บาทาพญาครุฑ

โดย aphsara เมื่อ 18 กันยายน 2011 เวลา 10:54 (เย็น) ในหมวดหมู่ อยากเล่า #
อ่าน: 1486

ในกิจกรรมจังหวัดสัญจร มีกำหนดการว่า  ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด  และหน่วยงานสำคัญ ๆ จะมาเปิดบริการให้ความรู้ บริการตัดผม  นวดตัว และ อื่น ๆ จากหน่วยงานราชการในจังหวัดสุรินทร์   โดยกำหนดการในครั้งนี้จะมาสัญจรที่ตำบลที่เป็นต้นกังกัดของหน่วยงานที่ดิฉันทำงานอยู่  แม่งานต้อนรับก็คือองค์การบริหารส่วนตำบล  และดิฉันได้มีโอกาสไปร่วมงานนั้นด้วย  เนื่องจากทาง อบต.ขอความร่วมมือหน่วยงานราชการทุกหน่วยเข้าร่วมในทุกกิจกรรมของวันนั้น

กิจกรรมที่ดิฉันได้รับมอบหมายในวันนั้นคือ กิจกรรมการมอบบ้านให้กับ สองสามีภรรยายผู้พิการ        มีหน้าที่จัดเตรียมต้อนรับทั้งอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งอีกหน้าที่คือถ่ายรูปกิจกรรมในงาน  เมื่อเก็บภาพก่อนเริ่มงานเสร็จไม่นาน คณะของท่านผู้ว่าก็ลงจากรถเดินตรงมาที่จุดเปิดงาน   ปรากฏว่าในการเดินทางครั้งนี้  ท่านผู้ว่าได้ส่งตัวแทนคือรองผู้ว่าราชการจังหวัดมาแทน เพราะท่านติดราชการ  มีคณะผู้ติดตามและคณะสภากาชาดไทย  นับรวมทั้งหมดน่าจะประมาณ 40 คน

เมื่อได้กล่าวต้อนรับเสร็จ     ก็ถึงเวลามอบบ้าน  เพื่อเก็บภาพประทับใจในการมอบบ้าน  เหล่าบรรดาตากล้องทั้งหลายรีบทำหน้าที่กดชัดเตอร์เพื่อให้ได้รูปตามมุมที่ตนต้องการ  รวมทั้งดิฉันด้วย  เมื่อได้รูปก็ตั้งใจจะเดินหลบฉากไป  ปรากฏว่าได้ยินเสียงอันดังพูดขึ้นว่า “ โคตรเซ็งเลยหว่ะ  ไม่ได้รูปเลย   ดูสิ  โดนบังหมดเลย “ เสียงที่บ่งบอกถึงอารมณ์อันคุกรุ่นของผู้พูด   ดิฉันและตากล้องอีกคนซึ่งเป็นชายที่ไม่รู้จักกันมาก่อน    หันขวับไปมองหน้ากันและหันหลังไปหาเสียงดังกล่าวพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

ชายหนุ่มข้าง ๆทำหน้าที่อย่างสุภาพบุรุษ ผายมือพร้อมหลบมุมให้เจ้าของเสียงเข้าไปถ่ายรูป  ส่วนดิฉันยืนตะลึงงัน  ความตั้งใจที่จะยิ้มให้และเชิญให้เข้ามากดชัตเตอร์ใกล้ ๆ กัน หมดไป   เมื่สายตาไปปะทะเข้ากับ   ใบหน้าที่ขาวจัด ตกแต่งไว้ด้วยเครื่องสำอางค์ที่ น่าจะราคาแพงเท่ากับเงินเดือน เดือนหนึ่งของดิฉัน   ปากสีสด  เครื่องประดับทั้งหมดน่าจะทำจากทองแท้ ๆ   แต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบ  ชุดซึ่งใครๆก็รู้ว่าบุคคลเหล่านี้มีจิตอาสา  แต่บนใบหน้าที่พยายามตกแต่งอย่างดีกลับมีสีหน้าบึ้งตึงคล้ายกับว่าพึ่งทะเลาะกันกับสามีมาหมาด ๆ   ยิ่งบึ้งก็ยิ่งมองเห็นริ้วรอยเท้าพญาครุฑที่ประทับบนใบหน้าที่ตกแต่งไว้อย่างดีชัดขึ้น  และชัดขึ้น  ป้าแกจะรู้ไหมนะว่าพอแกทำหน้าเหมือนคนปวดอึ  แป้งมันคงรวมใจกันวิ่งหนีออกจากหน้าแก  โดยเฉพาะบริเวณหางตาและมุมปาก โอ้โห !ธรรมชาติช่างจัดสรรพับไว้เป็นริ้ว ๆ

เมื่อเลิกตกตะลึงกับใบหน้าอันทะมึงทึงของป้าจิตอาสา  ก็เริ่มสงสัย   เหตุใดป้าจิตอาสาจึงได้พ่นวาจาเสียงดังสนั่นกล่าวคำแบบนี้ขึ้นมา  คงไม่มีใครตั้งใจจะแกล้งป้า  ทุกคนง่วนอยู่กับงานที่ตนต้องรับผิดชอบ เมื่อป้าต้องการมุมกล้องก็น่าจะเข้าไปกระซิบขอสักรูป  แต่เนี่ย   พอป้าพูดขึ้นมันกลับเหม็นหึ่งยิ่งกว่าป้าตดด้วยเสียงอันดัง  เพราะเหล่าบรรดาตากล้องที่กำลังยกกล้องถ่ายรูป  ต่างหลีกทางให้ป้าโดยฉับพลัน  คงจะเหม็นตดอย่างสุดทน  พอมีคนหลีกทางให้   ป้าไม่ได้กล่าวขอบอกขอบใจผู้ใดสักคน  แต่ก็ยังได้บ่นพึมพำงึมงำอยู่ในลำคอ     คล้ายเสียงสวดมนต์แต่ว่ามันไม่ใช่

ตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะ  พรุ่งนี้จะหาซื้อกระจกบานใหญ่ ๆ ตั้งไว้บนโต๊ะที่ทำงาน  พอเริ่มเครียดและเริ่มดุนักเรียนขึ้นเมื่อใดจะได้หันไปมองกระจก   บอกตนเองให้ดูจิตให้ทัน  ถ้าไม่รู้ทันโทสะเหล่านี้ ก็จะแสดงอาการเป็นหน้าบูดบึ้ง  ใจเต้นแรง สั่น อยากจะระบายอารมณ์  อาจแสดงออกด้วยคำพูดหรือการกระทำที่ไม่เหมาะสม   หากว่าเผลอไม่ทันเจ้าโทสะตัวนี้หล่ะก็   กลัวอาการที่ระบายความโกรธที่แสดงออกไปเป็นการอัญเชิญท่านพญาครุฑมาประทับร่าง  ประทับที่ไหนคงไม่เกรงเท่าไหร่   แต่เอาเท้ามาประทับบนใบหน้านี่สิ น่ากลัวชะมัดเลย 

Post to Twitter Tweet This Post

« « Prev : หนูหน้าโง่

Next : แรงบันดาลใจ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 กันยายน 2011 เวลา 2:39 (เช้า)

    บางครั้งผมสอนเด็กวิศวะปี ๔ ไปมา คณิตศาสตร์แคลคูลัสเต็มกระดาน จู่ๆผมก็ของขึ้น ชี้หน้าไปหลังห้อง พร้อมร้องว่า “เฮ้ย ไอ้หนุ่ม ..เออไม่ต้องทำหน้าล่อกแล่ก มึงนะแหละ เลิกกวนตีนซะทีได้ไหม ถ้ามึงไม่อยากเรียน ก็ออกนอกห้องไปเลย ..ถ้าคิดว่าไม่พอใจมาต่อยกะกูหน้าห้องเรียนก็ได้นะว้อย”

    สิ้นเสียงเรา ก็เงียบกริบ งุดหน้า หลบตากันจ้าละหวั่น แล้วก็ตั้งใจเรียน เลิกคุยกัน (และเลิกจีบกัน ชายหนุ่มหญิงสาวหลังห้อง)

    สอนไปสักพัก ก็หยุด ด่าต่อ สอนหญิง ว่าอย่าร่าผู้ชายแบบนั้น กลางห้องเรียน มันบาป เพระห้องเรียนนี้คือสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดลบหลู่มักมีอันเป็นไป อย่าเอาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นที่พลอดรัก

    ที่พูดทั้งหมดนี้ไม่ไม้ได้มีอารมณ์โกรธเลยสักนิด ครองสติคตลอด แต่ด้วยบริบทแล้ว คิดว่านี่แหละคือการสอนที่ดีที่สุด ที่ไม่มีครูคนไหนกล้าทำ นอกจาก ครูบ้าคนนี้ ฝากไว้ให้เป็นมรดกโลก หิหิ

  • #2 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 กันยายน 2011 เวลา 9:58 (เช้า)

    เมื่อวันเสาร์ ก็เพิ่งอาละวาดไปค่ะ เพลิงโทสะชัดแจ๋วเลย ไม่เคยโมโหแบบนี้มาก่อน ทำให้เห็นว่าเมื่อสติตามไม่ทัน โทสะระเบิดได้ยังไง

    หลังจากนั้นหมดแรง ทำไมมันใช้พลังงานมากขนาดนั้นก็ไม่ทราบเนาะคะ ได้เห็นผลและเรื่องราวมากมาย และรู้ว่าเราก็ยังยั้งอารมณ์ได้ไม่ดี ทั้งๆที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน …รู้เลยว่าโทสะถ้าเกิดแล้ว สติไม่ทัน ไม่คิดจะยั้ง ยากที่จะดับและยากที่จะรู้ว่าเพลิงนั้นเผาใครไปบ้างแม้แต่ตัวเอง
    ยังต้อฝึกอีกเยอะเลยล่ะ่ค่ะ ^ ^
  • #3 aphsara ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กันยายน 2011 เวลา 9:02 (เย็น)
    อาจารย์ withwit คะ ดิฉันเคยติด f ในวิชา แคลคูลัส จึงจำบุคลิกของอาจารย์ที่สอนได้แม่นยำ เพราะเรียนกับท่านตั้ง 2 เทอม  เทคนิคการสอนของท่านกับอาจารย์ withwit เหมือนกันเป๊ะเลยค่ะ
    หัวเราะ
  • #4 aphsara ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กันยายน 2011 เวลา 9:10 (เย็น)
    เพราะอาชีพที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับเหล่าสมุนของหนุมาน ดิฉันจึงมีหน้าตาเป็นแบบนี้บ่อย ๆ เหมือนกันค่ะ คุณ น้ำฟ้าและปรายดาว พอตามดูจิตไม่ทันจนหงุดหงิด นึกไม่อยากดู  เพราะมองไม่เห็นพัฒนาการของตน    แต่หลัง ๆ พอเริ่มไม่พยายามตั้งใจจนเกร็ง  ก็ดีขึ้นมาบ้าง    เคยฟังพระองค์หนึ่งท่านบอกว่า  ดีแล้วที่มีโทสะให้เห็น  เพราะมันเห็นชัดกว่าทุกจริตที่มี  ดังนั้นฝึกต่อไปค่ะ  เป็นกำลังใจให้นะคะ

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.05720591545105 sec
Sidebar: 0.0063691139221191 sec