เพราะรู้ว่าไม่รู้จะนำโลกสู่สันติ

โดย อุ๊ยสร้อย เมื่อ ธันวาคม 18, 2011 เวลา 8:31 (เย็น) ในหมวดหมู่ การเรียนรู้ชีวิต #
อ่าน: 496

ถ้าคนเราทุกคนรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร โลกคงสันติ

ถ้าหากว่าไม่รู้ว่าไม่รู้แต่หลงว่ารู้ก็จะทำให้ยึดติดสิ่งที่คิดว่ารู้ แล้วก็เกิดสงครามในทุกรูปแบบ เพื่อเอาชนะกันให้ได้ว่า ตกลงใครที่รู้

ทั้งๆที่เรื่องที่เอาชนะกันเพราะคิดว่าต่างก็รู้นั้น ถ้าพิจารณาอย่างถ่องแท้ ชนะหรือแพ้อาจจะไม่มีคุณค่าเท่าขี้หมากองหนึ่งด้วยซ้ำ

แต่คนชนะก็คงคิดว่ามีคุณค่ามากกว่าขี้หมากองหนึ่งเลยต้องเอาชนะ

ชนะแล้วได้อะไรก็ไม่รู้ ชนะแล้วโกรธกัน เจอกันก็ต้องหาทางเอาชนะอีก เป็นวงจรความไม่รู้ว่าไม่รู้

ถ้าเพียงแต่รู้ว่าไม่รู้ ก็คงทำให้เกิดความอยากรู้และอยากเรียนรู้จากคนอื่นๆ หรือแหล่งค้นคว้าอื่นๆ เมื่อรู้ว่ายังรู้ไม่ครบวงจรยังเอาไปเกิดคุณค่ามากกว่าขี้หมากองหนึ่งไม่ได้ก็คงแสวงหาที่จะรู้และสร้างคุณประโยชน์ได้มากขึ้นและต้องการมีความรู้

และคงจะเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นมากขึ้นว่าเขาก็ไม่รู้ หรือเข้าใจว่าเรื่องความรู้ต้องอาศัยกันและกัน ก็จะทำให้เกิดความสุขสงบเนื่องมาจากความเข้าใจในกันและกันว่าต่างก็ต้องการจะรู้ เรียนรู้ต่อไป เพราะต่างก็รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร

ถ้าแนวคิดนี้ถูกต้อง…

การศึกษาควรหาทางให้คนรู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร มากกว่า จะมุ่งให้คนคิดว่าตนเองรู้(และรู้มากกว่าคนอื่นเท่าไหร่)

โลกถึงจะสงบระงับและเป็นสุขได้

ไม่รู้ว่านักการศึกษาทั้งหลายจะมีความเห็นอย่างไร

แต่การจะรู้ว่าตนเองไม่รู้อะไรนั้น….จะมีวิธีการอะไรได้บ้าง และมีความอยากรู้ว่า ทำอย่างไรจะช่วยส่งเสริมให้คนเรียนรู้ว่าไม่รู้อะไรได้ และทำอย่างไรจะช่วยให้คนเกิดความสนใจใคร่รู้จักตัวเองมากขึ้นว่าไม่รู้และต้องการรู้อะไรโดยวิธีการใด และจะนำโลกสู่สันติจากความรู้ว่าไม่รู้อะไรได้ด้วยแนวการเรียนการสอนอย่างไร

คำเมือง: บ่อได้กิ๋นบ่อมีใคร๋ต๋ามไฟส่องต๊อง...

« « Prev : รำพึง

Next : พลังเยียวยาจากสวนป่า » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

8 ความคิดเห็น

  • #1 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 18 ธันวาคม 2011 เวลา 9:02 (เย็น)

    ผมเห็นว่า รู้เท่าไรก็รู้เท่านั้น อย่ารู้เกินรู้ เป็นใช้ได้ ถ้ารู้แล้วบอกว่าไม่รู้ มันก็โกหกนะครับ

    บุคคลหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก คือ sardi carnot (อายุเพียง 19 ปี แต่คิดค้นหลักการที่นำไปสู่การบัญญัติกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิคส์ได้ ซึ่งต่อมากลายมาเป็นแนวคิดเรื่อง entropy ที่ระบาดไปทุกวงการ แม้แต่สังคมศาสตร์) ..ท่าน คาร์โน เป็นคนคิดมากแต่พูดน้อยมาก ท่านกล่าววลีสั้นๆ ไว้ว่า “จงพูดให้น้อยที่สุดในสิ่งที่ท่านรู้จักมันมากที่สุด และไม่พูดอะไรเลยในสิ่งที่ท่านพอรู้” (ตรงข้ามกะผมเลย..อิอิ)

    ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วบอกว่า “ไม่รู้” และไม่พูดพร่ำสอน โลกทุกวันนี้จะเป็นอย่างไรหนอ

  • #2 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 18 ธันวาคม 2011 เวลา 9:08 (เย็น)

    กองขี้หมา..อาจมองดูว่าด้อยค่าและน่ารังเกียจในสายตามนุษย์ แต่ในสายตาแมงหวี่แมงวัน มันมีคุณค่าอาหารสูง ที่ทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้รอดปลอดภัยทีเดียวนะ (นี่พูดด้วย “ความรู้” นะเนี่ย)

    แล้วจะเถียงต่อเพื่อ เอาชนะ ไหมเนี่ย อิอิ

  • #3 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 18 ธันวาคม 2011 เวลา 10:05 (เย็น)
    ฮ่าๆๆๆ อาจารย์ทวิช

    ถ้าจำเป็นต้องเถึยงใครสักคน จะไม่เลือกอาจารย์เด็ดขาด ฮ่าๆ

    แต่ อิอิ
    รู้แล้วบอกว่าไม่รู้ ไม่เหมือนกับรู้ตัวว่าไม่รู้นะคะ

  • #4 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 ธันวาคม 2011 เวลา 12:20 (เช้า)

    การรู้ตัวว่าไม่รู้ ก็เป็นความรู้อย่างหนึ่งนะครับ
    การรู้ตัวว่ารู้ ก็เป็นความรู้ด้วย

    หลวงพ่อคม (พี่ชายหลวงพ่อแคน ที่ผมออกธุดงค์ด้วย)เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อตอนท่านอายุ ๒๐ ปี ออกไปอยู่ป่าคนเดียวเป็นเวลา 1 ปี ไม่มีบ้านคน ต้องฉันใบไม้เป็นอาหารตลอดปี (ผิดศีล ข้อพรากของเขียว แต่ท่านก็ยอมผิด) ท่านบำเพ็ญหนักมากจนคิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว เพราะเกิดอาการปาฏิหารย์ทางจิตมากมาย

    อยู่มาวันหนึ่งท่านลงจากยอดผาที่บำเพ็ญเพียร กลับมายังถ้ำที่ตีนเขา ที่ซึ่งก่อนจากไปท่านได้เอาลำไม้มาสุมปิดปากถ้ำไว้ พอมาถึงท่านเห็นว่าลำไม้มีการถูกแหวกออก ท่านเกิดอาการกลัวขึ้นมาในใจ เพราะจิตคิดไปว่า คงเป็นเสือแน่แท้ที่มากแหวกลำไม้ของท่าน

    พลันที่คิดได้ ท่านก็รู้ตัวว่า โอ…เรายังไม่บรรลุดอก ถ้าบรรลุแล้วคงไม่กลัวอย่างนี้หรอก

    การรู้ว่าไม่รู้ก็ดีอยู่ดอก
    แต่การไม่รู้ว่าตัวเองรู้เนี่ย มันจะเป็นอย่างไรหนอ อิอิ (คนไทยเป็นแบบนี้มากเสียด้วยนะ..ผมว่า)

  • #5 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 ธันวาคม 2011 เวลา 8:02 (เย็น)
    ไม่รู้ศักยภาพของตัวเอง ต้องเปิดเส้นทางให้เห็นมั้งนะคะอาจารย์

    คนที่ขี้อายก็ไม่ค่อยแสดงออกเพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองรู้และคิดว่ารู้น้อยกว่าคนอื่นก็เลยเงียบ
    เนี่ยค่าที่คิดว่าการศึกษาน่าจะเปลี่ยนจากการไปทำให้คนคิดว่ารู้มากกว่าคนอื่นถึงจะได้โอกาสดีกว่าและเกิดคนรู้มากรู้น้อยในวงการ เลยเห่อไปเรียนด๊อก ขอมีคำว่า ดร นำ เพื่อมาปะว่ารู้มากกว่าคนอื่น บางแห่งรวมกันไปเรียนเป็นแพ็กเก็ตแถวๆ เมืองปินส์ เรียนหกเดือนได้เป็นด็อก บริหารการศึกษาต่อไป
    ถ้าสอนให้ รู้ตัวว่ามีเรื่องที่ไม่รู้ก็ไม่ต้องไปอวดอ้างคิดว่ารู้ในเรื่องที่ไม่รู้จริงและเกิดภัยพิบัติทางการศึกษาได้อย่างรุนแรงอย่างนี้ค่ะ

  • #6 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 ธันวาคม 2011 เวลา 9:32 (เย็น)

    ผมไม่รู้..เลยมาหาความรู้..อิอิ

  • #7 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 ธันวาคม 2011 เวลา 1:55 (เช้า)

    เท่าที่ผมประสบมาคือ ส่วนใหญ่แล้ว คนไม่รู้จริงนี่แหละที่มีอำนาจวาสนา ได้เป็นใหญ่ (เส้นสายใยโยง เลี้ยงดูปูเสื่อ แบบไทยๆ) จนไปกำหนดนโยบายชาติในทุกด้าน ทำให้ด้อยพัฒนามาจนวันนี้

    ส่วนคนรู้จริง มักสงบเสงี่ยม ไม่ค่อยพูดจา มักน้อย สันโดษ หลบลี้อยู่ในซอกหลืบ ..ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้คนที่รู้จริงส่วนน้อยพวกนี้ได้มีอำนาจในการสร้างสังคม

  • #8 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 ธันวาคม 2011 เวลา 9:28 (เช้า)
    เรื่องการพัฒนาสร้างกำลังของมวลชน(คนทำดี คิดดี ปรารถนาดีต่อการอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคม) คงต้องขอความรู้จากพี่บางทรายนะคะ….อิอิ

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.38879799842834 sec
Sidebar: 0.16026282310486 sec