เสียงของตัวเอง vs Big Name
อ่าน: 1486
ขออ้างอิงถึงอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญูที่ผมนับถือเป็นอาจารย์ของผมคนหนึ่ง ศัพท์ที่ท่านเขียนในหนังสือหรือใช้สนทนามีที่ไม่คุ้นหูอยู่หลายคำ ใหม่ๆก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ถ้าอ่านหนังสือของท่านบ่อยๆ คุยกับท่านบ่อยๆก็จะเริ่มคุ้นเคยและเริ่มเข้าใจ
เช่นแผ่นเสียงตกร่อง (ที่ฮิตมากช่วงนี้ก็จะเป็น “ที่ว่าแผ่นเสียงตกร่องของนักสันติวิธี” ของ อ.เกษียร เตชะพีระ) ก้าวข้ามขอบ ออกจากไข่แดง ทะลายกำแพง ฯ และ เสียงของตัวเอง
อาจารย์เปิดหลักสูตร “อ่าน เขียน แปล กระบวนทัศน์ใหม่” คุยกับอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์บอกว่าเป็นหลักสูตรพัฒนาตนเอง อบรมเพื่อให้คนก้าวพ้นขอบ ออกจากไข่แดงหรือทะลายกำแพงแล้วมีเสียงของตัวเอง
ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเวลาจะจัดการฝึกอบรมหรือจัดกิจกรรมพัฒนาตัวเอง เห็นผู้จัดมักจะชอบเชิญ Big Name มาบรรยายให้ฟัง มีน้อยมากที่เชื่อใน Active Learning หรือวิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันแล้วเกิดปัญญาร่วม ไม่ต้องมานั่งฟังผู้รู้มาพูดให้ฟังเหมือนเราไม่รู้อะไรเลย อาจารย์วรภัทร์เปรียบเทียบเป็นลูกอีแร้งคอยแม่อีแร้งมาป้อนเหยื่อ หากินเองไม่เป็น คือเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่เป็น
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างน้อยๆก็มีแนวคิดที่ต่างกันคนละขั้ว 2 แนวคิด พูดแบบให้เว่อร์ๆหน่อยก็คือพวกหนึ่งคิดว่าสังคมมีความเห็นที่แตกต่างกัน มีคำตอบที่ถูกเพียงอย่างเดียว ดังนั้นต้องเปลี่ยนความคิดของผู้ที่เห็นแตกต่างออกไปให้กลับมาคิดเหมือนกัน ต้องจัดเวที เชิญคนที่ผู้จัดคิดว่ามีคำตอบที่ถูกต้องมาพูดให้คนที่คิดต่างฟัง ยิ่ง Big Name ยิ่งดี โดยเชื่อว่าจะสามารถจูงใจคนที่คิดแตกต่างออกไปให้กลับมาคิดเหมือนกันได้
หรือบางครั้งก็จัดแบบอภิปรายหมู่ แต่ก็เลือกเชิญแบบเอียงข้าง ที่ดีหน่อยก็เป็นกลางดี ให้ทั้ง 2 ฝ่ายที่เห็นต่างมาพูดคุยกันด้วยเหตุผลและบรรยากาศที่ชิวๆ อันนี้จะมีประโยชน์มาก แต่บางครั้งก็คุมเกมไม่ได้ บรรยากาศดุเดือดเผ็ดมัน แต่ไม่สร้างสรรค์ ผู้จัดอาจชอบ สะใจผู้ฟังดี Rating ดี การจัดที่ไม่สร้างสรรค์แบบนี้มักลงเอยด้วยความขัดแย้ง ความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทยเรา
อีกแนวคิดหนึ่งยอมรับว่าคนเราแตกต่างกัน ความคิดเห็นก็แตกต่างกันไปเป็นธรรมชาติของมนุษย์(ถ้าความเห็นที่ต่างกันนั้นอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม ไม่แปลกประหลาดจนสุดโต่งยากที่สังคมจะยอมรับได้) สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างต่างๆนี้ (ทั้งพหุวัฒนธรรมและความคิดเห็น) กลุ่มนี้จะเห็นว่าสังคมไทยเราขาดเวทีที่ให้คนทุกๆฝ่าย แม้แต่คนที่คิดต่างกันมานั่งพูดคุยกันในพื้นที่ปลอดภัย พูดคุยกันด้วยความรัก เข้าอกเข้าใจกัน ผู้คนสามารถมานั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้อย่างสบายใจ พูดคุยกันแล้วทราบความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นมากขึ้น เกิดความรักและเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
การพูดคุยแนวนี้เริ่มมีคนพูดถึงมากขึ้นๆในสังคมไทย อาจเรียกสานเสวนา สุนทรียสนทนา สนทนาอารยะ โสเหล่ ฯ –Dialogue ในหลักการการเสวนาแบบนี้ต้องยอมรับความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ต้องมีการฝึกฝนปฏิบัติและทำความเข้าใจในหลักการอยู่บ้าง อาศัยวิทยากรกระบวนการหรือกระบวนกร (วงการจัดการความรู้ –Knowledge Management อาจเรียกคุณอำนวย - Facilitator) ช่วยแนะนำฝึกฝนในระยะแรกๆ ความสำคัญอยู่ที่การเปิดใจ รับฟัง ต้องผ่านการฝึกฝนในการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)
คนที่พัฒนาตัวเองและฝึกฝนมาระดับหนึ่งก็จะเริ่มมีเสียงของตัวเอง เริ่มที่จะพูดแสดงความคิดเห็นในวงสนทนาได้อย่างมีสติและมีความคิดเห็นของตัวเอง ไม่จำขี้ปากเขามาพูด แต่สิ่งที่พูดออกมาคือสิ่งที่ได้รวบรวม วิเคราะห์จนตกผลึกเป็นความคิดเห็น เป็นความรู้ของตัวเอง อ่านบทความคนอื่น ฟังคนอื่นพูดอย่างยอมรับและตั้งใจไม่ว่าจะเป็น Big Name หรือคนธรรมดา
ในวงเสวนาคนที่พูดมาก แย่งเขาพูด พูดแล้ววงแตกบ่อนแตก ในวงการ Social Media ก็จะเรียกว่าเกรียน ยิ่งหนักข้อกว่าการเสวนาที่เห็นตัวกันเป็นๆเพราะอาจใช้นามแฝง เป็นอีแอบ เป็นปัญหาการแสดงความเห็นที่ไม่สุภาพ ด่าเช็ด ก้าวร้าว…ฯลฯ พวกนี้ไม่ค่อยฟังใครอยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่ามีเสียงของตัวเองหรือเปล่า?
พวกที่ไม่พูดเลย อาจเกรงใจคนอื่น อาจคิดว่าตัวเองรู้น้อย กลัวผิด อยากฟัง Big Name พูด จัดเป็นพวกไม่มีเสียงของตัวเอง ? หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่ไม่พูด?
พอมาถึง Virtual Dialogue คือการเขียนบันทึกใน Blog ตาม website ต่างๆ คนที่ไม่มีเสียงของตัวเองก็จะไม่เขียนบันทึกด้วยเหตุผลเดียวกัน??? อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร? มีความคิดเห็นอย่างไร? ก็ไม่ร่วมแสดงความคิดเห็น ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน หรือเป็นเพราะไม่มีเสียงของตัวเอง
ถ้าระดับเราๆที่ใช้ internet ได้ยังไม่มีเสียงของตัวเอง แล้วชาวบ้านมีเสียงของตัวเองไหม? เคยเปิดเวทีให้เขาไหม? เคยลงไปพูดคุยกับชาวบ้านแบบเปิดอกเปิดใจรับฟังเขาจริงๆไหม? ไม่แน่นะชาวบ้านอาจมีเสียงของตัวเอง แต่เราไม่เคยฟัง ไม่เคยได้ยินก็ได้…..อิอิ
ที่เขียนนี่ไม่ใช่อะไรหรอก อยากกระตุกให้เขียนบทความมั่ง? หรืออย่างน้อยอ่านแล้วแสดงความคิดเห็นบ้าง ทักทายกันเพื่อความสนิทสนมก่อนก็ได้ คุ้นกันแล้วค่อยคุยกันต่อ ไม่ต้องรอ Big Nmae ที่ไหนหรอก พวกเรานี่แหละ Very Big Name ……….อิอิอิอิอิ
« « Prev : เลือกวงเสวนาที่ถูกจริตตัวเอง
Next : การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13 ประจำปี 2554 (1 ) » »

6 ความคิดเห็น
จะเกิด dialogue ได้ ก็ต้องพูดเป็น ฟังเป็น และคิดเป็นด้วยครับ บางคนไม่เป็นสักอย่าง
ส่วนการเขียนนั้น บางทีมันยากเหมือนกันเพราะว่าต้องเรียนเรียงความคิดเยอะ ดูทักษะนี้จากการแสดงความคิดเห็น(เม้นท์)ก็ยังพอไหวครับ แต่งานเขียนก็เป็นทักษะ หมายความว่าฝึกฝนได้นะครับ
หากการเขียนเป็นการบ้านที่ครูให้คะแนน ผมก็ว่าอ่านกันไม่ทันแน่
แต่ที่ไม่เขียนนั้น ……
หรือว่าเป็นประเด็นหนึ่งในวันเฮฮาศาสตร์ สิ้นเดือนมีนาคม
ไม่ได้คุยเพื่อจะให้เขียน เพราะไม่มีการบังคับขับใส อยู่แล้ว แต่คุยกันเผื่อจะมีอะไรแปลกๆใหม่ๆออกมาบ้าง
แต่เอ วันนั้นต้องเอาเจ้าเบิร์ด และจอมป่วนมาด้วยนา….เพราะเกิดทั้งหมดได้ยินเสียงตัวเองขึ้นมาแบบไม่ว่าหลับไม่ว่าตื่น ได้ยินตลอดก็ยุ่งหละ นักจิต คุณหมอต้องช่วยหน่อยนะครับ อิอิ (ไม่มีอะไรทำ แซวหมอดีกว่า)
เห็นด้วยครับ การเขียน ทำให้ต้องคิดอย่างมาก เช่น อ.สุลักษณ์ นั้น สมัยก่อน เวลาท่านพูดนั้น ฟังไม่ค่อยได้ ก้าวร้าว รุนแรงมาก แต่เขียนหนังสือดีมาก ๆ (เพราะท่านมีเวลากรอง) เดี๋ยวนี้ท่านแก่แล้ว พูดดีขึ้นมาก ผมนับถือท่านเป็นอาจารย์ผมคนหนึ่ง เรื่องการต่อสู้ด้วยสันติวิธีนั้น อ.สุลักษณ์ก็คิดและทำมาโดยตลอด
สมัยที่ผมยังอยู่ในวังวนของผู้บริหารก็เบื่อเอามากๆ กับการเชิญวิทยากรดังๆมา “บรรยายนำ” ไปที่ไหนก็เจออยู่สองสามท่านนี่แหละ จากนั้นก็แยกกลุ่มย่อย “ระดมสมอง” เลขากลุ่มมาสรุป กรอกฟอร์มประเมิน แล้วแยกย้ายกันไป
ครั้งหนึ่งผมเลยตั้งประเด็นว่า เราจะ “ระดมปัญญา” นะ ไม่ระดมสมองแล้ว เพราะระดมทีไรได้แต่ขี้เลื่อย ขอให้เค้นปัญญากันให้มาก ๆ
สำคัญที่สุด คือ ตอนสรุปผลการระดมสมองนั้น ท่าน “ผู้ใหญ่” ไม่อยู่ฟังแล้ว ปล่อยให้ ผู้ช่วย ของ รอง ของหัวหน้าใหญ่มาทำการ ปิดและฟังแทน พร้อมขอโทษแทน “ท่าน” ว่า ท่านติดภารกิจสำคัญเร่งด่วน
ขนาดป่วยเขียนบล็อกเองไม่ไหวยังต้องมาเมนต์เลยอ่ะคะ กลัวจะถูกจัดให้เป็นพวกไม่มีเสียง…จริงๆ ชาวบ้านเขามีเสียงนะ แต่ไม่อยากพูดกลัว big name จะเสียหน้า อิอิ
ชอบเมนต์ของ withwit มาก เพราะผู้ใหญ่ไม่ค่อยอยู่ ผู้น้อยก็เลยสักแต่ว่าอยู่ให้ครบวันประชุม เพื่อให้คนจัดเอาไปเขียนรายงานได้ว่าประสบความสำเร็จในการจัดงาน เรียกว่ารับผิดชอบร่วมกันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า (รึเปล่าหว่า)จะว่าไปอีกที เรายัดเยียดความรู้ให้คนที่จำเป็นต้องเข้ามาฟังหรือเปล่าหว่า เหะๆๆๆ ยิ่งคิดยิ่งงง เลิกคิดดีกว่า หัวไม่ค่อยดี ยิ่งคิดยิ่งแหกคอก อิอิ
พ่อช่วยด้วย หนูไปต่อไม่เป็นแล้ว…
เวทีครูอาจารย์ส่วนภูมิภาค ก็ชอบเอาอาจารย์จากส่วนกลางมาพูด เรื่องวิธีสอนที่มีคุณภาพ
ทั้งๆที่ครูอาจารย์ในคณะวิชาและนักศึกษาในคณะไปรับใช้สังคมมากกว่ามหาวิืทยาลัยของอาจารย์จากส่วนกลางนั้น(ที่ขึ้นชื่อทั้งฟุ้งเฟ้อ เดินห้าง ฯลฯ)คนฟังมันก็ขาดศรัทธาตั้งแต่แรก ฟังไปก็เอางานอื่นเข้าไปทำด้วย เล่นเกมส์มั่ง ฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา
วิทยากรพูดเก่งลูกเล่นมาก แต่ทำไม่เป็นก็เยอะ เคยเจอมาสอนเรื่องการสอนที่หลากหลายแต่วิทยากรใช้นั่งเลกเชอร์ตลอดสามชั่วโมงเรื่องวิธีการและข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีการ ….อิอิ
สมมุตว่า มีเรื่องที่คนเขียนตั้งใจเขียนเล่าธรรมดา แต่บังเอิญไปมีคำที่คนอื่นคิดว่าไปกระทบเขา เช่นถ้ายกคำว่าหมู่บ้านที่พิษณุโลก แล้วหมอเกิดคิดว่าไปว่าให้ หมอ แล้วเอาไปหาว่าเขียนกระทบหมอว่า เอาไปเปรยกับคนอื่น รู้สึกสมเพชคนเขียน
ถามว่าคนที่เขียนได้ยินมันอยากเขียนอยากคุยด้วยไหมละคะ
“ไม่ต้องรอ Big Name ที่ไหนหรอก พวกเรานี่แหละ Very Big Name ……….อิอิอิอิอิ”
แวะมาครั้งนี้ต้องเม้นท์….เดี๋ยวจะหาว่าเป็นพวก……
การเริ่มต้นด้วยการ อ่าน ฟัง หรือ ฝึก กับ “Big Name” นั้นอาจจะถือว่าเป็นเส้นทางลัดเส้นทางหนึ่ง อย่างที่ จอมป่วน ต้องท่องไปพบกับ Big Name มาแล้วมากมาย….แต่มันจะต้องจบลงที่ “การลงมือฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง จึงจะเกิดผล ใครทำใครได้ พวกเข้าร่วมอบรม สัมมนา…เพื่อเอามันส์อย่างเดียว ไปร่วม ลปรร. กี่ครั้ง ๆ กี่ครั้งก็เหมือนเดิม”…..อิอิ