เพราะรู้ว่าไม่รู้จะนำโลกสู่สันติ
อ่าน: 496ถ้าคนเราทุกคนรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร โลกคงสันติ
ถ้าหากว่าไม่รู้ว่าไม่รู้แต่หลงว่ารู้ก็จะทำให้ยึดติดสิ่งที่คิดว่ารู้ แล้วก็เกิดสงครามในทุกรูปแบบ เพื่อเอาชนะกันให้ได้ว่า ตกลงใครที่รู้
ทั้งๆที่เรื่องที่เอาชนะกันเพราะคิดว่าต่างก็รู้นั้น ถ้าพิจารณาอย่างถ่องแท้ ชนะหรือแพ้อาจจะไม่มีคุณค่าเท่าขี้หมากองหนึ่งด้วยซ้ำ
แต่คนชนะก็คงคิดว่ามีคุณค่ามากกว่าขี้หมากองหนึ่งเลยต้องเอาชนะ
ชนะแล้วได้อะไรก็ไม่รู้ ชนะแล้วโกรธกัน เจอกันก็ต้องหาทางเอาชนะอีก เป็นวงจรความไม่รู้ว่าไม่รู้
ถ้าเพียงแต่รู้ว่าไม่รู้ ก็คงทำให้เกิดความอยากรู้และอยากเรียนรู้จากคนอื่นๆ หรือแหล่งค้นคว้าอื่นๆ เมื่อรู้ว่ายังรู้ไม่ครบวงจรยังเอาไปเกิดคุณค่ามากกว่าขี้หมากองหนึ่งไม่ได้ก็คงแสวงหาที่จะรู้และสร้างคุณประโยชน์ได้มากขึ้นและต้องการมีความรู้
และคงจะเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นมากขึ้นว่าเขาก็ไม่รู้ หรือเข้าใจว่าเรื่องความรู้ต้องอาศัยกันและกัน ก็จะทำให้เกิดความสุขสงบเนื่องมาจากความเข้าใจในกันและกันว่าต่างก็ต้องการจะรู้ เรียนรู้ต่อไป เพราะต่างก็รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร
ถ้าแนวคิดนี้ถูกต้อง…
การศึกษาควรหาทางให้คนรู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร มากกว่า จะมุ่งให้คนคิดว่าตนเองรู้(และรู้มากกว่าคนอื่นเท่าไหร่)
โลกถึงจะสงบระงับและเป็นสุขได้
ไม่รู้ว่านักการศึกษาทั้งหลายจะมีความเห็นอย่างไร
แต่การจะรู้ว่าตนเองไม่รู้อะไรนั้น….จะมีวิธีการอะไรได้บ้าง และมีความอยากรู้ว่า ทำอย่างไรจะช่วยส่งเสริมให้คนเรียนรู้ว่าไม่รู้อะไรได้ และทำอย่างไรจะช่วยให้คนเกิดความสนใจใคร่รู้จักตัวเองมากขึ้นว่าไม่รู้และต้องการรู้อะไรโดยวิธีการใด และจะนำโลกสู่สันติจากความรู้ว่าไม่รู้อะไรได้ด้วยแนวการเรียนการสอนอย่างไร
คำเมือง: บ่อได้กิ๋นบ่อมีใคร๋ต๋ามไฟส่องต๊อง...« « Prev : รำพึง
Next : พลังเยียวยาจากสวนป่า » »
8 ความคิดเห็น
ผมเห็นว่า รู้เท่าไรก็รู้เท่านั้น อย่ารู้เกินรู้ เป็นใช้ได้ ถ้ารู้แล้วบอกว่าไม่รู้ มันก็โกหกนะครับ
บุคคลหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในโลก คือ sardi carnot (อายุเพียง 19 ปี แต่คิดค้นหลักการที่นำไปสู่การบัญญัติกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิคส์ได้ ซึ่งต่อมากลายมาเป็นแนวคิดเรื่อง entropy ที่ระบาดไปทุกวงการ แม้แต่สังคมศาสตร์) ..ท่าน คาร์โน เป็นคนคิดมากแต่พูดน้อยมาก ท่านกล่าววลีสั้นๆ ไว้ว่า “จงพูดให้น้อยที่สุดในสิ่งที่ท่านรู้จักมันมากที่สุด และไม่พูดอะไรเลยในสิ่งที่ท่านพอรู้” (ตรงข้ามกะผมเลย..อิอิ)
ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วบอกว่า “ไม่รู้” และไม่พูดพร่ำสอน โลกทุกวันนี้จะเป็นอย่างไรหนอ
กองขี้หมา..อาจมองดูว่าด้อยค่าและน่ารังเกียจในสายตามนุษย์ แต่ในสายตาแมงหวี่แมงวัน มันมีคุณค่าอาหารสูง ที่ทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ได้รอดปลอดภัยทีเดียวนะ (นี่พูดด้วย “ความรู้” นะเนี่ย)
แล้วจะเถียงต่อเพื่อ เอาชนะ ไหมเนี่ย อิอิ
ถ้าจำเป็นต้องเถึยงใครสักคน จะไม่เลือกอาจารย์เด็ดขาด ฮ่าๆ
แต่ อิอิ
รู้แล้วบอกว่าไม่รู้ ไม่เหมือนกับรู้ตัวว่าไม่รู้นะคะ
การรู้ตัวว่าไม่รู้ ก็เป็นความรู้อย่างหนึ่งนะครับ
การรู้ตัวว่ารู้ ก็เป็นความรู้ด้วย
หลวงพ่อคม (พี่ชายหลวงพ่อแคน ที่ผมออกธุดงค์ด้วย)เล่าให้ผมฟังว่า เมื่อตอนท่านอายุ ๒๐ ปี ออกไปอยู่ป่าคนเดียวเป็นเวลา 1 ปี ไม่มีบ้านคน ต้องฉันใบไม้เป็นอาหารตลอดปี (ผิดศีล ข้อพรากของเขียว แต่ท่านก็ยอมผิด) ท่านบำเพ็ญหนักมากจนคิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว เพราะเกิดอาการปาฏิหารย์ทางจิตมากมาย
อยู่มาวันหนึ่งท่านลงจากยอดผาที่บำเพ็ญเพียร กลับมายังถ้ำที่ตีนเขา ที่ซึ่งก่อนจากไปท่านได้เอาลำไม้มาสุมปิดปากถ้ำไว้ พอมาถึงท่านเห็นว่าลำไม้มีการถูกแหวกออก ท่านเกิดอาการกลัวขึ้นมาในใจ เพราะจิตคิดไปว่า คงเป็นเสือแน่แท้ที่มากแหวกลำไม้ของท่าน
พลันที่คิดได้ ท่านก็รู้ตัวว่า โอ…เรายังไม่บรรลุดอก ถ้าบรรลุแล้วคงไม่กลัวอย่างนี้หรอก
การรู้ว่าไม่รู้ก็ดีอยู่ดอก
แต่การไม่รู้ว่าตัวเองรู้เนี่ย มันจะเป็นอย่างไรหนอ อิอิ (คนไทยเป็นแบบนี้มากเสียด้วยนะ..ผมว่า)
คนที่ขี้อายก็ไม่ค่อยแสดงออกเพราะไม่มั่นใจว่าตัวเองรู้และคิดว่ารู้น้อยกว่าคนอื่นก็เลยเงียบ
เนี่ยค่าที่คิดว่าการศึกษาน่าจะเปลี่ยนจากการไปทำให้คนคิดว่ารู้มากกว่าคนอื่นถึงจะได้โอกาสดีกว่าและเกิดคนรู้มากรู้น้อยในวงการ เลยเห่อไปเรียนด๊อก ขอมีคำว่า ดร นำ เพื่อมาปะว่ารู้มากกว่าคนอื่น บางแห่งรวมกันไปเรียนเป็นแพ็กเก็ตแถวๆ เมืองปินส์ เรียนหกเดือนได้เป็นด็อก บริหารการศึกษาต่อไป
ถ้าสอนให้ รู้ตัวว่ามีเรื่องที่ไม่รู้ก็ไม่ต้องไปอวดอ้างคิดว่ารู้ในเรื่องที่ไม่รู้จริงและเกิดภัยพิบัติทางการศึกษาได้อย่างรุนแรงอย่างนี้ค่ะ
ผมไม่รู้..เลยมาหาความรู้..อิอิ
เท่าที่ผมประสบมาคือ ส่วนใหญ่แล้ว คนไม่รู้จริงนี่แหละที่มีอำนาจวาสนา ได้เป็นใหญ่ (เส้นสายใยโยง เลี้ยงดูปูเสื่อ แบบไทยๆ) จนไปกำหนดนโยบายชาติในทุกด้าน ทำให้ด้อยพัฒนามาจนวันนี้
ส่วนคนรู้จริง มักสงบเสงี่ยม ไม่ค่อยพูดจา มักน้อย สันโดษ หลบลี้อยู่ในซอกหลืบ ..ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้คนที่รู้จริงส่วนน้อยพวกนี้ได้มีอำนาจในการสร้างสังคม