ขอโอกาสให้คนดีคืนสู่สังคม

โดย aphsara เมื่อ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 3:05 (เย็น) ในหมวดหมู่ อยากเล่า #
อ่าน: 1914

กิจกรรมวันปิดงาน 

และแล้วหนึ่งงานในชีวิตที่เคยขยาดนักหนาก็ผ่านพ้นไปแล้วด้วยดี    ภาระที่ว่าคือ เป็นวิทยากร ในโครงการฟื้นฟูผู้ติดสารเสพติด ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติธรรมป่าช้า บ้านอาเลา หัวเสือ โคกรัง จ.สุรินทร์

วิทยากรร่วมโครงการฟื้้นฟูผู้ติดสารเสพติด

ดิฉันเป็นวิทยากรมือใหม่  แค่เห็นหน้าตาเหล่าบรรดาผู้บำบัดยังนึกขยาด   ข่าวในสื่อต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ แม้แต่ในอินเตอร์เน็ต ไม่เคยมีข่าวดี ๆ ของเหล่าบรรดาผู้เสพสารเสพติดแม้แต่น้อย   ยังนึกว่าวันดีคืนดี  คนเหล่านี้เกิดคุ้มคลั่งขึ้นมาหยิบมีดขึ้นมาจ่อคอเหมือนในข่าวหล่ะก็จะทำยังไง

DSC01465

ผู้บำบัดเข้าร่วมโครงการวันแรก (หน้าตาน่ากลัวชะมัด )

DSC02194

โกนศีรษะเสร็จแล้ว  ค่อยกล้าคุยด้วยหน่อย

วันแรกที่ผู้บำบัดเข้ามาในบริเวณวัด  หน้าตา ผมเผ้าแต่ละคน  ช่วยให้นึกถึงข่าว ยาบ้า ตามสื่อตาม ๆ แต่พอโกนศรีษะ  เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว  วิทยากรมือใหม่อย่างดิฉันค่อยยิ้มออก  แหะ ๆ ค่อยกล้าคุยด้วย

 

DSC02111
                วิทยากรร่วมกันวางแผนกิจกรรม

       
                  DSC02188                         
               ร่วมประชุมสรุปผลแต่ละกิจกรรม

เหล่าวิทยากรเรียกผู้บำบัดเหล่านี้ว่านักเรียน  เรามีตารางกิจกรรมอย่างชัดเจนให้กับผู้บำบัด  ตั้งแต่ 6  โมงเช้า  กิจกรรมสวดมนตร์ทำวัตรเช้า   รับประทานอาหาร   ทำกิจกรรมส่วนตัว   ประชุมเช้า   กิจกรรมบำบัด( ให้ความรู้เรื่องสารเสพติด  หรือทำกิจกรรมกลุ่ม )  รับประทานอาหารเที่ยง   สวดมนตร์ตอนบ่าย  บำเพ็ญสาธารณประโยชน์   ทำกิจกรรมส่วนตัว ออกกำลังกาย   รับประทานอาหารเย็น  สวดมนตร์ทำวัตรเย็น นอน   ตอน 3 ทุ่มทุกวัน

         อนุญาติให้ญาติเยี่ยมผู้บำบัดในวันอาทิตย์  ดิฉันเองมีหน้าที่ดูแลกิจกรรมประชุมเช้า   จุดประสงค์หลัก ของกิจกรรมประชุมเช้า คือให้ผู้บำบัดกล้าเผชิญหน้ากับสังคม   กล้าแสดงออกในชุมชน และยอมรับความคิดเห็นคนอื่น      เมื่อได้รับหน้าที่นี้  ดิฉันต้องแอบหัวเราะ   เพราะคุณสมบัติในตัวเองไม่มีที่จะสอนเหล่านักเรียนบำบัดเหล่านี้เลย     ดิฉันจับไมค์พูดต่อหน้าคนเยอะ ๆ ไม่ได้   เมื่อใดต้องไปอยู่สถานที่บุคคลเยอะ ๆ ดิฉันจะรู้สึกอึดอัด  

DSC02317 
                       ฝึกสมาธิแบบไหวนิ่ง
DSC02745

พระอาจารย์มหาสายันต์  กิตติโก หัวหน้าทีมวิทยากร

แต่เมื่อจำเป็น  เพราะปฏิเสธไม่ได้   ดิฉันก็สามารถจับไมค์นำเสนอกิจกรรมได้   โดยที่ไม่มีนักเรียนบำบัดคนใดจับได้ว่า  คุณครูแอบปากสั่น  มือสั่น  หัวใจเต้นแรง   น้ำลายในปากแห้งสนิท   ถึงแม้จะมีนักเรียนลองของ  ทำให้เกิดปัญหาไปบ้าง  ต้องขอบคุณสัญชาตญาณของคนเป็นครู สอนดิฉันให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที   พี่เณรที่ร่วมเป็นวิทยากร  ดูแรก ๆ ก็อ่อนหัดพอๆ กับดิฉัน พอท่านได้ลงเวทีเป็นวิทยากรจริง ๆ  ดิฉันต้องทึ่ง  โห ! เก่งมาก ๆ ดิฉันได้สื่อและเทคนิคดี ๆ หลายอย่างจากท่านนำมาประยุกต์ใช้กับเด็กนักเรียนที่โรงเรียนได้ด้วย   จากการดำเนินงาน ทุกกิจกรรมได้รับความร่วมมือกับเหล่านักเรียนบำบัดเป็นอย่างดี  อาจจะเป็นเพราะ บุญบารมี และความเมตตาของ พระอาจารย์มหาสายันต์กิตติโก  เจ้าอาวาสวัด  ผู้เป็นแม่งานหลัก เหล่าบรรดาผู้บำบัดเหล่านี้  ไม่มีพฤติกรรมที่ก่อปัญหาร้ายแรง ชวนให้ปวดแต่อย่างใด

  DSC02889

    กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์


                        DSC02453                      ออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรง

ผู้บำบัดรุ่นนี้  มีการศึกษาสูงสุดระดับ ปวช. อายุต่ำสุด 15 ปี อายุสูงสุด 34 ปี  หลายคนอ่านหนังสือไม่ออก  เขียนหนังสือไม่ได้   งานที่ทำก่อนหน้านี้คือรับจ้าง  สาเหตุที่ติดยา  มักจะบอกว่า อยากลอง นิสัยที่เหมือนกัน ของคนติดยา ที่ดิฉันสังเกตเห็น คือ ขี้เกียจมาก ๆ หวังแต่จะรอคอยโชค  รอคอยให้คนอื่น ๆ ยื่นมือมาช่วยเหลือ   เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้   ตารางกิจกรรมในแต่ละวันจึงแน่นเอี๊ยด   เมื่อระยะเวลาผ่านไป 2 เดือน  พฤติกรรมปรับเปลี่ยนขึ้น  แต่คงยืนยันไม่ได้ว่า  บุคคลเหล่านี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด  และทำความเดือดร้อนใด ๆ ให้กับสังคม   วันสุดท้ายของกิจกรรม  ผู้บำบัดต่างเดินมาไหว้ลาดิฉัน   และมีหนึ่งในนั้นเดินมาบอกว่า  “ ครูครับ  ผมมาบอกว่า ผมมั่นใจผมเลิกยา ได้แน่นอน ” ส่งผลให้ดิฉันหัวใจพองโต  ภูมิใจในผลงานที่ตนมีส่วนร่วมด้วย ถึงแม้จะเป็นเพียงหนึ่งคนเท่านั้น  เมื่อเค้าตั้งใจที่จะเปลี่ยนตนแปลงตนเองเป็นสมาชิกของสังคมที่ดี  ดิฉันครูอีกคนหนึ่งของพวกเค้า  จึงฝากวิงวอน ขอโอกาสให้คนดีเหล่านี้คืนสู่สังคมด้วยนะคะ

Post to Twitter Tweet This Post

« « Prev : เก็บตกจากวัดป่า

Next : หนูหน้าโง่ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

10 ความคิดเห็น

  • #1 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 3:35 (เย็น)

    สุดยอด  มายกนิ้วให้เลยครับ  อิอิ

  • #2 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 5:58 (เย็น)

    ปรบมือให้ครับ….

    ผมไม่ทราบรายละเอียดของกระบวนการทั้งหมดนะครับ หากผมกล่าวอะไรไปที่ซื่อบื้อก็ขออภัยด้วย

    คนกลุ่มนี้เรื่องจิตใจและเบื้องหลังพัฒนาการชีวิต หรือผมใช้คำว่า เบ้าหลอมชีวิตเป็นเงื่อนไขใหญ่ หากเราไม่เข้าไปถึงก้นบึ้งของ เขาแล้ว เรื่องนี้ยากสุดๆ เห็นใจ เอาใจช่วยและสนับสนุนเต็มที่สำหรับทุกท่านที่ทำหน้าที่นี้ครับ

    ผมเชื่อว่ามีการประเมินผลเป็นรายคน ไม่ว่าจะใช้กระบวนวิธีในก็ตาม ผลออกมาน่าจะพิจารณาให้หลัก Triage หรือดัดแปลงหลัะกการนี้เอามาใช้ให้สอดคล้องกับกระบวนการก็ย่อมทำได้ คือว่า จำนวนผู้เข้าบำบัดทั้งหมด เมื่อผ่านกระบวนการครบถ้วนแล้ว หากเอาคร่าวๆของหลัก Triage ก็คือ แบ่งคนกลุ่มนี้เป็น 3 พวก (อาจจะมากกว่า 3 ก็ได้) คือ พวกที่มีแนวโน้มจะหายขาดจริงๆ (ก็จากการประเมินผล) เป็นกลุ่ม 1 อีกกลุ่มคือ ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ เป็นกลุ่มที่ 2 ส่วนกลุ่มที่ 3 คือ ท่าทางจะยาก ท่าทางจะมีแนวโน้มกลับไปอีก เพราะดูการเปลี่ยนแปลง ดูปัจจัยแวดล้อม ดูสภาพที่เขาจะกลับไปอยู่ มันก็ไอ้เงื่อนไขเดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวก็อดไม่ได้อีก  อะไรทำนองนี้

    ทางคณะก็มีกระบวนการเฉพาะคนแต่ละกลุ่มนี้ การแบ่งกลุ่มนี้ไม่เปิดเผยให้สมาชิกกลุ่มทราบ ให้ทราบเฉพาะคณะวิทยากรและผู้ร่มดำเนินการทั้งหมด เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและอื่นๆ

    • เมื่อแบ่งกลุ่มได้แล้ว ก็ treat  แตกต่างกัน ติดตามผล แตกต่างกัน สร้างปัจจัยสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน
    • กระบวนการฝึกอบรม หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่มีความสำคัญมากๆ หากทำดี อาจปลดปล่อยเขาทั้งหมดได้เลย
    • สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกระบวนการหลังการเข้าหลักสูตรนี้แล้ว คืออะไร  ผมนึกถึงการวิจัยของ ออสเตรเลีย ว่าระบบการฝึกอบรมในราชการนั้น เจ้านายชอบส่งลูกน้องไปฝึกอบรมมากมาย หวังว่าจะกลับมาเสริมสร้างประสิทธิภาพการงาน องค์กร  แต่พอกลับมาแล้วทำอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ การวิจัยพบว่า เพราะระบบไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปรับไปรองรับกระบวนความคิดใหม่  เจ้านายก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้เข้าฝึกอบรมด้วย เจ้านายยังใช้กระบวนเดิม คิดแบบเดิมๆ การฝึกอบรมจึงไม่สามารถสร้าวผลสัมฤทธิ์ได้มากเท่าที่ควรจะได้  นั่นบทเรียนนี้สอนว่า เอาลูกน้องไปฝึกแล้วต้องมีกระบวนอะไรสักอย่างที่ให้เจ้านายรู้ เข้าใจและมีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งใหม่ๆที่ส่งผลดีต่อทีมงาน องค์กรด้วย
    • จากข้อคิดข้างต้น หมายความว่า หลักสูตรนี้ควรที่จะมีอีก 1 หรือ 2 หลักสูตร ที่มาเอื้อ มาสนับสนุนกลุ่มคนนี้ที่จะกลับไปปรับวิถีชีวิตตัวเขาเองให้หลุดจากวงจรยาเสพติด  หลักสูตรที่ 1 คือ อบรมพ่อแม่ หรือผู้ปกครองเด็ก ถึงกระบวนวิธีรองรับลูกกลับบ้านแบบใหม่ที่เสริมความตั้งใจที่เขาจะเปลี่ยนตัวเขาเป็นคนไม่ติดยาเสพติด  หลักสูตรที่ 2 ผู้นำชุมชน กรรมการชุมชน ต้องเข้าใจเด็ก และมองเด็กในมุมใหม่ หาทางสนับสนุนเด็กในสิ่งที่เสริมการต้องการเลิกยาเสพติด

    ผมขออภัยนะครับที่อาจจะไปกล่าวในสิ่ที่ทำอยู่แล้ว หรือมีกระบวนวิธีที่ดีกว่านี้น่ะครับ
    ขอเป็นกำลังใจช่วยกันสร้างคนให้เป็นคนดีแก่สังคมของเราครับ

  • #3 maeyai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 6:13 (เย็น)

    ชื่นชมวิทยากรมือใหม่ด้วยอีกคนค่ะ

  • #4 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 7:39 (เย็น)

    ทึ่งๆๆ อึ้งๆๆ จ๊าาาาบส์จริงๆ ยกโป้แถมก้อย อิ อิ

  • #5 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 8:04 (เย็น)

    อย่าหาว่ามองโลกแง่ร้ายนะครับ เห็นมากับตา กับวัดป่าที่ไปจำพรรษาอยู่ มีสถานบำบัดแห่งแรกของประเทศไทยไปตั้งอยู่ แรกๆ ก็ดูดี แต่ตอนหลังกลายเป็นแหล่งขายยาอย่างดีที่สุด เพราะหาลูกค้าง่ายเนื่องจากผู้เสพมารวมกันอยู่ที่นั่น ตำรวจมาให้การอารักขาการขาย (ตามฟอร์ม) พระอุดมคติ หลวงพ่อใหญ่ บารมีล้นฟ้า ยังเอาไม่อยู่ ตอนนี้ท่านตะเพิดให้มันหนีกันไปหมดแล้ว  แล้วมันก็ไปโผล่ที่ไหม หางบสร้าง กินหัวคิวกันต่อไป 

    ก็ต้องลองติดตามกันต่อไปครับว่าจะเหมือนเดิมๆ ไหม ผมว่าไม่แคล้ว ตราบที่ตำรวจไทยยังขายยาเสียเอง  

  • #6 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 มิถุนายน 2011 เวลา 8:08 (เย็น)

    ทำนองว่า เด็กๆ มันจะเลิกได้อยู่แล้ว แต่ไอ้พวกคนขายมันเข้ามาพร้อมตำรวจ เอามายัดเยียดให้อีก ก็กลับมาติดอีก แล้วก็เลยเป็น outlet ที่ดีที่สุดของพวกมันไปเลย

    ผมเสนอว่าให้ส่งสายลับเข้าไปร่วมทำเป็นผู้เสพด้วย เพื่อคอยให้ข้อมูลเบาะแส ของไอ้สารเลวพวกนี้แล้วหาทางจัดการมันให้สิ้นซากแต่ต้นลม

  • #7 aphsara ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 มิถุนายน 2011 เวลา 6:17 (เย็น)
    ขอบคุณมาก มายสำหรับกำลังใจจากทุกท่านค่ะ  วิทยากรมือใหม่อย่างดิฉัน เริ่มกล้าที่จะช่วยงานมากขึ้น  ช่วงนี้มีเข้ามาอบรมเพิ่มอีกรุ่นแล้วค่ะ  แต่ก็คงช่วยงานได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์  วันธรรมดาก็สอนนักเรียนอยู่โรงเรียน   ถ้าพูดถึงระบบการทำงาน  จากที่ผ่านการอบรมเพียง 3 วัน หลักการดูน่าสน เพราะดูดี  หากทำได้จริงหล่ะก็เยี่ยม  ไม่ว่าจะเป็นการอบรมทั้งตัวผู้บำบัด  ผู้ปกครอง  อ่านวิธีการแล้วเยี่ยม  แต่เมื่อลงมือปฏิบัติจริง ๆ ก็แค่วิทยากรที่ผ่านการอบรมแค่ 3 วัน   กับวิทยากรไม่กี่คน   เงินไม่กี่บาท  ต้องดำเนินการทุกอย่างเอง  ผิดหรือถูกต้องใช้วิธีลอง  เพราะฉะนั้นอย่างไหนเราทำได้  เราทำ  อันไหนทำไม่ได้ เราก็นิ่ง  จะให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์มันเป็้นไปไม่ได้   งานแบบนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากหลาย ๆ ฝ่าย  มิใช่แค่คุมประพฤติหรือแค่วัด     แต่กว่าจะได้รับความร่วมมือขนาดนั้น มันคงเป็นไปได้ยาก   แต่ก็ใจสู้อยู่นะคะ
  • #8 aphsara ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 มิถุนายน 2011 เวลา 6:22 (เย็น)
    คุณ withwit คะ ไม่ใช่มองโลกแง่ร้ายหรอกค่ะ  เพราะนั่นเป็นความจริงในสังคม   เมื่อสัมผัสกับผู้บำบัดจริง ๆ จะได้รับรู้ถึงเรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องลึก จนเราต้องสะอึก   ไม่น่าเชื่อว่าสังคมไทยมันเป็นอย่างนี้   เพราะฉะนั้นอย่างน้อยหนึ่งชีวิตที่ยังคงอยู่ของดิฉัน จึงอยากจะช่วยสังคมบ้าง  ได้แค่ไหนมันก็คงแค่นั้น  เปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้  ก็เอาแค่เล็ก ๆ ไปก่อนไงคะ 
    Animated Emoticons
  • #9 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 กรกฏาคม 2011 เวลา 1:30 (เช้า)

    ดี ดี ครับ มองโลกในแง่ดี แถมมีไฟ แบบนี้คือคนที่ไทยต้องการ

    จงทำดีต่อไป แต่อย่าไว้ใจตำรวจไทยเสีย 100 % 

    กลัวคุณจะ “ไหม้ออก” เสียก่อน เสียดายน่ะครับ เลยเตือนมา ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นอะไร

  • #10 aphsara ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 กรกฏาคม 2011 เวลา 5:40 (เย็น)
    ขอบคุณจากใจจริงค่ะคุณ withwit  งานนี้ไม่มีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องเลยค่ะ   ได้อ่านคำเตือนแล้วรู้สึกว่าตนเองโชคดีจัง  เคยปฏิเสธสัมพันธ์ไอ้หนุ่มที่มีอาชีพเป็นตำรวจ  ไม่งั้นคงเครียดแย่เลย  หากไว้ใจไม่ได้ถึง 100 %

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.10246515274048 sec
Sidebar: 0.0080828666687012 sec