กลไกการป้องกันตัวเอง

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 19 เมษายน 2009 เวลา 20:46 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 3195

ใครที่เรียนจิตวิทยาคงคุ้นเคยดี  เพราะมนุษย์ทุกคนมีกลไกการป้องกันตัวเองทั้งนั้น  …ผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังคนแรกคือ ซิกมันด์ ฟรอยด์ บิดาแห่งทฤษฎีจิตวิเคราะห์

กลไกการป้องกันตัวเอง ( Defense Mechanism) ไม่ใช่ความผิดปกติ เพราะ เป็นการปรับตัวของ Ego ( 1 ในโครงสร้างทางจิตใจ มีหน้าที่จัดการ ประนีประนอมแรงผลักดัน ความต้องการต่างๆ กับ ระเบียบ ความถูก-ผิด ข้อจำกัดจากสภาพข้อเท็จจริงภายนอก) เพื่อให้จิตใจกลับสู่ภาวะสมดุล

แต่ ถ้าใช้กลไกทางจิตแบบเดิมๆอยู่เสมอ วนเวียนจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิด ไม่มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ หรือไม่เหมาะสมตามวัย ก็มักจะก่อให้เกิดปัญหาหรือจิตพยาธิสภาพตามมาได้ค่ะ

ถึงเวลามารู้จักกลไกการป้องกันตัวเองกันแล้วนะคะ ว่ามีกี่แบบ อะไรบ้าง…พิมพ์นิยมของกลไกการป้องกันตัวเองมีดังนี้ค่ะ

1. กลไกการป้องกันตัวเองที่มีวุฒิภาวะ ( Mature Defenses ) เป็นระดับสูงที่สุด ถือว่าถ้าใช้กลไกกลุ่มนี้แล้วจะนำไปสู่การปรับตัว และมีสุขภาพจิตดี ซึ่งตามความเป็นจริงกลไกเหล่านี้ก็มีส่วนเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือนความรู้สึกอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เมื่อใช้แล้วผลที่ได้มักก่อให้เกิดศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจแห่งตนก็เลยหยวนๆว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดในทั้งหมด มีอยู่ 9 อย่าง แต่จะยกมาเป็นน้ำจิ้มแค่ 3 คือ

ก. การทดเทิด ( Sublimation ) หมายถึง  เปลี่ยนความรู้สึกหรือแรงผลักดันให้เป็นรูปแบบที่สังคมยอมรับ  เช่น นายดำชอบความรุนแรง ก้าวร้าวเลยไปเรียนชกมวย  หรือกระเทยมักมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่โดดเด่น เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคม

ข. การกดระงับ ( Suppression ) หมายถึง  จัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยการใช้วิธีเก็บปัญหาเอาไว้ก่อน ฝากไว้ในระดับจิตสำนึก  เช่น  กังวลใจหลังสอบ เพราะรู้สึกว่าทำไม่ได้ แต่บอกกับตัวเองว่าถึงกังวลไปก็ทำอะไรไม่ได้ รอผลสอบออกมาแล้วค่อยมาว่ากันอีกที

ค. อารมณ์ขัน ( Humor ) หมายถึง การใช้อารมณ์ขันเพื่อแสดงความรู้สึกหรือความคิดออกมา โดยที่ตนก็ไม่รู้สึกอึดอัด และเป็นผลดีต่อผู้อื่น บางครั้งความตลกขบขันก็ช่วยผ่อนคลายสถานการณ์และทนต่อสภาพที่น่าหวาดกลัวได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างก็เช่นพี่ฑูร อัยการชาวเกาะผู้น่ารัก หรือพี่ตึ๋งจอมป่วนของเราไงคะ

ที่เหลือก็มี การคาดการณ์ ( Anticipation ) , การเห็นประโยชน์ผู้อื่น ( Altruism ) , การยืนหยัดด้วยตัวเอง ( Self - Assertion ) , การบำเพ็ญตบะ ( Ascetism ) , การเป็นสมาชิก ( Affilliation ) ,  และ การสังเกตตัวเอง ( Self - Observation )

2.  กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคประสาท ( Neurotic  Defenses ) เป็นกลไกทางจิตที่ปรับตัวไม่ดีเท่ากลุ่มแรกและมักทำให้เกิดความไม่สบายใจบางอย่าง โดยเฉพาะอาการของโรคประสาท  มีอยู่ 14 ชนิด ยกมาเสริฟแค่ 3 พอค่ะ

ก. การเก็บกด ( Repression ) หมายถึง  เก็บกดความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการที่ตนเองยอมรับไม่ได้ไว้ในระดับจิตไร้สำนึก ผลของการเก็บกดคือ “ลืม”  เช่น  ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเคยถูกข่มขืนตอนอยู่ชั้นประถมฯ จนกระทั่งได้อ่านไดอารี่ของแม่

ข. การเคลื่อนย้าย ( Displacement ) หมายถึง  การเปลี่ยนเป้าหมายที่ีตนเองเกิดความรู้สึกไปยังที่อื่น ซึ่งมีผลเสียน้อยกว่า  เช่น  ถูกหัวหน้าตำหนิรู้สึกโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ กลับมาฉุนเฉียวกับคนที่บ้าน

ค. การใช้เชาวน์ปัญญา ( Intellectualization ) หมายถึง  หันเหความสนใจไปสู่การใช้ความคิด ปรัชญาต่างๆ เพื่อเลี่ยงการเผชิญกับสิ่งที่ไม่สบายใจ  เช่น ศูนย์หน้าทีมฟุตบอลที่แพ้ หลีกเลี่ยงความรู้สึกว่าตนเองแย่ โดยการหันมาสนใจรายละเอียดเรื่องการวางแผนและขั้นตอนที่บกพร่อง กลไกอันนี้ความจริงเป็นสิ่งดี แต่มีทางแพร่งที่อาจทำให้เป๋ค่อนข้างเยอะเลยถูกจัดให้เป็นกลุ่มรองลงมา ไม่ใช่ดี 1 ประเภท 1 55555555555

ที่เหลือก็เช่น การกระทำที่ตรงกันข้าม ( Reaction - Formation ) , การปลดเปลื้อง ( Undoing ) , การกำหนดรู้ภายนอก ( Externalization ) ,  การยับยั้งจุดหมาย ( Aim Inhibition ) , การแตกแยก ( Dissociation ) , การแยกอารมณ์ ( Isolation of Affect ) , การควบคุม ( Controlling ) , การให้ความสำคัญทางเพศ ( Sexualization ) การแปรเปลี่ยน ( Conversion ) , การเลียนแบบ ( Identification ) และ การทำให้เป็นสัญลักษณ์ ( Symbolization )

3. กลไกป้องกันตนเองแบบไม่บรรลุวุฒิภาวะ ( Immature  Defenses ) เป็นกลไกที่นำไปสู่ความไม่สบายใจอย่างรุนแรงและมักก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่นด้วยสิคะ มีประมาณ 19 ชนิด ยกมา 3 เหมือนกัน อิอิอิ

ก. การปฏิเสธ ( Denial ) หมายถึง  หลีกเลี่ยงการรับรู้ความเป็นจริงที่ทนรับไม่ได้โดยปฏิเสธการรับรู้  เช่น  แพทย์แจ้งว่าเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยไม่เชื่อและไม่สนใจในสิ่งที่แพทย์แนะนำ

ข. การโทษผู้อื่น ( Projection ) หมายถึง  การโยนความรู้สึกหรือความต้องการที่ตนเองรับไม่ได้ให้เป็นของผู้อื่น  เช่น ไม่ชอบหัวหน้างาน แต่เกิดความรู้สึกว่าหัวหน้างานกลั่นแกล้ง ไ่ม่ไว้ใจตนเอง หรือนักเลงสนุ้กเกอร์เล่นแพ้บอกว่าเป็นเพราะสักหลาดชื้นและฝืดเกินไปทำให้ลูกไม่วิ่ง

ค. การหาเหตุผลเข้าข้างตน ( Rationalization ) หมายถึง  การหาสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลมาอธิบายความคิด หรือการกระทำของตนเองที่จิตใจยอมรับไม่ได้  บางครั้งก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอาไว้ไม่ให้เสียหน้าหรืออับอาย เช่น  ผู้หญิงที่ไม่ยอมแต่งงาน บอกกับเพื่อนว่า อยู่คนเดียวสบายใจกว่า ชีวิตแต่งงานไม่เห็นมีความสุขอะไรเลย ^ ^ … กลไกการป้องกันตัวข้อนี้มีชื่อเล่นว่า”แถ” ค่ะ เพราะบางทีฟังแล้วข้างๆคูๆชอบกล

อย่างอื่นก็เช่น การทำให้คุณค่าลดลง ( Devaluation ) , ความยิ่งใหญ่ ( Omnipotence ) , เพ้อฝัน ( Fantasy ) , การแบ่งแยก ( Spiltting ) , การพุ่งเข้าหาตัวเอง ( Introjection ) , การถดถอย ( Regression ) , การบ่นว่าไม่มีใครยอมช่วยเหลือ ( Help - Prejecting Complaining หุหุหุ )  ฯลฯ

4.  กลไกการป้องกันตัวเองแบบโรคจิต ( Psychotic Defenses ) หึหึหึ  เป็นกลไกแบบต่ำสุด เมื่อใช้แล้วมักทำให้เกิดการปฏิเสธและบิดเบือนความจริง มี 3 แบบ คือ การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ), การปฏิเสธแบบโรคจิต ( Psychotic Denial ) และการบิดเบือนแบบโรคจิต ( Psychotic Distortion ) แต่ยกมาอธิบายเพียง 1 คือ….

การโทษผู้อื่นแบบหลงผิด ( Delusional Projection ) หมายถึง การใช้กลไกแบบโทษผู้อื่น อย่างรุนแรงจนเกิดการสูญเสียการทดสอบความจริง และมีอาการหลงผิดร่วมด้วย เช่น ผู้ป่วยคิดว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญยิ่งใหญ่จนมีคนลอบสังหาร และติดตามตัวเขาได้เนื่องจากมีผู้กระจายข่าวอยู่ในปาก … ^ ^

ตัวอย่างการใช้กลไกการป้องกันตัวเองจนเป็นนิสัยและอาจเกิดปัญหา

1. Repression เก็บกด…ใช้บ่อยๆจะกลายเป็นคนขี้ลืม และไม่รู้จักการแก้ไขปัญหา

2. Fantasy เพ้อฝัน…ใช้บ่อยๆจะทำให้เป็นคนเฉื่อยชา ไม่ขวนขวาย

3. Rationalization …การอ้างเหตุผล (แถ)  ถ้าใช้บ่อยๆจนชินมีโอกาสพัฒนาเป็น Projection (โทษผู้อื่น) ได้ง่ายดายมากค่ะ

4. Displacement …การเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่สิ่งที่มีผลเสียน้อยกว่า  กลไกชนิดนี้มักพบบ่อยในผู้ป่วย Phobic  Neurosis( โรคประสาทกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่สมเหตุผล)

5. Projection… โทษผู้อื่น  ใช้บ่อยๆจะก้าวร้าว ไม่รู้จักแก้ไขปัญหา ขาดความรับผิดชอบ  สุกเอาเผากิน

จะเห็นว่ากลไกการป้องกันตัวเองมีทั้งด้านบวกและด้านลบ  และบางครั้งก็ใช้ร่วมกันได้มากกว่า 1 แบบ / 1 สถานการณ์

ด้านบวก คือ…ทำให้จิตใจหายวิตกกังวล

ด้านลบ คือ…ส่วนใหญ่ ไม่ได้ช่วย แก้ไขปัญหา…แถมถ้าใช้บ่อยๆจนเป็นนิสัย จะกลายเป็นปัญหาอย่างมากตามมาได้

ดังนั้น รู้ทันมันนะคะ  ถ้าสำรวจพบว่าใช้กลไกการป้องกันตัวเองที่ไม่ค่อยเหมาะสมบ่อยๆก็พยายามลด ละ เลิก เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาวค่ะ

เรื่องร้อนๆในสังคมตอนนี้

ดูดีๆก็มีกลไกการป้องกันตัวเองเพียบเลยนะคะ ฮี่ฮี่ฮี่

************************************************

* ข้อมูลจากหนังสือจิตเวชศาสตร์ รามาธิบดี  ตำราจิตเวชเด็กและวัยรุ่นเล่ม 2  และตำราจิตเวชศาสตร์

** ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต


19 ความคิดเห็น

  • #1 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 เมษายน 2009 เวลา 21:17

    มีคำอธิบายทางทฤษฎีจิตวิเคราะห์ถึงพวกใต้ดิน อย่างนี้ ไหมครับ

  • #2 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 เมษายน 2009 เวลา 21:18

    มีตัวตนก็ต้องป้องกันหน่อย  อิอิ

  • #3 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 5:31
    พี่รุมกอดที่น่ารัก

    หึหึหึ บันทึกนี้เขียนไปก็อมยิ้มไปค่ะ เพราะมั่นใจว่ามีคน “รู้ทัน” แล้วก็จริง 5555555555

    ยกเจ้า”ใต้ดิน” แบบนี้มา แหมสนุกๆ งั้นลองวิเคราะห์ดูแล้วกันค่ะhttp://lanpanya.com/wash/files/2009/01/9.jpg

    สิทธิการิยะ ภาพนี้สามารถอธิบายตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ได้หลายอย่าง เช่น
    1. “แมว” อยากเป็นกระต่ายเพราะ”รู้สึกด้อย“  จึงเลือกเลียนแบบบุคลิกภาพบางส่วน(ในที่นี้คือใส่หู) เพื่อลดความรู้สึกด้อยนั้น ลักษณะนี้เป็นกลไกการป้องกันตัวแบบ “จงใจเลียนแบบ” เรียกว่า Imitation

    2. “แมว” ปฏิเสธการเป็น “แมว” เนื่องจากผิดหวัง รับไม่ได้ กับอะไรบางอย่าง จึงเอาหูกระต่ายมาสวมเพื่อให้เกิดความกลมกลืน และลดความคับข้องใจของตัวเอง แบบนี้ใช้กลไกการป้องกันตัวที่เรียกว่า Denial

    3. “แมว” มีแรงขับคือ “ความก้าวร้าว ( Aggressive Drive)” อยู่ในส่วนจิตไร้สำนึก ( Id )  ที่เป็นความมุ่งร้าย …จึงแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มของกระต่าย ซึ่งสิ่งที่ต้องการคือความสุข ความสมหวังของตนเอง เป็นความต้องการที่จะ”ต้อง” ได้รับการตอบสนองทันทีจึงจะพอใจ โดยไม่คำนึงว่า “ผลตามมาจะเป็นอย่างไร “ ( ตามหลักของ Pleasure Principle ของจิตไร้สำนึก อยากได้ ต้องได้ อิอิอิ)…ถ้าผู้จัดการให้เกิดการแสดงออกที่เหมาะสม ( Ego ) เสียสมดุล อ่อนแอจากความตึงเครียดที่ยาวนาน…แมว ตัวนี้จะมีการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม  กัาวร้าว รุนแรง ไม่ฟังเหตุผล ไม่มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง

    แต่การแสดงออกตามความต้องการจากจิตไร้สำนึกของ แมว ..จะถูกควบคุมโดยสังคมกระต่ายได้ถึงแม้ Superego (ความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี มโนธรรม คุณธรรม ) ของแมวจะเสียหรือไม่เคยมีอยู่และ Ego (ผู้จัดการความสมดุลของการแสดงออก) แมว อ่อนแอก็ตาม

    การ”ควบคุมโดยสังคมกระต่าย” จากการแสดงออกอย่างชัดเจน ..โดยเจาะจงที่พฤติกรรม การแสดงออกของแมว จะทำให้ แมว ได้เรียนรู้ถึงการแสดงออกที่เหมาะสม และย้อนกลับเข้าไปจัดการความต้องการของตัวเองอย่างจริงจังได้ แต่ทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนเงื่อนไข แมวไม่ป่วย และสังคมกระต่ายเอาจริง นะคะ ^ ^

  • #4 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 5:50
    พี่ตึ๋งที่รัก
    ชกตรงเป้ามากค่ะ อิอิอิ แปะไว้ก่อนนะคะ ไปทำงานก่อน กลับมาแล้วจะคุยต่อ
  • #5 BM.chaiwut ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 13:55
    • หลายข้อเกินไป อ่านได้เกือบสิบข้อ ก็มาต่อที่ความเห็นแทน.. ถ้าอย่างนี้ เข้าข่ายประเภทใด ?
    • อีกอย่างหนึ่ง เมื่อก่อนชอบอ่านหนังสือจิตวิทยา เดียวนี้ หนังสือประเภทนี้ก็เบื่อเหมือนกัน… ไม่รู้เป็นอย่างไร ?

    เจริญพร

  • #6 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 20:44
    ต่อนะคะพี่ตึ๋ง

    ความมีตัวตนตามที่พี่ตึ๋งกล่าวนั่นแหละค่ะที่ทำให้มีการป้องกัน ถ้าหมดตัวตนเก๊าะไม่ต้องป้องกันเนาะ อิอิอิ

    การลดกลไกป้องกันตัวเองโดยเฉพาะกลไกด้านลบ จะช่วยให้เรามีจิตอิสระนะคะ และช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆนานาได้มากมาย ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครต้องยอมใคร  ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีฝ่าย ไม่มีสี อิอิอิ และไม่ยากเย็นอะไรเลย รู้แล้วก็ไม่ใช้เท่านั้นเอง ^ ^

    มองหาจุดร่วมในสังคมที่ตีลังกาอลวนอย่างแรงเมื่อไม่นานมานี้ พบ 2 หลักใหญ่ คือต้องการประชาธิปไตย และไม่ต้องการความรุนแรง…เมื่อมีจุดร่วม ก็เริ่มไม่ยากในการจับเข่าคุย เนื่องจากผลกระทบที่ผ่านมานั้น “เอาการ”

    นั่งอ่านหนังสือ การเมืองไทย : อำนาจ ความริษยา และธุรกิจ…เค้าว่าไว้น่าสนใจดังนี้ค่ะ
    เมื่อการเมืองเป็น วิสาหกิจหรือเป็นธุรกิจซึ่งต้องมีเงิน มีคน มีการบริหาร มีทักษะ และไหวพริบ การเมืองก็มีคนกลางเช่นเดียวกับในธุรกิจ และคนกลางในการเมืองก็ได้รับประโยชน์จากการเมืองเช่นเดียวกับคนกลางในธุรกิจ ได้รับประโยชน์จากธุรกิจ หน้าที่ของคนกลางในทางการเมืองก็คือ เข้าติดต่อและเป็นสื่อกลางระหว่างศูนย์การเมืองหลายๆ ศูนย์ที่เกิดมีการขัดกันในทางการเมือง ถ้าหากว่ากีฬาการเมืองนั้นมีขนาดใหญ่ เงินทองที่จะต้องใช้ในการนี้ก็จะต้องมีเป็นจำนวนมาก และคนกลางการเมืองนี้ก็จะต้องมีเป็นจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกัน… อิอิอิ ถ้าจะจับเข่าคุย เก๊าะคงต้องหาคนกลางในทางการเมืองให้เจอก่อน …สนใจเขียนเกี่ยวกับการเมืองไทยบ้างมั้ยคะท่านรองฯ ^ ^

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 20:57
    กราบหลวงพี่ค่ะ
    ขอก๊ากก่อนนะคะ อดไม่ไหวจริงๆ 55555555555

    1. หลายข้อเกินไป อ่านได้เกือบสิบข้อ ก็มาต่อที่ความเห็นแทน.. ถ้าอย่างนี้ เข้าข่ายประเภทใด ?
    ตอบ…เข้าข่าย การสังเกตตัวเอง ( Self - Observation ) ค่ะหลวงพี่ หมายถึงการรู้จักสังเกตความอยาก ความต้องการ แรงขับ อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดในขณะที่เกิดขึ้น กลไกอันนี้นำไปสู่สติและสัมปชัญญะค่ะ จริงๆแล้วทุกศาสตร์คือหนึ่งเดียวนะคะหลวงพี่  อยู่ที่เราสามารถเชื่อมโยงได้แค่ไหน หลวงพี่มาเปรี้ยวมากค่ะ อิอิอิ

    2. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อก่อนชอบอ่านหนังสือจิตวิทยา เดี๋ยวนี้ หนังสือประเภทนี้ก็เบื่อเหมือนกัน… ไม่รู้เป็นอย่างไร ?
    ตอบ…น่าจะเป็นเพราะหนังสือไม่สามารถปฏิสันถาร ถก หรือปุจฉา วิสัชนาให้ความรู้ขยายเชื่อมโยงกันได้้ค่ะ เข้าลานฯมาคุยกันสนุกกว่าเยอะเลย ^ ^..มีคนนั่งเงียบๆรออ่านอาตมาเป็นไผ 3 อย่างใจจดจ่อหลายคนเชียวค่า

    กราบสามครั้งค่ะ อิอิอิ

  • #8 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 21:22

    เจ้าแมว ตัวนี้ร้ายกาจแบบน่ารักจริงๆ  อิอิ  โดนนักจิตวิทยาวิเคราะห์เข้าให้แล้ว

    น่าสนใจที่การดำเนินชีวิตของเราแต่ละวันๆ เราก็เผชิญคนรอบข้างที่มีพฤติกรรมไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง
    แม้ตัวเราเอง ก็เป็นแบบใดแบบหนึ่ง อิอิ

    แล้วทีนี้จะจัดการคนรอบข้างอย่างไรหากพฤติกรรมของเขาแบบใดแบบหนึ่งเป็นเช่นนั้น คำถามใหญ่จัง ลองยกตัวอย่างสักแบบ 

    ที่ถามเช่นนี้เพราะคิดว่า บางพฤติกรรมก็ไม่กระทบเรา หรือกระทบไม่มาก แต่บางพฤติกรรมอาจจะกระทบมาก เช่น เจ้านายเรา ลูกน้องเรา เพื่อนเรา หากจะคบกันนานๆ หรือหากต้องทำงานด้วยกันอีกนาน จะทำอย่างไรดีกับตัวตนแบบนั้นๆ

    คิดไปคิดมา เฮียตึ๋ง เอาเบิร์ดไปจัดค่าย Psycho dialogue ซะดีไหม พวกเราจะเข้าค่ายกันสักพัก

  • #9 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 เมษายน 2009 เวลา 23:15

    http://lanpanya.com/journal/archives/4367

  • #10 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 2:04

    ก๊ากส์ ขำท่านรอกอดจัง   เข้าท่าไม่งั้นไม่ได้ดูแมวตัวนี้
    พอเข้าใจได้ในอะไรบางส่วนครับ  คุณเบิร์ด
    อย่างนี้เรียกว่าคอยสำรวจ วิพากษ์ตัวเองไหมครับ    อิอิ

  • #11 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 5:02
    พี่บู๊ท พี่รุมกอด พี่เหลียงที่น่ารักทุกท่าน แปะไว้ก่อนนะคะ เย็นๆจะมาคุยด้วย ไปเตรียมของใส่บาตรก่อน อิอิอิ
  • #12 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 19:27
    พี่บู๊ทที่รัก
    แล้วทีนี้จะจัดการคนรอบข้างอย่างไรหากพฤติกรรมของเขาแบบใดแบบหนึ่งเป็นเช่นนั้น คำถามใหญ่จัง ลองยกตัวอย่างสักแบบ

    ยกตัวอย่างการโทษผู้อื่นค่ะ

    จากรายการของ NBT ที่พี่รุมกอดเอามาฝากในลานเจ๊าะแจ๊ะ จะได้ยินคำบอกเล่าของพี่นักข่าวอาวุโสพูดถึงตำรวจชลบุรีที่เล่าเหตุการณ์ทุบรถนายกฯว่า…” นายกฯใจร้อนเกินไป รีบไปประชุมสภา ถ้ารออีกนาทีนึงเค้าจัดการรักษาความปลอดภัยให้ได้เลย

    เห็นการ”โทษผู้อื่น” ในประโยคนี้นะคะ บอกให้รู้ว่าเจ้าตัว”คับข้องใจ” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเกิดการเสียศูนย์ ….วิธี “จัดการ” คือ
    อย่าเล่นตามเกม คุมอารมณ์ให้นิ่ง ถามถึง”ข้อเท็จจริง” และหาทางออกร่วมกัน

    ในกรณีนี้ สามารถเริ่มพูดได้หลายอย่างค่ะพี่บู๊ทเช่น…
    คุณบอกว่าถ้านายกฯรออีกนาทีหนึ่ง ตำรวจสามารถจัดการรักษาความปลอดภัยให้นายกฯได้ทันที ( ทวนความเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกัน) ก่อนจะเดินหน้าชนด้วยข้อเท็จจริงที่เขาควรเป็นคนพูดออกมาเอง…

    ในการรักษาความปลอดภัยนายกฯ มีการเตรียมการอะไรบ้าง (ถามแบบปลายเปิด เพื่อดูการอธิบาย ให้พูดออกมาให้หมดว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง) …..ดูก็มีีการเตรียมการล่วงหน้านะคะ แล้วเหตุการณ์ทุบรถเกิดขึ้นได้อย่างไร ( ให้ความเข้าใจ และถามถึงข้อเท็จจริง) … ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราจะช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร (หาทางลงให้) …

    เหมือนการต้อนแต่หลีกเลี่ยงคำว่า”ทำไม” ค่ะพี่บู๊ท เพราะทำไม อาจก่อให้เกิดอารมณ์ต่อต้านแล้วคุยกันไม่จบ…แต่ล้อมให้พูดในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง และหาทางลงให้เพื่อไม่ให้เกิดความคับข้องใจต่อไป…

    การไม่ยอมเล่นเกมด้วย หรือใช้อารมณ์้เบี่ยงประเด็น ..สำคัญตรงเทคนิคการสื่อสารแบบผู้ใหญ่ ที่มั่นคง ไม่ตำหนิ หรือกล่าวหากลับ แต่ใช้ข้อเท็จจริงให้เกิดความเข้าใจร่วมกันค่ะท่านพี่ ^ ^

    ส่วนค่าย ไซโค ดอกอะไร นั้น…นั่งคุยเวลาเจอกันสนุกกว่าเยอะค่ะ เพราะเวลาทำดอกอะไร ก็ใช้จิตวิทยาร่วมด้วยอยู่แล้ว อิอิอิ

  • #13 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 20:28
    พี่รุมกอด ^ ^

    อดขำกับ ” แมว(นาย)ใหญ่ ” ไม่ได้ค่ะ 5555555555555

    วิเคราะห์ด้วยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ตรงนี้นะคะ

    แมวนายใหญ่ ที่รวยล้นฟ้า…มีลักษณะกินไม่เลือก กินจุบกินจิบ น่าสงสัยว่าพัฒนาการติดขัด (Fixation) ในช่วง Oral stage (ระยะปาก) อาจหย่านมเร็วเกินไปหรือให้กินมากเกินไป ถ้าเกิดการติดขัดในระยะนี้จะมีลักษณะพึ่งพา เรียกร้องจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา (เห็นได้จากมีคนมาปรนเปรอแล้วท่านมีความสุข) ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ (กินต้องมีคนป้อน พอไม่มีเรื่องกินท่านก็นอนอึดถึด) นึกแต่ว่าตัวเองสำคัญ (การแสดงออกว่าเป็นนายใหญ่และรวยล้นฟ้า) เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่ ( พอถูกจับอาบน้ำ ก็แสดงอาการไม่ชอบใจ จ้องหน้า ตาขวาง ) แสวงหาความสุข ความพอใจเป็นหลัก ( ไม่สนใจใคร สนใจแต่ตัวเอง) …ไม่สามารถคิดอะไรที่ไกลตัวหรือตามความเป็นจริง (ท่านกินแล้วก็นอน555)  จมอยู่กับความคิดเอาเองของตน ไม่มีความอดทนกับความผิดหวัง ไม่รู้จักรอคอย  และมีการควบคุมตัวเองน้อยค่ะ อิอิอิ

    นอกจากลักษณะดังกล่าวมาแล้ว ยังกินจุบกินจิบ กินแหลกไม่เว้นแม้แต่บุหรี่ หรือ เหล้า..น่าเสียดายที่ไม่มีภาพให้เห็นว่ากินบ้านกินเมืองด้วยมั้ย อิอิอิ…การติดขัดในพัฒนาการระยะปากยังทำให้เกิดการนินทา กล่าวให้ร้ายคนอื่นได้อีกนะคะ…ซึ่งอาจยกระดับเป็นโจมตี ไฮปาร์ค หรือโฟนอินเข้าวงแมวก็ได้ถ้าเข้าถึงเทคโนโลยี่ (ตามกระแสฮิต) ^ ^

    การแสดงออกว่าเป็นนายใหญ่และรวยล้นฟ้า…น่าจะเข้าข่ายกลไกทางจิตที่เรียกว่า ความยิ่งใหญ่(Omnipotence) หมายถึงแมวนายใหญ่จัดการความขัดแย้งทางอารมณ์ โดยการแสดงความรู้สึกหรือการกระทำว่าตัวเองมีอำนาจความยิ่งใหญ่หรือความสามารถพิเศษเหนือแมวอื่น ในภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้อาจจะก้าวหน้าถึงขนาดอวดว่าสามารถแก้ไขปัญหาปากท้องของแมวทั้งหมดด้วยตัวเองก็ได้ค่ะ

    ช่างสรรหาจริงจริ๊ง 5555555555555555555555

  • #14 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 20:38
    พี่เหลียงที่รัก

    แม่นแล้วเจ๊า….ใครจะรู้จักตัวเราเท่าตัวเราเองเนาะคะ การหมั่นสำรวจตัวเองจะทำให้เราไม่ถลำบ่วงมารจนตกแอ้กไปอยู่ก้นหลุม หาทางแก้ไขลำบาก ^ ^

    อย่างตอนนี้เราก็ควรสำรวจตัวเองว่าเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นรัฐบาล (สำคัญกว่าวิ่งตามดูว่าต่างประเทศเชื่อมั่นหรือเปล่าตั้งเยอะ) เชื่อมั่นเพราะอะไร ไม่เชื่อมั่นเพราะอะไร และจะทำอย่างไร…จะได้เดินต่อถูกทางนะคะ อิอิอิ

    จิตวิทยาคือการทำให้เรารู้จักตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง และเข้าใจคนอื่น เพราะมนุษย์ต้องรับผิดชอบทุกการกระทำของตัวเองค่ะ ไม่โยนความผิดให้คนอื่น ไม่ข่มเหงใคร และให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งของตนเองและผู้อื่นค่า…

    การทราบว่าผู้ป่วยใช้กลไกการป้องกันตัวเองแบบไหนช่วยให้ผู้รักษาวินิจฉัยถึงปัญหาทางจิตใจของผู้ป่วยได้ค่ะพี่เหลียง เพราะโรคทางจิต หรือบุคลิกภาพที่เป็นปัญหาจะมีกลไกการป้องกันที่เป็นลักษณะเฉพาะ การเข้าใจถึงกลไกทางจิต นอกจากจะช่วยในการประเมินบุคลิกภาพ และสถานภาพของจิตแล้ว ยังอาจช่วยพยากรณ์โรคและผลการรักษาได้ด้วยค่ะ ^ ^

  • #15 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 21:03

    #13 Omnipotence (แปลตามรากศัพท์ว่าพยายามที่จะยิ่งใหญ่ในทุกเรื่อง) เกิดจากความพยายามจะหาสิ่งมาชดเชยปมด้อย (ที่(คิดเอาเองว่า)ไม่ได้รับการยอมรับ จนเป็นแผล(เรื้อรัง)ในจิตใจ) หรือครับ

    อันนี้ น่าอ่านครับ *http://www.fringer.org/?p=427 ส่วนอีกอันนักข่าวฝรั่งเขียน *http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2009/04/20/the-crushing-of-the-red-shirts/ ทั้งคู่ไม่ได้เขียนเรื่องแมว และผมทำให้คลิกไม่ได้เอง

  • #16 panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 21:29

    ถ้าแมวก้มหน้าลง คงจะไม่รู้ว่ามีแมวในฝูงกระต่าย แต่สัญชาตญาณแมวยังคงเป็นแมวอยู่วันยังค่ำ ยังเผลอแสดงตัวตนเป็นผู้ล่าจนได้ค่ะ

  • #17 Lin Hui ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 เมษายน 2009 เวลา 21:50

    น้องเบิร์อค่ะ #16 นั้นเป็น comment ของพี่ค่ะ เกิดความผิดพลาดจนได้ค่ะ รอกอดทราบเรื่องนี้ดีค่ะ แต่พี่ก็ขอนั่งยัน ความจริงว่า พี่เล่าให้อ.แพนด้าฟังเลยหัวเราะจนท้องแข็งค่ะ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าเผลอใช้คอมฯ ของคนอื่นนานเกินไป จนลืมไปนึกว่าของตัวเอง เหตุเกิดจนได้ ฮากา๊กส์ กลิ้ง ๆๆๆๆๆๆๆ

  • #18 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 เมษายน 2009 เวลา 21:01
    พี่รุมกอด ! 55555555

    เอาซะชัดเชียว ^ ^… ตามไปอ่านแล้วก็ อืม ! น่าสนใจค่ะ

    ถ้าจะแก้ไขสิ่งใด ใจควรกว้างพอนะคะ…วันนี้เพิ่งมีโอกาสนั่งฟังการอภิปราย เอ๊ย ประชุม 2 รัฐสภาเมื่อช่วง 6 โมงเย็น แล้วก็เหนื่อยใจกับความหวังหาทางออกร่วมกันเพราะดูจะมีคนติด”สัญญาเดิม” มากมาย…

    ข้อเท็จจริงคงเป็นสิ่งเหมาะสมที่สุดในขณะนี้มากกว่าสำนวนโวหารใดๆ เพราะยิ่งทำจะยิ่งขุดหลุมฝังตัวเองไปเรื่อยๆ

    ในภาวะที่ฝุ่นตลบจนแทบไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ กลับเห็นข้อดีว่าเป็นโอกาสทำให้เรื่องราวชัดมากขึ้น และดึงเกมกลับไปสู่เวทีที่มีสปอตไลท์ร่วมกับการจับตามองจากทุกฝ่าย …เป็นอีกก้าวหนึ่งที่คนในรัฐสภาไทย”ต้อง”ผ่านการพิสูจน์ว่าทำเพื่อสิ่งใดนะคะ ไม่ใช่แกนนำทุกสีสวมหมวกผู้ทรงเกียรติ แล้วไม่คุยกันเลยแม้แต่ในสภาว่าจะช่วยกันเดินหน้าประเทศไทยอย่างไร แต่กลับไปเย้วๆนอกสภาดึงมวลชนให้แตกแยกกันทุกฝ่ายอย่างที่ผ่านมา…

    และคนไทยควรตอบคำถามด้วยตัวเองว่า “เชื่อมั่นประเทศไทยหรือไม่ ?”  ถ้ายังมีคำต่อท้ายเช่นแต่… ก็แสดงว่ายังไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงค่ะ ซึ่งควรค้นต่อว่าหลังจาก แต่..นั้นควรมีทางแก้ไขอย่างไร อย่าจบด้วนๆแค่นั้นเนาะคะ อิอิอิ

    พี่หลินที่รัก เบิร์ดขอไปนอนก่อนนะคะ แล้วจะกลับมาคุยต่อแน่นอนค่า ^ ^

  • #19 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 เมษายน 2009 เวลา 6:46
    พี่หลินขา

    อมยิ้มกับความเห็นที่ตรงเป้าและขำๆกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อิอิอิ

    กระบวนการคิดมีแรงผลักดันจากจิตใต้สำนึก(ตามทฤษฎีฟรอยด์) และ”การสื่อสาร” ทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษาจะบอกว่ามีกระบวนการคิดอย่างไรค่ะ 

    ในตอนเข้ากลุ่มช่วงแรกๆของแมวเป็นการใช้กลไกการป้องกันตามความแข็งแรงของ Ego ที่ยังควบคุมและปรับแรงผลักดันจากจิตใต้สำนึกให้แสดงออกตามการยอมรับของสังคมกระต่ายได้

    แต่ถ้า Ego อ่อนแอลง อาจจะเกิดจากความเครียดความคับข้องใจที่ยาวนาน ความปรารถนาลึกเร้นในจิตใต้สำนึกจะพลุ่งพล่านให้เห็นเด่นชัดขึ้น กลไกการป้องกันตัวที่ใช้อยู่จะลดระดับต่ำลงทุกที ถ้าไม่สามารถกระตุกตัวเองได้ทัน…

    เวลานี้เราเห็น”กระบวนการคิด” และ”แรงผลักดันที่แท้ในจิตใต้สำนึก” จากหลายๆคนชัดขึ้นเรื่อยๆนะคะ…การใคร่ครวญ พิจารณาในทุกสิ่งที่เห็นตามความเป็นจริงตามเหตุปัจจัยรอบด้านและตามกฎของธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเนาะคะพี่หลิน  (ไม่ใช่”จริง”ตามกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะอารมณ์ไม่ทำให้พิจารณาอะไรได้เด่นชัด)

    ได้รับจาก FW.Mail เห็นว่าน่ารักดีค่ะ ค่อยๆไล่ลงทีละภาพช้าๆนะคะ ^ ^

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    []

    มนุษย์เป็นแค่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เพราะฉะนั้น
    จงอย่ากังวลเกินไปกับทุกสิ่ง
    หวงแหนเวลาในทุกๆ ขณะ ..และทำในสิ่งที่ปรารถนา โดยไม่ล่วงล้ำขอบเขตและเคารพกันและกัน

    เปิดโลกทัศน์ เปิดใจ อย่ากังวลเกินไปกับสิ่งที่มารบกวนจิตใจ
    หวงแหนในสิ่งอันเป็นที่รัก ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและสงบสุข

    จงมีความสุขเสมอ เพื่อต้อนรับสิ่งที่กำลังจะมาในวันใหม่
    เพลิดเพลินไปกับแสงอรุณ และมองด้านสว่างของทุกๆ สิ่งเสมอ

    ขอบคุณเช้าวันใหม่ที่ยังมีประเทศให้เราได้ร่วมกันฟื้นฟู รักและส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆไปนะคะพี่หลิน …แม้จะผ่านความเจ็บปวด ยับเยินเหมือนแก้วที่แตกร้าวก็ตาม

    ขอบคุณในความกล้าที่จะร่วมยืนหยัด และลงมือช่วยกันฟื้นฟูแม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย หรือไม่มีใครอื่นมองเห็น…

    กอดอุ่นๆข้ามฟ้าด้วยความรักและคิดถึงในเช้าวันนี้ค่ะ ^ ^


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.486680984497 sec
Sidebar: 0.474346876144 sec