สรุปเหตุการณ์ ปี 2559 หรือ 2016

ไม่มีความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 3 มกราคม 2017 เวลา 1:50 (เย็น) ในหมวดหมู่ งานอดิเรก, ชีวิตกับโรงเรียน, เพื่อน #
อ่าน: 39

วันนี้วันที่ 4 มกราคม 2017 หรือ 2560  มีเวลาว่างเข้ามาเยี่ยมเยียน ลานโรงเรียน  หลังจากไมได้เข้ามาเลยเป็นเวลาสองปีกว่า  เพราะมัวแต่ไปเพลิดเพลินกับเฟสบุคและไลน์มากไปหน่อย  เมื่อกลับมาตรงนี้  พอเปิดดูสารบัญ โอ้โฮ !  ทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน  เป็นระเบียบก่อนหลัง  เปิดอ่านง่าย ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีที่ผ่านมา  ถ้าจะกลับไปค้นในเฟสบุค  ก็ยากนักหนา  แม้ตอนนี้จะมีการค้นอดีต ขึ้นมาให้อ่านโดยอัตโนมัติ  แต่มาให้อ่านวันเดียว ก็หายเงียบ  อยากจะดูอีกสักครั้ง  ก็หาเจอบ้างไม่เจอบ้าง

อย่ากระนั้นเลย  เรากลับมาบันทึกเรื่องราวที่เป็นที่สุด ในปี 2559 เก็บไว้อ่านเล่นจะดีกว่า  ดูสิว่า มองย้อนกลับไป   เรื่องเด่นๆ ในชีวิตของเราปีที่แล้วมีอะไรบ้าง

เรื่องที่ 1  เรื่องเศร้าที่สุด  ไม่ใช่เฉพาะเราแต่คงเป็นของคนไทยทั้งประเทศ  ก็คงเป็นเรื่องการเสด็จสวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 สุดแสนอาลัยในพระองค์ท่าน  ได้เข้าไปกราบพระบรมศพหน้าพระโกศ  แม้จะต้องรอคอยถึง 14 ชั่วโมง และได้กราบเพียง 50 วินาที ก็ถือว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตอย่างหาที่เปรียบมิได้

เรื่องที่ 2  เรื่องปลื้มที่สุด คงไม่พ้นได้บวชลูกชายคนเล็ก  นายปราบ สุวรรณศร  บวชเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม และสึกวันที่ 27 ธันวาคม  ใจจริงอยากให้บวชนานกว่านั้น  แต่เรื่องความอยากของเราจะนำไปบังคับใจคนอื่นไม่ได้  แค่เพียงสามอาทิตย์ที่ลูกบวชและสึกออกมา ก็เห็นว่าลูกได้เรียนรู้้อะไรมาไม่น้อยเลย  คุณแม่ก็เป็นปลื้มสิคะ

เรื่องที่ 3 เรื่องฝันเป็นจริงที่สุด   เมื่อได้ย้ายไปอยู่บ้านปลายนาเมื่อเดือนพฤษภาคม  เป็นความฝันลมๆแล้งๆตั้งแต่ไปซื้อที่เอาไว้สี่ไร่แล้ว ว่าอยากไปอยู่ที่นั่น  ที่ๆมองได้รอบตัว 360 องศา เห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า  และเห็นพระอาทิตย์ตกสวยๆยามเย็น โดยนั่งอยู่ในจุดๆเดิม  แต่จะไปอยู่คนเดียวได้ยังไงในวัยขนาดนี้ วัยที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้เต็มที่ ต้องพึ่งพาคนรอบข้างอยู่บ้าง  แต่แล้วฝันก็เป็นจริงเมื่อ ลูกสาวจิ๊ก จักษรี สุวรรณศร  เกิดคิดตรงกันกับแม่  คิดปลูกบ้านอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร เรื่องออกแบบปลูกบ้านก็เลยตกเป็นภาระลูกสาว  ขอแม่แค่ห้องหนึ่งห้องสารพัดประโยชน์   มีแอร์มีมุ้งลวด  พื้นปูปาร์เก้ ห้องน้ำในตัว ด้านหน้าวิวนา  ด้านหลังวิวบ่อน้ำ  ขอแค่นี้เอง ลูกก็เนรมิตรให้ได้ดังใจ  เราแม่ลูกทั้งสองก็ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่บ้านปลายนาอย่างมีความสุขตังแต่พฤษภาคม 2559 เป็นต้นมา

เรื่องที่ 4 เรื่องที่น่าจดจำที่สุด   คงเป็นเรื่องที่ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆกลุ่มใหญ่ๆที่ญี่ปุ่นเมื่อเดือนพฤศจิกายน  ไปดูใบไม้เปลี่ยนสี  แถบนาโกย่า เกียวโต นารา  และได้เข้าวัดในญี่ปุ่นถึงเก้าวัดด้วยกัน  แต่บอกตามตรงว่าไม่ได้อินกับวัดเท่ากับไปเห็นใบไม้สารพัดสี ตั้งแต่ เหลือง ส้ม แสด แดง  ไล่เรียงกันไป เพื่อนที่ไปด้วยกันก้คบกันมาแต่เก่าแก่ ตั้งแต่สมัยอนุบาล ล้วนแล้วแต่รู้ใจกันดี  การท่องเที่ยวครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าจดจำ ยากที่จะลืมเลือน

เรื่องที่ 5  เรื่องความสุขที่สุดของ สว. คือการได้ไป family trip กับลูกหลาน ในเดือนเมษา  ปีนี้เราเลือกลงใต้ โดยไปพักที่ เรือนแพที่เขื่อนรัชชประภา  แล้วก็ไปพักที่เขาสกรีสอร์ต  การเดินทางต้องแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มโลโซมีแจ๊กขับรถ มี แม่ ต้อง จั๊ก และนุช ไปทางรถตู้ กลุ่มไฮโซมีโจ๊ก จิ๊ก นิน ก้อน  บินไปลงที่ภูเก็ต  ความจริงเราอยากนั่งรถไปเที่ยวด้วยกันเหมือนทุกๆปี  แต่ติดที่หลานต้องรีบกลับมาเรียน และมีสายการบินบินตรงจากขอนแก่นไปภูเก็ต   จึงทำให้การนัดพบไปเที่ยวด้วยกันสะดวกยิ่งขึ้น  เห็นลูกหลานโดดน้ำกันตูมตามที่เขื่อนรัชชประภา ย่าก็สุขไปด้วย  แม้จะไม่ได้โดดไปกับเขาด้วยก็ตาม นั่งเรือไปชมความงามของเขื่อน ยามเช้าเย็นด้วยกัน ทานข้าวด้วยกัน  กระเซ้าเย้าแหย่กัน  แค่นี้ คนเป็นแม่เป็นย่าอย่างเราก็สุขเกิดพอ

เรื่องที่ 6 เรื่องเพลิดเพลินที่สุด  ของปีนี้ เปลี่ยนจากเลี้ยงนก เลี้ยงหมา  มาเป็น การเลี้ยงปลาคาร์พ  ซึ่งขณะนี้มีอยู่เกือบสี่สิบตัว  เลี้ยงเป็ด  เลี้ยงห่าน เลี้ยงไก่งวง และไก่ต๊อก  พอ ตื่นขึ้นมา ก็ให้อาหารปลายามเช้า และเย็น  แค่เห็นมันว่ายวนไปมาก็เพลิดเพลินเป็นที่ยิ่ง ว่างๆก็ นั่งมองเป็ด ห่านลอยฟ่องอยู่กลางสระ  ได้ยินเสียงเจ้าไก่งวง ไก่ต๊อกจอมซ่า  ร้องก๊อกๆๆๆพร้อมๆกัน แถมยังเดินเข้ามาในเขตบ้านแบบนักเลงโต  ชีวิตวนเวียนซ้ำๆอยู่กับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ที่สร้างความเพลิดเพลิน มิรู้เบื่อหน่าย

เรื่องที่ 7 เรื่องเจ้าบทเจ้ากลอนเป็นที่สุด   ปีนี้  รู้สึกว่าสมองมันโล่งโปร่งและโลดแล่นได้อย่างรวเร็ว ผิดไปจากปีอื่นๆ  เห็นอะไรผ่านเข้ามา คิดเป็นบทกลอนได้ไปหมด  ดังนั้นปีนี้จึงมีบทประพันธ์เป็นกลอน สั้นบ้าง ยาวบ้าง เขียนเก็บไว้เป็นเล่มบ้าง เขียนโต้ตอบกับเพื่อนบ้าง  หรือไม่ก็รำพึงรำพันอยู่ในไลน์ ในเฟสบ้าง ตามแต่อารมณ์จะพาไป

จริงๆถ้าจะคิดให้ละเอียดลงไปแต่ละเดือนก็จะมีไฮไลท์ในแต่ละเดือนอีก  เพราะชีวิตไม่ค่อยได้อยู่นิ่งเฉยๆ ได้เดินทาง  เข้ากรุงเทพ เพื่อพบปะเพื่อนฝูงแทบไม่เว้นแต่ละเดือน  ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆก็หลายจังหวัด ไล่ตั้งแต่ สุโขทัย แพร่ น่าน อุทัยธานี บุรีรัมย์จันทบุรี  อุดรธานี  หนองคาย บึงกาฬ  อุบลราชธานี  ลาวใต้ อยุธยา ฯลฯ  เดินทางจนเริ่มรู้สึกล้า

ในวัยใกล้จะ 72  หาหมอบ่อยขึ้น มีสัญญาณเตือนเรื่องสุขภาพมาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการปวดหัว  ท้องไส้เรรวน หวัดลงคอ  แล้วตามมาด้วยการไอ  สัญญาณนี้เป็นการบอกว่าปีหน้าคงจะต้องเบาการเดินทางลงบ้าง ถ้ายังหวังจะอยู่ไปอีกนานๆ   แต่จะว่าไปนะ  ถึงอยู่มาแค่นี้  เราก็พอใจแล้ว  เรียกว่าในชีวิตก็ค่อนข้างจะสมบูรณ์ในความพอเพียง  ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก


หนึ่งปีจากบันทึกที่แล้ว ทำอะไรไปบ้างเอ่ย

ไม่มีความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 28 พฤษภาคม 2013 เวลา 6:01 (เช้า) ในหมวดหมู่ งานอดิเรก #
อ่าน: 655

หนึ่งปีผ่านไป ไวเหมือนโกหก เปิดอ่านบันทึกล่าสุด เขียนไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2512 ตอนนั้นกำลังปรับปรุงบ้านเก่าๆหลังใหญ่หลังหนึ่งเพื่อเปิดเป็นเนอรสรี่สำหรับเด็ก สามเดือนถึงสามขวบ พอปรับปรุงเสร็จก็ย้ายตัวเองจากเพนท์เฮ้าส์บนชั้นสามของโรงเรียนพัฒนาเด็ก(ประชาสโมสร) มาอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆ น่ารัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังใหญ่ที่มาปรับปรุงเป็นเนอรสรี่ ตั้งชื่อบ้านสมลักษณะว่า My Little Hut (รูปการปรับปรุงบ้านหลังใหญ่ และบ้านหลังน้อย อยู่ใน album ในเฟสบุคแล้ว) เราก็คิดว่าจะได้พำนักพักอยู่บ้านนี้ไปอีกนานๆ

เปิดเนอรสรี่เสร็จก็มอบหมายให้ลูกสาวสุดท้อง ที่ไปสร้างบ้านอยู่ปลายนา กับสามีสังข์ทองหัวหยอง มาเป็นผู้บริหาร ซึ่งเธอก็เต็มใจทำการบริหารตามวิชาที่เธอได้ไปร่ำเรียนมาจากสำนักในออสเตรเลียเป็นอย่างดี เธอบริหารได้ไม่กี่เดือน “พัฒนาเด็กเนอรสรี่” ก็เฟื่องฟู ได้รับความนิยม จนเด็กล้นเกินร้อย เราก็เลยมานั่งชั่งใจดูว่า ถ้าปิดบ้าน Little Hut แล้วเปิด เป็นห้องเรียนได้อีกห้อง ก็จะสามารถรับเด็กได้อีก 25 คน พอคิดได้ แล้ว อย่ากระนั้นเลย บ้านรังแตนหลังเก่าเราก็ว่างอยู่ กลับนิวาสถานเดิมจะดีกว่า ตัดสินใจเสร็จสรรพ ก็เริ่มใช้นิ้วชี้บรรเลง บอกให้พนักงานย้ายของต่างๆกลับบ้านรังแตน ซึ่งก็ไม่ยากอะไร เพราะของยังไม่มากนัก เพิ่งอยู่ได้ไม่ถึงหกเดือน

กลับมาอยู่ที่บ้านเก่ารังแตน ลูกสาวคนโตก็ส่งโปรเจ็คใหญ่ให้ดำเนินการอีก ซึ่งคราวนี้เป็นงานยักษ์ นั่นคือ วางแผนสร้างตึกใหม่ เพื่อรองรับนักเรียนประถมหนึ่งถึงประถมหก งานนี้ต้องหาที่ใหม่เพื่อย้ายบ้านเก่าสองหลังออกจากเนื้อที่เดิมเพื่อสร้างตึก ต้องหาคนออกแบบ ต้องติดต่อหากู้เงิน ลูกสาวคนโตที่เป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนพัฒนาเด็ก English Program บอกว่า งานนี้ขอแม่ออกแรงช่วยอีกสักงานแล้วจะให้พักยาววววว จริงๆ

หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ก็เลยได้ที่ใหม่มาหนึ่งผืน ได้บ้านใหม่ซึ่งย้ายมาจากที่ดินผืนเก่า มาอีกสองหลัง คือ “เรือนสุวรรณศร” ให้ลูกชายคนโตและครอบครัวอยู่ และได้ “บ้านใจสว่าง” ให้เป็นของลูกชายคนกลางที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งจะกลับมาบ้านทุกสองอาทิตย์ และ “บ้านใจสว่าง” นี่เอง เป็นที่มาให้เราต้องย้ายนิวาสถานอีกครั้ง เพื่อเฝ้าบ้านให้ลูกชาย แต่ก็ทำด้วยความเต็มใจ และตั้งใจมา ด้วยนิสัยที่อยู่ไม่เป็นที่ ย้ายไปบ้านโน้นทีบ้านนี้ที นับบ้านไม่ถ้วนตั้งแต่มาอยู่ขอนแก่น และก็ชอบคุมการก่อสร้าง ปลูกต้นไม้ เป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว

บ้านสองหลังนี้อยู่ในบริเวณเดียวกันบนพื้นที่หนึ่งไร่ ลูกชายคนโตชอบสังคม มีมนุษยสัมพันธ์ดี เลือกอยู่อยู่ด้านหน้า หันหน้าออกถนน ส่วนน้องชายเป็นศิลปินเงียบขรึม ชอบสันโดษ เลือกที่จะสร้างบ้านหันหน้าเข้าท้องนา สองบ้านนี้เลยหันหลังชนกัน โดยมีบริเวณโรงงานซึ่งใช้เก็บของต่างๆจากโรงเรียนมาเป็นกันชน อยู่ตรงกลาง ส่วนเราก็ได้ย้าย(อีกครั้ง)เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2513 นี้เอง โดยตามมาอยู่บ้านที่อยู่ติดท้องนา ชอบวิวทิวทัศน์ อากาศสดชื่น ได้มีเวลาปลีกวิเวก ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก ทำโน่นทำนี่ ไม่ได้มีเวลาว่างเหมือนกัน มาอยู่คนเดียวในบ้านหลังกะทัดรัด แต่ก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เมื่อไหร่อยากพูดอยากคุยก็เดินไปหาลูกหาหลานที่บ้านอีกหลังที่อยู่ไม่ไกลจนเกินไป

โปรเจคโรงเรียนก็กำลังอยู่ในขั้นตอนติดต่อกู้เงินธนาคาร เพราะขณะนี้แบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้อนุมัติเงินเมื่อไหร่ก็ได้ลงมือก่อสร้างทันที


ความสุขของ ส.ว.

ไม่มีความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 8 กันยายน 2011 เวลา 7:43 (เช้า) ในหมวดหมู่ งานอดิเรก #
อ่าน: 1031

เพื่อนส่งบทความภาษาอังกฤษมาให้ นึกสนุกแปลและเขียนเป็นกลอนอยู่จนรุ่งเช้า มันอินจริงๆช่วยไม่ได้ 

As I’ve aged, I’ve become kinder to myself, and less critical of myself.  I’ve become my own friend.

I have seen too many dear friends leave this world too soon, before they understood the great freedom that comes with ageing

Whose business is it if I choose to read, or play on the computer, until 4 am, or sleep until noon?  I will dance with myself to those wonderful tunes of the ’60s & ’70s, and if I, at the same time, wish to weep over a lost love, I will

I will walk the beach, in a swimsuit that is stretched over a bulging body, and will dive into the waves with abandon, if I choose to, despite the pitying glances from the jet set.

They, too, will get old.

I know I am sometimes forgetful.  But then again, some of life is just as well forgotten. And I eventually remember the important things.

Sure, over the years my heart has been broken.  How can your heart not break when you lose a loved one, or when a child suffers, or even when somebody’s beloved pet gets hit by a car?  But broken hearts are what give us strength, and understanding, and compassion.  A heart never broken is pristine and sterile, and will never know the joy of being imperfect.

I am so blessed to have lived long enough to have my hair turning grey, and to have my youthful laughs be forever etched into deep grooves on my face.

So many have never laughed, and so many have died before their hair could turn silver.

As you get older, it is easier to be positive. You care less about what other people think. I don’t question myself anymore.

I’ve even earned the right to be wrong.

So, to answer your question, I like being old.  It has set me free.  I like the person I have become.  I am not going to live for ever, but while I am still here I will not waste time lamenting what could have been, or worrying about what will be. And I shall eat dessert every single day (if I feel like it).

 

  • เมื่อผ่านวัย ต้องใจดี กับตัวเอง            ไม่ติเก่ง  ให้ตนเอง ต้องหมองหมาง

มีแต่เรา เป็นเพื่อน ร่วมหนทาง                              เพราะเพื่อนต่าง  ค่อยๆตาย  ไปทีละคน 

จากไปก่อน รู้ชีวิต อิสรภาพ                                 ที่มาทาบ กับวัยทอง อย่างเข้มข้น

ใช่ธุระ ของใครเลยสักคน                                       เล่นคอมพ์จน ตีสี่  นี่จะทำ

 อ่านหนังสือ  แล้วตื่นมา  เมื่อคราเที่ยง               นอนฟังเสียง  เพลงเก่า ที่คราวคร่ำ

จะลุกขึ้น  หมุนเล่นแล้ว  เต้นรำ                            หรือจะพร่ำหารัก ที่จากไกล

  • จะเดินท่า กรุยกรายชายหาดขาว         บิกินี่  โชว์พาว   คราวพุงใหญ่

จะดำน้ำ โต้คลื่น ไม่แคร์ใคร                 สายตาไหน  มองมา ข้าไม่เกรง

เอ็งไม่แก่ บ้างแล้วไป จริงไหมวะ          สักวันจะ  ต้องปลง  อย่างตรงเผง

จะลืมหน้า จำไม่ได้  ไหนตัวเอง            แต่เรื่องเก่ง เก็บเอาไว้ชื่นใจเรา

เรื่องร้ายๆลืมไปเสียให้หมด                  ใจจะสด ถ้านึกถึง สุขเก่าๆ

อ๋อแน่ละ  เคยอกหัก  มาไม่เบา             ทำไมเล่า จะยังจำ  ให้ซ้ำเติม 

  • ยามสิ้นชาย ไร้คนมอง  คิดปองรัก          หมามาตาย  ตรงหน้าตัก  อย่าทุกข์เพิ่ม

 เพราะความทุกข์  จะสร้างใจให้เหิมเกริม           เกิดแรงเสริม   ความเข้าใจ  ได้อย่างดี

อันผู้ใด ไร้รัก และไร้ทุกข์                                       จะรู้จัก  ความสุข ได้หรือนี่

อันสุขนั้นเกิดได้ แม้ไม่มี                                        เพราะทุกอย่างอยู่ที่ใจของเรา

  • ฉันโชคดีตรงที่มีโอกาส              อายุยืน  อย่างมีมาด    จนผมขาว  

แต่หัวเราะ  ดังๆได้ เหมือนวัยเยาว์          แม้จะเคล้า   กับตีนกา มา กรุ้มรุม

ใครบางคนไม่เคยได้ขบขัน                    ตายก่อนวัน   มีชีวิต จิตสุขสม

เมื่อชีวิต ค่อยๆก้าว  เข้าถึงมุม                 ควรเลิกกลุ้ม  ทำหัวใจ ให้เบิกบาน

มองอะไร  มองให้  ไปทางบวก               แล้วผนวก  ด้วยความสุข   สนุกสนาน

ไม่สนใคร ไม่แคร์  ความแก่กาล              ไม่ไขขาน   ถามคำว่า “ทำไม”

  • รับทั้งนั้น มั่นใจ  ในถูกผิด                      ใช้ชีวิตในวัยทองไม่หมองไหม้

เพราะว่าได้  เดินรุด สุดทางไกล                              จะวางใจ ให้สบายไม่จาบัลย์

ไม่วาดหวัง อะไร ในภายหน้า                              ใช้เวลา  อย่างคุ้มค่า  ไม่โศกศัลย์

กินทุเรียน  ของชอบ  ให้ทุกวัน                              เป็นยังไงเป็นกัน    นั่นคือเรา


กระบวนการนอกกรอบ

ไม่มีความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 23 สิงหาคม 2011 เวลา 5:57 (เย็น) ในหมวดหมู่ งานอดิเรก, ชีวิตกับโรงเรียน #
อ่าน: 1154

วันนี้ได้ไปช่วยงานเทศบาลนครขอนแก่น อีกงานหนึ่ง (รู้สึกว่าหมู่นี้ เทศบาลใช้งาน ค่อนข้างถี่)  แต่แม่ใหญ่ก็เต็มใจไปช่วยในฐานะภาคประชาชน   งานที่ไปคือการไปเป็นกรรมการสรรหารองผู้อำนวยการ โรงเรียนเทศบาล 10 โรง  คณะกรรมการประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สำนักการศึกษา 2-3 ท่าน คณะข้าราชการการเมือง เช่น  ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี   รองนายกเทศมนตรี  นายกสภาเทศบาล และสมาชิกเทศมนตรี  4-5 ท่าน  มีแม่ใหญ่เป็นคนนอก สังกัดเอกชนตนเอง  หลุดรอดเข้าไปแค่คนเดียว ก็ภูมิใจนะที่เขาอุตส่าห์เลือกไปใช้งาน

ขั้นตอนการเลือกครั้งนี้กินเวลายาวนานถึง 11 เดือน   เพิ่งมาเสร็จสิ้นในวันนี้   แรกๆมีคนมาสมัครเข้ากระบวนการยี่สิบกว่าคน   แต่หลังจากผ่านกระบวนการ อันหลากหลายตลอดเวลา 11 เดือน   ก็ค่อยๆมีคนถอยออกไป  จนวันนี้มีเหลือ  ให้เลือกแค่ 13 คนเท่านั้น   และตำแหน่งก็มีตั้ง 10 ตำแหน่ง  ดังนั้นจะมีคนไม่ผ่านการสรรหาเพียง สามคนเท่านั้นเอง  เป็นการแข่งขันที่ไม่น่ากลัวเลย  แต่ก็แปลกที่คนสมัครทำไมถึงน้อย!!!!!

ถ้าแม่ใหญ่สาธยายกระบวนการฯ  ให้ฟังคนอ่านก็จะถึงบางอ้อ  ว่าทำไมคนจึงไม่ค่อยอยากจะสมัครเข้ามา   เพราะมันไม่ใช่แค่เข้ามาสอบข้อเขียน  สัมภาษณ์แล้วก็ผ่านเข้าไปเป็นรอง ตามระบบเดิมๆที่ทำกัน    ผู้สมัครทั้งหมด จะต้องเข้าไปเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้  5  เรื่องด้วยกัน คือ

  1. อบรมเรื่องจิตตปัญญาศึกษา  กับอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู  ประมาณ 5 วัน  
  2.  เข้าอบรมเรื่องการลดอัตตากับอาจารย์ประชา หุตานุวัตร  อีกราวๆ 5 วัน 
  3. ไปนอน,ไปกิน,ไปอยู่  ล้างชาม   กับสติที่หมู่บ้านพลัมอีก 1 คืน 1 วัน
  4. ไปเรียนรู้ที่โรงเรียนนอกกะลาของอาจารย์ วิเชียร ไชยบัง ที่ลำปลายมาศอีก  3 วัน    
  5.  ไปเรียนรู้การโค้ชชิ่งเพื่อนครู   ที่โรงเรียนรุ่งอรุณ     และหลังจากนั้น   ให้กลับมาทำวิจัยส่งให้กับอาจารย์ที่สอนเรื่องโค้ชชิ่ง อีกคนละ 1 เล่ม

ดังนั้น   ใครใจไม่ถึง  ไม่เสียสละเวลาขนาดนี้  ก็คงจะไม่สมัครเข้ามา

นายกเทศมนตรี  คุณพีระพล พัฒนะพีระเดช  เป็นคนหนุ่ม รุ่นใหม่ ไฟแรง  มีนโยบายชัดเจนว่า  การจะเข้าสู่ตำแหน่งใดใด ต้องเป็นการเข้ามาด้วยธรรมาภิบาล  ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง  และเปิดโอกาสให้กับผู้มีสิทธิทุกคน    แต่ต้อง ผ่านการอบรมเพื่อพัฒนา มิใช่มาด้วยเส้นสาย  หรือต้องเสียเงินซื้อตำแหน่ง  อย่างที่เราเคยได้ยินกัน  แต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันสักที   ท่านนายกฯ  ทำแบบนี้มาเป็นครั้งที่ หก แล้ว    ใช้งบประมาณกับกระบวนการนี้ ไม่น้อยเลย    เพื่อหวังจะได้คนดีดีเข้ามา บริหารโรงเรียน  แม้จะถูกนินทาและคัดค้านเงียบๆ จาก หลายๆเสียงที่ไม่ชอบผ่านกระบวนการนี้  (แต่อยากเป็นรองฯ) ท่านก็ไม่หวั่นไหว  ยังเดินหน้าต่อไป โดยไม่หวั่นไหว ด้วยความเชื่อที่ว่า  กระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ได้พัฒนาคน  และมีความยุติธรรม

คณะกรรมการมาจากหลายส่วน  กลุ่มที่แม่ใหญ่เกี่ยวข้องเรียกว่า  กรรมการสรรหา  มีสิทธิให้คะแนน   40%    อาจารย์ผู้ดูแลการวิจัย  30 % ผู้ให้การอบรมจาก  แหล่งเรียนรู้   20 %   คะแนนสังคมมิติ  คือผู้เข้ากระบวนการให้กันเอง  อีก 10 %  รวมเป็น 100 %

ด้วยการที่คะแนนมาจากหลากหลายแหล่ง  และจากผู้ไม่ได้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องนี่เอง  จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่า   จะไม่มีเด็กฝากของใครคนใดคนหนึ่ง  ก้าวเข้ามาได้โดยง่าย 

วันนี้เราสรรหาไปได้แล้ว 10 คน  เราก็จะส่งคนที่เราเลือกได้ทั้ง 10 คน  ไปเข้ากระบวนการสอบคัดเลือก ตามระบบราชการอีกครั้ง  โดยมีการสอบข้อเขียน และการสอบสัมภาษณ์   ตามปกติ   กรรมการสอบคัดเลือกของจังหวัด   ก็จะมี กรรมการสรรหาฯ ของกลุ่มเรา คือ ท่านปลัดเทศบาล   ท่านผู้อำนวยการสำนักการศึกษา   และรองฯ เข้าไปนั่งอยู่ด้วย    ดังนั้นก็เชื่อได้ว่า  คนกลุ่มนี้  คงจะผ่านการสอบคัดเลือก เข้ามาโดยไม่มีการพลิกล็อคใดใด   แต่ใครจะได้ลำดับที่เท่าไหร่  ก็คงจะไปดูกันที่ คะแนนการสอบข้อเขียน และสัมภาษณ์อีกครั้ง

แม่ใหญ่รู้สึกโล่งใจที่กระบวนการสรรหาของเราผ่านไปอีกรุ่นหนึ่ง    กลับมาถึงโรงเรียน เจอหน้าผู้อำนวยการโรงเรียน  โดนกระเซ้าว่า  ไปทำงานให้เทศบาลเสร็จแล้วเหรอ  หมู่นี้ชักไปบ่อยนะ   สัปดาห์นี้ ก็สามวันซ้อน  ทั้งเลือก รองฯ และเยี่ยมโรงเรียน  แม่ใหญ่ก็เลยบอกไปว่า นี่แหละเอาไว้อวดเวลา สมศ. มาตรวจโรงเรียนไง ว่า ได้ส่ง แม่ใหญ่ไปมีสัมพันธ์กับชุมชน ในนามโรงเรียน   ตามมาตรฐานที่ระบุไว้ เรียบร้อยแล้ว


ขอบใจลูกที่ให้โอกาส

3 ความคิดเห็น โดย maeyai เมื่อ 9 สิงหาคม 2011 เวลา 12:04 (เย็น) ในหมวดหมู่ งานอดิเรก, ชีวิตกับโรงเรียน, เรื่องที่เรียนรู้ #
อ่าน: 1264

ที่นาที่แม่ใหญ่ใช้เป็น  “ศูนย์ทดลองทำนาพัฒนาเด็ก”  นั้น  ลูกชายให้ชื่อว่า “สวนสามศร”  เพราะเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ ซึ่งได้แก่ลูกและหลาน   นามสกุล “สุวรรณศร” เหมือนกัน สามคน  ตอนนี้เราก็เลยเรียกได้สองอย่าง จะเรียกว่า  “ศูนย์ทดลอง” หรือจะเรียกว่า สวนสามศร  ก็ไม่ผิดกติกาใดใด  และคงจะทำมากกว่า ทำนา  เพราะได้ผสมผสานการปลูกป่า และการปลูกต้นไม้ต่างๆเอาไว้ด้วย

เมื่อจัดรูปที่ดินให้ตรงกับประโยชน์ใช้สอยที่เราต้องการแล้ว  ก้ได้เป็นที่นาสองแปลง  แปลงละ หนึ่งไร่  ทำถนนตัดผ่าเข้าไปตรงกลางถึงสระขนาดใหญ่ เนื้อที่เกือบสองไร่  ที่ลูกชายตั้งใจจะทำเป็นบ่อปลา    ตามขอบบ่อ คันนา และขอบถนน  เราจะใช้เป็นที่ปลูกต้นไม้ หลากหลายชนิด   รวมถึงพวกผักผลไม้ ต่างๆที่ตอนนี้ แม่ใหญ่ก็ทะยอยขนไปปลูกอยู่อย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในสองสามปี  ต้นไม้ที่โตเร็วๆทั้งหลาย คงจะงอกงามเขียวชอุ่มให้เราได้เห็นมากกว่าในปัจจุบัน

ในรูปนี้ตอนเขียนผังเองค่อนข้างผิดส่วน จริงๆแล้ว บ่อน้ำใหญ่เท่าๆกันกับนาสองไร่

   

ปลูกหญ้าแฝกกันดินพัง  และลงต้นอะคาเซียรอบที่ดิน

 ต้น อะคาเซีย นี้ เป็นตระกูลผสมระหว่างกระถินณรงค์ กับยูคาลิปตัส ไปได้มาจากศูนย์ทดลองพันธ์ไม้สะแกราช  ก่อนปลูกได้ไปศึกษา ทีศูนย์วิจัยก่อน  เขาพาไปดูต้นที่ปลูกแล้วเห็นว่า  มีลักษณะเป็นต้นสูงตรง  เจ็ดปีสามารถนำมาเลื่อยปลูกบ้านได้เลย และมีเนื้อไม้สวยงามไม่แพ้ไม้สักด้วย ถือเป็นไม้เศรษฐกิจได้  แม่ใหญ่จึงขอกล้าไม้เขามาปลูก   เขาให้มาห้าร้อยต้น   เอามาลงปลูกไว้รอบคันนาและรอบขอบบ่อ  จำนวน สองร้อยกว่าต้น  อีกเจ็ดปี บริเวณรอบๆสวนคงจะร่มครึ้มสวยงามทีเดียว (กล้าที่เหลือยังมีอยู่ ใครต้องการมาแบ่งไปปลูกได้ )

ไปนาบ่อยๆไม่มีที่พัก จึงไปปลูกเถียงนา และพาลูกหลานไปนาในวันหยุดตามที่เขียนไว้ในบล็อคที่แล้ว  และตัวเองก็ซื้อต้นไม้ต่างๆไปลงไว้เรื่อยๆ จะขอเอาพื้นที่ของ  ลานโรงเรียน  บันทึกจำนวนต้นไม้เอาไว้เลย  เมื่อต้นโตแล้วจะได้ถ่ายรูปมาอวดกันอีกครั้ง ขณะนี้ได้ลงต้นไม้ต่างๆไว้แล้วดังนี้

อะคาเซีย 200 ต้น  ไผ่บงหวาน 20 ต้น ต้นแค 2 ต้น ชะอม 2 ต้น ต้นสัก 5 ต้น มะละกอ 2 ต้น มะนาว 2 ต้น มะเฟือง 2 ต้น ฝรั่ง 2 ต้น มะม่วงน้ำดอกไม้ 2 ต้น ขนุน 2 ต้น ชมพู่ 1 ต้น  ประเภทสวยงาม มี ต้นคูณ 1 ต้น ต้นลำโพง 4 ต้น กระดุมทอง 10 ต้น กระเจียว 4 ต้น และมีต้นไม้เดิมติดที่อยู่แล้ว  เป็นต้นจาน  หรือทองกวาวต้นใหญ่ที่แม่ใหญ่ไปอาศัยร่มเงาปลูกเถียงนา   และมีต้นเล็กๆที่ขึ้นอยู่ริมขอบบ่ออีก 4-5 ต้น ทีแม่ใหญ่สั่งห้าม ขุดทิ้งเด็ดขาด  นอกจากนี้เจ้าของที่เดิมได้ปลูกต้นกล้วยไว้หลายกอ  ต้นมะมวงที่โตแล้วสองสามต้น  และมีมะพร้าวอีกสองสามต้น

แม่ใหญ่ยังหาต้น พังเพย มะพลับ ตะโก มะกอก  ตามที่ท่านวอญ่า แนะนำไม่ได้  แต่อีกไม่นานต้องหาจนได้  เพื่อ จะได้ชี้ชวนให้เด็กดูว่า

  นี่ต้นพังเพยนะ  แล้วนั่นก็ต้น ที่มาของคำว่า “ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก” 

โน่นต้น  “มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก”

นั่นต้น  “มะม่วงหาว มะนาวโห่”

(ที่เด็กๆเคยเรียนในวิชาภาษาไทย แต่ไม่เคยได้เห็นต้นจริงก็จะได้เห็นกันละคราวนี้  )

 ฝนนี้ ตกชุก ต้นไม้ต่างๆที่ปลูกไปแล้ว  คงได้ชุ่มฉ่ำเต็มที่  รวมทั้งข้าวที่พานักเรียนมาโยนไปแล้วเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ก็เติบโตแข็งแรง  ที่จมน้ำเพราะทำเทือกไม่เรียบเสมอ  ก็จะดำซ่อมแซมกันในวันที่ 12 ส.ค.นี้ แม่ใหญ่จะถือเป็นวันร่วมมือร่วมใจลงแขกดำนากัน  วันเดียวคงเสร็จ ได้ป่าวร้องน้องพี่ พนักงาน ครูและเด็กๆทั้งโรงเรียน ที่สมัครใจมาลงแขกกันในวันอม่    คาดว่าจะมากันหลายคนอยู่ เพราะให้สโลแกนในการป่าวร้องไปว่า “ถ้ารักแม่ใหญ่ ต้องไปดำนา” (คราวนี้คงจะรู้ละว่าใครรักเรา อิอิ)

   ปีนี้จะทดลองแบบเดิมๆ ใช้คนไปก่อน  แต่เที่ยวหน้าจะใช้รถดำตามที่ได้ไปเรียนมาจากคุณต้นกล้า ชาวนาวันหยุด เพราะได้ชื่อเครือข่ายรถดำนามาเรียบร้อยแล้ว

แหม   ชีวิตวัยหลังเกษียณนี่มีอะไรมาให้เล่นสนุกจริงๆ  รูปข้างล่างนี้ คือเมื่อได้ไปเรียนรู้เรื่องทำนา  กับการไปเรียนรู้เรื่องปลูกป่า  ก่อนที่จะมาทำในศูนย์ทดลองของโรงเรียนพัฒนาเด็ก…..ก่อนทำอะไรต้องเรียนรู้ของจริงเสียก่อน

 วันเวลาในวัยนี้  ได้เติมเต็มในส่วนที่ไม่เคยได้ทำ   เมื่อครั้งยังมีหน้าที่การงานความรับผิดชอบ เต็มไม้เต็มมือ  เลี้ยงลูกๆทั้งห้าคน ด้วยสองมือแม่  พร้อมกับดำเนินกิจการโรงเรียนไปด้วย 

วันนี้ลูกสองคนเข้ามาช่วยบริหารเต็มตัว ขอเพียงแม่เข้าไปนั่งประชุมด้วยเพื่อให้ความคิดเห็นบ้างตามประสบการณ์ที่มีมานาน   แม่ใหญ่จึงมีเวลามาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่สนใจ 

ขอบใจลูกทั้งสองคนที่ให้แม่มีโอกาสดีดีในวันนี้” 

 



Main: 0.18250393867493 sec
Sidebar: 0.067223072052002 sec