สรุปเหตุการณ์ ปี 2559 หรือ 2016

ไม่มีความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 3 มกราคม 2017 เวลา 1:50 (เย็น) ในหมวดหมู่ งานอดิเรก, ชีวิตกับโรงเรียน, เพื่อน #
อ่าน: 32

วันนี้วันที่ 4 มกราคม 2017 หรือ 2560  มีเวลาว่างเข้ามาเยี่ยมเยียน ลานโรงเรียน  หลังจากไมได้เข้ามาเลยเป็นเวลาสองปีกว่า  เพราะมัวแต่ไปเพลิดเพลินกับเฟสบุคและไลน์มากไปหน่อย  เมื่อกลับมาตรงนี้  พอเปิดดูสารบัญ โอ้โฮ !  ทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน  เป็นระเบียบก่อนหลัง  เปิดอ่านง่าย ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีที่ผ่านมา  ถ้าจะกลับไปค้นในเฟสบุค  ก็ยากนักหนา  แม้ตอนนี้จะมีการค้นอดีต ขึ้นมาให้อ่านโดยอัตโนมัติ  แต่มาให้อ่านวันเดียว ก็หายเงียบ  อยากจะดูอีกสักครั้ง  ก็หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง

อย่ากระนั้นเลย  เรากลับมาบันทึกเรื่องราวที่เป็นที่สุด ในปี 2559 เก็บไว้อ่านเล่นจะดีกว่า  ดูสิว่า มองย้อนกลับไป   เรื่องเด่นๆ ในชีวิตของเราปีที่แล้วมีอะไรบ้าง

เรื่องที่ 1  เรื่องเศร้าที่สุด  ไม่ใช่เฉพาะเราแต่คงเป็นของคนไทยทั้งประเทศ  ก็คงเป็นเรื่องการเสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 สุดแสนอาลัยในพระองค์ท่าน  ได้เข้าไปกราบพระบรมศพหน้าพระโกศ  แม้จะต้องรอคอยถึง 14 ชั่วโมง และได้กราบเพียง 50 วินาที ก็ถือว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตอย่างหาที่เปรียบมิได้

เรื่องที่ 2  เรื่องปลื้มที่สุด คงไม่พ้นได้บวชลูกชายคนเล็ก  นายปราบ สุวรรณศร  บวชเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม และสึกวันที่ 27 ธันวาคม  ใจจริงอยากให้บวชนานกว่านั้น  แต่เรื่องความอยากของเราจะนำไปบังคับใจคนอื่นไม่ได้  แค่เพียงสามอาทิตย์ที่ลูกบวชและสึกออกมา ก็เห็นว่าลูกได้เรียนรู้้อะไรมาไม่น้อยเลย  คุณแม่ก็เป็นปลื้มสิคะ

เรื่องที่ 3 เรื่องฝันเป็นจริงที่สุด   เมื่อได้ย้ายไปอยู่บ้านปลายนาเมื่อเดือนพฤษภาคม  เป็นความฝันลมๆแล้งๆตั้งแต่ไปซื้อที่เอาไว้สี่ไร่แล้ว ว่าอยากไปอยู่ที่นั่น  ที่ๆมองได้รอบตัว 360 องศา เห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า  และเห็นพระอาทิตย์ตกสวยๆยามเย็น โดยนั่งอยู่ในจุดๆเดิม  แต่จะไปอยู่คนเดียวได้ยังไงในวัยขนาดนี้ วัยที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้เต็มที่ ต้องพึ่งพาคนรอบข้างอยู่บ้าง  แต่แล้วฝันก็เป็นจริงเมื่อ ลูกสาวจิ๊ก จักษรี สุวรรณศร  เกิดคิดตรงกันกับแม่  คิดปลูกบ้านอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร เรื่องออกแบบปลูกบ้านก็เลยตกเป็นภาระลูกสาว  ขอแม่แค่ห้องหนึ่งห้องสารพัดประโยชน์   มีแอร์มีมุ้งลวด  พื้นปูปาร์เก้ ห้องน้ำในตัว ด้านหน้าวิวนา  ด้านหลังวิวบ่อน้ำ  ขอแค่นี้เอง ลูกก็เนรมิตรให้ได้ดังใจ  เราแม่ลูกทั้งสองก็ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่บ้านปลายนาอย่างมีความสุขตังแต่พฤษภาคม 2559 เป็นต้นมา

เรื่องที่ 4 เรื่องที่น่าจดจำที่สุด   คงเป็นเรื่องที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆกลุ่มใหญ่ๆที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน  ไปดูใบไม้เปลี่ยนสี  แถบนาโกย่า เกียวโต นารา  และได้เข้าวัดในญี่ปุ่นถึงเก้าวัดด้วยกัน  แต่บอกตามตรงว่าไม่ได้อินกับวัดเท่ากับไปเห็นใบไม้สารพัดสี ตั้งแต่ เหลือง ส้ม แสด แดง  ไล่เรียงกันไป เพื่อนที่ไปด้วยกันก้คบกันมาแต่เก่าแก่ ตั้งแต่สมัยอนุบาล ล้วนแล้วแต่รู้ใจกันดี  การท่องเที่ยวครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าจดจำ ยากที่จะลืมเลือน

เรื่องที่ 5  เรื่องความสุขที่สุดของ สว. คือการได้ไป family trip กับลูกหลาน ในเดือนเมษา  ปีนี้เราเลือกลงใต้ โดยไปพักที่ เรือนแพที่เขื่อนรัชชประภา  แล้วก็ไปพักที่เขาสกรีสอร์ต  การเดินทางต้องแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มโลโซมีแจ๊กขับรถ มี แม่ ต้อง จั๊ก และนุช ไปทางรถตู้ กลุ่มไฮโซมีโจ๊ก จิ๊ก นิน ก้อน  บินไปลงที่ภูเก็ต  ความจริงเราอยากนั่งรถไปเที่ยวด้วยกันเหมือนทุกๆปี  แต่ติดที่หลานต้องรีบกลับมาเรียน และมีสายการบินบินตรงจากขอนแก่นไปภูเก็ต   จึงทำให้การนัดพบไปเที่ยวด้วยกันสะดวกยิ่งขึ้น  เห็นลูกหลานโดดน้ำกันตูมตามที่เขื่อนรัชชประภา ย่าก็สุขไปด้วย  แม้จะไม่ได้โดดไปกับเขาด้วยก็ตาม นั่งเรือไปชมความงามของเขื่อน ยามเช้าเย็นด้วยกัน ทานข้าวด้วยกัน  กระเซ้าเย้าแหย่กัน  แค่นี้ คนเป็นแม่เป็นย่าอย่างเราก็สุขเกิดพอ

เรื่องที่ 6 เรื่องเพลิดเพลินที่สุด  ของปีนี้ เปลี่ยนจากเลี้ยงนก เลี้ยงหมา  มาเป็น การเลี้ยงปลาคาร์พ  ซึ่งขณะนี้มีอยู่เกือบสี่สิบตัว  เลี้ยงเป็ด  เลี้ยงห่าน เลี้ยงไก่งวง และไก่ต๊อก  พอ ตื่นขึ้นมา ก็ให้อาหารปลายามเช้า และเย็น  แค่เห็นมันว่ายวนไปมาก็เพลิดเพลินเป็นที่ยิ่ง ว่างๆก็ นั่งมองเป็ด ห่านลอยฟ่องอยู่กลางสระ  ได้ยินเสียงเจ้าไก่งวง ไก่ต๊อกจอมซ่า  ร้องก๊อกๆๆๆพร้อมๆกัน แถมยังเดินเข้ามาในเขตบ้านแบบนักเลงโต  ชีวิตวนเวียนซ้ำๆอยู่กับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ที่สร้างความเพลิดเพลิน มิรู้เบื่อหน่าย

เรื่องที่ 7 เรื่องเจ้าบทเจ้ากลอนเป็นที่สุด   ปีนี้  รู้สึกว่าสมองมันโล่งโปร่งและโลดแล่นได้อย่างรวเร็ว ผิดไปจากปีอื่นๆ  เห็นอะไรผ่านเข้ามา คิดเป็นบทกลอนได้ไปหมด  ดังนั้นปีนี้จึงมีบทประพันธ์เป็นกลอน สั้นบ้าง ยาวบ้าง เขียนเก็บไว้เป็นเล่มบ้าง เขียนโต้ตอบกับเพื่อนบ้าง  หรือไม่ก็รำพึงรำพันอยู่ในไลน์ ในเฟสบ้าง ตามแต่อารมณ์จะพาไป

จริงๆถ้าจะคิดให้ละเอียดลงไปแต่ละเดือนก็จะมีไฮไลท์ในแต่ละเดือนอีก  เพราะชีวิตไม่ค่อยได้อยู่นิ่งเฉยๆ ได้เดินทาง  เข้ากรุงเทพ เพื่อพบปะเพื่อนฝูงแทบไม่เว้นแต่ละเดือน  ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆก็หลายจังหวัด ไล่ตั้งแต่ สุโขทัย แพร่ น่าน อุทัยธานี บุรีรัมย์จันทบุรี  อุดรธานี  หนองคาย บึงกาฬ  อุบลราชธานี  ลาวใต้ อยุธยา ฯลฯ  เดินทางจนเริ่มรู้สึกล้า

ในวัยใกล้จะ 72  หาหมอบ่อยขึ้น มีสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพมาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการปวดหัว  ท้องไส้เรรวน หวัดลงคอ  แล้วตามมาด้วยการไอ  สัญญาณนี้เป็นการบอกว่าปีหน้าคงจะต้องเบาการเดินทางลงบ้าง ถ้ายังหวังจะอยู่ไปอีกนานๆ   แต่จะว่าไปนะ  ถึงอยู่มาแค่นี้  เราก็พอใจแล้ว  เรียกว่าในชีวิตก็ค่อนข้างจะสมบูรณ์ในความพอเพียง  ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก


ปลาบปลื้ม

2 ความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 17 กรกฏาคม 2011 เวลา 8:23 (เย็น) ในหมวดหมู่ เพื่อน #
อ่าน: 939

ได้ส่งหนังสือให้เพื่อนรักคนหนึ่ง อ่าน   คือเรื่อง  “สิบวันเปลี่ยนชีวิต”  และ  “สุนทรียสนทนาในครอบครัว”  เพราะเมื่อแม่ใหญ่ ได้อ่านแล้ว ก็เกิดคิดถึงครอบครัวของเพื่อนขึ้นมา จนอดไม่ได้ที่จะส่งหนังสือไปให้อ่าน

ครอบครัวของเพื่อนเป็นครอบครัวเล็กๆมีพ่อแม่และลูกสาว 1 ลูกชาย 1    มองดูเหมือนเป็นครอบครัวที่มีความสุข เพราะทั้งสี่คนมีนิสัยดีและน่ารัก   รักใคร่กลมเกลียวและเอื้ออาทรกันดี  จนถึงเกือบดีมาก  ด้วยความรักและหวังดีอย่างล้นเหลือนี่เอง  จึงเกิดการเข้าไปแทรกแซง พื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนอยู่บ่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว  และ ทำให้ทุกคนอยู่ในภาวะที่น้ำท่วมปาก พูดไม่ออก  ด้วยอาจจะเกรงใจซึ่งกันและกัน     โดยมีม่านของความรักมาเป็นตัวบดบัง 

แม่ใหญ่สนิทสนมกับทุกคน  มาตั้งแต่ลูกทั้งสองของเพื่อนยังเล็กๆ      จึงกลายเป็นที่ปรึกษากลายๆ ของแม่บ้าง  ลูกบ้าง   โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รับรู้   ปัญหาที่เกิดขึ้น  ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ แต่เกิดขึ้นเพราะความ “ไม่เข้าใจ” ใน “ตัวตน” และ “มุมมอง” ของแต่ละคน   แต่มันก็เรื้อรังจนบางครั้ง  คนกลางที่รับฟังมีความรู้สึกขึ้นมาว่า  เขาต่างมีความทุกข์จากการไม่เข้าใจกัน  และไม่ฟังกัน 

หนังสือทั้งสองเล่ม เป็นประสบการณ์ของคนเขียนที่มีนามปากกาว่า “เรือรบ”  เขาได้เขียนถึงการที่เขาไปมีประสบการณ์เกี่ยวกับ  วงสนทนาที่เรียกว่า dialogue หรือสุนทรียสนทนา  และได้นำกลับมาใช้กับพี่ๆน้องๆของตนเอง  ที่เคยรักกันมากมาตั้งแต่เด็ก  แต่เมือเริ่มเติบโตขึ้น ไปมีวิถีชีวิตในแบบของตนเอง ต่างก็ไปมีกรอบชีวิตในแบบของตน  จนรู้สึกว่า สิ่งดีดีที่เคยมีในอดีตระหว่างพี่น้องมันถูกลบเลือนไป  เมื่อพี่ชายใหญ่…  เรือรบ …ได้นำเอาการสนทนา แบบมีคุณค่านี้กลับมาใช้กับน้องๆ เพียง อาทิตย์ละครั้ง โดย ใช้วิธี “ฟังกันอย่างลึกซึ้งตั้งใจ โดย แขวนคำพิพากษา ไม่ด่วนตัดสินหรือขัดแย้งในขณะที่อีกคนหนึ่งกำลังพูด”  ก่อให้เกิด ปาฏิหารย์ ในวงสนทนา  ม่านที่บดบังความรักความเข้าใจเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ได้ถูกตัดขาดลงได้ในเวลาไม่ถึงปี

ผู้เขียน บรรยายได้ชัดเจน  อ่านง่ายและชวนให้ติดตาม   แม่ใหญ่อ่านแล้วคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวของเพื่อนรักแน่ๆ จึงตัดสินใจส่งไปให้เพื่อนอ่าน  แล้วให้เขาคิดเอาเองว่ามันจะมีประโยชน์ หรือไม่

เมื่อสักครู่นี้เอง  เพื่อนโทรกลับมาหา  บอกว่าขอบใจมากที่ส่งหนังสือนี้มาให้  เธอคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์มาก  และคิดว่าจะนำไปใช้กับครอบครัวของตัวเองได้แน่ๆ

แม้ยังไม่ได้เห็นผลที่เกิดขึ้น  แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว  แม่ใหญ่ปลาบปลื้มจนอดมาเขียนลงในลานไม่ได้   ความสุขจากการให้ เกิดผลในทันที  โดยไม่ต้องรอ

 

 


เพื่อนดีดี

2 ความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 2 พฤษภาคม 2011 เวลา 5:54 (เย็น) ในหมวดหมู่ เพื่อน #
อ่าน: 953

ไม่ได้เขียนลงในลานปัญญาเสียหลายวัน เพราะไปท่องเที่ยวเชิงศึกษาธรรมชาติ  กับคณะฮอนด้าซิตี้ของลูก  กลุ่มนี้เขารวมตัวกันค่อนข้างแน่นเหนียว  รู้จักกันทางอินเตอร์เนตเหมือนกัน โดยมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องรถยนต์โดยเฉพาะ  เห็นว่ามีการรวมกลุ่มทั่วประเทศก็ตั้งเจ็ดหมื่นกว่าสมาชิก  ใครสงสัยอะไรก็เขียนถามกัน  ช่วยเหลือแนะนำกัน   ทำไปทำมาเกิดสนิทสนม เป็นสังคมออนไลน์อีกแบบหนึ่ง  และเมื่อมีมากเข้าจนไม่รู้ใครเป็นใครก็แยกออกมาเป็น ฮอนด้าซิตี้อิสานใต้ (ซึ่งคงเหมือน G2K แล้วแยกบางส่วนออกมาเป็นลานปัญญา)

เคยไปเที่ยวกับเขาครั้งแรกที่ปากช่อง  เพราะตอนนั้นเป็นวันแม่ ลูกอยากพาแม่เที่ยว  เลยชวนไปเป็นผู้ติดตาม  ไปแล้วก็ติดใจ  เพราะเขาจัดทริปได้ดี  พาไปดูสถานที่ต่างๆที่น่าสนใจ โดยที่เราไม่ต้องไปค้นคว้าหาเอง  ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี  

 คราวนี้เขาชวนกันไปเที่ยวเมืองอุบลราชธานี โดยมีกลุ่มฮอนด้าอุบลเป็นเจ้าภาพ   เขาพาไปกราบศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  ไปทานอาหารที่แพริมเขื่อนสิรินทร  และไปพักที่ รีสอร์ตริมฝั่งโขง  ห่างจากผาแต้มเพียง  4 กิโล  

 นอกจากนี้เขาพานั่งเรือหางยาวไปชม เก้าพันโบก  (สถานที่ท่องเที่ยวใหม่   ซึ่งเขาว่ามี โบก(รู)มากกว่าสามพันโบกอีก) ผ่านวังน้ำวน ซึ่งมีนิทานเรื่องเมืองบาดาล  มาเล่าให้ฟังอีกด้วย

เสร็จแล้ว ได้ไปกราบสรีระของหลวงปู่คำคนิง     ซึ่งหลังจากมรณภาพไปแล้ว  ร่างกายไม่เน่าเปื่อย  บรรดาลูกศิษย์จึงนำใส่โลงไว้ให้คนไปกราบไหว้   ที่วัดถ้าคูหาสวรรค์  http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=273.0

  ก่อนเดินทางกลับขอนแก่น   คณะเจ้าภาพได้พาข้ามไปเหยี่ยบแผ่นดินลาว ที่ช่องเมก ซึ่งมีตลาดชายแดน  ทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว   มีของน่าสนใจให้ซื้อมากมาย แต่เนื่องจากไม่ได้เขียนเรื่อง shopping จึงขอข้ามส่วนนี้ไป

ตั้งใจว่าขากลับจากอุบล จะแวะไปที่ศูนย์วิจัยกล้าไม้อะคาเซีย  เพื่อรับกล้าไม้ มาปลูก แต่ดูแล้วทั้งระยะทางจำนวนคน และภาระหน้าที่ที่จะต้องกลับมาประชุมที่โรงเรียนในวันจันทร์ที่ 2 ไม่อำนวยให้ไปรับเอง  จึงติดต่อลูกออต ให้ไปกับ พขร. โรงเรียน  ไปรับกล้าไม้แทน รายละเอียดมีอยู่แล้วใน ลานชลบทฯของลูกออต

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ มิใช่จะเน้นเรื่องการท่องเที่ยว  เพียงแต่อยากจะพูดถึงเรื่องเพื่อนมากกว่า   เพราะความเป็นเพื่อนในปัจจุบัน  เกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ    เมื่อก่อนการมีเพื่อนจะอยู่ในวงจำกัด เช่นเพื่อนบ้าน  เพื่อนนักเรียน เพื่อนร่วมที่ทำงานฯลฯ เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ การมีเพื่อนออนไลน์  ทำให้ก่อเกิดเพื่อนที่มีความสนใจตรงกันได้มากมายหลายกลุ่ม เช่น เพื่อนกลุ่ม ฮอนด้า ที่กล่าวมาแล้ว  เพื่อนออต  ที่เป็นทั้งเพื่อนลูกแล้วมาเป็นเพื่อนแม่ เป็นเพื่อนร่วมลานปัญญา ไหว้วาน ปรึกษาหารือ  ช่วยเหลือกันได้   

แม่ใหญ่เองมีเพื่อนดีดีมากมาย จากหลายกลุ่ม   เพื่อนกลุ่มหนึ่ง    ที่คบกันมาตั้งแต่อนุบาล รวมสิบคน  ทุกวันนี้ก็ยังคบกันอยู่ วันนี้ มีเพื่อนดีมากๆคนหนึ่งส่ง forwarded mail  เกี่ยวกับนิยามคำว่าเพื่อนมาให้    จนแม่ใหญ่อดเอามาแชร์ไม่ได้ในบล็อกวันนี้

  * คน ที่เป็น เพื่อน **

ไม่จำเป็นต้องจบการศึกษา  ระดับเดียวกัน

ไม่จำเป็นต้องมีฐานะ   เท่าเทียมกัน

ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งหน้าที่    การงานเท่าเทียมกัน

เพื่อนดีๆคือเพื่อนอย่างไร???

คอยเตือน         ยามเพื่อนพลั้ง      คอยฟัง           ยามเพื่อนขอ

คอยรอ           ยามเพื่อนสาย        คอยพาย          ยามเพื่อนพัก

คอยทัก           ยามเพื่อนทุกข์       คอยปลุก          ยามเพื่อนท้อ

คอยง้อ            ยามเพื่อนงอน       คอยสอน           ยามเพื่อนผิด

คอยสะกิด          ยามเพื่อนเผลอ    คอยเจอ            ยามเพื่อนหา

คอยลา             ยามเพื่อนกลับ      คอยปรับ           ยามเพื่อนเปลี่ยน

คอยเรียน           ยามเพื่อนเที่ยว     คอยเคี่ยว           ยามเพื่อนเล่น

คอยเย็น           ยามเพื่อนร้อน        คอยหอน           ยามเพื่อนเห่า

คอยเฝ้า            ยามเพื่อนฟุบ         คอยอุบ             ยามเพื่อนปิด

คอยคิด             ยามเพื่อนถาม       คอยปราม           ยามเพื่อนหลง

คอยปลง            ยามเพื่อนแกล้ง     คอยแบ่ง           ยามเพื่อนหมด

คอย-อด             ยามเพื่อนทาน       คอยคาน            ยามเพื่อนล้ม

คอยชม             ยามเพื่อนชนะ       คอยสละ             ยามเพื่อนชอบ

ผู้อ่านคิดว่าเพื่อนของคุณอยู่ในคำนิยามนี้บ้างไหมคะ

 



Main: 0.079476833343506 sec
Sidebar: 0.079149961471558 sec