ม.ค. 02
จะเขียนเรื่องนิสัยคนไทยแล้วก็พยายามรวบรวมความคิดอยู่พักหนึ่ง พอดีมีเรื่องไฟไหม้ซานติก้าผับ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 จึงได้โอกาสพูดเรื่องนิสัยแรก งานนี้ตายไปประมาณ 60 คนทันที บาดเจ็บอีกหลายร้อย เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นตอนกำลังเค้าดาวพอดี เพราะไหม้จากพลุเค้าดาวนั่นแหละ ผมรู้จากข่าววันรุ่งขึ้นเพราะหลับไปตั้งแต่สองทุ่มแล้ว
ผมวิเคราะห์ว่าคนไทยมีนิสัย ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อหนึ่งคือ “ไม่เป็นไร”
ข้อดี) สมมุติว่าทำเงินหาย หาไม่เจอจริงๆ ก็ “ไม่เป็นไร” จะได้ดำเนินชีวิตต่อได้ หรือ มีคนมาแซงคิวเรา คนไทยก็ว่า “ไม่เป็นไร” เขาคงมาตอนเราไม่เห็น ถ้าเป็นอะไรที่ไม่ทำให้เสียหน้า (เช่นขับรถปาดหน้า) คนไทยจะคิด “ไม่เป็นไร” ได้ง่ายมาก
ข้อเสีย
- มีปัญหาเห็นๆ อยู่ไม่แก้ เพราะ “ไม่เป็นไร” หรอก “ช่างมัน” “ไว้ก่อน” นึกถึงเรื่องที่คนข้ามสะพานไม้แล้วเหยียบตะปู เจ็บแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไรกับตะปูนั้น มีคนบอกว่าคนไทยไม่มีจิตวิญญาณสาธารณะ จะสนใจแต่คนรอบตัวกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ถ้าตะปูนั้นอยู่หน้าบ้านคงถูกจัดการแน่นอน
- ปัญหาเล็กๆ ในข้อแรกนั้น เมื่อไม่แก้ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เป็นวิธีคิดที่ตรงข้ามกับ safety first และกฎของเมอร์ฟี่ อย่างสิ้นเชิง ฉะนั้น ถึงแม้เราจะรู้ว่าจะสร้างสถานบันเทิง ต้องมีระเบียบความปลอดภัยอย่างไรบ้าง แต่ก็ “ไม่เป็นไร” คงไม่โดนหรอก
- เมื่อปัญหาเกิดเป็นปัญหาจริงๆ ก็ยังจะไม่แก้อีก ผมว่า “วัวหายล้อมคอก” เป็นวิธีคิดที่ดี เพราะเราคงคิดวิธีที่วัวจะหายได้ไม่หมดตั้งแต่แรก แต่เมื่อพบวิธีหนึ่งแล้วก็ล้อมเสีย ผ่านไปเรื่อยๆ วัวก็จะหายน้อยลง แต่ปัญหาของคนไทยคือ วัวหายแล้ว ก็ “ไม่เป็นไร” หรอก คงจะไม่เกิดอีกหรอก แทนที่จะรีบแก้ทันที ปัญหาอย่างซานติก้าเคยเกิดมาแล้ว แต่ราชการก็ไม่เคยเข้มงวดในเรื่องการป้องกันไฟไหม้ในสถานบันเทิงเลย เห็นสนใจอายุคนเข้าผับมากกว่า ผมว่างานนี้คนที่ต้องรับผิดชอบนอกจากเจ้าของแล้วก็คือ กทม. ด้วย
ความไม่เป็นไรอยู่ในนิสัยของพวกเราทุกคน รวมทั้งผมด้วย (ไม่งั้นคงอธิบายออกมาไม่ได้) คนส่วนน้อยที่พ้นจากปัญหานี้ไปได้ก็จะประสบความสุขความเจริญมากกว่าคนที่เหลือจนเป็นที่แปลกใจ ประเด็นหนึ่งคือคนไทยไม่เข้าใจกฎของเมอร์ฟี่นะ ที่ว่าอะไรที่มันจะเสียได้มันจะเสีย หรือที่พูดตลกๆ ว่า วันไหนที่ไม่เอาร่มออกไปฝนจะตก หรือ ฆ้อนจะตกใส่หัวแม่โป้งเท้าเสมอ
คนไทยมองกฎของเมอร์ฟี่เป็นเรื่องตลกเสมอ ไม่ได้นำไปใช้เหมือนฝรั่ง ซึ่งใช้คำพูดนี้เตือนใจว่าจะต้องระวังช่องโหว่ในทุกอย่างให้ดีที่สุด จนพวกเรามองว่าน่ารำคาญ ผมสังเกตว่าคำขวัญแบบนี้ของไทยไม่มี เพราะมันไม่อยู่ในวิธีคิดของเราเลย เราไม่เคยมองว่าตะปูที่สะพานจะต้องโดนเหยียบแน่ๆ หรือ เครื่องคอมที่รวนอยู่มันจะต้องเสียในวันที่เราต้องการไฟล์สำคัญจากมัน ถ้าเราเลิก “ไม่เป็นไร” และหันมาคิดแบบ “กฎของเมอร์ฟี่” แทน แบบ “safety first” แบบ “วัวหายล้อมคอกก็ยังดี” ชีวิตคงมีเรื่องให้เสียหายเจ็บปวดน้อยลง
ฝืนความเป็นไทยกันเถอะครับ
ต.ค. 19

สามปีแล้วที่บริษัทเราร่วมจัดงาน software freedom day โดยสองปีที่ผ่านมาจะจัดเป็นบูตภายในตึกคอมศรีราชา (ด้วยความเอื้อเฟื้อสถานที่โดยตึกคอมศรีราชา) ปีนี้เกิดอยากเกะกะด้วยอารมณ์แบบม็อบนิยมเลยไม่จัดบูต แต่ใช้เดินรณรงค์ แจกแผ่น โบรชัวร์ และพูดคุยอธิบายความหมายของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแทน เป็นรูปแบบตามจิตวิญญาณดั่งเดิมของ software freedom day โดยตระเวณกันภายใน ม.บูรพา และตึกคอมพัทยา เหตุเกิดขึ้นในวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา มีรูปที่ถ่ายเก็บกันไว้เป็นหลักฐาน

ต.ค. 18
ที่เกิดนึกจะเขียนบล็อกขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยคืออย่างนี้ครับ ในช่วงสามปีที่ผ่านมาผมเริ่มบริษัทที่ปรึกษาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ศรีราชา ทำหน้าที่ช่วยเหลือองค์กรในการเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส บริษัทมีเว็บหลายเว็บ แต่ผมไม่เคยคิดจะเขียนบล็อกเพราะมีความรู้สึกว่าไม่มีเวลาเขียนหนังสือ เพราะเขียนช้า จนกระทั่งพักหลังๆ สังเกตตัวเองว่ามีเรื่องบางเรื่องที่ชอบเล่าหรือบ่นให้พวกน้องๆ ในบริษัทฟัง ไปๆ มาๆ เลยกลายเป็นความหมกหมุ่นที่ทำให้สนใจในปัญหานี้ เพราะตัวผมเองก็มีปัญหานี้ น้องๆ ก็มีกัน ดูคนทั่วไปก็มี แล้วก็เป็นปัญหาในการทำงานมาก เรียกได้ว่าเป็นปัญหาเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในที่ทำงานของผมเลย
ปัญหาที่ว่าคือเรื่อง “นิสัยคนไทย” ซึ่งแปลว่าปัญหาแบบนี้เป็นปัญหาเฉพาะในที่ทำงานหรือบ้านเมืองคนไทย ไม่ใช่ปัญหาสากลทั่วไป ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ว่าฝรั่งมันดีกว่าเรา หรือว่ามันไม่มีปัญหานะครับ แต่ว่าปรกติปัญหาสากลเราก็มักจะมีทางแก้ที่มีการเรียนรู้มาเป็นอย่างดี ปัญหาลักษณะนิสัยของฝรั่งก็มักจะมีหนทางแก้หรือไม่ก็แค่ทำความเข้าใจ แต่ปัญหาจาก “ความเป็นไทย” โดยเฉพาะในที่ทำงานดูจะเป็นอะไรที่ “ตามมีตามเกิด” องค์กรที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีก็จะมาจากประสบการณ์ หรือเกิดจาก “ตัวบุคคล” ของผู้บริหารที่เข้าใจนิสัยคนไทย มากกว่าที่จะมีหลักการให้เลียนแบบได้
เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าถกเถียง เลยขอยกขึ้นมาจั่วหัวไว้ก่อน ลองค้นดูในเน็ตพอจะมีข้อมูลให้อ้างอิงได้บ้างตามที่ลอกมาไว้ข้างล่าง
ระบบอุปถัมภ์เป็นแกนหลักของสังคมไทย
- ยึดตัวบุคคล
- ขาดหลักการ
- ขาดอุดมการ
- ไม่แบ่งแยกกันระหว่าง Public + Private
- ขาดจิตรสำนึกต่อส่วนรวม (Public Mind / Spirit)
- ขาดความดีงามของสาธารณะ (Public Good)
- ขาดผลประโยชน์ต่อส่วนรวม (Public Interest)
- ขาดการรับผิดชอบต่อส่วนรวม (Public Responsibility)
- ขาดการตรวจสอบสาธารณะ (Public Accountability)
- ขาดความเสมอภาค (Social Equity)
- ขาดความยุติธรรม (Social Justice)
- ลักษณะของคนไทยชอบเล่นพรรคเล่นพวก / ไม่สามัคคี
- สามัคคีเฉพาะกลุ่ม ไม่สามัคคีในภาพรวม
- ประจบสอพลอ
ศาสตราจารย์ Ruth Benedict ได้ทำการศึกษาวิจัยญี่ปุ่นก่อนแล้วเลยมาศึกษาสังคมไทยทำการแต่งหนังสือ “ Thai Culture and Behavior ” พบว่า
- คนไทยเฉย ,เฉื่อยชา
- คนไทยรักสนุก ,รักสบาย ,และคนไทยใจเย็น
- คนไทยไม่ทำอะไรรุนแรง
- คนไทยผู้ชายมักจะเป็นผู้นำ คือจะมีสมรรถนะทางสังคมไม่เท่ากัน
ทีมงานศาสตราจารย์ Sharp และคณะ Professor Herbert Phillips จากมหาวิทยาลัย Cornell ได้เข้ามาวิจัยชนบทไทยพบว่า พฤติกรรมของคนไทยเป็นเช่นนี้
- คมไทยชอบมีปฎิสัมพันธ์สูง (Take Pleasure in Social Interaction)
- สังคมราบเรียบ (Social Harmony)
- คนไทยไม่ชอบขัดแย้ง ,ไม่ชอบการเผชิญหน้า (Avoid Face – to -Face Conflict)
- คนไทยใช้เครื่องสำอางทางสังคม (Social Cosmetic)
- คนไทยเป็นอิสระทางจิต (Psychic Independent)
- คนไทยเป็นปัจเจกบุคลสูง (High Individual)
- คนไทยมีความเกรงใจ ไม่ทำการฉีกหน้าคนอื่น
- คนไทยไม่ชอบผูกพันในระยะยาว ชอบงานเฉพาะกิจ
- คนไทยรักสนุก ทำให้อารมณ์ดี
- คนไทยไม่ชอบการวางแผน ชอบเป็นนักปฏิบัติ
- คนไทยชอบแก้ปัญหา ไม่ชอบป้องกันปัญหา
John F Embree เขียนบทความชื่อ “Thailand The Loosely Structured Social System”
- คนไทยยืดหยุ่นสูงมาก (Flexibility)
- คนไทยเข้าใจกฎระเบียบ กติกา แต่ไม่ปฏิบัติตาม ชอบละเมิดและผู้ละเมิดก็ไม่ถูกสังคมลงโทษ
- คมไทยชอบตามใจตนเองสูง ขาดระเบียบวินัย (Individualism)
- คนไทยเป็นคนเกรงใจ รักสงบ
- คนไทยไม่ชอบผูกพันระยะยาว ชอบทำงานเฉพาะกิจ และไม่ชอบทำงานกลุ่ม
แต่คนไทยก็อยู่ได้และมีจุดเด่นคือ
- สามารถอยู่รอดได้ โดยไม่เป็นเมืองขึ้นใคร (Survival)
- รวมกันเป็นกลุ่มก้อน ,ผสมกัน , มีบูรณาการสูง (High Social Integration)
Recent Comments