เครือข่ายลานปัญญาไทย

มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก‏?

สวัสดีครัีบทุกท่าน

สบายดีกันนะครับ วันนี้เอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ ปัญหา การแก้ปัญหา การเกิดปัญญาในทางโลกมาฝากกันนะครับ

เรื่องแรก
อเมริกาส่งนักบินไปในอวกาศเจอปัญหาปากกาเขียนไม่ติด(น้ำหมึกไม่ไหลออกมา)
นักวิทยาศาสตร์ระดมปัญญาเพื่อประดิษฐ์ปากกา
ที่สามารถเขียนในภาวะไร้แรงโน้มถ่วงได้
ต้องทุ่มเงินหลายร้อยล้านเหรียญและใช้เวลาไปหลายปี
ในที่สุดได้ปากกาที่สามารถเขียนได้ทุกพื้นผิว
แม้ใต้น้ำก้อเขียนได้
ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง
แต่นักบินอวกาศรัสเซีย ประสบปัญหาเดียวกัน
ใช้ดินสอเขียนแทนปากกา

*******************************
เรื่องที่สอง
โรงงานผลิตสบู่ในญี่ปุ่นประสบปัญหา
เมื่อส่งสินค้าไปแล้วลูกค้าบ่นเรื่องบางกล่องไม่มีสบู่ เป็นกล่องเปล่าๆ
ทางโรงงานติดตั้งเครื่อง X-Ray เพื่อตรวจสอบ
ใช้เงินลงทุนไปหลายล้านเยน กล่องไหนไม่มีสบู่ก้อตรวจจับได้
ทำให้สามารถส่งสบู่ที่ไม่มีกล่องเปล่าอีก
แต่โรงงานเล็กๆ อีกโรงประสบปัญหาเดียวกัน
ช่างคุมงานใช้พัดลมตัวใหญ่ๆ เป่าลมบนสายพาน
กล่องเปล่าก็ปลิวออกไป
******************************
คนเราเวลาประสบปัญหา ส่วนมากมักคิดแต่จะแก้ปัญหา
ทุ่มกำลังสติปัญญาและทุ่มเทเวลาเพื่อแก้ปัญหานั้น
ถ้าคุณเปลี่ยนเป็นมองที่ทางออก!
ปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายดูจะกลายเป็นเรื่องง่ายๆไปเลย
******************************

คราวนี้ ผมจะยกตัวอย่างปัญหาที่เรามี ช่วยกันคิดดูซิครับ ว่าปัญหาต่อไปนี้ เราจะมองที่ทางออกเพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันแบบสังคมแห่งปัญญาได้อย่างไรครับ

  • ปัญหารถติดในเมืองหลวง ในช่วงแดดออก รถติดปกติ และช่วงฝนตก รถติดมาก เราจะแก้ปัญหา หรือ มองที่ทางออกของปัญหานี้อย่างไรครับ?
  • ปัญหาเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า ป่าไม้บ้านเราลดลงทุกๆ วัน เพราะอัตราการทำลายมีสูงกว่าอัตราการปลูกเพิ่ม ตลอดจนอัตราการโตของต้นไม้ช้ากว่าการโค่น จะหาทางออกนี้อย่างไรดีครับ?
  • ปัญหาการคอรัปชั่นในหมู่ผู้ทำงานเพื่อส่วนรวม เราจะหาทางออกอย่างไรดีครับ ในการสร้างคนคุณภาพ ที่ละอายชั่วกลัวบาปกรรม?
  • ปัญหาการศึกษาที่ไม่รู้จะเลี้ยวซ้าย ไปขวา หรือเดินหน้าถอยหลังดี เราควรจะมีทางออก ทางเลือกในการเรียนรู้ของผู้คนไปสู่การคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหา มีปัญญาหาทางออกได้เป็น ได้อย่างไรบ้างครับ อัตราการอ่านออกเขียนได้ที่สูงกว่า และปัญหาปากท้องที่ไม่ต้องดิ้นรนมากในชุมชนของตนเอง
  • ปัญหาความขัดแย้งที่ทวีคูณ ในทุกๆ หย่อมผลประโยชน์ ที่เกิดขึ้นในสังคม?
  • ปัญหาการลุ่มหลงตัวตนในหมู่คนที่มีความรู้ ที่ไม่ติดกับแห่งโมหะ(หลง)ในตัวตน จะหาทางออกให้กับตัวเราได้อย่างไร?
  • ปัญหาอื่นๆ ลองคิดกันดูไหมครัีบ

หนึ่งปัญหา มีได้หลายทางออก ทางออกที่มีอาจจะได้ผลเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน

การแก้ไขปัญหานั้นๆ ได้ใช่ว่าจะสำเร็จตลอดไปชั่วกาลนาน เพราะในขณะที่เรากำลังฉลองความสำเร็จนั้น ปัญหาใหม่ก็กำลังจะเิติบโตขึ้นใหม่อีกเช่นกัน บางคำตอบจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามปัญหาควบคู่กันไป เราจึงต้องมีสติในการมองปัญหา เพราะสรรพสิ่งนั้นล้วนเปลี่ยนแปลง ปัญหาเปลี่ยน คนเปลี่ยน สภาพแวดล้อมเปลี่ยน เงื่อนไขเปลี่ยน ปัญหาก็เปลี่ยนอีก คำตอบอาจจะคงที่หรือเปลี่ยน แล้วแต่บริบท

กราบขอบพระคุณมากครับ

ลานปัญญา (เม้ง)

ปล. เรื่องเล่าทั้งสองเรื่อง เป็นเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมา อาจจะพบได้ในเมล์ เว็บต่างๆ หรือทีวีช่องต่างๆ ครัีบ

3 Responses to “มองที่ปัญหา หรือ มองที่ทางออก‏?”

  1. ปัญหาการศึกษา…เป็นปัญหาที่ ทุกครอบครัวกำลังหาทางออกกันเอง …มีแนวคิดมากมาย …ทุกแนวคิดมีส่วนถูกหมด….
    เช่น คนหนึ่งมองว่า การส่งลูกไปโรงเรียนอินเตอร์ ทำให้เสียความเป็นคนไทย ขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่
    อีกคนบอกว่า ภาษาไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ระบบเรื่องใหญ่ ส่วนใหญ่ เด็กเรียนท่องจำเพื่อสอบ ไม่ใช่เพื่อความรู้อย่างแท้จริง…..อยากให้เด้กเข้าร.ร.ที่สอนให้เด็กคิดเป็น มากที่สุด แม้จะเป็นร.ร.นานาชาติก็ไม่เป็นไร
    สรุปเรื่องการศึกษาเรื่องใหญ่มากค่ะ เพราะไม่ใช่ สอนแค่วิชา แต่ต้องสอน คุณธรรมด้วย
    แต่การจะได้ คนที่คุณภาพ ต้องเริ่มแต่เล็กๆเลย จะดีที่สุด…

  2. สวัสดีครัีบพี่ศศินันท์

    สบายดีนะครัีบ เห็นด้วยกับสิ่งที่พี่กล่าวมานะครับ การศึกษานั้นคงต้องออกแบบกันเอง และการสนับสนุนจากภาพรวมของประเทศด้วยเช่นกันหรือเปล่าครัีบ แต่การเรียนรู้ถือเป็นอิสระของแต่ละท่านที่รักและอยากจะเรียนอะไรตามที่ใจคิดเป็นอิสระ ในใจผมยังคิดการศึกษาว่าควรจะเป็นเรื่องของการให้จากรัฐและประชาชนที่สนับสนุนการศึกษาเพื่อคุณค่าของความเป็นคนในชีวิตนี้ครับ

    ผมลองเปรียบเทียบเล่นๆ ว่าเส้นทางธุรกิจการศึกษา กับการอิสระแบบให้ฟรี โดยคิดปล่อยไปทั้งสองระบบ แล้วไปมองที่ปลายของระบบว่าท้ายที่สุดผลจะเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าหากให้ฟรี คนไม่เห็นค่า จะต้องจ่ายเงิน บางคนจะจ่ายเงินแต่อยากเรียนก็ไม่มีโอกาสเรียน  จริงๆ หากเปิดให้เรียนฟรีและใครคิดว่าเรียนฟรีแล้วเรียนได้ไม่ีดีเท่ากับจ่ายเงิน ก็ให้พ่อแม่จ่ายเงินให้กับโรงเรียนตามศรัทธาเสียเลยครับ แล้วพ่อแม่บอกลูกว่า ลูกเรียนให้คุ้มนะพ่อแม่บริจาคเงินสนับสนุนโรงเรียนไปเยอะเลย อิๆๆๆ เปลี่ยนแนวทางเสียเลยครับ  ลูกๆ คนเกิดถามว่า ทำไมพ่อแม่ต้องจ่ายด้วยล่ะ ในเมื่อโรงเรียนให้เรียนฟรี รัฐบาลเค้าเปิดโอกาสใ้ห้เรียนฟรี และไม่ต้องกู้ยืมทุนจากรัฐบาลด้วยในการศึกษาระดับพื้นฐาน 12 ปี หรือ 15 ปี

    หากเด็กจากสองระบบจบมา คนหนึ่งกู้ยืมเรียน ต้องหาเงินชดใช้เพราะกู้ยืม ในเวลากี่ปีก็ว่าไปครัีบ  กับอีกคนจบเช่นกันแล้วเลือกทำงานได้อย่างอิสระเช่นกัน ลึกๆ ของเด็กอาจจะมีสำนึกติดตัวว่า อืมประเทศนี้น่าภูมิใจจริงๆ ประชาชนส่งเสริมให้เราเรียนจนจบ คนทำงานคนอื่นเค้าส่งเราเรียน เราก็ต้องทำงานส่งคนอื่นเรียนจ่ายไปในแบบภาษีเช่นกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้ น่าจะมีเด็กหลงมาคิดได้บ้าง อาจจะมีคนหลงทางและผันตัวเองขึ้นดอย เป็นครูอาสากันบ้างครับ แทนจะไหลจากป่าสู่เมื่อไปแก่งแย่งกันครัีบ

    เป็นภาวะของ คนป่าเข้าเมือง คนเมืองเข้าป่า เข้าไปหาส่วนที่ขาดที่เกิน หรือต้องการ จนเต็มอิ่ม อาจจะผันตัวเองกลับบ้านเกิดไปพัฒนาคนในบ้านเกิด

    ใครจะออกแบบการศึกษาให้กับชุมชน ในชุมชนอาจจะต้องคิดเองว่าต้องมีคนเรียนหมอ เรียนสาธารณสุข เรียนวิศวะ เรียนครู เรียนเกษตร เรียนการตลาด และอื่นๆ ในชุมชน ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็กลับมาบ้านตัวเอง ปัญหาการแก่งแย่งในเมืองอาจจะลดลง ปัญหาคนวิ่งเข้ากรุงอาจจะน้อยลง เมืองหลวงอาจจะมีพื้นที่ต่อคนเฉลี่ยมากขึ้น เก็บเมืองกรุงไว้เป็นแหล่งวัฒนธรรม และการศึกษาในบางส่วนที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่การสร้างงานในชนบทกระจายกันทั่วถึงกันครับ

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมฝัน เพียงฝันแค่นั้นครัีบ ……………………….

    การสอน หรือการร่วมเรียนรู้ เราต้องทำให้เห็น ให้เด็กเห็นว่า คุณธรรมนั้นมีค่าต่อสังคมไทยจริงๆ แล้วการเรียนในห้องเรียน ในโรงเรียนนั้น นำไปใช้ในภายนอกได้จริงๆ เด็กจะคิดและใ้ห้ความสำคัญกับการศึกษาครัีบ ไม่เช่นกัน เราก็ได้แค่สวดมนต์และร้องเพลงชาติได้ แต่ไม่เ้ข้าใจความหมายว่าแท้จริงๆ แล้วนั้น ที่เราท่องๆ ร้องๆ กัน มันคืออะไร

    ขอบคุณพี่มากๆ นะครัีบผม   คนคุณภาพเริ่มที่ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ต้นแบบ สภาพแวดล้อมจริงๆ ครัีบ และน่าจะดีที่สุดอย่างที่พี่ว่าครับ

    นับถือครัีบ
    เม้ง

  3. สวัสดีคะคุณเม้ง
    พี่พึ่งเข้ามาเป็นครูได้ไม่นาน
    ที่มาเป็นครู คือฝันที่อยากทำในช่วงเวลาที่มีอยู่
    แม้จะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในเชิงการสอน วิชาการที่เข้มข้นนัก
    แต่ช่วงระยะเวลาที่ทำหน้าที่ของคนเป็นครูเกือบ ๓ ปี
    ทำให้เห็นสภาพ เมล็ดพันธุ์ ต้นแบบ สภาพแวดล้อม ทั้งหมดนี้หาความสมบูรณ์ถ้วนทุกอย่างยากพอดู
    ความรู้สึกของแม่ที่สอนลูก อยากให้ลูกอยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุข
    ในเรื่องของคุณธรรม ศีลธรรมทีแต่ละคนต้องมี ควรมี
    รู้ให้เท่าทันชีวิต ..
    … ทำได้มากน้อยแค่ไหน ก็ทำอย่างสุดหัวใจ
    เป็นความสุขของพี่ ที่ได้ทำหน้าที่นี่

Leave a Reply

*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word