โชคดี - โชคร้าย

ไม่มีความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 19 มีนาคม 2011 เวลา 9:37 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ชีวิต #
อ่าน: 1681
  • เรา โชคร้ายที่สบายมานาน
  • ญี่ปุ่น โชคดีที่มีความยากลำบากเป็นเพื่อน
  • ธรรมชาติอันอุดมในอดีต สร้างนิสัยมักง่าย อะไรก็ได้ ช่างมันเถอะ .. ฯลฯ ให้พวกเรา
  • ธรรมชาติที่แปรปรวน รุนแรง ประกอบกับการมีทรัพยากรที่จำกัด ได้สร้างจิตใจที่เข้มแข็ง สร้างวัฒนธรรมและวินัยของการอยู่ร่วมกันแบบ “ซึมลึกในสายเลือด” ให้คนญี่ปุ่น
  • รู้อย่างนี้ จะเลี้ยงดู อบรมบุตรหลานให้พบแต่ความสะดวก สบาย ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรก็ได้ อยู่แบบสบายๆ หน้าจอเกมคอมพิวเตอร์ อย่าให้มีโอกาสได้ รักการเรียนรู้ หรือ ฝึกสู้สิ่งยาก .. ก็เชิญต่อไปนะโย

ผมเขียนเรื่องนี้วางไว้ที่ G2K ได้ไม่กี่นาทีก็มี Comment แรกเข้ามาครับ ความว่า …

สวัสดีค่ะ หนูชื่อออมน่ะค่ะ
จากประสบการสุดยอดเลยค่ะตอนนี้หนูทำได้อย่างฝันแล้วค่ะ แต่ก่อนหนูเป็นคนอ้วนมาก หนูสูง 160 น้ำหนัก 82 หนูกลุ้มใจมากเลยไม่รู้จะปรึกษาใครดี แต่พอมาวันนึงหนูได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและน้ำหนัก พี่เค้าแนะนำให้หนูทานอาหารเสริม ชื่อ XXX  จนตอนนี้น้ำหนัก ของหนูเหลือแค่ 60 กิโล เพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้นเองค่ะ หนู Happy และมีความสุขมากค่ะ ถ้าเพื่อนๆอยากมีสุขภาพดีหรือหุ่นดีอย่างหนู โปรดอย่าช้าค่ะ

ติดต่อพี่เค้าได้เลยค่ะที่ >> XXXXX  คุณ XXX <<

หรือดูเวปเค้าได้ที่นี้คะ.>> XXXX

ประสบการณ์ลดน้ำหนักของหนูได้ผลใน1สัปดาห์ ตอนนี้หนูHappy!!มากกคะ ขอฝากเรื่องของหนูไว้ให้กับเพื่อนๆที่มีหัวอกเดียวกันนะคะ


ช่างสอดคล้องกับบันทึกของผมดีเหลือเกิน .. อิ อิ อิ


หัวใจอยู่ที่ “รัก”

1 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 12 มีนาคม 2011 เวลา 6:11 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา, ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1646

เคยอ่าน เคยฟังมั้ยครับเรื่องที่ครูฝรั่งแก่ๆตอบนักวิจัยว่าทำไม เหล่าเด็กเกเรในอดีต ซึ่งต่างประสบความสำเร็จในชีวิต ผิดคำพยากรณ์ของนักวิจัยที่ว่าพวกนั้นต้องไม่พ้นคุก ตะราง .. อดีตเด็ก “นักเลง” เหล่านั้นต่างพูดถึงชื่อครูคนเดียวกัน จนต้องตามล่าหาตัวเพื่อถามว่า ครูไปทำอะไรกับเด็กกลุ่มนั้น .. คำตอบที่ได้คือ .. “ฉันก็จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ฉันรู้ว่า ฉันรักพวกเขา” .. หัวใจอยู่ตรงนั้นครับ


ผม กับ ไม้เรียว

3 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 20 มกราคม 2011 เวลา 7:13 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา #
อ่าน: 2471

   ผม ในที่นี้ไม่ใช่เส้นผมบนศีรษะ แต่หมายถึงผม คือตัว อาตมา เจ้าของบันทึกนี้นั่นเอง

   เรื่องผมกับไม้เรียวนี้จะมองทั้งสองมิติคือ ในฐานะผู้รับไม้เรียว และ ในฐานะผู้ใช้ไม้เรียว

   ในฐานะผู้รับไม้เรียว นั้น ผมโดนมาพอประมาณ คือนั้นโดนเบาๆ บ่อยๆจากแม่ แต่มานึกย้อนหลังดูอีกที ส่วนใหญ่ของแม่จะเป็นมือมากกว่าไม้ แต่แม่จะตีไม่หนัก ตีที่ขา ไม่ใช่ตบตี หรือทุบตี  เหตุเพราะผมซนกว่าเด็กทั่วไป ชอบถาม ชอบรื้อ ชอบงัดแงะ แกะข้าวของดูข้างในมาแต่สมัยก่อนประถม ผมไม่เรียบร้อยตาม “มาตรฐาน” ที่เขาอยากให้เป็นกันในสมัยนั้น ดูแล้วเป็นเพราะแม่รักผม แม่จึงตี  ส่วนจากพ่อนั้น นานๆครั้ง แต่น้ำหนักมากกว่าของแม่หลายสิบเท่า และที่สำคัญหนีไม่ได้ ไม่เหมือนของแม่ที่บางทีพูดขู่ว่าเดี๋ยวจะตีให้ตาย แต่พอเราวิ่งหนีไปสักครู่ใหญ่ กลับมาแม่ก็หายอยากตีไปแล้ว แต่สำหรับของพ่อนั้น ไม่มีทางรอด หนีไป เลี่ยงไปอย่างไร กลับมาก็ต้องโดน ส่วนมากจะสามที ไม่มีใช้มือ มีแต่ไม้เรียวอย่างเดียว แต่ที่จำได้พ่อไม่ได้ตีด้วยความโมโห แต่เข้าลักษณะ ตีให้เจ็บ จะได้จำ และไม่ทำอะไรอย่างนั้นๆอีก 

    อีกท่านหนึ่งผู้มีพระคุณ ช่วยอบรมบ่มเพาะ และ “ฝึกหนัก” ให้ผมมา คือท่านอาจารย์พระครูสุธนธรรมสาร เพื่อนตายของท่านอาจารย์พุทธทาส ผู้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสวนโมกข์ที่ไชยา  ผมอยู่กับท่านที่วัดชยาราม 3 ปี ก่อนย้ายไปอยู่บ้านน้าทองมาก เพราะสุขภาพไม่ค่อยดี เป็นทั้งไข้มาเลเรีย และไทฟอยด์จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด  อาจารย์ธนใช้ไม้เรียวในกระบวนการสอนและพัฒนาคน ควบคู่ไปกับการอบรมสั่งสอน และให้ทำงานหนัก ท่านไม่ตีพร่ำเพรื่อ ตีเจ็บด้วยไม้เรียวที่เตรียมไว้เพื่อการให้ความ “เมตตา” โดยเฉพาะ ก่อนตีท่านจะสอน ระหว่างตีท่านก็สอน จากไม้ที่หนึ่ง ถึง ไม้ที่สาม จะมีบทพูดแทรก จำได้ว่าสามปี ผมโดนท่านตีเพียงสองครั้ง ครั้งแรกตีที่โรงฉันตอนหัวค่ำอันเป็นที่บังคับให้ทุกคนมาอ่านหนังสือและทำการบ้านที่นั่น หลังพวกเราสวดมนต์ทำวัตรเย็น ท่านฟาดก้นลงไปทีหนึ่งก็พูดว่า “เสรีภาพ” รวมแล้วได้ 3 “เสรีภาพ” เหตุเพราะท่านมาตรวจดูพบว่าผมอ่านหนังสือของสำนักข่าวสารอเมริกันที่ชื่อว่า “เสรีภาพ” แทนที่จะอ่านหนังสือเรียน อีกครั้งหนึ่งถูกตีตั้งแต่อยู่ในมุ้ง เหตุเพราะนอนตื่นสายครับ

   ในฐานะผู้รับไม้เรียว ผมพบว่าผมถูกตีด้วยความรัก ความเมตตา แต่ในใจก็ยังคิดว่า หากท่านผู้มีพระคุณเหล่านั้นใช้การชี้แจง แสดงเหตุผล ผมก็น่าจะคิดตามและเปลี่ยนพฤติกรรมได้ โดยไม่ต้องใช้ไม้เรียว แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ยุคนั้น สมัยนั้น ความเชื่อเรื่อง “ไม้เรียวช่วยสร้างคน” ยัง In-trend อยู่ทั่วไป ใครๆเขาก็เชื่อเช่นนั้น ผมจึงไม่มีสิทธิ์จะไปโกรธเคือง หรือตำหนิท่านผู้มีพระคุณ อบรมเลี้ยงดูผมมา ที่มอบไม้เรียวให้ผมมาบ้าง ด้วยความรัก และเมตตาธรรม

   คราวนี้ก็มาถึง ในฐานะผู้ใช้ไม้เรียว บ้าง  ผมจำได้ว่าเคยไม้ตีมือลูกหลานบ้าง แต่เป็นการทำโทษแบบสนุกๆ เช่นถ้าตอบอะไรไม่ได้ก็จะตีมือ 1 ที และก็มีเหมือนกันที่เราแกล้งตอบผิดให้เขาตีเราด้วย แต่ที่จำได้มีเหมือนกันแต่ดูเหมือนจะครั้งเดียว ที่ตีลูกด้วยความไม่พอใจที่เขาซุ่มซ่ามปล่อยให้น้ำจากเครื่องซักผ้าไหลลงมาจากชั้นสอง เลอะไปหมด เพราะลืมเหวี่ยงท่อน้ำทิ้งออกไปในทิศทางของมัน ตีแล้วเสียใจจนต้องขอโทษเขา และตั้งใจว่าจะไม่ยอม “บ้า”แบบนั้นอีก  สำหรับในการเรียนการสอน ผมไม่เห็นว่าจำเป็นต้องใช้ไม้เรียว เพราะศาสตร์ และศิลป์ที่เราร่ำเรียนกันมานั้นมีมากเกินพอแล้วในปัจจุบัน แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ว่า

  • เราเข้าถึงแก่นของ ศาสตร์-ศิลป์ที่เรียนมาหรือไม่ เพียงใด
  • เรามีความรัก ความเมตตา ให้ลูกหลาน หรือ ลูกศิษย์ ในระดับใด

   การให้ความรัก ความเข้าใจ ให้โอกาส ให้กำลังใจ ให้ความรู้ ให้การยอมรับ หามุมดีในตัวเด็ก ไม่ซ้ำเติมสิ่งในที่เป็นความอ่อนด้อยของเขา ส่งเสริมให้มุมดีๆของเขาได้แสดงความเป็น ” Somebody” ต่อเพื่อนๆ  ให้ทุกคน หรือหลายคนต้องฟัง ต้องพึ่งพาเขา .. สิ่งเหล่านี้เคยทำมา และได้ผลดีกว่าการใช้ไม้เรียว และการดุด่าครับ

   แต่สำหรับผู้ใหญ่ การหาคำพูด หรือวาทกรรมที่โดนใจ แทงใจดำ ก็ต้องกระทำด้วยในบางครั้ง แม้ดูเหมือนจะหนักและรุนแรงก็ต้องทำ หากกระทำด้วยเมตตา ปรารถนาดี เขาก็เข้าใจ และเกิดอาการสะดุ้ง หรือฉุกคิด และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาได้เหมือนกัน

   ลางเนื้อ ชอบลางยา ครับ .. แต่ที่แน่ๆ ไม้เรียวไม่ใช่ยา หรือถ้าจะนับเป็นยา ก็ประเภทยาทาภายนอกให้เจ็บแสบ ย่อมไม่สามารถรักษาอาการ “ช้ำข้างใน” ให้หายได้ .. ผมเชื่อของผมอย่างนี้ ใครเชื่อและทำตามก็ไม่หวงห้าม ส่วนท่านที่ไม่เห็นด้วยก็ “เช่นนั้นเอง” ครับ … อิ อิ อิ


Positive Thinking ของดีที่ต้องใช้ให้เป็น

3 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 6 มกราคม 2011 เวลา 6:03 (เย็น) ในหมวดหมู่ การจัดการความรู้, การศึกษา, ชีวิต #
อ่าน: 1138

    ใครๆก็มักพูดถึงความคิดเชิงบวกหรือ Positive Thinking และมองว่า Negative Thinking นั้นเป็นสิ่งที่ไม่พึงมีพึงเป็น ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะใครเล่าจะชอบการถูกตำหนิ แต่ก็พึงระวังว่า Positive จนเกินพอดีก็มีผลเสียได้เหมือนกัน อาจทำให้คนที่เราหวังดีไม่มีโอกาสเห็นความจริงในตน หรือกว่าจะเห็นหรือรู้สึกได้ก็สายเสียแล้ว .. เพราะมัวแต่โอ๋หรือถนอมน้ำใจกัน

    Positive Thinking สุนทรียสนทนา หรือการหยิบความสำเร็จแม้เพียงเล็กน้อยของผู้คนมาชื่นชม มาให้กำลังใจกัน เป็นสิ่งที่ผมชื่นชมเช่นที่หลายๆคนชื่นชอบ และก็ใช้สำเร็จมาหลายครั้งแล้วทั้งในระดับห้องเรียน และการทำงานโครงการใหญ่ๆดูแลงานวิจัยกว่า 30 โครงการ จึงขอยกมือให้ทุกท่านที่สนับสนุนเรื่องแนวนี้

    การตำหนิติเตียนมันบั่นทอนกำลังใจ ไม่มีใครชอบ ไม่มีใครต้องการได้รับ แต่จากประสบการณ์อีกมุมหนึ่ง ในกลุ่มเพื่อนฝูงที่รู้ใจ และครูบาอาจารย์ที่เราเคารพบูชา เราใช้หมัดตรง หรือของแข็ง กันมากเหมือนกันและได้ผลดีมากเสียด้วย เช่นท่านอาจารย์ถามว่า ทำไมคุณโง่อย่างนั้น? .. เป็นอาจารย์เขา ทำได้แค่นั้นหรือ ? ฯลฯ

    สรุปแล้วของแต่ละอย่างคงต้องเลือกให้เหมาะกับคนและสถานการณ์ .. ดีสำหรับคนหนึ่งอาจเลวร้ายสำหรับอีกคนหนึ่งได้เสมอ .. สรุปอีกทีก็คือจง ระวัง ระวัง และ ระวัง

     ถ้าผมกำลังจะตกหลุมลึกโดยไม่รู้ตัวและมีใครสักคนกระโดดถีบจนผมล้มลงและรอดพ้นจากการตกหลุม ผมจะขอบคุณการถีบของเขาอย่างจริงใจ ผมไม่ต้องการให้ใครมาปลอบโยน ให้กำลังใจในภาวะวิกฤติเช่นนั้น .. ในที่สุด คิดบวก หรือ คิดลบ ไม่มีทางสู้ “คิดเห็นตามที่เป็นจริง” ได้หรอก ผมเชื่อเช่นนี้


งานวิจัย “ถั่วๆ”

2 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 1 กันยายน 2010 เวลา 1:35 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเพาะปลูก #
อ่าน: 1584

    ทั้งที่ผมเป็นลูกชาวไร่ชาวนา  แต่ด้วยระบบการศึกษาที่ผิดพลาดมายาวนาน ทำให้ผมรู้เรื่องการทำไร่ ทำนา น้อยที่สุด แต่ดันไปรู้เรื่องไกลตัวที่หลายอย่างไม่ได้มีความหมายอะไรต่อชีวิตเลย 

    จำได้ว่าตอนอยู่ชั้น ป.7 เคยภูมิใจที่สามารถโม้ให้ใครต่อใครฟังได้ว่าดาวเทียมดวงไหนขนาดและน้ำหนักเท่าไร ไล่มาตั้งแต่ Sputnik ของรัสเซีย มาจน Echo-1 Echo-2 ฯลฯ ของอเมริกา  และเรื่องอะไรต่อมิอะไรที่ไกลตัว เช่นเรื่องดาวอังคาร  และบ้าถึงขนาดพยายามเปิดวิทยุ Short Wave ฟังการถ่ายทอดสดการส่งยานอวกาศจากแหลมเคเนดี้โน่นเลยทีเดียว ไม่เห็นภาพแค่ได้ฟังเสียงก็ยังดี

   มาถึงวันนี้ วันที่เหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตได้ผลักดันให้ผม “โชคดี” ได้มีโอกาสเซย์กู๊ดบายกับกทม.ที่ทนอยู่มากว่า 30 ปี กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดอีกครั้งท่ามกลางความรัก ความอบอุ่น การยอมรับนับถือ และได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น 

    ทุกวันผมเพลินกับการใช้เวลาอยู่กับดิน น้ำ หญ้า และแปลงพืชผักที่ปลูกไว้รอบๆบ้าน  ความตื่นเต้นเมื่อพบความไม่รู้เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งๆที่หลายอย่างควรรู้มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว หลายครั้งหลายเรื่องจำเป็นต้องไปเที่ยวถามหาความรู้ ความจริงจากญาติๆ  ซึ่งก็ช่วยให้ค่อยๆหายโง่ไปทีละนิด 

   ความจริงถ้าระบบการศึกษาถูกต้อง  ตอนผมเรียนชั้นประถม ครูน่าจะได้จัดให้ผมได้สัมผัสกับงานที่พ่อแม่ทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมากกว่าที่เป็นมา  ทบทวนย้อนหลังแล้วดูเหมือน “ความรู้” คืออะไรบางอย่างที่แปลกใหม่และไกลตัว .. อนิจจา

   ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผมต้องทำวิจัยแทบทุกวัน ตั้งสมมติฐานว่าอะไรน่าจะเป็นอย่างไร แล้วก็ทดลองพิสูจน์หาความจริง  โชคดีที่ไม่ต้องห่วงว่าจะเขียนบทที่หนึง สอง สาม สี่ ว่าอย่างไร ต้องเคาะย่อหน้ากี่ครั้งก็ไม่ต้องมาปวดหัวกับมัน ว่ากันเนื้อๆ ตรงๆ มีข้อค้นพบหลายเรื่องที่ทดๆเอาไว้ เพื่อจะได้นำมาบอกกล่าวตามเวลาที่มี

   เรื่องที่น่าตื่นเต้นวันนี้ มันเกี่ยวกับเรื่องของถั่วฝักยาวครับ 

    รอบบ้านเราปลูกถั่วฝักยาวไว้ค่อนข้างเยอะ แยกปลูกเดี่ยวๆก็มี ปลูกปนกับพืชอื่นเช่นถั่วพูก็มี ให้ไต่ขึ้นต้นไม้เก่าบ้าง ทำค้างแบบใช้ไม้ไผ่อันเดียวบ้าง  ขึงเชือกฟางให้เป็นที่เกาะเกี่ยวบ้าง ได้ผลผลิตออกมาได้กิน ได้แจก และนำไปทำบุญที่โรงครัววัดสวนโมกข์มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อ 3-4 วันก่อน ตอนไปเยี่ยมท่านอาจารย์โพธิ์

   พูดถึงเมล็ดพันธุ์ถั่วหรือพืชตัวอื่นๆ ผมได้ยินมาว่าเมล็ดจะต้องแก่จัด และนำไปตากแห้งก่อนจึงค่อยนำมาเพาะปลูก ก็ทำตามนั้นเรื่อยมา  แต่ในใจก็สงสัย อยากลองอะไรที่ต่างออกไปด้วย  เพราะเห็นบ่อยมากที่เมล็ดสด ที่แก่จัด เมื่อได้ฝนได้น้ำ มันก็มีรากงอกออกมาได้ตั้งแต่อยู่ในฝัก ครั้นหล่นลงมาก็เจริญเป็นต้นใหม่ได้ตามธรรมชาติ  ไม่ต้องตากแห้งก็ได้ แต่ก็เชื่อว่าที่เขาต้องตากแห้งก็เพื่อให้เก็บไว้ได้นานๆมากกว่า  อย่างไรก็ตามผมเชื่อสนิทใจว่า ถึงอย่างไรเมล็ดที่จะงอกได้ดี ต้องเป็นเมล็ดที่แก่จัดเท่านั้น  แล้ววันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ให้ผมได้ลองทำสิ่งที่สวนทางกับความคิด  และผลที่ได้ออกมา เหลือเชื่อครับ

   ลองติดตามเรื่องราวย่อๆ และดูภาพไปตามลำดับซิครับ   คนอื่นคิดอย่างไรไม่ทราบได้  แต่ผมนั้น งง งง งง และ ยัง งง อยู่ครับ

 

08220820

นี่คือถั่วสองฝักจากต้นถั่วที่เราปลูก

 

0822082308220824

ฝักหนึ่งแก่จัด ได้น้ำฝนช่วย เปลือกเปื่อยยุ่ย เมล็ดมีรากงอกออกมาบ้างแล้ว

ส่วนอีกฝัก แก่แล้วแต่เปลือกยังไม่แห้งเหี่ยว เมล็ดยังสดและเต่งตึง

 

0822082508220832

ผมนำมาทดลองเพาะอย่างละ 10 หลุม หลุมละ 1 เม็ด

ในใจก็คิดไว้แล้วว่า ที่จะงอกงามขึ้นมาคงเป็นเมล็ดแก่ที่มีรากออกมาบ้างแล้ว

 

08220837

ทั้งสองชุดอยู่ติดๆกัน ในร่ม ให้น้ำวันละครั้งเท่าๆกัน

 

08300855

ผ่านมา 7 วัน มีต้นอ่อนจากเมล็ดที่ยังไม่แก่จัดโผล่พ้นดินขึ้นมาราว 1 นิ้ว 1 ต้น

 

08300856

ส่วนชุดที่เป็ดเมล็ดสมบูรณ์และมีรากออกมาบ้างแล้ว ยังไม่มีโผล่มาให้เห็น

 

08300909

เช้า 22 สค. 53 เลยทดลองเพาะผลหมากเม่าสดไว้40 กว่าต้น

 

08300928

ตอนแรกว่าจะติดตั้งเครื่องพ่นหมอกให้ให้น้ำอัตโนมัติตามเวลาที่กำหนด แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ หันไปใช้วิธีที่เรียบง่าย เอาน้ำใส่ขวด และเจาะรูฝาบน ก็ใช้รดน้ำได้ ไม่ต้องมากเรื่อง

 

08311254-3

 บ่าย 2 โมง 54 นาทีของวันที่ 31 สค. 53

โผล่ขึ้นมาอีก 3 ต้น และกำลังแทรกดินขึ้นมาอีก 1

ส่วนหลุมที่เพาะด้วยเมล็ดที่เริ่มมีราก ยังไม่มีอะไรโผล่มาให้เห็นแม้แต่ต้นเดียว

 


มันคือ “จอมเนรคุณ”

3 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 16 กรกฏาคม 2010 เวลา 11:22 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา #
อ่าน: 1402

       เมื่อผมย้ายมาอยู่บ้านเกิดที่ ไชยา ใหม่ๆ  มีอะไรหลายๆอย่างให้ต้องทำ ต้องแก้ปัญหา ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัยอันได้แก่ ตัวบ้าน และ สภาพแวดล้อมรอบๆบ้าน บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่

   กิจกรรมเล็กๆแต่ฝังใจมากเรื่องหนึ่งคือการช่วยชีวิตส้มโอต้นเดียวข้างบ้าน ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือ “มัจจุราชเลือดเย็น” คือเจ้า กาฝาก ที่ขึ้นอยู่เต็มต้นและเกาะ เจาะ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากกิ่งส้มโอจนกิ้งก้านเหี่ยวเฉาตายไปเป็นส่วนมาก ใบส้มโอแทบมองไม่เห็น  มีแต่ใบกาฝากขึ้นแทนแทบทุกกิ่ง 

    ตอนหลังยังได้พบอีกว่ามะนาวหลังบ้านก็โดนเหมือนกันแต่ไม่มากเท่ากับที่ต้นส้มโอถูกกระทำ  กรณีของมะนาวนั้นสังเกตยากมากเพราะใบกาฝากกับใบมะนาวนั้นลักษณะเหมือนกันมาก ขนาดก็ใกล้เคียงกัน  ไม่สังเกตดีๆจะมองไม่เห็น 

    ความหฤโหดของกาฝากนั้นมากแค่ไหนลองติดตามต่อไปนะครับ  เชื่อว่าภาพประกอบจะบอกอะไรได้มากกว่าคำบรรยายเป็นแน่

บริเวณรอบๆบ้านตอนผมย้ายไปอยู่เมื่อต้นเมษา เปรียบเทียบกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

ต้นส้มโอที่กาฝากเกาะกินจนแทบเอาตัวไม่รอดและผมได้จัดการฟันออกจนหมดต้น

 

ดูเอาเถอะครับว่ามันร้ายกาจขนาดไหน

 

 

มันร้ายกาจมากผมจึงปราบเสียสิ้นทราก และทนุถนอมผลส้มโอที่เหลือเพียงใบเดียวเอาไว้

 

        แต่มาคิดๆอีกที พืชที่เรียกกันว่า “กาฝาก” นั้นแม้จะเลวร้ายเพียงใด ก็ยังไม่ร้ายเท่า “กาฝากสังคม” ที่มีอยู่หลายชนิด หลายพันธุ์มากครับ 

        กาฝากชนิดนี้ จะปราบ จะแก้ได้อย่างไร ใครรู้ช่วยบอกที


ครูดี

2 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 16 กรกฏาคม 2010 เวลา 7:55 (เช้า) ในหมวดหมู่ การศึกษา #
อ่าน: 1018

   ครูดีมักไม่ละเลยการปลูกฝังเรื่อง คุณธรรม-จริยธรรม .. แต่คงไม่ใช่อย่างที่นิยมทำกัน แบบปากเปียก ปากแฉะ นะครับ
   เสริมสร้างคุณธรรม ถ้าเพียงการ พร่ำบ่น สิ่งที่ได้ผลคือ การได้สอน เท่านั้น
   ต่อเมื่อครูสามารถ สร้างกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีชีวิต มีความหมาย และแฝงไว้ด้วยโอกาสที่ผู้เรียนจะได้พัฒนาคุณธรรมในตน โดยไม่รู้ตัว เมื่อนั้นก็เป็นอันหวังได้ ว่าจะบังเกิดผล ส่วนจะมาก-น้อย ช้า-เร็ว ก็ขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย  แต่หนึ่งในนั้นที่ขาดไม่ได้ คือครูต้อง ทำ หรือ เป็นแบบอย่าง ในเรื่องที่จะปลูกฝังเขา  แม้จะไม่สมบูรณ์ที่สุด ก็ขอให้เด็กเห็นว่าเราพยายามเป็นอย่างนั้น ก็ยังดี .. เปรียบได้กับพระที่สอนเรื่อง นิพพาน ไม่จำเป็นต้องบรรลุธรรมขั้นสูง แต่อย่างน้อยท่านก็ควรจะหันหน้าไปทางนั้น และกำลังเดินทางอยู่

   เมื่อมองหลายๆมุมแล้ว .. ความเป็นครูดีก็หนีไม่พ้นการมี พรหมวิหาร ๔ เป็นฐาน เพียงแต่ขอให้มีอย่างเข้าใจ และเกิดจาก ศรัทธา ที่ถูกต้อง 
    เมื่อกระทำหน้าที่ก็ยึดหลัก อิทธิบาท ๔ เป็นเครื่องช่วย และใช้ให้ครบหมวด ทั้ง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และ วิมังสา 
   

           ทำได้อย่างนี้ อาชีพครูก็จะยังคงเป็นอาชีพแห่งความรัก และความสุข ต่อไปอีกนานเท่านานครับ


ไปสอนแบบไม่ต้องเตรียม ที่มรภ.สุราษฎร์ธานี

ไม่มีความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 25 มิถุนายน 2010 เวลา 1:06 (เช้า) ในหมวดหมู่ การจัดการความรู้, การศึกษา #
อ่าน: 1479

     เสาร์ 19 มิย.ที่ผ่านมา ผมมีรายการสอนเป็นครั้งแรกที่ม.ราชภัฏสุราษฎร์ธานี  งานนี้เริ่มจากที่ผศ.ดร.น้ำอ้อย มิตรกุล ประธานโปรแกรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา คณะครุศาสตร์ได้ติดต่อขอให้ผมไปช่วยสอนโดยยอมขับรถไปปรึกษาหารือกันถึงไชยาเมื่อตอนหัวค่ำวันหนึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน

    สิ่งที่ทำให้ผมพอใจ และรับงานด้วยความสบายใจ คือ ได้สอนสิ่งที่อยากสอน กับคนหมู่มาก จำนวนหลายๆกลุ่ม  แทนที่จะเหมาทั้งเทอม ว่ากันทุกเรื่องให้กับหมู่เรียนใดหมู่เรียนหนึ่ง  ที่ว่าพอใจและสบายใจนั้นเพราะ อยากจะเผยแพร่สิ่งที่คิด และถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้กลั่นกรองมาจากเรื่องที่คิดและทำมาด้วยตัวเอง เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักศึกษาสายครูทั้งหลาย ผู้ที่จะออกไปเป็นผู้กำหนดอนาคตของชาติ

   ผมออกเดินทางไปตั้งแต่เย็นวันศุกร์ที่ 18 มิย. หลังจากทานยาระงับอาการเป็นไข้และปวดหัว เพราะหลงเพลิน กรำงานกลางแดดเปรี้ยงๆยาวนานมาหลายวัน และมาเจอฝนเข้าอีกเลยต้องเป็นไข้ครั้งแรกตั้งแต่ย้ายลงมาอยู่ไชยา

    คืนนั้นไปทานอาหารเย็นกับอ.ชัยรัตน์ และผศ.ดร.นิตยา กันตะวงษ์ คณบดีคณะครุศาสตร์ที่ ร้านอีสานเรือนไทย ที่ผมสุดแสนประทับใจทั้งบรรยากาศ รสชาติอาหาร และน้ำใจไมตรีจากท่านเจ้าของร้าน  อิ่มหนำแล้วก็กลับมานอนค้างที่บ้านพักของอ.ชัยรัตน์ และผศ.ดร.นิตยา เพื่อรอตื่นมาสอนตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

    แต่แล้วก็เหมือนเช่นเคย ไม่ค่อยได้นอนหรอกครับ คุยกันเพลินจนดึกดื่น ประสาคนรู้ใจที่สุดที่นานๆเจอกัน  เข้านอนราว 5 ทุ่ม ตกตีสองผมก็ตื่นอีกแล้ว และรู้สึกว่านอนอิ่มแล้วด้วย  ลงมาข้างล่างพบอ.ชัยรัตน์ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ให้นักฟุตบอลในทีวีดูอยู่ เลยชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ต่อยอดความคิด แลกเปลี่ยนความรู้ จนเจ้าของบ้านบอกว่าไปนอนเสียหน่อยมั้ย ผมก็เห็นด้วย แต่พอดูนาฬิกา อีกราว 10 นาทีจะหกโมงเช้าแล้ว ขึ้นไปนอนๆไปก็ไม่หลับจึงลงมาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปสอน ตั้งแต่ 7 โมงครึ่งโดยประมาณ

   ผมคิดว่าจะเตรียมการสอน แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ ดูจะเป็นครูที่แย่เอามากๆ  แต่จำได้ว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ผมสอนโดยไม่เตรียมอะไรมาก มักจะทำได้ดีกว่าเตรียมเยอะๆ  เหตุน่าจะอยู่ที่สอนไปตามสถานการณ์ที่เป็นจริง  ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน สื่อไปแบบธรรมชาติ เรียกว่าปล่อยคำพูดออกมาจากใจ  และที่สำคัญ พูดในสิ่งที่เราคิด และทำมาแล้วด้วยตัวเอง  วิธีนี้หากใครจะเอาไปใช้บ้างให้ระวังดีๆ โดยเฉพาะครูใหม่ทั้งหลาย  คนทำได้จะต้องผ่านโลกและประสบการณ์มาพอประมาณแล้วเท่านั้น และที่สำคัญ แม้ไม่ได้เตรียมในรายละเอียดที่จะพูด แต่เป้าหมายต้องชัดว่าจะใช้เวลาทั้งหมดทำกิจกรรมอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลอะไรออกมาภายในเวลาที่กำหนด

    วันนั้นนอกจากผมจะได้ใช้เวลาพูดคุยกับนักศึกษา 100 กว่าชีวิต ชี้ชวน เสริมความคิดและนำนักศึกษาสร้าง Blog เพื่อใช้เป็น Social Network ส่งเสริมการเรียนรู้ และจัดการความรู้ของแต่ละคนแล้ว  ตอนเริ่มภาคบ่ายยังมีรายการพิเศษคือการ Phone in มาจาก ผศ.ดร.แสวง  รวยสูงเนิน  สหายร่วมอุดมการณ์จาก ม.ขอนแก่นด้วย

   การพูดคุยและเล่าประสบการณ์ของผม มีสาระสำคัญอะไรบ้าง  และ “ลุงแหวง” พูดอะไร  จำไม่ค่อยได้แล้ว เลยบอกว่าใครพอจำได้ให้บอกกันบ้าง

    นักศึกษาเขาก็ดีครับมาเขียนกันพอประมาณ รวมทั้งให้น้ำหวาน และโปรยยาหอมให้ผู้สอนด้วยล่ะ

   นี่ไงครับ หลักฐานส่วนหนึ่ง

    “   อาจารย์เป็นอาจารย์ที่ผมคิดว่าเป็นอาจารย์ที่แท้จริง ซึ่งจากการสอนของอาจารย์อาจารย์บอกว่าไม่ได้เตรียมเนื้อหาที่สอนเลย  แต่การที่เราจะสอนใครสักคนหรือหลาย ๆ คนนั้น เราต้องรู้เรื่องสิ่งที่เราจะสอนให้ดีเสียก่อนถึงจะถ่ายทอดความรู้ให้กับเขา  แต่สิ่งที่อาจารย์พินิจได้สอนกับ นักศึกษา ป.บัณฑิต นั้นเป็นสิ่งที่อาจารย์ได้ทำและปฏิบัติอยู่เป็นประจำเป็นเรื่องที่อาจารย์รู้แจ้งเห็นจริงซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ชำนาญอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเตรียมการสอนอะไรมากมาย 

     หลังจากที่ได้เรียนกับอาจารย์ทำให้ทราบว่าสังคมแห่งการแบ่งบันมีประโยชน์มากมายในการที่เราจะแชร์ความรู้ร่วมกัน กับผู้อื่น ผมในฐานะลูกศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่งที่ได้เรียนกับอาจารย์มีความภูมิใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง  และหวังว่าคงจะได้ความรู้จากอาจารย์อีกในวัน เสาร์ที่ 26 มิ.ย. นี้  

     “ คำพูดของอาจารย์แสวงที่ตรงใจมากที่สุด คือคำว่า ปัจจุบันนี้มี “ปริญญาของแท้ แต่คนเป็นคนปลอม” มันทำให้คิดถึงตัวเองว่า เราก็เป็นเช่นนั้น และไม่ต้องการให้เด็กไทยเป็นเช่นนั้น สำหรับตัวเองแล้ว ยิ่งได้เรียนวิชาชีพครู ที่ย้ำกับตัวเองว่าอยากจะทำ การศึกษาตามอัธยาศัยให้ลูก หรือที่คนมักจะเรียกว่า Home school

     หนูชื่อ นางสาวเกษมณี ศิริรัตน์ ค่ะ แวะมาชมเชยอาจารย์หน่อยค่ะ หนูเป็นนักเรียนห้องนี้ด้วยค่ะ มีความภาคภูมิใจมากที่ได้เรียนกับอาจารย์ค่ะ อาจารย์มีความรู้ความเข้าใจในการสอนมาก โดยอาจารย์ไม่ต้องเปิดในตำราเลยค่ะ หนูเป็นนักศึกษาในห้องนี้ด้วยค่ะ อาจารย์เก่งมากค่ะ อาจารย์สอนพวกเราให้เก่งเหมือนอาจารย์ด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ “

     ” สวัสดีคะอาจารย์ ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้เตรียมตัวมาแต่สอนได้ดีมากเลยเนื้อหาก็เข้าใจง่ายแถมยังสอดแทรกธรรมเล็กๆน้อยๆมาให้ลูกศิษย์ได้คิดอีกด้วย ขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยนะคะ ( หนูก็เป็นคนไชยาเหมือนกันค่ะ) “

      “   สวัสดีครับอาจารย์ Handy   ผมขอขอบคุณอาจารย์มากครับที่อาจารย์สละเวลาให้กับพวกเราชาว ป.บัณฑิต มรส.  ความประทับใจของผมคือ การที่อาจารย์สละเวลามาสอนด้วยใจรัก เล่าประสบการณ์ต่างๆให้พวกเราฟัง และได้รับฟังสิ่งดีๆจากอาจารย์แสวง ผมเองก็คิดเหมือนอาจารย์แสวงครับ  

      แต่ของผมจะมองลงไประดับต่ำกว่า อนุบาล ประถม และมัธยม เหมือนกับว่ามันไม่ได้รับอะไรบางอย่าง  พอเด็กเหล่านั้นเข้ามหาลัยมันก็เลยขาดบางสิ่งบางอย่าง จบมหาลัยก็เลยขาดบางสิ่งบางอย่างไป  โรงเรียนที่ผมทำงานเปิดสอนตั่งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น ทุกเริ่มต้นเทอมใหม่สิ่งที่ผมมองเห็นตอนเช้า (ผมจะมาถึงโรงเรียนก่อน 07.00 น) จะเห็นเด็กชั้นอนุบาลร้องให้งอแงจะตามผู้ปกครองกลับบ้าน ก็ทำให้คิดไปว่า(คิดไปเองนะครับ) ว่าการที่เป็นพ่อแม่มีลูกพาลูกมาส่งโรงเรียน แน่นอนว่าเด็กระดับเล็กๆไม่รู้จักใครเลยอยู่ๆเอาเขามาทิ้งไว้กับใครไม่รู้ ที่อยู่ก็ไม่รู้ที่ใหน มาอยู่แล้วพ่อแม่ก็ไม่รู้ไปใหนซะแล้ว คล้ายๆกับเอามาทิ้ง ถ้าเจอครูดีๆสภาพแวดล้อมที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าตรงกันข้ามไม่รู้เป็นไง  สภาพจิตใจแบบนั้นจะยังติดตัวเขาไปใหม  พอโตขึ้นจะสนใจพ่อแม่ พูดคุยปรึกษากับพ่อแม่ใหม่ หรือว่าตามเพื่อน เพราะสภาพการใช้ชีวิตเขาจะอยู่กับเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ พอได้ฝังอาจารย์แสวงพูดให้ฟังก็เลยฉุกคิดขึ้นมาครับ


ที่แปลงนี้ดินดี น่าปลูกต้น “จาคะ”

12 ความคิดเห็น โดย handyman เมื่อ 15 มิถุนายน 2010 เวลา 2:09 (เย็น) ในหมวดหมู่ การศึกษา #
อ่าน: 1487

     การหว่านเพาะเมล็ดพันธุ์พืชและการทำบุญกุศลมีส่วนคล้ายกันอยู่มาก  กล่าวคือพื้นที่หรือแหล่งที่เราหว่านลงไปมีผลมากต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่เราปลูก เจอดินที่แห้งผากหรือมีพิษเจือปนก็ยากนักที่จะได้เห็นผลจากการปลูก

    โรงเรียนวัดรัตนาราม หรือ วัดแก้ว อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี โดยการนำของท่านผอ.พรศักดิ์  อ่ำใหญ่  หากเป็นพื้นดินก็นับเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์มาก เหมาะอย่างยิ่งที่จะเพาะพันธุ์พืชที่เราอยากเห็นมันเจริญเติบโต และผลิดอกออกผล   ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะได้ยินได้ฟังมามากจากครูและผู้ปกครองนักเรียนในอ.ไชยา เกี่ยวกับการเอาจริงเอาจัง การอุทิศตนเพื่องานของผู้บริหารและคุณครูในโรงเรียนนี้  อันมีผลให้โรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ผ่านการประเมินอยู่ในระดับที่ดีมาก  จนกระทั่งมีผู้ปกครองมากมายอยากย้ายบุตรหลานของตนมาเรียนในโรงเรียนวัดแห่งนี้  แต่น่าเสียดายที่หลายคนต้องผิดหวังเพราะ มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และอาคารสถานที่   ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผมได้ไปเยี่ยมและพบปะพูดคุยกับท่านผอ.รวมทั้งการแอบฟังโดยไม่ได้ตั้งใจตอนที่ท่านประชุมครู ก็พบว่าเขาพูดกันแต่เรื่องงาน  เรื่องทำอย่างไรจะให้เด็กๆได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่

    ด้วยเหตุดังกล่าวผมจึงปวารณาตัวว่ายินดีจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือท่านอย่างเต็มที่ ตามประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่มี  แล้วก็มาถึงเรื่องข่าวดี ตามที่ผมเคยเกริ่นไว้ครั้งหนึ่งแล้วใน บันทึกก่อนหน้านี้  นั่นคือการที่มีผู้ยอมขายที่ดินติดกับโรงเรียนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง เป็นเงิน 6 แสนบาทเพื่อให้ทางโรงเรียนได้ขยายพื้นที่และปลูกสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมให้เพียงพอ   ดูท่านผอ.จะตื่นเต้น ดีใจยิ่งกว่าถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเสียอีก  วันที่ท่านเชิญตัวแทนผู้ปกครองมาขอคำแนะนำ ปรึกษาหารือเรื่องการหาเงินมาเพื่อซื้อที่ดังกล่าว ผมก็ได้มีส่วนร่วมรับฟังอยู่ด้วยตลอดรายการ  นอกจากวิธีการต่างๆที่เขานำเสนอกันแล้วผมได้แอบแจ้งข่าวถึงหมู่ญาติที่นี่ไปล่วงหน้าแล้ว และได้ปริ้นท์ หลักฐานการตอบรับของบางท่านให้ท่านผอ.ได้ทราบไปแล้ว  และบอกท่านว่าคงมีความร่วมมือเพิ่มเติมมาอีกจากบรรดาหมู่ญาติมิตรที่ผมมีอยู่นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

    จากวันนั้นมาผมก็ได้รับการทวงถามจากหลายท่านว่าจะให้ส่งเงินไปที่ไหน อย่างไร  ตอนแรกก็คิดจะใช้เลขบัญชีของตัวเองสะสมเงินได้แล้วค่อยรวบรวมส่งให้ทางโรงเรียน  แต่ตอนนี้มีทางออกที่ดีกว่าแล้วครับ  นั่นคือท่านผู้มีใจศรัทธาอยากร่วมบริจาคเงินให้ดำเนินการง่ายๆดังนี้ครับ

  1. โอนเงินของท่านเข้าบัญชี “กองทุนซื้อที่ดิน โรงเรียน วัดรัตนาราม” ธนาคารออมสิน สาขาไชยา บัญชีเลขที่  020017419738

  2. แจ้งวัน เวลา และจำนวนเงินที่โอนไปให้ผมทราบทาง e-mail : pinit99@hotmail.com  หรือโทร. 081-487-1652 หรือทั้งสองทาง

  3. ผมจะรวบรวม ยอดเงินรวม ที่ท่านทั้งหลายในเครือข่ายของพวกเราช่วยกันบริจาคมาแจ้งให้ทราบเป็นระยะ จนกระทั่งถึงรอบสุดท้าย ก็จะได้นำไปประกาศที่เวทีงานระดมทุนและร่วมดื่มน้ำชา กาแฟ ในวันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553 เวลา 09.00 - 17.00 น.ณ โรงเรียนวัดรัตนาราม ครับ

    ใครจะร่วมปลูกต้นไม้ชื่อต้น “จาคะ” เพื่ออนาคตของชาติคือเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดรัตนาราม  เชิญได้เลยครับตามความสะดวกและศรัทธา  ส่วนท่านที่ยังไม่สะดวกด้วยประการใดๆก็ไม่ต้องกังวลครับ  ที่ที่เหมาะแก่การปลูกต้น “จาคะ“ยังมีอีกมากมาหลายที่ และหลายโอกาสครับ

         ข้างล่างนี้คือสาระจากหนังสือเชิญชวนร่วมบริจาคเงินจากทางโรงเรียนครับ …

 

                                  รวมสร้างกุศลครั้งสำคัญเพื่ออนาคตของชาติ

     ด้วยโรงเรียนวัดรัตนาราม อำเภอไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี  มีพื้นที่คับแคบ (2ไร่ 92 ตารางวา) ทำให้โรงเรียนขาดแคลนสถานที่ในการก่อสร้างอาคารเรียน  สภาพปัจจุบันโรงเรียนมีอาคารเรียน 1 หลัง 8 ห้องเรียน (จัดเป็นห้องเรียน 6 ห้อง ห้องพักครู 1 ห้อง และห้องวิชาการ 1 ห้อง) อาคารเอนกประสงค์ 1 หลัง ห้องสมุด 1 หลัง ซึ่งสร้างด้วยเงินบริจาค

    หลายปีผ่านมาจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ปีการศึกษา 2553 มีนักเรียน 315 คน ต้องใช้อาคารอเนกประสงค์เป็นห้องเรียน ๔ ห้อง โดยใช้บังตาเป็นผนังกั้นห้อง ค่อนข้างจะเป็นปัญหาต่อการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีคุณภาพ โรงเรียนขาดห้องเรียนพิเศษสำหรับจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ขาดสถานที่สำหรับให้นักเรียนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ด้วยการวิ่งเล่น การเล่นกีฬา ตามธรรมชาติของเด็กในวัยนี้
 
     ด้วยเหตุผลดังกล่าว โรงเรียนวัดรัตนารามโดยคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน ศิษย์เก่า ผู้บริหารและคณะครูได้ขอความอนุเคราะห์จากเจ้าของที่ดินซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน เพื่อขายให้กับโรงเรียน และ ได้รับความอนุเคราะห์ตามความต้องการ 

     ดังนั้นโรงเรียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขึ้นพื้นฐาน จึงจัดให้มีกิจกรรมระดมทุนเพื่อจัดซื้อที่ดินดังกล่าวในราคา 600,000 บาท ดังนี้

       *    ขอรับบริจาคเป็นที่ดินตามศรัทธา ในราคาตารางวาละ  1,000.- บาท
       *    เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพเพื่อช่วยระดมทุน
       *    ขอรับบริจาคตามศรัทธา
    
         จึงเรียนมาเพื่อขอความอนุเคราะห์จากท่านโปรดสนับสนุนเพื่อจัดซื้อที่ดินตามที่เห็นสมควร

                            กำหนดระดมทุนและร่วมดื่มน้ำชา กาแฟ

    วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553 เวลา 09.00 - 17.00 น. ณ โรงเรียนวัดรัตนาราม
   
           ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได้โปรดอำนวยพรให้ท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดไป
    
                                           กราบขอบคุณด้วยความเคารพ
      คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน  ศิษย์เก่า ผู้บริหารสถานศึกษา
                         คณะครูและบุคคลากรทางการศึกษาโรงเรียน วัดรัตนาราม
                               โทร . 077 431-537 โทรสาร. 077-431-537

  บัญชี “กองทุนซื้อที่ดิน โรงเรียน วัดรัตนาราม” ธนาคารออมสิน สาขาไชยา บัญชีเลขที่  020017419738



Main: 0.26426696777344 sec
Sidebar: 0.07085394859314 sec