไต้มาทำเป็นของที่ระลึก ตอนเฮฯ๓ก็มีผู้ได้รับกะบองเป็นของฝากหลายคน เคยวานพี่น้องไทบรูทำกะบองให้เอาไปฝากเขาไปทั่วบ้านทั่วเมือง หากใครขัดใจเรื่องกะบองเช่นสั่งให้ไปรับมาแต่ลืม เป็นต้องจี๊ดขึ้นแถมหงุดหงิดไม่พูดไม่จากับใครเป็นอาทิตย์ เคยปิดไฟจุดกะบองเล่นในโรงแรมจนเขามาเอ็ด
    โธ่ ที่แท้มีสัญญานติดมาจากอดีตจริงๆหรือนี่

    ที่สำคัญคือ รู้ตัวแล้วละครับว่าทำไมเป็นคนชอบใส่ไฟจัง อิ อิ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.28720688819885 sec
Sidebar: 0.46969318389893 sec