บทเรียนจากอุบัติเหตุแม่สลอง

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 24 ธันวาคม 2010 เวลา 20:24 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 2216

 

22 ธค. 53 เกิดอุบัติเหตุน่าตกใจ เนื่องจากเป็นคนสธ.ด้วยกันหนึ่ง และเป็นอุบัติเหตุที่ไม่เกิดมานานพอดูอีกหนึ่ง

วันนี้รับเป็นผู้ถอดบทเรียนทีมสอบสวนอุบัติเหตุของชร.และมีการพูดถึงอุบัติเหตุครั้งนี้ ซึ่งมีรายละเอียดน่าสนใจและเป็น”โอกาส“ของคนในพื้นที่ที่จะดูแลพื้นที่ของตัวเองด้วยตัวเองต่อไป

รายละเอียดและมุมคิดจากทีมสอบสวนอุบัติเหตุแบ่งได้เป็นความรู้ และปัญหา

ความรู้ คือ

อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นจาก 3 สิ่ง

  • ถนน ซึ่งเป็นความจริงที่พลิกไม่ได้ ไปตรวจดูก็อยู่แบบนั้น
  • คน อันนี้เป็นข้อเท็จ-จริง คือมีทั้งจริงและจริงบางส่วน จนไปถึงไม่จริง ซึ่งต้องประมวลจากหลายฝ่ายทั้งผู้เสียหาย ผู้กระทำ พยาน  และควรตระหนักว่าข้อมูลที่ได้ครั้งแรกมักมีความจริงน้อย
  • รถ ส่วนนี้คือ”จุดบอด” ของการสอบสวนอุบัติเหตุไทย เพราะเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญในการเจาะลึกว่าระบบเครื่องยนต์ หรือส่วนของการบังคับรถ ห้ามล้อ เป็นยังไง เรามักจะเห็นการสรุปผลอุบัติเหตุคือ”เบรคแตก” แต่อะไรคือเบรคแตก ? อาการที่รถยนต์เบรคมาตลอดจนเิกิดความร้อนจุดหนึ่งจนเบรคไม่ทำงาน? หรือว่าท่อลม/น้ำมันเบรครั่ว? หรือเบรคไม่มีจริงๆ?  …การเจาะลึกเพื่อหาคำตอบด้านนี้ของเรายังไม่มี

    จากความรู้ก็เกิดการแก้ไขตามมา
  • ถนน - วิศวกรรมจราจรตอบได้ แขวงการทาง ตำรวจ อปท. ช่วยเรื่องนี้ได้ ทั้งการปรับปรุง การเสริมไหล่ทาง จุดตรวจหรือป้ายบอก/เตือนต่างๆ จนถึงการห้ามใช้ในบางเส้นทาง มีกรณีของผู้กองในทีมสอบสวนอุบัติเหตุ ประสานพี่ที่แขวงการทาง(หนึ่งในทีมสอบสวนอุบัติเหตุเหมือนกัน) เรื่องถนนในช่วงหัวฝายเกิดอุบัติเหตุบ่อยเพราะผิวถนนลื่น ขับธรรมดาก็ลื่นลงข้างทางได้  พี่ที่แขวงฯส่งคนไปปรับปรุงผิวจราจรภายใน 10 วัน แก้ปัญหาจุดอันตรายตรงนี้ไปได้เลย …หรือแม่สลองก็มีการห้ามใช้เส้นทางที่รถตู้ตกเพราะผิวการจราจรไม่ดี ชัน อันตราย ส่วนคนในพื้นที่สัญจรได้แต่ต้องระวัง และเพิ่มจุดสกัดเพื่อชะลอความเร็ว
  • คน - ปัญหาของคนคือประมาท ไม่รู้ พลั้งเผลอ ซึ่งการแก้ไขมี 3 ทางใหญ่ ให้ความรู้ อันนี้ให้มานานจนจะแก่ก็ยังเห็นว่าได้ผลน้อยมาก , จิตสำนึก นี่ก็เหมือนกัน มันไม่ได้สร้างกันง่ายๆ แต่ก็เน้นกันจัง และอันสุดท้ายคือบทลงโทษ เอาล่ะอาจมีคนบอกว่าเรามีบทลงโทษมากมายก็ไม่เห็นได้ผล เรามาเจาะลึกเรื่องนี้กันดูว่าพอขยับเป็นอย่างอื่นอีกได้มั้ย

ปัจจุบันเราเป็นรัฐบาลแบบประชานิยม (และเป็นมาหลายยุคจนคนเคยตัว) ซึ่งการปกครองแบบนี้มีข้อเสียตรงที่พอจะทำอะไรถ้ามีคนร้องเรียนก็ฝ่อไป  แต่เมื่อดูกันจริงๆจะพบว่าการตอบสนองความต้องการมากมายของประชาชนนั้นมันจะไม่มีที่สิ้นสุดและเรากลายเป็น over demand ไปแล้ว

ดูสิงคโปร์นะคะ สมัยลี กวน ยู ถึงต้องเผด็จการไง ปิดสภาเอาดื้อๆก็มี เพื่อควบคุมและใช้”อำนาจ”ในการจัดการให้ประชาชนอยู่ในระเบียบ วินัย …ใครๆก็รู้ว่าโทษปรับของสิงคโปร์นั้นแรงขนาดไหน และจะทำแบบนั้นได้ ถ้าไม่เผด็จการจะเอาอยู่หรือ? ที่พูดไม่ใช่หนุนให้เป็นเผด็จการ แต่อยากให้ใช้”ความเด็ดขาด” ไม่ต้องโอ๋จนไม่กล้าทำอะไรที่ถูกต้อง แ่ต่มันจะมีมั้ยล่ะผู้้นำแบบนี้?

เอาล่ะยกตัวอย่างหมวกกันน็อค ชร.นี่แหละตัวดี  ขนาดมีคนตั้งคำถามว่าทำไมคนชร.ไม่ใส่หมวกกันน็อค…เฮ้อ นั่นสิ ตอบยากนะเนี่ย :(

มีนโยบายต้องใส่หมวกกันน็อค 100 % (นึกถึงพ่อครูว่าจะใส่กันสมองโง่ๆไปทำไมชะมัด)…ซึ่งผู้ปฏิบัติก็เอาเลย เรียกกลุ่มแม่บ้านมาชุมชนละ 10 คน กะว่าแม่บ้านนี่แหละผู้ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ และเมื่ออบรมเสร็จก็ทำแบบท่องสูตรคูณ(พี่ตึ๋งชอบว่าทำแบบโง่ไม่เข้าท่า แต่ยังไม่เอ๊ะ) ให้แม่บ้าน 10 คน เกี่ยวมาเข้าอบรมอีกคนละ 10ๆๆๆ  …ผล เหลวเป๋ว

ทีมสอบสวนอุบัติเหตุก็คิดกันว่าน่าจะชงให้เป็น KPI ของผู้บริหาร จะได้บังคับใช้กันอึกทึก แต่เบิร์ดมองว่าทำแบบทหารดีกว่า ทหารเค้ามีระเบียบเลยว่าถ้าใครเกิดอุบัติเหตุแล้วพบว่าไม่สวมหมวกกันน็อค ห้ามเบิกค่ารักษาพยาบาล !  นี่เอาให้เป็นแบบนี้เลย …ข้าราชการก็มีระเบียบแบบนี้ เล่นไปถึงครอบครัวได้เลยนะ เพราะสิทธิข้าราชการคุ้มครองทั้งครอบครัว ประกันสังคมก็ทำแบบนี้ …30 บาท เอ้ยรักษาฟรีเกือบทุกโรคก็ทำแบบนี้ แล้วมาดูกันว่าจะสวมหมวกกันน็อคหรือเปล่า  หรือสถานศึกษาก็เหมือนกัน ม.แม่ฟ้าหลวงขยับแล้วค่ะ ถ้านักศึกษาไม่ใส่หมวกกันน็อคขับขี่มอเตอร์ไซค์ ห้ามเข้าสถาบัน !  …นี่ก็คือ”บทลงโทษ” อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมายเสมอไปนะคะ

  • รถ เราขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะพิสูจน์ตรงนี้ ในทีมมีหัวหน้าช่างของขนส่งร่วมด้วย จึงมีคนขนส่งบอกให้ประสานทางโทร.ไปที่ผู้ใหญ่ทุกครั้งเมื่อจะมีการออกสอบสวนอุบัติเหตุ  เพื่อใช้คำสั่งการจากท่านผอ.ขนส่งให้หัวหน้าช่างออกสอบสวนสาเหตุร่วมได้  แต่เบิร์ดเสนอให้ประสานเอกชน ตามศูนย์ของรถยนต์ยี่ห้อต่างๆจะมีหัวหน้าช่างของเขาอยู่แล้ว ประสานขอความร่วมมือในการทำงานเพื่อสังคมเอามาเป็นหนึ่งในทีมสอบสวนทำคำสั่งแต่งตั้งโดย ผวจ…. เวลาสอบสวนรถโตโยต้าตกเขา ก็เอาหัวหน้าช่างศูนย์โตโยต้ามาช่วยพิสูจน์  ฮอนด้าตกก็เอาศูนย์ฮอนด้า อีซูซุ มาสด้า ฯลฯ ก็ว่ากันไป  ศูนย์ก็ได้ประโยชน์เรื่องความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนำไปปรับปรุงรถต่อได้อีก เราก็ได้มืออาชีพที่ขยับตัวได้ง่ายกว่าข้าราชการมาช่วย  มอเตอร์ไซค์ก็มีคนพิสูจน์ได้  แถมเราเอาไปกองไว้ที่ศูนย์เค้าก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเอาตัวไปผ่าพิสูจน์ที่สถานีตำรวจเสมอไป Win-Win นะเนี่ย..ถ้าจังหวัดไหนเห็นว่าเข้าท่าก็เอาไปได้เลยค่ะ ไม่หวง …

แหม ยิ่งเล่ายิ่งยาว ต่ออีกนิดในเรื่องของปัญหาที่พบนะคะ

1. อุปกรณ์ช่วยเหลือไม่เพียงพอ และไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนของจังหวัดบ้าง เช่นรถตัดถ่าง แม้ได้รถไปช่วยจากอบต.แม่จัน และแม่สาย แต่กว่าจะประสานได้ก็นาน เพราะไม่มีข้อมูลแจกจ่ายให้กับพื้นที่ แม้แต่เชือกโรยตัวก็ยังไม่ทราบว่าจะระดมจากที่ไหนได้บ้าง  จึงเกิดแนวทางให้ป้องกันภัยจังหวัดสำรวจเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆที่มีในจังหวัดทำรายการ+ช่องทางติดต่อประสานงานให้ละเอียด เพื่อทราบจำนวนและจัดทำโซนนิ่งเครื่องมือ เพราะเราไม่จำเป็นต้องมีรถตัดถ่างทุกอำเภอ แต่เราจัดเป็นโซนของอุปกรณ์ช่วยเหลือได้ เช่นแม่จัน อ.เมือง อ.แม่สาย  อ.เทิงมีรถตัดถ่างเพราะมีดอยที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ที่อื่นๆมีเชือกโรยตัวติดสแนปเปอร์และมีผู้เชี่ยวชาญในการโรยตัว ที่สามารถมาช่วยเหลือฉุกเฉินกันได้ ฯลฯ

2. บริเวณที่รถตก อับสัญญาณมือถือ ไม่สามารถทราบรายละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุ /จำนวนคน เพื่อส่งรถ EMS จากอำเภอต่างๆไปช่วยได้ในเวลาอันรวดเร็ว …สัญญาณวิทยุน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรมีประจำตัวผู้นำหมู่บ้านแถบนั้น

3. บริเวณที่รถตกลึกถึง 400 เมตร คนนอกพื้นที่ลงไปยากมาก

4. น้ำหนักบรรทุก รถตู้มีผู้โดยสาร+ คนขับ 12 คน  และเป็นรถตู้รุ่นเก่า ปัจจุบันใช้รับ-ส่ง นร.ในพื้นที่แม่จัน …ควรมีการควบคุมจำนวนผู้โดยสารและรถที่รับนักท่องเที่ยวโดยจัดทำเป็นระบบเพื่อควบคุมจัดการ

5. สภาพถนนแคบ ผิวถนนไม่สมบูรณ์ บางช่วงเป็นดินแดง บางช่วงราดยางแต่เป็นหลุมบ่อ บางช่วงเป็นคอนกรีตที่ชุมชนทำกันเอง ไหล่ทางไม่มี ไม่มีรั้วกั้น ไม่มีป้ายเตือน…อปท.ร่วมกับงานวิศวกรรมจราจรควรแก้ไข

6. คนขับ ประมาท ขับเร็ว แซงคันอื่นตลอด  น่าเศร้าตรงที่เมื่อไปดูจุดตก ก็คิดกันว่าถ้าคนขับได้ตัดสินใจ น่าจะเลือกด้านขวาที่เป็นเขามากกว่าเหวที่อยู่ด้านซ้าย เพราะขวามือแม้เป็นเขาแต่ก็มีร่องระบายน้ำที่จะผ่อนแรงรถได้  แต่เพราะเขาอาจไม่มีเวลาตัดสินใจจึงเป็นเช่นนี้

7. ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ มีลักษณะซี่โครงหักทิ่มปอดเป็นส่วนใหญ่ ร่วมกับกระเด็นออกนอกรถ …รถตู้ไม่มี Safety Belt ที่เบาะหลัง ควรชงเรื่องขึ้นไปเพื่อบังคับให้ติด Safety Belt และบังคับคาดเหมือนรถยนต์นั่งทั่วไป

8. รถตู้ที่เกิดอุบัติเหตุเป็นรถทะเบียน นข. ซึ่งทะเบียนแบบนี้หมายถึงจดทะเบียนเป็นรถส่วนบุคคลไม่ใช่รถสาธารณะ

9. เบรกหมดสภาพหรือไม่ (ต้องรอลากขึ้นมาผ่าพิสูจน์)

10. ทัวร์ของรพ.อุดร ได้เปลี่ยนใช้รถตู้ของท้องถิ่นที่จัดโดย บ.ทัวร์เอกชนแห่งหนึ่ง แต่รถของบริษัทไม่พอจึงเรียกรถตู้คันที่เกิดอุบัติเหตุมาร่วมรับผู้โดยสารด้วย…ควรมีการจัดระเบียบรถตู้บริษัทเอกชนและกฎ ข้อบังคับที่สมาคมท่องเที่ยวของจังหวัด/อำเภอร่วมกันดูแลกับตำรวจ นายอำเภอและอปท.

11. ควรพิจารณาเรื่องการขนส่งผู้ป่วยทางอากาศเพิ่มเติม เพราะขาดการประสานงานกับเฮลิคอปเตอร์ของทหาร/ตำรวจ

บทเรียนใหญ่จากอุบัติเหตุแม่สลองทำให้เรารู้ว่าคนในหมู่บ้านนี่แหละคือผู้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง เพราะพี่ที่รอดชีวิตเล่าให้ฟังว่าคนในหมู่บ้านมาช่วยกันทั้งหมู่บ้านเลย เค้าชำนาญพื้นที่และลงไปถึงก้นเหวได้ก่อนเจ้าหน้าที่ แม้ไม่มีเครื่องมือใดๆ และสื่อสารกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เค้าก็บอกให้คนบาดเจ็บขี่หลังแล้วพาขึ้นจากเหวมานอนรอรถพยาบาลอยู่ข้างถนนได้…เรื่องนี้ต้องขยายเลยล่ะค่ะ

แค่เรื่องเดียวทำให้เราเห็นว่าชาวบ้านคือคนที่เราควรนำเค้ามาเป็นทีมช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอย่างที่สุด เค้ามีความกล้า มีความชำนาญพื้นที่  เราเคลื่อนตัวเองลงไปให้ความรู้เรื่องการช่วยเหลือ การปฐมพยาบาล การป้องกันอุบัติเหตุและสนับสนุนเครื่องมือจำเป็นเพื่อให้ดูแลพื้นที่ของตัวเองได้ เพียงเท่านี้ชุมชนก็มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวได้ดีกว่าเดิมแล้ว

แม้อุบัติเหตุจะเป็นเรื่องน่าใจหายและเสียใจอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นกุศลสำหรับผู้อยู่ ในการช่วยให้พื้นที่ได้เรียนรู้การป้องกันและจัดการกับปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้มาเยือนต่อๆไป…

ขอน้อมส่งผู้เดินทางไกลด้วยความคารวะอย่างสูง

 

** ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

« « Prev : ฤๅจะรอจนสิ้นชาติ ?….จึ่งฟื้นฟู

Next : พรปีใหม่ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

9 ความคิดเห็น

  • #1 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2010 เวลา 20:45

    ไม่น่าเป็นหมอเล๊ย น่าจะไปเป็นตำรวจ อิ อิ

  • #2 Panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2010 เวลา 22:12

    อย่าเชื่อ พ่อครูฯ นะน้องเบิร์ด….รับรองอยู่ไม่ได้แน่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นแตงโมหรือมะเขือเทศ….อิอิ เป็นหมอนะดีอยู่แล้ว กุศลแรง

  • #3 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2010 เวลา 22:26

    ส่งบันทึกนี้ให้ตำรวจหน่อยครับ ไม่ได้ให้มาจับคนเขียน แต่ให้อ่านนะครับ อิอิ

  • #4 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2010 เวลา 22:55

    เรื่องหน่วยกู้ภัยนี่ก็เริ่มมีการพูดคุยและพัฒนากันไปบ้างแล้วในบางพื้นที่
    แต่เมืองไทยเรายังขาดการบูรณาการ ทำงานร่วมกันไม่ค่อยได้ หน่วยงานหลักรับผิดชอบก็ไม่มี????????

    สปสช. ก็เริ่มเห็นปัญหานี้เลยจัดงบพิเศษ คืองบ EMS Emergency Medical Service เป็นค่าตอบแทนในกรณีที่เป็นเรื่องฉุกเฉินทางการแพทย์แยกออกมาต่างหาก

    มีการจัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ) ซึ่งดูแลเรื่องนี้อยู่ ถ้ามีกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน เกินความสามารถของท้องถิ่นหรือพื้นที่ก็สามารถประสานขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติก็ได้ประสานความร่วมมือไปยังทุกหน่วยราชการรวมทั้ง ตำรวจและสามเหล่าทัพ สามารถระดมความช่วยเหลือที่จำเป็นได้ไม่ว่าจะเป็นเรือเร็ว เครื่องบิน ฯ โดยทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

    แต่ก็เป็นแค่ความช่วยเหลือทางการแพทย์ ส่วนการกู้ภัยช่วยเหลือนำผู้ได้รับบาดเจ็บออกจากพื้นที่มาให้ถึงทีมทางการแพทย์ก็ต้องอาศัยทั้งเอกชน(มูลนิธิต่างๆ) รวมทั้งหน่วยราชการซึ่งก็มากมายจนประชาชนไม่ทราบว่าจะเรียกใช้บริการของใครดี

    ในกรณีที่เป็นภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อ การช่วยเหลือก็ขาดการวางแผน การประสานงานที่ดี เกิดกี่ครั้งๆก็ไม่เคยเอะใจ จนวันก่อนเห็นรูปคนช่องสามใส่ชุดซุปเปอร์แมนเป็นปกหนังสือนิตยสาร เค้าเรียกเป็นฮีโร่ตัวจริง……อิอิ

    เคยประชุมกับทางสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ทางมูลนิธิก็บ่นเวลามีปัญหา เกิดเรื่องขึ้นมา คนสั่งการก็ไม่รู้เรื่อง สั่งไปเรื่อย การส่งสิ่งของไปช่วยสนับสนุนก็ไม่เหมาะสม สิ้นเปลือง การจัดการก็ไม่ดี แต่พอมาประชุมกับทางราชการ ทางราชการก็บ่นเอกชน(มูลนิธิ) อยากจะควบคุมให้เป็นระบบระเบียบ แต่ระยะหลังก็มีความพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ มีการพบปะพูดคุยกันบ่อยขึ้น เปิดใจคุยกันบ่อยๆ เดี๋ยวก็คงค่อยๆดีขึ้น อยากให้เป็นเรื่องเป็นราวสักทีเหมือนกัน

    เห็นมีคนเขียนไปบ่นไปเรื่องนี้อยู่ประจำ อิอิ

  • #5 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 ธันวาคม 2010 เวลา 14:47
    ขออภัยพ่อครูและพี่ๆทุกท่านอย่างสูงค่ะ เบิร์ดหมดแรงเลยไม่ได้เข้ามาดู

    พออ่านแต่ละเม้นต์แล้วขำ อิอิอิ

    ทีมสอบสวนอุบัติเหตุของเชียงรายตั้งขึ้นจากการไปรับนโยบายและประชุมร่วมกับม.นเรศวรที่รับเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการสร้างจังหวัดนำร่องในเรื่องลดอุบัติเหตุทางท้องถนนค่า ดังนั้นพี่ตึ๋งไปคุยกับ ม.นเรศวรได้เลย คริคริคริ

    ทีมเชียงรายมี รศ.ลำดวน อาจารย์จากคณะวิศวะฯมช. (ท่านเกษียณแล้ว) เป็นพี่เลี้ยง จุดประสงค์ของการสอบสวนเชิงลึกก็เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานต่อไปน่ะค่ะ accident ที่รุนแรงจะบอกถึงความบกพร่องในระบบไม่ตรงไหนก็ตรงหนึ่งล่ะ ซึ่งจะช่วยจุดประเด็นได้ดีมากเลยค่ะ

    ปัญหาของการทำงานส่วนมากคือภาระงานประจำที่มากมายอยู่แล้ว กับไม่รู้วิธีที่จะผ่อนให้คนอื่นทำร่วม เมื่อรวมกับหัวไม่ตามงาน ผลมันก็เอวังเสมอ สังเกตดูเถอะค่ะ ถ้าเมื่อไรใช้”การประชุม”เพื่อทำงานร่วมกัน มันไม่ค่อยได้ผลแฮะ เพราะเดินออกจากห้องประชุมไอ้ที่พูดๆกันอึกทึกมันก็จบ เพราะไม่มีคนตามงานและ”ลงมือทำ”อย่างจริงจัง แต่ไม่เห็นมีคนเอะใจ ก็ยังใช้วิธีเดิมๆ ;)

    เวลาทำร่วมกันแทนที่จะคลายกฎเกณฑ์ กลับสร้างกฎมากมายขึ้นมาใหม่ หรือเป็นแบบงานนี้หน่วยงานผมไม่เกี่ยว ไม่มีความรู้ ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีงบประมาณ ฯลฯ ซึ่งสรุปได้ง่ายๆว่า”ไม่อยากช่วย”นั่นแหละค่ะ แล้วอย่างนี้จะเดินหน้าต่อกันได้อย่างไร?

    ปัญหาที่เจอมันส์กว่านี้อีกค่ะ เช่นมีอุปกรณ์ช่วยเหลือทั้งหมดแหละแต่อยู่ในตู้ในห้องเก็บของ ล็อคกุญแจ ใส่สายยูคล้องเรียบร้อยแถมคนถือกุญแจไม่อยู่ !!! หรือว่าซ้อมแผนกู้ภัยในท่าอากาศยาน ใช้หน่วยทหารเพราะมีเชือกโรยตัวครบถ้วน แต่ทหารที่มีอุปกรณ์ผูกเชือกไม่เป็น !?! ตอนซ้อมแผนเลยต้องใช้หุ่นแทนคน เพราะไม่มีใครกล้าเสี่ยงให้ผูกแล้วซ้อมจริง ซึ่งหน่วยที่ผูกเชือกเป็นคือ ตชด. แต่ไม่มีอุปกรณ์ครบ !?! … เนี่ยอย่างเงี้ยะถือเป็นความเสี่ยงที่ควรบอกคนในพื้นที่ให้รู้จะได้ลุกขึ้นมาป้องกันอุบัติเหตุด้วยตัวเองมั้ยล่ะคะ จะไปหวังจากคนอื่นทำไม ^ ^

    พี่ตึ๋งพูดถูกว่าการใช้เฮลิคอปเตอร์เพื่อการแพทย์ฉุกเฉิน สปสช.รองรับค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ป้องกันภัยจังหวัดไม่รู้เรื่องนี้ไง (และคิดว่านอกจากสธ.แล้วคงมีหน่วยงานอื่นรู้น้อยมาก) เราไม่เคยเอาข้อมูลจำเป็นแบบนี้มาคุยเพื่อวางแผนร่วมกันเลยน่ะ่ค่ะพี่ตึ๋ง

    เอาอีกแมะ เวลามีงานใหญ่ๆเช่นสงกรานต์ในเมือง การจัดการจราจรเพื่อให้รถ EMS เข้าถึง ER ได้เร็วที่สุดก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ อย่างสงกรานต์ที่ผ่านมาต้องชมจราจรเชียงรายที่ล็อคเลนซ้ายสุดตั้งแต่แยกหมอพีระยาวจนถึงประตูรพ.ด้านห้อง ER ไว้ ห้ามให้รถยนต์จอด ห้ามรถเข้าไปวิ่งเพื่อล็อคไว้สำหรับความเร่งด่วนทางการแพทย์ …เลนออกจากรพ.ยังไม่เท่าไรนะคะ แต่เลนเข้ารพ.นี่ควรเร็วและโล่งที่สุด สิ่งเหล่านี้คือการคิดที่ละเอียดไงคะพี่ตึ๋ง

    ชร.จัดงานดอกไม้งามริมน้ำกก แต่เชื่อมั้ยว่าเราไม่เคยคิดถึงการกู้ภัยทางน้ำ เรือกู้ภัยทางน้ำเราไม่มีนะคะ ตอนนี้ต้องประสานไปที่ทหารเพราะทหารมี…ในหน้าเทศกาลใหญ่ๆจะหวังพึ่งเส้นทางบกอย่างเดียวในการลำเลียงมันก็เสี่ยงอยู่นะคะพี่ตึ๋ง ถ้ามีทางเรือในการลำเลียงหรือช่วยเหลือฉุกเฉินไปขึ้นที่ท่าใกล้รพ.โอเวอร์บรุ๊คก็ถือว่าเร็วกว่าทางบกล่ะค่ะ เบิร์ดเข้าไปมีส่วนร่วมในทีมตอนแรกแค่ Note taker รับหน้าที่เขียนในสิ่งที่เค้าเล่า แต่ไปๆมาๆ ถูกพี่ยาทาบให้เป็นหนึ่งในทีม ก็น่าสนุกดีค่ะ ถือเป็นอีกงานที่ท้าทายความคิดไม่เลว

    การป้องกันยากกว่าแก้ไข และเสี่ยงกับการโดนว่ามากกว่า แต่ก็มันส์ชะมัดเลยค่ะ อย่างแม่สลองนี่ก็ต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณของ ER ร่วมกับการบัญชาการเองของผู้อำนวยการรพ.ชร.เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมกำลังคนรองรับ

    การขนย้ายผู้บาดเจ็บเราก็รู้ว่ามาได้อย่างมากก็สองเท่านั้นแหละค่ะต่อรถ EMS หนึ่งคัน แล้วกี่คนก็ไม่รู้ ต้องใช้รถกี่คันก็ต้องกะเอาเพราะติดต่อรายละเอียดไม่ได้เลยเก๊าะมันอับสัญญาณมือถือไง… จะเอาขึ้นไปบนทางแคบและชันได้ยังไงโดยไม่ร่วงลงมาเอง มันต้องคิดละเอียดถึงขั้นว่ากลับรถตรงไหน จอดรถยังไง คนที่ชอบดูเหตุการณ์จะกันไว้ตรงไหน ทุกวินาทีคือความเป็นตายทั้งหมดเลยน่ะค่ะ ดีที่รถตกลงไปตอนใกล้เที่ยงยังไม่ยากในการลงไปดูและมองเห็น แต่ถ้าเป็นห้าโมงเย็นล่ะ พระอาทิตย์ตกจะหายังไง ใช้ไฟอะไร …เบิร์ดคิดถึงตะเกียงเจ้าพายุเลยนะคะ มันทนแรงลมและให้ไฟที่สว่างจ้า จุดแล้วแขวนตามต้นไม้เพื่อเป็นสัญญาณบอกและนำทาง แต่สมัยนี้จะมีหรือเปล่า? หรือจะใช้ไฟฉายแรงสูง (Ultra Light) แต่จะกว้านเอามาจากไหน …คิดถึงภาพเอาสปอร์ตไลท์ส่องในเหวลึก 400 ม.เหอะค่ะ จะส่องยังไง?

    อย่างภูชี้ฟ้า ด้วยความที่มีคนร่วงบ่อย อบต.ก็ทำป้ายบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการขับรถขึ้นดอย ตั้งแต่ควรเป็นรถกระบะ แรงม้าอย่างต่ำเืท่าไร ใช้เกียร์ต่ำเวลาขึ้น-ลง ฯลฯ ติดตรงทางจะขึ้น แต่มีสักกี่คนที่อ่าน? แล้วถ้าเราทำเป็นแผ่นพับ เสียบแจกไว้ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ร้านอาหาร รวมทั้งจุดพักรถล่ะจะถึงคนจำนวนกว้างกว่ามั้ย จะเป็นคู่มือในการเที่ยวชร.อีกแบบหนึ่งได้หรือเปล่า…การศึกษาเพื่อวางแผนให้ท้องถิ่นดูแลตัวเองได้นั้นคงต้องมีรายละเอียดมากมายและควรมาจากพวกเค้ามากกว่าเราคิดให้เนาะคะ

    กอดๆๆๆในวันที่หนาวแรงค่า ^ ^

  • #6 ต้อมแม่น้องต้า ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 14:20

    คิดถึงพี่เบิร์ดมากค่ะ ได้รับโปสการ์ดพี่เบิร์ดแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ พี่เบิร์ดยังทำงานที่ รพ เชียงรายประชานุเคราะห์อยู่ไหมคะ จะได้ส่งของไปให้ค่ะ

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 ธันวาคม 2010 เวลา 20:45
    น้องต้อมที่น่ารัก
    ดีใจที่ได้โปสการ์ดแล้วนะจ๊ะ พี่ยังอยู่ที่เดิมจ้ะ สักวันเราคงเจอกันเนาะ เห็นน้องต้อมเขียนความก้าวหน้าของน้องต้าแล้วชื่นใจ เก่งเชียวล่ะจ้ะ พัฒนาการเร็วใช้ได้เลย การพูดก็ดีขึ้นเยอะ เด็กวัยนี้รอคอยได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งแล้ว ^ ^

    คิดถึงมากมายจ้ะ ดีใจที่น้องต้อมพร้อมครอบครัวสบายดีนะจ๊ะ ขอนแก่นคงหนาวแล้วดูแลสุขภาพด้วยจ้า กอดๆๆๆ

  • #8 สาวตา ให้ความคิดเห็นเมื่อ 31 ธันวาคม 2010 เวลา 10:50

    ของขวัญปีใหม่แสนอร่อยลงท้องไปเรียบร้อยแล้วนะน้อง ขอบคุณนะคะ

    ขอให้สดใส สดชื่น ฤทัยสงบเป็นนิรันดร์ ขยันๆ (งดสมบุกสมบัน) มีฝันที่เป็นจริง ในปีใหม่นี้นะน้อง

    อันที่จริงแม่สลองมีจุดแข็งอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับคน สิ่งที่เขาขาดเป็นเรื่ององค์ความรู้และการยอมรับความสามารถ ถ้ากรุยตรงนี้ไปทีละนิด สิ่งที่คิดสิ่งที่คาดจะเกิดขึ้นได้ กลุ่มโง่ (NGO) มีเยอะเป็นพลัง ประสานกลุ่มเข้าหากันให้เป็นก็จะเกิดผลที่หวังได้

    ทำเรื่องเล็กๆไปทีละนิดทีละหน่อย เดี๋ยวดีเองน้องเอ๋ย

  • #9 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 มกราคม 2011 เวลา 8:55
    พี่ตาที่รัก

    โอย คิดถึงอย่างแรงเลย และยินดีที่สุดที่พี่ตากินได้และปลอดภัย 555

    จุดแข็งของชร.คือมีพลังกลุ่มเล็กๆมากมายเหมือนอย่างที่พี่ตาว่านั่นแหละค่ะ จะทำทีละนิดไปเรื่อยๆไม่ต้องสปีด แต่ก็ไม่หยุดทำเนาะคะ ^ ^

    ผลการสอบสวนอุบัติเหตุแม่สลองออกมาแล้วค่ะสาเหตุใหญ่คือสภาพรถ เบรกหมดสภาพและคงออกอาการมาตั้งแต่ตอนลงมาได้ไม่นาน จุดที่หักสะบั้นก็คงเป็นช่วงลงคูข้างทางก่อนหลุดลงไปข้างล่างน่ะ่ค่ะ …การได้ร่วมฟังงานสอบสวนอุบัติเหตุทำให้รู้ว่าจะฟันธงสาเหตุจากแค่ฟังข่าวหรือข้อมูลด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ และบางครั้งบางข่าวการมีคนตายอาจไม่ได้หมายถึงคู่กรณีผิดสถานเดียวเสมอไปน่ะค่ะพี่ตา

    การไม่ด่วนตัดสินคือการรวบรวมข้อมูลรอบด้าน ทุกอย่างมาประมวลกัน ที่น่าห่วงคือภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นค่ะพี่ตา ยิ่งอุบัติเหตุใหญ่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนดัง หรือเกิดกับนร.นักศึกษา ยิ่งเป็นเรื่องกดดันทุกฝ่ายได้โดยง่าย เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรทำให้สังคมได้ตระหนักเพื่อที่จะไม่ขับเคลื่อนกันด้วยอารมณ์ ความรู้สึกจนขาดความสุขุม มั่นคงหรือพลั้งพลาดจนเผลอทำร้ายใครๆไป

    กอดข้ามฟ้าด้วยความคิดถึงอย่างแรงค่ะ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.092283010482788 sec
Sidebar: 0.05671501159668 sec