ศิลปะบำบัด

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 25 มิถุนายน 2009 เวลา 20:09 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 2124

มีโอกาสด้อม ๆ มอง ๆ โครงการศิลปะบำบัดเพื่อเด็กพิเศษของน้องนุช ด้วยความสนใจอย่างยิ่งเพราะตกศิลปะมาตั้งแต่เด็ก หวังอย่างน้อยก็น่าจะบำบัด “ภาพหลอน” ของตัวเองได้บ้าง

จากการด้อม ๆ มอง ๆ และสอบถาม รวมทั้งสังเกตการณ์ ทำให้จับใจความได้ว่า ศิลปะบำบัดไม่ใช่การสอนศิลปะ แต่เป็นการนำกระบวนการทำงานศิลปะ (ในที่นี้มีตั้งแต่สีโปสเตอร์ สีผสมอาหาร แป้งสาลี แป้งข้าวโพด สีชอล์ค สีไม้ สีเทียน กระดาษวาดรูป ของเหลือใช้ ฯลฯ) และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการทำงานศิลปะ มาช่วยบำบัดฟื้นฟูสภาพจิตใจและเสริมสร้างศักยภาพภายในให้เข้มแข็ง เพื่อสามารถเผชิญและจัดการกับปัญหาที่รุมเร้าได้อย่างสร้างสรรค์ จึงไม่เน้นความเหมือน..ความถูกต้อง หรือต้องๆๆๆๆๆๆถี่ยิบทุกขั้นตอน

นักศิลปะบำบัดจึงไม่สอนเทคนิคการทำศิลปะให้สวยงาม แต่จะอำนวยให้เกิดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เพื่อให้เกิดการแสดงออกซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง ผ่านการทำงานศิลปะอย่างเป็นอิสระ ปราศจากกรอบความคิดที่เป็นตัวปิดกั้นจินตนาการและความรู้สึก…การได้สัมผัสตัวเองภายใน ทำให้ตัวตนเราเติบโตนะคะ

ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา..นักจิตวิทยาจะมองว่าศิลปะคือการแสดงตัวตนภายใน จึงเชื่อว่าการขีด ๆ เขียน ๆ และระบายสีเป็นช่องทางการสื่อสารแบบไม่ใช้ภาษาที่คนแสดงออกมาให้รู้ ยิ่งเป็นยุคศิลปะแบบเอ็กซ์เพรสชั่นนิสต์ยิ่งเป็นการเน้นย้ำว่าศิลปะคือการสื่อสารของตัวตนภายใน แบบที่น้องออตจัดการเรียนรู้ให้คนตัวเล็ก ๆ เหล่านี้

คำถามสำคัญที่ผุดขึ้นในใจตอนเห็นการทำงานศิลปะคือ..จะวาดเพื่อให้ได้รูป หรือวาดเพื่อให้ได้วาด

ถ้าวาดเพื่อให้ได้รูป แสดงว่าเรามีการคาดคะเนผลลัพธ์ไว้ในใจแล้ว มีสิ่งที่อยากเห็น มีกรอบ มีขั้นตอน แต่ถ้าเราวาดเพื่อให้ได้วาด เราจะเดินไปทางไหนก็ได้ มีตัวเลือกมากมายเป็นร้อยเป็นพัน…

สิ่งที่แตกต่างคือการวาดเพื่อให้ได้รูปเราต้องเดินตามเส้นทางที่กำหนด ตามกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ แต่ถ้าวาดเพื่อวาดเราแค่ได้ยินเสียงในใจเราก็พอแล้ว ทำให้การวาดรูปกลายเป็นการผจญภัย และสนุกเสียด้วยสิ

การเริ่มต้นจากความว่างเปล่า ไม่มีแผนการกะเกณฑ์อะไรล่วงหน้าคือการอยู่กับตัวเองค่ะ ไม่มีอะไรกำหนดเรา จึงย้อนกลับไปเริ่มจากสิ่งที่เรามีนั่นคือ “ความรู้สึก”…น่าแปลกที่เมื่อสลัดหลุดจากความคิดวิพากษ์วิจารณ์ ความถูกผิด ความกังวลว่าการวาดนี้ถูกต้องหรือไม่ ควรใช้สีนี้ดีกว่าสีโน้น และอีกสารพัดจะติติงตัวเอง กลับพบพานอิสรภาพที่ยิ่งใหญ่ของการเดินทางภายในตน…เพราะเรารับมือได้และไม่เป็นทาสของความคิดวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองนั่นเอง ^ ^

ตอนแรกที่เห็นสีมากมายตรงหน้า เกิดความรู้สึกว่าเด็ก LD (บกพร่องทางการเรียนเฉพาะด้าน เช่นการเขียน การอ่าน หรือคณิตศาสตร์) ก็คงมีความรู้สึกนี้เมื่อเห็นตัวอักษรยาว ๆ มากมาย…  คือไม่รู้จะแยกแยะอย่างไร ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน มันเรียงเป็นพืดไปหมด

ศิลปะสำหรับเด็กน่ารักพิเศษเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ช่วยปรับระบบการเรียนรู้ของพวกเขา ให้สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้แล้วยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างการทำสีจากธรรมชาติ เช่นสีเขียวจากตำลึง สีม่วงจากอัญชัน สีน้ำตาลจากดิน ฯลฯ เพราะการเรียนรู้จะฝังจำนานถ้าได้สัมผัสครบทุกประสาทสัมผัสนะคะ  รวมทั้งช่วยให้เิกิดความภาคภูมิใจและความมั่นใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ๆ ในสังคมด้วย

มาถึงศิลปะกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก ๆ กันค่ะ ..อาจารย์หมอพัชรินทร์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้อำนวยการศูนย์ Art4Human ..ตั้งโจทย์ไว้น่าสนใจว่า ทำไมการเรียนรู้ที่ดี จะต้องมีอารมณ์ร่วม..น่านน่ะสิคะทำไม?

งานนี้ต้องอ้างถึงแคนเดส เพิร์ท ( Candace Pert )   นักประสาทวิทยา เขาเขียนหนังสือเรื่อง Molecule of Emotion ..บอกไว้ว่า อารมณ์ ความรู้สึกของเรา เป็นตัวตัดสินว่าอะไรที่น่าเรียนรู้ อะไรที่น่าให้ความสนใจ ฉะนั้นอารมณ์และความรู้สึกจึงเป็นด่านแรกของการเรียนรู้ เพราะมันคือสิ่งที่เลือกว่าจะรับรู้หรือให้ความสนใจสิ่งไหน และสิ่งที่ไม่ได้รับเลือกหรือไม่อยู่ในความสนใจ จะถูกมองแบบผ่านๆและคัดทิ้งในที่สุด

กระบวนการคัดเลือกดังกล่าวเป็นกระบวนการอัตโนมัตินะคะ การทำงานของเขาจะไม่อยู่ในระดับที่เจ้าตัวจะรู้ได้ทันที ยกเว้นแต่ได้รับการฝึกฝนการตระหนักรู้ในตนหรือสติอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะเท่าทันการทำงานของมัน …ดังนั้นจึงควรเข้าใจว่าเด็ก ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะหลบหลีกสิ่งที่คุณครู หรือผู้ปกครองทุกท่านพยายามสั่งสอน เพียงแต่เขาเรียนรู้ได้เพียงบางอย่างที่สอดคล้องกับความรู้สึกของเขาเท่านั้น

เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ และเป็นคีย์ของการจัดการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ต่าง ๆ…วงน้ำชาถึงใช้คำว่าพื้นที่ปลอดภัย และฝึกการฟังเสียงที่เราไม่ได้ยินไงคะ แม้แต่จะทำ KM ก็ยังต้องมีความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เลย … รู้หรือยังว่าทำไม KM บางแห่งถึงเริ่มตัน และยิ่งทำยิ่งไม่มีความสุข

เมื่อทราบว่าอารมณ์สำคัญต่อการเรียนรู้อย่างไร ก็มาถึงเนื้อหาการเรียนรู้ของเด็กๆว่าควรมีอะไรบ้าง

http://lanpanya.com/wash/files/2009/06/18062009205.jpg

ยกตัวอย่างป้ายของโรงเรียนมงคลวิทยา เพราะรู้สึกว่าจะตอบโจทย์นี้ได้ดี…เนื้อหาที่เด็ก ๆ ควรได้เรียนรู้ตามที่อ.หมอพัชรินทร์ชี้แนะ น่าจะมีสามส่วน คือรู้จักตนเอง รู้จักโลก และรู้วิธีปฏิสัมพันธ์กับโลกค่ะ

คำถามต่อไป.. แล้วศิลปะมาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ได้อย่างไร

เกี่ยวเพราะศิลปะมี 3 กระบวนการ คือ การสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทุกส่วน ..ศิลปะมีอารมณ์ร่วม และศิลปะต้องลงแรงแลกมา อิอิอิ สอนการลงมือทำโดยมีจินตนาการเป็นตัวฉุดดึง มากกว่าการจินตนาการโดยไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้อย่างไร

มีข้อดีมากมายแบบนี้ ..สนใจประยุกต์ใช้ศิลปะในการอบรมหรือการเรียนการสอนบ้างมั้ยคะ ^ ^


21 ความคิดเห็น

  • #1 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 25 มิถุนายน 2009 เวลา 23:02

    ชอบ อรยนท บำบัดมากกว่า  อิอิ

  • #2 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 มิถุนายน 2009 เวลา 6:43
    ก๊ากๆๆๆ แปะไว้ก่อนค่ะ หาภาพ”ทุกข์”ที่พี่ตึ๋งเคยนำขึ้นบล็อกไม่เจอ และต้องไปทำงานแล้ว เลยฝากไว้ก่อนเดี๋ยวมาคุยด้วยใหม่ค่า
  • #3 dd_l ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 มิถุนายน 2009 เวลา 7:01

    สนใจค่ะ ^____^

  • #4 ออต ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 มิถุนายน 2009 เวลา 9:12

    อ่านสนุก ได้ความรู้ครับ
    ตามมาอ่านครับ

  • #5 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 มิถุนายน 2009 เวลา 20:22
    พี่ตึ๋งที่รัก

    เบิร์ดเห็นความจริงอย่างหนึ่งว่า เราถูกครอบด้วยกรอบเดิม ๆ ที่กระทำจนเป็นความเคยชินมาเนิ่นนาน อย่างการวาดภาพอิสระ จะเห็นภาพทุ่งนา มีภูเขา 2 ลูก พระอาทิตย์อยู่ตรงกลาง มีกระท่อมและต้นไม้ เป็นภาพแบบเดียวกันเกือบหมดสิน่า!

    การเรียนศิลปะในอดีตคือการเรียนเทคนิคการวาด และควรวาดให้เหมือน…แต่การป้ายๆๆๆตามแต่ใจอยากจะทำ ไม่มีผิด-ถูก ไม่มีคะแนน ไม่มีกรอบคือศิลปะบำบัด และผู้ที่เป็นกระบวนกรหรือนักศิลปะบำบัดคือผู้ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างกลมกลืน

    สมัยที่เราเป็นเด็ก เราจะถูกสอนมากมาย (ปัจจุบันก็ยังโดนสอนกันอยู่) เราถูกมะรุมมะตุ้มด้วยการสอนให้ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง จนติดนิสัย เวลาจะทำอะไรสักอย่างก็จะมีภาพล่วงหน้า และวางขั้นตอนเพื่อให้เป็นภาพนั้น แต่ศิลปะตรงข้ามเลยค่ะ … ไม่ควรรู้ล่วงหน้า แต่ปล่อยให้เคลื่อนไหวโดยสัญชาตญาณ เพราะศิลปะเป็นดินแดนปริศนาที่เราควรค้นพบด้วยตัวเอง

    เด็กๆจะวาดภาพได้อย่างอิสระกว่าเรา..เพราะอะไร? ยิ่งเด็กเล็กๆ 3 - 4 ขวบ เขาวาดภาพที่ซับซ้อนด้วยความกล้าหาญมากนะคะพี่ตึ๋ง ..วาดภาพครอบครัว วาดภาพรถไฟ วาดภาพโรงเรียน โดยไม่อินังขังขอบว่าจะมีใครมองเห็นอย่างนั้นหรือไม่ เพราะเขา “เห็น” ภาพแบบนั้น…ช่างน่าทึ่งนะคะ นี่เองที่วงน้ำชาพยายามนำพาให้เราสัมผัสเจ้าตัวเล็ก … วิธีวาดหรือประดิษฐ์ชิ้นงานก็ปลุกเจ้าตัวเล็กให้ตื่นได้เหมือนกันนะคะ อิอิอิ

    ส่วน อรยนท บำบัดนั้น สิทธิการิยะท่านกล่าวไว้ว่าถ้ากระทำพอหอมปากหอมคอก็เชื่อมสัมพันธภาพได้ แต่ถ้ามากเกินไปโปรดระวังผลข้างเคียงค่ะ 5555

  • #6 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 มิถุนายน 2009 เวลา 20:43
    พี่ครูอึ่งที่รัก ตามคำขอนะคะ อิอิอิ

    อ.หมอพัชรินทร์ เขียนไว้น่าสนใจค่ะ อาจารย์กล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนรู้มี 3 ส่วนคือผู้เรียน สิ่งที่เรียน และผู้สอน

    ในส่วนของผู้เรียน อาจารย์แนะให้ประเมินเจตคติว่าเด็กคนหนึ่งมีเป้าหมายการเรียนอย่างไร เพราะทุกวันนี้เด็กๆหลายคนเรียนเพื่อแลกกับความรักของพ่อแม่ค่ะ พ่อแม่บอกว่าวิชานี้ดี ส่งลูกไปเรียน เด็กก็เรียน…หรือบางคนเรียนเพื่อเอาชนะ เรียนเพื่อความเป็นเลิศ ..บางคนเรียนเพื่อสะสมคะแนน สะสมเกรดเพื่อเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนกับมือถือรุ่นใหม่

    น่าสนใจนะคะว่ามีเด็กๆสักกี่คนที่เรียนเพื่อรู้ หรือได้มาซึ่งความรู้ เพราะเห็นว่าความรู้นั้นสำคัญต่อชีวิตและการดำรงอยู่…อาจารย์หมอบอกว่าที่ต้องถามคำถามนี้เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เป้าหมายของการเรียนเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการเรียน และพฤติกรรมหรือวิธีการที่เด็กเลือกใช้ก็เป็นตัวชี้ความสำเร็จของการเรียน จึงเป็นคำถามที่อยากทิ้งไว้ให้พิจารณา เพราะเป็นปัจจัยที่สังคมควรร่วมรับผิดชอบค่ะ ^ ^

    ง่วงแล้ว ติดไว้ก่อนนะคะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังถึง สิ่งที่เรียน และผู้สอนค่ะ

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2009 เวลา 20:39
    ต่อค่ะพี่ครูอึ่ง

    อาจารย์หมอมองจุดหมายของการเรียนรู้เหมือนเฮฯ คือ การขยายโลกทัศน์ให้กว้างไกล ครอบคลุมทั้งตัวเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม โลก และจักรวาล โดยเริ่มต้นที่การ”รู้จักตัวเองก่อน” และต่อไปที่คนอื่นๆที่เราไปทำความรู้จัก เพราะเราต้องไปสัมพันธ์ด้วย ดังนั้นกระบวนการสร้างความรู้ทั้งหลักสูตรจึงควรเป็นกระบวนการที่กระตุ้นให้เิกิดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินชีวิตของคนและทุกสิ่งบนโลกใบนี้ …โอ ยากจริงๆ

    แต่สามารถผนวกงานยากนี้เข้าไปในศิลปะได้ค่ะพี่ครูอึ่ง ผนวกโดยผ่าน 3 กระบวนการหลักของศิลปะได้แก่
    1. หัตถกรรม (Craft) …การทำงานหัตถกรรมจะมีทิศทางกำหนดไว้ชัดเจน และมีเป้าหมายคือทำให้เกิดทักษะ เช่นการสานตะกร้า ..ผลลัพธ์คือได้ตะกร้าและทักษะที่ได้คือการสาน การจัดเตรียม การคัดเลือกวัสดุ ฯลฯ

    ทักษะที่ได้จากงานหัตถกรรม คือทักษะในการจัดการบางสิ่งบางอย่างให้บรรลุเป้าหมาย ทักษะในการแก้ปัญหา ทักษะต่างๆที่เราใช้ในการดำรงชีวิต คือความรู้ที่เราใช้สัมพันธ์กับผู้อื่น  กับโลก หรือกับจักรวาลของเรา …มิน่าล่ะค่ะ ในอดีตไทยเป็นชาติแห่งศิลปหัตถกรรม คนในสมัยก่อนจึงสงบเสงี่ยมงามไม่ตุ้บตั้บกันง่ายๆแบบปัจจุบันนี้  ทำไมเวลาสอนงานฝีมือถึงไม่มีการชี้ประเด็นนี้น้อ…ปราชญ์พื้นบ้านด้านการทอก็น่าจะอยู่ในข่ายนี้เช่นเดียวกันเนาะคะพี่ครูอึ่ง น้องออตน่าจะสนุก อิอิอิ

    2. ศิลปะ (Art) … เป็นกระบวนการอิสระ ไม่มีการกำหนดทิศทาง เป็นการทำงานที่เปิดโลกแห่งจินตนาการ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และเป็นโอกาสให้ได้แสดงออกถึงตัวตนที่อยู่ภายใน

    อันนี้ถือได้ว่าเป็นประตูเปิดสู่ความรู้ที่อยู่ในตัวเรา เป็นโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักตัวเราเองว่าเราเป็นใคร เป็นคนอย่างไร นิสัยอย่างไร(ช่างตำหนิ ช่่างวิพากษ์หรือเปล่า) ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เวลาที่เจอปัญหาเราแก้ไขอย่างไร (บางคนไม่กล้าลงมือทำ ต้องรอการชี้แนะ บอกว่าสีนี้ สีโน้น วาดอะไร อย่างไร) เราเลือกวิธีการนั้น ๆ เพราะเงื่อนไขใดในตัวเรา  เป็นคนหลีกเลี่ยงปัญหาหรือไม่ …เป็นความรู้เกี่ยวกับตัวเราเองค่ะพี่ครูอึ่ง …แหมเบิร์ดล่ะสว่างวาบเลยว่าทำไมศิลปินดังหลายท่านถึงเป็นตัวของตัวเองสุด ๆ และเข้าถึงตัวตนภายในได้อย่างหมดจดเหลือเกิน อย่าง อ.เฉลิมชัย โฆสิตพิพัฒน์ , อ.ถวัลย์ ดัชนี…อิอิอิ

    3. การจัดการเรียนรู้ในรูปแบบการทำงานกับวัสดุศิลปะ ( Education in forms of Art activity) … อันนี้มีทิศทางกำหนด และคาดหวังผลลัพธ์เป็นความรู้ที่สอดใส่เข้าไปในกิจกรรมค่ะ 

    กระบวนการนี้คือความรู้ที่รับเข้ามาจากข้างนอกตัวเรา สอดใส่มาในรูปการทำงานกับวัสดุศิลปะ เป็นการสัมผัสรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส การมีความรู้สึกร่วม และการได้ลงมือปฏิบัติจนเกิดประสบการณ์จริง เข้ามาช่วยเสริมให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เป็นความรู้ที่บูรณาการให้กับผู้เรียนในรูปแบบของการทำงานกับวัสดุศิลปะค่ะ

    ความรู้ที่ว่าอาจเป็นความรู้ทางชีววิทยา คณิตศาสตร์ ศีลธรรม ฯลฯ ที่ถูกสอดแทรกเข้าไปในกิจกรรม อย่างเส้นตรง ทางศีลธรรมจะนึกถึงหลักธรรมข้อไหน เส้นโค้งน้อมต่ำนึกถึงอะไร..ดินมีองค์ประกอบอะไร มีความสำคัญอย่างไรบ้าง…เมื่อเสร็จกระบวนการก็จะได้ผลงานศิลปะ ในขณะเดียวกันเด็ก ๆ ก็ได้เรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ไปด้วย เป็นการเชื่อมโยงโลกใบเล็กของเขาให้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ น่ะค่ะ

    จุดสำคัญของกระบวนการนี้คือ ไม่ว่าจะนำความรู้อะไรสอดแทรกเข้าไป ผลลัพธ์ที่คาดหวังจะเป็นความรู้ ไม่ใช่ผลงานศิลปะนะคะ อิอิอิ

    กระบวนการทั้ง 3 จะช่วยให้เด็กพิเศษและคนตัวเล็ก ๆ สนุกกับการเรียนได้ค่ะ เช่นถ้าต้องการให้เด็กฝึกทักษะช่วยเหลือตัวเองเพื่อให้เขาอยู่รอดในสังคม เราทราบแล้วว่างานหัตถกรรมจะฝึกทักษะเป็นหลัก เก๊าะออกแบบกิจกรรมอาจเป็นการปั้นรูปโดราเอมอน โดยให้ผสมปูนพลาสเตอร์เอง แฉะไปก็เติมปูน แข็งไปก็เติมน้ำให้เด็ก ๆ ลองขยำกันเอง.. ผสมสีอย่างไร แบ่งปูนยังไงไม่ให้แห้งแข็งทั้งก้อน แบ่งสัดส่วนในการปั้นยังไงให้เป็นตัวโดราเอมอน ..เรียนจากประสบการณ์จริง ให้หัดแก้ไขปัญหาไปทีละอย่าง อิอิอิ

    ถ้าต้องการพาเด็ก ๆ ไปรู้จักตัวตนภายในของตัวเองก็ให้อุปกรณ์พื้นฐานเพียงกระดาษ สี หรือดินสอ แล้วเปิดทางให้ได้ลงมือตามสบาย แล้วซักถามเกี่ยวกับภาพ + ชื่นชมแต่ละคน ก็สนุกร่วมกันได้แล้วล่ะค่ะ ^ ^

    ถ้าต้องการบูรณาการวิชาภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ ลองให้เด็กสร้างแผนที่โลกดูมั้ยคะ คำนวณตามมาตราส่วน ตรงไหนเป็นทะเลทรายก็สีหนึ่ง ตรงไหนเป็นน้ำก็สีหนึ่ง ตรงไหนเป็นภูเขาให้คำนวณตามความสูงเทียบกับอัตราส่วนของแผนที่ที่เด็ก ๆสร้าง นอกจากภูมิศาสตร์แล้วยังได้ประวัติศาสตร์ ศาสนา โลกร้อน อีกสารพัดวิชา สนุกจะตาย 5555

    ทุกอย่างสำคัญอยู่อย่างเดี๊ยว..ผู้สอนนี่แหละค่ะ อิอิอิ ^ ^

  • #8 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2009 เวลา 20:54
    น้องออตที่รัก

    พี่คิดถึงน้องออตมากเลยเมื่อเห็นคุณครูหลายท่านช่วยกันขยำขยี้แป้งโดในกะละมังของตัวเอง

    นำส่วนผสมของแป้งโดมาฝากจ้ะเผื่อน้องออตจะออกแบบกิจกรรมให้เด็กน่ารักพิเศษเล่นต่อไปได้อีกไม่รู้จบ
    1. แป้งสาลีเอนกประสงค์     2  ส่วน (แป้งแบบที่ใช้ทำเค้ก คุ้กกี้นั่นแหละจ้ะ)
    2. แป้งข้าวโพด                 1  ส่วน
    คือถ้าใช้แป้งข้าวโพด 1 ถุงขนาด 500 กรัม ก็ต้องใช้แป้งสาลีขนาด 1000 กรัมจ้ะ
    3. กาวลาเท็กซ์ขวดใหญ่ เยอะๆ
    4. โลชั่นยี่ห้ออะไรก็ได้ เพื่อทำให้ส่วนผสมหอม และไม่ติดมือ ควรจะเยอะเช่นกัน
    5. กะละมังของแต่ละคน
    6. ทัพพีสำหรับตักแป้ง
    7. สีผสมอาหารหลายๆสี
    8. ถุงพลาสติกใส แบบถุงใส่กับข้าวก็ได้จ้ะ เอาไว้แบ่งแป้งที่ผสมได้ที่แล้วเก็บไว้ไม่ให้แห้งจนปั้นไม่ได้

    วิธีทำ
    1. ร่อนแป้ง 2 อย่างรวมกัน …ใช้ตะแกรงร่อนแป้งแบบที่ทำเค้กน่ะจ้ะ หรือจะใช้กระชอนร่อนหลายๆครั้งก็ไม่ผิดอันใด ต้องการให้เข้ากันมากที่สุดเท่านั้น

    2. ให้แต่ละคนตักแป้งที่ผสมแล้วตามชอบใจ ใส่กะละมังของตัวเอง แล้วเทกาวตามชอบ ลองขยำดู ถ้าเหนียวติดมือก็ให้ไปเติมแป้ง ถ้าแห้งแข็งไปเก๊าะเติมกาว แล้วขยำขยี้ไปตามสะดวก ปรับขยับส่วนผสมจนพอดี ไม่แห้งไป ไม่เหลวไป แล้วค่อยใส่โลชั่นไปนิดหน่อยให้มีกลิ่นหอมและนุ่มมือขึ้น

    3. ผสมสีตามชอบใจ ใครอยากได้กี่สีก็แบ่งแป้งผสมเอาเอง แล้วเก็บแป้งไว้ในถุงพลาสติกเพื่อหยิบมาใช้ตามความจำเป็น

    4. สร้างสรรค์ชิ้นงานตามศรัทธา ^ ^

    ดีใจที่น้องออตสนุกกับบันทึกนี้และเห็นว่ายังพอมีประโยชน์บ้างนะจ๊ะ อิอิอิ

  • #9 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 มิถุนายน 2009 เวลา 9:41

    เอ๊ะ รูปในบันทึกดูคุ้นๆ นะครับ

  • #10 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 มิถุนายน 2009 เวลา 9:52
    ฮากระจุยเลยค่ะพี่รุมกอด แหม รอเจ้าของภาพปรากฎตัวมานาน 55555555555

    ภาพประกอบมาจาก ที่นี่ แถมยังหยิบมาประกอบอีกบันทึกหนึ่งด้วยแหละค่ะ แต่ยังไม่ปล่อยออกมาเพราะยังไม่เสร็จ และก๊งเล็ก ๆ เรื่องการแปลงภาพจาก Youtube ให้เป็นภาพนิ่ง ทำให้รอภาพจากหลาย ๆ ท่านที่จะนำขึ้นบล็อก แต่ก็ยังไม่เห็นมากนัก นอกจากภาพพระตำหนักดาราภิรมย์ของพี่ตา ที่สวยชะมัด ..ส่วนภาพสหเวชศาสตร์หมัดกิ้งกือ นั้นบ่เอา ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

  • #11 pukaorchid ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 มิถุนายน 2009 เวลา 15:29

    ตามมาอ่าน ครับ แม่หญิง  ปล. คิดถึง

  • #12 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 มิถุนายน 2009 เวลา 15:37
    จ๊ะเอ๋พี่ภูคา ^ ^

    คิดถึงเหมือนกันค่ะ หายไปนานเลย เมื่อวันที่ 20 มิ.ยเค้าไปปลูกต้นไม้ที่ล่ะปูนกันไม่เห็นพี่ภูคาไป  ไม่งั้นพี่ภูคาอาจเป็น หนึ่งในสิบหมัดอรหันต์ นวดพ่อก็ได้ 555555555

  • #13 Lin Hui ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 มิถุนายน 2009 เวลา 6:32

    อาหนูเบิร์ด ของอาม่า ลื้อเป็น นางฟ้าของอาม่า ได้ดั่งใจ…อิอิอิ

  • #14 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 มิถุนายน 2009 เวลา 10:40
    อาม่าขา

    กำเสี่ยๆค่ะ (ใช่หรือเปล่าน้อ) แต่สู้อาม่าม่ายล่ายค่า  อาม่าโกอินเตอร์ไปเลี้ยว อีหลูยังอยู่อนุบังอยู่เลย คริคริ

    ^               ^

  • #15 ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 มิถุนายน 2009 เวลา 22:41

    แวะมาทักทายมือเก่า จากมือใหม่ครับ

  • #16 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 มิถุนายน 2009 เวลา 6:05
    สวัสดีค่ะคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม (แหม ชื่อยาวกว่าเบิร์ดอีก อิอิอิ)

    ยินดีต้อนรับค่ะ และกำลังคิดว่าคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามคือคุณปรีด์ใช่มั้ยคะ? (เห็นในบล็อกอาม่า) เก่งนะคะใส่รูปประจำตัวเป็นแล้ว อย่างนี้ไม่ทำมะดา ^ ^

  • #17 themiti ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 กรกฏาคม 2009 เวลา 16:26

    สวัสดีครับ หมอเบิร์ดคนเก่ง
    สบายดีนะครับ….แวะมาเป็นคนสุดท้ายเสมอ อิอิ
    เอาภาพมาแจมครับ ไปเป็นวิทยากรอบรมศิลปะบำบัดมาครับ
    ที่หมอเบิร์ดเขียนไว้ถูกใจ ใช่เลยครับ เสียดายจังน่าจะเขียนตั้งนานแล้ว ผมจะได้เรียนรู้มากกว่านี้

    กับผลงานของผู้รับการบำบัด ที่ผมชอบที่สุด


    การสร้างภาพโดยใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ละเลงกันใหญ่เลย


    พระ เณร เถร ฝรั่ง ปลดปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่
    ไปละครับ   สบายดี

  • #18 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 กรกฏาคม 2009 เวลา 18:36
    สะบายดีค่ะพี่หนุ่ม(ทักทายแบบลาว ^ ^)

    อะฮ้า โดนเลยค่ะ เห็นภาพที่พี่หนุ่มเอามาฝากแล้วถูกใจๆๆๆๆ นี่เองคนที่ลงมือปฏิบัติจริงอยู่ตรงนี้ ^ ^

    ลองให้วาดบนกระดาษด้วยเทคนิคต่างๆตามใจชอบแล้วนำมาต่อกันดูสิคะ อย่างเบิร์ดวาดเสร็จก็จับคู่กับพี่หนุ่มต่อกระดาษของทั้ง 2 คน จะต่อทางไหนก็ได้ บน-ล่าง - ข้าง ได้ทั้งนั้น แล้วหาทางช่วยกันวาดเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมภาพทั้งสองให้เป็นภาพเดียวกันให้ได้ สอนอะไรได้อีกเยอะเลยค่ะ น้องนุชลองเล่นกับบุคลากรสาธารณสุขเวิร์คจริงๆ อิอิอิ

    หายไปตั้งนานสบายดีนะคะ ^ ^

  • #19 krutoi ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 กรกฏาคม 2009 เวลา 9:51

    ไม่สายเกินไปนะคะที่พี่ครูต้อยจะโชคดีได้เรียนรู้ศิลปบำบัด
    ให้เด็กน้อยทำอย่างที่อยากจะทำเช่นกันค่ะ
     เพราะพีเองก็ชอบการทำอะไรแบบไร้กรอบ
    ละเลง วาด  ปะ ติด ต่อ เย็บตามใจปรารถนา
    มีความสุขดีค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

  • #20 krutoi ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 กรกฏาคม 2009 เวลา 9:58

    กิจวัตรของพี่เวลานั่งแล้วจับปากกา เส้นเล็กๆ แล้วขีดๆเขียนๆเส้นไปตามอารมณื ปล่อยไปแล้วแต่จะเกิดเป็นรูปอะไร
    แต่กี่ครั้งๆก็หนีไม่พ้น ต้นไม้ น้ำ ต้นไม่แห้ง รูปทรง พี่ชอบเส้น ชอบลากไปเรื่อยต่อเติมและขยาย
    และชอบการการจิ้ม จุ่ม แตะมากกว่าการละเลง
    พอๆกับชอบการใช้นิ้วลากไปบนสีฝุ่น ผสมแป้งค่ะ
    และชอบเอาด้ายมาจุ่มสี ขดด้ายยึกยักตามใจที่อยากจะทำ พับครึ่งกระดาษ แล้วดึงตามอารมณ์
    ได้ภาพเก๋ เอาไว้ขึ้นไพล์เป็นแล้วจะเอามาให้วิพากษ์ค่ะ
    ขอบคุณค่ะ

  • #21 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 กรกฏาคม 2009 เวลา 14:59
    สวัสดีค่ะพี่ครูต้อย

    เบิร์ดไม่เชี่ยวชาญถึงขนาดจะวิพากษ์ได้หรอกค่ะ ^ ^ …เบิร์ดเป็นแค่ผู้เรียนที่สนุกกับสิ่งที่ได้เรียนรู้และมองเห็นเท่านั้นเอง

    แต่เบิร์ดพบเหมือนที่พี่ครูต้อยพบว่าการนั่งลงแล้วลาก ๆ ป้าย ๆ เป่าสี นิ้วละเลง ตามแต่ใจอยากจะทำเป็นการค้นพบเส้นทางแห่งอิสรภาพในใจของตัวเองได้อย่างน่ามหัศจรรย์เนาะคะ  ทำ ๆ ไปแล้วใจก็นิ่งขึ้น ๆ เพลินดีจริง ๆ

    ด้ายจุ่มสีแล้วขดไปมาบนกระดาษที่พับครึ่ง เหลือชายให้โผล่ออกจากกระดาษหน่อยไว้ดึง พับกระดาษเข้าหากันกดแน่น ๆ ดึงชายด้ายที่ลอดออกมาให้หมดในคราวเดียว เป็นการสร้างงานที่สนุกอีกรูปแบบหนึ่งเลยค่ะ  จำได้ว่าตอนเด็ก ๆที่ได้เล่นแบบนี้ ตื่นเต้นและอยากทำต่อไปเรื่อย ๆ … ความสุขนั้นเรียบง่ายนิดเดียวเองนะคะพี่ครูต้อย

    พี่ครูต้อยเคยใช้โปรแกรม Photoscape หรือเปล่าคะ ถ้าเคยก็จะง่ายเข้า แต่ถ้าไม่เคยดาวน์โหลดตามลิ้งค์ที่เบิร์ดนำมาให้ได้เลยค่ะ

    เมื่อดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว คลิกเปิดเข้าไปจะพบคำว่าแก้ไขภาพ คลิกเข้าไปแล้วเลือกภาพที่ต้องการแก้ไข เมื่อภาพปรากฎ ให้เลือก “ย่อ/ขยายภาพ” ..แล้วเลือกขนาดประมาณ 600 pixels  เสร็จแล้วคลิกบันทึก

    วิธีการนำภาพขึ้นลานฯ  อยู่ที่นี่ ค่ะหรือถ้านำภาพขึ้นทีละหลาย ๆ รูป แล้วใช้ word 2007 ก็ใช้วิธีนี้ได้ค่ะ เขียนบน word 2007

    ลองนำภาพขึ้นดูนะคะ ถ้าไม่ได้อย่างไร คุยกันต่อได้ค่ะพี่ครูต้อย เอาใจช่วยนะคะ ^ ^


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.476542949677 sec
Sidebar: 0.430615186691 sec