กะเหรี่ยงตะเพินคี่

13 ความคิดเห็น โดย น้องจิ เมื่อ 12 กรกฏาคม 2009 เวลา 13:10 ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 684

…….. น้องจิไปลงพื้นที่ศึกษาวัฒนธรรมกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านตะเพินคี่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี..(จังหวัดคุ้นๆชะมัด อิอิ)….อันที่จริงแล้วการลงพื้นที่คราวนี้ไม่ได้อยู่ในวิชาเรียนของน้องจิเจ้าค่ะ แต่มันอยู่ในวิชาเรียนของรุ่นพี่ปี 3 ทีนี้น้องจิกับเพื่อนอีกคนหนึ่งเลยขอติดไปด้วย เพราะอยากไปดูวิถีชีวิตกะเหรี่ยงแล้วก็อยากไปสัมผัสบรรยากาศที่ได้ขึ้นชื่อว่า สวิซเซอร์แลนด์เมืองไทย…….รุ่นพี่ปี 3 จะเดินทางในวันที่ 6 กรกฏาคม…แต่อาจารย์ น้องจิกับเพื่อนและมีรุ่นพี่อีกสองคน ชื่อ พี่อ๊อฟ กับ พี่หล้า  จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเพื่อเตรียมดูพื้นที่และถือโอกาสสำรวจหมู่บ้านไปก่อนด้วย อาจารย์  พี่อ๊อฟ  พี่หล้า เจ้าเอ็ม น้องจิ ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 3 กรกฏาคม…

……พอไปถึงขนส่งด่านช้าง….ก็มีเพื่อนของอาจารย์ชื่อว่า ครูใหญ่…ขับรถมารับ…ระยะทางจากขนส่งด่านช้างไปหมู่บ้านตะเพินคี่ประมาณ 50 กิโลเมตรเจ้าค่ะ…น้องจิกับเพื่อนแล้วก็พี่ๆนั่งข้างหลังไป…เพราะอยากรับลมและก็ถ่ายรูป…ส่วนหน้ารถเอาไว้เก็บของ 5555++…..อาจารย์บอกว่า ที่หมู่บ้านนั้นไม่มีไฟฟ้า น้ำปะปา ….น้องจิกับเพื่อนจึงเตรียมเทียนไปเต็มที่….พอรถวิ่งขับไปสิ้นสุดที่ถนนลาดยาง…ทีนี้ก็เป็นถนนดินธรรมดาแล้วเจ้าค่ะ…เป็นอะไรที่สนุกและผจญภัยมากๆ….เส้นทางคดเคี้ยว ต้องขึ้นไปบนเขาข้ามเขาประมาณ 3-4 ลูกเจ้าค่ะ….ลุยจริงๆ

เส้นทางที่ผจญภัย

……พอไปถึงหมู่บ้านตะเพินคี่แล้ว พวกเราก็กางเต้นท์ จุดไฟ ต้มน้ำ…แล้วก็เข้านอน…สิ่งที่ไม่คาดหวังว่าจะได้เจอในเมืองสุพรรณก็คือ..ทะเลหมอกในตอนเช้าตรู่เจ้าค่ะ….อากาศที่หมู่บ้านแทบจะไม่มีแสงแดดเลย อุณหภูมิประมาณ 19 องศา…แอบไปดูเทอร์โมมิเตอร์ของเจ้าหน้าที่มา อิอิ…หนาวมากๆ….แต่ก็คุ้มค่าเมื่อตื่นมายามเช้าแล้วเจอภาคบรรยากาศที่ขึ้นชื่อว่า ” สวิซเซอร์แลนด์เมืองไทย”  ใครน้อเป็นคนตั้งฉายานี้ให้กับหมู่บ้านตะเพินคี่ แจ๋วจริงๆ…อยากให้ทุกท่านมาสัมผัสด้วยตัวเองจังเลยค่ะ

ดอกหญ้าออกมาเต้นระบำกันอย่างเริงร่าในยามเช้า………….อิอิ

ทะเลหมอกยามเช้า……ที่สุพรรณมีด้วยหรือเนี่ย อิอิ

…….วันแรกของการผจญภัยคือ..อาจารย์กับครูใหญ่พาพี่อ๊อฟ พี่หล้า น้องจิ เจ้าเอ็ม ไปพบลุงผู้ใหญ่บ้าน ลุงผู้ใหญ่ชื่อ จะเอ็ง..ซึ่งแปลว่า เทวดา ….เราไปหาลุงที่บ้านแต่ภรรยาลุงบอกว่า ลุงไปตัดหญ้าในไร่…พวกเราก็เลยเดินไปหาลุงในไร่…ซึ่งตลอดทางที่เราได้เดินไปหาลุงนั้น อาจารย์ก็ได้อธิบายพืชพรรณต่างๆที่น้องจิไม่เคยเห็น… ซึ่งทำให้เห็นวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันในสังคมของชุมชนกะเหรี่ยงเป็นอย่างดีและน่าอยู่มากๆค่ะ….น้องจิจะยังไม่เล่าเรื่องราวต่างๆที่ไปมานะคะ..แต่จะบอกว่าไปแล้วได้อะไรมาบ้างก่อน…เรื่องเล่าสนุกๆมีมากมายแต่เอาไว้ทีหลัง อิอิ

ด้านการเกษตรและการทำมาหากิน

…….สวนของลุงผู้ใหญ่มีผลไม้หลายชนิด…เช่น  เงาะ ส้มโอ ลูกจาก ส่วนผักก็มีมากมาย เช่น เฉอเก้ซา(พริก) โละเก้ซา(ฟักทอง)  ถี่คว้าซา(แตงกวา) ถี่มึงซา (แตงไทย)  หย่องคว้าทองหมุ่งซา (มะเขือพวง)  และที่น้องจิเห็นอีกส่วนหนึ่งของการเกษตรกะเหรี่ยงก็คือ..การปลูกข้าวไร่…ชาวกะเหรี่ยงนั้นมีวัฒนธรรมประเพณีเกี่ยวกับข้าวไม่เหมือนกับเกษตรกรอย่างเราๆ…นั่นก็คือเขาจะมีการทำ สะเด่อ เปรียบเสมือนฉัตร เอาไว้ขอพรเจ้าพ่อเจ้าแม่ให้พืชผลออกมาดี  แต่แถวบ้านน้องจิหรือที่น้องจิเคยพบเห็นมานั้นจะมีการทำขวัญข้าว มีการลงแขกเกี่ยวข้าว…ซึ่งชุมชนกะเหรี่ยงไม่มี…ที่สำคัญพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกนั้นจะเป็นพันธุ์เหลืองเงิน(บึ๊จิว่ะ) หนวดดำ(บึ๊ซาลิน่า)…ซึ่งชาวกะเหรี่ยงนั้นจะไม่ปลูกเพื่อขายแต่จะปลูกเพื่อกินภายในบ้านเท่านั้น…..ชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่จะปลูกพืชผักเพื่อดำรงชีวิตมากกว่าการทำงานในส่วนอื่นๆ…ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือจะไม่พบเด็กที่รุ่นๆเดียวกับน้องจิเลยภายในหมู่บ้าน(เด็กหายไปไหนหมด????)….พืชที่น้องจิสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ลำไย…แทบทุกบ้านจะมีต้นลำไยปลูกไว้แถมดกอีกด้วย…ทำให้น้องจิกับเพื่อนกินลำไยกันอย่างอร่อยเหาะไปเลยเจ้าค่ะ….ซึ่งไปมีผลกับเพื่อนน้องจิที่เกิดอาการไข้ขึ้น..หน่วยพยายาลอย่างน้องจิก็ต้องคอยส่งยาสิเจ้าค่ะ อิอิ

ด้านความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยงในชุมชนตะเพินคี่

……..เท่าที่น้องจิสังเกตุดู…คนในชุมชนตะเพินคี่นั้นจะอยู่กันแบบญาติพี่น้อง….ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารมักจะพูดเป็นภาษากะเหรี่ยง ….พระอาทิตย์ส่องแสงก็ออกไปทำไร่ทำนา…พอพระอาทิตย์ตกดินก็กลับบ้าน…แต่คนกะเหรี่ยงนั้นจะรอให้สมาชิกทุกคนในบ้านครบหมดจึงจะกินข้าวพร้อมกัน(น่ารักชะมัด)…..ลักษณะของบ้านจะเป็นบ้านที่ทำง่ายๆมีบันได ซึ่งบันไดแต่ละขั้นนั้นจะมีขนาดไม่เท่ากันเจ้าค่ะ ใครที่เดินตกบันไดหรือกระโดดข้ามบันไดนั้นต้องทำการขอขมาครั้งใหญ่เลยเพราะเขาถือมากๆ….

ด้านประเพณีวัฒนธรรม

……..ประเพณีของคนกะเหรี่ยงนี้น่าสนใจเจ้าค่ะ….ตั้งแต่เกิดเลย เด็กแรกเกินนั้นจะโกนผมออกเพราะเขาเชื่อกันว่า เด็กจะโตเร็ว…ส่วนประเพณีที่เกี่ยวกับการเกษตรก็มี  ประเพณีข้าวใหม่ เป็นการบูชาแม่โพสพ จะทำกันในเดือน 3 ของทุกปี…และประเพณีที่เกี่ยวการเรียกขวัญกำลังใจก็คือ ประเพณีการผูกข้อมือ…กะเหรี่ยงชุมชนนี้เป็นกะเหรี่ยงด้ายเหลืองเจ้าค่ะ…ซึ่งประเพณีผูกข้อมือนี้จะทำกันในเดือน 5 ของทุกปีค่ะ….นอกจากนี้ยังมีประเพณีการแต่งงาน….ซึ่งน่าสนใจมากค่ะ ลุงผู้ใหญ่บอกว่า เกิดมาเป็นคนกะเหรี่ยงนี้ขาดทุนแม้กระทั่งจะไปขอลูกสาวเขาแต่งงาน…ซึ่งคนกะเหรี่ยงเวลาจะแต่งงานจะไม่ใช้สินสอดในการสู่ขอ ถ้ารักใคร่ชอบคอกันก็จะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอแล้วก็มาอยู่เลย…ถ้าลูกชายเราไปชอบลูกสาวคนไทยละก็ เราจะต้องหาสินสอดไปให้เขา…แต่ถ้าลูกชายที่เป็นคนไทยมาชอบลูกสาวกะเหรี่ยงเขาไม่ต้องให้สินสอดเรา (มีงี้ด้วยนะเนี่ย)

ด้านดนตรีและภาษา

……..ชาวกะเหรี่ยงมีภาษาที่น่าฟังมากค่ะ…น้องจิไปอยู่ที่นั่นก็พอจะพูดจะฟังได้บ้าง(นิดหน่อย)ประมาณ 2-3 คำ อิอิ….น้องจิพยายามฝึกพูดภาษากะเหรี่ยงให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็เป็นคำทักทายและคำที่ต้องใช้กันบ่อยๆ…ภาษาของเขามีตัวเขียน…ซึ่งลุงคนหนึ่งเขียนภาษาให้น้องจิและพี่ๆที่ไปทำวิจัยดูเป็นภาษาที่เขียนแล้วสับสนเหมือนกัน 55555++…แต่อาจารย์ของน้องจิ อ่านออก เขียนได้สบายมาก…เรื่องดนตรีของชุมชนนั้น ส่วนใหญ่แล้ว ชาวบ้านจะมีการรำตง..เป็นการแสดงที่หาดูได้ยากมากๆ..น้องจิก็โชคดีที่มีโอกาสได้เห็น ทั้งการเต้น ท่ารำ เครื่องดนตรีที่ใช้…ซึ่งท่ารำแต่ละท่านั้นก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปและสอดคล้องกับเนื้อเพลงที่เป็นภาษากะเหรี่ยงที่ร้องด้วย (ฟังแล้วมันได้บรรยากาศของชาวเขามากๆค่ะ)

ด้านหัตถกรรมและงานฝีมือ

……ชุมชนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่นั้น ..ผู้ชายจะออกไปทำไร่ทำนา…ส่วนผู้หญิงนั้นจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกและทอผ้า…ผ้าที่ทอนั้นจะมีลวดลายต่างๆเช่น ไช่เผลว  ไช่เด้ยอง  อะมีซา  เฌออะไก  อะสะ (ภาษาสำเนียงที่น้องจิเขียนนี้อาจจะเพี้ยนหน่อยนะคะ เพราะว่าน้องจิเป็นกะเหรี่ยงเหน่อ เอ๊ยไม่ใช่  ความจริงภาษากะเหรี่ยงไม่สามารถจะนำมาเขียนเป็นภาษาไทยได้เพราะมันมีเสียงก้องเสียงกักออกเสียงต่างจากภาษาไทยมากๆเลยค่ะ ถ้าเพี้ยนเสียงวรรณยุกต์ไปแค่นิดเดียวก็เป็นอีกความหมายหนึ่งเลย อันนี้น่ากลัวมากๆขอบอก อิอิ )สีสันสดใสมากๆเลยค่ะทั้งสีแดง สีเหลือง สีฟ้า สมกับเป็นชาวกะเหรี่ยงจริงๆ….น้องจิซื้อย่ามกะเหรี่ยงมาหนึ่งใบสีฟ้า ซึ่งไปดูเขาทอมาด้วย อิอิ…ผ้าถุงที่ชาวบ้านทอนั้นจะนำไว้ใช้เองในพิธีกรรมต่างๆ…แต่ถ้ามีนักท่องเที่ยวจะซื้อ เขาก็ยินดีขายให้…เห็นยายนั่งทอผ้าแล้วมันแสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ความอดทน มานะ ที่จะนำด้ายทีละเส้นมาเรียงและเย็บเข้าด้วยกัน…นี่แหละเจ้าค่ะงานฝีมือแท้ๆเลย

ด้านการปกครอง

……ชาวกะเหรี่ยงนี้มีการควบคุมภายในหมู่บ้านที่แตกต่างไปจากเราเจ้าค่ะ…ถ้าเป็นบ้านเรานั้น พระภิกษุจะมีหน้าที่สั่งสอนให้ประชาชนเป็นคนดี ตำรวจมีหน้าที่ตรวจตราดูแลความสงบสุข ….แต่ชาวกะเหรี่ยงนี้มีเจ้าวัด ซึ่งเป็นบุคคลภายในหมู่บ้านที่เชื่อกันว่า เจ้าพ่อเป็นผู้สั่งให้เขามาคอยสั่งสอนควบคุมดูแลความประพฤติ…ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าวัด จึงมีหน้าที่คอยตักเตือนสั่งสอนคนในหมู่บ้านให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม ห้ามนำเหล้า สิ่งเสพย์ติดเข้ามาในหมู่บ้านเด็ดขาด…..และผู้ที่จะทำหน้าที่ตัดสินความผิดเมื่อเกิดการฝ่าฝืนก็คือ ผู้ใหญ่บ้าน….ดังนั้นคนที่จะมีอำนาจในชุมชนก็มี 2 คนก็คือ  เจ้าวัดและผู้ใหญ่บ้าน

ภายในถ้ำตะเพินทองเจ้าค่ะ

ภายในถ้ำตะเพินธรรมค่ะ

 

น้ำตกตะเพินคี่น้อยค่ะ….มีสัตว์แปลกๆอยู่เต็มเลยเอาไว้น้องจิจะเอารูปมาลงให้ดูอีกนะคะ

ด้านการท่องเที่ยว

……ที่หมู่บ้านตะเพินคี่ อ.ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวสุพรรณที่มีคนขนานนามว่า สวิซเซอร์แลนด์เมืองไทยเลยเจ้าค่ะ เพราะอากาศที่นั่นเย็นสบายตลอดทั้งวัน แถมวิวทิวทัศน์สวยงามไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ที่สลับกันไปมามองแล้วเวียนหัว 55555++….(เว่อเกิน)….ข้างหมู่บ้านมีน้ำตกด้วยเจ้าค่ะ น้ำตกก็มีอยู่สองที่ด้วยกันก็คือ น้ำตกตะเพินคี่น้อยและน้ำตกตะเพินคี่ใหญ่…ระหว่างการเดินทางไปน้ำตก อาจารย์ก็ชี้ต้นไม้แปลกๆให้ดูมากมายโดยเฉพาะเห็นพันธุ์ต่างๆ เช่น เห็ดร่างแห(เยื่อไผ่)  เห็ดปะการัง (เหมือนปะการังมากๆ ถ้าเอามาปลูกไว้ที่บ้านคงจะมีคนมาขอหวยกันแน่ๆ อิอิ )  นอกจากน้ำตกแล้วยังมีถ้ำอีก 4 แห่งด้วยกันเจ้าค่ะ…คือ ถ้ำตะเพินทอง ถ้ำตะเพินเงิน ถ้ำเพชร ถ้ำตะเพินธรรม  ซึ่งน้องจิไปได้แค่ 2 ถ้ำคือ ตะเพินทอง กับ ถ้ำตะเพินธรรม อีกสองถ้ำเอาไว้โอกาสหน้านะจ๊ะ …แถมยังมีที่ให้นักไต่เขาปีนขึ้นไปบนยอดเขาเทวดา ซึ่งถือว่าใครมาถึงตะเพินคี่แล้วไม่ขึ้นเขาเทวดาถือว่ามายังไม่ถึง บนยอดเขาก็จะเขียนไว้ว่าเป็นจุดสูงสุดของสุพรรณเลยค่ะ  อิอิ….

เห็นเขาแล้วเวียนหัวเจ้าค่ะ……อิอิ

……ที่หมู่บ้านนี้มีตาน้ำผุด(ไถ่ทองผุ)….ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่ชาวบ้านใช้สอยกัน….เวลาเอามือล้วงลงไปแล้วมันเหมือนจะดูดนิดๆด้วยเจ้าค่ะ…ตาน้ำผุดของหมู่บ้านนี้มี 4 จุดด้วยกันจุดแรกคือ “ที่ไคร่เซอะ” แปลว่า ห้วยเต่าดำเป็นตาน้ำผุดที่สูบน้ำมาใช้บนเขาในอุทยาน   จุดที่สองคือ “ที่กะเพ้อ” จุดนี้เป็นจุดที่ชาวบ้านนำมาใช้สอยกัน  จุดที่สามคือ “ที่ขรุเผ่อ” จุดนี้ชาวบ้านก็นำมาใช้ในหมู่บ้านเช่นกัน จุดสุดท้ายคือ “ที่ต่าไม่” เป็นตาน้ำผุดที่นำมาใช้บริเวณที่เป็นบ้านสวนกล้วยไม้ ดังนั้น หมู่บ้านนี้ไม่มีน้ำปะปาแต่น้ำใสเย็นยิ่งกว่าปะปาบ้านเราอีกเจ้าค่ะ…ลงไปแช่มาแล้ว…อิอิ

……..นี่คือรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่น้องจิเก็บมาฝาก..หลังจากไปบุกหมู่บ้านกะเหรี่ยงมานะเจ้าค่ะ….ส่วนเรื่องราวสนุกๆนั้นยังไม่ได้เล่าเจ้าค่ะ…มีอีกมากเอาไว้เป็นคราวหน้าก็แล้วกัน ตอนนี้น้องจิขอตัวไปทำกิจกรรมหอพักก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะตกหอซะก่อน อิอิ….

………รักและคิดถึงทุกๆท่านนะคะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ…หนูจิ…กอดๆๆๆๆๆๆ

………น้องจิต้องขอบคุณอาจารย์โกวิท แก้วสุวรรณ  ….ครูใหญ่  ที่เป็นผู้มอบโอกาสดีๆให้กับน้องจิและเพื่อนๆพี่ๆ แล้วยังคอยดูแลพวกเราตลอดการเดินทางไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงเลยค่ะ…อิอิ…”รักอาจารย์ที่สู๊ดดดดดดดดดดดดดดด”


เรียนรู้งานวิจัยจนได้ฉายา”เจ้าแม่”

6 ความคิดเห็น โดย น้องจิ เมื่อ 4 มิถุนายน 2009 เวลา 19:12 ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 312

…..สวัสดีเจ้าค่ะทุกๆท่านที่คิดถึง…วันนี้น้องจิเดินทางกลับมาบ้านที่สุพรรณ หลังจากช่วยงานวิจัยอาจารย์สำเร็จไปส่วนหนึ่ง…มีเรื่องมาเล่ามากมายโดยไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนก่อน…แต่จะขอนำเสนอเรื่องที่น้องจิจดจำเป็นภาพติดตาก็แล้วกันนะคะ

                         

…..ในงานวิจัยวัฒนธรรมของชาวลาวครั่งซึ่งถือว่าเป็นชาวลาวที่อพยพย้ายถิ่นฐานมาจากเวียงจันทน์นั้น น้องจิได้ลงพื้นที่ที่ตำบลโพรงมะเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม…ซึ่งหมู่บ้านนี้มีความน่าสนใจมากมายทั้งในด้าน ศิลปหัตถกรรม  อาหาร  ประเพณีความเชื่อ และดนตรี

…..ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา น้องจิได้ไปลงพื้นที่กับอาจารย์และเพื่อนก็ได้ศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้าน…(ไปจนชาวบ้านคุ้นเคยและสนิทสนมกันดี อิอิ)…

…..ในเรื่องของประเพณีความเชื่อของหมู่บ้านนี้น่าสนใจคะ เพราะเขามีสิ่งที่เคารพบูชาก็คือ ศาลเจ้าพ่อสิงหาญฟ้าแลบ  ทุกปีต้องมีการแก้บนคุ้มปี  ซึ่งก็มีงานเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมานี้เอง ….ก็นับเป็นโอกาสดีที่น้องจิได้เข้าร่วมงานนี้ด้วย…ไปช่วยงานตั้งแต่ 1 สัปดาห์แรกก่อนงานจะเริ่ม…ทำตั้งแต่ล้างจาน เหลาตอกทำธง  ตัดต้นไม้ข้างทาง…เพื่อช่วยลุงที่ดูแลศาลอยู่..ที่น้องจิช่วยลุงเขาเพราะว่า ลุงเขาทำคนเดียวหมดทุกอย่างเลยคะ ชาวบ้านไม่ค่อยมาช่วยกันเพราะถือว่าไม่ใช่หน้าที่ นี่ก็เป็นการประเมินอะไรได้บางอย่าง…แต่ก็มีชาวบ้านบางส่วนที่ได้ตำแหน่งจากเจ้าพ่อสิงหาญให้เป็นทหารซ้ายและทหารขวา….ลุงทหารซ้ายและขวาทั้งสองคนก็ช่วยบ้างบางส่วน

……บนศาลเจ้าพ่อนั้น ลุงจันทร์ (ผู้ดูแลศาล)….บอกว่า ห้ามใครขึ้นไปบนชั้นสองเด็ดขาด….เนื่องจากน้องจิมาช่วยลุงปัดกวาดเช็ดถูศาลเป็นประจำ….ลุงจันทร์บอกว่า อนุญาตให้น้องจิขึ้นไปได้คนเดียว ทั้งๆที่ไม่ใช่คนในหมู่บ้านนะนั่น อิอิ…..มีอยู่วันหนึ่ง ก่อนวันงาน….ลุงบอกว่ามาแต่เช้านะมาถูศาล..น้องจิบอกว่า ถ้าน้องจิมาช้าก็ให้คนอื่นขึ้นไปถูก่อนก็ได้..ลุงบอกว่าไม่ได้..ให้น้องจิถูคนเดียว ก๊ากๆๆๆ…สรุป…เรามีหน้าที่เป็นผู้ถูศาลไปแล้ว

…..เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน…เป็นวันที่ชาวบ้านต้องมาแก้บนคุ้มปี…มีกิจกรรมมากมายที่น้องจิไม่เคยเห็นในวันนั้น เริ่มตั้งแต่การ แห่ไก่เพื่อมาแก้บนถวายเจ้าพ่อ….ตอนแห่ไก่นั้นมีแคน กลองครึกครื้นสนุกสนาน ชาวบ้านมาร่วมรำ ร่วมแห่ไก่มายังศาลเจ้าพ่อ….พอมาถึงศาลก็นำไก่ 14 ตัวที่หามมาทุบเพื่อนำเลือดไก่สดๆ  มาบูชาเจ้าพ่อ…

…..ผู้ที่รับอาสาทีไก่นั้นเป็นมือใหม่..เพราะไม่ค่อยมีใครกล้าตีสักเท่าไหร่…เขาจับปีกไก่ แล้วเอาไม้ตีตรงหัวไก่ พอตีแล้วไก่ก็ดิ้น ไม่มีเลือดสักหน่อย ไก่คงมึน วิ่งวนไปวนมาแล้วก็ล้มลงตาย….ไก่ 14 ตัวนั้น จะปล่อย 2 ตัวให้แก่ศาลเจ้าพ่อ…ส่วนไก่อีก 12 ตัวอย่าคิดว่าจะรอด….คนตีไก่เขาก็ตีไก่ทั้ง 12 ตัวเรียบร้อยแต่เนื่องจากมือใหม่ตีไม่เป็น ไก่จึงเลือดไม่ออก สรุปเจ้าพ่อได้เลือดไก่ไป 3 หยด…ไก่ที่ตีแล้วนั้นจะต้องนำไปต้มเพื่อมาถวายเจ้าพ่อ….

…..และแล้วก็เกิดเรื่องตื่นเต้นขึ้น…ซึ่งไก่ตัวหนึ่งที่ถูกตีมันดั้นวิ่งเข้าป่าไป มันไม่ตาย เหล่าบรรดาทหารเจ้าพ่อก็ช่วยกันหา..แต่ก็หาไม่เจอ สรุป เจ้าไก่ 2 ตัวที่ถูกปล่อย ตัวใดตัวหนึ่งก็ต้องมา(ซวย)…ไม่รอดมือของผู้ตีไก่… เมื่อชาวบ้านช่วยกันจับไก่ที่ถูกตี 12 ตัวไปต้มน้ำร้อน และถอนขนเพื่อทำไก่ต้มถวายเจ้าพ่อ…มีไก่อยู่ตัวหนึ่ง มันถูกต้มน้ำร้อนแล้วเขาก็เอาไปแช่ไว้ในน้ำเย็น…เจ้าไก่ตัวนี้ดวงแข็ง….อยู่ดีๆ ก็ดิ้น กระปือปีกไม่ยอมตาย..ขนาดโดนตีตัว  ต้มน้ำร้อน แช่น้ำเย็นแล้วนะเนี่ย เหอๆๆ (น้องจิไม่กล้ากินไก่อีกเลยค่ะ)…

…..เมื่อได้ไก่ 12 ตัวเพื่อบูชาเจ้าพ่อแล้ว เหล่าบรรดาร่างทรงก็มารวมพล..เพื่อทำการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด….เจ้าพ่อมาลงร่างของหญิงคนหนึ่ง…เมื่อลงแล้วเจ้าพ่อก็รำดาบบ้าง กินเหล้า สูบบุหรี่…(เจ้าพ่อบอกตอนรำดาบว่า พ่อไม่ชอบเพลงงึกๆงักๆ พ่อขอเพลงแคน) 5555++ เจ้าพ่อทันสมัยซะด้วยรู้จักเพลงงึกๆงักๆ

…..ขนลุกอยู่เหมือนกันเจ้าคะ เวลาเจ้าพ่อมาลงทรง ขนลุกเพราะว่า…ร่างทรงเขาสั่นน่าดูเลยค่ะ….บางคนก็โอ้กอ้ากๆ….เห็นแล้วต้องมองค้างอยู่เหมือนกัน อิอิ

…..อาจารย์ของน้องจิบอกว่า…เขาจะตั้งฉายาให้น้องจิเป็น “เจ้าแม่”  มีสัตว์ประจำตัวคือ ตะขาบ (ทำไมถึงเป็นตะขาบมันมีที่มาที่ไป เดี๋ยวน้องจิจะเล่าให้ฟังวันหลังนะคะ รับรองฮาแน่นอน..เพราะความหลอนของน้องจิเนี่ยแหละค่ะ)….อิอิ….ของที่จะนำมาเส้นก็คือ  ” บะหมี่น้ำไม่ผักไม่กะเทียมเจียว” ผลไม้ของเจ้าแม่คือ ” ลิ้นจี่และฝรั่ง”  สัตว์ที่ห้ามนำมาใกล้ศาลคือ ” แมว”  เพลงประจำตัวเจ้าแม่เวลาเจ้าแม่รำดาบคือ ” ท้องนาอินคอนเสิร์ต”   เวลาเจ้าแม่ลงจะต้องมี ” ซูกัสเป็นอาหารว่าง ส่วน น้ำเงาะกระป๋อง เป็นน้ำดื่มบริการเจ้าแม่แทนเหล้า”…แล้วเวลาร่างทรงที่จะทรงเจ้าแม่กะแหร่งนั้น อาการที่จะรับรู้ว่าเจ้าแม่จะลงแล้วก็คือ ” หาวแล้วหาวอีก” 555555++++…….อาจารย์จะจับน้องจิเป็นเจ้าแม่แล้ว ….เอิ๊กๆๆ

…..มีอยู่วันหนึ่งก่อนงาน…น้องจิง่วงมาก เพราะเพลีย…ก็เลยหาวแล้วหาวอีก ลุงจันทร์บอกว่า อาการเนี้ย เจ้าพ่อจะมาลง…น้องจิร้องไห้บอกว่า ไม่เป็นร่างทรง ….ร้องจนอาจารย์ต้องพากลับมหาวิทยาลัยเลยเจ้าค่ะ 55555++ ก็กลัวอ่ะ เขาจะจับเป็นร่างทรง ก๊ากๆๆๆๆ

……มีเรื่องมาเล่าอีกมากมายเจ้าค่ะ แต่ว่าไม่รู้จะเริ่มยังไงก่อนดี วันนี้ก็เล่าเพียงเท่านี้ก่อนนะเจ้าค่ะ…รักและคิดถึงทุกๆท่านนะคะ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ

…..รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ ด้วยความรักและห่วงใยจากเด็กสำเนียงอินเตอร์สุดๆ อิอิ……หนูจิ


ฝังตรึง…(อีกนาน อีกนาน อีกนาน)

4 ความคิดเห็น โดย น้องจิ เมื่อ 12 พฤษภาคม 2009 เวลา 9:51 ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 293

สวัสดีเจ้าค่ะทุกๆท่าน….ลานเด็กเหน่อเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง..เพราะมันนิ่งเฉยมาหลายวัน…วันนี้น้องจิต้องมาเขย่ามันสักหน่อย เดี๋ยวจะหลับเพลิน อิอิ

                       

…………..เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมาหลังจากที่น้องจิเล่นเพลงอีแซวในงานบวชของลูกชายท่านนายอำเภอนิธิภัทร และ คุณนายนวรัตน์ เสนาะดนตรี เรียบร้อยแล้ว…ก็ได้เดินทางไปที่อนุสาวรีย์…ป้าแห่งชาติมารอรับอยู่ที่เส้นทางใจ

…………..พอไปถึงบ้านป้าจุ๋มพวกเราก็ช่วยกันทำไอติม  เยลลี่  น้ำข้าวกล้อง เพื่อนำไปร่วมในงานระพีในตอนเช้า….งานนี้ป้าจุ๋มกับน้องจิแล้วก็พี่หยี ทำไปสนุกกันไปเพราะว่า ไอติมสูตรป้าจุ๋มนี่  กินยังไงก็อร่อยเหาะ…(เป็นเพราะคนกวนไอติมแน่ๆเจ้าค่ะ) 555555+++

……………พวกเราทำขนมเสร็จก็อาบน้ำนอน กว่าจะกลับจริงๆก็ประมาณ ตี 1-2 เลยแหละค่ะ…ตื่นอีกที..ตะวันยิ้มแฉ่งแล้ว ประมาณ 6 โมงได้….ป้าจุ๋มกับน้องจิก็เลยรีบไปเตรียมของที่ยังค้างอยู่อีกนิดหน่อยแล้วก็มาอาบน้ำ แต่งตัว…ขนของขึ้นรถ โอ๊ย!!! ล้อหมุนประมาณ 8 โมงกว่าๆ…พ่อครูโทรมาบอกให้ไปรับและเอาของที่รังนกกระจอกด้วย อิอิ

…………….ตอนที่นั่งอยู่ในรถ…น้องจิบอกป้าจุ๋มว่า น้องจิลืมเอาขลุ่ยลิงของอาคอนมา…สวรรค์บันดาลเจ้าค่ะ…พ่อครูส่งขลุ่ยเต่าให้น้องจิ….อิอิ งานนี้น้องจิมีทั้งขลุ่ยเต่า ขลุ่ยลิงเลยเจ้าค่ะ อิอิ พกทีเดียว 2 อัน อิอิ ขอบคุณอาคอนและพ่อครูมากๆค่ะ ที่มอบขลุ่ยลิง ขลุ่ยเต่าให้น้องจิ…เป็นเจ้าแม่ขลุ่ยไปเลย อิอิ

…………….พอไปถึงที่ SCB แล้วก็ช่วยกันขนของที่เตรียมมาไปจัดที่บูท  งานนี้น้องจิได้เจอพี่ออตเป็นครั้งแรกเจ้าค่ะ อิอิ พี่ออตน่ารักมาก แถมเก่งอีกต่างหาก….และแล้วน้องจิก็ได้รับหน้าที่ให้เขียนป้ายเฮฮาศาสตร์เพราะว่า ป้ายที่เตรียมไว้นอนเล่นอยู่ที่สวนป่า……ครูเสียงเหน่อหากระดาษ ปากกาเคมีสีดำ&สีแดง มาให้น้องจิเพื่อเขียนป้ายว่า ” กลุ่มเฮฮาศาสตร์ “  น้องจิก็นำกระดาษและปากกาเคมีไปเขียนที่โต๊ะจะได้เขียนได้สะดวกๆ  เขียนเสร็จหยิบกระดาษจะนำไปให้ครูเสียงเหน่อติด พอยกกระดาษขึ้น ป๊าดดดดดดดดด เอาแล้วซิ งานเข้าแล้วพี่น้อง….ปากกาเคมีซึมลงไปบนผ้าปูโต๊ะสีขาว  พอดูตรงป้าย เขาเขียนว่า ” VIP “  น้องจิไปจารึกคำว่า “กลุ่มเฮฮาศาสตร์ “  ไว้ที่โต๊ะ VIP เลยเจ้าค่ะ เลยเรียก ครูเสียงเหน่อไปดู….แหม!! รักน้องจิมากๆเลยเจ้าค่ะ ปัดความผิดมาทางนี้ลูกเดียวเลย

……………..พอเขียนป้ายเสร็จครูเสียงเหน่อก็ติดป้าย…น้องจิก็เขียนป้ายให้ลุงแฮนดี้ด้วย…พอเขียนเสร็จก็ไปช่วยพี่ออตดูบูท ช่วยพูดแนะนำพืชผักที่อยู่บนโต๊ะ อาทิ แตงกวา มะเขือพวง ฟักยักษ์ น้ำเต้ายักษ์ มะกรูด (แหม!!ที่พูดมานี่ รู้สึกว่า เขาคงจะไม่รู้กันสักอย่างเนาะ)…มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่สนใจกันมากเจ้าค่ะและมักจะถามว่าที่อะไร ??? ..นั่นก็คือ ” ไข่ไก่ต๊อก” เจ้าค่ะ…อิอิ…

                                            

             

………………น้องจิได้เจอกับอาฤาษีไม่มีหนวดด้วยเจ้าค่ะ…เป็นครั้งแรกที่ได้เจอ..แต่ยังไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่เพราะเจอกันครั้งแรก แต่ดูอาเป็นคนสุขุมมากๆ ดังนั้น พวกเราก็รุมกอดเป็นธรรมดา อิอิ  และงานนี้น้องจิก็ได้เจอกับ คุณป้าอมรา ผู้ใจดีด้วย อิอิ

                                     

………………ตกบ่าย พ่อครูขึ้นเวที น้องจิ อาคอน ลุงแฮนดี้ ครูปู ป้าจุ๋ม อาฤาษี พี่นา  ได้เข้าไปฟังเนื่องจากตัวน้องจิเองเป็นคนที่นั่งเฉยๆไม่ได้ จึงชอบเดินถ่ายรูป อิอิ

                                             

………………เมื่องานเลิกก็ช่วยกันเก็บข้าวเก็บของ…อาคอนก็เอาของรางวัลมาให้น้องจิกับน้องโย่แถมมีซองเขียวๆมาด้วย อิอิ…ต้องขอบคุณอาคอนมากๆเลยนะคะที่นำรางวัลมาให้ ดีใจที่สุดเลย รักอาคอนเน้อ จุ๊บๆ กอดๆๆ

………………ก่อนกลับ  ลุงแฮนดี้มอบไมโครโฟนให้น้องจิด้วยเจ้าค่ะ เป็นไมค์ที่ทำด้วยปากกา อิอิ เสียงดีกว่าซื้อจริงๆ…ขอบคุณลุงมากๆเลยเจ้าค่ะ  เดี๋ยวจะฝึกร้องเพลงไปร้องให้ลุงฟังนะคะ 55555++

………………ป้าจุ๋มมาส่งน้องจิที่อนุสาวรีย์เจ้าค่ะ….แล้วน้องจิก็เดินทางกลับศิลปากรเลยเพราะมีงานต่อ…งานนี้น้องจิก็ช่วยเต็มที่เจ้าค่ะ ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่พอจะมีประโยชน์บ้างนิดหน่อยก็ยังดี อิอิ….

……………….วันนี้น้องจิกลับมาบ้านที่สุพรรณหลังจากงานระพีก็พึ่งจะได้กลับมานี่แหละเจ้าค่ะ อิอิ เดี๋ยวจะกลับไปมหาวิทยาลัยวันพฤหัสนี้อีกเจ้าค่ะ ….รักและคิดถึงทุกๆท่านนะเจ้าคะ

                             

 

………………..รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ..เป็นกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ………..หนูจิ

 

ปล.เนื่องจากไม่มีภาพเป็นของตัวเอง จึงอาศัยการ จิ๊กภาพ เป็นวิธีเดียวที่ทำได้เจ้าค่ะ อิอิ ขอบคุณภาพสวยๆจากกล้องพ่อครูและป้าจุ๋มมากๆเจ้าค่ะ กอดๆๆ คิดถึงนะเจ้าคะ อิอิ อีกครั้ง


*~*~* วัฒนธรรม..ชุมชนลาว(ครั่ง)*~*~*

7 ความคิดเห็น โดย น้องจิ เมื่อ 30 เมษายน 2009 เวลา 17:26 ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 660

สวัสดีเจ้าค่ะทุกๆท่านที่น่ารัก…กลับมาอีกครั้งหลังจากกลับไปที่มหาวิทยาลัยมา อิอิ…ช่วงนี้อากาศที่จังหวัดนครปฐมกลางวันค่อนข้างร้อนค่ะ..อยู่ดีๆฝนก็ตก สงสัยท้องฟ้าจะโรคจิตแล้วหละค่ะ..อิอิ

………กลับไปที่มหาวิทยาลัยคราวนี้ไม่ผิดหวังกับกิจกรรมและประเพณีที่ได้พบเจอเลยค่ะ…ประเพณีงานแห่ธงสงกรานต์ ของชาวลาวครั่ง ซึ่งถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่เก่าแก่และสืบทอดกันมาชั่วอายุคน..ปีนี้เป็นปีที่ 132 แล้ว…เป็นครั้งแรกที่น้องจิได้สัมผัสกับบรรยากาศงานแห่ธงสงกรานต์เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมาค่ะ

…….หลายท่านคงจะคิดว่า…งานสงกรานต์เขายังไม่หมดอีกหรือเนี่ย…ยังค่ะ ที่ตำบลโพรงมะเดื่อเขายังเล่น ยังสาด ยังแห่ กันอยู่เลย…ชาวบ้านให้ความสำคัญและสนุกสนานกับประเพณีนี้มากๆเลยค่ะ

                       

…….น้องจิโชคดีที่ได้ไปช่วยอาจารย์ทำวิจัยจึงได้เห็นประเพณีที่สืบทอดกันมา…มีการแห่ธงโดยการใช้ไม้ไผ่ลำยาวๆ..แย่งกันไปแย่งกันมา..บางหมู่บ้านไม้ไผ่หักก็ต้องแก้ปัญหาโดยการไปหาไม้ไผ่มาใหม่….

…….เวลาแต่ละหมู่บ้านนำธงและไม้ไผ่มาถึงวัดโพรงมะเดื่อซึ่งเป็นที่จัดงานแล้ว…ก็ได้มีการมีการปักไม้ไผ่..โดยจะมีหลุมลึกๆเป็นที่นำไม้ไผ่ไปปัก  เวลาปักจะมีคนมาจับไม้ไผ่ลำยาวๆ และนำธงของหมู่บ้านตัวเองไปไว้ที่ยอดไผ่…คนที่มาจับไม้ไผ่เวลาไม้ถูกปักนั้นเชื่อกันว่าจะมีโชคมีลาภ เขาจะเอาปะทัดไปผูกติดไว้แล้วก็จุดเวลาปักเสาไผ่…อันตัวน้องจิเองก็อยากจะไปร่วมกิจกรรมนี้บ้าง…เวลาไม้ไผ่จะปักหลุมก็ไปเกาะลำไผ่ด้วยแต่พอจุดปะทัดแค่นั้นแหละ วิ่งออกแทบไม่ทัน 55555++แถมมีการประกวดนางสงกรานต์ของแต่ละหมู่บ้าน สวยๆทั้งนั้นเลย..

…….น้องจิบอกอาจารย์ว่า..” เดี๋ยวน้องจิจะไปประกวดนางสงกรานต์ ” อาจารย์บอกว่า ” ประกวดไม่ได้หรอก เขาไม่มีประกวดนางสงกรานต์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เขาใช้หน้าตาประกวด” 5555555++ โอ๊ย!! อาจารย์เล่นแรง ก๊ากๆๆๆ

                    

…….นอกจากประเพณีแห่ธงสงกรานต์แล้ว ชุมชนลาวครั่งที่ตำบลโพรงมะเดื่อ ยังมีอาหารที่เป็นอาหารประจำท้องถิ่นด้วยนะคะ น้องจิไปชิมมาแล้ว..นั่นก็คือ แกงผำ….อร่อยเหาะเจ้าค่ะ…ตอนแรกน้องจิไม่กล้ากินเพราะว่า มันสีเขียวเหมือนผัก..แต่เนื่องจากอยากชิม..ลองชิมเข้าไปอร่อยทีนี้ชิมไม่หยุด 5555++สรุปน้องจิกินผักเพิ่มอีก 1 ชนิดนั่นก็คือ ผำ อิอิ วัฒนธรรมของชาวลาวครั่งมีอีกมากมายแล้วน้องจิจะเล่าให้ฟังนะเจ้าคะ

                      

           นี่คือพี่ฝน และ น้องพัช..เป็นสาวลาวทั้งคู่..ผู้ที่พาน้องจิลุยในชุมชนลาวครั่งเจ้าค่ะ อิอิ..ไปเจอขนุนบ้านหนึ่ง..ดกมาก..ไม่รู้เลี้ยงด้วยอะไร เดี๋ยวให้สุกจะไปขโมยมาสักลูกสองลูก 5555++

…….วันนี้เดินทางกลับมาบ้านที่สุพรรณ…อากาศร้อนตับจะแตกเจ้าค่ะ….ฝนก็ไม่ตก..พระอาทิตย์ก็ไม่ยิ้มเลย..มีแต่พระจันทร์ยิ้ม อิอิ….กลับมาบ้านคราวนี้ก็มีโปรแกรมที่น่าสนใจอีกแว้ววววว 

…….วันที่ 1 พฤษภาคม  เป็นวันเกิดคนสำคัญของน้องจิคนหนึ่ง…อิอิ…ขอให้เจ้าของวันเกิดมีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนา มีสุขภาพที่แข็งแรง น้องจิจะคอยเป็นกำลังใจให้ตลอดไปเจ้าค่ะ ด้วยรักและห่วงใย อิอิ

…….วันที่ 2 พฤษภาคม  น้องจิจะไปช่วยครูพิสูจน์แสดงเพลงอีแซว ที่วัดสองพี่น้อง เป็นงานบวชของลูกชายนายอำเภอนิธิภัทร  คุณนายนวรัตน์ เสนาะดนตรี  ….อิอิ ได้ใส่ชุดอีแซวอีกแล้ว ดีใจจังเลย อิอิ

…….วันที่ 3 พฤษภาคม  น้องจิไปงานระพี ที่กรุงเทพฯ งานนี้ถ้าท่านใดไปร่วมงานระพี เดี๋ยวน้องจิจะเตรียมกอดอุ่นๆไปให้นะคะ อิอิ

…….รักและคิดถึงทุกๆท่านเจ้าค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ….หนูจิ

                   

  ส่วนรูปนี้…สวยคู่กับพี่สาวหน่อย….คิดถึงพี่นาจังเลยค่ะ..สบายดีหรือเปล่าคะ….ว่างๆมาเที่ยวสุพรรณบ้างเน้อ..รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ…อิอิ


เฮ 8 (เพื่อน มิตรภาพ)

4 ความคิดเห็น โดย น้องจิ เมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 22:25 ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 296

…….เพื่อนเอย  เคยกอดคอกันมา  เคยสุขใจและมีน้ำตามาด้วยกัน  เนิ่นนาน กลายเป็นความผูกพัน มีเรื่องราวให้เรียนรู้ตลอดมา……

…….มิตรภาพที่น้องจิได้คราวนี้จะขอเอ่ยถึงเพื่อนคนหนึ่ง…ซึ่งถือว่าเป็นเพื่อนคนใหม่ที่ได้รู้จักเลยก็ว่าได้เจ้าค่ะ…นั่นก็คือ โบโบ่จังนี่เองค่ะ….อาหนุ่ย กับ อาเจี๊ยบ บอกว่า อาฝากน้องด้วยนะ……ป๊าดดดดดดดดดดดด…..วันแรกที่น้องจิได้พบกับโบโบ่จังนั่นก็คือ ตอนกินมื้อเย็นที่พักเชิงอนุรักษ์….โบโบ่จะอยู่กับอาเจี๊ยบตลอด….น้องจิก็เลยบอกให้มานั่งในวงเด็กนี่สิ…โบโบ่ก็ยิ้มแล้วก็เดินมา แล้วก็คุยกันนิดหน่อย เพราะต่างคนต่างก็กิน 55555++

…….พอกินเสร็จ น้องจิ กับน้องอ้ายก็พาเด็กๆไปแนะนำตัวเองกันที่ท้ายรถเพื่อเป็นการทำความรู้จัก…เริ่มต้นด้วย น้องไผ่ น้องฝ้าย น้องนีน่า น้องเอมี่ น้องโย่  ต่างคนต่างแนะนำชื่อตัวเอง และเรียนอยู่ชั้นไหน ที่ไหน…และแล้วก็มาถึง โบโบ่จังนี่แหละเจ้าค่ะ…โอ๊ย กว่าจะพูดออกมาได้ ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก…ต้องถาม ถาม ถาม แล้วก็ ถาม….เมื่อโบโบ่จังแนะนำตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว น้องอ้าย ก็แนะนำตัวเอง และปิดท้ายด้วยน้องจิ ก๊ากๆๆๆ….พอเด็กๆทุกคน รู้ว่าใครชื่ออะไรกันแล้วก็จะเรียกชื่อกันถูก..(ความจริงทุกคนก็รู้จักกันมาหมดแล้ว ยกเว้นโบโบ่จัง ที่น้องจิให้ทุกคนแนะนำตัวเองก็คือ อยากรู้ชื่อโบโบ่จังแล้วก็อยากให้โบโบ่จังรู้จักกับทุกคนในแก๊งค์เรานั่นแหละเจ้าค่ะ อิอิ นี่คือแผนการ ก๊ากๆๆ)

……..ตลอดระยะเวลาที่เดินทางไปในสถานที่ต่างๆ  น้องอ้าย น้องจิ และ โบโบ่จังก็จะนั่งรถคันเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ จะมีบางครั้งที่ไม่ได้นั่งด้วยกัน เพราะหนี นีน่าและเอมี่ 555555+++…..พวกเราก็จะร้องเพลงด้วยกัน คุยกัน จนผู้ใหญ่ที่นั่งในรถหนวกหู โดยเฉพาะคนที่แสดงอาการหนวกหูอย่างออกหน้าออกตาก็คือ ” ลุงเปลี่ยน” 5555555+++ ……

……..โบโบ่จัง เป็นคนที่มีความเป็นโลกส่วนตัวสูงมาก…จะเห็นได้จากการชอบฟังเพลงอยู่คนเดียวไม่เผื่อแผ่เพื่อนฝูง เราอุตส่าห์ร้องให้ฟังกลับไม่ฟัง ไปฟังในโทรศัพท์..ดังนั้น พวกเราจะยอมได้อย่างไร…จึงส่งเจ้าโย่ไปจัดการ …ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี โบโบ่หันมาคุยกับพวกเรามากยิ่งขึ้น…และเริ่มที่จะอยู่ห่างๆกับเจ้าหูฟังนั่นสักพัก อิอิ

……..โบโบ่จังเป็นเพื่อนใหม่ที่มีอะไรใหม่ๆให้น้องจิได้เรียนรู้ในตัวเพื่อนคนนี้มากๆเลยเจ้าค่ะ…..โบโบ่จังเป็นคนมีน้ำใจ  เรียบร้อย  ซึ่งข้อนี้ น้องอ้ายกับน้องจิยอมแพ้ ก๊ากๆๆๆ…..โบโบ่จังร้องเพลงภาษาอังกฤษได้เพราะมากๆ…ซึ่งร้องได้ไม่เหน่อเหมือนน้องจิ 55555++…..เสียอยู่อย่างเดียว ร้องแล้วไม่วางไมค์ อิอิ

……..เฮฮาศาสตร์ครั้งต่อไป….พวกเราแก๊งค์โก๊ะก็หวังกันว่า  จะมากันครบทีมอีกเจ้าค่ะ ถ้าผู้ใหญ่ไม่จัดตอนช่วง ศิลปากรสอบมิดเทอม หรือปลายภาคเหมือนลุงเปลี่ยนบอกไว้ 555555+++

………ส่วนโก๊ะอ้ายจัง….เป็นมิตรภาพที่ผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน….อ้ายจ๋า รักอ้ายนะ รักษาสุขภาพด้วย จิรักอ้ายมากๆเลย…จุ๊บๆๆๆ กอดๆๆๆๆ…..ไม่มีคำบรรยายใดๆให้เพื่อนรักคนนี้ไปมากกว่า “ความจริงใจที่เพื่อนคนนี้มีให้เน้อ” กอดๆๆๆ ไว้เจอกันนะจ๊ะ

 

…………………………..ขอบคุณเฮฮาศาสตร์  ที่มอบมิตรภาพที่เรียนรู้ด้วยหัวใจ ให้น้องจิและทุกๆคน………………………………..



Main: 0.517936944962 sec
Sidebar: 0.112132072449 sec