ว่าด้วย IQ Test
อ่าน: 2458หลาย ๆ ท่านคงเคยคุ้นกับแบบทดสอบ IQ ในนิตยสาร วารสาร บนเน็ต ฯลฯ และคิดว่าการทดสอบ IQ โดยนักจิตวิทยาคือแบบเดียวกัน แถมเมื่อทราบผลยังมีบางท่านแย้งทันควันว่าที่เคยทดสอบไม่ใช่เท่านี้ (ส่วนใหญ่ผลที่เคยทดสอบด้วยตัวเองจะมากกว่าตัวเลขที่ทดสอบโดยแบบทดสอบมาตรฐาน)
แบบทดสอบเชาวน์ปัญญามีหลายรูปแบบ แต่ที่ใช้กันยืนพื้นทั่วโลกที่เรียกว่าแบบทดสอบมาตรฐานจะมีอยู่ไม่มาก เช่น WAIS (สำหรับ 16 ปีขึ้นไปถึง 60 ปี) , WISC (6 - 16 ปี) , Stanford Binet (2 - 7 ปี) , McCarthy Scale (2 1/2 - 8 ปี) , Progressive Matrices (มี 3 ตัวคือ CPM : 5 - 11 ปี , สูงอายุ , พิการ ยกเว้นตาบอด , SPM : 12 ปีขึ้นไป , APM : 12 ปีขึ้นไปที่ค่อนข้างฉลาดกว่าปกติ ) ฯลฯ
จะบอกเล่าถึงข้อจำกัดของแต่ละแบบทดสอบก็จะเยิ่นเย้อยืดยาว ยกตัวอย่างชัดๆดีกว่า ได้ลองเข้าไปเล่นที่ แบบทดสอบนี้ ซึ่งมีลักษณะคล้าย SPM ( Standard Progressive Matrices : แบบทดสอบทางเชาวน์ปัญญาชนิดหนึ่ง) มาก
ครั้งแรกทำไปได้ 32 ข้อจาก 39 ข้อ โดนตัดหมดเวลา ได้ IQ = 126 …ครั้งที่สองใส่ใจกับเวลามากขึ้นและผ่านการเรียนรู้มาครั้งหนึ่งแล้ว ทำเสร็จก่อนเวลา 3 นาทีได้ IQ = 132
ภาพนี้คือการทำครั้งแรก 32 ข้อจาก 39 ข้อ
ส่วนทำครั้งที่สองลืมเซฟภาพเพราะแม่เรียก
พอจะทำอีกครั้งก็คิดว่ามากเกินไปแล้วเลยเลิกเล่นดีกว่า..ก๊ากๆๆๆๆ
ในแบบทดสอบข้างบน แบ่งระดับเชาวน์ปัญญาออกเป็น 5 ระดับคือ
1. Very Low (ต่ำมาก) = น้อยกว่า 70
2. Low (ต่ำกว่าปกติ) = 70 - 89
3. Normal (ปกติ) = 90 - 109
4. High (สูงกว่าปกติ : ฉลาด) = 110 - 129
5. Mensa Level ( ฉลาดมาก ) = 130 ขึ้นไป
ลักษณะเด่น ของแบบทดสอบนี้
1. ง่าย สะดวก
2. ทดสอบได้ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม
3. ใช้เวลาน้อย
4. ไม่มีข้อจำกัดด้านภาษาหรือวัฒนธรรม
ข้อด้อย
1. วัด เฉพาะ ความสามารถในการสังเกต การรับรู้ การคิดแบบตรรก แต่ ไม่วัดความสามารถในด้านอื่นๆ เช่นการเรียน , ความจำ , การแก้ไขปัญหา , การใช้ภาษา หรือ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ฯลฯ ความสามารถที่แบบทดสอบนี้วัดได้เป็นความสามารถที่เหมาะกับวิศวกร สถาปนิก นักคณิตฯ นักคอมพ์ ฯลฯ ค่ะ
2. บอกผลเป็นไอคิวรวม ไม่สามารถแยกด้านเด่น - ด้อย เหมือน WISC , WAIS , Binet ได้
3. ไม่มีการเปรียบเทียบให้เห็นว่า Reliability (ค่าความเชื่อถือได้) มีเท่าไร เมื่อเทียบกับแบบทดสอบมาตรฐานอื่นๆ
คะแนน …….แปรผันได้ขึ้นกับแรงจูงใจ สิ่งแวดล้อมในขณะทดสอบ และเวลาที่ถูกจำกัด
โปรดทราบ ว่า
1. IQ เปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับการกระตุ้น การเรียนรู้ หรือถ้าโชคร้ายประสบอุบัติเหตุ ก็ลดลงกระทันหันได้
2. ปัจจัยต่างๆมีผลต่อการทดสอบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความคาดหวัง สิ่งแวดล้อม ฯลฯ
3. แบบทดสอบแต่ละชนิดวัดเฉพาะด้าน ไม่มีแบบทดสอบใดบอกความสามารถทั้งหมดของมนุษย์ได้
4. ค่า IQ ที่ได้จากแบบทดสอบหนึ่ง อาจไม่เท่ากับแบบทดสอบอีกชนิดหนึ่งก็ได้ เพราะแต่ละอันวัดไม่เหมือนกัน ..การแปลผลจากการทดสอบด้วยแบบทดสอบมาตรฐานจึงต้องดูว่าเกณฑ์การทดสอบชนิดนั้น ๆ คืออะไร แยกระดับอย่างไร ร่วมไปกับการสังเกตพฤติกรรมในขณะทดสอบ และประวัติโดยละเอียดทั้งหมด
ขอยกคำกล่าวของ อ.สมทรงตอนสอนมาเน้นอีกครั้ง.. ” เชาวน์ปัญญาของบุคคลจะถูกจำแนกออกเป็นแต่ละด้าน และจากการทดสอบ …แม้ว่าจะรายงานผลออกมาเป็นค่าคะแนนที่เป็นผลรวมว่า…จากแบบทดสอบพบว่า เด็กหรือผู้รับการทดสอบมีไอคิวเท่านั้นเท่านี้.. แต่สิ่งที่ควรพิจารณาในระดับลึกและไม่ด่วนตัดสินว่า โง่ ฉลาด สมองทึบหรือปัญญาอ่อนตามผลการทดสอบคือ ควรพิจารณาจุดเด่น จุดด้อยในแต่ละด้านซึ่งจะปรากฎในแบบทดสอบนั้นๆ แล้วหาช่องทางที่จะส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ได้แสดงออกถึงความสามารถด้านที่ถนัดขณะเดียวกันก็หาทางลดจุดด้อยไปด้วย น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ทั้งยังพึงตระหนักว่าแบบทดสอบที่บอกถึงระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวเป็นเพียงเครื่องมือชนิดหนึ่งซึ่งจะช่วยให้รู้จักเด็กหรือผู้รับการทดสอบในแง่มุมกว้าง ๆ แต่ละด้านตามที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น”
กฎเหล็กของการทดสอบทางจิตวิทยา มี 2 ข้อ
1. Standardization ได้มาตรฐานทั้งแบบทดสอบ วิธีการทดสอบ และผู้ทดสอบ
2. Reliability เชื่อถือได้
ดังนั้นจะไม่มีการนำแบบทดสอบมาตรฐานมาทดลองเล่นๆ เพราะส่งผลกระทบมหาศาล
เห็นความแตกต่างของแบบทดสอบมาตรฐานกับแบบทดสอบทั่วไปแล้วนะคะ
*** และ…อย่าขังตัวเองด้วยตัวเลข หรือกักขังลูกหลานด้วยสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย แถมยังไม่ใช่การวัดความสามารถทั้งหมดของมนุษย์เลยค่ะ

22 ความคิดเห็น
นึกถึงพหุปัญญาของ อ. แสวง อิอิ
แต่คุ้นกับพหุปัญญาของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (หาบันทึกที่พี่รุมกอดเคยเอามาให้ลองเล่นไม่เจอค่ะ)
ที่แบ่งออกเป็น 8 ด้าน ซึ่ง ค้านกับความเชื่อเดิมที่บอกว่า อัจฉริยภาพมีเพียงด้านคณิตศาสตร์และภาษาเท่านั้น แต่ยืนยันว่า…
” อัจฉริยภาพของคนเรามีอย่างน้อย 8 ด้าน ประกอบด้วย ด้านภาษาและการสื่อสาร, ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว, ด้านมิติสัมพันธ์และจินตภาพ, ด้านตรรกะและคณิตศาสตร์, ด้านการเข้าใจตนเอง, ด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น, ด้านการเข้าใจธรรมชาติ และด้านดนตรีและจังหวะ”
http://lanpanya.com/wash/archives/267
เชคผมหน่อยดิ….ว่าเป็นไง อิอิ
พี่เหลียงที่รักคลิกตรงลิงก์ข้างบนในบันทึกเบิร์ดเลยค่ะ เลือกภาษา eng แล้ว start …มันเป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงเรขาคณิตน่ะค่ะ วิธีการคือเลือกชิ้นส่วน 1 ชิ้นจากรูปแบบที่ให้เลือก 6 - 8 ข้อมาเติมภาพให้สมบูรณ์ มีทั้งหมด 39 ข้อ ให้เวลา 40 นาที ทำไปเรื่อยๆ …ถ้าหมดเวลาก่อนจะตัดแล้วขึ้นผลเลย แต่ถ้าทำเสร็จก่อนเวลาคลิก send หรืออะไรซักอย่างปุ่มขวามือด้านล่างน่ะค่ะ สีปุ่มจะเด่นขึ้นมากว่าปุ่มอื่น แล้วจะมีผลเหมือนที่เบิร์ดโชว์ให้ดู …ไม่มีคำถามภาษาปะกิตแน่นอนค่า
นั่นแหละๆๆๆๆ ของนายการ์ดเนอร์นั่นแหละ แต่ได้ยินครั้งแรกจากลุงแหวงเลยบอกว่าพหุปัญญาของลุงแหวง อิอิ
เวลาพูดถึงแบบทดสอบไอคิว เบิร์ดจะหวั่นทุกครั้งว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะหาช่องพาลูกหลานมาวัดเพื่อตอบสนองความอยากรู้ของตัวเอง ..การคิดแบบนี้มีผลเสียมากค่ะ
เด็กอาจจะถูกตีตราโดยไม่รู้ตัว และการฝังจำกับตัวเลขหรือระดับความฉลาดทำให้เกิดการเปรียบเทียบ กดดัน เจ็บปวดต่อผู้ได้รับการตีตรา หรือจงใจกระตุ้นทุกวิถีทางเพื่อให้ฉลาดกว่าเดิม
การตรวจทางจิตวิทยาจึงต้องมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก เพื่อป้องกันผู้ป่วยและครอบครัว..และปกป้องพวกเขาจากสังคมที่รู้ไม่เท่าทันเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยทางจิต เพราะตรวจเพื่อหาสาเหตุ และหาทางช่วยเหลือไม่ใช่เพื่อความอยากรู้หรือประนามใครเนาะคะพี่ตึ๋ง
ของพี่อย่างต่ำเลย…ฮ่าๆๆๆ
เรื่องไอคิว กับแบบวัดนี่ พี่ทำครั้งใดก็ไม่เคยได้สูง….ตั้งแต่เด็กก็เหมือนกัน ทำแล้วได้ระดับต่ำ จำได้ว่าเคยได้รับคำทำนายว่า จะเรียนไม่จบปริญญาตรี…สรุปจากการทำแบบวัดแล้ว จัดได้ว่าพี่โง่สม่ำเสมอเลยแฮะ….5555
พี่สร้อยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างค่ะว่าตัวเลขที่ได้พร้อมคำทำนายนั้นไม่ใช่สิ่งคงทนถาวร เพราะคำทำนายมีโอกาสถูกพอ ๆ กับหมอดู
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทดสอบมีได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือความมั่นคงเมื่อเผชิญปัญหา แบบทดสอบที่มีหลายแบบทดสอบย่อย เป็นอีกหนึ่งตัวพิสูจน์ว่าเมื่อเจอปัญหาที่ไม่เคยเผชิญมาก่อนมีวิธีรับมืออย่างไร บางคนจะพินิจพิจารณาก่อน คิด ก่อนตัดสินใจ ทำให้ใช้เวลามากกว่าคนที่ลุยเลยผิดถูกว่ากันอีกที
หรือบางคนกังวลง่าย แม้ท่าทีภายนอกดูสงบนิ่ง ชอบคิดทบทวนในสิ่งที่ทำไป แบบทดสอบย่อยหลัง ๆ ทำได้ดีน้อยลงก็มีค่ะ เพราะเค้าติดกับสัญญาเดิมที่ผ่านไปแล้ว เช่นทำอันใหม่แล้วแต่ใจกลับแว้บไปอันเก่าว่าทำไมตอบอย่างนั้น จริง ๆ ควรตอบอีกอย่าง ก็ส่งผลต่อสมาธิ ความตั้งใจในตอนหลังเช่นกัน
อย่างแบบทดสอบที่ยกมาก็มีปัจจัยเกี่ยวข้องเยอะค่ะ การเพ่งหน้าจอคอมพ์ฯนาน ๆ ตาลาย ล้า ความกังวลต่อเวลา ความหวั่น ๆ ว่าจะทำได้เท่าไร ..ความคาดหวังของตัวเอง หิวข้าว ง่วงนอน ทุกอย่างส่งผลได้ทั้งนั้นค่ะ และแบบทดสอบนี้ยากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีจังหวะให้หยุดหายใจ ผ่อนความเครียดลง ไม่เหมือน SPM ที่แบ่งเป็น 5 ชุด ชุดละ 12 ข้อ เริ่มง่ายไปยากในแต่ละชุด ทำให้มีจังหวะผ่อนความล้า…จะเห็นว่า 3 ข้อสุดท้ายยากมากนะคะตรรกเชิงซ้อนเลยล่ะ จนนึกในใจว่ากว่าคนจะทำมาถึงข้อนี้ก็น่วมแล้ว เมื่อเจอข้อยากมาก ๆ ในขณะที่เวลาไม่มีก็คงต้องเดากันอุตลุตล่ะว้า…แล้วจะตัด error ตรงนี้ยังไง ไม่มีอธิบายไว้นะคะพี่สร้อย
ยกตัวอย่าง APM ที่เป็นแบบทดสอบคล้าย ๆ กัน แต่ใช้สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่ฉลาดกว่าปกติ จะแบ่งเป็น 2 part ใหญ่คือ ส่วนคัดกรอง มี 12 ข้อ ดูว่าฉลาดกว่าปกติจริงมั้ย ถ้าผ่านเกณฑ์ ถึงเข้าไปทำส่วนที่สอง แต่ถ้าไม่ผ่านเกณฑ์ กลับไปใช้แบบปกติ จะเห็นว่าเค้าไม่ได้สนใจตัวเลขนะคะแต่สนใจว่าผู้รับการทดสอบสามารถทำได้เต็มความสามารถหรือไม่ มีอะไรที่เป็นตัวขัดขวางหรือเปล่า และกันการมั่วแล้วถูก
ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน ตอนนี้เล่าให้พี่สร้อยฟังแล้วกันค่ะ ตอนเรียน ป.ตรี ได้รับการทดสอบเชาวน์ปัญญาโดยอาจารย์ เพราะต้องเรียนการใช้แบบทดสอบ ถูกเลือกเป็นหนูทดลองเพราะอาจารย์สงสัยว่าโดดทุกวิชา เห็นหน้าแต่ตอนเปิด Class กับเริ่มเรียนเรื่องใหม่ๆ ที่เหลือหายเรียบ แต่ทำไมทำข้อสอบได้
ผลคือฉลาดมาก หลังจากนั้นมาโดนทดสอบในหลายแบบทดสอบ เพราะไม่มีใครกล้าเป็นหนูทดลองให้อาจารย์ + ผองเพื่อนดู ถูกสรุปว่า IQ อยู่ระหว่างฉลาดมากกับฉลาดมาก ๆ เป็นเลขจำนวนหนึ่งบวกลบ 5 … เบิร์ดถูกขังด้วยตัวเลขตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเลยค่ะพี่สร้อย มีเพื่อนน้อยลงเพราะแยกตัวเอง รู้สึกเหมือนเป็นตัวอะไร และอาจารย์บางท่านเกิดลักษณะคาดหวัง หยั่งเชิงและกดดัน มีหลายครั้งเวลาทำข้อสอบ เบิร์ดทำไม่ครบ เพราะถูกขอหลังไมค์ว่าอย่าดึงเกรด ชีวิตไม่สนุกเลยค่ะ มันแย่มาก และรู้ตัวเองว่าเรียนรู้ได้น้อยลงเยอะ
เบิร์ดเคยวัด IQ คนหลายระดับ บอกได้ว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลาย ๆ คน มีำ IQ ไม่สูงปรี๊ดหรอกค่ะ แต่ที่ท่านเหล่านั้นต่างจากคนปกติก็คือ ความหนักแน่น มุ่งมั่น อดทน ใฝ่รู้ ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคทั้งปวงต่างหากที่เป็นคุณสมบัติเหนือกว่าคนอื่น ๆ
ตัวเลขจึงไม่สำคัญเท่ากับได้เรียนรู้อะไรนะคะพี่สร้อย และค้นพบตัวเองในขณะทดสอบว่าที่คิดว่ารู้นั้น รู้จริงหรือ…สมัยนี้จึงเน้นย้ำกันหนักหนาว่าอย่าหยุดเรียนรู้ไงคะ..ขะหมอง คนเราพัฒนาได้ แตกสาขาได้มากมายจนตาย ถ้าไม่ยอมแพ้ซะอย่างเนาะคะ ท่าน ผศ.ดร.จันทรรัตน์ ที่รักยิ่ง กอดแน่น ๆ ด้วยความคิดถึงมาก ๆ ค่ะ ^ ^
สังเกตว่า การทำแบบทดสอบ นี้ ความพร้อมและสมาธิเป็นเรื่องสำคัญต่อผลนะคะ การวัดผลจึงดูแต่คะแนนไม่ได้ ( เปล่าเข้าข้างตัวเองค่ะ…อิอิอิ. อย่างที่น้องเบริ์ดว่าค่ะ เป็นเช่นนั้น ) ป้าหวานสังเกตตัวเองว่า พอทำไปซักระยะ จะเริ่มไม่มีสมาธิ ห่วงนั่น ห่วงนี่ ตามองแบบทดสอบ ใจคิดว่ากี่นาทีแล้ว เมื่อไรจะเสร็จ..555 เพราะห่วงงาน ฮิฮิ ถ้าเป็นการวัดที่เป็นงานเป็นการจะสามารถจัดให้ทุกคนอยู่ในภาวะเดียวกันได้ไหม ยากเนาะคะ เหมือนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ความพร้อมในการสอบสำคัญมากๆเลย น่าเห็นใจ การจัดสอบเก็บคะแนน แล้วเลือกเอาคะแนนที่ดีที่สุดได้ น่าจะเป็นการให้โอกาสเด็กมากขึ้น เห็นการรับตรงบางแห่งทำแบบนี้ค่ะ
เห็นใจน้องเบริ์ดจังค่ะ เรื่องตอนเรียน ตอนสอบ ใครจะนึกว่า น้องเบริ์ดจะต้องเจออย่างนั้นเนาะคะ เรื่องคล้ายๆกันนี้ควรมีทางแก้อย่างไรคะ ในสนามกีฬาก็มีแบบนี้ คล้ายๆกับล้มมวย แต่ไม่ถึงขนาดนั้น คือ ชนะน้อยๆหน่อย
เรื่องอื่นๆในชีวิตก็เช่นกัน ถ้าทำเต็มศักยภาพ ก็จะเจอปัญหาคล้ายๆกัน ในการทำความดี ก็เช่นกัน เราคิดว่า การมีเมตตา กรุณา มีน้ำใจ เป็นเรื่องที่ดี แต่แล้วผลกลับไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป ช่วยวิเคราะห์ทางออก วิธีคิด วิธีทำ ให้ฟังสักหน่อยค่ะ ป้าหวานคิดถึง ธรรม ข้อ อุเบกขา เหมือนอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ให้มีอุเบกขา เราต้องวาง จะไปจับ ไปถือ ไปแบกรับทุกเรื่องไม่ได้ อย่างนั้นหรือเปล่าคะ ตรงนี้ ตรงกับเรื่อง ส่วนหาง ที่ป้าหวานเขียนในลานกวนใจ ค่ะ คือ ความห่วงใย ความกังวล ต่างๆนาๆนี้เป็นสื่งที่บางครั้งต้องตัดใจ ต้องตัดสินใจ ทั้งๆที่ไม่อยากทำ ก็ขึ้นกับว่าจะตั้งเป้าไว้ว่าอย่างไรอีก นึกถึง win-win solution ค่ะ
ทำแบบทดสอบแล้วนึกว่าตัวเองฉลาด หงิกๆๆ ฮ่าๆ
สวัสดีครับ
เครื่องมือก็คือเครื่องมือนะครับ มันจะเกิดผลเมื่อหยิบเอาไปใช้ ซึ่งผลก็เกิดบวก กลาง ลบได้ มีเด่นด้อยผสมในตัว ใช้ถูกทางก็ส่งผลดี จริงตัวเลขมันก็อาจจะไม่ได้ขังใครนะครับ เพราะใจเราเองต่างหากบางทีไปเอาค่าตัวเลขมาขังตัวเราเอง เพราะตัวเลขมันก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขสัญลักษณ์เท่านั้น อย่างเกรดเราเมืองไทย 4.00 คือดีเยี่ยม แต่เยอรมัน 1.0 คือดีเยี่ยม 4.0 คือตก ความหมายเป็นไปตามคำนิยามซึ่งไม่ได้หมายความทั้งหมด ผลที่ออกมาก็บ่งชี้ได้แค่ส่วนหนึ่งหรือเสี้ยวหนึ่ง ณ ขณะนั้นครับ เพียงแต่ค่าบ่งชี้นั้นเราจะเอามาพัฒนาตัวเราในทางบวกได้อย่างไร นั่นคือ EQ ที่เราควรนำมาใช้ในการพัฒนาหลังจาก IQ ซึ่งตัวเลขที่ได้จะนำไปสู่การวัดกลุ่มพวกประเภทตามสถิติที่เคยทดลองกันมา คือนักออกแบบจัดประเภทกลุ่มสิ่งของจะพยายามหาทางออกแบบทดสอบให้ใช้ได้ครอบคลุมครับแต่ในความจริงแล้วคนเรามาจากที่แลตลองและองศาที่แตกต่างกัน พื้นฐานต่างๆ กัน มิใช่เรื่องง่ายที่จะออกแบบอะไรให้ครอบคลุมหมด จริงๆไอคิวหรือแซดคิวหรือคิวทั้งหลายที่ใช้วัดศักยภาพตัวเองในด้านต่างๆ นี้ก็มีประโยชน์เยอะเหมือนกันครับ แต่ในแง่ลบก็มีเยอะเหมือนกันครับ เพราะพอเราแบ่งช่วงออกมาที่น่ากลัว อย่างต่ำ ต่ำ ปกติ สูง ยอดมนุษย์ อะไรทำนองนี้มันหวาดเสียวมากๆ เลยครับ จริงๆ แล้วตัวเลขมันก็บ่งบอกปริมาณ แล้วชื่อช่วงมันก็ควรจะเป็นอะไรที่ไม่ทำให้น่าตกใจมาก แต่น่าจะเป็นการบ่งบอกว่าแต่ละช่วงเหมาะกับอะไร แต่ละเทสต์วัดอะไร คุณเบิร์ดเคยบอกว่าแบบทดสอบเด็กจริงๆ เค้าจะไม่บอกคะแนนเด็กแต่จะบอกว่าเด็กมีความพิเศษในด้านใด หากสนใจในเรื่องใด จากฐานที่ทำได้ควรจะเสริมในเรื่องใด ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี
IQ Test สีแดงด้านบนนี้ผมใช้เอาไว้ทดสอบตัวเองปีสองปีครั้ง ก็สนุกดีครับ พบว่าแต่ละครั้งเราไม่ได้จำมาตอบ แต่เราคิดใหม่ แม้ว่าข้อสอบมันอาจจะเป็นชุดเดิมหรือต่างไปในทำนองเดียวกัน มีหลายเหตุปัจจัยต่อผลการทดสอบ ตัวเลขที่ได้มาตอนท้ายเอาไว้สอนตัวเราแต่มันไม่ใช่กรอบในการมากดเราเพื่อบอกว่าเราอยู่ในช่วงใด จะว่าไปมันก็คือทางใครทางมันนะครับ ทำให้ผมนึกถึงข้อสอบวัดความถนัดความเป็นครู ตอนที่ไปสอบตอน ม.ปลาย เข้า ม.ธรรมศาสตร์ ตอนแรกๆ ที่ัยังไม่เคยรู้ว่าข้อสอบพวกนี้ทำอย่างไร ก็ทำช้า มาตอนหลังก็พอเข้าใจก็สนุกมาก วัดหลายๆ ส่วน คงวัดทั้งซีกซ้ายขวาขั้วสมองเลยนะครับ สอบไปหากไม่พิจารณาเกณฑ์อืื่นผมว่าทำได้เยอะหลายๆ ส่วนครับ แต่ผลสอบคือไม่ติดครับ อีกอย่างคือจะบอกว่าเราคิดว่าเราทำได้ แต่ตัววัดอาจจะแปลความอีกอย่าง นั่นคือเราทำได้บนฐานคิดของเราเท่านั้น อิอิ แต่หลักๆ คือการได้ฝึกลับสมองให้คิดอยู่ตลอด การพักผ่อนของสมองผมว่าคือการได้คิด มิใช่คือการไม่คิด
ว่างๆ เอาข้อสอบ EQ มานำเสนอบ้างซิครับ หรือพวก ทดสอบจินตนาการ ทดสอบศักยภาพในการพัฒนาตนเอง หรือข้อสอบการวัดความเข้าใจผู้อื่น และวัดการอยู่ร่วมกันได้กับธรรมชาติ ผมว่าน่าสนใจมากๆ เลยครับ
ขอบคุณสำหรับความเข้าใจค่ะ และป้าหวานเก่งจริงค่ะที่จับสังเกตตัวเองถูกว่าทำไปได้ระยะหนึ่งแล้ว มีเรื่องอื่นแทรกให้คิด ทำให้สมาธิลดลง นั่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งค่ะ การทดสอบที่ดีจึงต้องมีสถานที่เฉพาะเหมาะสม ไม่เหนื่อยเกินไป ไม่มีเรื่องกังวล จนฉุดความสามารถเรา…ส่วนการรับตรงเห็นด้วยกับป้าหวานค่ะ
ป้าหวานถามมันมั่กๆ …เป็นคำถามที่น่าคุยเป็นวงกว้างอย่างยิ่ง
” เมื่อเจอเรื่องขอให้ชนะน้อยๆหน่อย” ควรทำอย่างไร
โดยส่วนตัวจะดูเป็นเรื่อง ๆ ค่ะ แต่มีหลักกว้าง ๆ คือ พิจารณาว่าการขอนั้นเกิดจากอะไร มีความจำเป็นใดหรือเปล่า ถ้าไม่ทำตามจะเกิดอะไรขึ้น ทำตามจะเป็นอย่างไร ชั่งผลดี-เสียให้รอบด้าน แล้วค่อยตัดสินใจ แต่กว่าจะเรียนรู้อย่างที่เล่ามาได้ก็โง่อยู่นานเหมือนกันนะคะ
อย่างการร้องขอหลังไมค์ที่เล่ามาเกิดขึ้นเพราะเกรดกลุ่มนี้ต่ำมาก แล้วเกณฑ์การตัดเกรดคืออิงกลุ่ม ถ้าดึงคะแนนฉีกขึ้นไปคงไม่แคล้วดีหรือเอฟ ไม่มีวิธีใดดีกว่าดึงคะแนนเค้าให้สูงขึ้น เบิร์ดเลือกติวให้ก่อนเพื่อดึงคะแนนให้เข้ากลุ่ม จนถึงเวลาสอบเห็นว่าเค้าทำได้ดีขึ้นแต่ยังเสี่ยงอยู่ จึงตัดสินใจทำข้อสอบไม่ครบ แต่อยู่บนความมั่นใจว่าคะแนนไม่แย่ เพราะไม่อยากให้ตัวเองเศร้า … มันอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็เลือกเพราะไม่อยากทำร้ายใคร แม้แต่ตัวเบิร์ดเองค่ะป้าหวาน
ส่วนเรื่องการทำดี แล้วมีคนว่า …เบิร์ดเห็นด้วยกับอุเบกขานะคะ อุเบกขาเป็นธรรมที่สอนให้เข้าใจถึงสาเหตุการเกิดแล้ววางที่ใจเรา วางเพื่อกระทำด้วยความไม่ขุ่นต่อไป ในอุเบกขาจึงมีทั้งสติ+ปัญญาอยู่ในนั้น เป็นการทันความเคลื่อนไหวข้างนอก เพื่อให้ใจนิ่ง อยู่กับสิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ ได้อย่างสงบนิ่ง ตามจริง ยืดหยุ่น …กว้าง ไม่แคบ…ถ้าเราเข้าใจ ไม่ว่าอะไรก็สามารถทำให้เกิด win-win ได้ทั้งนั้นค่ะ
ชอบเรื่องหางของป้าหวานนะคะ ทำให้เหลียวดูข้างหลังเหมือนกันว่ามีหางอยู่หรือเปล่าหรือดึงหางอะไรอยู่ในมือบ้าง อิอิอิ
ผลที่ได้บอกว่าพี่ฑูรมีความสามารถด้านตรรกแบบไม่ใช้ภาษาในขณะทดสอบเท่านี้ …เท่านั้นเองค่ะ
ความสามารถด้านที่ยกมาให้เล่นเป็นความสามารถที่โยงไปถึงด้านมิติสัมพันธ์ คือความเข้าใจเรื่องแผนที่ โมเดลต่างๆ สังเกตได้ง่ายๆว่าใครมีความสามารถด้านนี้สูงจะชอบเรื่องแผนที่ มิติ ความตื้นลึก … อย่างพี่ฑูรน่าจะมีความสามารถด้านภาษา ความจำ การตัดสินใจ เด่น (อันนี้ละม้ายหมอเดา ดังนั้นความถูกต้องย่อมใกล้เคียงกันค่ะ อิอิอิ) …
แต่เอ ก็ไม่แปลกนี่คะ เพราะพี่ฑูรยังทะเลาะกับ GPS เลย ก๊ากๆๆๆๆๆ
ทดสอบ EQ ดีที่สุดก็คือทดสอบตัวเองว่ามีความสุขดีอยู่หรือไม่ ?
ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ว่าตัวเองมีความสุขดีไหม? ไม่ว่าใช้แบบทดสอบอะไรมาวัด ตัวเองก็ไม่ยอมรับ ?
การศึกษาธรรมะก็เพื่อเรียนรู้ตรงนี้ รู้ว่าตัวเองเป็นทุกข์? เกิดจากอะไร? จะดับทุกข์ได้อย่างไร?……….
ถ้าไม่รู้…….นักจิตฯ ก็จะเข้ามาตรงนี้แหละครับ ?…….. ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ
เอ๊ะๆๆๆๆ จอมป่วนมีความสุขดีอยู่ไหม? เบิร์ดช่วยหน่อยดิ จะไปให้ทดสอบที่เจียงฮาย อิอิอิอิ
อืม แม่นแล้วค่ะ ..ตัวเลขไม่ได้ขังใคร เราต่างหากที่เดินเข้าไปหามัน แต่กว่าจะฉลาดก็โง่อยู่นานเชียว
และถูกต้องแล้วคร้าบที่บอกว่าเครื่องมือก็คือเครื่องมือ อยู่ที่การนำไปใช้และเรียนรู้จากมัน เอาไว้ว่างๆจะนำ EQ มาให้ลองเล่นตามคำขอนะคะ แต่ถ้าสนใจเกี่ยวกับความเข้าใจตัวเอง ความเข้าใจคนอื่น ที่เป็นพหุปัญญาของมนุษย์เก๊าะคลิกตรงลิงก์ที่พี่รุมกอดเอามาฝากและทดลองเล่นได้เลยค่ะ
คุณเม้งชี้ประเด็นเด่นเรื่องการแจ้งผลการทดสอบและการทดสอบซ้ำ ใช่เลยค่ะ เวลาแจ้งผลต้องคำนึงถึงคนที่อยู่รอบข้างผู้รับการทดสอบ เพราะเค้ามีครอบครัว มีโรงเรียน มีสังคม ยังมีคนยืนอยู่ข้างหลังเค้าอีกมากมายจึงควรคำนึงถึงการใช้ชีวิตของเค้าเป็นอย่างมาก (แต่ขำกับคำแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเรียกแต่ละระดับ น่าคิดค่ะ 555) ส่วนการทดสอบซ้ำมักจะทำหลัง 1 ปีเพื่อติดตามความก้าวหน้าหรือความเสื่อมถอยภายหลังการรักษา เนื่องจากนานๆไปเราเก๊าะลืมสิ่งที่เคยเล่นไว้เพราะมีสิ่งเร้า ความรู้ใหม่ๆเข้ามาตลอดทุกวัน จึงกำหนดให้ทดสอบซ้ำหลัง 1 ปี แต่มีบางครั้งที่เป็นกรณียกเว้นก็สามารถทำได้ในเวลาที่สั้นเข้า อย่างหลังประสบอุบัติเหตุที่สมอง (รักษาตัวหายแล้ว)
จริงๆชีวิตเรามีตัวเลขมากมายมาเกี่ยวข้องเนาะ แต่ใจเราวางจากการข้องเกี่ยวนั้นหรือเปล่า…อันนี้น่าสนใจ อิอิอิ
คนเราชอบวัด ชอบเปรียบเทียบ อยากรู้อยากเห็นในเรื่องที่บอกถึงความสามารถด้านต่างๆ และต้องการสิ่งที่จับต้องได้ จึงกำเนิดแบบวัดขึ้นมาเพื่อตอบคำถามสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อตอบแล้วก็ยังต้องมีแบบวัดเพื่อบอกว่ามีการคิดเรื่องอื่นๆอีกนะจ๊ะ ไม่ใช่มีเรื่องเดียว อย่างความภาคภูมิใจในตัวเอง อีคิว เอคิว พีคิว เอสคิว จนสักวันหนึ่งน่าจะถึงแซดคิว
แต่เอ ..ถ้าเราเต็มในตัวเอง การวัดต่างๆคงไม่จำเป็นมั้งคะ? ^ ^
มาแบบตรงพอกันเลยทั้งคุณเม้งกับพี่ตึ๋ง 555
จะต้องทดสอบอันหยัง ? พี่ตึ๋งมีความสุขออก เพราะพี่ตึ๋งให้ความสุขกับคนรอบข้าง…เราไม่สามารถให้ในสิ่งที่ไม่มีได้หรอกค่ะ แต่ถ้าอยากขึ้นมาชร.จะพาไปทดสอบความสุขที่เชียงแสนละกัน ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
แหม พี่ตึ๋งนิยามการทำงานได้ดี๊ดี เข้าท่าค่ะ …เพราะในความคิดเบิร์ดคิดว่านักจิตฯคือคนที่อยู่กับเืพื่อนมนุษย์เพื่อคลี่คลายโจทย์เขาให้ได้ เป็นการทำงานกับจิตใจคนด้วยสมานัตตตา
สมานัตตตา = นำตัวเองเข้าเชื่อมกับผู้อื่น ดังนั้นถ้ามีตัวเองมากจะเชื่อมได้น้อย ถ้ามีตัวเองน้อยเก๊าะเชื่อมได้มาก อิอิอิ
[...] ว่าด้วย IQ Test เรื่องพหุปัญญาของนาย Howard Gardner [...]
หวัดดีจ้าพี่สาว
มาช้าอีกแล้ว ไม่ว่ากันนะ ^_^
ณิชเคยทำแบบทดสอบไอคิวเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำครั้งแรกและครั้งเดียวเลยเพราะเป็นพวกไม่อึด เจอคำถามอะไรมึน ๆ หลาย ๆ ข้อ แล้วทำนาน ๆ นี่ ณิชจอดสนิท แต่ที่สำคัญคือส่วนตัวแล้วไม่ได้ให้ความสำคัญกับไอคิวสักเท่าไหร่ ตัวเลขเยอะก็ใช่ว่าจะรู้สึกฉลาดขึ้น แต่เมื่อกี้แว๊บไปทำแบบทดสอบของการ์ดเนอร์ คะแนนตรรกะนำขาด เหมาะแล้วมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ อิอิ
น่านแหละจ้ะ ประเด็นของบันทึกนี้เลย ได้ตัวเลขมาแล้วยังไงล่ะ?
เชาวน์ปัญญาแม้จะเป็นสมบัติที่มีค่าของตัวเราเอง เพราะให้ประโยชน์แก่ตนอย่างใหญ่หลวง เมื่อใช้ในทางที่ถูกที่ควร และเป็นสิ่งที่ไม่มีใครช่วงชิงไปได้เหมือนทรัพย์สินเงินทองอื่นๆ
แต่สิ่งสำคัญคือควรให้ความใส่ใจกับการพัฒนา เข้าใจ และสนับสนุนให้ใช้เชาวน์ปัญญาในทางที่สร้างสรรค์ให้มากที่สุดดีกว่าเยอะ ดีใจที่น้องณิชเลือกอาชีพได้เหมาะสมกับความถนัดของตัวเองนะจ๊ะ
กระซิบ พี่ก็ไม่ถนัดศิลปะเหมือนกันจ้า..เคยตกวาดเขียนจนอาจารย์ให้เขียนอธิบายว่าทำไมเลยล่ะ 5555 … รอวันที่น้องณิชกลับเมืองไทยอยู่นะเนี่ย
ลองทำดูแล้วได้ 126 เหมือนกันเลยค่ะ และก็ทำไม่ทันเหมือนกัน ทั้งทำและเดาไปได้แค่ 37 ข้อเองค่ะ ข้อท้ายๆ ปวดหัวตึ้บๆ ขนาดเล่นลูกเดาอย่างเดียว ยังเสร็จไม่ทันเลย
จ้ะ นั่นแหละคือข้อจำกัดของ Test ลักษณะนี้ เมื่อเรารู้ทัน ก็จะเห็นว่าตัวเลขคือตัวเลข การจะนำไปใช้อะไรควรบอกว่าได้มาจากไหน ทดสอบด้วยอะไร เพราะแต่ละแบบทดสอบมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน วัดคนละด้านก็มี การให้ความสนใจแค่ตัวเลขอย่างเดียวจึงไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม เกิดเผลอมาใช้ตัดสินคนด้วยคงจะไปกันใหญ่
ไม่ผิดเลยเนาะจ๊ะที่พ่อแม่ผู้ปกครองหรือแม้แต่ตัวเราจะอยากรู้ว่ามีเชาวน์ปัญญาเท่าไร เพียงแต่สิ่งสำคัญคืออย่าลืมว่าควรพัฒนาให้สิ่งที่อยู่กับเรานั้นเป็นไปเพื่อความดีงาม เพื่อสังคม เพื่อสิ่งแวดล้อมจะดีกว่าเยอะ
จะกลับไทยเมื่อไรเอ่ย?