หาแรงบันดาลใจ

1 ความคิดเห็น โดย cinshy เมื่อ June 23, 2011 เวลา 11:06 pm ในหมวดหมู่ Uncategorized #

วันนี้เป็นวันพิเศษวันหนึ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วเลยขอบันทึกไว้ซะหน่อย เริ่มจากเมื่อเช้านั่งรถเพื่อไปประชุมในเมือง ระหว่างทางอาจารย์ท่านหนึ่งหันมาถามเราว่าทำไมเราถึง active ที่จะทำงานวิจัย ทั้ง ๆ ที่เรามาทำงานอยู่ในที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องวิจัย และถามว่าเราเอา motivation มาจากไหน เราเองก็ไม่ค่อยแน่ใจแต่ก็ตอบว่าเราหา motivation ไปเรื่อยเปื่อย บางทีมันก็หมดไปบ้าง แต่ก็มีมาเติมได้เรื่อย ๆ เมื่อไหร่รู้สึกเหนื่อยก็พัก มีพลังกลับมาก็ลงมือทำต่อ แค่นั้นเอง แต่ลึก ๆ แล้วคิดอยู่เหมือนกันว่าอะไรคือ motivation ของเรา

เรื่องที่ไปนั่งฟังวันนี้เกี่ยวกับวิธีขอทุนวิจัยร่วมกับประเทศในทวีปยุโรป และตอนบ่ายมีนักวิจัยที่เคยได้รับทุนดังกล่าว มาเล่าประสบการณ์ว่าทำอย่างไรถึงได้ทุน จากที่ได้ฟังจึงสรุปเอาเองว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักวิจัยได้รับทุนคือความมีชื่อเสียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังจบงานเรานั่งรถกลับมาพร้อมความคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองมีชื่อเสียงบ้าง ให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับ ให้ตัวเองประสบความสำเร็จเหมือนเช่นนักวิจัยดัง ๆ ที่เราได้เจอในวันนี้

พอกลับมาถึงบ้านก็เล่นเน็ตเพื่อหาแนวคิดหรือวิธีว่าทำงานวิจัยยังไงให้ประสบความสำเร็จ  หาแรงบันดาลใจหรือแนวทางว่าจะทำยังไงให้เกิดไอเดียเจ๋ง ๆ ในตอนนั้นนึกถึงคำถามที่อาจารย์ท่านนั้นถาม และคิดว่า การมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในงานที่ทำ เป็นที่ยอมรับของคนอื่นนี้แน่ ๆ เลยที่เป็น motivation ของเรา การแข่งขันคือแรงผลักดัน เส้นชัยมีไว้พุ่งชน เราต้องทำได้

แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่รู้ว่าอ่านหรือได้ยินอะไรเข้า หรือมีอะไรดลใจก็ไม่รู้ทำให้รู้สึกขัดใจตัวเองยังไงพิกล มันรู้สึกอึดอัด เหนื่อย ๆ เลยเดินไปในครัวว่าจะชงชามาสักแก้ว ระหว่างที่รอน้ำร้อนเดือดก็ไปยืนตรงระเบียงห้องรับลมเย็น ๆ มองดูฟ้าดูแสงไฟ ฟังเสียงรถเสียงลม แล้วสักพักก็รู้สึกว่าใจมันนิ่ง มันนึกย้อนไปว่าอะไรทำให้เรามาถึงวันนี้ นึกย้อนไปถึงความผิดพลาดและความสำเร็จของตัวเองที่ผ่านมา อยู่ดี ๆ มันก็รู้สึกอิ่มเอม ตื้นตันในใจ และบอกตัวเองว่าเราไม่ได้อยากวิ่งแข่ง

แน่นอนว่าความต้องการชนะเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไป พบว่าความต้องการชนะไม่ได้มีพลังมากพอที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แต่สิ่งที่มีพลังสำหรับเราจริง ๆ แล้วคือการมีความสุขในสิ่งที่เรากำลังทำ ถึงคนอื่นจะมองว่าทำแบบนั้นไม่ดี ทำแบบนี้ไม่ได้ อันโน้นมันแย่ อันนี้มันไม่ได้เรื่อง บางอย่างเราเห็นด้วยว่ามันไม่ได้เรื่องจริง ๆ แต่สิ่งที่เราทำคือเรามองหาสิ่งดี ๆ จากสิ่งรอบตัว มองเห็นความสุขจากสิ่งที่เรากำลังทำ และที่สำคัญคือเรามีความสุขกับมัน ตราบใดที่เรายังมีความสุขกับสิ่งที่กำลังทำ motivation ก็จะยังอยู่กับเราต่อไป

ว่าแล้วก็ชงชากลับมานั่งหน้าคอม เขียนบันทึกนี้รวดเดียวจบ ^___^


เริ่มต้นกับสัตว์น้ำ

5 ความคิดเห็น โดย cinshy เมื่อ January 26, 2011 เวลา 1:15 am ในหมวดหมู่ Uncategorized #

คืนนี้นอนไม่หลับเพราะมีความรู้สึกอยากเขียนบันทึกอย่างแรงกล้า ที่จริงปิดไฟนอนไปสักพักแล้วแต่กลิ้งไปกล้ิงมาจนสุดท้ายลุกขึ้นมาเขียนบันทึกดีกว่า เรื่องที่จะเขียนนั้นไม่มีอะไรมาก แค่อยากบันทึกชีวิตการทำงานใน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ขอเล่าก่อนว่าตอนที่ได้รับทุนเรียนต่อป.เอก เป็นทุนที่ไม่ได้ระบุต้นสังกัด ดังนั้นเราสามารถเลือกได้เองว่าเรียนจบแล้วจะไปทำงานที่ไหน และเราก็เลือกมาอยู่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เรียกย่อ ๆ ว่าเพาะเลี้ยง ขอไม่เล่ารายละเอียดแล้วกันว่าทำไมเลือกมาอยู่ที่นี่ ไม่งั้นคืนนี้เล่าไม่จบแหง ๆ :)

ปกติแล้วนักเรียนทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะไปทำงานในภาควิชาหรือสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกับด้านที่ตัวเองเรียนมา หลังจากที่เรียนจบก็สามารถสอนหรือทำงานวิจัยต่อเนื่องได้เลย ซึ่งก็เป็นข้อดีในแง่ของการได้ใช้ความรู้ที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่เราเป็นพวกไม่ปกติ กลับเลือกมาอยู่เพาะเลี้ยงทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้หรือเรียนอะไรที่เกี่ยวกับเพาะเลี้ยงหรือประมงเลย เลยกังวลพอสมควรว่าเราเรียนจบแล้วจะไปทำอะไรที่เพาะเลี้ยง ลองเปิดดูรายวิชาของแต่ละหลักสูตรในคณะก็พบว่าไม่มีวิชาไหนเลยที่เรารู้หรือสอนได้้สักวิชาเดียว

วันแรกที่มารายงานตัวที่คณะเราก็ได้บอกอาจารย์ท่านอื่น ๆ ทราบว่าเราไม่ได้จบมาทางด้านนี้ อาจารย์แต่ละท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร ปัญหาที่ตามมาคือเราไม่สามารถสอนวิชาไหนได้ และไม่สามารถเปิดวิชาใหม่เพื่อสอนสิ่งที่เราเรียนมาได้ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับประมง และเทคนิคที่เรียนมาก็เฉพาะเจาะจงมากเกินไป แต่สุดท้ายก็ได้ไปช่วยสอนเนื้อหาบางส่วนในวิชาพันธุศาสตร์สัตว์น้ำ โดยสอนในส่วนของพันธุศาสตร์ที่เราเคยเรียนมา แต่ยังต้องหาข้อมูลว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกนำมาใช้ในการเลี้ยงสัตว์น้ำยังไง

หลังจากที่มัวแต่คิดในมุมเดียวว่าเราจะเอาสิ่งเรารู้เราเรียนมาทำอะไรที่นี่ได้บ้าง ไม่นานนักเราก็เกิดความคิดใหม่ ทุกวันที่เรามาทำงานเราจะเห็นบ่อดินขนาดใหญ่อยู่หน้าคณะ เวลาที่เราเดินไประหว่างอาคารเราก็จะเห็นบ่อปูนอยู่หลายบ่อ บางบ่อก็ใช้เลี้ยงกุ้ง บางบ่อก็ใช้เลี้ยงปลา บางบ่อไม่เห็นมีกุ้งปลาอะไรเลยมีแต่น้ำ หน้าห้องทำงานเราก็มีอ่างเลี้ยงปลาขนาดใหญ่พอควร มีปลาอยู่ในนั้นหลายตัว มีอยู่ครั้งนึงที่เรายืนดูปลาแล้วก็บ่นกับตัวเองว่าปลาก็อยู่หน้าห้องทำงานแท้ ๆ เห็นกันอยู่ทุกวัน ทำไมเรากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปลาพวกนี้เลย หลังจากนั้นเราก็เริ่มเปลี่ยนความคิดใหม่ เริ่มคิดที่จะหาความรู้จากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่แหละ

มีอยู่วันนึงเราเห็นนิสิตคนหนึ่งเดิน ๆ อยู่แถวอ่างปลาหน้าห้อง เลยเขาไปคุยด้วยแล้วชวนมาดูปลาด้วยกัน เราถามนิสิตคนนั้นว่ารู้จักปลาพวกนี้มั้ย เขาบอกว่ารู้จัก แล้วเขาก็เล่าให้ฟังว่าในอ่างนี้มีปลาอยู่ 3 ชนิด อันแรกเป็นปลาคาร์พ (ปลานี้รู้จักแต่ถามเพื่อความมั่นใจ) อีกอันเป็นปลาดุก (ปลานี้ก็รู้จักแต่ไม่แน่ใจ เคยเห็นแต่ตอนมันถูกเสียบไม้และย่างสุกพร้อมกิน) อีกอันปลาอะไรจำชื่อไม่ได้ (เริ่มต้นก็ลืมชื่อปลาแล้ว ฮ่าๆๆ) น้องเขาบอกว่าปลาพวกนี้อยู่มา 2-3 ปีแล้ว และบอกให้เราสังเกตดูตาปลาดุกว่ามันเป็นสีขาวขุ่นเพราะว่ามันตาบอด ปลาดุกจะตาบอดเมื่ออายุเยอะ แล้วก็เล่าอีกว่าปลาดุกที่ขายกันตามตลาดเป็นลูกผสมระหว่างดุกอุยกับดุกยักษ์ ปลาดุกอุยเนื้ออร่อยกว่าแต่โตช้า ปลาดุกยักษ์เนื้อไม่อร่อยแต่โตเร็วตามชื่อ เค้าก็เลยเอาสองพันธุ์นี้มาผสมกันซะ น้องคนนี้ทำงานวิจัยเรื่องปลาดุกและแยกรสชาติได้ว่าอันไหนดุกอุยแท้ อันไหนดุกลูกผสม เราเลยแซวไปว่าวันไหนเอาผัดเผ็ดปลาดุกมาให้กินหน่อย แล้วข่วยบอกด้วยว่าจานไหนเป็นดุกอุย จานไหนดุกลูกผสม (ที่จริงคืออยากกินผัดเผ็ดปลาดุกฟรี)

มีอีกครั้งตอนที่ให้นิสิตพาเดินดูบ่อปูน เป็นบ่อน้ำเค็ม เราเลยถามว่าเวลาเตรียมน้ำเค็มพวกนี้นี่คือเอาเกลือมาละลายน้ำรึเปล่า นิสิตก็หัวเราะแล้วบอกว่าเปล่า น้ำเค็มพวกนี้ไปเอามาจากฟาร์ม (เริ่มไม่แน่ใจว่าจากฟาร์มหรือจากทะเล มั่วอีกแล้ว) เอามาเก็บไว้ในถังพักน้ำ เวลาจะใช้ก็เอามาละลายให้ได้ระดับความเค็มตามที่ต้องการ (ไม่ได้เอาเกลือละลายน้ำอย่างที่ด๊อกเตอร์ที่จบจากนอกเข้าใจ) ก็เลยนึกสงสัยว่าน้ำเค็มที่ได้จากฟาร์ม (หรือทะเล) จะต่างจากน้ำเค็มที่ได้จากการผสมน้ำกับเกลือยังไง แล้วใช้น้ำเกลือแทนไม่ได้เหรอ ตอนนี้เลยได้ยืมหนังสือคุณภาพน้ำกับการเลี้ยงสัตว์น้ำมาเรียบร้อย (แต่ยังไม่ได้เริ่มอ่าน)

อีกครั้งคือเราขอให้นิสิตคนหนึ่งที่ทำวิจัยเรื่องกุ้งก้ามกราม พาเราไปดูกุ้งที่เค้าเลี้ยงไว้ แล้วก็ชำแหละกุ้งให้ดูอวัยวะภายในว่ามีอะไรบ้าง นิสิตคนนี้เลี้ยงกุ้งไว้หลายตัว ตัวที่จับมาชำแหละให้ดูมีขนาดใหญ่พอควร ขนาดก้ามก็น่าจะสักฟุตนึงเห็นจะได้ เค้าบอกว่าเลี้ยงตัวนี้มานานมากแล้ว เราถามว่าไม่เสียดายเลยเอามาชำแหละให้เราดู นิสิตบอกว่าไม่เสียดายและมีที่เลี้ยงไว้อีกหลายตัว (แต่เราเสียดายแทน อยู่ด้วยกันมาตั้งนาน) กุ้งตัวนี้สีซีดเพราะถูกเลี้ยงแบบคุณหนู อยู่โดดเดี่ยวในอ่างที่ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่เคยได้คลุกดินคลุกทรายผ่านร้อนผ่านหนาวแบบกุ้งทั่วไป นิสิตจับกุ้งใส่ถังน้ำแล้วเอาไปห้องแล็บ อธิบายรูปร่างหน้าตาภายนอก ขาว่ายน้ำ ขาเดิน วิธีนับขานับปล้อง แล้วก็ผ่าหัวให้ดูว่าในหัวกุ้งที่กิน ๆ กันมีอวัยวะอะไรอยู่บ้าง สุดท้ายไม่แน่ใจว่ากุ้งตัวนั้นลงถังขยะหรือว่าไปอยู่ในชามมาม่าใครรึเปล่า

ตอนนี้เราเลยพบว่ารอบ ๆ ตัวมีเรื่องที่น่าสนใจที่เรายังไม่รู้อีกเยอะ อาทิตย์ที่แล้วได้ไปแนะนำตัวกับอดีตคณบดี แล้วเห็นว่าในห้องทำงานของท่านมีตู้เลี้ยงปลาขนาดใหญ่อยู่สองตู้ น่าจะขนาดสัก 1×2 เมตรได้ ที่จริงแล้วที่คณะมีตู้ปลาเยอะมากอยู่ตามทางเดินในอาคาร ในห้องสมุดของคณะก็ยังมี เอาเป็นว่าเริ่มต้นหาความรู้ใกล้ ๆ ตัวด้วยการหัดเลี้ยงปลาก่อนเลยแล้วกัน ตอนอยู่ป.ตรีเคยลองเลี้ยงหลายทีแล้วก็ไปไม่รอดสักที คราวนี้ว่าจะลองใหม่ มาอยู่เพาะเลี้ยงแล้วเลี้ยงปลาไม่เป็นก็ให้รู้ไป … แต่สุดท้ายคิดว่าอาจจะไม่รอดเหมือนเดิม ฮ่าๆๆ


ความเกรงใจ

1 ความคิดเห็น โดย cinshy เมื่อ August 6, 2010 เวลา 3:57 am ในหมวดหมู่ Uncategorized #

วันนี้เพิ่งจะมีเวลาให้กับตัวเอง หลังจากมัวแต่พาเพื่อนที่มาจากเมืองไทยเที่ยวอังกฤษกับสก๊อตอยู่เกือบ 2 อาทิตย์ เรื่องพาเที่ยวไม่เป็นไรเพราะชอบเที่ยวอยู่แล้ว แต่ที่อยากเล่าคือเรื่องการฝากซื้อของจากอังกฤษกลับไปเมืองไทย ที่จริงก็ได้ยินมาเยอะเรื่องฝากหิ้วของเพียงแต่ไม่เคยเจอกับตัว ครั้งนี้เพื่อนมาเที่ยวอังกฤษแค่ครึ่งเดือนแต่ได้รับรายการของฝากซื้อจากเพื่อนร่วมงานมาเป็นหางว่าว

มีคนนึงอยากได้ iPhone 4 มาก แต่ที่อังกฤษเครื่องขาดตลาดต้องสั่งซื้อล่วงหน้า 3 อาทิตย์ คนนี้ก็ฝากให้เพื่อนเรามาบอกให้เราสั่งล่วงหน้าให้หน่อย พอเพื่อนมาถึงอังกฤษก็จะได้ของพอดี เราเลยบอกว่าของราคาหลายหมื่นต้องให้เขาโอนเงินค่า iPhone เข้าบัญชีเราที่เมืองไทยเรียบร้อยก่อนถึงจะสั่งให้ แล้วเราก็ได้รับเงินและสั่งไปเรียบร้อย ปรากฎว่ามีปัญหาเรื่องรับของเพราะบริษัทเอามาส่งช่วงที่เราพาเพื่อนไปเที่ยว เราเพิ่งได้รับ iPhone วันนี้หลังจากที่เพื่อนเราขึ้นเครื่องกลับไปเมื่อวาน สุดท้ายเราจึงติดต่อหาเพื่อนอีกคนที่กำลังจะกลับเมืองไทยอาทิตย์หน้าให้หิ้ว iPhone กลับไปให้ด้วย และกำชับเพื่อนคนนี้ว่าห้ามเปิดกล่องถ้าไม่จำเป็น เพราะถ้าของอะไรในกล่องหายไปจะเดือดร้อนกันอีก นี่คนที่เมืองไทยคนนั้นเค้าจะรู้มั้ยว่าแค่ความอยากได้ iPhone ของคนเพียงคนเดียว ต้องรบกวนคนอื่นต่อไปอีกหลายทอด เพื่อนเราที่มาเที่ยวอังกฤษคนนี้บอกว่าเข็ดจนตาย ถ้าไปเที่ยวไหนจะไม่รับฝากของจากใครอีก

ตอนแรกที่เพื่อนจะมาอังกฤษ เค้าไม่ได้บอกใครในที่ทำงานนอกจากหัวหน้าว่าจะไปอังกฤษ แต่ฝ่ายบุคคลรู้เข้าจากใบลาเลยช่วยกระจายข่าวทั่วบริษัท วันนึงเพื่อนโทรมาบอกว่ามีคนที่ทำงานหลายคนฝากซื้อกระเป๋าหลุยส์ กระเป๋าลองชอง กระเป๋ายี่ห้ออื่น ๆ ที่ดังในเมืองไทย รวมแล้วเกือบ 30 ใบ ปรินท์รูปหลายละเอียดมาให้เสร็จสรรพว่ารุ่นไหนลายไหนสีอะไร คนที่ฝากซื้อของเหล่านี้ไม่คิดเลยเหรอว่าความอยากได้กระเป๋าของพวกเค้าจะเป็นภาระให้กับคนที่ไปเที่ยว นี่มาแค่ไม่กี่วันยังเที่ยวได้ไม่ทั่วเกาะอังกฤษเลยแล้วต้องมารับภาระเดินหาซื้อกระเป๋าให้ได้ตามรุ่น ตามขนาด ตามลาย ตามสี ที่พวกเค้าอยากได้กันอีก กระเป๋าส่วนใหญ่ที่ฝากให้ซื้อราคาใบละหลายพันหลายหมื่น รวมเงินค่ากระเป๋าที่ฝากซื้อทั้งหมดเกินแสน แต่ไม่มีใครฝากเงินมาให้แม้แต่คนเดียว และเพื่อนเราเอากระเป๋าเดินทางมาได้แค่ 20 กิโล แค่ของส่วนตัวกับของฝากคนในครอบครัวก็ลำบากแล้ว จะขนกระเป๋า 30 ใบกลับไปให้พวกเค้าได้ยังไง ที่สำคัญ คนที่ฝากซื้อไม่ได้มาถามว่าเพื่อนเราด้วยซ้ำว่าสะดวกมั้ย แต่กลับเอารายละเอียดกระเป๋ามาให้เลย สุดท้ายเพื่อนเราก็ไม่ได้ซื้อกระเป๋ากลับไปให้ใครสักใบ

โชคดีที่เราอยู่มาเกือบ 5 ปีไม่เคยมีเพื่อนคนไหนมาฝากซื้ออะไรแบบนี้ เวลากลับเมืองไทยแต่ละที แค่ของฝากสำหรับครอบครัวและขนมฝากเพื่อนก็ขนกันเหนื่อยแล้ว (กลับบ้านครั้งที่แล้วขนเครื่องทำกาแฟไปฝากทั่นมหา กินพื้นที่ในกระเป๋าเยอะมาก ฮ่าๆๆ) และถ้าไม่จำเป็นเราก็ไม่ฝากให้ใครเอาอะไรจากเมืองไทยมาให้เพราะรู้ว่าแต่ละคนก็มีของที่ขนกันมาเยอะแยะ ยกเว้นซะว่าเพื่อนตั้งใจเอาของกินมาฝาก อันนี้เป็นน้ำใจของเพื่อน เราจะปฎิเสธได้ยังไง ^ ^


คำถามง่ายแต่ตอบยากเหลือเกิน

2 ความคิดเห็น โดย cinshy เมื่อ July 9, 2010 เวลา 4:39 am ในหมวดหมู่ Uncategorized #

เรามาเรียนต่างประเทศจะครบ 5 ปีเร็ว ๆ นี้แล้ว เคยมีคำถามทั้งจากตัวเองและคนอื่นว่ามาอยู่เมืองนอกแล้วได้อะไรบ้าง เมื่อวานได้ยินข่าวว่าหลานสาวสอบ AFS ไปเดนมาร์คได้ คำถามสำหรับเราที่ว่ามาเมืองนอกแล้วได้อะไรจึงกลับมาอีกครั้ง

ครั้งแรกที่เกิดคำถามนี้ขึ้นกับตัวเองน่าจะเป็นตอนที่อ่านกระทู้แนะนำกระทู้หนึ่งในพันทิปห้องไกลบ้าน คงเมื่อประมาณสักปีที่แล้ว อ่านความคิดเห็นจากคนอื่นเพลิน ๆ แล้วก็มาพิมพ์ตอบของตัวเองบ้าง ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย พิมพ์ไปเรื่อย ๆ คงทำนองว่าได้ฝึกภาษา ได้หัดใช้ชีวิตและปรับตัวอยู่กับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ได้หัดทำกับข้าว เปิดมุมมองให้กว้างขึ้น ได้มาเห็นว่าฝรั่งไม่ได้เป็นเทพเจ้า ได้รู้ว่าเมืองไทยน่าอยู่แค่ไหน

แต่พิมพ์ไปได้สักพักก็ต้องหยุด เมื่อความคิดอย่างนึงเกิดแว็บเข้ามา ช้าก่อน สิ่งที่เราพิมพ์ ๆ อยู่นี้เป็นสิ่งที่ได้มาจากการที่เรามาเมืองนอกจริง ๆ เหรอ แล้ววิญญาณนักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มทำงาน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราได้มันมาจากการที่เรามาเมืองนอก ไม่ใช่เพราะปัจจัยอื่น แน่นอนว่าวันเวลาที่ผ่านไป อายุเราที่เพิ่มมากขึ้น ผู้คนที่เราพบเจอ สถานที่ที่เราได้ไป สิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รอบตัว เหล่านี้ล้วนรวมกันเป็นประสบการณ์ให้กับเรา แต่สิ่งเหล่านี้จะต่างกันอย่างไรถ้าเวลา 5 ปีนี้เราเลือกที่จะเรียนหรือทำงานอยู่เมืองไทย วันนั้นจึงจบลงที่เราไม่ได้ฝากความคิดเห็นไว้ในกระทู้แล้วเอาคำถามกลับมาคิดเป็นการบ้าน สักพักก็เลิกคิดเหมือนหลาย ๆ คำถามที่ผ่านเข้ามาให้คิดเล่น ๆ แล้วก็ผ่านไป

การมาอยู่เมืองนอกคงไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้เราเป็นเรา อายุที่เพิ่มขึ้น 5 ปีไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ คงช่วยให้ความคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาไม่มากก็น้อย เราได้พบเจอผู้คนและสิ่งต่าง ๆ ในตลอดเส้นทางที่เราเดิน ไม่ว่าในระยะเวลา 5 ปีนั้นเราจะเดินอยู่ที่เมืองไทย หรือนั่งเครื่องบินแล้วมาเดินต่อที่ต่างประเทศก็ตาม ถึงแม้เกือบ 5 ปีที่ผ่านมาจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น คงไม่ใช่ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยตัวมันเอง มีผลก็ย่อมมีเหตุ แต่เหตุเพียงเพราะมาอยู่เมืองนอกเพียงอย่างเดียวคงไม่พอที่จะก่อให้เกิดผลทั้งหมด และในหลายครั้งตัวเราเองเป็นผู้เลือกใส่เหตุอื่นเพิ่มเติมเข้าไป ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

จนถึงตอนนี้ก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ ยกเว้นใบปริญญาแล้ว ตัวเราเองได้อะไรจากการมาเมืองนอกบ้าง ทั้งหมดทั้งสิ้นที่ตอบคำถามไม่ได้ไม่ใช่เพราะผิดหวังกับการมาเมืองนอก แต่กลับตรงกันข้าม เราดีใจที่ได้มาเรียนเมืองนอก เพียงแต่ว่า คำถามง่าย ๆ ที่ว่ามาเมืองนอกแล้วได้อะไร กลับกลายเป็นคำถามที่ยากเกินไปสำหรับเรา ก็เท่านั้นเอง

สุดท้ายสงสัยต้องใช้ตัวช่วย “ขอเปลี่ยนคำถามค่ะ” ^__^


ส่งท้ายร้านหนังสือ Borders

3 ความคิดเห็น โดย cinshy เมื่อ March 9, 2010 เวลา 6:47 am ในหมวดหมู่ Uncategorized #

เพิ่งกลับมาถึงสก๊อตแลนด์ได้ไม่กี่วัน ตอนอยู่เมืองไทยก็แทบจะไม่ได้ตามข่าวคราวของที่นี่ วันนี้ออกไปกินข้าวกับเพื่อนเลยเพิ่งได้รู้ข่าวว่าร้านหนังสือโปรดของเราถูกปิดตัวลงไปเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนสิ้นปีที่ผ่านมา

ที่เคมบริดจ์มีร้านหนังสือหลัก ๆ อยู่ 3 ร้าน หนึ่งในนั้นคือ Borders เป็นร้านหนังสือที่เราใช้เวลาว่างไปเดินเล่นนั่งเล่นอยู่บ่อย ร้านอยู่ในใจกลางเมืองไม่ไกลจากแล็บนัก เวลาว่างนอกจากจะเดินเล่นดูของโน่นนี่แล้วก็มักจะแวะไปเดินเล่นในร้านนี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ไปอ่านหรือซื้อหนังสือ แต่ไปเดินเล่นดูหนังสือในร้านหนังสือ แล้วกลับออกมามือเปล่า

ร้านหนังสือมีสามชั้น ชั้นล่างเป็นพวกหนังสือขายดี หนังสือลดราคา นิยาย นิตยสาร โปสการ์ด แผนที่ สมุดปากกาบ้าง ของที่ระลึกบ้าง ชั้นสองจะเป็นส่วนของหนังสือเด็ก ซีดีเพลงและหนัง และร้านกาแฟ ส่วนชั้นบนสุดจะเป็นหนังสือวิชาการและพวก non-fiction แต่ละชั้นก็จะมีโซฟาจัดไว้ตามมุมให้ไปนั่งอ่านหนังสือได้ (ยังเคยไปแอบหลับอยู่ตามโซฟาด้วย)

สิ่งที่เราชอบทำเวลาไปร้านนี้คือเดินเลือกหาหนังสือที่อยากอ่านซักเล่ม เอาหนังสือเล่มนั้นไปนั่งอ่านในร้านกาแฟที่ชั้น 2 ได้นั่งอ่านหนังสือดี ๆ มีกาแฟอุ่น ๆ ซักแก้ว สำหรับเราแล้วเป็นอะไรที่ช่วยผ่อนคลายได้ดีทีเดียว

ร้านนี้ยังเป็นสถานที่หลบฝนชั้นดีและเป็นที่ที่เราเอาไว้นัดเจอเพื่อนด้วย ฝนจะตกนานเพื่อนจะมาช้าหรือเราจะมาสายเองก็ไม่ต้องกลัว เพราะร้านนี้มีอะไรให้เราทำอยู่เสมอ ที่สำคัญร้านนี้ปิดตอน 2 ทุ่ม ร้านค้าที่อังกฤษส่วนใหญ่จะปิดกันตอน 5 โมงเย็น ฉะนั้นข้างนอกจะมืดจะหนาวยังไงก็ยังมีร้าน Borders อยู่กันเป็นเพื่อน

ใจหาย เมื่อรู้ว่าร้านที่เราเคยใช้เวลาอยู่ด้วยตลอด 3 ปีที่อยู่เคมบริดจ์ถูกปิดกิจการไป แต่อย่างน้อย ๆ เราก็ได้มีความทรงจำดี ๆ อยู่ด้วยกันล่ะนะ เพื่อนเอ๋ย

It’s the last chapter for books venture Borders.



Main: 0.09234619140625 sec
Sidebar: 0.033393859863281 sec