รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี….

2 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 7 มีนาคม 2010 เวลา 12:04 (เย็น) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 137

เดี๋ยวนี้อะไรๆก็ต้องตีความ แม้แต่คำว่าตีความ….
เดิมทีการเข้าใจอะไรๆ ก็เข้าใจตามตัวอักษร
นั่นอาจเป็นเพราะเวลานั้น..คือ เวลานั้น..
และ.เวลานี้ คือ..เวลานี้…

เมื่อผ่านเวลา ก็รับยาขมหม้อเล็ก หม้อใหญ่
ไปตามสถานการณ์ แบบฝึกหัดก็ผ่านไปหลายบท
ละครชีวิตก็ดูมาหลายเรื่อง

อย่าไปโทษอะไรเลย…มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติ เช่นนั้นเอง
ถ้าเราเกิดมารู้หมดทุกอย่าง ทำได้หมดทุกอย่าง
เราคงไม่ใช่คนปกติ…แม้ร่างกาย แม้สรรพสิ่ง ก็ยังมี
วันเวลาเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เราจะคิดหวังว่า น่าจะ..อย่างนั้น อย่างนี้ นั้นก็คือ ความอยากแล้ว..

แม้ในศีลข้อที่ 1ที่ท่องมาแต่เด็กๆ เด็กๆท่องว่าห้ามฆ่าสัตว์
ถ้าตีความตามตัวอักษร  ห้ามฆ่าให้ตาย ทำให้ตาย
ตามตัวอักษรน่าจะหมายถึงการทำให้ตายโดยเจตนา
แต่ถ้าจะคิดให้ลึกซึ้ง ถึงเจตนาของคำสอนแล้ว มีเจตนาลึกซึ้ง
กว่าการฆ่ามาก ดังจากคำสอนของสมเด็จพระสังฆราช
ใน แสงส่องใจ พระองค์สอนถึงเจตนาของศีลข้อ 1 ที่ลึกซึ้ง
ว่า อย่าว่าแต่ทำให้ถึงตายเลย แม้แต่การกระทบต่อกาย หรือ ใจ
ก็ไม่ควรทำ
คำเทศนานี้ชี้ให้เห็นลึกลงไปในคำสอน
คำห้ามของพระพุทธองค์ ซึ่งเราจะเรียนกันตามตัวอักษรไม่พอ

แต่นั่นก็ขึ้นกับคนเรียนด้วยเหมือนกันว่าจะคิด พิจารณาเพียงใด
สาเหตุหนึ่งที่เกิดเรื่องต่างๆระหว่างคนก็คือ การกระทบที่ใจ
การกระทบที่กาย นั้นเอง
กระทำอย่างไร กระทบอย่างไร
ด้วยวาจา ด้วยสื่อ ด้วยเจตนา ด้วยไม่เจตนา กระทำโดยตรง
กระทำโดยอ้อม ก็ล้วนแต่มีผลทั้งสิ้น จะผลในระดับใดก็สุดแต่
จะพิจารณาได้โดยสติ โดยสมาธิ นั้นคือก่อกรรมแล้ว อาจดี หรือ ไม่
ก็พิจารณาโดยละเอียดได้อีก การไม่ทำชั่ว เท่ากับอย่าติดลบ การทำดี
คือทำเพิ่มจากเดิม ลดการติดลบ จนถึงทำให้เป็นบวก และการทำให้จิตใจ
บริสุทธิ์ คือ ลดละล้าง กืเลส ความเศร้าหมองที่นำไปสู่การติดลบ
และการลดความดี จากที่เคยมีลงไป

การรู้รักษาตัวรอดนั้น ถ้าตีความในทางลบ อาจหมายถึง
การเอาตัวรอดโดยทิ้งความรับผิดชอบ และ หรือ เห็นแก่ตัว
แต่ถ้าตีความในทางบวก อาจหมายถึง
กระทำการโดยรอบคอบ และไม่ทิ้งความรับผิดชอบ ไม่เห็นแก่ตัว
แต่รู้จักคิดเลือก ทำการใดๆในทางที่ชอบที่ควร และไม่เป็นภัยแก่ใคร

ในสังคมทุกวันนี้ ฉลาด แต่ ไม่เฉลียว ก็พัง…
ดังนั้นการกระทำใดๆพึงกระทำโดยไม่ประมาท
แมัการทำดี ก็มีการทำดีโดยประมาทได้ด้วย…..
ก็อยู่ในสังคมมนุษย์ จึงต้อง รู้รักษาตัวรอด เป็นยอดดี
ดูที่เจตนา ทำดีโดยไม่ประมาท


หลง…แบบว่า..หลง….

4 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 10 กุมภาพันธ 2010 เวลา 5:34 (เช้า) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 147

ในกระบวนการดำเนินชีวิต ยิ่งทบทวน
ยิ่งเห็นความแตกต่าง ยิ่งเห็นการทำให้สมดุลย์

ไม่ว่าเรื่อง อาหาร

เรื่องความเป็นอยู่

เรื่องสุขภาพ

เรื่องการทำงาน

เรื่องเทคโนโลยี

ให้แปลกใจว่า ทำไมโลกนี้มีความแตกต่างซ้อนกันอยู่ไปเรื่อยๆ
ตั้งแต่ดึกดำบรรพจนปัจจุบัน เมื่อก่อนพุทธกาล จนปัจจุบัน

เพราะความคิดที่จำแนกแตกต่างในเวลาที่แตกต่างของปัจเจกบุคคล
เพราะหลักการที่อ้างอิงคนละหลักการ
เพราะเวลาและสภาพแวดล้อม

อะไรคือหลง…
พร้อมที่จะหลงไปในร่องความคิด
แบบว่า หลง ซ้อน..หลง…

หลง..และ..ไม่รู้ว่า หลง หรือ ไม่หลง
ประมาณนั้น..

เมื่อคิดถึงทางออก..
ในเมื่อมีทางออก..ไฉนจึงวนเวียน
เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นวังวน ..วนเวียน
เหมือนเราอยู่บนโลกที่หมุน ตัวเราก็ย่อมหมุนไปด้วย
เพียงแต่เราไม่รู้บ้าง รู้บ้าง
และทุกสิ่งมี..เวลา เป็นตัวแปร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
วัยอ่อน โตเต็มวัย แก่งอม ร่วงหล่นไป

ความคิดก็เช่นกัน


การทำงานคือการปฏิบัติธรรม (ต่อ)

2 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 20 มกราคม 2010 เวลา 4:22 (เช้า) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 173

หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฎิบัติตามกฎของธรรมชาติ
1 ทำอย่างไรชีวิตจะอยู่รอด
2 ทำอย่างไรจะพัฒนาความอยู่รอดนั้นให้ดียิ่งๆขึ้นไป

การจะอยู่รอดได้ต้องมีความถูกต้อง
วัตถุแวดล้อมดี ร่างกายดี สติดี ปัญญาดี
ทำดีแล้วเราก็พอใจไปหมด มีชีวิตทุกกระเบียดนิ้วที่ถูกต้อง ถูกต้องแล้วจึงดี
เช่นการหาอาหาร หาให้ดี  การกินอาหาร กินให้ดี กินด้วยสติ
แต่บางคนหาอะไร มากินให้อร่อย เซ่นผีตัณหา การถ่ายอุจจาระ ก็ทำอย่างดี
คือค่อยๆถ่ายไม่เบ่งแรง ภิกษุถ่ายอุจจาระเบ่งแรงเป็นอาบัติ ถ่ายอุจจาระก็ยังทำให้ดี
อาบน้ำ ก็อาบให้สะอาด มีสติ ถูขี้ไคลด้วยการทำหน้าที่ให้ร่างกายสะอาด เป็นสุข
แต่คนมีกิเลสจะทำให้ยุ่งยาก บางทีก็ต้องไปจ้างเขาทำ
การถูพื้น ก็ถูให้สะอาด เป็นการทำหน้าที่ การล้างจาน ก็พอใจ
เพราะทำให้จานสะอาดเพราะเราต้องใช้จานสะอาดเพื่อสุขภาพที่ดี

พูดถึงการทำหน้าที่ การทำงาน ขอให้ทำงานเต็มความสามารถที่มี
หรือตามโอกาสที่ทำได้ มีความสุขอยู่ที่ที่ทำงาน เพราะเป็นการทำงานให้ดี
ทำแล้วมีความสุข มีความสุขแท้จริงแล้วเมื่อทำงาน
จึงไม่ได้ทำงานเพื่อเงินแล้วเอาไปซิ้อความสุขที่หลอกลวง เป็นความสุขเซ่นผีกิเลส
และไม่ต้องขโมยเวลา เพื่อหาความสุขหลอกลวง เพราะมีความสุขตลอดเวลาที่ทำงานแล้ว

อ่านต่อ »


การทำงานคือการปฎิบัติธรรม

2 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 19 มกราคม 2010 เวลา 4:59 (เช้า) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 199

ธรรม คือ หน้าที่ที่ทรงให้ชีวิตอยู่รอด เป็นธรรมชาติ

คิดว่าธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น ถูกเพียงส่วนหนึ่ง

ธรรม คืออะไร
เราไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เราจึงไม่รู้จะปฎิบัติธรรมกันอย่างไร
……………………………………………………..
……………………………………………………..
ธรรมคือ สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ
ธรรมในภาษาบาลี คือธรรมชาติ
พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้อะไร ตรัสรู้ธรรม
ท่านสอนอะไร สอนว่า…………………….
………………………………………………………..
นั่นคือ มนุษย์จะต้องปฎิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ
กฎของธรรมชาติมีมากมาย
แต่ที่ต้องรู้คือ ทำอย่างไรชีวิตจะอยู่รอด และ รอดถึงที่สุดแห่งความดี
……………………………………………………………..
……………………………………………………………..
การทำงานคือการทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ
เดี๋ยวนี้เราทำงานเพื่ออะไรกันให้คิดดู
เราไม่ได้ทำงานตามความถูกต้องของมนุษย์ เพื่อหน้าที่ของมนุษย์
แต่เราทำงานเพื่อเลี้ยงกิเลส ทำตามใจเรา จะเป็นธรรมได้อย่างไร
………………………………………………………………..
คนหนึ่งทำงานเพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็นมนุษย์ของตน
อีกคนหนึ่ง ทำงานเพื่อทำความเป็นมนุษย์ให้แหว่ง ยิ่งทำยิ่งทำลายให้แหว่งไป
………………………………………………………………
………………………………………………………………
การอยู่รอดมี 2 แบบ รอดแบบชาวโลก หรือ รอดแบบสูงกว่านั้น…..

……………………………………………………………

……………………………………………………………

……………………………………………………………


เสียงธรรมจากสวนโมกข์

เสียงธรรมจากสวนโมกข์ ชุดที่ ๑

ชื่อตอน
๑ การทำงานคือการปฎิบัติธรรม
๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๕
แสดงปาฐกถาพิเศษ

http://www.dhammathai.org/sounds/buddhadasa.php

http://www.dhammathai.org/sounds/playsong.php?sound=buddhadasa/suanmokkh1/440101.wma


สิ่งสำคัญของชีวิต

5 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 25 ธันวาคม 2009 เวลา 3:50 (เย็น) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 185

สิ่งสำคัญของชีวิต  คือ ความกว้างและความลึก  ไม่ใช่ความยาว


จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า:

5 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 18 ธันวาคม 2009 เวลา 12:13 (เย็น) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 226

ติดดี

7 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 17 ธันวาคม 2009 เวลา 4:55 (เช้า) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 249

ขึ้นชื่อว่าติด ติดอะไรก็ไม่ดีทั้งนั้น
มีติดอย่างหนึ่งที่ ติดง่ายเหมือนกัน

ติดดี คือยึดติดกับคำว่าดี สิ่งที่คิดว่าดี
จะเป็นผลงานดี พฤติกรรมดี ความรู้สึกดีๆ

แล้วมันไม่ดีตรงไหนเล่า
ไม่ดีตรงที่ดีไม่ถึงที่สุด ดีไม่คงอยู่แปรเปลี่ยนได้
ดีอยู่ในอารมณ์ ดีไม่เป็นอิสระ

พอติดดีแล้วเกิดความอยาก อยากทำดี
อยากให้คนอื่นทำดี อยากมอบสิ่งดีๆ
คิดถึงดี ก็ทำให้คิดถึงไม่ดี
อยากทำดี ก็ต้องมีอะไรที่ไม่ดีที่ไม่อยากทำ

ดี ทำให้เกิดเปรียบเทียบ
บางทีก็มีอัตตาเกิดเพราะ ดี
คนนั้น คนนี้ไม่ดี ดีไม่พอ
งานนั้นงานนี้ยังไม่ดีพอ
ความดีอะไรคือสูงสุด คือดีพอ
ดีพอในใจของใคร ดีพอในเงื่อนไขอะไร
ดีพอในสถานการณ์ของใคร

บางทีเพราะติดดี จึงต้องเป็นพระเอก เป็นนางเอก
ในใจของคนอื่นตามที่เขาบอก
แล้วหลงติดภาพว่าตัวเองเป็นพระเอกหรือนางเอกด้วย
พระเอกในใจเขา พระเอกในใจเรา
แล้วบางทีก็ต้องทำอะไรที่ไม่ควรเพื่อรักษาภาพนั้น
ยอมให้ตัวเองเลวไม่ได้ เลยต้องทำเลวบางอย่าง
เพื่อรักษาภาพดีนั้นไว้ ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
บางทีก็เกิดความโกรธ กับคนไม่ดี เรื่องไม่ดี

ดีให้ถึงที่สุด คืออะไร
ดีที่ไหน ดีเมื่อไร ดีอย่างไร
ดีแบบไม่ยึดติดคืออะไร

ละติดดี เป็นเรื่องยากมากอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าได้รู้ตัว มีสติ คงช่วยได้
ติดดี ติดดี เราไม่รู้ตัวกันบ่อยๆ
ธรรมดา ธรรมดา ก็เราเป็นปุถุชน นี่นะ


รักคนไกล ระอาคนใกล้

15 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 12 ธันวาคม 2009 เวลา 3:06 (เย็น) ในหมวดหมู่ ข้อคิด ชีวิต #
อ่าน: 261

ปลูกป่า รักต้นไม้ทั่วทั้งโลกนั้น บางครั้งกลับง่ายกว่ารักต้นไม้ในบ้าน
เราพร้อมจะไปปลูกป่าทั่วทุกหนแห่ง แต่คร้านที่จะดูแลต้นไม้ในบ้าน

ปลูกป่านอกบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แค่หย่อนกล้าไม้ลงหลุมแล้วกลบ
จากนั้นก็กลับบ้านได้เลย แต่ปลูกต้นไม้ที่บ้านสิ เรายังต้องรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยนานนับปี
ครั้นต้นไม้เติบโตสูงใหญ่ ก็ยังต้องเสียเวลากวาดใบไม้ร่วงไม่หยุดหย่อน
วันดีคืนดีกิ่งไม้อาจตกมากระแทกหลังคาเป็นรู

เป็นเพราะต้นไม้นอกบ้านให้แต่สิ่งดี ๆ
มีแต่สิ่งที่น่าชื่นชม ไม่เป็นภาระแก่เราเลย
เราจึงรักเขาได้ง่าย ส่วนต้นไม้ในบ้านนั้นเรียกร้องการดูแลเอาใจใส่จากเรา
แถมยังอาจก่อปัญหาให้ด้วย หลายคนจึงมองเห็นแต่ข้อเสียของเขา จนรู้สึกระอาขึ้นมา

เป็นเพราะเหตุผลเดียวกันนี้หรือเปล่า
ผู้คนเป็นอันมากจึงรักและชื่นชมคนอื่นได้ง่ายกว่าคนในบ้าน
เราเห็นแต่ความดีของคนไกลตัวเพราะเขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเราเลย
ส่วนคนในบ้านนั้นอยู่ใกล้กับเรามากเกินไปจึงเห็นแต่ข้อเสียของเขา
หรือเห็นเขาเป็นภาระที่ต้องดูแลเอาใจใส่จนกลบข้อดีของเขาไปเกือบหมด

ผลก็คือเรามักสุภาพอ่อนโยนกับคนไกล แต่มึนตึงฉุนเฉียวง่ายมากกับคนใกล้ตัว
อะไรก็ตามยิ่งอยู่ใกล้ตัวมากเท่าไร เราย่อมหน่ายแหนงและระอาได้ง่ายมากเท่านั้น

ที่แล้วมาเราอาจมองข้ามไปเพราะคุ้นชินความดีที่เขาทำกับเราจนมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
เพลงที่แสนไพเราะ หากได้ฟังทุกวันทุกคืนก็กลายเป็นเพลงดาษ ๆ

ไม่มีเสน่ห์สำหรับเรา ฉันใดก็ฉันนั้น
คำพูดที่ไพเราะของภรรยา น้ำใจของสามี หรือความใส่ใจของพ่อแม่
หากเราได้ยินได้ฟังหรือได้รับติดต่อกันเป็นปี ๆ หรือนานนับสิบปี
ก็กลับกลายเป็นสิ่งสามัญจนเรามองไม่เห็นความสำคัญ

ไม่ต่างจากอากาศที่เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าทั้ง ๆ ที่ขาดมันไม่ได้เลย

น่าแปลกก็ตรงที่หากคนใกล้ตัวทำผิดพลาด
หรือสร้างความไม่พอใจแก่เรา แม้เพียงครั้งเดียว
การกระทำนั้น ๆ กลับฝังใจเรา
ได้นานหรือลึกกว่าความดีที่เขาทำกับเรานับร้อยนับพันครั้ง
ใช่หรือไม่ว่าเวลาเขาทำดีกับเรา เรามองว่านั่นเป็น “หน้าที่ของเขา”
หรือเป็น “สิทธิที่เราควรได้รับ”

แต่เมื่อใดที่เขาทำไม่ดีกับเรา ทำให้เราไม่พอใจ
เรากลับมองว่าการกระทำเช่นนั้นเป็น “สิ่งที่ไม่สมควร”
เป็นเรื่อง “ไม่ธรรมดา” ดังนั้นจึงฝังใจเราได้ง่ายกว่า

อันที่จริงเขาอาจไม่ได้ทำผิดพลาดเกินวิสัยปุถุชน
แต่ความที่เรามักจะมีความคาดหวังสูงจากคนใกล้ชิด
ความผิดพลาดของเขาแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เราหัวเสีย
ขุ่นเคือง หรือน้อยเนื้อต่ำใจได้ง่ายและนาน

คนในบ้านหรือคนใกล้ตัวนั้น ไม่ว่าจะดีแสนดีเพียงใด
ก็ย่อมมีวันที่ต้องกระทบกระทั่งกับเราบ้าง

แต่หากเราไม่ฝังใจอยู่กับเหตุการณ์เหล่านั้น
หันมามองและชื่นชมคุณความดีของเขา
เปิดใจรับรู้ความรักที่เขามีต่อเรา เราจะรักเขาได้ง่ายขึ้น
และตระหนักว่าเขามีความสำคัญต่อชีวิตของเรายิ่งกว่าคนไกลตัวเสียอีก
อย่ารอให้เขาจากไปเสียก่อนถึงค่อยมาเห็นคุณค่าของเขา
ถึงตอนนั้นก็สายไปเสียแล้ว

เพราะใจที่ชอบเห็นแต่แง่ลบมากกว่าแง่บวก
มิใช่แค่ต้นไม้ในบ้าน หรือคนในบ้านเท่านั้น
หากยังรวมถึงทรัพย์สมบัติในบ้านด้วย
แต่นั่นยังไม่ใกล้เท่ากับร่างกายและจิตใจของเราเอง

รักคนไกล ระอาคนใกล้
อ่านมาจาก http://www.visalo.org/article/Image255209.htm
เขียนโดย  ภาวัน นิตยสาร IMAGE กันยายน ๒๕๕๒
นำบางส่วนมาให้อ่านค่ะ โปรดอ่านจากต้นฉบับ และ ขอขอบคุณผู้เขียนอย่างยิ่งค่ะ


ท่านขงเบ้งจะลงโทษตนเองอย่างไร (ต่อ)

6 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2009 เวลา 8:27 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 257

ถ้าเขียน จะเขียนสัก 1 หน้า ก็ยาวแล้ว ใช้เวลาคงไม่น้อย…
ถ้าคิด ใช้เวลาไม่มาก..แต่คงได้ยาวเท่ากับหลายหน้า..
หลายเรื่อง หลายมุม นั้นคือ ความยิ่งใหญ่ของกวี ….
ไม่ได้อยากยิ่งใหญ่ แต่อยากให้ได้มากกว่าค่ะ

ตัวของตัวเองไม่ได้เก่งกาจทำได้หมด
ก่อนจะตายยังไม่ทราบจะไปได้เท่าใด
แต่ความคิดไปได้ ไปก่อนแล้ว
และถ้ามีใครสักคน หรือ หลายคน
เกิดแรงบันดาลใจ ฉุกคิด แล้วล่วงหน้าไปก่อนได้
ก็น่ายินดีค่ะ และท่านที่ทำได้ดีอยู่แล้ว
อาจเกิดแรงที่ขยายออกไปอีกก็เป็นได้

ท่านขงเบ้งนั้นเป็นปราชญ์ผู้เยี่ยมยอดในหลายๆทาง
ถึงกับมึคำยกย่องว่าท่านหยั่งรู้ฟ้าดิน
การกระทำ ความคิดของท่านน่าเรียนรู้ยิ่งนัก
ใครจะคิดในแง่มุมอื่นๆ ขยายความออกไปอีก ก็ไม่ผิดกติกาค่ะ
ในคราวหนึ่งของการรบ ไม่มีการรบครั้งใดไม่สูญเสีย
แต่ครั้งนั้น ทหาร ผู้คน ล้มตายจำนวนมาก
ท่านขงเบ้งถึงกับหลั่งน้ำตา ไม่ได้ยินดีในชัยชนะ
ไห้รางวัลแม่ทัพ แต่ต้องลงโทษตนเอง

มาฉุกคิดกับชีวิตเรา
การลงโทษตนเอง นั้นคือการปกครองภายใน
เราเคยชินกับการปกครองภายนอก
การลงโทษนั้นมีคุณ ถ้าลงโทษด้วยปัญญา
การพิจารณาความผิด การปรับปรุงแก้ไข
การตั้งจุดหมาย การให้สัจจะแก่ตน
การทำให้ตนสำนึก จดจำ ระมัดระวัง

การปกครองภายในดี ก็จะส่งผลดีต่อการปกครองภายนอก
ลงโทษตนเอง คือให้เกียรติตนเอง รักตนเองถูกทาง
ลงโทษด้วยปัญญาไม่ใช่ด้วยอารมณ์
ประดุจดัง….
ท่านขงเบ้งจะลงโทษตนเองอย่างไร….


ท่านขงเบ้งจะลงโทษตนเองอย่างไร

4 ความคิดเห็น โดย ป้าหวาน เมื่อ 16 พฤศจิกายน 2009 เวลา 8:21 (เช้า) ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 222

เดิมจะเขียนความคิด ความประทับใจเกี่ยวกับประโยคนี้

แต่มาได้คิดเพิ่มหลังจากขึ้นหัวข้อไว้ผ่านไปอีกหลายวัน

อย่ากระนั้นเลย เลียนแบบกวีผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายบ้างดีกว่า

เขียนสั้นๆแต่ให้คิด ๆๆๆ



Main: 0.217923164368 sec
Sidebar: 0.130373954773 sec