“ฟาด” และ “ฟัน”
เย็นนี้พี่พี่บอกว่าฉันอารมณ์ดี หลังจากที่ยืนปาฐกถาเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และเปิดโอกาสให้ซักถาม โดยเปิดใจไม่มีแม้มเลย ซึ่งจริง ๆ แล้ว ฉันเรียนรู้ที่จะไม่แบกมันมาตั้งนานแล้ว แต่บางครั้งใจมันตามไม่ทันก็เตลิดไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดจนคนอื่นบอกว่ามันทำให้ผมขาวบนหัวฉันเพิ่มขึ้น…
การที่เราเรียนรู้ที่จะฟาดฟันกันด้วยเพราะตัวเราคิด ใส่ความรู้สึก ใส่อารมณ์ วิ่งตามกิเลส และความคาดหวังไป สุดท้ายแล้ว มันไม่ได้อะไรที่เราอยากให้ไปถึงเป้าหมายเลย ทุกอย่างมันเป็น อนิจจัง ทุกขขัง อนัตตา ทั้งสิ้น
เอาให้ง่าย ๆ เช่น คิดว่าเมื่อมีเงินแล้วมีความสุข เสพสุขจากเงินได้ตลอดไป ซึ่งก็ไม่จริง ได้เงินมามีสุข ใช้เงินไป เงินหมด ก็อาจทุกข์ได้ ทุกสิ่งผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเสมอ ไม่มีสิ่งใดที่คงที่คงทนหรอก หรือเช่น ไปทำบุญตักบาตร ฟังพระ ฟังเทศน์ แล้วมีความสุข สุขก็เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนั้น พอเรามาพบมาเจอสิ่งอื่น ก็อาจทำให้เกิดสภาวะอีกแบบก็เป็นได้ ฉะนั้น เราจะมาฟาดฟันให้ได้สิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน (ทำไมกันหนอ) ….บอกตัวเอง….
อ่านข้อความที่มีคนเขาเขียนไว้ว่า
บางครั้ง สิ่งที่ดีที่สุด…ก็ไม่ใช่…สิ่งที่ถูกต้องที่สุด…
บางครั้ง สิ่งที่ถูกต้องที่สุด …ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด…
บางครั้งสิ่ง ที่เราคิดว่าไว้ใจได้มากที่สุด…แต่กลับทำลายเราได้มากที่สุด
บางครั้ง สิ่งที่คิดว่าทำลายเรามากที่สุด…กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เราไว้ใจได้มากที่ สุด…
ทุกอย่างไม่ใช้ของแท้ และแน่นอน
แล้วเราจะฟาด และ ฟัน กันทำไม
สุขใจดีค่ะ
เตรียมตัวไปเที่ยวยุโรปดีกว่า อิอิอิ
Next : วันนี้ » »
2 ความคิดเห็น
แวะมาเยี่ยมและทักทายพี่ที่รักค่ะ
ดีค่ะ ไปเที่ยวดีที่สุด…เย้!!!
ตอนที่ยังก้มหน้าก้มตาทำงาน (ทุกวันนี้ลาเรียนอยู่) ก็ต้องฟาด-ฟันทุกวัน ๆ ๆ บางทีก็เบื่อ ๆ บางทีก็อยากฟาดฟันด้วย แต่กลัวเสียมาดนางเอกที่แสนดี เลยไม่ค่อยโต้ตอบ แต่เก็บความเจ็บช้ำเอาไว้ไปลงที่งาน ยิ่งโมโหยิ่งโกรธใคร เห็นความอยุติธรรมมากเท่าไร ยิ่งทำงาน ทำให้บ้ากันไปข้างหนึ่งเลย
จนมีคนบอกว่าโง่จัง ไปทุ่มเททำงานให้เขาทำไม เขาไม่เคยเห็นเราอยู่ในใจ มีงานก็พูดดีให้เราทำ พอพิจารณาเขาไม่เคยมีเราอยู่ใน List ที่ตลกก็คือคิวเราแล้วล่ะที่จะต้องได้ แต่กลับเรียกเราไปบอกว่าสงสารน้องอีกคนน่ะเขามีครอบครัว ลูกยังเล็ก ให้เขานะ น้องไม่ลำบากไม่มีครอบครัว ไม่ต้องเอานะปีหน้านะ… (อ้าว ไม่มีลูกไม่มีสามีนี่มันผิดนักหรือไงอ่ะ) พูดอะไรไม่ออก เดินออกมาเฉย ๆ เลย กลายเป็นกร้าวร้าวไม่เคารพผู้ใหญ่ที่แสนดี อุตส่าห์เรียกเข้าไปชี้แจงทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นก็ได้(เขาว่างั้น)
คิด ๆ ดู มนุษย์น่ะเหมือนไก่ในสุ่มที่เขาขังไว้รอเวลาเชือด ไม่รู้มัจจุราชจะเื้อื้อมมือมาคว้าคอเราไปเชือดเมื่อไร แล้วอย่างนี้เรายังจะจิกตี ทะเลาะกันวุ่นวายทำไมก็ไม่รู้…
หยุดเว้นวรรคกับ ความทุกข์ เสียบ้างก็ดีนะคะ… ^_^
ไปอ่านบันทึกของอ.จอมป่วน เรื่อง “เซียน” อ่านแล้วน่าคิดมาก ๆ ค่ะ
แอบมาฟังสาวๆคุยกัน