ความรู้คนละชุด

อ่าน: 997

เราแต่ละคนมีความรู้อยู่ในตัวไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความถนัด ความชอบ นิสัย หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาแต่อ้อนแต่ออก พอโตมาก็เข้าโรงเรียน เลือกเข้าคณะโน้นคณะนี้ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาศึกษาหาความรู้จนมีความสามารถสอบเข้าไปทำงาน ทำงานแล้วก็ยังฝึกฝนทักษะ เข้ารับการอบรมสัมมนาอยู่เนืองๆ  เกิดเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ บางคนมีคำว่าพิเศษห้อยท้ายด้วย มีตำแหน่งก้าวหน้าเติบโตไปจนถึงวัยเกษียณ ส่วนคนที่ได้รับการศึกษาน้อย เอาแค่พออ่านออกเขียนได้ หลังจากนั้นก็ประกอบอาชีพการงานตามที่ครอบครัววางรากฐานไว้ หรือไม่ก็อพยพเข้าไปทำงานในเมือง ไปเป็นฉันทนาในโรงงงานต่างๆ เป็นแม่ค้าแม่ขายรถเข็น เป็นมอเตอร์ไซรับจ้าง ขับแท๊กซี่ เรียกรวมๆว่าไปประกอบสัมมาชีพในกลุ่มระดับแรงงาน

แต่ละบุคคลต่างก็ฝึกฝนวิชาความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในหน้าที่การงาน

คนในเมืองก็สะสมวิชาความรู้เพื่อใช้ในเมือง

คนในชนบทก็สะสมวิชาความรู้เพื่อใช้ในท้องทุ่งไร่นา

เส้นทางของการเรียนรู้ค่อยๆขยับเข้าหากันบ้างในบางจุด

แต่ก็ยังห่างกันอยู่มาก

เว้นแต่ระบบการศึกษาและการพัฒนาจะกระจายความเสมอภาพลงไปทั่วถึงทุกตารางพื้นที่

ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงเทพ อะไรๆ..คนกรุงต้องมาก่อน แม้แต่น้ำท่วมกรุงเที่ยวนี้ ก็ยังมีการแบ่งส่วนความสำคัญของพื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมจะได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ พื้นที่ไข่แดงได้รับการป้องกันเฝ้าระวังอย่างยิ่งยวด หมู่บ้านต่างๆ เรือกสวนไร่นาต้องอยู่ในภาวะจำยอม พวกชาวบ้านต้องยอมรับสภาพแบบน้ำท่วมปาก พูดไม่ได้ไอไม่ดังไม่มีอะไรไปต่อรอง ในเมื่อผู้มีอำนาจเป็นฝ่ายชอบธรรม ที่จะตัดสินเลือก..ที่รักมักที่ชัง ประชาชนตาดำๆจึงตกอยู่กับความทุกข์กระเสือกกระสน ถึงจะมีความพยายามที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ แต่วิกฤติเที่ยวนี้เป็นมหาอุกภัย ทำยังไงๆก็ไม่ทั่วถึง คนกรุงชั้นสองต้องงัดความรู้ที่มีอยู่บ้างออกมาช่วยตัวเองสุดฤทธิ์สุดเดช

เราจะเห็นว่า วิชาความรู้ที่อยู่ในตัวจำเป็นจะต้องมีความรู้เพื่อชีวิตและสังคมติดปลายนวมไว้บ้าง ไม่ควรประมาทกับการเรียนรู้ในเรื่องที่นอกเหนือหน้าที่การงานไว้บ้าง ยามเกิดเภทภัยต่างๆ ความรู้ที่ใช้ในการทำงานบางทีก็เอามาใช้ได้น้อยมาก วิชาประสบการณ์ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ คนที่มีความรู้ความถนัดรอบตัวมากๆจะช่วยเหลือตัวเองและคนอื่นได้มาก คนที่ไม่พัฒนาจะมีเงื่อนไขปิดกั้นตัวเอง

ไอ่นั้นก็ไม่ชอบ

ไอ่นี่ก็ไม่เคยกิน

ไอ่โน้นก็ไม่เคยทำ

การมีความรู้จำกัดเป็นความประมาทเหมือนกันนะเธอ

จากเหตุการณ์ที่คนไทยเผชิญช่วงเกิดมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ ถ้ามองให้ดีเราจะเห็นว่านี่คือการประเมินศักยภาพของสังคมไทยโดยรวม และยังเป็นการประเมินความรู้ความสามารถส่วนครัวเรือนอีกด้วย ควรที่นักการศึกษา นักวิจัยและนักพัฒนาและเจ้าหน้าที่ทุกหมู่เหล่า จะพากันประเมินทบทวนต้นทุนความรู้ความสามารถของหน่วยงานหรือองค์กรที่รับผิดชอบ

โดยเฉพาะการสรุปวิเคราะห์ประเด็นการปรับต้นทุนความรู้จะออกแบบใหม่ออกแบบเสริมอย่างไร

ยกตัวอย่างเรื่องการระบายน้ำด้วยอุโมงค์ยักษ์ เรื่องรถใต้ดิน รถไฟฟ้าBTS.รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง

ถ้ามันดีมีประสิทธิภาพจริงก็ควรจะวางแผนสร้างขยายให้เพียงพอ

เพื่อสร้างความชัดเจนแนวทางป้องกันให้คนบางกอกอุ่นใจและไว้ใจ

การที่รัฐฯ..บอกว่าอย่าวิตก เตรียมตัวไว้อย่าประมาท

ไม่ใช่วิธีที่แก้ปัญหาหรือช่วยอะไรได้เลย

ประชาชนต้องการได้ยินคำพูดที่มีน้ำหนักเชื่อถือเชื่อใจและอุ่นใจได้

ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ๆมีความเสี่ยงต้องการสิ่งนี้

จำเป็นที่รัฐฯจะต้องแสดงแบบแผนเชิงนโยบายที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะให้ความไว้วางใจ

จากการเตรียมความรู้ไว้บ้างเล็กๆน้อยๆ เช่น การปลูกต้นไม้ในรูปแบบต่างๆ ผมมีข้อจำกัดเรื่องอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งดินทราย เก็บน้ำผิวดินไม่ได้ สร้างสระน้ำก็ไม่ได้ น้ำซึมหายหมด จึงเลือกปลูกไม้หัวแข็งแล้วค่อยแทรกไม้พื้นเมืองลงไป แปลงปลูกไม้โตเร็ว แปลงปลูกยาพาราที่นี่ จึงดูประหลาดกว่าทุกแห่ง ด้วยมีแนวความคิดที่ว่า ถ้าเราสังเกตป่าไม้ธรรมชาติทั่วไป เราจะไม่เห็นป่าเชิงเดี่ยวเกิดขึ้นบนผืนพิภพนี้ นั่นแสดงให้เห็นถึงหลักการของธรรมชาติที่สร้างกลไกความหลากหลาย เป็นตัวเสริมส่งซึ่งกันและกัน

ชุดความรู้เรื่องการปลูกป่าไม้ภาคเอกชน น่าเสียดายมากที่ปลูกเพื่อต้องการรายได้อย่างเดียว คิดว่าการปลูกยางพารา ปลูกยูคาลิปตัส ปลูกไม้อาคาเซีย หรือแม้แต่การทำไร่ ก็เน้นการปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อยอย่างเดียว ความสำคัญอยู่ที่การตั้งประสงค์ว่าจะเอาอะไร ถ้าต้องการเงินอย่างเดียว อย่างอื่นไม่เกี่ยวก็น่าเศร้า การปลูกพืชที่ผิดไปจากระบบธรรมชาติ เราอาจจะได้ผลผลิตมากแต่ที่ดินก็เสื่อมโทรมมากขึ้น ถ้าทำเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ถึงจะไม่สมบูรณ์มากนัก แต่ก็ช่วยชะลอความเสียหายจากการปลูกพืชชนิดเดียว

แปลงป่าไม้โตเร็วของที่นี่

จึงมีการปลูกไม้ยืนต้นประเภทอื่นแทรกลงไปด้วย

เพื่อจะอธิบายว่า..วิธีนี้ทำที่ถูกต้องเป็นเช่นไร

และ ..เหตุผลที่ดีก็คือ นอกจากจะเลียนแบบธรรมชาติแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกได้อีกด้วย ถ้าศึกษาเพิ่มเติมอีกหน่อย เราก็จะเห็นว่าผืนป่าของเราเป็นที่บ่มเพาะทุนชีวภาพ มีเห็ด มีผักพื้นถิ่น มีแมลง นก ต่างๆเพิ่มขึ้นๆ ต้นไม้ที่ปลูกแทรกไว้นั้น ตัดเอาเฉพาะกิ่งและใบมาทำเชื้อเพลิงและเลี้ยงสัตว์ นอกจากการสร้างงานแล้ว ยังพึ่งตนเองเรื่องปุ๋ยมูลสัตว์ มีไม้เผาถ่านทำเชื้อเพลิง สิ่งที่มองง่ายๆนี่แหละถ้าไม่คิดไม่ทำให้สอดคล้องกัน ชาวบ้านก็จะต้องเสียเงินเสียเวลาไปซื้อปุ๋ยและใช้ยาฆ่าแมลงมากขึ้นๆ

ความรู้ที่ไม่พอเพียงไม่สามารถอธิบายความเพียงพอได้

ผมมีปัญหาเรื่องที่จะอธิบายแนวทางเหล่านี้

เพราะกระแสบ้าเงินมันแรงเหลือเกิน

ทั้งๆที่ทำแบบเราก็ใช่ว่าจะได้เงินน้อยกว่ารึก็ไม่ใช่

มันยังได้ความหลากหลาย ความยั่งยืน ที่พวกปลูกพืชเชิงเดี่ยวไม่โงหัวฟัง

ทำอย่างไรชาวสวนยางพาราจะปลูกยาง3แถว ปลูกไม้พื้นถิ่นแทรก1แถว

อย่าว่าแต่ชาวสวนยางเล๊ยยย แม้แต่องค์การสวนยางก็ไม่คิดประเด็นเหล่านี้

ยังฝึกอบรมชุดความรู้แข็งกระด้างอย่างดื้อดึง

ไม่คำนึงถึงความยั่งยืนอย่างแท้จริง

สักวันคงจะลมพายุพัดสวนยางล้มระเนระนาด

เรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับต้นไม้นี่ยากจริงๆนะเธอ

แม้แต่โฉมยงเองก็สั่งให้คนงานตัดต้นไม้โตๆข้างบ้านไปหลายต้น ต้นมะขาม ต้นมะม่วงหิมพานต์ ต้นมะกล่ำอายุนับสิบปี ให้ร่มเงาให้ดอกให้ผลมาแล้วด้วย เพียงอ้างว่าใบมันหล่นใส่หลังคาบ้าน เห็นวิธีแก้ปัญหาแล้ว..ปวดหัวใจ ทำไมถึงไม่คำนึงถึงอายุและเวลาต้นไม้กว่าจะโตได้ ผมยังต้องมาอธิบายให้พี่ๆน้องๆเข้าใจว่าทำไมถึงปลูกไม้อื่นแทรกไม้โตเร็ว เขามองว่ามันได้เงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าปลูกเต็มพื้นที่ล้วนๆน่าจะอู้ฟู่มากกว่า แต่อย่างว่าละครับ คนไม่ได้ปลูกกับมือเขาไม่รู้อะไรหรอก ผมละอยากให้น้ำท่วมพวกนี้ตาช้กกว่านี้อีกสักพันเท่าจังเลยยย

ยากจริงๆครับ ที่จะอธิบายเรื่องมูลค่ากับคุณค่าสามารถทำร่วมกันได้

จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เที่ยวนี้ คนบางกอกอาจจะคิดลู่ทางเผ่นออกมาหาพื้นที่ปลอดภัยกว่าที่อยู่เดิม เรื่องนี้ช้าไม่ได้แล้ว ข้อมูลเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงจะขาดแคลนภายในระยะเวลา20-30ปีข้างหน้า นักอุตสาหกรรมต่างชาติออกมากว้านพื้นที่เพาะปลูกในย่านเอเซียหลายปีแล้วละครับ ประเทศพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ถูกนายทุนต่างด้าวเข้ามาทำสัญญาเช่าระยะยาวไปจำนวนมาก เขาเหล่านี้ต้องการเอาพื้นที่การเกษตรมาปลูกพืชพลังงานทดแทน ด้วยเหตุนี้ ในอนาคตราคาอาหารจะแพงและขาดแคลน ความมั่นคงด้านอาหารก็จะคลอนแคลนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

แล้วประเทศไทยเรานี่ละจะเป็นอย่างไรบ้าง

ที่ดินเปลี่ยนมือให้ต่างด้าวไปไม่น้อยในรูปแบบหุ้นส่วนข้ามชาติ

นอกจากจะระดมปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวแล้ว

พื้นที่ป่าภูเขาก็มีคนเข้าไปสร้างรีสอร์ท

ป่าไม้ถูกลักลอบตัด

ป้องกันให้ตายก็เอาไม่อยู่หรอกนะครับ

ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง ไม้พยุง ขึ้นราคามากเท่าใด

ป่าไม้ก็ยับเยินขึ้นมากเท่านั้น

คนไทยมีชุดความรู้เปราะบางที่เป็นอันตรายต่อตัวเองและประเทศชาติ

ไทยจะล่มจม ก็  เ พ ร า ะ พี่ ไ ท ย นี่ แ ห ล ะ ก ด หั ว กั น เ อ ง

ความรู้ สำนึก สติปัญญา แห่งชาติอยู่ในระดับ > >

ยิ่งรัก ก็ยิ่งชังขึ้นทุกที

จ๋อม จ๋อม จ๋อม

« « Prev : คิดเล็กๆน้อยๆ

Next : ศูนย์พิงพักใจ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

3 ความคิดเห็น

  • #1 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 ตุลาคม 2011 เวลา 20:54

    น่าเสียดายที่คนเราดันไปยึดชุดความรู้ที่ตัวมีอยู่ว่าเจ๋งที่สุด โดยไม่รู้ตัวเลยว่าความรู้ชุดเดียว เอาตัวไม่รอด แถมไม่รู้อีกว่าจะไปหาชุดความรู้ที่จำเป็นได้ที่ไหนครับ มองไปทางไหน เห็นแต่ตัวเองบังของดีอยู่หมด

  • #2 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 ตุลาคม 2011 เวลา 6:26

    ช่วงวิกฤติเหมาะที่จะชำระความรู้เก่าตกรุ่นให้ลอยทิ้งไป
    เรียนรู้ ทดลอง ทำสิ่งใหม่ๆ ให้ไฉไลเข้ากับสภาพการณ์
    จะดีที่ซู๊ดดด

  • #3 nuntawun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2011 เวลา 17:41

    ป่าไม้่คือคำตอบครับ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.034903049468994 sec
Sidebar: 0.087260007858276 sec