ประกาศภาวะฉุกเฉิน!…IQ-EQ เด็กไทยรอไม่ได้แล้ว

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 11 พฤษภาคม 2012 เวลา 20:47 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 2151

ในปี 2554 มีการสำรวจ IQ ครั้งใหญ่ของประเทศอีกรอบ ผลที่ได้ทำเอาถอนหายใจยาวด้วยความหนักใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเลี้ยงดู การศึกษา การเมือง สังคม เศรษฐกิจของเรา เพราะ IQ EQ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ได้มีแค่ไอโอดีนเท่านั้น ซึ่งเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้ว

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกับสารพัดขั้นตอนกันก่อน การวัดครั้งล่าสุดเราใช้ SPM Parallel อันเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่นิยมนำมาใช้ในการสำรวจสติปัญญาที่ใช้กันทั่วโลก ดังนั้นไม่เพียงแต่บอกสถานการณ์ในประเทศได้เท่านั้น ยังสามารถเทียบเคียงกับค่าจากประเทศอื่นๆได้ค่ะ

และค่าเฉลี่ย IQ ตามมาตรฐานสากล คือ 100 ดังนั้นผลที่บอกว่าเรามี IQ เฉลี่ย = 98.59 จึงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ 1.41 แต้ม แล้วมันหมายถึงอะไรล่ะ ก็หมายถึง ค่าความสามารถของสมองในภาพรวมเฉลี่ยทั้งประเทศของเด็กนักเรียนไทย เราต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยอยู่เล็กน้อยน่ะสิ

แม้จะไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า IQ เด็กนักเรียนไทย ดีขึ้น หรือแย่ลงเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต เพราะใช้เครื่องมือต่างจากการสำรวจครั้งก่อนๆ แต่ครั้งนี้เป็นการสำรวจกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ที่เป็นตัวแทนในระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัดเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และใช้เครื่องมือเดียวกับนานาประเทศ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่า IQ เฉลี่ยของนักเรียนเราต่ำกว่าประเทศใกล้เคียง เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน เกาหลี อยู่มาก (ประเทศเหล่านี้ค่า IQ เฉลี่ยของเขามากกว่า 100 ค่ะ)  ดังนั้นค่าคะแนนที่ได้ในครั้งนี้จึงเป็นฐานข้อมูลระดับประเทศเพื่อสำรวจ ติดตาม การพัฒนาเด็กไทยต่อไป

จากภาพที่เห็น สิ่งที่ชวนคิดคือ เรามีคนทำได้ในระดับเฉลี่ยน้อยกว่าที่ทฤษฎีระฆังคว่ำกำหนดไว้ … เรามีคนที่ทำได้ค่อนข้างสูงมากกว่าเกณฑ์ ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ทำได้ต่ำมากๆสูงกว่าเกณฑ์ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความสามารถทางสติปัญญาของเด็กไทยในสถานศึกษา ย้ำว่าในสถานศึกษานะจ๊ะ ไม่ใช่เด็กไทยทั้งหมด ซึ่งช่องว่างนี้แหละค่ะที่ทำให้จัดการศึกษายากมาก แต่ทำไมถึงชอบตัดเสื้อโหลกันนักก็ไม่ทราบ

นอกจากนี้ในระบบการศึกษาของเรายังมีเด็กที่สติปัญญาบกพร่องอยู่มากทีเดียว เพราะมาตรฐานสากลไม่ควรเกิน 2 % แต่เรามีถึง 6.5 % หรือจะมองในแง่ดีว่า นโยบายการศึกษาเราเปิดโอกาสให้มีการเรียนร่วม ทำให้มีเด็กๆที่มีความต้องการพิเศษอยู่ในระบบเยอะ?…แต่ส่วนตัวไม่คิดแบบนั้นหรอกค่ะ เพราะเป็นคนมองแง่ร้าย จึงสงสัยว่าอัตราการเกิดภาวะบกพร่องทางสติปัญญาอยู่ในกลุ่มไหนมากที่สุด แต่ยังไม่มีคำตอบ เพราะไม่มีการศึกษาไว้ …เด็กชายขอบ ชาวเขา ต่างด้าว พ่อแม่วัยทีน ปู่ย่าตายายเลี้ยงในชนบท และนอกพื้นที่เขตการศึกษา 1 (นอกเขต อ.เมือง) จะเป็นคำตอบได้มั้ย  เป็นสิ่งที่ยังต้องรอการศึกษารอบต่อๆไปค่ะ เพียงแต่ตอนนี้ภาพรวมคร่าวๆคือเด็กๆ นอกพื้นที่เขตการศึกษา 1 มี IQ เฉลี่ยต่ำกว่าเด็กในเขตพื้นที่เท่านั้น

มะมาดูกันให้ชัดอีกนิดว่า ภาพรวมของเราเป็นอย่างไร

เกือบจะแดงทั้งแผ่นดินกันเลยทีเดียว

 

แยกกันให้ชัดอีกทีว่าภาคไหน IQ เฉลี่ยเท่าไร

ทำไมเหลื่อมล้ำกันขนาดนี้ … ทราบมั้ยคะว่าเราหลุดจาก 1 ใน 10 ของประเทศที่สามารถพัฒนาได้ในกลุ่มอาเซียน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1. การศึกษา : เปลี่ยนหลักสูตร และการวัดผลบ่อย ไม่มีแผนการศึกษาชาติที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่สามารถแตะต้องได้เหมือนสิงคโปร์ ที่ลีกวนยูจ้าง ม.ดังของอังกฤษ ให้ออกแบบหลักสูตรการศึกษาชาติเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว จนปัจจุบันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

2. การเมือง : คงไม่ต้องอธิบายนะคะว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรกันไปบ้าง เอาชนะคะคาน ถือสาทุกเรื่องราว แบ่งแยกตีกันจนเกือบวอดวาย ไหนๆก็ไหนๆจารไว้ให้ลูกหลานรู้กันไป เผื่ออนาคตจะมีคนค้นหาว่าใคร อะไร ทำไม ที่ไหน อย่างไร ทำให้เด็กนร.ไทย เป็นแบบนี้

3. การเตรียมคน การเตรียมทีม : เราไม่มีเลยค่ะ มีแต่คำพูดว่าเปิดเสรีอาเซียน แล้วไงต่อ?

จะพอกันได้หรือยัง

อีก 5 ปีข้างหน้า IQ เฉลี่ยของเด็ก 6-11 ปีในปีนี้จะเป็นเท่าไรเนี่ย

โรงเรียนในสังกัดอุดมศึกษาคือโรงเรียนสาธิตต่างๆนั่นแหละค่ะ เห็นแบบนี้แล้ว ไหงเรายังต้องไปศึกษาดูงานการจัดการเรียนการสอนจากประเทศอื่นอีกมิทราบ

เมื่อเทียบกับผลสำรวจไอโอดีนปี 2553 แม้จะมีบางพื้นที่ที่ IQ ไม่สอดคล้องกับไอโอดีน เช่น ยโสธร ไอโอดีนอยู่ในระดับเพียงพอ แต่ IQ เฉลี่ยต่ำกว่า 100 หรือพะเยา ที่ไอโอดีนอยู่ในระดับขาด แต่ IQ เฉลี่ยมากกว่า 100 แต่เมื่อดูภาพรวมก็ต้องยอมรับว่าสอดคล้องพอควร ทำให้ไอโอดีนยังเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามแต่อย่างใด

ผู้หญิงกับผู้ชายใคร IQ ดีกว่ากัน…ถ้าสนใจรายละเอียดมากกว่านี้

ลองเข้าไปอ่านในนี้ค่ะ

………………………………………………………….

เอาล่ะถึงคราวเหลียวมาดู EQ กันบ้าง

EQ ในภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ แต่มีด้านที่ต่ำลงอย่างน่าสนใจดังนี้

ใน เด็ก 3-5 ปี ได้แก่ การปรับตัวต่อปัญหา และความกระตือรือร้น …อืม แปลไทยเป็นไทยก็คือ เด็กเราเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวยาก และไม่ค่อยสนใจอะไร

ส่วนเด็ก 6-10 ปี ด้านที่ลดทำเอาขมวดคิ้วเพราะเป็นด้านหลักของพัฒนาการเด็ก ได้แก่ ความมุ่งมั่นพยายาม (Industry ของ Erikson)  ซึ่งเด็ก 6 -11ขวบในปี 2550 ก็คือวัยรุ่นในพศ.นี้นะคะ ไม่แปลกเลยใช่มั้ยที่เด็กๆเริ่มเห่อของนอก ชอบฟุ้งเฟ้อ ไม่อดทน  เพราะถ้าพัฒนาการขั้นนี้ไม่ผ่าน จะเกิด Inferior (ปมด้อย)ขึ้นแทนค่ะ แถมเด็กใน พศ.2554 ยังมีการลดเพิ่มอีกด้านคือ ความสุข ความเบิกบาน …เด็กเรามีแนวโน้มว่านอกจากเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ชอบสบาย อิจฉาและเรียกร้องแล้ว ยังไม่มีความสุข ความเบิกบานในชีวิต ไม่สามารถสร้างความสุขในตัวเองขึ้นมาได้อีกด้วยนะคะ

ถามอีกครั้ง จะ พอ และ เริ่มต้น กันอย่างจริงจังได้หรือยัง?

ภาพข้างบนคือการเปรียบเทียบ 6 จังหวัดต้นแบบ ในโครงการพัฒนา IQ-EQ เด็กไทย ซึ่งมีตัวชี้ชะตากันอีก 5 ปีข้างหน้าในการสำรวจ IQ ใหญ่อีกครั้งว่า… IQ เฉลี่ยเด็กวัยเรียนของ 6 จังหวัดนี้ต้องมากกว่า 100 ค่ะ

ทำไมถึงมีการเปรียบเทียบในด้านประชากร รายได้ต่อหัวต่อปี  GPP ของจังหวัด รวมทั้งอันดับรายได้เมื่อเทียบกันในประเทศให้ดู ก็เพราะตามทฤษฎี ถ้า GDP สูง รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อคนต่อปีมากกว่า 100,000 บาท คุณภาพของเด็กน่าจะดี แต่เราสวนทฤษฎีค่ะ GDP ไทยโตอย่างน่าชื่นใจอย่างต่อเนื่อง(ตามรายงาน) รายได้ต่อหัวเราเพิ่มขึ้น อัตราการเกิดเราลดลง อัตราการตายขณะคลอดลดลง มีการตรวจพัฒนาการสม่ำเสมอมากขึ้นและเด็กไทยพัฒนาการสมวัยมากกว่า 80 % (ตามรายงาน) ซึ่งคุณภาพเด็กเราน่าจะดีและ IQ เฉลี่ยเราน่าจะมากกว่า 100  เพราะเกิดน้อย พ่อแม่รวยขึ้น เข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขดีขึ้น การศึกษาปรับเปลี่ยนให้ทัดเทียมนานาอารยะประเทศ … แต่ มันไม่ใช่…ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

แมะล่า IQ-EQ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วล่ะค่ะ สหรัฐเคยสำรวจ IQ พร้อมเราเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว IQ เฉลี่ยของเขาอยู่ระดับ 102 รัฐบาลยุคนั้นเต้นผาง เปิดวอร์รูม ตั้งแผนการศึกษาชาติ รวมทั้งควบคุมสื่อสำหรับเด็ก ออกกฎหมายแรงงานให้แม่ลาคลอดได้ 1 ปี และสามารถกลับมาทำงานตำแหน่งเดิมได้ พ่อสามารถลาคลอดเพื่อช่วยแม่เลี้ยงเด็ก พัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ฯลฯ สารพัดจัดตั้ง เพราะอเมริกาต้องการเป็นเจ้าโลก ถ้าคนของเขา IQ เฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ปกติ จะเป็นผู้นำของโลกได้อย่างไร…ผลสำรวจหลังจากนั้น พบว่า IQ เฉลี่ยของเขาอยู่ที่ 112 ค่ะ  แล้วเราล่ะ? …อะแฮ่ม โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ^ ^

สุดท้ายนี้ขออัญเชิญพระราชดำรัส

ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผู้ทรงพัฒนาการศึกษา

และทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาแห่งชาติ เมื่อ พศ.2464

มาไว้ในที่นี้ค่ะ

ข้าไม่ต้องการตำราเรียนที่เดินได้ ที่ข้าอยากได้นั้นคือเยาวชนที่เป็นสุภาพบุรุษ

ข้าจะไม่โศกเศร้าเลย ถ้าเจ้ามารายงานว่าเด็กคนหนึ่งเขียนหนังสือไม่คล่อง

คิดเลขซ้อนไม่เป็น และไม่รู้วิชาเรขาคณิต

ถ้าข้าได้รู้ว่าเด็กคนนั้นได้ศึกษาพอ

ที่จะรู้ว่าความเป็นลูกผู้ชายคืออะไร

ข้าต้องการให้การศึกษาเป็นสิ่งที่งดงาม

จนทำให้เด็กที่ออกไปแล้ว

หวนกลับมาคิดถึงในวันข้างหน้าด้วยความภาคภูมิใจ

 

จากจุดเริ่มต้นของการศึกษาอย่างเป็นแบบแผนของประเทศไทย

ปัจจุบันเราทำได้แบบไหนคะ?

 

« « Prev : เด็กอัจฉริยะ


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

8 ความคิดเห็น

  • #1 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2012 เวลา 11:10

    โฮ อีสานไปทั้งภาคเลย ต้องเชิญครูปูไปอยู่อีสานซะแหล้ว….

    แล้วเจ้า แทปเลท จะฟื้น IQ EQ ได้บ้างไหมล่ะ ถกกันใหญ่ ผอ.ท่านหนึ่งปฏิเสธทันทีว่าไม่เห็นด้วย เพราะเด็กควรมีทักษะมือในการเขียนตัวอักษรมากๆพร้อมกับคสามสัมพันธ์ระหว่างสมองกับมือ เอาไว้โตก่อนค่อยให้ แทปเลท ผอ.บางคนก็ว่า ดีซี ไม่ดีได้อย่างไร ของฟรีอ่ะ….

    หลังจากการแจกไปแล้ว 1 ปีน่าที่จะมีการวิจัยกันนะครับ

    เฮ่อเห็นข้อมูลแล้วก็อ่อนใจจริงๆ โยนประเด็นไปให้น้องครูปูดีกว่า อิอิ

  • #2 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 พฤษภาคม 2012 เวลา 19:41
    แท็บเล็ตเป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะพี่บู๊ท เอาเป็น

    1. เราพบเด็ก 6-7 ขวบมีอาการคล้ายเด็กออทิสติก คือไม่พูดไม่จากับใคร ขาดทักษะทางสังคม ก้มหน้าก้มตาอยู่กับเครื่อง ทักษะการใช้มือถนัดการลูบหน้าจอ ใช้แค่นิ้วชี้ เพราะพ่อแม่ให้เล่นไอแพดตั้งแต่เด็ก ซึ่งกล้ามเนื้อมือสำหรับเด็กเล็กเป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ เค้าต้องใช้ทั้งมือ เช่น ขยำดินน้ำมัน ขยำดินเล่น ช่วยหยิบโน่นนี่นั่น และเล่น เพื่อพัฒนาเซลสมองให้สุด สมองเราพัฒนาตามมือนะคะ เป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกัน ขนาดฝึกเขียน ก-ฮ.ตั้งแต่ 2 ขวบเบิร์ดยังไม่เห็นด้วยเลย เพราะใช้กล้ามเนื้อมือแค่ส่วนเดียว ไม่ใช้ทั้งมือ แต่เราชอบกันจริง ให้เขียนเป็นตัวกันอยู่นั่นแหละ

    อดีตเราเป็นชาติหัตถศิลป์นะคะ งานช่าง 10 หมู่ของเรางามอย่างหาตัวจับยาก งานฟ้อน งานทอ งานถัก งานจักสาน แม้แต่ของชาวบ้านก็ประณีตเหลือหลาย เวลาคนโบราณเค้าคิดอะไร ถึงละเอียดไงคะ ทุกขั้นตอนแจ่มชัด ไม่ต้องจำลองให้เห็นถึงจะนึกออกเหมือนคนปัจจุบัน (ไม่ได้พาดพิงงานคุณเม้งนะคะ เพราะในศาสตร์ด้านนั้นจำเป็นต้องใช้การสร้างภาพเข้าช่วยจริงๆ แหะแหะ) เพราะเค้าใช้ทั้งจินตนาการ(สมองซีกขวา) และการวางแผน การแก้ปัญหา(ซีกซ้าย) พร้อมๆกันในการสร้างงาน พี่บู๊ทลองนึกถึงงานทอผ้านะคะ ลายต่างๆไม่มีการวางผังในกระดาษกราฟหรือคอมพ์ฯแบบเดี๋ยวนี้หรอกค่ะ เค้าเห็น คิดและลงมือทอตามความชำนาญที่มี อย่างลายแมงมุม ลายผีเสื้อ ลายคน ฯลฯ ต้องยอมรับว่าคนโบราณเค้าเก่งกว่าเราเยอะค่ะ ^ ^

    2. ตอนนี้มีงานวิจัยของ มศว.ออกมาชิ้นหนึ่งแล้วค่ะ อีกไม่นานก็คงมีอีก http://www.komchadluek.net/detail/20120511/130091/%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%95%E0%B8%9B.4%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9B.1.html

    3.ของฟรีใครก็อยากได้ แต่ถ้ามันฟรีแล้วมีสิ่งที่พ่วงตามมา เช่น การซ่อมบำรุง ต้องมีช่างเทคนิค เพื่อช่วยแก้ไขเวลาติดขัด ไวไฟไม่ครอบคลุมและไม่เสถียร มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอินเทอร์เน็ต สำหรับรร.ข้างนอกๆจะยังอยากได้อยู่มั้ยล่ะคะ(ถ้าครูคิดว่าจะได้ไว้เล่นเองด้วย ก็แล้วแต่เถอะค่ะ) ถ้าเราสร้างเองได้ ซ่อมเองได้ ระบบพร้อม จะไม่ว่าเลย ลองคำนวณเงินดูสิคะ เก้าแสนเครื่อง เครื่องละ 2400 สองพันกว่าล้านบาท เงินจำนวนนี้สร้างโรงงานผลิตคอมพ์ฯที่เป็นแบรนด์ไทยได้มั้ย จับมือกับคณะวิด’วะหลายๆสถาบัน ให้มหา’ลัยมีหุ้นในบริษัท แบ่งกำไรเพื่อเป็นการพัฒนาการศึกษาเราจะสร้างงานได้มหาศาลนะคะ สามารถร่วมกับหลายๆคณะได้ด้วย เช่นการตลาด การขาย การบัญชี ฯลฯ ทำให้คนไทยใช้แบรนด์ไทยเหมือนๆหลายๆประเทศ จะดีกว่ามั้ย… และถ้าจะแจก ทำให้เป็นยืมเรียนหรือห้องเรียนให้เด็กๆได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยี่ในเด็กโตกว่านี้ เช่น ป.4 ขึ้นไป น่าจะเหมาะสมกว่าน่ะค่ะ

    เฮ้อ เหนื่อยใจเหมือนกันค่ะพี่บู๊ท ไม่ง่ายเลยกับงานพัฒนาคน พี่บู๊ททำได้ยังไงเนี่ย :(

    ส่วนน้องปูคงต้องรอให้น้องแว้บมานำเหนอเองล่ะค่ะ 555

  • #3 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2012 เวลา 15:27

    https://www.facebook.com/conductor.logos/posts/10150951293146495

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2012 เวลา 21:30

    เบิร์ดเอ้ย กว่าจะได้ดีดีสักคน แทบจะงมเข็มในมหาสมุทร์ แต่ได้มาแล้วก็แอบดีใจ เพราะเขาทำงานขยายความคิด การปฏิบัติต่อไปมากกว่าที่เราทำอีกหลายเท่า
    นักพัฒนาอย่างพี่จึงแอบเข้าพื้นที่ที่เราเคยไปใช้ชีวิตมา โดยไม่ให้ชาวบ้านรู้ เพราะเราอยาก ดูผลโดยสายตาเป็นเบื้องแรกว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง..

    โครงการของรัฐบาลแจกเจ้าแท็ปเล็ตนี่ มีนักจักษุแพทย์ให้ความเห็นไว้ว่า เด็กจะมีปัญหาเรื่องสายตาแน่นอน เพราะการจ้องอยู่หน้าจอนานๆนั้น โดยธรรมชาติจะกระพริบตาน้อยกว่าปกติ จะทำให้ตาแห้ง และสิ่งอื่นๆก็จะตามมาได้ เรื่องนี้แม้แต่ผู้ใหญ่ก็เป็นสำหรับตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องอยู่หน้าจอตลอดเวลา… พี่ก็เป็นเหมือนกัน..

  • #5 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 พฤษภาคม 2012 เวลา 12:51

    แง่ว! กะจะแว่ป ๆ เข้ามาอ่านก่อนเดินทางไปร่วมพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่างวิทยาลัยฯ กับมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น นอกจากท่านอธิการบดี นายแพทย์จุฬาเกษม ชินะผา แล้ว ทราบว่าท่าน ดร.ชัยณรงค์ มณเฑียรวิเชียรฉาย จะมาร่วมต้อนรับคณะเราด้วยค่ะ

    อ่านบันทึกนี้แล้วก็นึกถึง “ยุทธศาสตร์ทางปัญญาและการปฏิรูปการศึกษาที่พาประเทศพ้นวิกฤต” ของนายแพทย์ประเวศ วสี ค่ะ

    “เราเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างยาก ๆ ซึ่งแก้ไม่ได้เลย โดยการทำงานไปเรื่อย ๆ ตามปรกติ การปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูประบบสุขภาพ โดยส่วนลึกที่สุดแล้วเป็นรูปธรรมของการเคลื่อนไหวทางศีลธรรม ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมการเคลื่อนไหวและทำงานเพื่อสถาปนาความถูกต้องบนผินแผ่นดินไทย “

  • #6 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 14 พฤษภาคม 2012 เวลา 18:54
    พี่รุมกอด & พี่บู๊ทที่เคารพอย่างสูงซู้ดดด

    พี่บู๊ทเล่าทำให้เห็นความสุขของนักพัฒนา เพราะงานพัฒนาเป็นงานที่ไ่ม่สามารถทำเพียงคนเดียวได้ ทักษะส่วนตัว เช่น ความอดทน อดกลั้น ความเมตตา กรุณา มุ่งมั่นพยายาม ไม่ท้อแม้ยังมองไม่เห็นทาง (สร้างเองก็ได้ฟะ) ฯลฯ ล้วนเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่ควรมี เก๊าะการทำสิ่งที่มองไม่เห็นให้เป็นจริงได้นั้นไม่ง่ายเลย …คารวะนักพัฒนาทุกท่านค่ะ

    ส่วนแท็บเล็ต เราประจักษ์ทักแท้กันดีว่ายังไงก็ต้องแจก เพราะประกาศเป็นนโยบายไปแล้ว(แถมเซ็นซื้อไปแล้วด้วย) เพียงแต่ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเราไม่ควรลืมจับตามอง อิอิอิ

    ทั้งความสิ้นเปลือง การใช้บุคลากรเพิ่ม การเสียสายตา ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก ทักษะการเขียน อ่าน คำนวณ ทักษะการคิด การค้นหาคำตอบ การตั้งคำถาม และการต่อยอด แหม น่าสนุกชะมัดเลยค่ะ แต่คิดอีกที เราอาจไม่รู้อะไรเลยก็ได้นะคะ เพราะมันพังก่อนจะติดตามระยะยาวได้ 555

    กำลังมองอีกแง่ว่าไหนๆก็ไหนๆ ถ้าคุณครูสามารถใช้แท็บเล็ตเป็นเหมือนของเล่นสำหรับเด็ก เพื่อจูงใจให้สนใจ ตั้งใจเรียน โดยมีแรงเสริมเป็นการเรียนรู้เทคโนโลยี่ก็ไม่เลวร้ายเกินไปหรอกค่ะ เพียงแต่ไม่ให้ความสำคัญกับมันจนลืม ความสำคัญของครูคน คนเป็นครูเท่านั้นเอง การจำกัดเวลาใช้ น่าจะทำให้มันเป็นแรงเสริมในการเรียนรู้ได้ ดังนั้นถามว่าควรให้กลับบ้านด้วยมั้ย…ไม่ควรค่ะ

    เฮ้อ ! นั่งดูพัฒนาการคอมพ์ฯในปัจจุบันแล้วยอมรับว่าไม่ห่วงที่คอมพ์ฯจะคิดได้อย่างคน แต่ห่วงว่าคนจะคิดแบบคอมพ์ฯมากกว่าค่ะ :(

    น้องปูที่รักยิ่ง

    ยินดีกับความก้าวหน้าของน้องและรร.นะจ๊ะ ^ ^

    อ.ประเวศ เป็นนักคิดที่ลุ่มลึก ชาญฉลาด และเห็นด้วยว่าการแก้ไขโครงสร้างนั้นยาก(แต่เราชอบทำที่สุด) ส่วนการแก้ไขจิตสำนึกยากที่สุด แต่เราทำน้อยที่สุด

    พี่แปลกใจจริงๆนะ เวลาถามว่าเงินสิบล้านกับลูก อะไรสำคัญที่สุด…คำตอบคือ ลูก แล้วทำไมเราถึงปล่อยให้ลูกอยู่ในมือพี่เลี้ยงที่ไม่รู้ว่าเขาจะทำอย่างไรกับลูกเรา ทำไมปล่อยสมองลูกให้กับการเรียน และปล่อยเวลาของลูกไว้กับครู ทั้งๆที่ช่วงเวลา 0-5 ปี เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราจะมีความหมายกับเขามากที่สุด แต่เราไม่ให้เวลาเขาเท่าที่ควร พอหาเวลาว่างให้กับตัวเองได้ ก็เข้าสู่วัยที่เขาไม่ต้องการเราแล้ว จนเมื่อเขามีครอบครัว มีอนาคต เราก็เป็นเพียงสิ่งประกอบเล็กๆในชีวิตเขาเท่านั้นเอง …แปลกดีมั้ย

    มีเรื่องหนึ่งที่พี่มักเล่าเสมอ

    ครอบครัวหนึ่งอยู่อเมริกา พ่อเป็นทนายความชื่อดัง ที่มีค่าให้การปรึกษา ชม.ละ หนึ่งพันเหรียญขาดตัว เขามีลูกชายอายุ 5 ขวบ เป็นเด็กน่ารัก มีความสุขกับชีวิต แต่เขาชอบเล่นกับพ่อมากที่สุด เพราะสนุก มีความสุข เวลาที่เล่นกับพ่อ เป็นเวลาที่เขารู้สึกอบอุ่นและไว้วางใจ ซึ่งหนูน้อยชื่นชมกับช่วงเวลานั้นที่สุด

    มีอยู่วันหนึ่งพ่อกลับบ้านมาตอนสามทุ่ม หนุ่มน้อยคนนี้เข้ามาหาและขอเงิน 10 เหรียญ พ่อก็ให้ไป อีกวันหนึ่งพ่อกลับมาดึกเหมือนเคย หนุ่มน้อยก็มาขอเงินอีก 10 เหรียญ พ่อก็ให้ไปอีก…ต่อมาอีกวันหนึ่ง พ่อกลับดึก หนูน้อยก็มาขอเงินอีก 10 เหรียญ คราวนี้พ่อดุว่าทำไมขอเงินเยอะนัก เมื่อวานซืนก็เพิ่งให้ไป 10 เหรียญ เมื่อวานก็ขออีก 10 เหรียญ วันนี้ก็มาเอาอีก 10 เหรียญ จะเอาไปทำไม

    หนุ่มน้อยก้มหน้า น้ำตาร่วง ก่อนเงยหน้าอธิบายกับพ่อว่า…ที่ผ่านมา ผมแอบทำงานพิเศษที่รร.ทุกเย็น เพื่อเก็บเงินไว้ ซึ่งเก็บได้ 970 เหรียญแล้วครับ แต่สามวันมานี้ผมไม่ค่อยสบาย ไม่มีแรงทำงาน เลยขอเงินพ่อวันละ 10 เหรียญ เพื่อไปรวมกับเงินที่ผมสะสมได้ พร้อมกับลุกไปหยิบกระปุกออมสินมานับให้พ่อดู…นี่ไงครับได้ 1000 เหรียญแล้ว ผมให้พ่อ เพื่อขอเวลาเล่นกับผมหนึ่งชม.ได้มั้ยครับ

    ถ้าเราเป็นพ่อ เราจะทำยังไงจ๊ะ

  • #7 BM.chaiwut ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 กรกฏาคม 2012 เวลา 21:54

    อ่านๆ ไป เกินกว่าครึ่ง ก็ผุดมโนภาพขึ้นทันที….

    คุณหมอเบิร์ด จะต้องเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ จึงจะผลักดันนโยบายที่จะแก้ไขเรื่องนี้ได้….

    เจริญพร

  • #8 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 กรกฏาคม 2012 เวลา 13:41
    กราบนมัสการค่ะหลวงพี่

    มโนภาพของหลวงพี่ ทำเอาเบิร์ดยิ้มแหย แหะแหะ
    ดังนั้นสรุปได้ว่า บ่นอย่างงี้ต่อปายยย เพราะทำอะไรไม่ได้ ^ ^ (เดี๋ยวอีก 5 ปีข้างหน้า เบิร์ดจะรายงานอีกรอบค่ะ เพราะยังไงก็ต้องเก็บไปเรื่อยๆจนกว่าจะเกษียณไปข้างหนึ่ง)

    กราบสามครั้งค่า


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.68806600570679 sec
Sidebar: 0.42388105392456 sec