Siltation ตกตะกอนความปิติในรอบปี ๒๕๕๑

14 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 31 ธันวาคม 2008 เวลา 9:57 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ปีใหม่นี้ไปไหน? ปีใหม่กลับบ้านไหม? ทำไมไม่กลับบ้านไม่คิดถึงครอบครัวเหรอ? เป็นคำถามที่ผมมักได้รับบ่อยๆจากเพื่อนร่วมงาน น้องๆผู้ช่วยงาน แม่บ้านที่มาทำความสะอาดห้อง หรือยามหน้าลิฟต์ ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวปีใหม่สากล รวมถึงวันหยุดยาวปีใหม่ไท(สงกรานต์) ผมมักตอบคำถามเหล่านี้อย่างแกนๆไปตามแต่จะคิดได้หรือตามแต่อารมณ์ในชั่วขณะนั้น งานเยอะบ้าง ติดธุระบ้าง ไม่อยากเบียดคนบ้าง หรือบางทีก็บอกเขาไปว่าเดี๋ยวทางบ้านเป็นฝ่ายมาหาเราเอง แต่คำตอบที่แท้จริงคือ ไม่อยากไปไหนครับ ไม่มีที่ไปครับ ไม่มีครอบครัวครับ อยากอยู่เงียบๆคนเดียวสักสี่ห้าวันครับ
และแล้วเมื่อถึงวันทำงานวันสุดท้ายก่อนหยุดยาวก็จัดการกักตุนเสบียงอาหารเครื่องดื่มขนมครบตามวันที่จะอยู่ในห้อง แล้วก็ไม่ออกจากห้องไปไหนสี่ห้าวัน พร้อมกับปิดการติดต่อสื่อสารทั้งหมด ปีนี้ก็เช่นเดิมครับ แต่คงไม่ถึงกับขังตัวไว้ในห้องเหมือนเมืองไทย เพื่อนร่วมบ้านห้าหกคนกลับหมดแล้ว ได้เวลาปลีกวิเวกเสียที แต่ที่ลาวนี่เขาปิดสำนักงานเฉพาะวันที่๑ มกราคม ส่วนวันสิ้นปีไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ
อยู่คนเดียวทำอะไร อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทบทวนกิจกรรมในรอบปี วางแผนปีหน้า นอน เปิดอาหารกล่องชิม ที่กล่าวมาข้างต้นแค่คิดว่าจะทำนะครับ เผลอแป๊ปเดียวเองผ่านไปห้าวันแล้ว สิ่งที่คิดว่าจะทำแล้วได้ทำสำเร็จก็คือการเปิดกล่องอาหารและขนมจัดการได้หมดตามที่ซื้อมา ปีนี้ลองใหม่นึกอยากเลียนแบบ ส.ค.ส. ที่เคยได้รับจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ท่านหนึ่ง ทุกๆปีท่านจะส่งมาเล่าให้ฟังว่าท่านและคู่ชีวิตได้ปั่นเสือหมอบไปที่ไหนได้ระยะทางรวมเท่าไหร่ อย่ากระนั้นเลยเรามาลองนั่งทบทวนความปิติสุขที่ได้รับที่บังเกิดในรอบปีออกมาเป็นบันทึกดีกว่า ส่วนขนมกับอาหารกล่องปีนี้ต้องอด เพราะที่หงสาหากคิดจะตุนก็เห็นจะมีแต่กล้วยน้ำว้าเท่านั้นเอง

สิ่งดีๆในรอบปีนี้ถือว่ามีมากมาย หรืออาจเป็นเพราะรู้จักมองโลกให้สวยงามมากขึ้นก็เป็นได้ลองมาไล่เลียงดูกันเถอะครับ

๑. ปีนี้งานเข้าตั้งแต่ต้นปี ได้ขึ้นล่องแม่น้ำโขงระหว่างหลวงพระบางกับไชยะบุรีครึ่งค่อนเดือน มีความสุขมาก ได้รอดปลอดภัยจากแก่งหลวงทำให้คิดถึงคนที่เก็บไว้ในซอกลึกของสมอง นำออกมาเขียนบันทึกชุด “เขียนถึงคนของหัวใจจากไชยะบุรี” เขียนออกมาจากใจถึงใครบางคนได้อย่างละมุนเล่นเอา(หลอกล่อ)ให้สาวๆมาเป็นแฟนบันทึกได้สองสามราย
๒. จากนั้นได้มาอยู่ในแดนดินสงบสุขแห่งเมืองหงสา เหมือนกับได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อยามวัยเด็ก หรือตามหาฝันวัยเด็กที่หล่นหาย ได้สัมผัสธรรมชาติที่งดงาม และขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่หายไปจากบ้านเรา เขียนไว้ในบันทึกชุด “เล่าเรื่องเมืองหงสา” ที่เมืองนี้ได้มีโอกาสสร้างแผนงานที่คิดว่าจะสามารถช่วยเหลือพี่น้องให้สามารถฟื้นฟูเยียวยาวิถีชีวิต จากบาดแผลของ “การพัฒนา” ได้มีโอกาสต้อนรับท่านผู้นำอันดับสูงที่กำกับนโยบายของประเทศชาติ ที่สำคัญคือมีโอกาสได้นำเสนอความคิดเห็น สิ่งที่อยากคิดอยากทำ ที่อยากสร้างความสุขให้ผู้เดือดร้อน เริ่มรู้สึกได้ว่าความฝันถึงเมื่อครั้งที่ก้าวออกมาจากงานประจำ ที่ว่า “อยู่ที่นี่ได้ช่วยคนได้เท่านี้ไปอยู่ที่โน่นจะมีโอกาสช่วยคนได้มากกว่านี้ตามศักยภาพของตนเอง” ได้ปรากฏในเชิงประจักษ์
๓. ได้ไปสะพายย่ามเที่ยวลาวเหนือขาไปแบบติดดิน ส่วนขากลับแบบจ้าวน้อย นอกเหนือจากประสบการณ์ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดการเดินทางตามที่เขียนไว้ในบันทึกชุด “รับลมหนาวที่ลาวเหนือ” แล้ว ยังได้ทะลายกำแพงความกลัวของตัวเอง ที่ได้แต่คิดว่าป่วยร่างกายจะไม่ไหว แต่ที่ไหนได้หากใจคิดจะไปที่ไหนๆก็ไปได้ ปีหน้าจะไปสิกขิมให้ดู
๔. ได้เปิดบันทึก siltation ในบ้านหลังที่สองที่เพื่อนบ้านในชุมชนเล็กๆแห่งนี้รู้จักรักใคร่กันแทบทุกคน ตั้งใจไว้ว่าอยากจะเอาไว้เก็บตะกอนความคิด ไม่อยากบันทึกอะไรเรื่อยเปื่อย หากอยากเจ๊าะแจ๊ะก็ออกมาคุยกันที่ลานรวมเอา แต่เอาไปเอามาดูเหมือนจะเริ่มเป๋ ด้วยเหตุมีหลานจอนป่วนมาคอยกวนน้ำไม่ให้ตกตะกอน แต่บ้านหลังเก่าที่ชุมชนเมืองใหญ่ก็ยังแวะไปเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ สินค้าที่นำไปแสดงที่ห้องในบ้านชุมชนใหญ่ ตั้งใจจะนำเสนอองค์ความรู้หรือเรื่องแปลกใหม่ ที่จะได้ “ร้อยเรียงเรื่องที่ผ่านพบ” เอาไว้แลกเปลี่ยนกับผู้รู้ท่านอื่นๆ แต่บางครั้งตัดสินใจไม่ได้ก็นำเสนอเสียทั้งสองบ้านเลย
๕. ได้รับ รับความไว้วางใจจากหลายภาคส่วน เจ้าของงาน เพื่อนร่วมงาน พี่น้องชาวบ้านที่ลงไปคลุกคลี ได้รับการร้องเรียก ให้อยู่ต่อ ให้กลับไปทำงานในที่ที่จากมา แสดงว่าแนวทางและความตั้งใจทำงานของเราเป็นที่ถูกใจอยู่
๖. ได้ให้ ทั้งการให้โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ให้โดยตั้งใจคือการเต็มใจให้กับเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เดือดร้อน ให้โดยไม่ตั้งใจคือเขาเดือดร้อนมาขอยืม เห็นเขาเดือดร้อนจริงๆต้องไปรักษาตัวที่เมืองไทย ต้องต่อทุนค้าขาย อะไรทำนองนั้น เมื่อให้ยืมแล้วเขาไม่มีคืนให้ ก็ถือว่าให้เขาไปก็แล้วกัน จำนวนไม่มากไม่น้อยคงเท่าๆกับปีผ่านๆมาทุกๆปี ชะตาเราคงจะเกิดมาเป็นผู้ให้ ให้แล้วเราก็ไม่เดือดร้อนยังคงพอมีข้าวกินอิ่มทุกมื้อคิดว่าได้ให้ปิติก็เกิด
๗. สุดยอดแห่งปิติสุขที่ข้ามไม่ได้คือ การที่ได้มีโอกาสไปพบปะกับเพื่อนแซ่เฮ ทั้งที่ภูเก็ตในเดือนเมษายน และที่เชียงรายเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ขอบรรยายความสุข “ในรูปแบบไร้อักษร” ก็แล้วกัน
นี่เป็นความสุขของผมที่ตกตะกอนได้ครับ
คนเขาว่ากันว่าความปิติสุขก่อให้เกิดพลังไร้ขอบเขต ในโอกาสจะต้อนรับปีใหม่นี้ ขอส่งมอบความปิติสุขที่บังเกิดในจิตใจ ส่งผ่านไปยังผู้อ่านทุกท่าน และเพื่อนร่วมโลกทุกชีวิต


เสน่ห์คำลาว: “ลูกบ่ไห้ อย่าเอานมให้กิ๋น”

1 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 26 ธันวาคม 2008 เวลา 1:18 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #


ที่ประชุมคณะทำงานครั้งล่าสุด ในระหว่างการนำเสนอแผนงานของผม แน่นอนล่ะเป็นแผนการฟื้นฟูวิถีชีวิตที่สร้างขึ้นมาจากความห่วงใยพี่น้องชาวบ้าน ก็เขาจ้างผมให้มาเป็น “ฝ่ายชาวบ้าน”นี่นา ข้อเสนอของผมจึงเป็นแบบอภิมหาโปรเจ็คห่วงหน้าพะวงหลัง ทั้งทางด้านอาชีพหลัก อาชีพรอง เรื่องทางสังคม เรื่องของครอบครัวแม่ร้างนางหม้าย ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ขาดแรงงาน ครอบครัวคนพิการด้อยโอกาส อาชีพเสริมสำหรับแม่บ้าน  เยอะแยะไปหมด
พอถึงรอบการแสดงความคิดเห็น ท่านเชียงสง หัวหน้าห้องการแรงงานสวัสดิการสังคม อภิปรายว่า “ลูกบ่ไห้ อย่าเอานมให้กิ๋น” แปลเป็นไทยว่า “ลูกยังไม่ร้องอย่าเพิ่งเอานมป้อน”

เจอคำโบราณที่โดนใจเข้าอีกคำแล้วครับ ลองนึกถึงสมัยก่อนที่ยังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ พอลูกร้องก็จัดการเอานมป้อนลูก อิ่มแล้วเจ้าตัวเล็กก็หลับปุ๋ย แต่ทางพยาบาลเขาว่าแม่จะรู้สึกได้เองว่าถึงเวลาให้นมลูกหรือยังจากอาการคัดเต้านม(breast congest)แสดงว่าคนที่คิดคำนี้เป็นผู้ชายที่ไม่รู้เรื่องทางสรีระของผู้หญิงดีเท่าไร

คิดต่อจากคำว่า “ลูกบ่ไห้ อย่าเอานมให้กิ๋น”หากเปรียบกับการวางแผนงาน หรือคิดกิจกรรมใดๆสำหรับพี่น้องละก็ การที่เราคิดเองหรือคิดแทนพี่น้อง แล้วสรรหาทุกสิ่งทุกอย่างมาป้อน
ทั้งๆที่ไม่ใช่ความต้องการของพี่น้องนั้นก็คงจะไม่เข้าท่าเอาเสียเลย เพราะอาจจะเป็นการเยียวยาแบบ “เกาไม่ถูกที่คัน” ผลสุดท้ายความหวังดีของเราก็อาจกลายเป็นประสงค์ร้ายไป หรือกิจกรรมอาจประสบความล้มเหลว พี่น้องจะเข้าร่วมกิจกรรมร่วมโครงการแต่เพียงในระยะแรกเพราะ “เกรงใจหัวหน้า” และในที่สุดก็จะ “ไร้ความยั่งยืน”
แต่โครงการของผมผ่านฉลุยหลังจากที่ได้ชี้แจงเพิ่มเติมครับ
เพราะในการวางโครงการของผมได้ผ่านการสมเทียบกับ นโยบายของพรรคของรัฐ กับสภาพความจำเป็นของชุมชน กับความเหมาะสมทางกายภาพภูมิประเทศและภูมิศาตร์สังคม ที่สำคัญก็คือ เป็นความต้องการที่มาจากพี่น้องชาวบ้าน จากการลงคลุกคลีสัมผัสชุมชน จากเวทีการศึกษาชุมชนอย่างมีส่วนร่วมPRA
ผมเคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า รูปแบบการพัฒนาชุมชนต้องไร้รูปแบบ สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพของ “ระบบนิเวศวัฒนธรรม” ของชุมชนนั้นๆ นิเวศ + วัฒนธรรม ครับ
“ระบบนิเวศ”:
ดินเขาเก็บน้ำไม่อยู่ก็ยังยัดเยียดให้เขาขุดสระในไร่นาตามเป้าสุดท้ายได้สระกักลม
นาเขาเป็นที่ลุ่มน้ำหลายยังจะไปบังคับให้เขาปลูกข้าวพันธุ์ปรับปรุงอายุสั้น พี่น้องลุยโคลนเกี่ยวข้าวได้กินข้าวเปื้อนโคลน
“วัฒนธรรม”:
อิสรชนแบบวิถีชนเผ่าที่ชอบเข้าป่าถูกยัดเยียดให้ปลูกผักบนขอบสระ ปลูกแล้วปล่อยให้เทวดารดน้ำ มีไก่มาช่วยตัดยอด วัวควายที่เลี้บงปล่อยทุ่งแวะมาย่ำ…จบ
พี่น้องเขาเลี้ยงหมูกี้แบบปล่อยอยู่ดีๆ ไปส่งเสริมหมูหลุม….ลำบากหารำหาอาหารมาเกือ…หมูจ่อยตายไปก็หลาย
“ลูกบ่ให้อย่าเอานมให้กิ๋น” กับ “ระบบนิเวศวัฒนธรรม”
เกี่ยวกันไหมเอ่ย

 


รูปภาพเล่าเรื่องราวเฮฮาฯหก

8 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 10 ธันวาคม 2008 เวลา 2:43 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ร่วมส่งภาพเพื่อเล่าเรื่องราวที่น่าประทับใจในเฮฮาฯ๖ ครับ
เป็นมุมมองของคนที่มองโลกจากตัวตนเป็นศูนย์กลาง และมองในมุมที่แปลก
ทุกภาพถ่ายแบบมือสมัครเล่นใน mode auto
ลองชมดูครับ (ภาพอาจไม่สวยแต่ จะพยายามตีความหมายให้ลึกซึ้งครับ)

ภาพแรก: แสงสุรีย์ที่บ้านอาข่า
ระหว่างที่พี่แดง (ท่าน สว.เตือนใจ) พาเหล่าพวกเราสว.(สูงวัย)เดินเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวอาข่าที่ดอยแม่สลอง มองผ่านตัวเรือนเห็นตะวันกำลังคล้อยลงสัมผัสทิวเขา
พี่แดงได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักพัฒนาที่สุดยอด  ได้อย่างน่าประทับใจ เห็นท่านพูดภาษาอาข่าได้คล่องแคล่วราวกับเจ้าของภาษา ทักทายรู้จักทุกคนในหมู่บ้าน
และเห็นท่าทีที่ชาวบ้านแสดงต่อพี่แดงอย่างสนิทสนมรักใคร่ …ผมว่าพี่แดงเปรียบดั่งดวงตะวันที่ฉายส่องให้ความอบอุ่นกับพี่น้องชาวอาข่าในชุมชนแห่งนี้

ภาพที่สอง: เณรน้อยวัดพระธาตุสี่มุมเมือง
จุดสุดท้ายก่อนจากเชียงแสน ผมพบท่านนั่งพักอยู่ใกล้ๆที่จอดรถ ผ้าเหลืองเครื่องนุ่งถือของนักบวช ทำให้มองเห็นความสงบน่าเลื่อมใส แม้ในวัยเด็กของท่าน น่าอิจฉาที่ท่านได้เข้า
สู่โลกแห่งความสงบตั้งแต่วัยเยาว์ ในหมู่นักแสวงบุญเพื่อนๆกลุ่มผมเรามักเรียกกันเล่นๆว่า กลุ่มศีลสองร้อย ศีลสิบ ศิลแปด และศีลห้า แม้ว่าเราฆาราวาสจะถืออุโบสถศีลก็ถือเพียงแปดข้อ
แต่เณรท่านถือศีลสิบ

ภาพที่สาม: ถังขยะที่ไม่เป็นขยะ
ยามเช้าที่หน้าอุโบสถวัดพระธาตุผาเงา เชียงแสน ผมเห็นความงามของถังขยะ ที่สานจากไม้ไผ่มีใบตองกล้วยจับกลีบบุไว้อย่างประณีต มีตุงเล็กๆ งามวิจิตรล้มอยู่ข้างๆ เลยจับมาประดับเพิ่ม
ความงดงามให้เสียเลย ให้งดงามเป็นถังขยะที่…งามที่สุดในโลก

ภาพที่สี่: ชื่อภาพ”ถูกเซ้าซี้บังคับให้ถ่าย”
ตลอดทริปนี้ ผมมีดาราหน้ากล้องดังที่เห็นในภาพ ไปทางไหนก็ไปดักหน้าดักหลังโพสต์ท่าให้ถ่ายรูปทั้งในท่านั่ง ยืน ปีนต้นไม้ ไม่ใช่ใครที่ไหน คุณหลานในไส้ของลุงเอกนั่นเอง ดูรูปสิครับ
คนถ่ายก็ถูกเซ้าซี้ให้ถ่าย คู่ที่ยืนถ่ายด้วย(จอมกวน)ก็ทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้ถ่ายด้วย คนหน้าระรื่นมีแค่คุณหลานคนเดียว

แซวเล่นดอกเด้อหล้า…อันที่จริงคุณเธอก็มีฝีมือฝีปากไม่เบาเลยทีเดียว เท่าที่ได้ยินเธอด้นเพลงอีแซวบนยอดดอย และได้ยินเสียงบรรเลงขลุ่ยประสานกับเสียงกีต้าร์ที่ห้องนั่งเล่น
ลุงเปลี่ยนร่วมถ่ายทอดมาเป็นบทกวีได้อย่างนี้
“สอดประสานเสียงเพลงบรรเลงเสนาะ
พิณขลุ่ยคลอดั่งทิพย์ดนตรีแดนสวรรค์
ขลุ่ยแผดเสียงโหยหวนกรีดร้องรำพัน
พิณเสกสรรเสียงเพลงกล่อมประโลม
ขลุ่ยร่ำไห้พิลาปเสียงแหบเศร้า
พิณปลุกเร้าดั่งสายธารถาโถม
ชักนำพากันไปตามอารมณ์
ต่างรื่นรมย์ชื่นชมทิพย์ดนตรี”


เจ้าสำอาง ที่ด่านน้ำเงิน

ไม่มีความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 4 ธันวาคม 2008 เวลา 12:12 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

เจ้าสำอาง หมาใบ้ ที่ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงเห่า เสียงร้อง
เจ้าสำอาง หมาพันธุ์ทาง วัยรุ่นจอมดื้อ ที่ด่านน้ำเงิน
ไม่รู้ทำไม จึงชอบมานอนขวางทางรถอยู่ตรงไม้กั้นด่าน
ไม่รู้จักกลัวรถเหยียบ
ตำรวจด่านคนที่หนึ่งมาอุ้มก็แล้ว ลากก็แล้ว ให้ออกจากถนน สักพักก็กลับมาที่เดิมอีก
ตำรวจด่านคนที่สองเรียกก็แล้ว ไล่ก็แล้ว เจ้าสำอางก็นอนขดไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น

ตำรวจด่านคนที่สามเดินมา ยกเท้าฟาดไปที่คางเจ้าสำอางจนหน้าหงาย (แต่เจ้าใบ้ก็ไม่ร้อง)
เจ้าสำอางรีบลุกขึ้นวิ่งหนีหายไปจากด่าน…ไม่รู้หนีไปไหน

สำหรับสัตว์  บางทีก็ต้องมีวิธีจัดการที่ให้ได้ผล

สำหรับคนบางประเภท..คงต้องมีวิธีจัดการที่เหมาะสมเช่นกัน
เจ้านายบางคนชอบถูกชะเลีย
เพื่อนร่วมงานบางคนชอบให้คนยกย่อง
ลูกน้องบางคนชอบให้ปลอบโยน
ลูกน้องบางรายต้องขู่กำราบถึงจะทำงาน

กุศโลบายในการจัดการสิ่งมีชีวิตนี่ช่างไม่มีกฏตายตัว

บันทึกนี้ท่านอย่าได้หลวมตัวมาคอมเม้นท์…

ด่านน้ำเงิน เมืองเงิน สปป.ลาว
๓ ธค ๕๑
๑๖ จุด ๔๕ น.


ขีดเขียนวันซึมเศร้า

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2008 เวลา 7:57 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

….เหลือเพียงปีกบางรุ่งริ่ง
สีสันสดสวยที่เคยแต่งแต้ม…หลุดหาย
เคยโบกบินล้อลม…ต้องมาตะเกียกตะกาย
รอความตายอย่างเหนื่อยล้า..น่าอนาถ

เปรียบเหมือนบ้านเมืองไทยในวันนี้
ทะเลาะกันทำป่นปี้ไปทั้งชาติ
กูต้องได้..กูสิถูก..กูเก่งกาจ
ปล่อยให้ชาติล่มจม..ช่างหัวมัน

ลูกหลานเด็กน้อยไร้เดียงสา
ดูแววตาร่าเริงสุขสันต์
ต้องมา”ซวย”ด้วยผู้ใหญ่ทะเลาะกัน
คงสักวันเขาจะด่าว่าพวกเรา

“พิคะเนดงาคำ”…องค์มีฤิทธิ์
ช่วยประสิทธิ์…ปัญญาให้พวกเขา
ให้หายจาก..กระโหลกหนาปัญญาเบา
ให้พวกเขา…สามัคคีมีน้ำใจ

 


รับลมหนาวที่ลาวเหนือ (๑) ทวนกระแสน้ำของ จากท่าซ่วงไปปากแบง

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2008 เวลา 1:25 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ปฐมบทของบันทึกการท่องเที่ยวเชิงวิพากษ์ รอบนี้ของผมเริ่มต้นที่บ้านท่าซ่วง เมืองหงสา ไปขึ้นฝั่งที่บ้านปากแบงเมืองฮุน แขวงอุดมไซครับ
เช้าวันเดินทางร้านเจ้าประจำที่หงสาเสริฟข้าวเหนียวกับไส้อั่ว แทนที่จะเป็นข้าวเหนียวกับไข่ดาว เหตุเพราะระยะนี้หงสาขาดแคลนไข่นั่นเอง โรคไข้หวัดสัตว์ปีกระบาด ทางเมืองเขาจึงห้ามการซื้อขายไข่ในตลาด แต่ไม่ว่าจะเป็นไส้อั่วหรือไข่ดาวก็ทำให้ท้องอิ่มก่อนการเดินทางไกลได้
ใช่ครับผมจะท่องเที่ยวไปรับลมหนาวในลาวเหนือ ตามไปเที่ยวด้วยกันนะครับ
รถของโครงการมารับที่บ้านพักเวลา ๗:๓๐น. ค่อยๆพาแล่นฝ่าม่านหมอกหนาบนเส้นทางที่คดโค้งราว ๓๕ กม. ใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งชั่วโมง ก็พาผมมาถึงบ้านท่าซ่วงริมฝั่งแม่น้ำโขง จุดเริ่มต้นของการเดินทางไปยังเมืองสิงจุดมุ่งหมายของผมในครั้งนี้ บ้านท่าซ่วงเคยเป็นประตูออกสู่โลกภายนอกเพียงแห่งเดียวของเมืองหงสามาช้านาน จนกระทั่งเมื่อมีการตัดถนนจากเมืองหงสา เชื่อมกับชายแดนไทย และแขวงหลวงพระบาง ปัจจุบันถึงแม้นจะมีถนนแล้ว แต่ความนิยมเดินทางด้วยเรือตามแม่น้ำโขงของพี่น้องชาวหงสาก็ไม่ได้ลดน้อยลงแต่ประการใด จากท่าซ่วงหากล่องไปตามน้ำสามารถไปได้ถึงหลวงพระบาง ท่าเดื่อ(ไชยบุรี) ปากลาย และเวียงจันทน์ ถ้าหากทวนน้ำขึ้นไปจะเป็น เมืองปากแบง ห้วยทราย(แขวงบ่อแก้ว) จนถึงเชียงรุ้งได้ เรือโดยสารมีตั้งแต่ขนาดร้อยกว่าที่นั่งไปจนถึงเรือเร็วประเภทเช่าเหมาลำ ผมถามถึงเรือไปปากแบง ชาวเรือบอกบอกว่ามีหลายประเภทหลายราคา หากจะรอเรือเร็วที่ออกตามคิวค่าโดยสารคนละ ๓๕ พันกีบแต่อาจได้ออกตอนสายๆ หรือหากจะเหมาเรือเร็วไปเลยเขาคิดค่าเหมาเรือ ๒แสน๕หมื่นกีบ(๑พันบาท) ระยะทางไม่กี่สิบกม.ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กำลังชั่งใจว่าจะเอาอย่างไหนดี พอดีมีเจ้าของเรือใหญ่ขนาดหนึ่ง๘๐ที่นั่ง เสนอว่าพอดีเรือจะตีขึ้นไปรับแขกฝรั่งที่ห้วยทรายหากให้เขา ๑แสน๕หมื่นเขาจะอาสาไปส่ง ให้ เลยรีบตกลงไปกับเจ้านี้

นั่งเรือใหญ่ราวกับเป็นเศรษฐีค่อยๆทิ้งท่าซ่วงไว้เบื้องหลัง เรือเขามีเบาะนั่งเหมือนรถทัวร์ มีห้องน้ำห้องท่าสะอาดสะอ้าน ครอบครัวเจ้าของเรือมีพ่อแม่และลูกชายวัยรุ่นสองคน คุยกับอ้ายคนพ่อเล่าว่า ปกติก็วิ่งคิวหลวงพระบางห้วยทราย แต่ฤดูท่องเที่ยวอย่างนี้มักมีงานเหมาเข้ามาบ่อย ดังเช่นคราวนี้ที่บริษัททัวร์เช่าเหมาให้ขึ้นไปรับนักท่องเที่ยวชาวฝรั่ง ที่เมืองห้วยทราย(ตรงข้ามกับเชียงแสน) สองคน ขาขึ้นเขาค่อยๆขึ้นมาเพราะไม่อยากสิ้นเปลืองน้ำมันเลยต้องแวะนอนรายทางสองคืน ส่วนขาล่องจะแวะค้างคืนที่ปากแบงเพียงคืนเดียว
แอบถามราคาค่าเหมาเรือแต่ละเที่ยว อ้ายเขาบอกแต่เพียงว่าก็พอเหลือเก็บ ก็แหงละสิเที่ยวนี้ได้จากผมไปอีกกว่าหกร้อยบาท เรือผ่านบ้านปากงึมอ้ายบอกว่าขอแวะเอาของที่บ้านญาติหน่อย ผมรีบสนับสนุน เพราะอยากมาดูบ้านปากงึมมานานแล้วครั้งนี้ถือเป็นโอกาส ปากงึมคือบริเวณที่แม่น้ำงึมไหลลงสู่แม่น้ำโขง ผมรู้สึกคุ้นเคยกับปากงึมเพราะว่า น้ำแก่นอันเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านเมืองหงสาแล้วไหลไปรวมกับน้ำงึมก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำโขง แวะทักทายปากงึมหน่อยก็ดีเหมือนกัน เผื่อจะเจอกับสายน้ำแก่นชาวหงสาบ้านเดียวกัน บ้านปากงึมวันนี้มีเรือแพมาจอดหลายลำ มองไปบนตลิ่ง อ้อเขามีตลาดนัดริมโขงนั่นเอง

จากปากงึมเรือลำใหญ่แต่มีผู้โดยสารเพียงคนเดียวค่อยๆแล่นทวนน้ำขึ้นไปปากแบง  ใจผมเริ่มร้อนนิดๆ เกรงจะไม่ทันรถเที่ยวเที่ยงวัน(เที่ยวสุดท้ายที่จะไปอุดมไชย) แต่ก็ไม่กล้าบอกอ้ายเพิ่นเร่งเครื่อง
ก็ลาวกับไทยผลิตน้ำมันไม่ได้เหมือนกันนี่ครับ เขาประหยัดน้ำมันก็ควรสนับสนุนเขา ยิ่งตอนนี้เจ้าลูกชายมาถือพังงาบังคับเรือเปลี่ยนให้พ่อไปกินข้าว ยิ่งใจเย็นอ่านร่องน้ำทุกร่อง ช่างเป็นวัยรุ่นที่ไม่ชอบความเร็วเหมือนวัยโจ๋ซิ่งแมงกะไซด์บ้านเราเลยพ่อคุณเอ๋ย
พี่อ้ายคนพ่อเสร็จจากกินข้าวก็มานั่งดูดยาคุยกับผม พอถามถึงการเปลี่ยนแปลงของน้ำโขงในระยะหลังจากที่มีการปิดเขื่อนทางต้นน้ำ พี่อ้ายในฐานะที่ใช้ชีวิตขึ้นล่องกินนอนในแม่น้ำโขงมากกว่าอยู่บนบกเล่าให้ฟังว่า “น้ำโขงเดี๋ยวนี้มันไม่มีฤดูแล้ว” “แต่ก่อนพอถึงหน้าน้ำมากน้ำก็มา พอถึงเวลาน้ำน้อยน้ำก็ลด
แต่ละปีจะเหมือนกันตลอด” “แต่เดี๋ยวนี้เขานึกอยากปล่อยน้ำมายามใดเขาก็ปล่อย อาชีพปลูกผักปลูกถั่วสิสงแถวชายหาด ถูกน้ำท่วมเสียหาย เดือดร้อนกันตลอดทุกบ้านทุกคุ้ม แวะจอดท่าไหนก็มีแต่เสียงบ่น”
นี่เป็นเสียงสะท้อนจากพยานที่รู้เห็นความเป็นไปของ “แม่ของ” ถึงแม้นจะเป็นเสียงเล็กๆที่ขาดสถิติ ไร้หลักฐานยืนยัน แต่ใจผมก็โอนเอียงไปทางเชื่อ เชื่อเพราะอ้ายเพิ่นอยู่กับแม่น้ำโขงมาตลอด เชื่อในสิ่งที่อ้ายพบเห็น
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพียงหนึ่งเดียว ในหลายร้อยพันตัวอย่าง ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้แสดงถึงผลที่ตามมาจากสิ่งที่มวลมนุษยชาติได้กระทำต่อธรรมชาติ ซึ่งมีวิถีของธรรมชาติ แล้วผลที่ตามมาก็คือความเดือดร้อนของคนเล็กๆทางปลายเหตุ
เมื่อมวลมนุษยชาติพากันไปปรับเปลี่ยนธรรมชาติ แล้วมวลมนุษย์ก็ไปกล่าวโทษว่าธรรมชาติวิปริต แปรปรวน ไม่ว่าจะเป็น ฝนฟ้าที่ตกผิดฤดูกาล ฝนมากน้ำท่วม ฝนน้อยน้ำแล้ง พายุลูกเห็บ พายุฤดูร้อน ไฟป่า ทอร์นาโด ดินถล่ม และนานาวิบัติภัยธรรมชาติ ที่สร้างความเดือดร้อนให้มวลมนุษย์
โธ่เอ๋ย…มนุษย์
ไม่รู้จักโทษตัวเอง


บันทึกแฉตัวเอง คุณ เปลี่ยนศรี(สี)

6 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2008 เวลา 3:45 (เย็น) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

บันทึกแฉตัวเอง คุณ เปลี่ยนศรี(สี)
ผมเคยได้รับคำชมจากน้องๆที่เคยร่วมงานว่า “พี่เนี่ยเหมือนจิ้งจก..เปลี่ยนสีไปได้เรื่อย”
นี่ถือเป็นคำชมนะเนี่ย ฮึ่ม! ฝากไว้ก่อนเจ้าหมิว เจ้าดา เจ้าต้า เจ้า….

ย้อนกลับมาดูตนตัว เออก็ถูกของน้องๆเขา

สิ่งแรกที่สุดที่ว่าใช่ก็คือ ผมเป็นคนลิ้นอ่อนเหมือนนกขุนทอง อยู่ใกล้ใครก็พูดสำเนียงพื้นถิ่นของคนนั้น
อันนี้สาบานได้ว่าไม่ได้ตั้งใจดัด ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสำเนียงตัวเองเปลี่ยนไป จนมีคนมาทักถึงได้รู้ความจริง
อยู่ดงหลวงพูดผู้ไท สลับภาษาลาวดงหลวง

อยู่หงสาพูดลาวย้อสลับกับลื้อ

ข้อถัดไปคือ ผมคุยกับคนได้ทุกประเภท (ไม่ว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดง) แต่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และข้อที่จะขัดใจ
โดยยกประเด็นที่ใจเรายอมรับออกมาคุยกัน

  • ผมคุยกับนักพัฒนากับเอ็นจีโอได้เป็นวันๆอย่างไม่ขัดเขิน คุยด้วยใจ ด้วยอุดมการณ์เดียวกัน
  • ผมไปหาพี่ทีปกรณ์ที่ดงหลวงทีก็คุยกันจนลิงหลับ
  • ผมไปคุยกับพ่อๆไทบรูเรื่องการทำมาหากินการปลูกพืชปลูกผัก เรื่องป่าเรื่องเขาได้อย่างสนุกสนาน
  • ผมไปคุยกับแม่บ้าน เรื่องผักกาดดอง เรื่องผงนัว เรื่องทอผ้า เรื่องชาผักหวาน จนเขาตกลงปลงใจมาร่วมกลุ่ม

ย้ำอีกครั้งว่าผมมีความจริงใจทุกคำพูด

  • แต่ผมก็ไปคุยกับผู้ประกอบการเจ้าของโรงงานได้เป็นวรรคเป็นเวรเหมือนกัน จนเขาหลวมตัวจะชวนไปร่วมหุ้นร่วมกิจการ

ผมก็มีจุดยืนในการพูดคุยว่ากิจการที่ว่าต้องไม่เอาเปรียบใคร และไม่เอาเปรียบธรรมชาติด้วย

ผมเคยไปสัมนาการสร้างเขื่อนโครงการหนึ่ง ด้วยรูปแบบการแต่งตัว ผ้าฝ้ายยับๆผมยาวหนวดเคราหรอมแหรม สะพายย่าม ทำให้กลุ่มพี่น้องฝ่ายต่อต้านเรียกไปนั่งรวมกลุ่มด้วย นั่งกินข้าวกลางวันด้วย แต่พอภาคบ่ายผมขึ้นนำเสนอแผนการจ่ายค่าชดเชยในฐานะคอนเซ้าท์ หลังจากนั้นพี่น้องกลุ่มนั้นไม่มองหน้าผมอีกเลยตลอดการประชุม

จุดยืนของผมคือ การไม่เปลี่ยนจุดยืน
ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราต้องรู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
และเราต้องทำตัวให้กลมกลืนกับท้องถิ่น กับสังคมรอบข้าง โดยที่ไม่ทิ้งจุดยืนของตัวเอง
ผมว่าความกลมกลืน เป็นจุดเริ่มต้นแห่งสมานฉันท์

ผมเป็นนักฉวยโอกาส ที่พยายามสร้างและหาความสุขจากการทำงาน
และยังเป็นนักปรุงฝัน เพื่อปลุกประโลมใจให้การทำงานของตัวเองสำเร็จ
นั่นหมายความว่า ผมเป็นคนรู้จัก(พยายาม)คิดดี คิดชอบ คิดในทางบวก

  • ผมได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการเหมือง เขื่อน โรงงาน ผมก็ใช้โอกาสเขียนมาตรการ(บังคับ)เจ้าของโครงการให้ปฏิบัติตามหลักวิชาการ ให้ช่วยลดความเดือดร้อนต่อคนสัตว์สิ่งอ้อมตัว ทำอย่างนี้ได้ผมก็มีสุขแล้ว
  • ผมได้ทำงานด้านวางแผนโยกย้ายผู้คนชุมชน ผมก็ใช้โอกาสในการประเมินราคาค่าชดเชยให้เหมาะสมให้เป็นธรรมกับชาวบ้าน พร้อมวางแผนฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของพี่น้องให้รัดกุม ผมก็คิดว่าผมได้ทำดีแล้ว
  • ผมได้ทำงานวางแผนฟื้นฟูสภาพเหมืองแร่ ผมก็คิดว่าเป็นโอกาสดีของตัวเอง ที่ได้มีส่วนในการซ่อมแซมกอบกู้ระบบนิเวศให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ อย่างน้อยผมก็ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น
  • ผมได้ทำงานด้านพัฒนาชุมชนร่วมกับอ้ายน้องเอ็นจีโอ นี่ถือว่าสุดยอด เกิดปิติสุขแบบไม่ต้องปรุงแต่ง

ผมเรียนรู้อย่างไร ผมเรียนรู้ด้วยการเปิด
เปิดใจ รับทุกสิ่งที่ผ่านตา ไม่ทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่เป็นชาล้นถ้วย
ผมอ่านหนังสือทุกประเภท นิตยสาร ประวัติศาสตร์ พงศาวดาร นวนิยาย กำลังภายใน ท่องเที่ยว ภูมิศาสตร์ ปรัชญา ธรรมะ และคำสอนทุกศาสนา แม้กระทั่งกวีนิพนธ์
ผมนำความรู้มาใช้ประโยชน์ ให้ถูกกาละ

  • ศัพท์แสงความรู้ที่ได้ร่ำเรียนสมัยเป็นนักเรียนผู้ช่วยพยาบาล สามารถนำมาใช้ตรวจแก้งานอีไอเอในบทว่าด้วยการประเมินสาธารณสุขได้
  • ความรู้เรื่องเมืองโบราณสามารถนำไปเลือกแนวสายทางที่จะตัดถนนได้
  • วิชาผักกาดดองที่แม่สอนไว้สามารถนำมาสอนแม่บ้านที่ดงหลวงได้

อันนี้เป็นตัวอย่างการบูรณาการองค์ความรู้

กลมกลืน(เปลี่ยนสี) ปรุงฝัน เรียนรู้
เป็นศิลปะในการดำรงชีวิตของผมครับ
นี่ถ้าไม่ใช่ท่านครูบาร้องขอไม่ยอมเผยบันทึกที่ยกตัวเองบันทึกนี้นะคร๊าบ


ท้องฟ้าสีอะไร ใจสงบเป็นเช่นใด

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2008 เวลา 11:08 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #


ท้องฟ้า….สีครามงามสง่า..ลึกล้ำ
ท้องฟ้า….สีฟ้าใส…กระจ่างสวย
ท้องฟ้า…สีทอง…รองเรืองอร่าม
ท้องฟ้า….สีเทาหม่น…มัวหมอง
แท้จริงแล้ว..ท้องฟ้าสีอะไร
ขอบฟ้าอยู่ที่ไหน…ขอบฟ้าอยู่ที่ใจ…ขอบฟ้าไม่มีจริง
ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนสี ไปตามแสงหักเหแสงสะท้อน
ฟ้าใสฟ้ามัวฟ้าหลัว..ด้วยมีเมฆมีหมอกมีควันมาบดบัง
ใจคน….เปรียบดั่งท้องฟ้า
มีอารมณ์ อ่อนไหว….วูบเผลอไปกับสิ่งเร้า
โศกเศร้าเหงาหงอย…. ยามผิดหวัง
ห่วงหาอาวรณ์….ยามพลัดพลาก
เริงรื่นกระชุ่มกระชวย…ยามมีสุข
อิ่มเอิบ ปิติ เมื่อได้บอกตนเองว่า..ได้ทำกรรมดี
นิ่งสงบ โปร่งปลอด เมื่อได้ตกตะกอนความคิด….เมื่อได้ทำสมาธิ
แท้จริงแล้วจิตใจที่สงบ ไร้สิ่งรบกวนนั้นเป็นเช่นไรหนอ

จิตพิสุทธิ์ที่แท้…เป็นเช่นไร


“น้ำเต็มแก้ว”

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 27 ตุลาคม 2008 เวลา 7:51 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #


คนเราทุกวันนี้
หลายคนที่ ทำตัวทำใจเป็นดั่งแก้วที่บรรจุน้ำอยู่เต็ม
หลงว่าตัวเองรู้แจ้งไปเสียทุกเรื่อง
คิดว่าความคิดของตัวเองถูกต้องไปทุกอย่าง
ไม่ยอมเปิดใจรับฟังความคิดความเห็นของผู้อื่น
ไม่ยอมพร่องน้ำออกจากแก้วเพื่อเตรียมรับน้ำใหม่
ไม่ยอม ไม่ยอม ไม่ยอม
เมื่อทุกคน เมื่อทุกขั้วต่างก็เป็นดั่งน้ำเต็มแก้วแล้ว…
สังคมเราคงไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการแลกเปลี่ยน
ขั้วที่มีการขัดแย้งก็ไม่มีวันที่จะประสาน….คงจะวุ่นวายน่าดู
เพียงแต่เราทำตัวทำใจให้เป็น “แก้วที่พร่องน้ำ”
เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
รับฟังด้วยสติ ด้วยเหตุด้วยผล
ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อจะคล้อยตามหรือไม่
สังคมเราคงจะลดแรงปะทะลดการต่อสู้กันลงได้เยอะ
พลังประสานแห่งความร่วมมือจะพลันก่อเกิด
สายใยสัมพันธ์ในสังคม ในองค์กร จะดึงดูดผูกโยงกลุ่มคนให้เหนียวแน่นสามัคคี


ผุกร่อนไปตามกาลเวลา

2 ความคิดเห็น โดย silt เมื่อ 22 ตุลาคม 2008 เวลา 10:35 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #

ความผุกร่อนเป็นไปตามกาลเวลา
กาลเวลา…กลืนกินทุกสิ่งในพิภพ
ในพิภพ…แดนดินที่ไร้ความเที่ยง
ความเที่ยง…แท้จริงคือความไม่เที่ยง

ยามบ่ายวันหนึ่งในเดือนเมษายน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๗
ผมปลีกตัวจากวงเสวนาเรื่องผักหวานป่า ในวัดป่าบ้านสานคาม สกลนคร
แหล่งเรียนรู้ด้านการจัดการป่าผักหวานป่า ที่ใช้มีวัดเป็นองค์ประกอบ จัดการกันได้อย่างเยี่ยมยอด
นำพาพี่น้องมาพบกันแล้ว ปล่อยให้พ่อๆท่านพูดคุยกันเอง แลกเปลี่ยนกันเอง
ผมถูกดึงดูดด้วยความวิเวก จากต้นไม้พุ่มไม้หนาทึบรอบๆศาลา
มีเส้นทางเดินสายน้อย ปัดกวาดอย่างสะอาดเอี่ยม ทอดนำเข้าดงไม้ เชิญชวนให้เดินเข้าไปยิ่งนัก

ผมเดินอย่างสำรวมเต็มที่ ท่ามกลางเสียงของธรรมชาติ เสียงจักจั่นดังขึ้นเป็นครั้งคราว เสียงใบไม้ส่ายเสียดยามลมพัดต้อง
เสียงใบไม้แห้งร่วงหล่นระกิ่งค่าคบ เดินผ่านกุฏิหลังน้อยหลายหลังที่สร้างแฝงกับป่าไม้อย่างกลมกลืน
ยกมือวันทาเจ้าของกุฏิที่มีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสแต่ไม่ได้หยุดรบกวนเวลาปฏิบัติของท่าน

เกือบสุดทางเดิน ตรงโคนต้นไม้ใหญ่ที่มีใบไม้แห้งหล่นทับถมจนเต็มพื้น ผมเห็นตอไม้ผุที่มีเห็ดสีขาวขึ้นโดยรอบ   มีเถาวัลย์ทอดพาด
และมีขอนไม้ขนาดย่อมประดับด้วยเห็ดดอกโตสีเหลืองอ่อนวางก่ายอยู่ จัดตำแหน่งขอนไม้เล็กน้อย แล้วบรรจงถ่ายรูป        ได้มาอย่างที่เห็น
ถือเป็นรูปถ่ายที่ผมบันทึกภาพในขณะที่จิตโปร่งที่สุด จิตนิ่งที่สุด

หากได้อยู่ใกล้ชิด…กับธรรม(ชาติ)
อยู่กับตัวเองอย่างรู้จักตัวตน
มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ  มีสิ่งอันควรสักการะให้ยึดมั่น
ชีวิตนี้…ก็น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก
จะมัวเมาลาภยศชื่อเสียงไปใย
จะเมามัวกับเกรียติศักดิ์ศรีไปถึงไหน
จะมุ่งชนะระรานกันไปทำไม
อีกไม่เท่าไรก็ต้องดับไปกับกาลเวลา



Main: 0.476322889328 sec
Sidebar: 0.0101501941681 sec