งานพระธาตุเดือนเก้า ประจำปี 2552 อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก

4 ความคิดเห็น โดย สุวรรณา เมื่อ มิถุนายน 8, 2009 เวลา 4:12 (เช้า) ในหมวดหมู่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร #
อ่าน: 280

งานพระธาตุเดือนเก้า ก็เป็นอันซีนที่ผู้เขียนต้องไปเก็บข้อมูลจ.ตากครั้งนี้ เพื่อบรรจุฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดตาก        งานขึ้นธาตุเดือนเก้าชาวบ้านตาก ชาวบ้าน ต.เกาะตะเภา จะจัดงานประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้า ณ วัดพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ ที่รวมเอาความเชื่อ และการบูชาคุณพระศาสดาไว้ด้วยกัน ถือเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน สำหรับวัดพระบรมธาตุนั้น ถือเป็นวัดเก่าแก่คู่ อ. บ้านตาก ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ และยังเป็นพระธาตุประจำปีมะเมียอีกด้วย  คนปีมะเมียต้องไปกราบบูชา หลวงพ่อทันใจ ซึ่งผู้เฒ่า เล่าให้ฟังว่า ที่ชื่อนี้เพราะ สามารถสร้างองค์ท่านเสร็จภายในวันเดียว ทันใจ ญาติโยมค่ะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัยที่
ประเพณีขึ้นธาตุเดือนเก้านี้ จัดจะขึ้นในช่วงวันขึ้น 14 ค่ำ และ 15 ค่ำ เดือนเก้าของชาวเหนือ ต้นเดือนมิถุนายน ของทุกปี เพื่อเป็นการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยจัดเป็นขบวนแห่ผ้าห่มพระธาตุ  ผ้าห่มพระธาตุ จะผ้าจีวร ยาว 63 เมตร ห่มพระเจดีย์พระธาตุได้ชนพอดี  ห่มโดยผู้ว่าราชการจังหวัดตากค่ะ  กลองยาวก็แห่แหนตลอดทางเดิน ข้ามสะพานบุญ สูงบนเนินเขาสูง สะพานบุญนี้ ระยะทางยาว 200 เมตร ทาง สำหรับขบวนแห่นั้น จะมีทั้งขบวนของชาวบ้านที่นับถือผี และขบวนศรัทธาวัดประจำหมู่บ้านต่างๆ  ร่วม 30ขบวน ประดับประดาขบวนแห่อย่างสวยงาม ด้วยต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ตุง อีกทั้งเครื่องสักการะ หาบอาหาร คาวหวาน  ผลไม้ข้าวตอก ธูปเทียน ที่ชาวบ้านพร้อมใจกันนำมาถวายด้วยแรงศรัทธา กลุ่มชาวบ้านบางกลุ่ม จะมีขบวนบั้งไฟ   เพื่อแข่งขันขบวนกัน เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และปวงเทพยดาบนสรวงสวรรค์

หลังจากเสร็จพิธีห่มพระธาตุแล้ว ก็จะเป็นมีพิธีบวงสรวงเจดีย์ยุทธหัตถี หรือเจดีย์เฉลิมพระเกียรติ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช โบราณสถานเก่าแก่กว่า 700 ปี  คราพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด  ค่ะ

เล่าด้วยภาพนะคะ

คือภาพขบวนแห่แหน ผ่านสะพานบุญ บันไดทั้งสูงและชันช่วงปลายของทางขึ้น และยาวขึ้นถึงประตูวัด หลวงพ่อทันใจประดิษฐาน  ภาพที่ 2 บวงสรวงเจดีย์ยุทธหัตถี มีเครื่องบูชาที่ไม่ใช้ของคาว พระท่านมารับไทยทานที่ชาวบ้านมาถวาย

พระครูพิทักษ์บรมธาตุเจ้าอาวาส ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ประธานในพิธี นำขบวนชาวบ้านแห่ขึ้นมาผ้าห่มพระบรมธาตุ  เวียนรอบองค์พระธาตุ  3 รอบ พระสงฆ์ กล่าวนำคำถวาย เครื่องปัจจัยไทยทาน ที่เห็นในภาพให้ชาวบ้านผู้มาทำบุญ เขียนชื่อสมาชิกในครอบครัวบนผ้าจีวรยาวอีก 1 ผืน สอบถามเณรว่าจะนำไปถวายที่พระบรมธาตุอีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียน ก็ได้ลงนามสมาชิกกับเค้าบ้าง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลงไปสัมภาษณ์ชาวบ้าน ได้มาครั้งนี้ ดังภาพค่ะ

ภาพนี้คือ ลุงยาน คงปาน อายุ 71 ปี เขียนภาษาลานนาโบราณได้ ได้บวชเป็นสัมเณรตั้งแต่ 10 กว่าขวบ เรียนภาษาล้านนาจากหลวงพ่อทองอยู่ เจ้าอาวาส คงก่อนนี้  สามารถ ถอดภาษาโบราณป็นไทยปัจจุบันได้ อาชีพเขียนคาภาเพื่อสิริมงคลที่แท่งเทียน เพื่อประกอบพิธีของชาวบ้านที่นี่ จำหน่ายตามจำนวนเป็นรายละ 200 แท่งหรือมากกว่านั้น ตามลูกค้าต้องการ ส่วนอีกท่านหนึ่ง ตาปาน อายุ 88 ปี แล้วแรกเจอพูดจากับผู้เขียน สื่อสารกันเข้าใจ  พอสัมภาษณ์เข้าจริง ตาก็บอกเล่าไม่ได้มาก ลูกสะใภ้บอกตาสมองฝ่อแล้ว นี่บ่งบอกว่าคนตากต้องหัดบันทึกคำบอกเล่าไว้แล้วล่ะ ไม่อยากว่า เป็นสว. ชอบเล่าความหลัง ยิ่งต้องบันทึกไว้ สำคัญมากๆ แต่ลุงยาน พูดจาฉะฉาน ให้ข้อมูลผู้เขียนได้มาก

ภาพนี้ ไปสัมภาษณ์ ป้าวิซิต ประธานเกษตรกรบ้านหัวเดียด ทำข้าวแคบงาดำ ผลิตภัณฑ์อาหารโบราณมีอายุร่วม 100ปี ได้รางวัลมามากมาย ได้รับเชิญไปแสดงวิถีกินของท้องถิ่น ไปเชียงใหม่ เค้าเชิญมา พักโรงแรมดังๆๆในเชียงใหม่มาหมดแล้ว ไปเมืองทองธานี ลงทุนไป 25,000 บาท คนที่กทม.ไม่สนใจเมนูของจ.ตาก บอกคนตากกินอะไรก็ไม่รู้ เมื่ยงคำ เต้าเจี้ยว แต่ก็ชิมทุกอย่าง แต่ไม่ค่อยซื้อทานกัน เทกระจาดกลับมาเลยไม่ได้ทุนคืน อิอิ ข้างแคบจะใช้แทนใบชะพูล แตกต่างกับของป้าจุ๋มตรงใส่เต้าเจี้ยวในเมื่ยงคำด้วย ครั้งนี้ผู้เขียนไม่ได้ซื้อมาเลย เนื่องจากร้านประจำที่เคยทาน หยุดขายครึ่งวัน อิอิ อดเลย ตัวโม่ข้าวนี้ป้าบอกว่าส่งลูกสาวเรียนจบได้ทั้ง 3 คน ไม่มีลูกรับช่วงเลย ลูกบอกได้เงินนิดเดียว แต่ปัจจุบันแม่ยังทำจำหน่ายมีตรายี่ห้อ ป้าชิต แล้วจะเก็บโม่นี้ไำว้ให้ลูกสาว จบแล้วทำงานกันที่กทม.กันหมด  เห็นจะมีก็น้องสาวป้ายังทำอยู่  ผู้เขียนเห็นในงานแห่กระทงสาย ไล้ข้าวแคบ ควันฉุย ขึ้นรถอยู่ในขบวนแห่เหนให้ชมให้ชิมกันทั้งงานเมื่อ 15 ค่ำเดือน 12 ปีที่แล้ว

เมื่อทำงานเสร็จ ก็ไปเที่ยวเขื่อนภูมิพล หัวหน้าทีมบอก จะนอนอุทยานแห่งชาติลานสาง  ดื้อ ชอบจะไปเอาชนะธรรมชาติ  ชวนนอนบ้านพักสบายไม่ชอบ ทั้งที่ฝนตกปรอยตลอดทั้งวันเป็นระยะ ลองชมภาพที่ตั้งสถานที่ ใช้ฟ้าเป็นหลังคา ใช้พื้นดิน หิน หญ้า เป็นที่กินที่นอน คุณยายบอกนอนกลางดินกินกลางทราย  เสาก็คือราวตากผ้าของภรรยาที่พังแล้ว พ่อหัวดัดแปลงมาเป็นเสาหลังคาเต้นท์ ที่บังฝน พังติดกาวไป ซ่อมไป เอาเข้าไป ลููกและภรรยา มองกันอย่างลุ้น ทริปที่แล้วแก่งกระจานฝนถล่มแทบนอนไม่ได้ ลุ้นระทึก และแล้วก็สำเร็จให้ภรรยานั่งทำอาหาร ลูกหลับนอนคืนนั้นทั้งคืนได้อย่าสบาย เฮ้อ…. เหนื่อยมากจ้า เพราะสัมภาระมาก ของลูกสาวทั้งผ้าห่ม หมอนลูกใหญ่ แถมหมอนข้างที่ใช้นอนที่บ้านไปด้วย ต้องกลิ่นนี้ถึงนอนได้

กลับมาพิษณุโลก ป่วยกันเกือบทั้งครอบครัว พ่อไข้เพราะตากฝนกางหลังคาเต้นท์ ลูกสาวคนโตไปโรงเรียนไม่ได้ แม่ มีไข้ต้องใช้ยาช่วย ตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ต้องดูแล เฝ้าไข้ลูกคนโต  ทำงานที่บ้านจากการเก็บข้อมูล คนเล็กไปโรงเรียนได้ เนื่องจากมีอาการเล็กน้อย พกยาไปทาน เมื่อเช้าบอกถ้าไม่ไหวเดินกลับบ้านนะลูก เพราะบ้านพักอยู่ในรั้วโรงเรียนอยู่แล้ว ถ้ามียายอยู่ด้วย คงจะทิ้งลูกไปทำงานได้ งานนี้คุณยายงอนนานมาก อิอิ ว่างเมื่อไรจะตามไปง้อที่สวรรคโลก สุโขทัย สักกะหน่อยจ้ะ จบจ้า เกือบลืม อิอิ


เก็บข้อมูล กระทงสายทำด้วยกะลา จังหวัดตากเมื่อวันที่ 26 ตุลาที่ผ่านมาจ้า

5 ความคิดเห็น โดย สุวรรณา เมื่อ พฤศจิกายน 1, 2008 เวลา 1:52 (เช้า) ในหมวดหมู่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร #
อ่าน: 220

2ปีงบที่ผ่านมา  พี่นิดทำขัอมูลภูมิปัญญาจังหวัดพิษณุโลก  ลามแล้ว  ไปจังหวัดตากมั่ง  ด้วยโจทย์วิจัยความต้องการของจังหวัดตาก  เค้านั่นแหละ ขอเสนอน้ำจิ้ม ประเพณีกระทงสายที่จะเริ่มพิธีเปิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 8 พ.ย 2551 นี้ เดิมที่จะมาเป็นงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง นั้น การนำเอากระทงกะลามาลอย เป็นสายจะเป็นเพียงการสาธิตการลอยเท่านั้น  ต่อมาได้มีการพัฒนาการลอยมาเป็นการแข่งขันกันอย่างยิ่งใหญ่ในปี พ.ศ. 2540 จนเป็นงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป ๑๐๐๐ ดวง ในปัจจุบัน เป็นรูปแบบที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์น่าศึกษา หลังจากทำหนังสือขออนุญาตจากนายกเทศมนตรีเมืองตากแล้ว ก็ลงชุมชนเข็มแข็งเลย ชุมชนเชียงทอง มีรถปิ้กอัพ ของพี่ๆๆที่ดับเพลิง ใจดี นำทางด้วยสิ อิอิ บอกก็ได้ อยู่ใกล้ร้านก๋วยเตี๋ยวโบราณ พี่นิดไปถูกอยู่แล๋ว  อวดรู้เสียด้วย อิอิ เหมือนใครหน้อ เพราะไปตาก ที่ไร ไม่พลาดได้ทานทุกที  ดูรูปดีกว่านะคะ

มีพี่กาญจนา ประธานชุมชนเชียงทองให้ข้อมูล

ในขบวนที่จะประกวด ต้องมีกระทงนำ กระทงสาย และกระทงปิดท้าย

กระทงสายมีความหมาย แสงหนึ่งคือรุ้งงาม

พี่ๆๆที่ดับเพลิง หัวแรงใหญ่ เตรียมกระทงสาย ประดับในงานลอยกระทง เป็นหมื่นใบที่เดียว พี่คนองเก็บวิดีโอ สองตัว บันทึกภาพเสียงพี่นิด พูดคุย รายละเอียดของงาน

พอเทียนที่หยดเสร็จเริ่มแข็งตัว พี่เค้าก็นำด้ายฟั่นเป็นลักษณะตีนกา วางเป็นไส้เทียน แต่ก็นิทานตำนานการฟั่นด้ายตีนกา นั้น ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบทอดต่อกันมาว่า ในอดีตกาลมี สามเณรน้อย ผู้ชอบเที่ยวซุกซนอยู่รูปหนึ่ง มีนิสัยที่ชอบล่าสัตว์ ยิงนก ตกปลาเป็นประจำ วันหนึ่งเณรน้อยได้ยิงไก่ วัว เต่า และพญานาค ตาย จึงเกิดสำนึกในบาปที่ตนได้กระทำมาตลอด จึง ได้อธิษฐานกับพวกไก่ วัว เต่า และพญานาค ว่าถ้าได้เกิดมาในชาติหน้าขอให้เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน
     ณ ริมฝั่ง แม่น้ำคงคา มีต้นไทรอยู่ต้นหนึ่งเป็นที่อาศัยของกาเผือกสองตัวผัวเมีย ซึ่งได้ออกไข่มา ๕ ฟอง อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กาเผือกสองตัวผัวเมียออกเที่ยวหาอาหารอยู่นั้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม มีลมพัดแรง ได้พัดเอาไข่ ๕ ฟอง ตกลงในแม่น้ำ แต่ไข่นั้นหาจมน้ำไม่ กลับลอยไปติดชายหาดแห่งหนึ่ง และไข่ทั้ง ๕ ฟอง ก็แตกออกมาเป็นเด็กทารก ๕ คน คือ เณรน้อย ไก่ เต่า วัว และพญานาคที่มาเกิดนั้นเอง ทารกทั้ง ๕ คน ก็พากันตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าตนทั้ง ๕ เป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ก็ขอให้มีโอกาสพบพ่อแม่ด้วยเถิด
     ส่วนกาเผือกสองตัวผัวเมีย เมื่อตายลงไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ จึงมาเข้าฝันทารกทั้ง ๕ คน ว่า “ หากเจ้าทั้ง ๕ คน อยากเห็นหน้าและระลึกถึงพ่อแม่ ก็จงฟั่นด้ายเป็น รูปตีนกา แล้วลอยแม่น้ำคงคาไป ” ต่อมาทารกทั้ง ๕ คน ก็ได้สำเร็จอรหันต์เป็น พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ด้วยเหตุนี้การลอยกระทงสายทุกครั้ง จึงมีการฟั่นด้ายเป็นรูปตีนกา เพื่อบูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ แค่นี้ก่อนนะคะ วันจริง โปรดติดตามนะคะ

 

 

 


แก่นเจ้าเอย… เจ้าแก่นตะวัน

6 ความคิดเห็น โดย สุวรรณา เมื่อ กันยายน 16, 2008 เวลา 12:12 (เช้า) ในหมวดหมู่ ตนท้องถิ่น #
อ่าน: 74

            แก่นเจ้า เอ้ย แก่นตะวัน ไม่ใช่แก่นจังลูกสาวคนสวยจอมป่วนนะคะ จากงานเกษตรแห่งชาติ ที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัย ไม่ได้พาพ่อครูบา ลุงเอก จอมป่วน พี่สุ ราณี ไปเที่ยว สวนเกษตรด้านหลังนะคะ คณะเกษตรมหาวิทยาลัย ปลูกแปลงสาธิต แก่นตะวันด้วยนะ มองไกลๆ นึกว่าดอกบัวตองที่ใหนได้เจอป้ายแก่นตะวันอธิบายการปลูกเสียอย่างละเอียด คิดถึงที่สวนป่าของพ่อครู ก็เลย โชว์แก่นตะวันของม.นเรศวร บ้างนะคะ เค้า บอกว่า ดอกสวย แถมยังเป็นประโยชน์กับผึ้งอาจารย์บีแมนด้วยนะคะ พากันมาชิมน้ำหวานจากดอกแก่นตะวัน  และหัวแก่นจัง เอ้ย ไม่ใช่หัวของแก่นตะวัน เป็นยาสมุนไพร ป้องกัน มะเร็งในลำไส้ใหญ่ ทานไปแล้วท้องไม่ผูก แหมเหมาะกับพี่นิด เลย เจ้าหน้าที่เค้ายังบอกตามห้างดังๆ ก็มีใส่ถุงจำหน่าย ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะนำไปยำ แกงเขียวหวาน หรือเมนูเด็ด ๆ อะไรก็ได้  แหมชักอยากจะมามาชิมเสียแล้ว  ยังเป็นพืชส่งเสริมอุตสาหาหกรรม สกัดได้เอทานอลอีกใช่มั้คะพ่อครูบาแต่มันยังไม่ลงหัวมากที่จะเก็บเกี่ยวได้น้อ ดอกยังบานไม่เต็มที่ ชมดอก บาน ห่างๆๆไปก่อนละกัน ต้องมาโชว์บ้าง มน.เราก็มี

 

 

                                  มีมาแถมภาพตัวอย่างการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระราชดำริ นะคะ

หาเรื่องเขียน หลังจากมั่วจนคุณคอนดักเตอร์ปวดหัว กับพีนิด ป่วนโปรแกรมของเค้า เงียบๆ จนมีปัญหาแก้ไม่ได้แล้วส่งเสียงดัง อิอิ กราบขอบพระคุณอย่างงามๆนะคะ

 

 


พ่อครูบาสุทธินันท์ มาชี้แนะ

17 ความคิดเห็น โดย สุวรรณา เมื่อ กันยายน 9, 2008 เวลา 8:49 (เช้า) ในหมวดหมู่ ตนท้องถิ่น #
อ่าน: 44

   วันนี้พี่นิด มีโอกาสได้รับฟังคำบรรยายพิเศษ จากพ่อครูบาสุทธินันท์ คุณพ่อที่เคารพ กับชาวเฮฮาศาสตร์ ในเรื่องบทบาทท้องถิ่นกับการจัดการการศึกษา ที่สำนักเทศบาลนครเมืองพิษณุโลก  พ่อครูแนะนำการจัดการจัดเรียนการสอนให้อิงระบบประเด็นหลักสูตรท้องถิ่น ส่งเสริมพัฒนาเด็กพันธุ์ใหม่  ต้องให้ความรักและหวงแหนท้องถิ่น คำแนะนำ สนใจเด็กพฤติกรรมสร้างปัญหา ในสังคมทุกวันนี้ ต้องให้ความใกล้ชิด ทั้งสถานศึกษา และสถานบันครอบครัว การเรียนรู้ต้องเกิดการพัฒนาทักษะในการดำเนินชีวิตด้วยสภาพเป็นจริง เน้นส่งสริมคุณธรรม รักษ์ท้องถิ่นชุมชนตน หลักสูตรท้องถิ่นเชิงรุก คือเด็กลุกจากเก้าอี้ สู่แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต  รู้…. บอกได้… และทำได้ นำตัวเองสู่การเรียนรู้   เรียนอย่างมีความสุข ไม่พยายามสร้างเงื่อนไข ให้าแลกเปลี่ยนเรียนรู้

   พ่อบอก วิชาภาคภูมิใจท้องถิ่น   ทำให้เราคิด……..  ของดีเมืองสองแคว….เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน ที่พอดี เหมาะสม แก่เด็กพันธุ์ใหม่อย่างพ่อบอกเรา  ไม่สร้างความทุกข์การเรียนให้กับเด็ก สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สร้างแหล่งเรียนรู้  ต้นทุนของคนพิษณุโลก อื้อเลย        พ่อบอกมาสองแควแล้ว อิจฉาพวกเรา   พ่อครูมอง……พิษณุโลกเป็นเมืองสวรรค์   แหม…เรารักสองแควมากทวีคูณอีก   บอกได้มั้ย ….ขอความเห็นได้มั้ย … การบ้านจากโจทย์พ่อครู คิดๆๆ ทำๆๆๆ ต่อๆไป  พ่อคือกำลังใจให้เรามากทีเดียว ขอตั้งใจทำ มุ่งมั่น ทำได้ 1 ใน 100 ของพ่อ แค่นี้พอใจมั้ยคะพ่อ
        ภาพประกอบบรรยาย  ไม่มีนะคะ พี่นิดเศร้า…..มากทำ CF หายทั้งซอง ทั้งหมด อดครับท่าน พี่เหลียง นักการทั้งหลาย ช่วยใส่รูปในเม้นส์ให้ด้วยนะคะ  และ เกือบไม่ได้ลงเรืออีกซ้ำ โชคดี สามีของเพื่อนข้างบ้านทำแทนได้  ส่งถึงท่าเรือ  ขากลับอ.ภูคา ช่วยส่ง พีนิดขอบคุณมากๆนะคะ    ได้กอดป้าจุ๋ม ลุงเอก แม่นุ น้องเอมี่ น้องไผ่ น้องฝ้าย น้องหมอเบิรด์ ทุกกคนที่น่ารัก  ขอบคุณ  คุณหมอมาก อาหารบนเรืออร่อยมาก ดีใจมาก พ่อครู ลุงเอก ป้าจุ๋ม  พีเหลียง พี่หยง มาหาถึงบ้าน แต่เป็นเจ้าบ้านไม่ดีนัก 55555 ใช่มั๊ยคะ ลุงเหลียง    เอะไม่ใช่สิ  พี่เหลียงค่ะ


มังคละ : เวทีการถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านสู่เยาวชน

6 ความคิดเห็น โดย สุวรรณา เมื่อ สิงหาคม 14, 2008 เวลา 9:35 (เช้า) ในหมวดหมู่ ภูมิปัญญาสองแคว #
อ่าน: 331

          ได้โอกาสเสียทีการลงเก็บข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น  เพื่อบันทึกและเผยแพร่ในฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดพิษณุโลก สู่หลักสูตรท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์ อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงเวลาการขอพักร้อน ของผู้เขียน 3 วัน นี้(13-15 สิงหาคม 2551) ณ มรภ.พิบูลสงคราม ซึ่งได้การอนุญาตการบันทึกข้อมูลที่เจาะลึก จากพันจ่าอากาศเอก ประโยชน์ ลูกพลับ ประธานชมรมอนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้านมังคละ จ.พิษณุโลก  และสนับสนุนโครงการนี้โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก ถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านให้กับครูและนักเรียน ทั้ง 3 เขตพื้นที่การศึกษา ขอจังหวัดพิษณุโลก

ในวาระแรกท่านอาจารย์ครองศักดิ์ ภุมรินทร์ ท่านเล่าประวัติความเป็นมา  ภูมิหลังของมังคละ ว่าดนตรีมังคละ ไม่ชัดเจนที่บอกได้ว่า เป็นคนตรีพื้นบ้านของพิษณุโลก สุโขทัย หรือ อุตรดิตถ์  จึงสรุบว่าเป็นของจังหวัดในเขตภาคเหนือตอนล่าง ละกัน แต่ที่ชัดเจน ปรากฏหลักฐานบันทึกยืนยันว่า    มีความเป็นมายาวนานนับร้อยปี   เคยมีบทบาทสำคัญใน  ฐานะมหรสพของสังคมเมืองพิษณุโลกและภูมิภาคภาคเหนือตอนล่าง 
เมื่อย้อนอดีตจากวันนี้ผ่านมา  เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๔๔๔   ๑๑๑ ปีมาแล้ว  มีหลักฐานบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลก  พระนิพนธ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  ความว่า
“ เวลาบ่าย  ๔  โมง  ๔๐  นาที  ไปวัดมหาธาตุ  อยู่ฝั่งตะวันออกตรงข้ามกับที่ว่าการมณฑล  นมัสการพระชินราชแล้วดูธรรมมาสน์เทศน์   ธรรมมาสน์สวด   ดูเรือนแก้ว   สิ่งทั้งปวง   เหล่านี้ล้วนเป็นของดีอย่างเอก  ไม่เคยพบเคยเห็น  จะพรรณนาก็จะมากความนักคิดว่าจะพรรณนาเวลาอื่น  เพราะจะดูอีก  ดูวันนี้เป็นการรีบ ๆ  ผ่าน ๆ  แลจดหมายเวลาจะนอนคงจะหยาบไปมากไม่สมกับของดี  ดูในวิหารแล้วมาดูรูปพระชินราชจำลอง    ติเตียนปฤกษากับหลวงประสิทธิ์ปฏิมาอยู่จนจวนค่ำแล้วดูบานประตูมุก
ดูพระระเบียงนอก  ระเบียงใน  ดูวิหารพระชินศรีจำลอง  ดูมณฑปด้วยได้ไม้สลักหัวนาคจำแลง  ที่จะเป็นหัวบันไดธรรมมาสน์อันหนึ่ง  ได้นาคปักเป็นหัวมังกรทำด้วยดินเคลือบอันหนึ่ง  เวลาทุ่ม  ๑  กลับมา
ถึงเรือ
     พอกินข้าวแล้ว  พระยาเทพามาบอกว่า  มังคละมาแล้ว  ลืมเล่าถึงมังคละไป  คืนวันเมื่อพักอยู่ที่ไทรโรงโขน  ได้ยินเสียงไกล ๆ  เป็นกลองตีเป็นเพลง  แต่จะสังเกตว่าเป็นอะไรไม่ได้  รุ่งขึ้นกำลังเดินเรือมาตามทาง  ได้ยินอีกหนหนึ่ง  ทีนี้ใกล้เขาแห่นาคกันอยู่ริมตลิ่ง  แต่ไม่แลเห็นอะไรเพราะพงบังเสีย  นึกเอาว่าเถิดเทิงเลวอยู่มาก  ก็นึกเสียว่า  เถิดเทิงบ้านนอกมันคงลักขูอยู่เอง  ครั้นมาจอดที่วัดสะกัดน้ำมัน  ได้ยินอีกไกล ๆ  จึงได้ถามท่านสมภารว่าอะไร  ท่านสมภารอธิบายว่า  ปี่พาทย์  ชนิดหนึ่งเรียกว่ามังคละ  พระยาเทพาอยู่ที่นั่นด้วย  ก็เลยอธิบายว่า  เป็นกลองคล้ายสองหน้า  มีฆ้องมีปี่  ปี่พาทย์ชนิดนี้เล่นไม่ว่าการมงคลแลการอัปมงคล  หากันวันกับคืนหนึ่งเป็นเงิน  ๗  ตำลึง  จึงได้ขอให้พระยาเทพาเขาเรียกมาตีให้ฟัง  เมื่อเขาจัดมาแล้วเขาจึงมาบอก  ได้ขึ้นไปดูมังคละ  ทีแรกตีเพลงนมยานกทกแป้งฤาอะไรแป้ง  จำไม่ได้ถนัดที่เขาบอก  เครื่องมังคละนี้เป็นเครื่องเบญจดุริยางค์แท้  มีกลองเล็กรูปเหมือนเถิดเทิงแต่สั้น  ขึงหนังหน้าเดียวมีไม้ตียาว ๆ  (ที่หมาย ๑)  มีไม้ตีตรง ๆ  (ที่หมาย ๒)  กลองสามใบนี้ต้องหุ้มผ้าดอกเหลือไว้แต่หน้าเพราะเขาว่าฝีมือขึ้นแลฝีมือทำหุ่นดูไม่ได้  และมีปี่คันหนึ่ง  ตัวเป็นทำนองปี่จีน  ลิ้นเป็นปี่ชวา มีฆ้องแขวนราว  ๓  ใบ  เสียงต่าง ๆ  เข้ากับกลองเล่าโต๊ว  ไม่น่าฟังแปลว่าหนวกหูเพลงปี่ก็ไม่อ่อนหวานเป็นทำนองลูกเล่นมากกว่า  เพราะลองให้ตีดู  ๒  เพลงหนวกหูเต็มทีเลยให้อัฐไล่มันไปบ้านแล้วกลับลงมานอน”  เสียงดนตรีที่ดั่งหนวกหู  ดังที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงค์  ทรงวิจารณ์นั้น  ปัจจุบัน  (ปี  ๒๕๔๘)  ก็ยังเล่นกันอยู่ซึ่งไม่แตกต่างไปจากที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงค์ทรงบรรยายไว้   เว้นแต่กลองสองหน้าในปัจจุบันบางทีใช้ใบเดียว  และมีฉิ่งฉาบด้วยแสดงให้เห็นว่า  มังคละ  เป็นดนตรีในท้องถิ่นของจังหวัดพิษณุโลกที่เล่นมาแต่โบราณกาล  

      ต่อมาจึงได้มีผู้คิดท่ารำประกอบโดยจินตนาการจากสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของหนุ่มสาวชาวชนบทในยามว่างจากการทำงาน  มีงานรื่นเริงหรือในเทศกาลงานบุญต่าง ๆ  แต่ก่อนมังคละจะรู้จักกันเฉพาะในท้องถิ่น  ปัจจุบันวงดนตรีมังคละได้รับการ  พัฒนาให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแล้วโดยอาจารย์ครองศักดิ์  ภุมรินทร์  ภาควิชาดนตรีมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม ได้รับการส่งเสริมฟื้นฟูกันขึ้นมาใหม่จึงทำให้เสียงดนตรีมังคละที่ค่อนข้างหนวกหูนั้น  มีความกลมกลืนประสานเสียงกัน  ฟังไพเราะยิ่งขึ้น  เสียงปี่  เสียงกลองมังคละถึงแม้จะมีเสียงดังแต่ก็มีความกังวาน  ก้องลึกเข้าไปในความรู้สึกของผู้ฟัง  ท่วงทำนองลีลา  และจังหวะของเพลงมังคละได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นโน้ตเพลง  ซึ่งทำให้ดนตรีพื้นบ้านของจังหวัดพิษณุโลกได้เผยแพร่ออกไปสู่นักดนตรีในท้องถิ่นอื่น ๆ  และผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อสืบต่ออายุของ  ดนตรีมังคละให้แพร่หลาย  มีเพลงที่น่าสนใจอยู่เพลงหนึ่ง  ชื่อ  นมยานกระทกแป้ง  เพลงนี้ปรากฏในบทพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  เรื่องจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลก  ดังความว่า  “…เมื่อเขาจัดมาแล้ว  เขาจึงมาบอกได้ขึ้นไปดูมังคละ  ทีแรกตีเพลงนมยานกระทกแป้ง  ฤาอะไรแป้งจำไม้ได้ถนัดที่เขาบอก..”  ชื่อเพลงนมยานกระทกแป้ง  นับเป็นความฉลาดหลักแหลมของผู้ตั้งชื่อในสมัยโบราณ  จะเห็นว่าได้ทั้งอารมณ์และจิตนาการ  แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันอย่างลึกซึ้ง  คำว่ากระทก  (กทก)  คงจะหมายถึงกิริยา  ฝัด  เมื่อนำแป้งไปใส่ไว้ในกระด้งก็จะทำกริยา  ฝัด  (กระทก)   เพื่อให้ได้แป้งที่ละเอียดตามที่ต้องการ  การฝัดแป้งนั้นต้องใช้แขนทั้ง  ๒  ข้าง  ฝัดเข้าออกสลับกันไป  จินตนาการของผู้ตั้งชื่อคงมุ่งเน้นไปที่สตรีวัยชรา  คุณย่า  คุณยาย  ฝัดแป้ง  จึงเกิดแรงบันดาลใจตั้งเป็นชื่อเพลงดังกล่าว
เพลงมังคละ  มีทำนองเพลงกลองยืนบันทึกเป็นโน้ตไว้  ๒๑  เพลง แต่เพลงพื้นฐาน ที่ศึกษา  ดังนี้  คือ
 ๑.   เพลงไม้หนึ่ง ป๊ะ เท่ง ป๊ะ ๒.   เพลงไม้สอง ป๊ะ เท่ง  ป๊ะเท่งป๊ะ
 ๓.   เพลงไม้สาม ป๊ะ เท่ง ป๊ะเท่ง ป๊ะเท่ง เท่ง
 ๔.   เพลงไม้สี่  (เพลงครู)  ป๊ะ เท่ง เท่ง ป๊ะเท่งป๊ะ
เพลงมังคละท่ารำที่ อาจารย์อนงค์  นาคสวัสดิ์  คิดท่าขึ้นมี  ๔  ท่า  ดังนี้
ท่ารำที่  ๑   ท่าเจ้าชู้ยักษ์  ฝ่ายชายที่มีผู้นำทำท่าเกี้ยวหญิง 
ท่ารำที่  ๒  ท่าเจ้าชู้ไก่แจ้  ชายอีกคนหนึ่งลุกขึ้นรำกลางวง  ชวนเพื่อนออกไปเกี้ยวใหม่ด้วยท่าเจ้าชู้ไก่แจ้
ที่  ๓  ท่าป้อ  ท่านี้เป็นท่ารำที่อ่อนช้อยของชายซึ่งมีผู้นำคนใหม่ชวนพรรคพวกออกมาเกี้ยว 
ท่าที่  ๔  ท่าเมิน  ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายที่ฝ่ายชายคิดขึ้นใหม่  คือทำท่าไม่สนใจหญิง  เมื่อพากันรำเข้ามาใกล้  ตัวฝ่ายหญิงแล้วก็ทำท่าหยิ่งไว้ตัว  ไม่ง้อ  ไม่สนใจ  แต่แอบยิ้มให้ลับหลัง 

เล่ามามากเลย ผู้อ่านลองชมภาพกันดีกว่า

รศ.ครองศักดิ์ ภุมรินทร์ เล่าภูมิหลังประวัติความเป็นมา

อาจารย์นิภารัตน์ สอนร่ายรำ ประกอบ พันจ่าอากาศเอก ประโยชน์ลูกพลับ แนะนะสอนเด็กๆ เน้นตีจังหวะให้หนักแน่น กังวาน

mongara

ถึงคราคุณครูแสดงฝีมือ นักเรียน บันทึกภาพคุณครูบ้าง น่ารัก ม๊ก  มาก

เอกสารอ้างอิงประกอบคำบรรยาย  : ชมรมอนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้านมังคละ จังหวัดพิษณุโลกภูมิหลังมังคละ

หมายเหตุ ศึกษาฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นจังหวัดพิษณุโลก เพิ่มเติ่ม ได้ที่ www.med.nu.ac.th/wisdom

 

 



Main: 0.365175008774 sec
Sidebar: 0.0799639225006 sec