ม๊อบดอกกุหลาบ

โดย sutthinun เมื่อ 19 กันยายน 2008 เวลา 9:00 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ #
อ่าน: 2416

พ่อแม่พี่น้องครับ

เมื่อคราวที่แล้วผมไปประชุมสภาการศึกษาที่กองบัญชาการทำเนียบรัฐบาล ตอนนี้ทำเนียบฯถูกพันธมิตรประชาธิปไตยยึดครองไว้ รัฐบาลต้องหาที่ประชุมใหม่ ได้ข่าวว่าจะปรับปรุงดอนเมืองเป็นที่ทำการชั่วคราว ซึ่งก็ดีนะครับ รัฐมนตรี หรือสส.ที่อยู่ต่างจังหวัด นั่งเครื่องบินมาลงแล้วเดินเข้าห้องประชุมเลย

คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มีสำนักงานอยู่ที่ถนนสุโขทัย เยื้องกับสวนรื่นฤดี ยังไม่มีใครมายึด ปกติเราก็ประชุมกันที่นี่ ถามว่าทำไมไปประชุมทำเนียบละ อ๋อ..เป็นครั้งเป็นคราวนะขอรับ ฯพณฯท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา (ตอนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี)ท่านมีบัญชาให้เราประชุมที่ไหนเราก็ต้องไป ไม่มีปัญหา ..

 

เมื่อวานนี้ ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ มีวาระสำคัญที่ต้องพิจารณาคือเรื่อง การจัดตั้งเขตพื้นที่การมัธยมศึกษาจังหวัด เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้มีมาตรฐาน มีปรากฎการณ์หลายเรื่อง ว่าที่นายกฯรอรับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาทำหน้าที่ประธาน

..ผมไปถึงสถานที่ประชุม มองไปต๊กกะใจ

ทำไมใครๆใส่เสื้อสีชมพูเดินเต็มไปหมด

ถ้าไม่เห็นดอกกุหลาบในมือเธอ คงนึกว่าม๊อบบุก!

..ทราบว่าเป็นคณะก่อการดีของชาวมัธยมศึกษาที่ชวนกันรอฟังข่าวจากทั่วประเทศ

ผมเดินตัวลีบ หลบหลีกม๊อบดอกกุหลาบ

แต่ก็เจอผู้บริหารสถานศึกษาที่มาจากบ้านตัวเองจนได้

อ้าว!. มายังไงกันนี่ ..

ทักทายกันไม่มากนัก จวนจะถึงเวลาประชุมแล้ว จึงอำลาเข้าห้องสิปนนท์ เกตุทัด

ก่อนจะเข้าห้อง ยังมีมือมาสะกิดมอบ..ดอกไม้

 

ความเป็นมา: สพฐ.เสนอจัดตั้งสำนักเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจังหวัดละ1เขต จำนวน76เขต สภาการศึกษา ประชุมครั้งที่2/2551เห็นชอบให้มีการแก้ปัญหาการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพการมัธยมศึกษา โดยเห็นควรแยกการบริหารจัดการประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีหลักประกันความสำเร็จ มีการแก้ไขปัญหาเป็นองค์รวม เป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน ระยะสั้น ระยะยาว ผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ เช่น

หลักและแนวคิดการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน

มาตรการระยะยาว

  • การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อพวงชน
  • แก้ไขปัญหาการศึกษา ซอยแยกเป็นแท่ง แบ่งเป็นท่อน
  • หลักกระจายอำนวจให้สถานศึกษา
  • ส่วนกลางและเขตพื้นที่มีบทบาทสนับสนุนสถานศึกษา

       ทางเลือกที่1

  • การจะจัดตั้งเขตพื้นที่มัธยมศึกษาได้ ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย
  • ให้มีมาตรการระยะยาว และมาตรการระยะสั้น
  • วิจัยประเมินผลการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  • วิเคราะห์ผลกระทบ
  • รับฟังความคิดเห็น
  • แนวทางปรับแก้กฎหมาย
  • ให้มีการวิจัยประเมินทบทวนการปฏิรูปการศึกษาภาพรวม

      ทางเลือกที่2

มาตรการระยะสั้น

ให้มีการดำเนินการด้านกฎหมายจัดตั้งเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา โดยให้มีจำนวนเขตตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด พูดถึงการบริหารงานบุคคล เช่น ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีย้ายผู้บริหาร และการย้ายข้าราชการครูสายงานผู้สอน รวมทั้งการสรรหาผู้บริหาร พิจารณาคุณสมบัติของผู้ที่เข้ารับการคัดเลือก การบริหารด้านวิชาการ ควรพัฒนากลไกการนิเทศการจัดการศึกษาครอบคลุมทุกช่วงชั้น การบริหารงบประมาณ กำหนดเกณฑ์และจัดสรรงบประมาณแยกประถม มัธยม ให้มีส่วราชการภายใน สพฐ.บริหารมัธยมศึกษาและประถมศึกษาแยกกัน รวมทั้งทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนามัธยมศึกษา เร่งดำเนินการให้สถานศึกษามีความพร้อมเป็นนิติบุคคลแบบองค์การมหาชน รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในช่วงนี้มีมากมาย ขอให้ติดตามได้ที่เว๊ปไซด์ของกระทรวงศึกษาหรือของสภาการศึกษานะขอรับ

ผมขอสรุปแบบย่นย่อว่า ..รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสภาการศึกษาแห่งชาติ เห็นควรตั้งคณะอนุกรรมการพิจาณาเรื่องการแบ่งแยกมัธยม-ประถม ให้พิจารณาข้อเสนอเพื่อดำเนินการเบื้องต้นภายใน3 เดือน ส่วนมาตรการระยะยาวควรดำเนินงานควบคู่กันไป ไม่แน่นะครับ เราอาจจะมีการปฏิรูปการศึกษายกใหญ่อีกครั้งหนึ่งก็ได้ สืบเนื่แงจากการจัดเสวนาใหญ่วันครบรอบ9ปีการปฏิรูปการศึกษา จะเห็นว่าบางเรื่องเราก็เดินมาถูกทิศถูกทาง แต่บางเรื่องก็ปีนเกลียวกัน อย่างเรื่องประถม-มัธยม มีผู้อภิปรายว่า ..แทนที่จะกลมเกลียวอยู่กันแบบกลมกลืน ก็ฝืนอยู่กันแบบน้ำกับน้ำมัน สไตล์ต่างคนต่างใจ มีเสียงหยอกเอินออกมา.. 

ผู้บริหารประถมชอบกินลาบกินก้อย

ผู้บริหารมัธยมชอบตีกอล์ฟ

ที่จริงเรื่องแซวกันพวกนี้ไม่น่ามีปัญหา กินก้อยมีแฮงแล้วไปตีกอล์ฟก็ได้ แต่เท่าที่ผู้บริหารมัธยมเข้ามาคุยเรื่องต่างๆให้ฟังก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางมาประชุม มันมีปัญหาซับซ้อนมากกว่านั้น เล่าให้ฟังว่ามัธยมอยู่เหมือนลูกเมียน้อย จำนวนมือมัธยมน้อยกว่า ยกมือลงประชามติเรื่องอะไรก็แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง การบริหารการศึกษาแบบจับให้นอนร่วมมุ้งมันจั๊กกะจี้และฝืนความรู้สึก เกิดปัญหาทางกายและทางใจนี่ลำบากจริงๆนะขอรับ เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทุกฝ่าย เรื่องการปฏิรูปการศึกษายังจะมีการบ้านให้ประชาคมไทยทำกันต่อไปอีกยาวนาน ถ้ามาดูการการรายงานสมรรถะการศึกษาไทยในเวทีสากล พ.ศ.2550 

ความเห็นของผู้เขียน

  1. เรื่องนี้ไม่มีอะไรใหม่ เป็นการถอยมาอยู่ตำแหน่งเดิมก่อนมีการปฎิรูปการศึกษา ชาวมัธยมไม่ได้ไม่เสียอะไร กลับบ้านเก่า อาจจะดีกว่าเดิม ตรงที่เสนอแนะเรื่องที่เห็นว่าจะช่วยให้ระบบจัดการศึกษาของมัธยมดีขึ้นอย่างไรบ้าง
  2. รัฐบาล สภาการศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรพัฒนาวิธีการทำงานให้เร็วขึ้น สอดล้องกับสถานการณ์ ขืนโอ้เอ้วิหารราย นอกจากถั่วไม่สุก งาจะไหม้คากะทะ
  3. เรื่องการศึกษาเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน เป็นงานยากยิ่งยวด เลิกโทษกัน เพราะคนไทยทมีส่วนทำให้การศึกษาพิกลพิการทั้งนั้น ผมเองก็คนหนึ่ง เป็นตัวดีเลยเชียวแหละ
  4. ทุกคนเป็นจำเลย ลอยแพอนาคตลูกลาน ลอยแพการศึกษา ควรจะหันหน้ามาร่วมใจกันสร้างแพยนต์ขนานใหญ่ เพื่อบรรทุกกลไกการศึกษาให้วิ่งฉิว

สมรรถนะของประเทศไทยในเวทีสากล

พิจารณาจัดอันดับสมรรถนะการแข่งขันIMD พิจารณาด้วยดัชนีจาก4องค์ประกอบหลักคือ

  1. ความสามารถด้านเศรษฐกิจ
  2. ประสิทธิภาพภาครัฐ
  3. ประสิทธิภาพภาคธุรกิจ
  4. โครงสร้างพื้นฐาน

โดยผลประเมินสมรรถนะของไทยในภาพรวม พ.ศ.2550 ไทยอยู่ในอันดับ 33 จากทั้งหมด 55 ประเทศ ซึ่งสมรรถนะที่เหนือกว่าเพียง2ประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก คือ ฟิลิปปินส์(54) และอินโดนีเนีย (45) เท่านั้น มาดูรายงานที่ว่านี้หน่อยดีไหมครับ

ผลการประเมินภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รอบแรก)

ผลการประเมินที่พิจารณามาตรฐาน3ด้าน คือ ด้านผู้เรียน ครู และผู้บริหาร พบว่า

  1. โรงเรียนทีได้มาตรฐานระดับดีคือค่าเฉลี่ยของผลการประเมินทั้ง14 มาตรฐาน มากว่า2.50 และไม่มีมาตรฐานใดอยู่ในระดับปรับปรุง รวมจำนวน12.167 หรือคิดเป็นร้อยละ 34.61
  2. โรงที่ไม่ได้มาตรฐาน สมศ.จำนวน 22,992 โรงเรียน หรือร้อยละ 65.39
  3. โรงเรียนที่อยู่ในระดับปรับปรุง คือ ค่าเฉลี่ยของผลประเมินทั้ง14 มาตรฐาน ต่ำกว่า 1.75 จำนวน668โรงเรียน หรือร้อยละ 1.90

    จากผลประมินข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า คุณภาพของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศยังไม่ดีนัก โดยมีสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานไม่ถึงร้อยละ50

ระดับอุดมศึกษา

ผลการประเมินในรอบแรก พบว่า ในภาพรวมผลการประเมินคุณภาพสถาบันอุดมศึกษา 260 แห่ง มีสถาบันที่ได้รับการรับรอง124แห่ง หรือร้อยละ47.69 มีทั้งที่สอบผ่าน100% ผ่านแบบมีเงื่อนไข และที่ไม่ได้รับการรับรอง

ในส่วนของวิทยาลัยชุมชน 10 แห่ง ได้รับการรับรอง1แห่ง

ได้รับการรับรองแบบมีเงื่อนไข 7 แห่ง

ไม่ได้การรับรอง2แห่ง

 

ในฐานะผู้ประมินรอบแรกและรอบสอง

ผมเห็นการพัฒนาการดีขึ้นมาก จึงสบายใจและมีความสุขกว่าทุกครั้ง

เห็นกิจกรรมกิจการที่น่ายินดี ชื่นชม และให้กำลังใจไปแล้วด้วย

พิจารณาให้ผ่านด้วยความเต็มใจ

แต่..ยังมีจดหมายน้อยจากวิทยาลัยที่ไปประเมิน ส่งมาให้พิจารณาใหม่ว่า

ข้อนั้นข้อนี้ เขาควรจะได้คะแนนเต็ม

อ่านๆไปข้อนั้นก็เด่น ข้อนี้ก็เด่นที่สุด ข้อต่อไปเด่นอย่างยิ่งยวดที่สุด

บางข้อให้เหตุผลว่า ได้เชิญท่านองคมนตรีมาเป็นวิทยากรให้กับประชาชนในจังหวัดทั้ง8โครงการ ถือเป็นโครงการเด่นของวิทยาลัยที่วิทยาลัยแห่งอื่นยอมรับ โธ่..ผู้ประเมินไม่มีเหตุผลที่จะขี้ตืดคะแนน พยายามเจาะหา เพ่งมองมองหาจุดดีจุนเด่น(ซึ่งหายาก) เลขานุการกลุ่มเขี่ยหาจนกระจุย พยายามช่วยจนสุดกำลังแล้ว ไม่ใช่ไม่เคารพความเห็นของพื้นที่ เข้าใจว่างานยากและยุ่ง ถ้าเราไม่เอาความจริงเป็นตัวตั้ง มาตรฐานจะมาจากไหน ผลของการประเมินจะเป็นอย่างไร เราจะเอาผลลัพธ์ไปทำอะไรได้ เราจะประเมินไปทำไม ถ้ามีแต่เรื่องเสมือนจริง

ปัญหาเรื่องการประเมินคูณภาพและมาตรฐานการศึกษาของ สมศ.ก็ควรผ่าตัด

เพราะเราผ่านระยะอี๋อ๋อมาพอสมควรแล้วนะขอรับ

ต้องการได้คะแนนเต็มไม่ยากหรอก

ยินดีรับพิจาณาเสมอ

ขอให้ยืนยันมาอีกครั้งหนึ่ง

เตรียมตะกร้าใส่คะแนนไว้เลย..

อิ อิ อิ

 

« « Prev : ยาสามัญประจำคอ

Next : ตะลุยบางกอก » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

2 ความคิดเห็น

  • #1 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 กันยายน 2008 เวลา 11:37

    มาตรฐานการศึกษา ขื้นกับบุคคากรการศึกษาความเอาจริงเอาจัง
    ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวในการสร้างทางเลือก
    การปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพ
    แรงกระตุ้นจูงใจ
    ปราศจากการครอบงำทางการเมือง
    ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
    ประเทศไทย ล้าหลังเหลือเกิน ในการนำพาสู่ ความเป็นเลิศทางการศึกษา ความรู้ความเข้าใจ จนถึงปลายสุดแห่งความรู้คู่ปัญญา   ความเข้าใจ รู้สึก ความคิด และการซึมซับต่อสังคม
    ล้วนเป็นเรื่องราวของท่านผู้มีหนทางและอำนาจที่จะไปผลักดัน ให้ทิศทางของประเทศเข้าสู่อนาคตที่ต้องการ
    หวังอย่างยิ่งว่าพวกเราจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ถึงแม้ว่าในภพนี้ พวกเราบางคนจะไม่ได้เห็นก็ตาม แต่ก็ภายในชีวิตลูกหลานจะประสบผลสำเร็จ
    ขอบคุณ ครูบาฯ และหลายๆคนที่เอาจริงเอาจังครับ……………… เหลียง

  • #2 suwanna ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 กันยายน 2008 เวลา 12:11

    การศึกษาของบ้านเราไม่ทัดเทียมกันเสียมากกว่า สงสารเด็กตามรอยตะเข็บต้องเรียน กับ ตชด. นะคะ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.13829588890076 sec
Sidebar: 0.071053981781006 sec