ศิลปะบำบัด
อ่าน: 2341มีโอกาสด้อม ๆ มอง ๆ โครงการศิลปะบำบัดเพื่อเด็กพิเศษของน้องนุช ด้วยความสนใจอย่างยิ่งเพราะตกศิลปะมาตั้งแต่เด็ก หวังอย่างน้อยก็น่าจะบำบัด “ภาพหลอน” ของตัวเองได้บ้าง
จากการด้อม ๆ มอง ๆ และสอบถาม รวมทั้งสังเกตการณ์ ทำให้จับใจความได้ว่า ศิลปะบำบัดไม่ใช่การสอนศิลปะ แต่เป็นการนำกระบวนการทำงานศิลปะ (ในที่นี้มีตั้งแต่สีโปสเตอร์ สีผสมอาหาร แป้งสาลี แป้งข้าวโพด สีชอล์ค สีไม้ สีเทียน กระดาษวาดรูป ของเหลือใช้ ฯลฯ) และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานศิลปะ มาช่วยบำบัดฟื้นฟูสภาพจิตใจและเสริมสร้างศักยภาพภายในให้เข้มแข็ง เพื่อสามารถเผชิญและจัดการกับปัญหาที่รุมเร้าได้อย่างสร้างสรรค์ จึงไม่เน้นความเหมือน..ความถูกต้อง หรือต้องๆๆๆๆๆๆถี่ยิบทุกขั้นตอน
นักศิลปะบำบัดจึงไม่สอนเทคนิคการทำศิลปะให้สวยงาม แต่จะอำนวยให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เพื่อให้เกิดการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ผ่านการทำงานศิลปะอย่างเป็นอิสระ ปราศจากกรอบความคิดที่เป็นตัวปิดกั้นจินตนาการและความรู้สึก…การได้สัมผัสตัวเองภายใน ทำให้ตัวตนเราเติบโตนะคะ
ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา..นักจิตวิทยาจะมองว่าศิลปะคือการแสดงตัวตนภายใน จึงเชื่อว่าการขีด ๆ เขียน ๆ และระบายสีเป็นช่องทางการสื่อสารแบบไม่ใช้ภาษาที่คนแสดงออกมาให้รู้ ยิ่งเป็นยุคศิลปะแบบเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ยิ่งเป็นการเน้นย้ำว่าศิลปะคือการสื่อสารของตัวตนภายใน แบบที่น้องออตจัดการเรียนรู้ให้คนตัวเล็ก ๆ เหล่านี้
คำถามสำคัญที่ผุดขึ้นในใจตอนเห็นการทำงานศิลปะคือ..จะวาดเพื่อให้ได้รูป หรือวาดเพื่อให้ได้วาด
ถ้าวาดเพื่อให้ได้รูป แสดงว่าเรามีการคาดคะเนผลลัพธ์ไว้ในใจแล้ว มีสิ่งที่อยากเห็น มีกรอบ มีขั้นตอน แต่ถ้าเราวาดเพื่อให้ได้วาด เราจะเดินไปทางไหนก็ได้ มีตัวเลือกมากมายเป็นร้อยเป็นพัน…
สิ่งที่แตกต่างคือการวาดเพื่อให้ได้รูปเราต้องเดินตามเส้นทางที่กำหนด ตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่ถ้าวาดเพื่อวาดเราแค่ได้ยินเสียงในใจเราก็พอแล้ว ทำให้การวาดรูปกลายเป็นการผจญภัย และสนุกเสียด้วยสิ
การเริ่มต้นจากความว่างเปล่า ไม่มีแผนการกะเกณฑ์อะไรล่วงหน้าคือการอยู่กับตัวเองค่ะ ไม่มีอะไรกำหนดเรา จึงย้อนกลับไปเริ่มจากสิ่งที่เรามีนั่นคือ “ความรู้สึก”…น่าแปลกที่เมื่อสลัดหลุดจากความคิดวิพากษ์วิจารณ์ ความถูกผิด ความกังวลว่าการวาดนี้ถูกต้องหรือไม่ ควรใช้สีนี้ดีกว่าสีโน้น และอีกสารพัดจะติติงตัวเอง กลับพบพานอิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ของการเดินทางภายในตน…เพราะเรารับมือได้และไม่เป็นทาสของความคิดวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองนั่นเอง ^ ^
ตอนแรกที่เห็นสีมากมายตรงหน้า เกิดความรู้สึกว่าเด็ก LD (บกพร่องทางการเรียนเฉพาะด้าน เช่นการเขียน การอ่าน หรือคณิตศาสตร์) ก็คงมีความรู้สึกนี้เมื่อเห็นตัวอักษรยาว ๆ มากมาย… คือไม่รู้จะแยกแยะอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน มันเรียงเป็นพืดไปหมด
ศิลปะสำหรับเด็กน่ารักพิเศษเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ช่วยปรับระบบการเรียนรู้ของพวกเขา ให้สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้แล้วยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างการทำสีจากธรรมชาติ เช่นสีเขียวจากตำลึง สีม่วงจากอัญชัน สีน้ำตาลจากดิน ฯลฯ เพราะการเรียนรู้จะฝังจำนานถ้าได้สัมผัสครบทุกประสาทสัมผัสนะคะ รวมทั้งช่วยให้เิกิดความภาคภูมิใจและความมั่นใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ๆ ในสังคมด้วย
มาถึงศิลปะกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ๆ กันค่ะ ..อาจารย์หมอพัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้อำนวยการศูนย์ Art4Human ..ตั้งโจทย์ไว้น่าสนใจว่า ทำไมการเรียนรู้ที่ดี จะต้องมีอารมณ์ร่วม..น่านน่ะสิคะทำไม?
งานนี้ต้องอ้างถึงแคนเดส เพิร์ท ( Candace Pert ) นักประสาทวิทยา เขาเขียนหนังสือเรื่อง Molecule of Emotion ..บอกไว้ว่า อารมณ์ ความรู้สึกของเรา เป็นตัวตัดสินว่าอะไรที่น่าเรียนรู้ อะไรที่น่าให้ความสนใจ ฉะนั้นอารมณ์และความรู้สึกจึงเป็นด่านแรกของการเรียนรู้ เพราะมันคือสิ่งที่เลือกว่าจะรับรู้หรือให้ความสนใจสิ่งไหน และสิ่งที่ไม่ได้รับเลือกหรือไม่อยู่ในความสนใจ จะถูกมองแบบผ่านๆและคัดทิ้งในที่สุด
กระบวนการคัดเลือกดังกล่าวเป็นกระบวนการอัตโนมัตินะคะ การทำงานของเขาจะไม่อยู่ในระดับที่เจ้าตัวจะรู้ได้ทันที ยกเว้นแต่ได้รับการฝึกฝนการตระหนักรู้ในตนหรือสติอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะเท่าทันการทำงานของมัน …ดังนั้นจึงควรเข้าใจว่าเด็ก ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะหลบหลีกสิ่งที่คุณครู หรือผู้ปกครองทุกท่านพยายามสั่งสอน เพียงแต่เขาเรียนรู้ได้เพียงบางอย่างที่สอดคล้องกับความรู้สึกของเขาเท่านั้น
เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ และเป็นคีย์ของการจัดการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ต่าง ๆ…วงน้ำชาถึงใช้คำว่าพื้นที่ปลอดภัย และฝึกการฟังเสียงที่เราไม่ได้ยินไงคะ แม้แต่จะทำ KM ก็ยังต้องมีความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เลย … รู้หรือยังว่าทำไม KM บางแห่งถึงเริ่มตัน และยิ่งทำยิ่งไม่มีความสุข
เมื่อทราบว่าอารมณ์สำคัญต่อการเรียนรู้อย่างไร ก็มาถึงเนื้อหาการเรียนรู้ของเด็กๆว่าควรมีอะไรบ้าง

ยกตัวอย่างป้ายของโรงเรียนมงคลวิทยา เพราะรู้สึกว่าจะตอบโจทย์นี้ได้ดี…เนื้อหาที่เด็ก ๆ ควรได้เรียนรู้ตามที่อ.หมอพัชรินทร์ชี้แนะ น่าจะมีสามส่วน คือรู้จักตนเอง รู้จักโลก และรู้วิธีปฏิสัมพันธ์กับโลกค่ะ
คำถามต่อไป.. แล้วศิลปะมาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ได้อย่างไร
เกี่ยวเพราะศิลปะมี 3 กระบวนการ คือ การสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทุกส่วน ..ศิลปะมีอารมณ์ร่วม และศิลปะต้องลงแรงแลกมา อิอิอิ สอนการลงมือทำโดยมีจินตนาการเป็นตัวฉุดดึง มากกว่าการจินตนาการโดยไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้อย่างไร
มีข้อดีมากมายแบบนี้ ..สนใจประยุกต์ใช้ศิลปะในการอบรมหรือการเรียนการสอนบ้างมั้ยคะ ^ ^
Next : มงคลวิทยา…ช่างสมนาม » »
21 ความคิดเห็น
ชอบ อรยนท บำบัดมากกว่า อิอิ
สนใจค่ะ ^____^
อ่านสนุก ได้ความรู้ครับ
ตามมาอ่านครับ
เบิร์ดเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า เราถูกครอบด้วยกรอบเดิม ๆ ที่กระทำจนเป็นความเคยชินมาเนิ่นนาน อย่างการวาดภาพอิสระ จะเห็นภาพทุ่งนา มีภูเขา 2 ลูก พระอาทิตย์อยู่ตรงกลาง มีกระท่อมและต้นไม้ เป็นภาพแบบเดียวกันเกือบหมดสิน่า!
การเรียนศิลปะในอดีตคือการเรียนเทคนิคการวาด และควรวาดให้เหมือน…แต่การป้ายๆๆๆตามแต่ใจอยากจะทำ ไม่มีผิด-ถูก ไม่มีคะแนน ไม่มีกรอบคือศิลปะบำบัด และผู้ที่เป็นกระบวนกรหรือนักศิลปะบำบัดคือผู้ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างกลมกลืน
สมัยที่เราเป็นเด็ก เราจะถูกสอนมากมาย (ปัจจุบันก็ยังโดนสอนกันอยู่) เราถูกมะรุมมะตุ้มด้วยการสอนให้ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง จนติดนิสัย เวลาจะทำอะไรสักอย่างก็จะมีภาพล่วงหน้า และวางขั้นตอนเพื่อให้เป็นภาพนั้น แต่ศิลปะตรงข้ามเลยค่ะ … ไม่ควรรู้ล่วงหน้า แต่ปล่อยให้เคลื่อนไหวโดยสัญชาตญาณ เพราะศิลปะเป็นดินแดนปริศนาที่เราควรค้นพบด้วยตัวเอง
เด็กๆจะวาดภาพได้อย่างอิสระกว่าเรา..เพราะอะไร? ยิ่งเด็กเล็กๆ 3 - 4 ขวบ เขาวาดภาพที่ซับซ้อนด้วยความกล้าหาญมากนะคะพี่ตึ๋ง ..วาดภาพครอบครัว วาดภาพรถไฟ วาดภาพโรงเรียน โดยไม่อินังขังขอบว่าจะมีใครมองเห็นอย่างนั้นหรือไม่ เพราะเขา “เห็น” ภาพแบบนั้น…ช่างน่าทึ่งนะคะ นี่เองที่วงน้ำชาพยายามนำพาให้เราสัมผัสเจ้าตัวเล็ก … วิธีวาดหรือประดิษฐ์ชิ้นงานก็ปลุกเจ้าตัวเล็กให้ตื่นได้เหมือนกันนะคะ อิอิอิ
ส่วน อรยนท บำบัดนั้น สิทธิการิยะท่านกล่าวไว้ว่าถ้ากระทำพอหอมปากหอมคอก็เชื่อมสัมพันธภาพได้ แต่ถ้ามากเกินไปโปรดระวังผลข้างเคียงค่ะ 5555
อ.หมอพัชรินทร์ เขียนไว้น่าสนใจค่ะ อาจารย์กล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนรู้มี 3 ส่วนคือผู้เรียน สิ่งที่เรียน และผู้สอน
ในส่วนของผู้เรียน อาจารย์แนะให้ประเมินเจตคติว่าเด็กคนหนึ่งมีเป้าหมายการเรียนอย่างไร เพราะทุกวันนี้เด็กๆหลายคนเรียนเพื่อแลกกับความรักของพ่อแม่ค่ะ พ่อแม่บอกว่าวิชานี้ดี ส่งลูกไปเรียน เด็กก็เรียน…หรือบางคนเรียนเพื่อเอาชนะ เรียนเพื่อความเป็นเลิศ ..บางคนเรียนเพื่อสะสมคะแนน สะสมเกรดเพื่อเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนกับมือถือรุ่นใหม่
น่าสนใจนะคะว่ามีเด็กๆสักกี่คนที่เรียนเพื่อรู้ หรือได้มาซึ่งความรู้ เพราะเห็นว่าความรู้นั้นสำคัญต่อชีวิตและการดำรงอยู่…อาจารย์หมอบอกว่าที่ต้องถามคำถามนี้เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เป้าหมายของการเรียนเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการเรียน และพฤติกรรมหรือวิธีการที่เด็กเลือกใช้ก็เป็นตัวชี้ความสำเร็จของการเรียน จึงเป็นคำถามที่อยากทิ้งไว้ให้พิจารณา เพราะเป็นปัจจัยที่สังคมควรร่วมรับผิดชอบค่ะ ^ ^
ง่วงแล้ว ติดไว้ก่อนนะคะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังถึง สิ่งที่เรียน และผู้สอนค่ะ
อาจารย์หมอมองจุดหมายของการเรียนรู้เหมือนเฮฯ คือ การขยายโลกทัศน์ให้กว้างไกล ครอบคลุมทั้งตัวเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม โลก และจักรวาล โดยเริ่มต้นที่การ”รู้จักตัวเองก่อน” และต่อไปที่คนอื่นๆที่เราไปทำความรู้จัก เพราะเราต้องไปสัมพันธ์ด้วย ดังนั้นกระบวนการสร้างความรู้ทั้งหลักสูตรจึงควรเป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้เิกิดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินชีวิตของคนและทุกสิ่งบนโลกใบนี้ …โอ ยากจริงๆ
แต่สามารถผนวกงานยากนี้เข้าไปในศิลปะได้ค่ะพี่ครูอึ่ง ผนวกโดยผ่าน 3 กระบวนการหลักของศิลปะได้แก่
1. หัตถกรรม (Craft) …การทำงานหัตถกรรมจะมีทิศทางกำหนดไว้ชัดเจน และมีเป้าหมายคือทำให้เกิดทักษะ เช่นการสานตะกร้า ..ผลลัพธ์คือได้ตะกร้าและทักษะที่ได้คือการสาน การจัดเตรียม การคัดเลือกวัสดุ ฯลฯ
ทักษะที่ได้จากงานหัตถกรรม คือทักษะในการจัดการบางสิ่งบางอย่างให้บรรลุเป้าหมาย ทักษะในการแก้ปัญหา ทักษะต่างๆที่เราใช้ในการดำรงชีวิต คือความรู้ที่เราใช้สัมพันธ์กับผู้อื่น กับโลก หรือกับจักรวาลของเรา …มิน่าล่ะค่ะ ในอดีตไทยเป็นชาติแห่งศิลปหัตถกรรม คนในสมัยก่อนจึงสงบเสงี่ยมงามไม่ตุ้บตั้บกันง่ายๆแบบปัจจุบันนี้ ทำไมเวลาสอนงานฝีมือถึงไม่มีการชี้ประเด็นนี้น้อ…ปราชญ์พื้นบ้านด้านการทอก็น่าจะอยู่ในข่ายนี้เช่นเดียวกันเนาะคะพี่ครูอึ่ง น้องออตน่าจะสนุก อิอิอิ
2. ศิลปะ (Art) … เป็นกระบวนการอิสระ ไม่มีการกำหนดทิศทาง เป็นการทำงานที่เปิดโลกแห่งจินตนาการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และเป็นโอกาสให้ได้แสดงออกถึงตัวตนที่อยู่ภายใน
อันนี้ถือได้ว่าเป็นประตูเปิดสู่ความรู้ที่อยู่ในตัวเรา เป็นโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักตัวเราเองว่าเราเป็นใคร เป็นคนอย่างไร นิสัยอย่างไร(ช่างตำหนิ ช่่างวิพากษ์หรือเปล่า) ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เวลาที่เจอปัญหาเราแก้ไขอย่างไร (บางคนไม่กล้าลงมือทำ ต้องรอการชี้แนะ บอกว่าสีนี้ สีโน้น วาดอะไร อย่างไร) เราเลือกวิธีการนั้น ๆ เพราะเงื่อนไขใดในตัวเรา เป็นคนหลีกเลี่ยงปัญหาหรือไม่ …เป็นความรู้เกี่ยวกับตัวเราเองค่ะพี่ครูอึ่ง …แหมเบิร์ดล่ะสว่างวาบเลยว่าทำไมศิลปินดังหลายท่านถึงเป็นตัวของตัวเองสุด ๆ และเข้าถึงตัวตนภายในได้อย่างหมดจดเหลือเกิน อย่าง อ.เฉลิมชัย โฆสิตพิพัฒน์ , อ.ถวัลย์ ดัชนี…อิอิอิ
3. การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบการทำงานกับวัสดุศิลปะ ( Education in forms of Art activity) … อันนี้มีทิศทางกำหนด และคาดหวังผลลัพธ์เป็นความรู้ที่สอดใส่เข้าไปในกิจกรรมค่ะ
กระบวนการนี้คือความรู้ที่รับเข้ามาจากข้างนอกตัวเรา สอดใส่มาในรูปการทำงานกับวัสดุศิลปะ เป็นการสัมผัสรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส การมีความรู้สึกร่วม และการได้ลงมือปฏิบัติจนเกิดประสบการณ์จริง เข้ามาช่วยเสริมให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เป็นความรู้ที่บูรณาการให้กับผู้เรียนในรูปแบบของการทำงานกับวัสดุศิลปะค่ะ
ความรู้ที่ว่าอาจเป็นความรู้ทางชีววิทยา คณิตศาสตร์ ศีลธรรม ฯลฯ ที่ถูกสอดแทรกเข้าไปในกิจกรรม อย่างเส้นตรง ทางศีลธรรมจะนึกถึงหลักธรรมข้อไหน เส้นโค้งน้อมต่ำนึกถึงอะไร..ดินมีองค์ประกอบอะไร มีความสำคัญอย่างไรบ้าง…เมื่อเสร็จกระบวนการก็จะได้ผลงานศิลปะ ในขณะเดียวกันเด็ก ๆ ก็ได้เรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ไปด้วย เป็นการเชื่อมโยงโลกใบเล็กของเขาให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ น่ะค่ะ
จุดสำคัญของกระบวนการนี้คือ ไม่ว่าจะนำความรู้อะไรสอดแทรกเข้าไป ผลลัพธ์ที่คาดหวังจะเป็นความรู้ ไม่ใช่ผลงานศิลปะนะคะ อิอิอิ
กระบวนการทั้ง 3 จะช่วยให้เด็กพิเศษและคนตัวเล็ก ๆ สนุกกับการเรียนได้ค่ะ เช่นถ้าต้องการให้เด็กฝึกทักษะช่วยเหลือตัวเองเพื่อให้เขาอยู่รอดในสังคม เราทราบแล้วว่างานหัตถกรรมจะฝึกทักษะเป็นหลัก เก๊าะออกแบบกิจกรรมอาจเป็นการปั้นรูปโดราเอมอน โดยให้ผสมปูนพลาสเตอร์เอง แฉะไปก็เติมปูน แข็งไปก็เติมน้ำให้เด็ก ๆ ลองขยำกันเอง.. ผสมสีอย่างไร แบ่งปูนยังไงไม่ให้แห้งแข็งทั้งก้อน แบ่งสัดส่วนในการปั้นยังไงให้เป็นตัวโดราเอมอน ..เรียนจากประสบการณ์จริง ให้หัดแก้ไขปัญหาไปทีละอย่าง อิอิอิ
ถ้าต้องการพาเด็ก ๆ ไปรู้จักตัวตนภายในของตัวเองก็ให้อุปกรณ์พื้นฐานเพียงกระดาษ สี หรือดินสอ แล้วเปิดทางให้ได้ลงมือตามสบาย แล้วซักถามเกี่ยวกับภาพ + ชื่นชมแต่ละคน ก็สนุกร่วมกันได้แล้วล่ะค่ะ ^ ^
ถ้าต้องการบูรณาการวิชาภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ ลองให้เด็กสร้างแผนที่โลกดูมั้ยคะ คำนวณตามมาตราส่วน ตรงไหนเป็นทะเลทรายก็สีหนึ่ง ตรงไหนเป็นน้ำก็สีหนึ่ง ตรงไหนเป็นภูเขาให้คำนวณตามความสูงเทียบกับอัตราส่วนของแผนที่ที่เด็ก ๆสร้าง นอกจากภูมิศาสตร์แล้วยังได้ประวัติศาสตร์ ศาสนา โลกร้อน อีกสารพัดวิชา สนุกจะตาย 5555
ทุกอย่างสำคัญอยู่อย่างเดี๊ยว..ผู้สอนนี่แหละค่ะ อิอิอิ ^ ^
พี่คิดถึงน้องออตมากเลยเมื่อเห็นคุณครูหลายท่านช่วยกันขยำขยี้แป้งโดในกะละมังของตัวเอง
นำส่วนผสมของแป้งโดมาฝากจ้ะเผื่อน้องออตจะออกแบบกิจกรรมให้เด็กน่ารักพิเศษเล่นต่อไปได้อีกไม่รู้จบ
1. แป้งสาลีเอนกประสงค์ 2 ส่วน (แป้งแบบที่ใช้ทำเค้ก คุ้กกี้นั่นแหละจ้ะ)
2. แป้งข้าวโพด 1 ส่วน
คือถ้าใช้แป้งข้าวโพด 1 ถุงขนาด 500 กรัม ก็ต้องใช้แป้งสาลีขนาด 1000 กรัมจ้ะ
3. กาวลาเท็กซ์ขวดใหญ่ เยอะๆ
4. โลชั่นยี่ห้ออะไรก็ได้ เพื่อทำให้ส่วนผสมหอม และไม่ติดมือ ควรจะเยอะเช่นกัน
5. กะละมังของแต่ละคน
6. ทัพพีสำหรับตักแป้ง
7. สีผสมอาหารหลายๆสี
8. ถุงพลาสติกใส แบบถุงใส่กับข้าวก็ได้จ้ะ เอาไว้แบ่งแป้งที่ผสมได้ที่แล้วเก็บไว้ไม่ให้แห้งจนปั้นไม่ได้
วิธีทำ
1. ร่อนแป้ง 2 อย่างรวมกัน …ใช้ตะแกรงร่อนแป้งแบบที่ทำเค้กน่ะจ้ะ หรือจะใช้กระชอนร่อนหลายๆครั้งก็ไม่ผิดอันใด ต้องการให้เข้ากันมากที่สุดเท่านั้น
2. ให้แต่ละคนตักแป้งที่ผสมแล้วตามชอบใจ ใส่กะละมังของตัวเอง แล้วเทกาวตามชอบ ลองขยำดู ถ้าเหนียวติดมือก็ให้ไปเติมแป้ง ถ้าแห้งแข็งไปเก๊าะเติมกาว แล้วขยำขยี้ไปตามสะดวก ปรับขยับส่วนผสมจนพอดี ไม่แห้งไป ไม่เหลวไป แล้วค่อยใส่โลชั่นไปนิดหน่อยให้มีกลิ่นหอมและนุ่มมือขึ้น
3. ผสมสีตามชอบใจ ใครอยากได้กี่สีก็แบ่งแป้งผสมเอาเอง แล้วเก็บแป้งไว้ในถุงพลาสติกเพื่อหยิบมาใช้ตามความจำเป็น
4. สร้างสรรค์ชิ้นงานตามศรัทธา ^ ^
ดีใจที่น้องออตสนุกกับบันทึกนี้และเห็นว่ายังพอมีประโยชน์บ้างนะจ๊ะ อิอิอิ
เอ๊ะ รูปในบันทึกดูคุ้นๆ นะครับ
ภาพประกอบมาจาก ที่นี่ แถมยังหยิบมาประกอบอีกบันทึกหนึ่งด้วยแหละค่ะ แต่ยังไม่ปล่อยออกมาเพราะยังไม่เสร็จ และก๊งเล็ก ๆ เรื่องการแปลงภาพจาก Youtube ให้เป็นภาพนิ่ง ทำให้รอภาพจากหลาย ๆ ท่านที่จะนำขึ้นบล็อก แต่ก็ยังไม่เห็นมากนัก นอกจากภาพพระตำหนักดาราภิรมย์ของพี่ตา ที่สวยชะมัด ..ส่วนภาพสหเวชศาสตร์หมัดกิ้งกือ นั้นบ่เอา ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตามมาอ่าน ครับ แม่หญิง ปล. คิดถึง
คิดถึงเหมือนกันค่ะ หายไปนานเลย เมื่อวันที่ 20 มิ.ยเค้าไปปลูกต้นไม้ที่ล่ะปูนกันไม่เห็นพี่ภูคาไป ไม่งั้นพี่ภูคาอาจเป็น หนึ่งในสิบหมัดอรหันต์ นวดพ่อก็ได้ 555555555
อาหนูเบิร์ด ของอาม่า ลื้อเป็น นางฟ้าของอาม่า ได้ดั่งใจ…อิอิอิ
กำเสี่ยๆค่ะ (ใช่หรือเปล่าน้อ) แต่สู้อาม่าม่ายล่ายค่า อาม่าโกอินเตอร์ไปเลี้ยว อีหลูยังอยู่อนุบังอยู่เลย คริคริ
^ ^
แวะมาทักทายมือเก่า จากมือใหม่ครับ
ยินดีต้อนรับค่ะ และกำลังคิดว่าคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามคือคุณปรีด์ใช่มั้ยคะ? (เห็นในบล็อกอาม่า) เก่งนะคะใส่รูปประจำตัวเป็นแล้ว อย่างนี้ไม่ทำมะดา ^ ^
สวัสดีครับ หมอเบิร์ดคนเก่ง

สบายดีนะครับ….แวะมาเป็นคนสุดท้ายเสมอ อิอิ
เอาภาพมาแจมครับ ไปเป็นวิทยากรอบรมศิลปะบำบัดมาครับ
ที่หมอเบิร์ดเขียนไว้ถูกใจ ใช่เลยครับ เสียดายจังน่าจะเขียนตั้งนานแล้ว ผมจะได้เรียนรู้มากกว่านี้
กับผลงานของผู้รับการบำบัด ที่ผมชอบที่สุด
การสร้างภาพโดยใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ละเลงกันใหญ่เลย
พระ เณร เถร ฝรั่ง ปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่
ไปละครับ สบายดี
อะฮ้า โดนเลยค่ะ เห็นภาพที่พี่หนุ่มเอามาฝากแล้วถูกใจๆๆๆๆ นี่เองคนที่ลงมือปฏิบัติจริงอยู่ตรงนี้ ^ ^
ลองให้วาดบนกระดาษด้วยเทคนิคต่างๆตามใจชอบแล้วนำมาต่อกันดูสิคะ อย่างเบิร์ดวาดเสร็จก็จับคู่กับพี่หนุ่มต่อกระดาษของทั้ง 2 คน จะต่อทางไหนก็ได้ บน-ล่าง - ข้าง ได้ทั้งนั้น แล้วหาทางช่วยกันวาดเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมภาพทั้งสองให้เป็นภาพเดียวกันให้ได้ สอนอะไรได้อีกเยอะเลยค่ะ น้องนุชลองเล่นกับบุคลากรสาธารณสุขเวิร์คจริงๆ อิอิอิ
หายไปตั้งนานสบายดีนะคะ ^ ^
ไม่สายเกินไปนะคะที่พี่ครูต้อยจะโชคดีได้เรียนรู้ศิลปบำบัด
ให้เด็กน้อยทำอย่างที่อยากจะทำเช่นกันค่ะ
เพราะพีเองก็ชอบการทำอะไรแบบไร้กรอบ
ละเลง วาด ปะ ติด ต่อ เย็บตามใจปรารถนา
มีความสุขดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ
กิจวัตรของพี่เวลานั่งแล้วจับปากกา เส้นเล็กๆ แล้วขีดๆเขียนๆเส้นไปตามอารมณื ปล่อยไปแล้วแต่จะเกิดเป็นรูปอะไร
แต่กี่ครั้งๆก็หนีไม่พ้น ต้นไม้ น้ำ ต้นไม่แห้ง รูปทรง พี่ชอบเส้น ชอบลากไปเรื่อยต่อเติมและขยาย
และชอบการการจิ้ม จุ่ม แตะมากกว่าการละเลง
พอๆกับชอบการใช้นิ้วลากไปบนสีฝุ่น ผสมแป้งค่ะ
และชอบเอาด้ายมาจุ่มสี ขดด้ายยึกยักตามใจที่อยากจะทำ พับครึ่งกระดาษ แล้วดึงตามอารมณ์
ได้ภาพเก๋ เอาไว้ขึ้นไพล์เป็นแล้วจะเอามาให้วิพากษ์ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
เบิร์ดไม่เชี่ยวชาญถึงขนาดจะวิพากษ์ได้หรอกค่ะ ^ ^ …เบิร์ดเป็นแค่ผู้เรียนที่สนุกกับสิ่งที่ได้เรียนรู้และมองเห็นเท่านั้นเอง
แต่เบิร์ดพบเหมือนที่พี่ครูต้อยพบว่าการนั่งลงแล้วลาก ๆ ป้าย ๆ เป่าสี นิ้วละเลง ตามแต่ใจอยากจะทำเป็นการค้นพบเส้นทางแห่งอิสรภาพในใจของตัวเองได้อย่างน่ามหัศจรรย์เนาะคะ ทำ ๆ ไปแล้วใจก็นิ่งขึ้น ๆ เพลินดีจริง ๆ
ด้ายจุ่มสีแล้วขดไปมาบนกระดาษที่พับครึ่ง เหลือชายให้โผล่ออกจากกระดาษหน่อยไว้ดึง พับกระดาษเข้าหากันกดแน่น ๆ ดึงชายด้ายที่ลอดออกมาให้หมดในคราวเดียว เป็นการสร้างงานที่สนุกอีกรูปแบบหนึ่งเลยค่ะ จำได้ว่าตอนเด็ก ๆที่ได้เล่นแบบนี้ ตื่นเต้นและอยากทำต่อไปเรื่อย ๆ … ความสุขนั้นเรียบง่ายนิดเดียวเองนะคะพี่ครูต้อย
พี่ครูต้อยเคยใช้โปรแกรม Photoscape หรือเปล่าคะ ถ้าเคยก็จะง่ายเข้า แต่ถ้าไม่เคยดาวน์โหลดตามลิ้งค์ที่เบิร์ดนำมาให้ได้เลยค่ะ
เมื่อดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว คลิกเปิดเข้าไปจะพบคำว่าแก้ไขภาพ คลิกเข้าไปแล้วเลือกภาพที่ต้องการแก้ไข เมื่อภาพปรากฎ ให้เลือก “ย่อ/ขยายภาพ” ..แล้วเลือกขนาดประมาณ 600 pixels เสร็จแล้วคลิกบันทึก
วิธีการนำภาพขึ้นลานฯ อยู่ที่นี่ ค่ะหรือถ้านำภาพขึ้นทีละหลาย ๆ รูป แล้วใช้ word 2007 ก็ใช้วิธีนี้ได้ค่ะ เขียนบน word 2007
ลองนำภาพขึ้นดูนะคะ ถ้าไม่ได้อย่างไร คุยกันต่อได้ค่ะพี่ครูต้อย เอาใจช่วยนะคะ ^ ^