เสียงของตัวเอง vs Big Name

โดย จอมป่วน เมื่อ 18 กุมภาพันธ 2012 เวลา 23:26 ในหมวดหมู่ จอมป่วน #
อ่าน: 13540

 

ขออ้างอิงถึงอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญูที่ผมนับถือเป็นอาจารย์ของผมคนหนึ่ง ศัพท์ที่ท่านเขียนในหนังสือหรือใช้สนทนามีที่ไม่คุ้นหูอยู่หลายคำ ใหม่ๆก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ถ้าอ่านหนังสือของท่านบ่อยๆ คุยกับท่านบ่อยๆก็จะเริ่มคุ้นเคยและเริ่มเข้าใจ

เช่นแผ่นเสียงตกร่อง (ที่ฮิตมากช่วงนี้ก็จะเป็น “ที่ว่าแผ่นเสียงตกร่องของนักสันติวิธี” ของ อ.เกษียร เตชะพีระ) ก้าวข้ามขอบ ออกจากไข่แดง ทะลายกำแพง ฯ และ เสียงของตัวเอง

อาจารย์เปิดหลักสูตร “อ่าน เขียน แปล กระบวนทัศน์ใหม่” คุยกับอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์บอกว่าเป็นหลักสูตรพัฒนาตนเอง อบรมเพื่อให้คนก้าวพ้นขอบ ออกจากไข่แดงหรือทะลายกำแพงแล้วมีเสียงของตัวเอง

ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเวลาจะจัดการฝึกอบรมหรือจัดกิจกรรมพัฒนาตัวเอง เห็นผู้จัดมักจะชอบเชิญ Big Name มาบรรยายให้ฟัง มีน้อยมากที่เชื่อใน Active Learning หรือวิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันแล้วเกิดปัญญาร่วม ไม่ต้องมานั่งฟังผู้รู้มาพูดให้ฟังเหมือนเราไม่รู้อะไรเลย อาจารย์วรภัทร์เปรียบเทียบเป็นลูกอีแร้งคอยแม่อีแร้งมาป้อนเหยื่อ หากินเองไม่เป็น คือเรียนรู้ด้วยตัวเองไม่เป็น

ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างน้อยๆก็มีแนวคิดที่ต่างกันคนละขั้ว 2 แนวคิด พูดแบบให้เว่อร์ๆหน่อยก็คือพวกหนึ่งคิดว่าสังคมมีความเห็นที่แตกต่างกัน มีคำตอบที่ถูกเพียงอย่างเดียว ดังนั้นต้องเปลี่ยนความคิดของผู้ที่เห็นแตกต่างออกไปให้กลับมาคิดเหมือนกัน ต้องจัดเวที เชิญคนที่ผู้จัดคิดว่ามีคำตอบที่ถูกต้องมาพูดให้คนที่คิดต่างฟัง ยิ่ง Big Name ยิ่งดี โดยเชื่อว่าจะสามารถจูงใจคนที่คิดแตกต่างออกไปให้กลับมาคิดเหมือนกันได้

หรือบางครั้งก็จัดแบบอภิปรายหมู่ แต่ก็เลือกเชิญแบบเอียงข้าง ที่ดีหน่อยก็เป็นกลางดี ให้ทั้ง 2 ฝ่ายที่เห็นต่างมาพูดคุยกันด้วยเหตุผลและบรรยากาศที่ชิวๆ อันนี้จะมีประโยชน์มาก แต่บางครั้งก็คุมเกมไม่ได้ บรรยากาศดุเดือดเผ็ดมัน แต่ไม่สร้างสรรค์ ผู้จัดอาจชอบ สะใจผู้ฟังดี Rating ดี การจัดที่ไม่สร้างสรรค์แบบนี้มักลงเอยด้วยความขัดแย้ง ความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นในสังคมไทยเรา

อีกแนวคิดหนึ่งยอมรับว่าคนเราแตกต่างกัน ความคิดเห็นก็แตกต่างกันไปเป็นธรรมชาติของมนุษย์(ถ้าความเห็นที่ต่างกันนั้นอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงาม ไม่แปลกประหลาดจนสุดโต่งยากที่สังคมจะยอมรับได้) สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างต่างๆนี้ (ทั้งพหุวัฒนธรรมและความคิดเห็น) กลุ่มนี้จะเห็นว่าสังคมไทยเราขาดเวทีที่ให้คนทุกๆฝ่าย แม้แต่คนที่คิดต่างกันมานั่งพูดคุยกันในพื้นที่ปลอดภัย พูดคุยกันด้วยความรัก เข้าอกเข้าใจกัน ผู้คนสามารถมานั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้อย่างสบายใจ พูดคุยกันแล้วทราบความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นมากขึ้น เกิดความรักและเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

การพูดคุยแนวนี้เริ่มมีคนพูดถึงมากขึ้นๆในสังคมไทย อาจเรียกสานเสวนา สุนทรียสนทนา สนทนาอารยะ โสเหล่ ฯ –Dialogue ในหลักการการเสวนาแบบนี้ต้องยอมรับความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ต้องมีการฝึกฝนปฏิบัติและทำความเข้าใจในหลักการอยู่บ้าง อาศัยวิทยากรกระบวนการหรือกระบวนกร (วงการจัดการความรู้ –Knowledge Management อาจเรียกคุณอำนวย - Facilitator) ช่วยแนะนำฝึกฝนในระยะแรกๆ ความสำคัญอยู่ที่การเปิดใจ รับฟัง ต้องผ่านการฝึกฝนในการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)

คนที่พัฒนาตัวเองและฝึกฝนมาระดับหนึ่งก็จะเริ่มมีเสียงของตัวเอง เริ่มที่จะพูดแสดงความคิดเห็นในวงสนทนาได้อย่างมีสติและมีความคิดเห็นของตัวเอง ไม่จำขี้ปากเขามาพูด แต่สิ่งที่พูดออกมาคือสิ่งที่ได้รวบรวม วิเคราะห์จนตกผลึกเป็นความคิดเห็น เป็นความรู้ของตัวเอง อ่านบทความคนอื่น ฟังคนอื่นพูดอย่างยอมรับและตั้งใจไม่ว่าจะเป็น Big Name หรือคนธรรมดา

ในวงเสวนาคนที่พูดมาก แย่งเขาพูด พูดแล้ววงแตกบ่อนแตก ในวงการ Social Media ก็จะเรียกว่าเกรียน ยิ่งหนักข้อกว่าการเสวนาที่เห็นตัวกันเป็นๆเพราะอาจใช้นามแฝง เป็นอีแอบ เป็นปัญหาการแสดงความเห็นที่ไม่สุภาพ ด่าเช็ด ก้าวร้าว…ฯลฯ พวกนี้ไม่ค่อยฟังใครอยู่แล้ว ไม่แน่ใจว่ามีเสียงของตัวเองหรือเปล่า?

พวกที่ไม่พูดเลย อาจเกรงใจคนอื่น อาจคิดว่าตัวเองรู้น้อย กลัวผิด อยากฟัง Big Name พูด จัดเป็นพวกไม่มีเสียงของตัวเอง ? หรืออาจมีเหตุผลอื่นที่ไม่พูด?

พอมาถึง Virtual Dialogue คือการเขียนบันทึกใน Blog ตาม website ต่างๆ คนที่ไม่มีเสียงของตัวเองก็จะไม่เขียนบันทึกด้วยเหตุผลเดียวกัน??? อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร? มีความคิดเห็นอย่างไร? ก็ไม่ร่วมแสดงความคิดเห็น ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน หรือเป็นเพราะไม่มีเสียงของตัวเอง

ถ้าระดับเราๆที่ใช้ internet ได้ยังไม่มีเสียงของตัวเอง แล้วชาวบ้านมีเสียงของตัวเองไหม? เคยเปิดเวทีให้เขาไหม? เคยลงไปพูดคุยกับชาวบ้านแบบเปิดอกเปิดใจรับฟังเขาจริงๆไหม? ไม่แน่นะชาวบ้านอาจมีเสียงของตัวเอง แต่เราไม่เคยฟัง ไม่เคยได้ยินก็ได้…..อิอิ

ที่เขียนนี่ไม่ใช่อะไรหรอก อยากกระตุกให้เขียนบทความมั่ง? หรืออย่างน้อยอ่านแล้วแสดงความคิดเห็นบ้าง ทักทายกันเพื่อความสนิทสนมก่อนก็ได้ คุ้นกันแล้วค่อยคุยกันต่อ ไม่ต้องรอ Big Nmae ที่ไหนหรอก พวกเรานี่แหละ Very Big Name ……….อิอิอิอิอิ

Post to Facebook Facebook

« « Prev : เลือกวงเสวนาที่ถูกจริตตัวเอง

Next : การประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 13 ประจำปี 2554 (1 ) » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

ความคิดเห็นสำหรับ "เสียงของตัวเอง vs Big Name"

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.074552059173584 sec
Sidebar: 0.040529012680054 sec