ตัวเลขสอนใจ

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 6:08 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 1945

เคยมีคนถามว่าถ้าเลือกเรื่องราวเล่าให้คนอื่นฟังเพื่อปลอบใจปลุกฝันจะเลือกเล่าเรื่องอะไร พบว่าเรื่องที่ฉายบ่อยสุดคือโคลัมบัส แบนิสเตอร์ อัควา และตัวเลข

เรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเลขเกิดขึ้นเพราะเวลาี่ทำเคส Assertive technique เคยถามคนไข้ว่ามีความเชื่อมั่นในการทำได้กี่เปอร์เซนต์หรือให้คะแนนตัวเองกับพฤติกรรมต่างๆเท่าไร ถึงฉุกใจคิดว่าตัวเลขในแต่ละระดับได้รับจากการประเมินตัวเองของคนไข้ทั้งนั้น แม้แต่ผู้ที่ท้อใจสุดแสนก็ยังมีคำตอบว่า 0

ตัวเลขแต่ละตัวเกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าในตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเองของแต่ละคน และขึ้นลงตามเหตุการณ์ที่เผชิญ แต่สำคัญคือตัวเลขทุกตัวมีความหมายเสมอ

เราอาจเคยให้คะแนนตัวเองเป็น 9 .. 8 หรือ 0 หรือเจ็บปวดเหลือใจกลายเป็นติดลบก็มี … สิ่งที่อยากให้ดูคือลำดับของตัวเลข   - 9 -8 -7 -6 … 0 … 6  7   8  9 จะเห็นว่า ตัวเลขเขียนแบบเดียวกัน แต่อยู่หลังเครื่องหมายต่างกัน ค่าก็ต่างกัน และมีอยู่ตัวเลขหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนค่าเลยคือ 0

สิ่งที่อยากบอก

1. คุณค่าเราไม่เคยเปลี่ยน แต่ที่เปลี่ยนคือสถานที่อยู่  เลข 9 อยู่หลังเครื่องหมาย - ค่าต่างจาก 9 ฝั่งบวก… ดังนั้นในขณะที่เราเจ็บปวดจึงอาจเกิดจากวางใจผิดที่ อยู่ผิดเวลา ผิดสถานการณ์ เหมือนเลข 9 ที่ไปอยู่หลังเครื่องหมายลบ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของเราลดลง

2. ในบางคราวที่คิดว่าชีวิตเป็น 0 …ขอให้ดูตามความเป็นจริงในสิ่งที่ยกมา  จะเห็นว่าเลข 0 ไม่ได้แย่ เพราะเลข 0 เป็นเลขเดียวที่คงค่าเดิมไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปร และมีค่ามากกว่าติดลบเสียอีก

นอกจากคุณค่าตามตัวเลขแล้ว ยังอยากให้ดูถึงตำแหน่งของเลขด้วย เช่นเลข 0 เมื่ออยู่หน้าจำนวนเต็มใด ไม่ได้เพิ่มค่าให้เลขจำนวนนั้น อย่าง 01 02  03  …แต่เมื่อไปอยู่หลังจำนวนเต็มกลับเพิ่มค่าให้เลขนั้นๆได้อย่างมากมาย เช่น 10 20 30…

ในเวลาที่ทดท้อ จึงขอให้มองดูอย่างจริงจังว่าเราอยู่ถูกตำแหน่ง ถูกเวลา เหมาะกับกาลเทศะหรือเปล่า  หรือวางใจถูกที่ถูกทางหรือไม่ …เพราะไม่ว่าจะเป็นเลขใดต่างก็มีคุณค่าและความหมายในตัวเองทั้งสิ้น

มีใครเห็นมุมอื่นจากเรื่องที่เล่าบ้างไหมเอ่ย อิอิอิ ^ ^


29 ความคิดเห็น

  • #1 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 6:49

    บังเอิญตกคณิตศาสตร์มาตั้งแต่ชั้นประถมจนจบ ม.ศ.๕ อิอิ

    แต่ตัวเลขน่าสนใจนะ ๐ มันไม่เปลี่ยนค่าเมื่ออยู่ในที่ของมันหรือมันนำหน้าคนอื่น แต่ ๐ มันมีคุณค่าสำหรับผู้อื่นเมื่อมันอยู่เบื้องหลังเขา เหมือนกับมันเป็นผู้ปิดทองหลังพระ เน๊าะ…

  • #2 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 7:02

    อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึง time and space ของ ไอสไตล์ เขายืนยันว่า สองสิ่งนี้มีความหมายต่อการดำรงอยู่และคุณค่าของสรรพสิ่ง แล้วค่อยขยายความกันนะครับ

  • #3 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 7:13

    ขอบคุณมากค่ะ  ป้าหวานนึกถึง การอยู่ผิดที่ นั้นอาจหมายรวมถึง เราเป็นผู้ถูกกระทำด้วยค่ะ  คือ เกิดจากที่เราทำเองก็ได้  ถูกผู้อื่นกระทำก็ได้ เกิดพร้อมกัน หรือ เกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นได้ ดีจังเลยได้คิดค่ะ
     ขอบคุณค่ะ

  • #4 themiti ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 7:58

    สว้สดีครับ หมอเบร์ดคนเก่ง
    อ่านเรื่องนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเรื่องของการวางจิค ซึ่งก็เหมือนเลข 0 นั่นแหละ
    แล้วจะเข้ามาอีกตรับ ไปทำงานก่อน คิกๆ

  • #5 BM.chaiwut ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 8:02
    • ไม่ค่อยเก็จเรื่องตัวเลข เพียงแต่เข้ามาบอกว่ารูปภาพใหม่ แปลกตาไปจากเดิม…

    เจริญพร

  • #6 มิสเตอร์สะตอฯ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 20:11

    มันเป็นเพียงการสมมติขึ้นเท่านั้นครับ….
    แล้วก็ตีค่ากันไปต่างๆ นานาครับ จนทำให้มนุษย์สร้างความทุกข์ขึ้นมาเพื่อครอบงำมนุษย์เองครับ
    การเรียงศูนย์อยู่หน้าหลังบนล่างตะแคงหรือใน n มิติ ก็ตามมันอยู่ที่การกำหนดและให้ความหมาย
    อาจจะเหมือนหรือต่างกัน เหมือนกันตรงกันเข้าใจกัน ต่างกันเถียงกันถกกันทะเลาะกัน สงคราม…
    เทคโนโลยีเราก็วิ่งตามตัวเลขเหล่านี้ละครับ….

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 21:06
    ขอบคุณทุกความเห็นเลยนะคะ ได้เวลาทยอยตอบ

    พี่ฑูรที่น่ารัก
    ใช่ค่ะ ถ้าไม่มีคนปิดทองหลังพระ องค์พระจะงามทั้งองค์ได้ฤา…ในขณะที่รู้สึกว่าไม่มีคุณค่า แต่แท้จริงอาจมีคุณค่ากับคนอื่นๆอีกมากมาย คนที่รักเรา คนที่เฝ้าดู คอยเอาใจช่วยอยู่เงียบๆ คนที่เรามีหน้าที่ดูแล หรือคน/สังคมที่รอคอยการดูแลไม่ว่าจากใครก็ตาม เลข 0 จึงไม่ใช่แค่ 0 อิอิอิ

    เพียงยื่นมือออกไปกอดคนอื่น…เราก็ไม่มีมือที่จะกอดความเศร้าไว้กับตัวเองแล้วเนาะคะพี่ฑูร ^ ^

  • #8 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 8:32
    โห พี่บู๊ทขา เรื่อง time and space ของท่านหินก้อนเดียวนี่อ่านยากมากๆ เคยจับในห้องสมุดแล้วยอมแพ้เลย

    จดมาได้ท่อนหนึ่ง ด้วยความงงๆและหวังว่าสักวันจะรู้เรื่อง…

    มนุษยชาติเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาล ที่จำกัดทั้งเวลาและสถานที่ เขาค้นพบตัวเอง ความคิด ความรู้สึก ที่แยกออกจากคนอื่นๆ

    สิ่งที่หลอกลวงนี้คือคุกสำหรับเรา แยกเราให้สนใจแต่ความต้องการของตนเอง และความรักของคนใกล้ชิด งานของเราคือ หนีออกจากพันธนาการนี้ ทำใจให้กว้าง รักทุกสิ่ง อาจไม่มีใครทำได้โดยสมบูรณ์ แต่ความพยายามที่จะทำ ย่อมทำให้เราเป็นอิสระและมีความมั่นคง ภายใน

    A human being is part of the whole, called by
    us ‘Universe’; a part limited in time and space. He
    experiences himself, his thoughts and feelings as
    something separated from the rest–a kind of optical delusion of his consciousness. This delusion is a kind of prison for us, restricting us to our personal desires and affection for a few persons nearest us. Our task must be to free ourselves from this prison by widening our circle of compassion to embrace all living creatures and the whole nature in its beauty. Nobody is able to achieve this completely but striving for such achievement is, in itself, a part of the liberation and a foundation for inner security

    จะรอการแลกเปลี่ยนจากพี่บู๊ทด้วยความระทึกเชียวค่ะ อิอิอิ

  • #9 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 8:45
    ป้าหวานขา
    เก่งจริงค่ะ ^ ^
    ทุกสถานการณ์ย่อมมีทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เมื่อเป็นผู้กระทำก็คงไม่กระไรนัก (แต่ควรยั้งใจและสำรวจตัวเอง) แต่ถ้า่ถูกกระทำแล้ววางใจให้ถูก คงไม่เท่าไรเนาะคะ

    การจัดลำดับที่ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ … จะว่าไปก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดลำดับเป็นสิ่งที่พบเจอเสมอในความคิดคำนึง  เพียงแต่อยากให้ทราบต่ออีกนิดว่าทุกจำนวนไม่มีวันสมบูรณ์ถ้าไม่มีเลขครบและทำหน้าที่ตามตำแหน่งของตัวเอง

    ไปปลูกต้นไม้ที่ล่ะปูนกันมั้ยคะป้าหวาน …

  • #10 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 8:52
    พี่หนุ่มที่คิดถึง
    การวางจิตเหมือนเลข 0 …โห เด็ดขาดมากค่ะ
    เหมือนอย่างไร รอคำอธิบายค่า อิอิอิ
  • #11 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 8:55
    กราบหลวงพี่ค่ะ

    สิ่งเดียวกัน ปรับมุมมอง..ย่อมแตกต่าง

    สาธุ ๆ ๆ  กราบสามครั้งค่า (อิอิอิ)

  • #12 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 8:58
    คุณเม้ง ^ ^

    แม่นแล้วค่ะ..สุดท้าย ทุกอย่างคือสมมุติ ทะเลาะกันจะเป็นจะตาย งอแงง่องแง่งกันตลอดมาก็เพราะติดกับสมมุติ แถมติดแบบไม่รู้ตัวว่ากอดอัตตาแน่นเหนียว จึงไม่จบไม่สิ้นสักที

    เมื่อ “ตื่น” และ “รู้” พลัน..ทุกสิ่งนั้น ล้วน”มายา” เนาะคะ

    ฮี่ฮี่ฮี่

  • #13 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 11:54

    ชอบ ของเขียนนี้ของ ไอน์สไตล์ จริงๆเลยค่ะ  ป้าหวานไปอยู่ไหนมาก็ไม่รู้  อิอิอิ
    ขอบคุณน้องเบริ์ด ขอบคุณโอกาสที่ได้พบ ลานปัญญา และ ทุกท่านที่นี่ค่ะ

  • #14 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2009 เวลา 21:20
    ป้าหวานขา

    ท่านหินก้อนเดียวท่านแจ่มนักค่ะ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่พูดชัดว่าพุทธศาสนาคือสิ่งเยี่ยมยอดที่สุด…คำพูดลือลั่นของท่านที่คุ้นกันอยู่คือ

    Imagination is more important than knowledge. Knowledge is limited. Imagination encircles the world.  จินตนาการสำคัญกว่าความรู้  ความรู้มีข้อจำกัด จินตนาการกว้างไกลไร้ขีดจำกัด..เรามักมุ่งเน้นแค่ส่วนแรก แต่ลืมว่าท่านไอน์ฯไม่เคยบอกเลยว่าไม่มีความรู้ ดังนั้นจึง “ควรมีทั้ง 2 อย่าง”

    ป้าหวานเคยได้ยินคนเถียงกันเรื่องไก่เกิดก่อนไข่หรือไข่เกิดก่อนไก่บ้างมั้ยคะ  ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องไก่-ไข่ เบิร์ดจะนึกถึงโกอานของเซน เพราะท่านตอบคำถามนี้ไว้ว่า “ไก่ก็คือไข่” …จบเลย อิอิอิ

    วันนี้ค่อนข้างมึนเลยพาป้าหวานลงที่ไก่กับไข่ได้ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ แฮ่ๆๆ

  • #15 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 1:15

    ขอบคุณค่ะ  ป้าหวานยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับท่านหินก้อนเดียวในด้านนี้เลยค่ะ ถึงได้ว่า ป้าหวานไปอยู่ไหนมา
    เคยได้ยินแต่เรื่อง อะตอม  พลังงาน  เฮ้อ..เชยจัง  จะไปหาอ่านเพิ่มเติมนะคะ
    แหม  ไก่ กับ ไข่ ก็เพิ่งทราบ วันนี้  ลึกซึ้งยิ่งนัก…
    ลืมตอบ…อยากไปร่วมปลูกต้นไม้ นักเจ้า แต่บ่ค่อยกล้าฝันเจ้า  ทุกวันนี้ยังไม่ได้ไปไหนนอกจากไปตลาด  อิอิอิ

  • #16 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 6:00
    อีกด้านของท่านหินก้อนเดียวค่ะป้าหวาน

    Albert Einstein’s speech

    “The religion of the future will be a cosmic religion.It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity.

    Buddhism answers this description.If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism.”

    (May 19th, 1939, Albert Einstein’s speech on “Science and Religion” in Princeton, New Jersey, U.S.A.)

    แปลแบบไม่มีสุนทรีย์คือ “ศาสนาแห่งอนาคตกาลควรเป็นศาสนาสากล นำพามนุษย์ก้าวผ่านพระเจ้าที่มีตัวตน คำสอนแบบสิทธันต์ (แบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และเทววิทยา (คืออ้างเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นควรครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตวิญญาณ จึงควรมีรากฐานอยู่บนจิตสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือธรรมชาติและการเติบโตทางจิตวิญญาณอย่างมีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ — ถ้าจะมีศาสนาใดที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา”

    อีกเรื่องค่ะ

    ในห้องเรียนวันหนึ่ง ไอสไตน์ถามนักเรียนว่า
    ” มีคนซ่อมปล่องไฟสองคน กําลังซ่อมปล่องไฟเก่า
    พอพวกเขาออกมาจากปล่องไฟ
    ปรากฏว่า คนหนึ่งตัวสะอาด
    อีกคนตัวเลอะเทอะ เต็มไปด้วยเขม่า
    ขอถามหน่อยว่า คนไหนจะไปอาบน้ำก่อน ”

    นักเรียนคนหนึ่งตอบว่า
    ” ก็ต้องคนที่ตัวสกปรกเลอะเขม่าควันสิครับ ”

    ไอสไตน์ พูดว่า
    ” งั้นเหรอ คุณลองคิดดูให้ดีนะ
    คนที่ตัวสะอาด เห็นอีกคนที่ตัวสกปรกเต็มไปด้วยเขม่าควัน
    เขาก็ต้องคิดว่าตัวเองออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน
    ตัวเขาเองก็ต้องสกปรกเหมือนกันแน่ๆเลย
    ส่วนอีกคน เห็นฝ่ายตรงข้ามตัวสะอาด ก็ต้องคิดว่า
    ตัวเองก็สะอาดเหมือนกัน
    ตอนนี้ ผมขอถามพวกคุณอีกครั้งว่า
    ใครที่จะไปอาบน้ำก่อนกันแน่ ”

    นักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า
    ” อ้อ ! ผมรู้แล้ว พอคนตัวสะอาดเห็นอีกคนสกปรก
    ก็นึกว่าตัวเองต้องสกปรกแน่ แต่คนที่ตัวสกปรก
    เห็นอีกคนสะอาด ก็นึกว่าตัวเองไม่สกปรกเลย
    ดังนั้นคนที่ตัวสะอาดต้องวิ่งไปอาบน้ำก่อนแน่เลย
    ….. ถูกไหมครับ….”

    ไอสไตน์มองไปที่นักเรียนทุกคน นักเรียนทุกคน
    ต่างเห็นด้วยกับคําตอบนี้
    ไอสไตน์ ค่อยๆพูดขึ้นอย่างมีหลักการและเหตุผล
    ” คําตอบนี้ก็ผิด ทั้งสองคนออกมาจากปล่องไฟเก่าเหมือนกัน
    จะเป็นไปได้ไงที่คนหนึ่งสะอาด อีกคนหนึ่งจะสกปรก
    นี่แหละที่เขาเรียกว่า ” ตรรก ” ”

    เมื่อความคิดของคนเราถูกชักนําจนสะดุด
    ก็จะไม่สามารถแยกแยะและหาเหตุผล
    แห่งเรื่องราวที่แท้จริงออกมาได้ นั่นคือ ” ตรรก ”

    จะหาตรรกได้ก็ต้อง กระโดดออกมาจาก
    ” พันธนาการของความเคยชิน ”
    หลบเลี่ยงจาก
    ” กับดักทางความคิด ”
    หลีกหนีจาก
    ” สิ่งที่ทําให้หลงทางจากความรู้จริง ”
    ขจัด
    ” ทิฐิแห่งกมลสันดาน ”

    จะหา ตรรก ได้ก็ต่อเมื่อ คุณสลัดหมากทั้งหมด
    ที่คนเขาจัดฉาก วางล่อคุณไว้ …

    พุทธมีกาลามสูตรให้เราได้ฝึกฝนและฝึกฝืนเนาะคะ

    จะรอป้าหวานมาช่วยกันปลูกต้นไม้ค่า ^ ^

  • #17 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 7:17

    I love you

  • #18 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 9:45
    อมยิ้มแต่เช้าเลยค่ะป้าหวาน แหมถ้าเป็นผู้ชายนะ อิอิอิ

    เล่าประวัติเลขฐานสิบเพื่อป้องกันการลืมเลือนดีกว่าค่ะ แต่ก่อนนู้นเรามักจะเขียนเลขแบบโรมันคือ I II III IV …X ฯลฯ  (จริงๆมีเลขหลายระบบมากตั้งแต่บาบิโลเนียน กรีก จีน เขมร ญี่ปุ่น แต่โรมันจะคุ้นกันกว่า)

    I หรือ i มีค่าเท่ากับ 1
    V หรือ v มีค่าเท่ากับ 5
    X หรือ x มีค่าเท่ากับ 10
    L หรือ l มีค่าเท่ากับ 50
    C หรือ c มีค่าเท่ากับ 100
    D หรือ d มีค่าเท่ากับ 500
    M หรือ m มีค่าเท่ากับ 1000

    จะเห็นว่าไม่มีเลข 0 นะคะ ไม่มีทศนิยมด้วย อย่างจะเขียน 2009  = MMIX = 2000+9

    เจ้าเลข 1 2  3…ที่เราคุ้นเคย เคยถูกเรียกว่าเลขอารบิก  เพราะเชื่อว่ามาจากทางอียิปต์ที่คิดค้นอักษรอารบิก  แต่แท้ที่จริงกำเนิดจากชนเผ่ามายาประมาณ 1000 ปีก่อนนู้น แต่ชาวยุโรปรู้จักอินเดียก่อนมายาจึงคิดว่าอินเดียเป็นผู้คิดค้นเลข 0  เลขอารบิกจึงถูกเรียกใหม่ว่าฮินดู-อารบิก

    การที่ชาวอินเดียรู้จักกับเลข 0 ได้ลึกซึ้ง ส่วนหนึ่งก็มาจากความเชื่อทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็น พราหมณ์ ฮินดู หรือพุทธ ต่างก็พูดถึงความว่างเปล่าหรือสุญญตา (จิตของพี่หนุ่ม#4 )

    นอกจากนี้ชาวอินเดียยังเป็นอารยธรรมแรกๆ ที่มีการใช้จำนวนขนาดมหาศาลด้วยสิคะ อย่างเช่น เทพเจ้า 330 ล้านองค์ หรือในหนังสือรามายณะพูดถึงกองทหารจำนวน 1 ตามด้วย 0 ถึง 62 ตัว… หรือแม้แต่ความเชื่อเรื่องกลียุคที่กินเวลายาวนานถึง 432,000 ปี จำนวนเหล่านี้จะบันทึกไม่ได้เลยถ้าไม่มีเลข 0 รวมทั้งสมัยนั้นมีการก่อสร้างมากมาย สถาปนิกจึงต้องการ การคำนวณที่ชัดเจน ง่ายและถูกต้องที่เลขโรมันให้ไม่ได้  จึงคิดค้นเลขฐาน 10 ขึ้น .. 0 เก๊าะเลยเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นมา

    เลข 0 มีสองหน้าที่ตามหลักการของคณิตศาสตร์ คือทำหน้าที่เป็นตัวระบุตำแหน่ง เช่น 1 ต่างจาก 10 , 5 ต่างจาก 500 กับเป็นตัวแทนจำนวนจริงๆคือความไม่มี เช่น 35 - 35 = 0

    ในโลกของ 0 จึงไม่ใช่เวิ้งว้างว่างเปล่า..แต่มีเรื่องราวมากมายนะคะป้าหวาน ^ ^

  • #19 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 15:06

    เรื่องเลขนี่ไม่ถนัด  ต้องไปถามพวกบ้าหวย ใบ้หวย จ๊ากกกกกกกกกกกส์

  • #20 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 15:53
    พ่อขา
    55555  ฮิ้วววววววววว อิอิอิ

    คนไทยแปลกที่สุดเชียวค่ะ เวลาเรียนเลขนี่ไม่ถนัดกันเลย แต่เวลาแทงหวยล่ะคิดคล่องกันนัก จะพลิกคว่ำพลิกหงายแทงบนแทงล่างออกกลางตลอดตัวยังไงก็ดักได้ แม้แต่หมู 8 ขา กิ้งก่า 7 หางหรือทะเบียนรถ เลขห้องพักก็ไม่เว้นวายสิน่า แต่ไม่เคยนำมาสอนใจกันอย่างจริงจังซักที

    จริงๆอาจารย์สอนเลขน่าจะลองศึกษากลวิธีของอาจารย์ดังๆเวลาให้เลขดูนะคะ อาจได้เทคนิคดีๆไปก็ได้ ว่าการกระตุ้นต่อมอยากของคนนั้นมันเวิร์คนะตัวเอง  อิอิอิ 5555555666666666677777777

  • #21 pukaorchid ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 18:48

    ตามมาอ่าน หมอเบริด์เวลานอน  ระวังหนังสือทับนะ  อิอิอิ…

  • #22 nothing ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2009 เวลา 23:51

    สวีดัสครับคุณเบิร์ด

    ในบรรดาตัวเลขทั้งหมดผมชอบเลขศูนย์ครับ ก็เพราะศูนย์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง (ซึ่งติ๊ก ชิโร่ บอกรักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ซึ่งผมไม่เชื่อ อิอิ) ศูนย์เป็นจุดเริ่มต้นของตัวเลขอื่นๆ  เวลาวาดกราฟก็ต้องเริ่มต้นที่ศูนย์  แล้วอย่างนี้ไม่ให้รักศูนย์ได้อย่างไร เนอะ

    พูดถึงเรื่องเลขศูนย์  ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งได้ เคยซื้อมานานแล้ว  นับถึงตอนนี้ก็นอนเรียบร้อยอยู่บนชั้นหนังสือ คงนอนรอว่าเมื่อไรเจ้าของจะเปิดอ่านบทแรกซักที(วะ)

    หนังสือเล่มนี้ชื่อ “วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑  ศูนย์ หนึ่ง เก้า” ครับ  ประเด็นก็คือ เจ้า ศูนย์ หนึ่ง เก้า นี่แหละครับมันหมายถึงอะไร ไหงมาต่อท้ายชื่อหนังสือให้ยืดยาว  และแล้วผมก็พบคำตอบครับ  คำตอบอยู่ที่คำโปรยปกหลังนี่เอง ว่าแล้วก็ขอคัดลอกมาให้อ่านครับ…


    ศูนย์ หนึ่ง เก้า
    ศูนย์
    คือ สุญญตา หรือความว่าง
    หนึ่ง คือ ความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งหมด
    เก้า คือ ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ

    ถ้าฮัมเพลง ๐๑๗ เมื่อใดก็เป็นระลึกถึงความว่าง
    ความเป็นหนึ่งเดียวกัน และความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ
       เมื่อมนุษย์เข้าสู่กระแสธรรมมากขึ้น บทเพลงแห่งชีวิต
    อันหลากหลายก็จะดังมากขึ้น และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ให้โลกทั้งโลก
    กระหึ่มด้วยบทเพลงแห่งชีวิต ชีวิตที่ไปพ้นจากการยึดมั่นในความเห็นแก่ตัว
    ชีวิตที่เป็นอิสระ ที่เป็นสุข และมีเมตตาอันไพศาล สามารถอยู่ร่วมกันด้วยสันติ
    เป็นบทเพลงที่บรรเลงเพื่อฉลองชัยชนะของมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑
    ที่สามารถหลุดพ้นจากอวิชชา คือความหลงในตัวตน ไปสู่ความเป็นมนุษย์
    ที่สมบูรณ์ทั่วกันทั้งโลก เป็นโลกเดียวกันที่เจริญ หรือโลกาภิวัตน์ศรีอาริยะ


    แสดงว่าศูนย์นี่มีความหมายมากมายเลยนะครับ มัวแต่สนเลขศูนย์ ไม่สนใจเลข หนึ่ง กับเก้าบ้างหรือครับ อิอิ

    ธรรมสวัสดีครับ

    ป.ล. ว่าแล้วผมก็เอาหนังสือเล่มที่ว่านี้ไปซุกไว้ให้เรียบร้อยที่เดิม  โดยไม่ได้เปิดอ่านเลยสักหน้า 55555

  • #23 cinshy ให้ความคิดเห็นเมื่อ 25 พฤษภาคม 2009 เวลา 4:15

    ณิชหายจากลานไปหลายยยยวัน คืนนี้แวะเข้ามาเจอรูปพี่สาวรูปใหม่น่ารักเชียว ^ ^ … เกี่ยวอะไรกับตัวเลขมั้ยเนี่ย อิอิ

  • #24 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 25 พฤษภาคม 2009 เวลา 18:41
    พี่ภูคาที่คิดถึง

    ไม่ทับค่ะ เพราะกองกับพื้นเต็มหมดเลย อิอิอิ

    น้องฮิตาชิของพ่อครูฯสบายดีนะคะ คนข้างกายยังใจดี สวยใสเหมือนเดิมหรือเปล่าน้อ

  • #25 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 25 พฤษภาคม 2009 เวลา 19:40
    คุณทำอาวุธที่คิดถึงอย่างยิ่ง และน้องณิชที่น่ารักเหลือใจ แปะไว้ก่อนนะคะ ขอลุยงานด่วนก่อน แต่จะมาตอบแน่ๆค่ะเพราะเลข 019 นี่น่าสนใจ อิอิอิ ระวังเหอะเกิดออกงวดนี้ขึ้นมานะ คุณทำอาวุธอาจจะโดนแป้งโปะแล้วถูๆๆๆหาเลข ฮี่ฮี่ฮี่
  • #26 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:31

    ขอโทษที่ป้าหวานเพิ่งมาอ่านต่อนะคะ  โอ้โห  มหํศจรรย์ กับ ความคิด ตั้งแต่ 1000ปี ก่อน ค.ศ. .คนในยุคนั้นช่างคิดค้น จริงๆ  และ ความสัมพันธ์ทางด้านจิตวิญญาณกับคณิตศาสตร์ ก็น่าทึ่ง  แท้จริงความคิดมนุษญ์นี้ต่างหากที่กว้างใหญ่  ลึกล้ำ เป็นไม่มีที่สิ้นสุด

    ขอบคุณน้องเบิร์ดอีกครั้ง  

    คุณ Nothing ว่าไม่เชื่อ รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง  ป้าหวานว่า มีจริงทำได้  แต่จะทำได้เมื่อคนคนนั้น ยอมเปลี่ยนแปลง อิอิอิ  รักเป็นอารมณ์ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป  แต่รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงคือ รักที่ไม่ยอมตาย
    จบแล้วเกิดใหม่ ลดแล้วเพิ่ม หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น ยอมเปลี่ยนบางอย่างเพื่อความรักอยู่เสมอ หมุนเวียนไป ไม่หมด ไม่จบ จึงคล้าย รัก ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เพราะ รักวันเติมวัน ค่ะ  

  • #27 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2009 เวลา 20:09
    ได้เวลาแว้บมาลุยต่อ

    คุณทำอาวุธที่คมเสมอมา

    ถ้าเราฮัมเพลง 019 เพื่อความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของมนุษยชาติกันทั้งหมดก็คงดีนะคะ ทำยังไงให้เมโลดีนี้กระหึ่มใจน้อ

    เอาอันนี้มาฝาก ในทางพุทธศาสนามีคำกล่าวว่า “พระปิดทวารทั้ง 9” มีความหมายว่าปิดทวารทั้ง 9 ไม่ให้สิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งอกุศลมารบกวนทั้งกายใจ สิ่งที่พุ่งเข้าทางทวารทั้ง 9 คือ ตาสอง หูสอง จมูกสอง ปากหนึ่ง ช่องปัสสาวะหนึ่ง ทวารหนักหนึ่ง

    เป็นอีกความหมายของเลข 9 ค่ะ ^ ^

    มาเลข 1 กันมั่ง … 1 เป็นเลขที่คนต้องการมากที่สุดถ้าหมายถึงลำดับที่ แต่มีคนต้องการน้อยที่สุดถ้าหมายถึงเงิน แปลกดีเนาะคะไหงผกผันกันอย่างนั้นก็ไม่รู้ แม้แต่เป็นเงินล้านก็เหอะน่าในระดับหลักเดียวกัน 1 ล้านมีฟามหมายน้อยกว่า 9 ล้านสิเหมอ …

    ส่วนรักไม่ยอมเปลี่ยนแปรเหมือนเลข 0 นั้นป้าหวานมาแซวไว้แย้ว ฮี่ฮี่ฮี่

    นอกจาก 019 แล้ว ยังมีเลขเด็ดก่อนหน้านี้อีกนะคะ 120 ไง ที่มีค่ามากขนาดแลกเป็นตำแหน่ง เงินทอง หรือประเทศได้เลย…ค่ามากจนบางขณะคนก็ยอมติดสอยห้อยตาม และบางคราวก็น่า ยี้ อิอิอิ

    มีหลายๆตัวเลขที่คนไทยควรสอนใจตัวเอง ทั้งดีและไม่ดี ซึ่งจดจารไว้ชั่วลูกหลานได้ถ้ารู้จักและเข้าใจเนาะคะ

  • #28 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2009 เวลา 20:16
    น้องณิชจ๋า ไผว่าไม่เกี่ยวกับตัวเลข พี่น่ะอยู่ในวัยที่ฝรั่งเรียกว่าเริ่มต้นชีวิตเลยนะเนี่ย พอดีเป๊ะเลย 55555555
  • #29 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2009 เวลา 20:52
    ป้าหวานขา
    ป่านนี้คุณทำอาวุธอายม้วนไปแล้ว อิอิิอิ

    ดั้งเดิมเราสื่อด้วยภาพ จากภาพถึงมีสัญลักษณ์ แล้้วเป็นอักษรต่างๆ จากอักษรก็มาเลขเพราะเมื่อมีการแลกเปลี่ยนหรือบันทึกเรื่องราวสะดวกกว่าเยอะ

    จะเห็นว่าขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม หรือเรียกรวมๆว่าอารยธรรม ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ตอบสนองความต้องการของคนทั้งนั้น และต่างก็เสื่อมสลายและดับลงตามกาลนะคะ…ไม่มีอะไรจีรังเลย เราต่างหากที่ให้ความสำคัญและยึดถือแนบแน่นไว้ไม่คลายมือ 

    แม้แต่แก้วที่แตกก็ยังกำไว้แน่น จึ่งเจ็บปวดมิสร่างซา…..

    ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาคุยด้วยอย่างน่ารักเสมอมานะคะ ^ ^


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.372633934021 sec
Sidebar: 0.133770942688 sec