โยนิโสมนสิการแห่งชีวิต
อ่าน: 6477การบ้านที่ยิ่งใหญ่ ทำให้ย้อนกลับมาดูตัวเองอย่างใคร่ครวญ เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง ไม่เคยคิดว่าตัวเองเจ๋ง เป็นเพียง “คนธรรมดา” ซึ่งมีรายละเอียดของชีวิตที่ยืดยาวดังนี้ค่ะ
วัยเด็ก
เป็นคนไม่ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เล็ก โปรดสังเกตว่าหน้าตาจะยู่ยี่ คิ้วผูกโบว์ขึ้นมาทันใด เมื่อเห็นกล้องดังหลักฐานที่แนบมาพร้อมนี้ หมวกมีหูใบโปรดที่เห็นในภาพ ญาติพี่น้องจะชอบใส่ให้มากค่ะ เพราะใส่แล้วน่ารัก น่ากอด หัวกลมดิ๊กเป็นซาลาเปาเหมือนที่ อ.มิติ เรียกขานในปัจจุบัน แหมตาถึงๆๆๆๆ ^ ^
ได้รับการเล่าต่อมาว่าเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่งอแง เป็นที่รักของทุกคน (หลานคนแรกเลยเห่อ) ถ้าสนใจอะไรจะจ้องเป๋ง แล้วเอื้อมหยิบดู โกรธจะมองนิ่งและเฉยจนผู้ใหญ่กลัว (ดุตั้งแต่เด็กนะเนี่ย)
ด้วยความที่แม่เคยอยู่ในวัง จึงถูกจับขัดขมิ้น ดินสอพอง ส้มมะขามเปียกทุกอาทิตย์ตั้งแต่เล็กๆ เพื่อรักษาผิวค่ะเพราะเด็กๆจะซน เล่นโน่นเล่นนี่ เกิดแผลหรือตุ่มพุพองได้ง่าย จึงกันไว้ไม่ให้ตัวลายเป็นจุดด้วยภูมิปัญญาไทยโบราณ
ถูกจับไปรร.ตั้งแต่สองขวบนิดๆเนื่องจากเป็นหลานคนแรกที่ร้องแอ๊ะนิดหนึ่งก็วิ่งวุ่นกันทั้งบ้าน แม่เลยหักดิบก่อนจะเสียนิสัยจากการถูกตามใจ ไปรร.ก็ไปเล่นและนอนมากกว่าเพราะเล็กเหลือเกิน ..ท่าน ผอ.รร.อนุบาลสมัยนั้น (อ.ประเทือง โชติช่วง)จะพาไปเล่นที่บ้านพักทุกกลางวัน ก่อนส่งกลับห้องให้ไปนอนตอนบ่าย เรียนอนุบาลอยู่สามปี เพราะซ้ำชั้นเนื่องจากอายุไม่ถึงที่จะขึ้นชั้นป.๑
ในบ้านจะมีหนังสืออยู่ทุกที่ ภาพคุ้นตาเป็นภาพแม่นั่งอ่านหนังสือทุกครั้งที่ว่าง เวลาที่มีความสุขที่สุดคือการไปร้านหนังสือซึ่งได้สิทธิ์ในการเลือกหนังสือเองตั้งแต่เล็กๆ (แม้จะจำความหลังไม่ชัดนักก็ตาม)
ของเล่นที่โปรดปรานคือจิ๊กซอว์ นั่งต่อได้เป็นวันๆ โดยไม่ไปยุ่งกับใครเลย และไม่เคยซื้อเอง เพราะชอบที่ได้ระลึกถึงความผูกพันจากผู้ที่ตั้งใจไปเลือกซื้อหามาให้มากกว่า เนื่องจากมีเพียงคนใกล้เท่านั้นถึงจะรู้ว่าชอบมากๆ
ไม่เคยเรียนพิเศษใดๆ นอกจากเรียนอิเลคโทน กีตาร์ ( สมัยนั้น รร.ดนตรีสยามกลการของเชียงราย ยังไม่มีสอนอย่างอื่น ) และว่ายน้ำ เพราะป๊า-แม่เห็นว่าลูกๆจะมีวัยเด็กได้เพียงช่วงเดียวของชีวิตเท่านั้น การเรียนพิเศษตลอดเวลา ลูกจะอยู่กับคนอื่นมากกว่าครอบครัว โอกาสที่จะปลูกฝัง ดูแลถ่ายทอดมีน้อย ..ที่สำคัญแม้นจะไม่เรียนพิเศษก็ยังเอาตัวรอดได้ล่ะน่า (มองการณ์ไกล) ดังนั้นสิ่งที่ควรสอนและทำให้เกิดในตัวลูกๆมากที่สุดคือความใฝ่รู้มากกว่าตำราค่ะ
ถูกสอนให้รู้จักเก็บเงินตั้งแต่ ป.๑ โดยได้เงินไป รร.อาทิตย์ละ ๕๐ บาท บริหารเอาเองให้พอ เหลือให้หยอดกระปุก ครบเดือนนำไปฝากธนาคารออมสิน จึงเนื้อเต้นกับวันที่ ๑ เม.ย เป็นพิเศษเพราะธนาคารแจกกระปุกออมสินให้ (งกแต่เล็ก ^ ^ ) ทุกเช้าก่อนไป รร.จะมีกิจวัตรเป็นลำดับขั้นแบบนี้ค่ะ ตื่นนอนลากน้องๆลุก พับผ้าห่ม ล้างหน้า แต่งตัว ดื่มนม+กินข้าวเช้า ชงโอวัลติน/น้ำหวานใส่พิมพ์ทำหวานเย็นหรือเยลลี่เข้าตู้เย็น หอมแก้มแม่ มือหนึ่งหิ้วกล่องข้าวกลางวัน อีกมือจูงน้องขึ้นรถปาป๊าไป รร. เลิกเรียนก็จูงน้อง หิ้วกระเป๋า เดินกะด๊อกกะแด๊กขึ้นรถกลับบ้านมากินหวานเย็น เยลลี่ที่ทำไว้ วนเป็นวงกลมแบบนี้ทุกวัน (ตอนโตก็คล้ายๆอย่างนี้แหละค่ะ เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย อิอิอิ)
เมื่อไม่ได้ใช้เงินก็มีเงินเหลือเก็บทุกอาทิตย์ เวลาที่อยากได้อะไรแม่ให้คิดก่อนซื้อ เอาเงินที่เก็บมาทั้งอาทิตย์ซื้อคุ้มมั้ย (คิดแบบนี้ทีไร ซื้อไม่ลงสักที) ถ้าเป็นของชิ้นใหญ่อย่างจักรยาน จะออกคนละครึ่งกับแม่ค่ะและทุกปีที่บ้านมีกิจกรรมรื้อของเพื่อบริจาค ก็จะเอาเงินเก็บส่วนตัวของเดือนนั้นร่วมบริจาคให้กับมูลนิธิ ทั้งหมดทั้งมวลได้ทำต่อเนื่องมาจนเป็นนิสัยกลายเป็นคนซื้อของไม่เป็น และไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรในทุกวันนี้แหละค่ะ
วัยเรียน
มัธยม เรียน รร.ราษฎร์เพราะแม่เห็นว่า ขืนให้เรียน รร.รัฐคงเกิดกรณีไม่ครูตายก็ลูกสิ้นกันไปข้างหนึ่งแน่นอน (เห็นแวว)เนื่องจากมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก จึงถูกส่งไปเรียน ชม. โดยมีบ้าน แม่บ้าน และน้องชาย พร้อมเงื่อนไขว่าต้องดูแลตัวเองและน้องให้รอด ซึ่งก็ผ่านมาได้ด้วยดีนะคะ ..วิด’วะทั้งคู่จากการปลุกปล้ำของพี่สาว ^ ^
มหาวิทยาลัย เรียนแบบโดดจนครบเท่าที่อนุญาตให้ขาดได้นั่นแหละค่ะ (ตามสิทธิ์เป๊ะ.. รายละเอียดการโดดดั่งหลักฐานที่แนบมาข้างล่างนี้ อิอิอิ) และวางแผนไว้ตั้งแต่เข้าเรียนว่าเทอมไหนลงอะไรเพื่อให้ปีสี่ว่างมากที่สุด จะได้เตรียมไปเรียนอเมริกา (แต่จนป่านนี้ก็ไม่ได้ไป ก๊ากๆๆๆ )
เรียนๆโดดๆสลับกับกิจกรรม เนื่องจากเป็นเลขาฯในทุกระดับตั้งแต่หอพัก ชมรม คณะ และองค์การนิสิต… สนุกกับการเป็นแผนกต้อน(รับ) ของรพ.สัตว์บางเขนและช่วยดูแลหมาของคณะสัตวแพทย์ เพราะชอบ^ ^..จบเป็นบัณฑิตประเภทซีร็อกซ์เยอะกว่าสมุดโน้ต และติวเพื่อนๆที่เป็นเจ้าของสมุดจด ฮี่ฮี่ฮี่
หลังจาก วท.บ. จิตวิทยาคลินิก ก็ไปเดินเล่นในหลายหลักสูตรตั้งแต่จิตวิทยาพัฒนาการ พัฒนาสังคม จิตวิทยาคลินิก (วท.ม) ทำอาหาร ตัดเย็บเสื้อผ้า ฯลฯ เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองค่ะ
การขีดเขียน
เริ่มการขีดเขียนตั้งแต่ 6 ขวบ(แก่แดด ^ ^) เพราะแม่รับสตรีสารรายสัปดาห์ ในนั้นจะมีส่วนที่เป็นภาคพิเศษสำหรับเด็กอยู่ช่วงกลางเล่ม สามารถดึงแยกออกมาเย็บเป็นเล่มต่างหากได้ เป็นความรอบคอบและใส่ใจของคุณย่าบก.รวมทั้งกองบก.ทั้งหมดที่ตั้งใจให้สตรีสารเป็นหนังสือสำหรับครอบครัว หลังจากสตรีสารปิดตัวไปก็ยังไม่เห็นหนังสือดีๆที่มีแนวคิดแบบนี้อีกเลย..ภารกิจหนึ่งที่สำคัญในช่วงปิดเทอมก่อนไปบ้านคุณตาคือดึงภาคพิเศษออกมาแล้วช่วยแม่เย็บเล่มเรียงตามลำดับก่อน-หลังเพื่อบริจาคให้ รร.ข้างนอกทุกปีค่ะ
ผลงานแรกที่ได้เงินเป็นการส่ง “แต่งเรื่องจากภาพ” ไปร่วมสนุกกับสตรีสารภาคพิเศษ ได้ตังค์มา 20 บาท โห..เพิ่งรู้ว่าเขียนก็ได้เงินด้วย เก็บเงินรายได้ก้อนแรกเป็นขวัญถุงด้วยความภาคภูมิใจ นอกจากสตรีสารก็มีชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์ กุลสตรี ขวัญเรือนที่ส่งไปร่วมเล่นสนุกด้วย หลังจากนั้นก็สนุกใหญ่กลายเป็นขาประจำของสตรีสารจนปิดตัวไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (มั้งคะ..จำพ.ศ.ไม่ได้แบบเขียนจนปิดเลยอ่ะ อิอิอิ)
เป็นคนรู้จักตัวเองดีพอควรว่าชอบอ่าน คิดและเขียนมาตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ รร.ประถมฯ คุณครูสอนแบบลูกหลานและเห็นแววนะคะ เลยได้รับโอกาสเป็นกองบรรณาธิการ และเลื่อนขั้นเป็นบก.จุลสารเล็กๆของรร.ตั้งแต่ ป.4 รวบรวมเพื่อนๆพี่ๆได้ 10 คนช่วยกันเขียนแนวเรื่องเล่าของเด็กๆ หรือ สรรหาเกมส์ต่างๆมาลง คุณครูก็ช่วยสอนการปรุไข และดูแลความเรียบร้อย ..รวมทั้งได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องโรเนียวของรร.ได้ในเวลาเลิกเรียน..จึงติดใจกลายเป็นนักขีด(เขียน)น้อยจนลามไปถึงมัธยม ^ ^
สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานช่วงแรกๆ ก็รับจ๊อบฮ่ะ เขียนๆๆๆๆอย่างสนุกสนาน ได้ตังค์ใช้มากพอที่จะดูแลตัวเองได้บ้าง แต่หลังจากนั้นก็เขียนแบบสีน- ละ- ปีนแล้วแต่อารมณ์จะพาไป (เลยโดนข้อหาไม่เขียนบันทึกไปด้วยเลย อิอิอิ)...ได้รับการติดต่อขอเรื่องที่เขียนไปจัดสัมมนาระดับ ป.โทและตรีกับเค้าเหมือนกันนะ ขอบอกๆๆๆๆ
ทำงาน
เริ่มอย่างเป็นจริงเป็นจังคือเล่นหุ้นหลังจากเรียนจบป.ตรี เอ..เล่นหุ้นถือว่าทำงานได้มั้ยเนี่ย? รายได้ก้อนแรกให้แม่ทั้งหมดพร้อมกราบ (เป็นธรรมเนียมของที่บ้านค่ะเงินเดือนเดือนแรกจากการทำงานจะมอบให้แม่ทุกคน แม้แต่ตอนที่หันเหมาทำราชการก็ตาม หลังจากนั้นจะกันส่วนหนึ่งของรายได้ทุกเดือนมอบให้แม่กับป๊า) จากการเล่นหุ้นทำให้มีทุกอย่างที่นิยามของความมั่นคงในชีวิตทั่วไปหมายถึง ..หลังจากเถิดเทิงสนุกสนานในตลาดหลักทรัพย์อยู่ 6 ปีกว่า จู่ๆก็เกิดคำถามในใจว่าชีวิตคืออะไร ที่มีอยู่นี่พอหรือยัง…อะฮ้า ได้คำตอบชัดเลยค่ะว่าพอแล้ว และสมควรเติมชีวิตให้ครบด้วยการกลับบ้านเสียที จึงขายพอร์ตลงทุนทั้งหมดเพราะ “พอ”
กลับมาบ้าน ได้เรียนรู้แวดวงธุรกิจเพิ่มขึ้นอีกเยอะ เมื่อภาระงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น (ประมาณ 4 ปีนิดๆ) ก็ถึงเวลาลองเป็นข้าราชการดูสักตั้ง (ปล่อยช้าไม่ได้เดี๋ยวอายุเกิน แฮ่มๆๆิ) ..เนื่องจากตงิดในใจมานานว่าเงินเดือนข้าราชการอยู่ไม่ได้จริงหรือ?..เลยไต่กระดุ๊บๆไปลองดู ก็สอบได้และได้คนเดียวด้วย เพราะเค้าเปิดรับตำแหน่งเดียว 555
ชะตาชีวิตจึงไปเป็นข้าราชการในจังหวัดที่ไม่คุ้นชื่อ ไกลบ้านแถมได้รับมอบหมายจากหัวหน้าให้เป็นหัวหน้างานตั้งแต่บรรจุ !?!? ตอนนั้นนึกในใจว่าเอายังไงก็เอา(วะ)..เดินหน้ามาแล้วนี่(หว่า)ไม่มีถอยอยู่แล้ว .. ไปๆมาๆลูกบ้าแบบนี้ได้ผลค่ะ !!! ตลอด 8 ปีที่รับราชการ มั่นใจว่ามีผลงานที่ดีพอสมควร เพราะได้รับการยอมรับและมีผลการประเมินสูงมาตลอด
สิ่งที่เรียนรู้
1. ในการทำอะไรก็ตาม ตั้งเป้าหมายที่การให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่คนอื่น แล้วทำด้วยความรัก ความเมตตา(จะมีกรุณา มุทิตา อุเบกขาด้วยก็มิผิดอันใด ดีซะอีกค่ะ)
2. สร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นภายในตัวเอง แล้วความไว้วางใจ (Trust) จะตามมา
3. แทนที่จะนั่งหวังว่าคนอื่นควรรักหรือยอมรับเรา ลุกขึ้นมาทำให้เห็นดีกว่าว่าเรารู้จักความรักและแสดงออกเป็น
4. การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว (บนข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอ) ใช้กับงานไม่ใช่คนค่ะ
5. ให้ความชื่นชมทุกคน มองแง่บวกเข้าไว้ ทุกคนมีส่วนดีทั้งนั้นนะคะ ถ้าหาไม่เจอคนที่ควรฝึกให้หนักขึ้นคือตัวเราเอง
6. ทำทุกเรื่องให้ง่ายทั้งง่ายต่อความเข้าใจ ง่ายต่อการเข้าถึง และง่ายต่อการพัฒนา
7. ก่อนจะสอนใคร เราควรทำได้ก่อน
8. ให้อิสระและเชื่อใจคนอื่นบ้าง พึงเข้มงวดกับตัวเองแต่ผ่อนปรนคนอื่นจะดีกว่า
9. ลองเชื่อจิตใจมากกว่าสมองก็สนุกดีนะคะ
10. การถกเถียงคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นการเรียนรู้และหาทางออกร่วมกันในสิ่งที่ดีขึ้น
11. รู้บริบทตัวเองและทำให้ชัดเพราะนั่นคือหน้าที่
12. การพูดที่มากเกินไป ทำให้ประสิทธิภาพของการคิดลดลงนะคะ
13. งานมีทางแก้ไขปัญหาได้หลายทาง แต่คนจะมี 1 ปัญหา 1 ทางแก้(ที่ใช่) เท่านั้นค่ะ
14. ความคับข้องใจเกิดจากความคาดหวังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หาความคาดหวังของเราและเขาให้เจอแล้วปรับให้เข้ากัน สิ่งที่พึงระวังคืออย่ายัดเยียดความคาดหวังของเราให้ใคร เพราะเขาอาจรับไม่ไหว
15. ไม่ควรคิดว่าทำอย่างไรถึงจะทัดเทียมกับคนที่ชื่นชอบ แต่ควรศึกษาว่าเขาทำอย่างไรแล้วเลือกไปใช้ให้เหมาะสม แล้วเราจะมีแนวทางมากมายเพราะคนที่เราชื่นชอบไม่ได้มีคนเดียวนี่นา
16. ไม่มีสิ่งที่ยาก มีเพียงสิ่งที่เรายังไม่รู้ค่ะ
17. สอนวิธีการดีกว่าให้คำตอบไปเลย
18. ถามตัวเองเสมอว่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร โดยไม่มีเงื่อนไขมากมาย
19. สนุกกับทุกสิ่งแม้เป็นสิ่งเล็กน้อยก็ตาม นวัตกรรมทั้งหลายก็เริ่มจากการสังเกตนะคะ
20. ความกล้าไม่ใช่การเอาชนะความกลัว แต่เป็นการบอกว่ายังมีทางอื่นให้เลือกเดินมากกว่าการอยู่กับความกลัวตลอดไป
21. ยิ้มเสมอ
22. จะดูแลใคร ใจเราควรใหญ่พอ
23. คำถามว่าอะไรบ้าง และทำอย่างไร สำคัญกว่าทำไมเยอะค่ะ





56 ความคิดเห็น
สนุกจัง มีหลายเรื่่องน่าสนใจ
ไปนั่งคุยสดๆมันกว่าเยอะเลย อิอิ
เอ๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ
เจ้าของลานดุรึไง ? ไม่เห็นมีใครมาแสดงความเห็น
สงกะสัยติดโรคจากพี่ตุ๊กตากับน้าอึ่งมั๊ง ? 555555555
ได้รู้จักคนชื่อเบริด์มากขึ้น แต่ทำไมรู้ถ่ายด้านบนตัวใหญ่มาก อิอิอิ
โลดโผนครับ รู้สึกเหมือนดาวที่ปลายแฉกชี้ไปคนละทิศ คนละทาง หรือพลุแตก น่าสนุกดี
อ่านแล้วเอ๊ะแบบไม่ได้ขมวดคิ้วหลายข้อครับ น่าสนใจ น่าสนใจ
^ ^ ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โลกเล็กๆที่อลเวงค่ะ อ.ภูคาช่างสังเกต (ดีนะคะเนี่ยที่ “รู้ถ่าย” ยังมีไม้โท ไม่งั้นพี่ตึ๋งสนุก ก๊ากๆๆๆๆ) เบิร์ด crop รูปแล้วขยายให้ตัวใหญ่ขึ้น เห็นชัดดีค่ะ คริคริ ภาพที่นำมาฝากไม่ได้ทำอะไรขนาดตัวน่าจะใกล้เคียงตัวเป็นๆนะคะ รายละเอียดอื่นๆแปะไว้ก่อนทำหน้าที่ลูกสาวครบแล้วจะมาตอบค่ะ
มีเรื่องเล่าของชีวิตที่มีหลายรสชาติปะปนอยู่ น่าสนใจในหลายมุมมองกับการประคองตนผ่านพ้นมา
ดูเหมือนจะสั้นไปหน่อยสำหรับคนที่อยากรู้อีก ข้อเรียนรู้ในชีวิตที่สรุปไว้น่าสนใจอยู่หลายมุมค่ะ
รู…ปบนนะ ขอให้เก็บเอาไว้ใต้หิ้ง ใต้บ่อไปเลยนะน้อง อย่าให้โผล่ออกมาเป็นตัวจริงเลย….บ่ฮาม…บ่ฮาม….เสียฟอร์มคนงามโหม๊ด….เก็บไปเลยแม้แต่ในฟามฝันนะน้องน่ะ….ให้มันเป็นแค่รู….ปถ่านทำ(เจตนาพิมพ์ผิด)…นะดีแล้ว….55555
โอ้โห แฮะ วี้ดวิ้วววว อิอิอิ
โทษทีครับ เขียนผิด
[...] “โยนิโสมนสิการแห่งชีวิต” [...]
อ่านแล้วไม่ลงชื่อ กลัวอาเฮีย #1 ข้างบนดุ..อิ..อิ
เจอแฟนสตรีสารด้วยกันแล้ว เสียดายหนังสือดีๆ ที่ปิดตัวไปเนาะเบิร์ด ชื่นชมคุณย่า บ.ก.มากเช่นกัน
อ้าว..เลยมาชวนคุยเรื่องหนังสือซะนี่
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวชีวิตดีๆ นะคะ
เรื่องทุกอย่างมีที่มา การได้ทบทวนตัวเองอีกครั้งทำให้เห็นตัวเราเองชัดขึ้นเนาะคะ การใช้ชีวิตแบบพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งทำให้เราลืมร่องรอยในความทรงจำ ..ลืมรอยยิ้มอายๆของความหลังที่ซุกแอบอย่างน่าเอ็นดู
แม่สอนเบิร์ดว่าเด็กๆควรมีวัยเยาว์ที่ดีที่สุด ได้ใช้ชีวิต ได้เล่น ได้ทำในสิ่งที่จินตนาการใฝ่ฝันถึง เพื่อเป็นความอบอุ่นที่แจ่มชัดในยามโต คุณตาคุณยายก็สอนแม่มาแบบนั้นค่ะ เพราะเวลาที่คนตัวเล็กๆของเราโตขึ้น เราไม่ทราบนะคะว่าเค้าจะเจออะไรบ้าง จะว้าเหว่ เหน็บหนาวหรือเปล่า แต่อย่างน้อยเค้าก็ยังมีช่วงเวลาดีๆที่ได้ระลึกถึงแม้นยามรวดร้าวหรือไม่มีใคร
คำสอนได้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นด้วยความสัมพันธ์ ที่มีความเคารพ เชื่อฟัง กตัญญู เป็นสะพานเชื่อม สิ่งที่ช่วยตอกรากฐานให้แน่นคือความศรัทธาในคุณงามความดีของบุพการีที่พบเห็นมาตลอดเวลาที่ชิดใกล้ ทั้งหมดนี้ไม่ได้จางหายไปกับกาลเวลาเลยนะคะ
พี่ตึ๋ง พี่ตา พี่อึ่งคงคุ้นชินกับคำว่าคลื่นเบต้า อัลฟา เดลต้า เตต้า ซึ่งคลื่นสมองที่เปิดพื้นที่ของการเรียนรู้คือคลื่นที่มีความถี่ช้าๆ หรืออัลฟา เบิร์ดพบว่าเบิร์ดโตมากับคลื่นความถี่ช้าๆค่ะ เช่น ใส่บาตรในตอนเช้า การเตรียมของใส่บาตรเป็นความปราณีต พิถีพิถัน และรอคอยอย่างสงบ สำรวมกิริยาเป็นการหน่วงช้าทั้งนั้นเลยนะคะ
การถูบ้านที่มือจับผ้า โก้งโค้งแล้ววิ่งกลับไปกลับมาตามความยาวของกระดานก็เป็นความช้าอย่างหนึ่งเพราะไม่ได้ใช้ไม้ถูลากปร๊าดๆ ไม่มีเสียงเครื่องดูดฝุ่นที่ก้องกังวาล การถูพื้นกระดานให้มันวับโดยไม่มีคราบน้ำหรือคราบสกปรกนั้น ควรซักผ้าให้สะอาดทุกครั้งก่อนจะถูซ้ำนะคะ ทำลวกๆไม่ได้เลย
ไปรร.คุณครูก็เรียกว่าลูก ดูแลอย่างลูกหลานกันจริงๆ ก่อเกิดความอบอุ่นและพื้นที่ปลอดภัย ไม่ได้เร่งร้อนเนื่องจากการประเมินใดๆ น้ำเสียงในการบอกกล่าวเล่าขานหรือสอนกันก็เรียบง่ายชัดเจน ตอนเย็นสวดมนต์กับแม่ กราบหมอนก่อนล้มตัวนอนคลื่นช้าทั้งนั้นเลยนะคะ
ความสุขก็เรียบง่าย ถูบ้านคุณตาเสร็จลูกชิดถ้วยหนึ่งก็มีความสุขแล้ว ..ถ้าเราสามารถคืนพื้นที่สำหรับคลื่นความถี่ช้าๆที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราเหล่านี้ให้กับคนรอบข้างได้คงจะดีนะคะ ^ ^
มาขโมยข้อคิดไป
อย่าไปฟ้องตำรวจนา…
เบิร์ดเย้าเล่นค่ะ เรื่องตัวสะกดนั้นใครๆก็พลาดกันได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยค่ะ (ขนาดเป็นเจตนาแบบพี่ตายังหัวเราะก๊ากได้เลย 555)
อาจารย์ลองเปิดตัวดูบ้างดีมั้ยคะ ชีวิตจริงไม่ใช่นิยายไม่จำเป็นต้องตื่นเต้น เร้าใจเสมอไป แต่การเติบโตมาเป็นตัวเรานี่สิคะที่น่ามหัศจรรย์ การหล่อหลอม การเรียนรู้ การเลือกทางเดินล้วนพึ่งพาการตัดสินใจทั้งนั้น จึงเป็นสิ่งที่น่าศึกษามากเลยค่ะ ^ ^
แม่จะบอกเสมอว่าคนเป็นนายไม่สบาย เพราะคนเป็นนายควรรู้ทุกอย่างทั้งในและนอกหน่วยงาน ซึ่งมีทั้งรู้แบบกว้างๆที่พอชี้ทิศได้ (อย่างน้อยก็รู้ว่าควรไปหาใคร) และรู้ลึก รู้จริงในการสอนงาน แต่เราเข้าใจผิดกันว่าเป็นนายแล้วสบาย ..กษ้ตริย์ ท่านทรงมีขัตติยมานะมากกว่าคนธรรมดา ลูกลองยืนตรงนิ่ง ไม่ขยับไม่พักขาหยุกหยิกสักชม.ลูกจะรู้ว่าพระองค์ท่านทรงมีขัตติยมานะเพียงใด..
วันนี้เบิร์ดเห็นงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางฯแล้วอยากให้มีคนศึกษาพระราชพิธีนี้นักค่ะ ตั้งแต่ความสำรวม สงบงาม การเตรียมงาน การประชุมที่มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการในทุกระดับชั้นเพราะได้งานตามกำหนดเป๊ะๆ โบราณราชประเพณีต่างๆ การจัดริ้วขบวน เครื่องยศ ความเคารพศรัทธา ท่วงท่าการเดินแบบสืบเท้าฯลฯ ศึกษางานเดียวได้ทุกอย่าง แม้แต่รากฐานของคนไทยนะคะ
ริ้วขบวนทำให้เบิร์ดกระจ่างว่าทำไมถึงมีคำกล่าวว่าความสำรวมคือความงาม เพราะคนโบราณท่านไม่ใช้คำว่าสวยเวลาจะชมสิ่งใดท่านจะว่างาม..งามจะมีความสง่า ไม่ฉาบฉวย ถ้าหมายถึงคนก็คือครบถ้วนทั้งแต่งกาย แต่งใจ กิริยามารยาทที่สำรวมตามกาล ..งามอย่างนี้นี่เองถึงจับตาจับใจนัก
คำบอกเล่าที่ส่งต่อมาพร้อมความหมายเป็นการเสริมให้เราเห็นอะไรอย่างละเมียดละไมขึ้นนะคะ เบิร์ดโตมาพร้อมคำอธิบายมากกว่าการตัดสินถูกผิด ดีไม่ดีค่ะ ^ ^
ลืมบอกพี่เบิร์ดว่า ที่วี้ดวิ้ว เพราะตอนอ่านเสร็จ ไม่รู้จะนึกคำพูดไหนมาเขียนอะพี่ อึ้งงงง
การถอดตัวเองทำให้เราเบาขึ้นนะคะ หลายๆอย่างที่เคยเก็บแบบสุมๆเข้าไป ได้รับการจัดระเบียบใหม่ ทำให้พบว่ายังมีที่ว่างอีกมากมายที่จะจัดสรรได้ดีกว่าเดิม
เบิร์ดชอบบันทึก พระคุณของแม่ ในบล็อกพี่ค่ะ เพราะที่ผ่านมาเราขาดการให้คุณค่าในมิติของความลึกซึ้ง เกี่ยวพัน สรรสร้าง ที่เป็นความจริงโดยสัจจะ ไปเน้นเพียงความหมายโดยการแปลเท่านั้น
การสร้างคนตัวเล็กๆ ควรใช้สองมือช่วยกันประคอง ปั้นแต่ง ทั้งมือที่เข้มแข็ง และมือที่อบอุ่นอ่อนโยน โดยมีการสอดประสานกันอย่างดี เหมือนการปั้นเครื่องปั้นดินเผานะคะ รู้จังหวะ รู้ความพอดี จึงจะได้เครื่องปั้นที่มีสัดส่วนงดงามตามแบบในใจ
นอกจากการดูแลบิดามารดาที่เป็นการแสดงความกตัญญูแล้ว การดำรงตนให้ถึงพร้อมด้วยความดีก็เป็นการประกาศคุณงามความดีของบุพการี และเป็นการแสดงความกตัญญูในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยนะคะ
จุดที่ทำให้เบิร์ดเชื่อและศรัทธาในกรรม เพราะมีประสบการณ์จากการเห็นมรณกาลต่อหน้าต่อตาจากอุบัติเหตุที่เกิดกับเพื่อนสนิทสี่คนค่ะ
ช่วงชีวิตที่เล่นหุ้น เบิร์ดได้ไปฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรีอยู่ ๓ เดือน และเรียนรู้อะไรได้มากพอควร
ตอนเกิดเหตุเป็นการนัดไปเที่ยวที่เขาใหญ่ ขากลับเบิร์ดควรขึ้นรถคันนั้นแต่เพื่อนคนที่ไปแทนเค้าดึงแขนไว้แล้วบอกให้เบิร์ดไปคันหลังดีกว่า (เอารถไปสองคันค่ะ เจ็ดคน) ..ลงทางไปฉะเชิงเทรา รถบรรทุกอัดก๊อปปี้คันหน้าอย่างแรง แล้วลากจนรถหมุนกลับมาเกือบชนคันที่เบิร์ดนั่ง ตอนนั้นรู้เลยว่ามรณะอยู่ใกล้เรานิดเดียว เส้นบางๆเท่านั้นเองที่กั้นอยู่
และได้เรียนรู้ว่าการควบคุมตัวเองในขณะวิกฤตนั้นคืออะไร ..การงัดรถเพื่อเอาเพื่อนออกมาทำให้ได้แผลที่มือหลายรอย และทุกครั้งที่เห็นรอยแผลเป็นเล็กๆเหล่านั้นเบิร์ดก็คลายความเจ็บปวดลงเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสอนเรื่องที่ยิ่งใหญ่กับเบิร์ดคือความไม่ประมาท และหน้าที่ของเบิร์ดคือส่งต่อการเรียนรู้อันนี้ให้กับคนอื่นๆต่อไป
เพราะมีหลากหลายสีชีวิตจึงงดงามและมีความหมายนะคะ ^ ^
นี่แหละเบิร์ด ขนาดแท้ ยิ่งกว่าแช่แป้ง
เฮ้อ สุดท้ายก็สมหวังเสียที
หลังจากแอบลุ้นเงียบๆ จนเผลอตกใจเสียงหายใจตัวเอง
มีวิธีเล่าที่บรรเจิดจริงๆสาวน้อย
แมะล่าเบิร์ดตั้งใจจะบอกนะคะว่าสิ่งที่เห็นเพียงอย่างเดียวนั้นอย่าเพิ่งตัดสินใจ พี่ตา อ.ภูคาหรืออีกหลายๆท่านเอะใจว่าทำไมถึงกลมป๊อกได้ขนาดนั้น เพราะได้รู้จักเบิร์ดมากกว่าการเห็นเพียงภาพหรือสิ่งที่คิดวาดเอาเองน่ะสิคะ
ประสิทธิภาพในการประมวลผลการรับรู้ของคนนอกจากความคมชัดของอายตนะทั้ง ๖ แล้ว ยังขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิมด้วยนะคะ การลบรูปรอยเดิมจึงใช้เวลาเพราะไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเหมือนๆกันค่ะ
การดูแลน้องชายไม่ยาก เพราะเค้ามีฐานมาดี มีความรับผิดชอบและวินัยในตัวเองค่ะ ปาป๊าภูมิใจนักเวลาที่ได้รับเชิญไปพูดถึงการเลี้ยงลูก เพราะเป็นที่ประจักษ์ว่าเลี้ยงได้ดี อิอิอิ
แม่เล่าว่าตอนเบิร์ดเข้าอนุบาล ๑ (สมัยนั้นไม่มีเตรียมอนุบาล) ปาป๊าจะไปยืนแอบดูอยู่ข้างรั้ว ก่อนเลิกเรียนก็จะยืนรออยู่ที่หน้าห้อง ไม่เคยมีเลยนะคะที่เบิร์ดต้องนั่งรอผู้ปกครอง พอแม่กลับบ้านก็จะเล่าให้แม่ฟังว่าวันนี้ลูกกินอะไรบ้าง เรียนอะไร นอนกี่โมง ตื่นกี่โมง ฯลฯ ไปแอบดูอย่างนี้ทุกวันจนเบิร์ดขึ้นชั้นอนุบาล ๒
ถ้านิยามความเป็นพ่อหมายถึงผู้ปกป้อง พื้นที่ปลอดภัย ปาป๊าทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเลยล่ะค่ะ เพราะคอยรับส่ง ดูแล พาเที่ยวดูโน่นดูนี่ตั้งแต่เด็ก
ที่บ้านจะปล่อยให้ช่วยตัวเอง แต่ดูอยู่ใกล้ๆเพื่อความปลอดภัยค่ะ ให้ลองผิดลองถูก ให้ค้นหาวิธีแก้ปัญหาเอง อย่างเบิร์ดจะเปิดประตูที่ใส่กลอนบน เค้าก็จะยืนดูให้เราหาวิธีตั้งแต่เอาเก้าอี้มาต่อ ไม่ถึงจะทำยังไง จนได้คำตอบคือเอาด้ามไม้กวาดเขี่ย หรือบีที่ซักถุงเท้าด้วยการใส่แล้วถูสบู่ที่พื้นถุงเท้าแล้วเดินถูไปถูมากับพื้นห้องน้ำตอนอาบน้ำ เค้าก็ไม่ว่าเพราะจริงๆส่วนที่สกปรกที่สุดของถุงเท้าก็คือพื้นหรือแบงค์ที่ชอบนักกับการรื้อวิทยุดูว่ามีเสียงได้อย่างไร ก็จะมีวิทยุเก่า รถบังคับวิทยุเก่า รถคันเล็กๆ สำหรับให้รื้อดูโดยเฉพาะ ฯลฯ
สอนแบบให้คิดและทำในรูปแบบของตัวเองนี่แหละค่ะบ้านเบิร์ด ^ ^
ที่อู้บ่ออกเพราะอันหยัง? พี่เลยเล่าไม่ออกเลย 555
งั้นกอดแทนละกัน สัมผัสเป็นสื่อแทนใจได้อย่างดีเนาะ กอดอุ่นๆจ้ะ(ว่าแต่มีคนช่วยแม่แทนน้องราณีวันที่ ๕ ธค.หรือยังจ๊ะ?)
ไม่ไหวครับคุณเบิร์ด ไม่ไหวๆ มันสั้นไปๆ ขอภาคสองได้เปล่าครับ อิอิ
ผมเชื่อเสมอว่าชีวิตในวัยเด็กนั้นสำคัญมากๆ เหมือนกับเมล็ดพืชดีที่ปลูกในทำเลที่ดีและเหมาะสม ถึงแม้เมล็ดพืชนั้นไม่ใช่พันธุ์ดีก็มีโอกาสเติบโตได้ดี ยิ่งเมล็ดพืชนั้นดีก็มิต้องพูดถึงกว่าจะเติบโตเป็นพืชที่ดีและงดงามเพียงใด
คุณเบิร์ดโชคดีครับ โชคดีที่ได้เกิดในครอบครัวที่ดี อย่างนี้ต้องเรียกว่าทั้งเมล็ดพืชและทำเลดีด้วยกันทั้งคู่ ขอร่วมอนุโมทนาสาธุกับครอบครัวคุณเบิร์ดด้วยครับ อยากให้มีครอบครัวแบบนี้ในสังคมไทยเยอะๆ ครับ
เอ่อ ถ้ามีภาคสองขอเป็นประวัติการปฏิบัติธรรมละกัน นะๆๆๆๆๆ สัญญาแล้วนะ แล้วจะรอ อิอิ
สวัสดีค่ะพี่ครูอึ่ง
เย้ๆๆๆๆ ดีใจที่เจอแฟนสตรีสารเหมือนกันค่ะ ^ ^ หนังสือดีๆที่น่าเสียดายเมื่อต้องปิดตัวไปด้วยความจำเป็นหลายประการ คุณย่า บก.เป็นคุณย่าของทุกๆคน ทุกๆวัย เพราะเป็นการเรียกขานด้วยความเคารพศรัทธาไม่ขึ้นอยู่กับวัยวุฒิ คุณวุฒิ ชาติวุฒิแต่อย่างใดนะคะ
การหล่อหลอมด้วยสตรีสารภาคพิเศษที่มีเรื่องสำหรับเด็กที่น่าอ่านมากมายตั้งแต่เรื่องคุณตาคุณยายยังเด็ก จดหมายถึงคุณยาย นิทาน เรื่องสั้นต่างๆ เกมส์ แต่งเรื่องจากภาพ ต่อเติมเสริมแต่ง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ประวัติศาสตร์ ตำนานที่เขียนในรูปการ์ตูนลายเส้นน่าอ่าน ฯลฯ ที่แม้นแต่สมเด็จพระเทพฯก็ทรงเคยใช้พระนามปากกา”แว่นแก้ว”ในการเขียน ทำให้เด็กๆในยุคนั้นกลายเป็นนักเขียนหลายคนนะคะพี่ครูอึ่ง
นักเขียนในสตรีสารทั้ง อ.สมศรี สุกุมลนันท์ จันทรำไพ มนันยา โสภาค สุวรรณ อ.นพวรรณ พันธุเมธา ฯลฯ เป็นนักเขียนที่ใช้ภาษาได้น่าอ่าน เรียบง่าย ชัดเจนตรงไปตรงมา คอลัมน์หลายๆคอลัมน์อย่างภาษาสมัย เรียนอังกฤษจากเพลง ทรรศนะหญิง (เบิร์ดเคยเขียนหลายตอนอิๆ )- ทรรศนะชาย จินตนาสองตอบปัญหา ฯลฯ เป็นประโยชน์สำหรับเบิร์ดมากเลยค่ะ ปูฐานมาได้อย่างดีโดยเฉพาะการใช้ภาษา การคิด การตัดสินใจ
หนังสือที่เลือกเป็นหนังสือคู่บ้านจึงควรคิดให้รอบคอบนะคะว่าจะเลือกรับประเภทไหน เพราะคนตัวเล็กๆเค้าจะซึมซับไปกับเราด้วย
อยากไปดู รร.ของพี่ครูอึ่งมากเลยค่ะ คิดถึงเด็กหญิงเสื้อสีส้มและตะพาบของราม ^ ^
เบิร์ดสิคะที่แอบขอความคิดดีๆและพลังในการสร้างชีวิตจากพี่บางทรายมาเตือนใจ ความละเอียด รอบคอบ ช่างคิดของพี่ชายคนนี้ทำให้ทุกอย่างน่าเรียนรู้ไปหมด เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย รายละเอียดที่ซ่อนเร้นเมื่อพี่บางทรายดึงขึ้นมากลายเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาไปทันที สุดยอดมากค่ะ
วันนี้ไปเจอโน้ตสั้นๆที่เคยเขียนไว้นานแล้วเกี่ยวกับระดับของคำพูดว่ามี ๓ ระดับ (แต่ตอนนี้นึกไม่ออกว่าเขียนในคอลัมน์ไหนและเรื่องอะไรถึงมีโน้ตเกี่ยวกับเรื่องนี้) เอามาฝากพี่บางทรายนะคะ เพราะอ่านปุ๊บนึกถึงพี่เลย
๑. ระดับสัจจะ มีค่าเพียงน่าเชื่อถือ
๒. ระดับสัจจะ และสุภาพ เป็นระดับน่าเชื่อ น่าฟัง
๓. ระดับสัจจะ สุภาพ และกอปรประโยชน์ เป็นระดับสูงคือน่าเชื่อ น่าฟัง และน่าบูชา ^ ^
การบ้านของพ่อทำให้ได้ย้อนดูตัวขนานใหญ่เลยนะคะ เป็นเรื่องราวในรูปรอยและรอยใจในรายทางจริงๆ ได้ทบทวน ได้เห็นสีสันหลายๆอย่างที่เรามองข้ามไป เห็นรากที่ทำให้เป็นเราในวันนี้ และแจ่มชัดกับความจริงว่าคนทุกคนล้วนมีบาดแผล มีริ้วรอยกันทั้งนั้นเพราะผ่านชีวิตมามากมาย แต่เมื่อเราเปิดออกมา และย้อนกลับไปดูชัดๆ สิ่งที่เคยกักขังเราไว้ก็กลายเป็นเรื่อง”แค่นี้เอง”
เพราะความเจ็บปวดที่เราเคยย้ำเตือนตัวเราด้วยการต่อว่า ประนามหรือกดทับไว้ไม่กล้าแตะต้องเพราะเจ็บช้ำ เมื่อกล้าดูชัดๆจะเห็นว่าแผลที่คิดว่าใหญ่นั้นแท้ที่จริงไม่ใหญ่อย่างที่คิดเลย เนื่องจากมีน้ำใจจากมวลมิตรที่โอบล้อมเราอยู่ ทำให้เราก้าวออกจากความเจ็บปวดในอดีตได้อย่างมั่นคง เหมือนทางการแพทย์นะคะ แผลที่เปิดออกจะรักษาได้ง่ายกว่า แผลที่ไม่กล้าแตะต้องหรือกดทับไว้
ถ้าจะเปรียบเฉดสีของเรื่องราวต่างๆในชีวิต คงเปรียบความสุขได้กับสีสดใสต่างๆ และความทุกข์คือสีดำ แต่ถ้าเราดูภาพวาด ภาพถ่าย ฯลฯอย่างพินิจ จะเห็นว่าภาพทุกภาพล้วนมีสีดำเป็นส่วนประกอบทั้งนั้นนะคะไม่ว่าจะเป็นเงา การตัดขอบ การเน้น จังหวะใกล้ไกล ซึ่งเฉดสีดำเหล่านี้ทำให้ภาพทุกภาพดูงดงามและมีความหมายมากขึ้น ดังนั้นความทุกข์ ความเจ็บปวด ความหม่นเศร้าจึงเปรียบเช่นสีดำที่ทำให้ภาพชีวิตของเรางดงามนะคะพ่อ
การบ้านนี้จึงยิ่งใหญ่เหลือเกินที่มีบรรทัดสุดท้ายตัวโตๆนั้นเพราะดัก”วัยรุ่น”ไว้ก่อนค่ะ อิอิอิ (กลัวเหมือนพี่รอกอด 555)
คุณทำอาวุธ !!!(กรุณาทำเสียงหลงไปด้วยนะคะ เพราะกำลังคิดว่าจะไปเขย่าลานเอหน่อย สงสัยว่าเจ้าของหายไปไหน)
เบิร์ดเช็ครายชื่อคนบาดเจ็บในวันที่ ๗ ตค.และมั่นใจว่าไม่มีชื่อแน่นอน แต่ไหงหายไปเลย ฮึ่ม! แง่มๆๆๆๆ %&^)#$@ แต่ดีแล้วล่ะค่ะที่เห็นหน้าตา (เจ้าตัวเล็ก) ยังเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว อิอิอิ
ดูวิธีปราบเบิร์ดของแม่มั้ยคะ สมัยนู้นเวลาอยากได้อะไรก็จะทำฤทธิ์ตามประสาเด็ก โดยรูดตัวไปนั่งกับพื้นแล้วลงดิ้น แม่ก็ปล่อยให้ดิ้นกลางตลาดเลยค่ะ เดินไปซื้อของต่อเฉย แม่ค้าแถวนั้นถามว่าไม่กลัวคนอุ้มไปเหรอ แม่บอกไม่กลัว เดี๋ยวก็วิ่งตามมาเอง (เมืองยังเล็กไงคะ มีความปลอดภัยสูง เพราะรู้จักกันทั้งนั้น) โดนปราบไปสองทีเข็ด.. ทีแรกหลังจากดิ้นจนเหนื่อยแล้วตกใจ เพราะแม่หาย วิ่งตามกระดุ๊กๆ คราวหลังเก่งขึ้นดิ้นจนเหนื่อยแล้วก็ยืนรอให้แม่กลับมาซื้อของแถวนั้นเพราะจำได้ว่าแม่ยังไม่ได้ซื้อกุ้ง ก๊ากๆๆๆๆ
เด็กๆจะรู้สึกปลอดภัยถ้ามีขอบเขตให้เค้านะคะ ไม่ใช่การตามใจทุกเรื่อง การทดสอบขอบเขตเป็นการทดลองว่าเราจะทำอะไรได้แค่ไหน เมื่อรู้ว่าขอบเขตอยู่ตรงไหนก็หยุด และรู้ว่ามีคนดูอยู่แต่เราปลอดภัยในขอบเขตนี้ จะฝึกความมีวินัย ความรับผิดชอบ การเรียนรู้ต่างๆได้อย่างดี ส่วนเรื่องที่ขอ ได๋ค่า..สำหรับเพื่อนน้อยกว่านี้ได้ไง แต่จะทำเมื่อไหร่ขอเวลานิดนะคะ ก๊ากๆๆๆ
คลิกแล้วเลื่อนลงไปดูท้ายหน้านะครับ ไม่ควรเปิดดูในเวลาที่ไม่ว่าง
กลยุทธ์การปราบเซียนของแม่คุณเบิร์ดนั้นต่างกับแม่ผมมากครับ แม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ถ้าผมทำแบบคุณเบิร์ดก็คงโดนไปหลายผัวะ อิอิ
หลายครั้งที่ผมน้อยใจว่าทำไมเราไม่ได้ ไม่มีอะไรเหมือนลูกคนอื่น พาลให้แอบโกรธพ่อแม่ไปในที แต่ก็แปลกนะครับ พอเราโตขึ้นเรากลับรักท่านมากขึ้น เข้าใจในความรักซื่อๆ แบบบ้านๆ ของท่าน ตอนนี้ลองถามตัวเองเหมือนตอนเป็นเด็กอีกที กลับได้คำตอบที่ตรงข้าม อย่างหนักแน่น
เสียใจด้วยนะครับที่คุณเบิร์ดหารายชื่อผมไม่เจอ 555 ก็ผมไม่ได้ไปนี่ครับ แต่ถ้าไปผมว่าคุณเบิร์ดอาจเจอรายชื่อผมในลำดับต้นๆ แน่ครับ อิอิ
การไม่ได้ไปครั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่เหตุผลที่มีผลกระทบต่อจิตใจมากที่สุด ก็คือเสียงทางโทรศัพท์ของแม่ที่บอกว่า “อย่าไปเลยนะลูกนะ อย่าทำให้แม่เสียใจ และอย่าทำให้พ่อเครียด” เจออย่างนี้ขาก็หมดแรงเลยครับ
ตามธรรมดาเวลาทำอะไรผมแทบไม่ปรึกษาพ่อแม่ ยิ่งอยู่ต่างจังหวัดท่านก็แทบไม่รู้ความเคลื่อนไหวผมเลย คราวที่ผมไปทำเนียบครั้งนั้นท่านก็ไม่ทราบครับ แต่มีอุบัติเหตุให้ท่านต้องทราบ
วันหนึ่งขณะที่ผมเดินโต๋เต๋หากาแฟ อาหารเช้ามาทาน เพื่อรอเวลาท่านสมัครออกเสียงทางทีวี ไอ้เราก็ลุ้นว่าเขาจะลาออกหรืออะไรสักอย่าง จังหวะนั้นแหละครับ ผมก็หาที่เหมาะๆ นั่งจิบกาแฟข้างเต๊นท์ๆ หนึ่ง พอดีก็มีหญิงสาวไทยกับชายฝรั่งคู่หนึ่งเดินมากวาดถ่ายรูปไปทั่ว ผ่านหน้าผมไปหลายรอบ ไอ้เราก็ไม่คิดว่าเป็นทีวีของไทยเพราะคุณเธอไม่มีสัญลักษณ์อะไรเลยที่บอกว่าเป็นทีวีช่องใด เราก็คิดว่าคงเป็นของชาวต่างชาติมั้ง
ที่ไหนได้ เย็นวันนั้นก็เป็นเรื่องครับ ภาพข่าวไปออกทีวีและก็ออกหลายรอบ จนคนที่บ้านเห็น แม้เขาจะไม่ค่อยได้เจอผม หนวดก็ไม่ได้โกน จากที่ดำอยู่แล้วก็ดำเกรียม ยังจำกันได้อีก สงสัยคงจำเค้าความหล่อได้กระมังครับ 5555555
ด้วยเหตุนี้แหละครับ แม่เลยโทรมาดักคอทำให้ขาผมไม่มีแรงที่จะก้าวไปในทางที่ต้องการ
แม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่รู้เรื่องการเมือง ดูทีวีก็ดูแต่ละคร ท่านไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้หรอกครับ ถ้าเกิดอะไรขึ้นท่านอาจทำใจไม่ได้ และอาจเป็นเดือดเป็นแค้นผู้อื่นอย่างที่ไม่สามารถหาข้อเท็จจริงได้ ให้เลือกโลกกับแม่ ก็ต้องเลือกแม่แหละครับ อิอิ
อ้อ สำหรับเรื่องที่ขอไว้ รับปากแล้วก็อย่าลืมล่ะครับ เกิดคราวหน้าผมไปทำเนียบขึ้นมา(โดยที่แม่ไม่ทราบ อิอิ) ผมอาจไปทวงด้วยวิธีอื่น อย่างผมพระประธานก็อาจเอาไม่อยู่นะครับ บรื๋อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เล่าตรงนี้เลยละกันค่ะ ประสบการณ์ปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน (เพราะนานที่สุด)
วันแรกที่ไปถึง ได้ปวารณาตัวว่านอกจากศีล ฝึกสมาธิ ตามกฏระเบียบของวัดแล้วก็จะทดสอบตัวเองตลอดการฝึกด้วย”วจีวิรัติ” คืองดการพูด ก็ไม่ยากนะคะเพราะปกติก็ไม่พูดอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ในที่สับปายะแบบนั้นก็ยิ่งมุ่งปฏิบัติได้ง่าย
กิจกรรมกลับเลือนๆ เอาเท่าที่จำได้นะคะ มีการเดินจงกรม สวดมนต์ ฝึกสมาธิ เหมือนๆกับที่อื่น
เดี๋ยวกลับมาเล่าต่อนะคะ
ได้ครับ จะรอครับ อิอิ
แล้วอย่าลืมช่วยเล่าการปรับมาใช้กับชีวิตประจำวันด้วยนะครับ(ขอเน้นๆ)
หวังว่าคงไม่ขอมากไปนะจ๊ะ อิอิ
สิ่งที่ได้รับจากการปฏิบัติธรรมคือความอดทน ข่มกลั้น ความรับผิดชอบและมีความสุขในทุกหน้าที่ที่ทำค่ะ เพราะหลวงพ่อสอนให้กินน้อย นอนน้อย (อันนี้ยากเพราะนอนวันละ 6 - 8 ชม. ไม่งั้นเบลอ) ปฏิบัติมาก
ความสุขจากการมีสติ รู้ตัวจึงเป็นความสุขที่อยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ แต่เราเที่ยวไล่ไขว่คว้าถึงความสุขที่อยู่ในอนาคต จนลืมว่าสันโดษเมื่อไหร่ สุขเมื่อนั้นนะคะ
ทักษะที่ถูกเคี่ยวทำให้ชินและมองทุกอย่างแบบเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป รู้จักอารมณ์ เห็นความหยาบ - ละเอียดของอัธยาศัย เมื่อเห็นและเข้าใจคนจึงได้รู้ว่าจิตใจที่แห้งผาก จะใช้เวลานานในการซึมซับความชุ่มชื้นแล้วเมล็ดพันธุ์ดีงามอย่างความเมตตาที่ฝังตัวอยู่ถึงจะเจริญงอกงามขึ้นมาได้ ดั่งทะเลทรายไงคะ กว่าจะพลิกฟื้นขึ้นมาใช้เวลาแสนนาน จึงควรมีความสม่ำเสมอและอดทน
จากการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ได้แปลความอดทนคือการได้ในสิ่งที่ไม่อยากได้ และอดกลั้นคือการไม่ได้ในสิ่งที่อยากได้ ถ้ามีทั้งสองอย่างนี้เป็นเขื่อนกั้นใจ กระแสความต้องการคงเชี่ยวกรากน้อยลงค่ะ
การเกิดดับที่เกิดขึ้น ถ้าจิตทัน(ทำได้บางครั้ง และไม่ละเอียดพอที่จะเห็นทุกการเกิดดับของอายตนะทั้งหมด) จะเห็นว่าเร็วมาก เปรียบเหมือนกระแสไฟฟ้าที่แท้จริงเป็นกระแสสลับ และความสว่างเกิดจากการเกิดดับของเซลล์ไฟฟ้ามากมาย เพียงแต่เกิดขึ้นเร็วมาก ทำให้เห็นเป็นแสงสว่างจ้าตลอด..
ความเข้าใจที่เกิดขึ้นทำให้ชัดว่าทำไมถึงถูกสอนว่า ถ้ายังเวียนว่ายในสมมุติ “อย่าบังอาจตัดสิน” เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ แน่ใจหรือว่าสิ่งที่เห็นคือสิ่งที่ใช่ และตัวเราก็ยังไม่หมดจด ดีงาม เที่ยงแท้นะคะ
การตายของเพื่อนทำให้เบิร์ดเห็นว่าชีวิตนั้นไม่เที่ยง ความตายไม่ได้เลือกลำดับก่อนหลัง จะว่าอายุมากไปก่อนก็ไม่ใช่ เมื่อยังอยู่ก็ควรเพียรเดินบนหนทางที่ถูกต้อง เพื่อหลุดการเวียนว่ายในวัฏฏะสงสาร ความตายคือการแยกของธาตุขันธ์ตามสภาวะที่เกิดขึ้น เมื่อลมหยุด ไฟก็ดับ น้ำ ดินแยก เมื่อ “เห็น” การตายจึงพบว่ามีแต่ความตาย แต่ไม่มีผู้ตายค่ะ
ทุกเรื่องจะผ่านพ้น ถ้าเราวางจิตให้ถูกที่นะคะ..อย่าอ่านอย่างเดียวนา แลกเปลี่ยนด้วยว่าคุณธรรมาวุธได้อะไรจากการปฏิบัติธรรม ^ ^
เจริญพร
สาธุ สาธุ สาธุค่ะ
(กราบสามครั้ง)
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
ขอบคุณที่รีบตอบให้นะครับ ก็บอกแล้ว นี่ขนาดไม่เอาจริงยังต้องแก้อาถรรพ์ขนาดนี้ ถ้าเอาจริงละก็..เหอๆๆๆๆๆ
ผมเป็นนักอ่านมากกว่านักปฏิบัติ ที่ว่าเป็นนักอ่านก็ไม่ใช่ว่าเป็นหนอนหนังสือ เพียงแต่อ่านมากกว่าคนไทยทั่วไป(สี่บรรทัดต่อปี?) เท่านั้นเองครับ
งั้นประสบการณ์ในการปฏิบัติธรรมจึงน้อยมาก ไปเข้าคอร์สปฏิบัติในแนวพอง-ยุบมาครึ่งเดือนในภูเก็ต แบบเข้มข้นเล็กน้อย คือเคลื่อนไหวช้าๆ และไม่พูดกับโยคีด้วยกันเลย
เหตุการณ์นี้ก็เพิ่งผ่านมาประมาณสองปีเท่านั้นเองครับ แต่การที่เราไปรับการอบรมโดยตรงบ้างก็ดีนะครับ ทำให้เราอ่านหนังสือได้เข้าใจมากขึ้น เช่นคำว่า “สติ” เนี่ยเมื่อก่อนไม่ได้เห็นความสำคัญนัก แต่พอเราไปปฏิบัติมาก็เข้าใจคำนี้มากขึ้น และเข้าใจว่าคำนี้แหละคือหัวใจของการปฏิบัติ และยิ่งได้ใช้คู่กับคำว่า “ปัจจุบันขณะ” ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสุดยอดของการปฏิบัติเลยครับ
พระพุทธศาสนาเป็นอะไรที่แปลกจริงๆ นะครับ เมื่อก่อนผมคิดว่าเรื่องราวในพระพุทธศาสนานั้นมันก็เป็นนิยายดีๆ นี่เอง เหมือนกับหนังจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้าๆ ที่เคยติดตอนเด็ก แต่พอโตขึ้น มีประสบการณ์ มีการศึกษามากขึ้น เรื่องราวเหล่านี้ก็ค่อยๆ กลายเป็นความจริงขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นความจริงเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตซึ่งใช้ได้จริง และท้ายที่สุดก็ช่วยให้เราได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างแท้จริง
ปัจจุบันผมสนใจแนวการสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช มาก เป็นการสอนที่เหมาะกับคนทำงาน และแก้ข้อข้องใจต่างๆ นานา ที่ผมสงสัยมานานและที่อื่นไม่สามารถให้คำตอบได้(ถูกจริตว่างั้น) ข้อสงสัยก็เช่น ถ้าไม่บวชเราจะปฏิบัติธรรมได้ไหม? การปฏิบัติธรรมเราจะไม่เน้นการเคลื่อนไหวช้าๆ ต้องนั่งหลับตาได้หรือไม่ เพราะชีวิตส่วนใหญ่เราต้องทำมาหากิน ฯลฯ
สิ่งที่พยายามทำตอนนี้คือเน้นฝึกสติในชีวิตประจำวัน และทำในรูปแบบบ้างครับ
เอาล่ะ ผมไม่ได้อ่านอย่างเดียวแล้วนะครับ
ประสบการณ์คุณเบิร์ดเป็นไปในทางเดียวกับที่ผมเข้าใจเลยครับ
ว่างๆ จะมาชวนคุยอีกครับ อ้อ ใส่รูปในบันทึกเนี่ยทำให้บันทึกที่มีข้อความยาวๆ น่าสนใจขึ้นเป็นกองเลยครับ อิอิ
ตามมาดูรูปใหม่ ๆ หน้ากลม ๆ หัวกลม ๆ อิอิ….
ขออภัยที่ตอบช้ามาก เพราะติดหลายอย่าง อ่านการแลกเปลี่ยนของคุณธรรมาวุธแล้วเกิดความคิดขึ้นว่าแท้ที่จริงธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัวนะคะ ใกล้จนเรียกว่าตัวเราเองนี่แหละคือธรรมและขอบเขตของธรรมะมีอยู่เพียงอย่างเดียวคือ”ทำอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์”
ถ้าจะศึกษาธรรมะก็ศึกษาลงไปเลยว่าความทุกข์อยู่ที่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไรและดับไปได้อย่างไร..ความสำเร็จของการศึกษาธรรมจึงอยู่ที่การปฏิบัติจนเนียนเป็นวิถีของตัวเรา ปฏิบัติจนเข้าถึงความพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อความรอบรู้รกสมอง หรือการแจกแจงโดยพิสดารพันลึกจนเห็นว่าเป็นเรื่องยากเหลือเกินนะคะ
ความทุกข์ของคนก็อยู่ในกายในจิตของเราเอง สนามศึกษาธรรมจึงอยู่ที่กายที่จิตของเรานี่แหละค่ะ แทนที่จะเที่ยวเรียนรู้ออกไปภายนอก ก็ย้อนเข้ามาสังเกตกายและจิตของเราให้ดี ทำไปเรื่อยๆจะละเอียดขึ้นทีละเล็กละน้อย นอกจากอาการทางกายทั่วๆไปเช่นปวด เมื่อย เหนื่อย หิวฯลฯแล้วยังเห็นอารมณ์ เห็นการเกิดดับว่าไม่นานเช่นกระหายน้ำได้ดื่มน้ำก็เกิดความสุขความพอใจ ความทุกข์หายไป พอร้อนเหนื่อยก็ทุกข์ใหม่..
หรือเวลาที่เราสงสัยในธรรม(ไม่ได้ว่าใครนา) จะเห็นแรงผลักให้เราคิดหาคำตอบ จิตของเราก็เคลื่อนเข้าไปอยู่ในโลกของความคิด ซึ่งในตอนนั้นจะลืมดูตัวเราเอง เพราะมัวแต่คิดหาคำตอบในเรื่องที่สงสัย..วิถีปฏิบัติท่านถึงได้ว่าอย่าติดกับสงสัย นิวรณ์ห้าประการที่เป็นตัวขวางสมาธิก็มีความลังเลสงสัยเป็นหนึ่งในห้าด้วยเนาะคะ ^ ^
หัดรู้ทันจิตใจตัวเองมากๆเข้าไม่นานก็จะทราบว่าความทุกข์เกิดได้อย่างไร ความพ้นทุกข์เกิดได้อย่างไร สภาพที่ไม่ทุกข์เป็นอย่างไร สภาพจิตใจจะพัฒนาเองไม่ต้องไปคิดเรื่องฌาณ ญาณ หรือมรรคผลนิพพานให้รกใจนะคะ
ถึงตอนนั้นอาจพูดธรรมะไม่ได้สักคำ ท่องบาลีไม่ได้สักตัว แต่จิตใจพ้นจากความทุกข์ หรือถ้าทุกข์ก็ทุกข์ไม่มากและไม่นาน ..ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายๆธรรมด๊า ธรรมดา
เรื่องที่นำมาพูดเป็นคุ้งเป็นแควนี้พระอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช ท่านเคยใช้นามปากกาว่า”สันตินันท์” สมัยเป็นฆราวาส เขียนไว้และถูกจริตเบิร์ดเช่นเดียวกันค่ะ อิอิอิ ^ ^
พระเคยอุ้มเบิร์ดนั่งตักด้วยนะคะ เพราะท่านคิดว่าเด็กผู้ชาย ฮี่ฮี่ฮี่
อยากชวนให้ดูเสื้อญี่ปุ่นที่เด็กๆสมัยก่อนใส่ค่ะ เสื้อแบบนี้สามารถขยายตามตัวได้เพราะทรงหลวมยาว ใส่แล้วจะอุ่นเนื่องจากไขว้ทับกันที่หน้าอกด้วยสายไส้ไก่เล็กๆที่ร้อยผ่านรูข้างตัวเสื้อทั้งสองข้าง ตัดจากผ้าสำลี เมื่อเด็กๆโตขึ้นแขนเสื้อก็พับลง ตัวเสื้อที่ยาวถึงเข่าก็หดขึ้น ไม่สิ้นเปลืองในการซื้อหาใหม่ทุกปีๆ แต่เดี๋ยวนี้เบิร์ดกลับไม่ค่อยเห็นแปลกดีค่ะ
ภาพที่อดีตผอก.รพ.เวียงป่าเป้ามอบผักให้กับทีมนิเทศการดำเนินงานอาหารปลอดภัยก็สื่อชัดว่ามือของผู้ให้จะอยู่เหนือมือผู้รับ ..นี่เองจึงเป็นที่มาของคำกล่าวว่าผู้ให้ย่อมกำชัยในทุกที่นะคะ
อาจารย์มาถึงชร.วันไหนและมาอย่างไรคะ ขอความกรุณาแจ้งด่วนเลยค่ะ จะได้เตรียมรับได้ถูกต้อง..เรื่องสำคัญ อิอิอิ
สวัสดีครับ ต้องจัดโปรแกรมหลายงานครับ ช่วงนี้ ผมจะขึ้นไปวันที่ 4 ครับ ไปถึงก็คงบ่าย ๆ เย็น ๆ ครับ แล้วจะโทรติดต่อกันอีกครั้งครับ แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะออกจากพิษณุโลกหรือจะออกจาก น่าน ครับ
รูปสุดท้ายสวยมากครับ
รูปสุดท้ายเป็นรูปชุดที่ถ่ายกับน้องสะใภ้ เพื่อติดโชว์หน้าร้านสตูดิโอของเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วค่ะ
เพื่อนคนนี้แม่เค้าเป็นเพื่อนกับแม่เบิร์ดเลยให้แม่กับแม่เจรจากัน ผลจึงออกมาเป็นแบบที่เห็น บนเงื่อนไขว่าต้องไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์หรืออลังการงานสร้างใดๆบนหัวหรือตัวเด็ดขาด เพราะไม่ชอบ!!! เป็นคนเด็ดขาดนะคะ ขอบอกๆๆๆ
ภาพที่เห็นเป็นภาพทีเผลอค่ะ แต่ชอบมากกว่าภาพเอาจริงเลยขอกลับมาภาพเดียว ที่เหลือทั้งชุดหายไปหมดตั้งแต่เพื่อนเบิร์ดเสียด้วยโรคประจำตัว (ซัก 4 -5 ปีที่แล้วได้ค่ะ) แต่ก็ไม่เสียดายอะไร เพราะเป็นการแต่งองค์ทรงเครื่องไม่ใช่ตัวจริงอยู่แล้ว ที่ชอบรูปนี้เพราะหลงรักเครื่องแต่งกายแบบง่ายๆ ของไทยเช่นผ้าแถบ ผ้าถุง มีอะไรปิดช่วงไหล่มากกว่าเครื่องอีรุงตุงนังน่ะค่ะ (และพิสูจน์ให้เห็นว่าความเรียบง่ายนั้นดู (ค่อนข้าง) ดีได้ อันนี้แหละค่ะที่ “สะใจ” ฮี่ฮี่ฮี่)
ทุกเรื่องราวในโลกนี้ไม่มีอะไรจีรังเลยนะคะ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภาพก็เป็นตัวแทนของอดีตในช่วงหนึ่ง แต่เป็นตัวแทนที่ทำให้ความทรงจำบางตอนของเราแจ่มชัดขึ้น
ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ แหมตาถึง 555
สวัสดีค่ะหมอเบิร์ด
อ่านเพลินเลยค่ะ ทั้งของเจ้าของลานและแขกผู้มาเยือน พี่หนิงหายไปนายเพราะไม่ค่อยสบาย ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว เลยลุกมากระโดดโลดเต้นต่อ วันนี้ก็เลยจมจ่อมอยู่กับลานปัญญา ลานโน้นลานนี้ อ่านๆ ๆๆๆๆๆๆๆ ทักทายบ้างนิดหน่อย ทักไปทักมาไม่มีรูปประจำตัวเลยเข้าไปนัวเนีย อยู่ชั่วโมงหนึ่ง สำเร็จแหล่ะ เลยเอาหน้าแป้นๆ มาโชว์ซะเลย ยากนัก
ตอนหน้าจะฟัดรูปขึ้นตามที่เบิร์ดแนะนำไว้สำเร็จจะเข้ามาเหลาให้ฟัง
วันนี้ซื้อหนังสือบายพาสอารมณ์มาอ่าน เปิดไปนิดๆ แล้วค่ะ
เรื่องของเบิร์ด ธรรมะ และข้อคิดต่างๆ ต้องอ่านละเอียดๆ อีกซัก 2 รอบ ตอนนี้ก็อ่านไป 2 รอบ แต่ต้องละเอียดๆ อีก
เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอะไร อ่านะไรก็ต้องกลับมาอ่านละเอียดๆ อีกหนึ่ง ถึงสอง และสามรอบ และทุกรอบเจออะไรๆ เพิ่มขึ้นทุกรอบ
คิดถึงนะคะ เฮฮาศาสตร์รอบนี้คงไม่ได้ไปนะค่ะ เอาไว้รอบหน้าสัญญาว่าจะไม่พลาดค่ะ
โอย..ดีใจๆๆๆๆพี่หนิงมา
เก่งจังค่ะ จัดการเอารูปขึ้นจนได้ แปะแปะแปะ(ปรบมือ อิอิอิ)..แหมไม่สบายนี่เองถึงหายไปนานกำลังคิดเลยค่ะว่าพี่หนิงหายจากลานดีดีไปไหนน้อ..เสียดายนะคะที่พี่หนิงไม่ได้มา อยากให้มาแล้วเปลี่ยนเป็นลายาวถึงวันที่สิบธค.แทนจัง
เรื่องราวชีวิตคนมีเรื่องราวในรูปรอย และรอยใจในรายทางมากมายนะคะ ..จะรออ่านเรื่องพี่หนิงมั่ง อิอิอิ
การทักของพี่หนิงทำให้เบิร์ดนึกได้ว่าเคยผ่านประสบการณ์เฉียดตายตอนม.ห้าค่ะ เลิกเรียนซ้อนมอเตอร์ไซค์น้องจะกลับบ้าน โดนรถเฉี่ยวล้มเบิร์ดหงายหลังหล่นจากเบาะโดนพื้นถนนเต็มๆก่อนไถลข้ามเลนด้วยความแรงที่หล่นลงมา (นอนกลางถนนเลยค่ะ) รถเก๋งอีกเลนแล่นมาเร็ว ภาพสุดท้ายที่เบิร์ดเห็นก่อนหลับตาคือล้อรถค่ะพี่หนิง ความรู้สึกตอนนั้นว่าง โล่งและเห็นความสว่างนวล(เมื่อหลับตาลงนะคะ) ไม่มีความกลัว ไม่มีอะไรเลย สงบมาก
พักใหญ่ๆมั้งคะ ถึงลืมตาและลุกขึ้นนั่งจึงเห็นว่ารถเก๋งคันนั้นลงไปอยู่ในคูข้างทาง เขาหักหลบหัวเบิร์ดไปนิดเดียว โดยคนขับก็บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไรพวงมาลัยถึงเลี้ยวลงไปแบบนั้น เนื่องจากช็อคไปตั้งแต่เห็นเบิร์ดไถลข้ามมาตัดหน้ารถเขาแล้วล่ะค่ะ
บีตัวสั่นเลย มีแต่คนร้องกรี๊ดตอนเห็นภาพ แต่เบิร์ดเฉยมากนะคะ นิ่งเป็นลักษณะปกติของเบิร์ดนั่นแหละค่ะ ลุกขึ้นปัดกระโปรงแล้วก็ไปรพ. เพราะปวดหัวและตึงไปทั้งสะบักหลัง สแกนสมองไม่พบเลือดออกแต่ปวดหัวและมีคลื่นไส้เป็นพักๆ หมอให้นอนสังเกตอาการต่อ ส่วนสะบักหลังเอ็กซเรย์ทั้งคอและหลังไม่พบว่าหักแต่เป็นเพราะเกร็งกล้ามเนื้อเพื่อรับแรงกระแทกขณะหงายหลังลง (ไม่ได้หัวฟาดเต็มที่นะคะ ตอนหงายหลังจากเบาะได้งอตัวขึ้นทำให้ส่วนสะบักรับแรงกระแทกก่อนจะเงยเอาหัวโขกยางมะตอยไปทีหนึ่ง แล้วผงกขึ้นใหม่ก่อนไถลไปนอนแอ้งแม้งคร่อมเลน พอวางหัวลงเก๊าะเหลือบเห็นล้อพอดี๊พอดี แมะล่าบอกแล้วว่ามีสติ จำภาพได้แม้แต่ดอกยางรถเลยนะเนี่ย อิอิอิ)
ต้องทำกายภาพเพื่อดึงกล้ามเนื้อไหล่ คอที่แข็งให้คลายตัวอยู่หนึ่งเดือนร่วมกับใส่เฝือกอ่อนที่คอค่ะ และกินยาจีนเพื่อขับเลือดหรือของเสียที่ค้างในตัวออก แปลกดีนะคะพี่หนิงอาการคลื่นไส้พะอืดพะอมหายไปหลังกินยาจีน พอถ่าย(ขออภัยค่ะ)จะมีสีคล้ำเหมือนคนถ่ายดำจากการมีเลือดออกในกระเพาะ ลำไส้ฯลฯเลย
เป็นเรื่องเล่าขานในรร.จากผู้ที่เห็นเหตุการณ์ แต่เบิร์ดไม่ได้พูดเล่าอะไร และไม่มีใครกล้ามาถามมากนักเพราะปกติจะนิ่งมาก ทราบจากบีและเพื่อนสนิทว่ามีคนเอาทะเบียนรถไปซื้อเลข และแอบถามว่าห้อยพระอะไร ^ ^
เป็นเพราะความสงบ โล่ง สว่างนวลที่เห็นมั้งคะทำให้ไม่กลัวตาย แต่ก็ไม่เคยค้นหาว่าคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร จำได้เพียงความเบา สบาย นิ่งและสงบเท่านั้นเอง ซึ่งก็พบกับความรู้สึกนี้หลายครั้งเมื่อฝึกสมาธิ จึงไม่แปลกใจน่ะค่ะ
พี่หนิงช่างสังเกตว่าการหน่วงช้าและใคร่ครวญจะทำให้เราพบความหมายระหว่างบรรทัดเสมอ ..สิ่งที่ผู้เขียนแทรกไว้โดยไม่เขียนนั่นคือความหมายของช่องว่างระหว่างบรรทัดที่ผู้อ่านแต่ละท่านจะค้นเจอด้วยตัวเองค่ะ และไม่จำเป็นต้องเหมือนกันด้วยสิคะ แต่ไม่ใช่ทุกท่านจะมองเห็น ^ ^
อ่านอีกรอบหนึ่งนะคะ ก็ได้เจออะไรอีกนั่นแหล่ะ อืม
อ่านประสบการณ์เฉียดตามของหมอเบิร์ด เฉียดจริงๆ นะแค่คืบ แคววินาที แค่อึดใจเดียว ชีวิตมนุษย์ที่แท้เป็นการประชุมของธาตุ ธรรมของพระพุทธเจ้าช่างลึกล้ำเหลือคณา ยิ่งอายุเรามากขึ้นก็ยิ่งพบธรรมของพระพุทธองค์นะ
เมื่อช่วงพระราชพิธีงานพระราชทานเพลิงพระศพของสมเด็จพระพี่นาง นอกจากความงาม ตามโบราณราชประเพณี พี่ว่างานนี้เป็นการแสดงถึงธรรมมะของพระพุทธองค์ ครั้งใหญ่ของประเทศไทย แล้วแต่คนที่นั่งดูการถ่ายจะสดับรับฟังธรรมข้อใดได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด
เพราะเรื่องราวชีวิตคนมีเรื่องราวในรูปรอย และรอยใจในรายทางมากมายนะคะ เรื่องราวชีวิตของพี่หนิงก้เฉกเช่นเดียวกัน แล้วจะเล่าให้ฟังเนาะ
วันนี้มีแต่คำสอนของเม่มาเล่าให้ฟัง แม่บอกว่า ลูกเอ๋ย ลูกจะเป็นคนไม่มั่นคง อ่อนไหวง่ายดังเช่นไม้หลักปักขี้เลนได้อย่างไร ชีวิตลูกต้องเติบใหญ่ ชีวิตลูกเติบใหญ่ ก็จะเหมือนต้นไม้
และลูกจะเป้นต้นไม้แบบไหน ชีวิตบางคนเป็นต้นอ้อ ชีวิตบางคนเป็นไม้ยืนต้น ชีวิตบางคนเป็นต้นโพธิ์หรือต้นไทร แล้วลูกรู้ไหม ต้นโพธิ์กับต้นไทรทำมยืนต้นได้ รากหยั่งลึก ลำต้นแข็งแรงใหญ่ กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา และภายใต้ต้นไม้ต้นนี้ มีทั้งสิ้งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ มาพักอาศัย มาเกาะเกี่ยว มาขอร่มเงา ชีวิตลูกจะเป็นต้นไม้แบบไหน ลูกคิดและเลือกเอง แต่หากลูกจะเลือกเป็นต้นโพธิ์ต้นไทร ลูกต้องเติบใหญ่และเข้มแข็งใช่หรือไม่ หยั่งรากลึกไหม ยืนหยัดได้ด้วยตนเองได้ไหม และใจใหญ่พอไหม จากคำสอนของแม่ เส้นทางชีวิตเส้นทางหนึ่งที่คิดและเลือกคือกัดฟันเป็นต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นร่มเงาให้ตนเองและผู้อื่นค่ะ
บางทีการเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่เราเลือกนี่แหละที่ส่งให้ใจเราเอง มีสุข อิ่ม เสมอๆ เราหวังจะเป็นต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาแก่ผู้อื่น นั่นคือเราให้เร่มเงาแก่ตัวเราเองด้วย
เรื่องราวที่หมอเบิร์ดเล่า เขียน แลกเปลี่ยน นั้น เป็นลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ และร่มเงาแก่ผู้อ่านด้วยเช่นกัน ขอบคุณมากนะคะสำหรับความรัก การโอบอุ้ม จิตใจเบิกบานและเต็มอิ่มจนล้นไปถึงคนรอบๆ ตัว
แม่บอกว่า ลูกเอ๋ย ลูกจะเป็นคนไม่มั่นคง อ่อนไหวง่ายดังเช่นไม้หลักปักขี้เลนได้อย่างไร ชีวิตลูกต้องเติบใหญ่ ชีวิตลูกเติบใหญ่ ก็จะเหมือนต้นไม้
และลูกจะเป็นต้นไม้แบบไหน ชีวิตบางคนเป็นต้นอ้อ ชีวิตบางคนเป็นไม้ยืนต้น ชีวิตบางคนเป็นต้นโพธิ์หรือต้นไทร แล้วลูกรู้ไหม ต้นโพธิ์กับต้นไทรทำไมยืนต้นได้ รากหยั่งลึก ลำต้นแข็งแรงใหญ่ กิ่งก้านใบปกคลุมให้ร่มเงา และภายใต้ต้นไม้ต้นนี้ มีทั้งสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ มาพักอาศัย มาเกาะเกี่ยว มาขอร่มเงา ชีวิตลูกจะเป็นต้นไม้แบบไหน ลูกคิดและเลือกเอง
นี่แหละค่ะคำสอนที่ทรงคุณค่าและมากความหมาย เข้าใจชัดเลยเนาะคะว่าการดูแลคนอื่นคือการดูแลตัวเองนั้นคืออะไร ^ ^
เบิร์ดแปลกใจว่าเรามักเข้าใจความหมายผลของกรรมและกรรมผิดไปในหลายมุม เช่นเราเข้าใจว่าลาภ ยศ สรรเสริญเป็นผลของกรรม แต่แท้ที่จริงเป็นเพียงผลพลอยได้มากกว่าค่ะพี่หนิง ไม่ใช่ผลกรรม ..เราถึงมีคำกล่าวว่าทำดีไม่ได้ดี และทำชั่วได้ดีมีถมไปเพราะตัดสินจากลาภ ยศ สรรเสริญ ศักดิ์ที่เห็น
ผลของกรรมที่เบิร์ดเข้าใจน่าจะเป็นสิ่งที่สั่งสมเป็นบุคลิกภาพและพื้นฐานส่วนลึกของจิตใจมากกว่าค่ะ
อย่างการไม่ส่อเสียด เย้ยหยัน เมื่อเราละเว้นไม่กระทำ ตลอดชีวิตเราก็ไม่คุ้นชินกับการบ่มเพาะนิสัยอันนี้ เมื่อเราไม่มีอุปนิสัยแบบนี้เราก็ไม่มีบุคลิกภาพที่จ้องจับผิดหรือต่อต้าน Authority หรือมองโลกแง่ร้าย และไม่มีพฤติกรรมที่สั่งสมความกระด้างของจิตใจจนกลายเป็นความเคยชินที่กระทำกรรมเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรกรรมไม่รู้จบ
เหมือนคนที่ฆ่าไก่ขาย เชือดตัวแรกก็คงมีหวั่นไหว มีมือสั่นบ้าง แต่เมื่อเป็นสิบ เป็นร้อยก็กลายเป็นความเคยชิน ถ้าบุญมีเมื่อถึงช่วงหนึ่งจะเกิดการยั้งคิดและหยุดกระทำอาชีพนั้น เปลี่ยนเป็นอาชีพอื่นในบั้นปลาย แต่บางคนสั่งสมเป็นนิสัยจนเลยเถิดกลายเป็นความหยาบกระด้างติดตัวไปทุกชาติภพ กรรมที่ก่อก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะสั่งสมมาเป็นเวลานาน นี่เป็นการตีความของเบิร์ดเองนะคะในเรื่องผลของกรรมและกรรมที่แปลว่าการกระทำของตนเอง
เราเป็นผู้เรียนไปจนตายนะคะพี่หนิง เรียนโลก เรียนชีวิต เรียนรู้ตัวเรา การเป็นต้นไม้ใหญ่ควรยืนหยัดและมั่นคงพอ เบิร์ดเคยบอกกับเพื่อนและคนไข้ว่าไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเรื่องที่เจ็บปวด เพียงแต่อยู่กับความเจ็บปวดนั้นให้ได้โดยไม่ทุกข์เมื่อมองเห็น ไม่เป็นรอยแผลขวางการเติบโตและสั่งสมนิสัยไม่ดีต่อไปในอนาคตโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะเบิร์ดก็ไม่ใช่คนพูดค่ะ ทุกเรื่องจะเงียบและดูมากกว่าจึงเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องพูด แต่”ต้องจัดการตัวเองได้”กับสิ่งที่เกิดขึ้นนะคะ รวมทั้งไม่เอาไประบายออกกับคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยการกระทบกระทั่ง หงุดหงิด โวยวายหรือเสียดสีเพราะแสดงถึงการจัดการตัวเองที่ไม่ดีค่ะพี่หนิง
สนามธรรมจึงอยู่ในตัวเรานี่แหละนะคะ..เรียนรู้จนวินาทีที่ตายเลย ว่าจะละสังขารแบบใด ขอบคุณเช่นกันสำหรับการเป็นกัลยาณมิตรเสมอมาค่ะ กอดอุ่นๆข้ามฟ้าไปด้วยความคิดถึงนะคะ
ดีใจ ๆๆ ที่ได้อ้อมกอดอุ่นๆ ในยามลมหนาวมาเยือน ให้นึกถึงตอนเป็นเด็กนักเรียนประถม วันเวลาอย่างนี้ คุณครูจะพานักเรียนตัวน้อยที่ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียน ไปนั่งเรียนนอกห้องเรียนรับแสงแดดอุ่นๆ วันนั้น เราจะเรียนอย่างมีความสุข และได้รับไออุ่นจากดวงอาทิตย์
ใช่เลยค่ะ เพียงแต่อยู่กับความเจ็บปวดนั้นให้ได้โดยไม่ทุกข์เมื่อมองเห็น ไม่เป็นรอยแผลขวางการเติบโตและสั่งสมนิสัยที่ไม่ดีของเราต่อไปในอนาคตโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่เพียงแต่สั่งสมนิสัยไม่ดีงามของเราเท่านั้น เรายังส่งต่อสายโซ่นั้นๆ ไปยังคนรุ่นต่อไป หรือคนรอบๆ ตัวเรา ด้วยการระบายออกกับคนที่ไม่อิโหน่อิเหน่ (อ.วิศฺษฎ์ ได้ถามไว้ว่าเราทำเช่นนั้นหรือไม่) ความดี ความงามต่างหากนะที่เราต้องสั่งสมในตัวเรา นอกจากคนรอบข้างจะเป็นสุข เราก็เป็นสุขด้วย น้องในห้องทำงานถามพี่หนิงว่า ทำไมเวลามีอะไรแล้วพี่หนิงจะเลือกใช้การค่อยๆ พูด พี่ตอบว่า พี่ต้องการสิ่งใด ก็ต้องทำสิ่งนั้นกับผู้อื่น
เสียดายนะคะที่ไม่ได้ไปเฮฮาศาสตร์ รอบนี้ นัดกับแม่ไว้ปลายปี และคนข้างตัวพี่เขาไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก (เป็นไตเสื่อม) หักโหมเดินทางหลายรอบ หลายเที่ยว ในช่วงเวลาติดๆ กันนักไม่ได้ ไว้ให้ได้ไปเชียงรายแล้วจะไปแวะหา กอดให้หายคิดถึง ฝากกอดหลายๆคนด้วยนะคะ เดี๋ยวจะบอกว่าฝากกอดใครบ้าง อิอิ
อ่านความเห็นพี่หนิง ภาพในอดีตก็ผุดพรายเลยค่ะ เวลาที่นั่งเรียนกลางแดดอุ่นๆมีความสุขมากเลยนะคะ รู้สึกเหมือนเป็นเวลาที่พิเศษกว่าทุกๆวันและรอเวลาที่คุณครูจะพาออกไป.. ความสุขในวัยเยาว์ของเราเรียบง่ายและไม่ต้องการอะไรมากมายนะคะ ตั้งแต่เมื่อไรกันหนอที่ความสุขของเราเปลี่ยนแปลงไป จนบางครั้งเหมือนชีวิตไม่มีความสุขอะไรเลย
เบิร์ดพบว่าเพียงเราสังเกตเห็นสิ่งเล็กๆรอบๆตัวเรา เมื่อนั้นความสุข สงบกลับมาเยือนได้อย่างน่าประหลาดใจ เช่นเวลาที่วุ่นวายใจเพียงนั่งลง มองต้นไม้ใบหญ้านิ่งๆ เห็นสีเขียวที่ไล่เฉดกันอย่างน่าดู เห็นรายละเอียดว่าไม่มีใบหญ้าใดเลยที่เหมือนกัน เมื่อนั้นความว้าวุ่นก็คลายลงค่ะพี่หนิง หรือเวลาที่ได้เขียน ได้ไล่สี ไล่เรียงตัวอักษรให้ระเรื่อยตามใจเรา ความเบา-สุขก็อยู่ใกล้ๆแค่นี้เอง..ความหน่วงช้า การใคร่ครวญจึงทำให้ใจได้หยุดพักนะคะ
เบิร์ดชอบที่พี่หนิงพูดว่าเราจะส่งสายโซ่แห่งความเจ็บปวดต่อให้คนอื่นๆด้วยหรือ..นั่นน่ะสิคะ เราจะส่งต่อความสุข ความดีงามหรือความเจ็บปวดร้าวรานที่ได้รับให้กับคนอื่นดี?..ความเข้มแข็งจึงไม่ใช่ความก้าวร้าว เสียงดัง แต่เป็นความสามารถในการจัดการกับความเจ็บปวด หรือพลังด้านลบให้แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน นุ่มนวลต่างหากคือความเข้มแข็งและมีพลังอย่างแท้จริง
จะรอวันที่ได้กอดพี่หนิงนะคะ ^ ^
อิอิ
มาสายเสมอเลยเรา..
มาชื่นชมสาวน้อยซาลาเปาคนเก่ง
ความสุขที่ได้รับจากการอ่าน มันจุกอกจนจะล้นละลายเลยล่ะ
รูปสุดท้าย คนไหนเป็นเจ้าคำด้ง คนไหนเป็นเจ้าคำเหิง จ๊ะ คิกๆ
พี่เบิร์ดจ๋า รูปสุดท้ายสวยจัง น้องจิชอบ คิดถึงนะค่ะ รักษาสุขภาพด้วยเจ้าค่ะ…หนูจิ
ขออภัยอย่างสูงที่ตอบช้ามากๆค่ะทั้งน้องมะเดี่ยว อ.มิติ และน้องจิ ไม่เห็นจริงๆ
น้องมะเดี่ยว..คิดถึงนะจ๊ะ แต่พี่ดีใจที่คุณแม่น้องไม่เป็นอะไรมาก และน้องได้ทำหน้าที่ลูกได้อย่างสมบูรณ์ ฝากกอดไปหาจ้ะ
อ.มิติ..ก๊ากๆๆๆๆๆ ตอนแรกเบิร์ดนึกถึงปู่เยอ ย่าเยอของลาว เพราะไม่คุ้นกับชื่อที่อาจารย์ถาม แต่เดาแบบเข้าข้างตัวเองว่าน่าจะดี อิอิอิ ..รออ่านลานเลี้ยงลูกอยู่นะคะ เพราะนวัตกรรมแห่งความรักของอาจารย์น่ารักหนักหนา ^ ^..ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะกอดแน่นๆด้วยความเคารพค่ะ
น้องจิ..สู้น้องจิไม่ได้จ้ะ พี่ไม่มีความสามารถรอบตัวเหมือนน้องจิหรอก ดีใจที่ได้กอดน้องสาวคนดีคนนี้ที่ชร.นะจ๊ะ กอดๆๆๆๆ
[...] หมอเบิร์ด โยนิโสมนสิการแห่งชีวิต [...]
ขออนุญาตเข้ามารับรู้ว่า หมอเบิร์ดเป็นไผ ด้วยคนนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
ครูปูว่าอย่างหมอเบิร์ดนี่ต้องเขียนสัก 3 ตอนเป็นอย่างน้อยนะคะ
ตอนที่ 1 ครอบครัวการเลี้ยงดู
ตอนที่ 2 กลเม็ดเคล็ดลับในการเรียนการทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ
ตอนที่ 3 ตัวตน ณ ปัจจุบันขณะ
อิอิ มีน้อง ๆ หลาย ๆ คนนั่งรออ่านตาแป๋วแหววอยู่ทางนี้ค่ะ (^___^)
เป็นคำแนะนำที่เยี่ยมมากเลยค่ะ ขอคิดก่อนว่าจะจัดการให้ได้อย่างไรน่าจะตอบแบบเม้นต์เป็นตอนๆคงจะดี อิอิอิ
เม้นต์แรก ครอบครัวการเลี้ยงดู
ไม่ใช้การบ่น หรือพร่ำสอน แต่เป็นการบอกกล่าวอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมาเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ไม่ใช้อารมณ์ ป๊ากับแม่มีไม่พอใจ มีโกรธ แต่ไม่ปึงปัง ขึ้นเสียงเขียว ตวาด หรือกระแทกประตู หรือประชด แต่ใช้การเรียกมาคุยค่ะ ..ถือคติว่าต่อหน้าธารกำนัลจะไม่ตำหนิอะไรให้เสียหาย มีอะไรไปคุยกันที่บ้าน แม้แต่ต่อหน้าพี่เลี้ยง หรือเด็กในบ้าน เพราะแม่ถือว่ายังไงก็ยังต้องให้เกรง ไม่ใช่ว่าปาวๆผู้คนจะหมิ่นเอาได้ค่ะ ..คำสำคัญของการเลี้ยงดูคือ”สอนให้แกร่ง ไม่ใช่เก่ง” (และไม่ก้าวร้าว)..เพราะป๊ากับแม่เห็นว่าสังคมโดยทั่วไปมักมีลักษณะที่อ่อนก็แทง ที่แข็งก็เว้น ถ้าไม่แกร่งจากข้างในลูกๆจะลำบาก(หน้าตาออกแนวคุณหนู ดูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเสี่ยงต่อการโดนปรามาสเอาง่ายๆ)
ตั้งแต่เล็กๆจะชอบถาม (ติดนิสัยจนโตสิน่า) ผู้ใหญ่ทุกคนที่เลี้ยงดูไม่เคยมีท่าทีรำคาญในการตอบเลยนะคะ นอกจากตอบคำถามแล้วยังชี้ชวนให้ดูเรื่องราวต่อเนื่องไปด้วย ไม่ได้ตอบเพียงคำถามนั้นๆเท่านั้น สิ่งที่โดนสอนมากๆคือความละเอียดรอบคอบ อย่างหมาที่บ้านเกิดลูก คุณยายใช้ให้ไปดูแล้วกลับมารายงาน ..”ต้อง”รายงานได้ว่ามีกี่ตัว ตัวผู้กี่ตัว ตัวเมียกี่ตัว สีอะไรบ้าง มีลักษณะเด่นแบบไหน ลืมตาหรือยัง ที่หลับที่นอนของมันเป็นยังไง แบบนี้น่ะค่ะ ไม่งั้นจะโดนดุว่าควรทำได้จะได้ไม่ต้องเดินหลายรอบ (คุณยายจะใช้ให้ดูจนครบจริงๆนะคะ อิอิอิ)
แม่ไม่อนุญาตให้ซน วิ่งเล่นข้ามหัวข้ามหูผู้ใหญ่ ถ้าจะเล่นต้องเล่นให้เป็นที่เป็นทางเล่นแล้วเก็บ ไม่ใช่ทิ้งเกลื่อน วิ่งโครมๆในบ้านไม่ได้ เพราะแต่ก่อนนู้นเป็นบ้านไม้ค่ะ ถ้าชั้นบนเดินดังชั้นล่างตายสนิทแน่ จะค่อนข้างเข้มงวดเรื่องมารยาทค่ะ ลูกต้องแยกกาลเทศะให้ถูก ไปบ้านใคร ออกไปไหนจะไปวิ่งเล่นตึงตัง ทำข้าวของเขาเสียหายไม่ได้
ส่วนการเล่นนอกเหนือจากการเล่นแบบเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ปาป๊าจะฝึกการเล่นแบบใช้สมองให้ค่ะ เช่นหมากรุกไทย ไพ่ต่างๆ เช่นรัมมี่(อิอิอิ เล่นเป็นตั้งแต่ป.3 แต่ไม่ใช่เพื่อการพนัน) บริดจ์ อีแก่กินน้ำ ฯลฯ
วินัยที่ถูกฝึกตั้งแต่เล็กๆคือนอนให้เป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ปัสสาวะ-อุจจาระเป็นเวลาค่ะ (สอดคล้องกับทฤษฎีพัฒนาการของฟรอยด์เปี๊ยบเลยขั้น Anal Stage อิอิอิ) เด็กๆมักจะปัสสาวะรดที่นอน แต่ลูก 3คนไม่เคย เพราะแม่ป๊าจะรู้ว่าลูกเริ่มนอนดิ้นยุกยิกช่วงไหน ก็จะปลุกตื่นแล้วอุ้มพาไปนั่งกระโถน(อันนี้ได้รับการบอกเล่ามา เพราะจำไม่ได้ค่ะ แหะแหะ)
เวลานอนคือ 2 ทุ่ม ก่อนถึงเวลาซักประมาณ 10 นาทีแม่จะวางงานที่ทำมาอุ้มหรือจูงมือไปนอน ไม่มีการใช้เสียงนะคะ เดินมาจูงไปกราบพระ สวดมนต์สั้นๆกับแม่ แล้วพาเข้านอน ให้กราบหมอน ปิดไฟนอน ทำอย่างนี้จนเป็นอัตโนมัติค่ะ พอใกล้สองทุ่มก็จะเก็บของไปกราบพระ สวดมนต์ นอน นาฬิกาชีวิตจะซื่อสัตย์เสมอนะคะเมื่อถูกวางโปรแกรมซ้ำๆมัันจะทำงานอัตโนมัติเอง
เวลาตื่นก็เหมือนกันค่ะ แม่ไม่ให้ตื่นสาย 6 โมงเช้าต้องลุก ถ้ายังเล็กก็จะมาอุ้มปลุกพาไปล้างหน้าทั้งงัวเงียแบบนั้นแหละค่ะ โดนวางโปรแกรมแบบนี้เมื่อถึงเวลาก็จะตื่นเองเหมียนกัน ชีวิตตั้งแต่เด็กจะมีเวลาแน่นอนว่าช่วงนี้เล่น ช่วงนี้ช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าว ช่วงนี้สวดมนต์ไหว้พระ ตอนนี้นอน ตอนนี้ตื่น ตอนนี้อาบน้ำ ตอนนี้ทำการบ้าน ฯลฯ จะเห็นว่าความสม่ำเสมอ หนักแน่นของผู้ปกครองคือส่วนทำให้เด็กๆมีวินัยนะคะและฝึกได้ตั้งแต่เล็กๆไม่ต้องรอจนโต เมื่อควบคุมตัวเองได้จะเชื่ื่อมโยงไปสู่สิ่งอื่นได้ง่ายเช่นเด็กเรียนเก่งเค้าจะมีวินัยในตัวเอง นอกจากนี้ยังช่วยเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง พอใจตัวเองเพราะควบคุมตัวเองได้ แถมแกร่งด้วยเพราะรู้ว่าเราทำได้ไงคะ ^ ^
เมื่อเริ่มช่วยงานได้ก็จะมีหน้าที่ให้ทำตั้งแต่กรอกน้ำเข้าตู้ กวาดบ้าน เก็บที่นอน ล้างจาน จัดโต๊ะ ฯลฯ จัดเวรกันเพื่อให้รู้ว่าทุกคนมีหน้าที่ที่มาพร้อมความรับผิดชอบ และการทำหน้าที่ของเราช่วยให้คนอื่นมีความสะดวกสบายถือเป็นการดูแลอีกรูปแบบหนึ่ง แม่-ป๊าก็มีหน้าที่เหมือนกันแบบนี้น่ะค่ะ
เคยมีวีรกรรมหลายเรื่องแต่ที่ทุกคนจำติดใจก็คือปาป๊าพาไปเที่ยวเขาดินตอนซัก 5-6 ขวบได้มั้งคะ ป๊าเป็นคนพาลูก 3 คนไปแม่รออยู่ที่บ้านคุณตาเพราะขี้เกียจเข้ากทม. ขากลับเดินออกจากประตูเขาดินป๊าพา 2 หนุ่มไปห้องน้ำ เบิร์ดเห็นป๊าเดินแยกไปก็ไม่คิดอะไร เพราะรู้ว่าต้องไปที่รถ เบิร์ดเก๊าะเดินดุ่มๆไปที่รถ ยืนรอตรงประตูรถเงียบๆด้วยความมั่นใจว่าเดี๋ยวป๊าก็มาเพราะเราจะกลับแล้ว ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวายและไม่สนใจใครทั้งนั้น รออยู่นานแต่ก็ไม่เปลี่ยนใจ จนปาป๊าเดินมาที่รถพร้อมน้องด้วยสีหน้าโล่งใจและถามเบิร์ดว่า”พี่เบิร์ดยืนอยู่ตรงนี้นานแล้วเหรอ” (สังเกตนะคะว่าปาป๊าไม่ได้ตีเผียะหรือเสียงเขียวเลยแม้แต่น้อย ^ ^)..แล้วก็ขึ้นรถกลับบ้านคุณตา พอไปถึงเบิร์ดก็เล่าให้แม่ฟังว่า”ปาป๊าหลง เบิร์ดไปยืนรออยู่ที่รถตั้งนาน” ..กลายเป็นตำนานของบ้านไปเลยค่ะ เพราะปาป๊าแทบบ้าเมื่อรู้ว่าลูกหาย หาในเขาดินให้ควั่กก็ไม่เจอจนแว้บขึ้นมาว่าเคยสอนให้จำให้ได้ว่ารถจอดที่ไหน ถึงได้เสี่ยงเดินมาหาที่รถ แล้วก็เจอจนได้
กฎเหล็กของบ้านคือพี่ดูแลน้อง และน้องต้องเชื่อพี่ เพราะถ้า๊ป๊ีาแม่เป็นอะไรไปพี่น้องต้องดูแลกันได้ และโตมากับนิทานที่ปาป๊าแต่งเองแบบ 1001 ทิวาเลยค่ะ แต่ละวันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่จะถามก่อนว่าเมื่อวานเล่าถึงไหนแล้ว
การที่เราเล่านิทานอ่านหนังสือให้เด็กฟังเป็นการแสดงออกว่าเรารักเขานะคะ เด็กที่รู้สึกว่าพ่อแม่รักก็จะเป็นเด็กที่มีความมั่นใจค่ะ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการพัฒนาศักยภาพและตัวตนของเด็กในอนาคต ^ ^
ส่วนเม้นต์อีก 2 ตอนที่เหลือขอแปะไว้ก่อนนะคะเพราะง่วงเต็มที่เลย อิอิอิ
sleep, lay me down,
hold me closely in your arms
and I will close my eyes
please promise me
that when I wake up from my dreams
you’ll be there by my side
^_^
Sleep, lay me down,
Hold me closely in your arms and I will close my eyes.
Please, promise me,
That when I wake up from my dreams, you’ll be there by my side.
Love, if you say you won’t slip away,
Then I can go dreaming of forever more,
But I won’t rest until,
I know that you will be here, in the morning, by my side.
Here in my reach
I can see the one that I’ve waited for so long
And deep in my heart I’ll know the arms that hold me now
Will hold me from now on
I dread the dawn I awake and find you gone
Please tell me you will stay.
Then sleep will come, I know my love has found a home
In your arms all my days
เอารูปในลานจจ.ที่นอนกันเป็นลูกขนุนมาประกอบเพลงให้ก่อนนะคะ ยังไงก็ไม่ลืมจะหาทางมาคุยต่อค่า ^ ^
เม้นต์ที่ 2 กลเม็ดเคล็ดลับในการเรียนการทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ
จะบอกว่าไม่มีเคล็ดอะไรเลยก็ดูจะด้วนไป เลยต้องเค้นว่าเรียนยังไง(หว่า) เห็นเหตุรางๆถึงลักษณะเฉพาะตัวว่าน่าจะเกิดจากการชอบเล่นจิ๊กซอว์ค่ะ เพราะจะคิดเป็นภาพ ภาพที่ว่าคือชิ้นส่วนของตัวจิ๊กซอว์นะคะ ยกตัวอย่างวิชาท่องดีกว่า
อย่างเรียนวิชาประวัติศาสตร์ โชคดีมากที่เบิร์ดเรียนหลักสูตรรุ่นที่ต้องเรียนหลักภาษาไทย จึงมีการสอนทั้งหลักภาษา เรียงความ ย่อความ จดหมาย อ่านเอาเรื่อง ฯลฯ ทำให้จดแบบย่อความได้ค่อนข้างดี เมื่อเรียนหมดชม.ก็จะเทียบโน้ตกับหนังสือ มีตรงไหนขาดไปก็เพิ่ม จะทำแบบนี้สะสมทุกวัน ไม่ได้เร่งตอนสอบ
อ่านรอบสองจะเอาสิ่งที่จดนั่นแหละค่ะมาทวน ถ้าภาพราง อ่านแล้วงง ก็จะเปิดเฉพาะตอนที่ขาดหายเพื่อเชื่อมให้ชัดขึ้น
นอกจากโน้ตเวลาเรียนแล้วจะมี Shortnote อีกลักษณะ ใช้เวลาที่ต้องเร่งอ่านเนื่องจากใกล้สอบและไม่ได้เตรียมตัว หรือย่อเพื่อทบทวนแต่ละเรื่อง โดยจะทำเป็นผังค่ะ ซึ่งความถนัดส่วนตัวจะเขียนหัวข้อคำสำคัญแล้วทำหัวข้อย่อยๆไล่ลงไป เช่น
1. พระนเรศวร
-ประกาศอิสรภาพ
-ยุทธหัตถี & พระมหาอุปราช
แบบนี้แหละค่ะ และเป็นคนใช้ดินสอนะคะ ไม่ค่อยใช้ปากกา มีดินสอสีหลายแท่งด้วย…
บางครั้งก็ทำคล้าย Flow Chart เพื่อลำดับเรื่องราวสำคัญ หรือเขียนแบบกระบวนการ โดยมีสิ่งที่ใส่เข้าไป(Input) กระบวนการทำงาน(Process) และผลที่(คาดว่า)ได้รับ (Output) สำหรับการวางแผนการรักษาก็มี เช่น
Input - ยา Anti Depressant
- IQ test , Personality test , Organic Test
- Axis I-V
Process - Psycho Therapy 10 Sessions
Output - Self Management
- Life Planning
- Assertive Behavior
เพิ่งสังเกตตอนที่ครูปูถามนี่แหละค่ะว่ามีลักษณะการคิดและบันทึกหลายรูปแบบมาก แต่จะเลือกรูปแบบที่คิดว่าเหมาะกับเนื้อหานั้นๆและเห็นภาพได้ง่าย เป็นหลักค่ะ
เทคนิคการจำจะจำเฉพาะเค้าโครงเท่านั้นไ่ม่สนใจรายละเอียดของคำบรรยาย เพราะถนัดการอ่านเอาเรื่องมาก คืออ่านเร็วลากสายตาปราดๆแต่เก็บโครงไว้ในหัว เหมือนอ่านไปแล้วเราเจอคำสำคัญ คำนั้นก็จะเป็นฐานของภาพต่อกันไปเรื่อยๆทีละคำๆๆๆ ที่เป็นภาพของเราเอง ไม่ใช่จำคำบรรยายของผู้เขียน (ยกเว้นนิยาย อิอิอิ)
สิ่งที่ช่วยมากที่สุดคือการเขียนค่ะ เขียนไดอารี่เจอใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร.. เขียนสิ่งที่ผุดขึ้นมาแว้บๆ.. เขียนคำประทับใจที่พบเจอ.. เขียนสิ่งที่อยากพูด ฯลฯ เขียนบ่อยๆ เขียนสั้นๆก็ได้ เราจะจัดเรียงระบบความคิดได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะี แล้วเวลาที่เราต้องการข้อมูลในการเขียนหรือคิดเรื่องอะไร ก็มีเป็นกระตั้กเลย 555 ขาดแต่เวลาที่จะย่อยมันเท่านั้นเอง อิอิอิ
การสนใจหรือจำเฉพาะโครงร่าง มีเพียงแค่คำสำคัญในแต่ละเรื่อง ทำให้เชื่อมกับเรื่องอื่นๆได้ง่าย เพราะสมองชินกับการเชื่อมโยงอยู่แล้วน่ะค่ะ ไม่ได้ชินกับการจำทั้งดุ้นจนแน่นทึบในหัว..สมองของเราเค้าชอบการทำซ้ำๆค่ะ ดังนั้นหัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ จึงใช้ได้เสมอ
สุ..สุตตะ ฟังอย่างตั้งใจ ฟังอย่างสันติ ฟังด้วยใจไม่ใช่อคติ
จิ..จินตะ/จิตตะ คิด ไม่ใช่แค่ฟังแต่ควรคิดตาม ถ้าไม่มีเวลาคิดใคร่ครวญอย่างละเอียดในตอนนั้น ก็หาเวลาในแต่ละวันประมาณครึ่งชม.อยู่กับตัวเองทบทวนเรื่องราวตลอดวัน เพื่อเชื่อมโยงตัวเองค่ะ
ปุ..ปุจฉา ไม่รู้ ไม่กระจ่าง ไม่แน่ใจให้ถาม ถึงรู้แต่เมื่อลงมือทำแล้วคิดว่าควรมีอะไรเพิ่มเติมก็ถาม เพื่อเช็คว่ามาถูกทางและเพื่อแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ
ลิ..ลิขิต เขียน จด เพื่อเป็นข้อมูล เป็นหลักฐาน เป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ทราบว่าในช่วงเวลานั้นๆเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อถึงเวลาใช้งานจะตั้งคำถามค่ะ เช่น สมัยอยุธยามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง …ฟรอยด์เน้นอะไรบ้าง จิตวิทยาแบบเกสตอลท์ต่างจากมนุษย์นิยมอย่างไร ฯลฯ คำสำคัญที่จำในหัวก็จะดีดออกมาจากลิ้นชักความจำแล้วเชื่อมโยงกันเองน่ะค่ะ
ถ้าให้สรุปสั้นก็คงเป็น ตั้งใจพิจารณาอย่างละเอียด ละเมียดละไมในคำสำคัญ หมั่นตั้งคำถามและพยายามหาคำตอบเอง …เท่าที่ใช้ในการเอาตัวรอดมาก็เป็นแบบนี้นะคะ
จริงๆเราคงมีวิธีเชื่อมโยงความรู้ที่เป็นรูปแบบของแต่ละคนอยู่แล้วน่ะค่ะ เพียงแต่หาให้เจอว่าวิธีของเราคือแบบไหนและสนุกกับมัน สิ่งสำคัญคือเมื่อไหร่ที่คิดว่า”รู้แล้ว” เมื่อนั้นจอดสนิท เพราะจะติดกับร่องความรู้เดิมๆโดยไม่ได้แตกสาขาออกไปเลย อย่าลืมว่าทุกอย่างที่เราเรียนรู้จากสิ่งที่บันทึกไว้นั่นคือ”อดีตหรือประวัติศาสตร์ของความรู้” นะคะ แต่ตัวเราเองต่างหากที่จะทำให้ความรู้ใหม่สดตลอดเวลาด้วยการเชื่อมไปเรื่อยๆี่ และอุปกรณ์ที่สำคัญคือความอ่อนน้อมของใจด้านใน อิอิอิ
อวัยวะที่เปิดกว้างที่สุดของมนุษย์คือใจ อวัยวะที่คิดเชื่อมโยงได้ไม่รู้จบคือสมองค่ะ ^ ^
ไม่ได้กวนนะคะ แต่เป็นความรู้สึกนี้จริงๆ
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเิบิร์ืดคงมีคำตอบได้เป็นฉากๆว่าเป็นคนยังไง นิสัยยังไง ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ..แต่เดี๋ยวนี้กลับลำบาก เพราะตัวตนเริ่มเลือนลาง ไม่มีคำจำกัดความมากมาย กลายเป็นภาพที่ขอบเลือนจนไม่รู้ว่าจะหานิยามมาอย่างไรและนิยามไปทำไม
เอานิทานมาบอกนิยามความเป็นตัวเองดีกว่า…
ครั้งหนึ่ง พระได้ถามอาจารย์ว่า
“อะไรคือทาง(เต๋า)”
“มันอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว”อาจารย์ตอบ
“ทำไมผมไม่เห็นมันเลย”พระถามขึ้นอีก
“เพราะเธอมี ผม เธอเลยไม่เห็นมัน ตราบที่ยังมีเธอ มีฉัน ตราบนั้นยังมีการปรุงแต่งครอบงำซึ่งกันและกัน และไม่อาจมี”การเห็น”ในความหมายที่แท้จริงได้”อาจารย์กล่าวตอบ
“ตรงนี้แหละ ถ้าไม่มีเธอไม่มีฉัน แล้วจะสามารถมีการเห็นได้หรือไม่”พระถามขึ้นอีก
“ถ้าไม่มีเธอไม่มีฉัน แล้วใครละที่ต้องการจะเห็น” อาจารย์กล่าวชี้ขาดครั้งสุดท้าย
เอาอีกอันค่ะ…
มีพระรูปหนึ่งได้ถามอาจารย์เซนว่า “อะไรคือทาง”
อาจารย์ตอบว่า “ภูเขาลูกนี้ช่างงามนัก”
“ผมไม่ได้ถามถึงเรื่องภูเขา ผมถามเรื่องทางต่างหาก”
“ตราบเท่าที่เธอยังไม่ได้พ้นภูเขา เธอก็จะไม่สามารถไปให้ถึงทางได้”อาจารย์ตอบ
ตัวตนในปัจจุบันขณะ(เป็นคำถามที่ฉลาดมากๆเลยนะคะ) เบิร์ดเป็นนักเดินทางค่ะ ^ ^
สวัสดีค่ะพี่หมอเิบิร์ด ^_^
เคยเข้ามาอ่านบันทึกนี้ตั้งแต่ตอนที่พี่เขียนเสร็จใหม่ ๆ วันนี้อ่านโน่นนี่ในลานแล้วแวะเข้ามาอ่านบันทึกเรื่องราวเป็นไผของพี่อีกรอบ เลยเพิ่งเข้ามาเห็นว่ามี comment อีกเพียบ แต่ตอนนี้ขอตัวไปนอนก่อนค่ะ แล้วจะกลับมาตามอ่าน comment อีกครั้งนะคะ
ไหนๆก็ไหนๆขอร้องว่าเรียกพี่เิบิร์ดนะจ๊ะๆๆๆ ^ ^
ส่วนจะอ่านอย่างไร เมื่อไหร่ตามสะดวกเลยจ้า อิอิอิ กระซิบนิดพี่เชื่อว่านอกจากพี่แล้วมีคนอยากอ่านเจ้าเป็นไผของน้องณิชเยอะนะจ๊ะ ฮี่ฮี่ฮี่