<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>หมอเจ๊เล่าเรื่อง</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/jita/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/jita</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 08:58:46 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ดูเอาไว้ดูแลลูกหลานและตัวเองค่ะ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/331</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/331#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 03:51:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=331</guid>
		<description><![CDATA[
เด็กคนนี้เป็นเด็กที่อ้วนที่สุดในโลก ณ วันนี้ค่ะ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="350" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/UKlSagF77SU&amp;feature" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="350" src="http://www.youtube.com/v/UKlSagF77SU&amp;feature"></embed></object></p>
<p>เด็กคนนี้เป็นเด็กที่อ้วนที่สุดในโลก ณ วันนี้ค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/331/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อ้วนก็ยังไหว</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/330</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/330#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 03:48:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=330</guid>
		<description><![CDATA[
ตอนที่ไปเห็นมัน ในใจร้องโอ้โหว่า แมวอะไรตัวอ้วนใหญ่จัง เปิดดูภาพมันแล้วรู้สึกว่าคนถ่ายภาพเรื่องนี้มานี่เก่ง ที่เตือนสติได้ดีในเรื่องการดูแลสุขภาพ เรื่องราวนี้ฉันว่ามันสอนใจเรื่องของความพยายาม ก็เลยนำมาให้ดูกันค่ะ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="350" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/LbqScTVBiWM&amp;feature" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="350" src="http://www.youtube.com/v/LbqScTVBiWM&amp;feature"></embed></object></p>
<p>ตอนที่ไปเห็นมัน ในใจร้องโอ้โหว่า แมวอะไรตัวอ้วนใหญ่จัง เปิดดูภาพมันแล้วรู้สึกว่าคนถ่ายภาพเรื่องนี้มานี่เก่ง ที่เตือนสติได้ดีในเรื่องการดูแลสุขภาพ เรื่องราวนี้ฉันว่ามันสอนใจเรื่องของความพยายาม ก็เลยนำมาให้ดูกันค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/330/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กลิ่นกับความอ้วน</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/329</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/329#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Jun 2010 02:53:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=329</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องของตด เป็นเรื่องขำๆที่เล่าแล้วเร้าพลัง  มีผลทำให้เกิดความรู้สึกหลายอย่าง ขำปนโกรธบ้าง อายบ้างต่างๆนาๆ  เป็นเรื่องธรรมดา และหลายคนก็อยากตดไม่เหม็น    เวลาพูดกันเรื่องกินถั่วก็ไม่พ้นที่จะเอ่ยไปถึงเรื่องกลิ่นตด   หลายท่านคงจะไม่รู้ว่าการกินน้ำตาลก็มีผลต่อกลิ่นตดด้วยค่ะ

การนำเอาเรื่องตดมาบันทึกใหม่ครั้งนี้  ฉันว่ามันทันสมัยไม่เบานะค่ะ ก็เรากำลังค้นหาแหล่งพลังงานอยู่ไม่ใช่รึค่ะ   ตามมาอ่านซิค่ะว่า ตดกับพลังงานมันเกี่ยวอะไรกันบ้าง
เชื่อไหมว่า  คนที่ตดบ่อยที่สุดในโลก ตดให้ก๊าซตั้ง 8 ลิตรต่อวัน   แล้วอย่างนี้ก็สามารถนำไปอัดถังเป็นก๊าซหุงต้มได้ซิ    ในตดประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจน และ มีเธนนะค่ะ     เรื่องที่เคยสร้างกระแสเรื่อง ตดติดไฟได้ คือ รัฐมนตรีเกาหลีใต้คนหนึ่ง  แกเรียบเรียงหนังสือเรื่อง Does a Fart Cath Fire?   ขึ้นเพื่อให้เด็กเกาหลีใต้หันมาสนใจวิทยาศาสตร์ 
คนทั่วไปตดให้ ก๊าซพอบรรจุในลูกโป่งได้ 1 ลูกค่ะ   หญิงให้ลมตดได้น้อยกว่าชาย  เพราะสรีรตัวเล็กกว่า  คนที่ตดบ่อยที่สุดในโลก ตดวันละ 34 ครั้ง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">เรื่องของตด เป็นเรื่องขำๆที่เล่าแล้วเร้าพลัง  มีผลทำให้เกิดความรู้สึกหลายอย่าง ขำปนโกรธบ้าง อายบ้างต่างๆนาๆ  เป็นเรื่องธรรมดา และหลายคนก็อยากตดไม่เหม็น    เวลาพูดกันเรื่องกินถั่วก็ไม่พ้นที่จะเอ่ยไปถึงเรื่องกลิ่นตด   หลายท่านคงจะไม่รู้ว่าการกินน้ำตาลก็มีผลต่อกลิ่นตดด้วยค่ะ</span></p>
<p><span id="more-329"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">การนำเอาเรื่องตดมาบันทึกใหม่ครั้งนี้  ฉันว่ามันทันสมัยไม่เบานะค่ะ ก็เรากำลังค้นหาแหล่งพลังงานอยู่ไม่ใช่รึค่ะ   ตามมาอ่านซิค่ะว่า ตดกับพลังงานมันเกี่ยวอะไรกันบ้าง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #008000;">เชื่อไหมว่า  คนที่ตดบ่อยที่สุดในโลก ตดให้ก๊าซตั้ง 8 ลิตรต่อวัน   แล้วอย่างนี้ก็สามารถนำไปอัดถังเป็นก๊าซหุงต้มได้ซิ    ในตดประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจน และ มีเธนนะ<span style="color: #008000;">ค่ะ     เรื่องที่เคยสร้างกระแสเรื่อง ตดติดไฟได้ คือ รัฐมนตรีเกาหลีใต้คนหนึ่ง  แกเรียบเรียงหนังสือเรื่อง Does a Fart Cath Fire?   ขึ้นเพื่อให้เด็กเกาหลีใต้หันมาสนใจวิทยาศาสตร์ </span></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><span style="color: #808000;">คนทั่วไปตดให้ ก๊าซพอบรรจุในลูกโป่งได้ 1 ลูกค่ะ   หญิงให้ลมตดได้น้อยกว่าชาย  เพราะสรีรตัวเล็กกว่า  <span>คนที่ตดบ่อยที่สุดในโลก ตดวันละ 34 ครั้ง   คนปกติตดวันละ 10 ครั้ง  หญิงกับชายมีสิทธิตดบ่อยได้เท่าๆกัน  การตดบ่อยหรือไม่บ่อยขึ้นกับอาหารที่กิน </span></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><span style="color: #0000ff;">คุณแม่บ้านทั้งหลายที่ไม่ต้องการซื้อก๊าซหุงต้ม ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ  ก็แค่ปรุงอาหารเหล่านี้ให้คุณผู้ชายบริโภคในจำนวนมากพอค่ะ </span></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><span style="color: #0000ff;"><span>อาหารที่กินแล้วตดมาก  มีถั่ว บร็อคโคลี  กะหล่ำ  อาหารไขมันและน้ำมัน  <span style="color: #0000ff;">อาหารที่มีสาร Sorbitol   อาหารค้างคืนที่นำมาอุ่นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากินแล้วทำให้ตดบ่อย </span></span></span></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><span style="color: #0000ff;"><span><span style="color: #0000ff;">การกินถั่ว  บร็อคโคลี กะหล่ำน้อยกว่า 25 กรัม/วัน ทำให้ตดไม่บ่อย</span> </span></span></span></p>
<p><span style="color: #008000;"><span style="color: #0000ff;"><span>การปรุงอาหารที่มีขิง อบเชย เป็บเปอร์มินต์ กำมะถันผสมอยู่  ทำให้ได้ก๊าซน้อย  คุณแม่บ้านที่ประสงค์จะได้ก๊าซจากคุณผู้ชายพึงจำไว้นะค่ะ</span></span></span></p>
<p style="color: #008000;"><span style="color: #008000;">ความอายที่เกิดขึ้นจากตด มาจากเรื่องของเสียงและกลิ่น   น่าจะมีคนที่ไม่เคยรู้ว่ากลิ่นในตดเกิดจากอะไร   ฉันจึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังใหม่ค่ะ </span></p>
<p style="color: #008000;"><span style="color: #008000;">กลิ่นเหม็นในตดเกิดจากสาร 3 ตัว คือ ก๊าซไข่เน่า  methanethiol และ dimethyl  sulphide  ฉะนั้น สวยไม่สวย สาวไม่สาว หญิงหรือชาย  มีสิทธิตดเหม็นเท่ากัน  ส่วนที่กินถั่วแล้วตดเหม็นเกิดจากตัวสารที่เรียกว่า  <span style="color: #3366ff;"><span style="color: #008000;">alpha-galactoside</span><strong> </strong></span><br />
</span></p>
<p style="color: #008000;"><span style="color: #008000;">ถ้ากินแล้วนั่งๆนอนๆหรือยืนนิ่งๆนานๆ  มื้อนั้นอย่ากินถั่วเพลิน </span><span style="color: #008000;"><span style="color: #008000;">ถั่วสามารถเพิ่มทรวดทรงองค์เอวให้ตุ๊ยนุ้ยได้มากเช่นเดียวกับการกินข้าวเยอะๆด้วย</span></span><span style="color: #008000;"><span style="color: #008000;">น้ำมันที่อยู่ในตัวมัน  ถั่วไหนให้น้ำมันมาก ถั่วนั้นเพิ่มหุ่นอวบๆให้มากเช่นกัน<br />
</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/329/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ของเล่นจากพืช</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/328</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/328#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Apr 2010 13:55:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=328</guid>
		<description><![CDATA[พืชหัวอย่างหัวหอมเป็นแหล่งป้อนพลังงานก็ได้ด้วย  น้ำที่เห็นในภาพคือน้ำเกลือ

ส้มก็ป้อนพลังงานได้ ซึ่งต้องใช้จำนวนมากในการให้พลังงาน ดูภาพจากคลิปแล้ว ต้องการรู้ว่าใช้ส้มกี่ผล ให้นำจำนวนชิ้นหารด้วย 4 ก็จะรู้จำนวนผลส้ม แต่ว่าก็เปลืองส้มจังแฮะ

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พืชหัวอย่างหัวหอมเป็นแหล่งป้อนพลังงานก็ได้ด้วย  น้ำที่เห็นในภาพคือน้ำเกลือ</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="350" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/GfPJeDssBOM&amp;feature" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="350" src="http://www.youtube.com/v/GfPJeDssBOM&amp;feature"></embed></object></p>
<p>ส้มก็ป้อนพลังงานได้ ซึ่งต้องใช้จำนวนมากในการให้พลังงาน ดูภาพจากคลิปแล้ว ต้องการรู้ว่าใช้ส้มกี่ผล ให้นำจำนวนชิ้นหารด้วย 4 ก็จะรู้จำนวนผลส้ม แต่ว่าก็เปลืองส้มจังแฮะ</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="350" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/9_LLj4_3ZRA&amp;feature" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="350" src="http://www.youtube.com/v/9_LLj4_3ZRA&amp;feature"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/328/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>2 มาตรฐานไม่เอานะจ๊ะ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/274</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/274#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Mar 2010 16:55:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=274</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เวลานี้ บ้านเมืองปั่นป่วนเหมือนกาลเวลาย้อนไปสู่ยุคสงคราวมกลางเมืองที่ผ่านมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่สงครามประวัติศาสตร์
สงครามยังไม่เกิด แต่มีการล่อเอาเถิดสงครามเกิดเมื่อไรก็ได้
วันนี้ไปทำงาน มีหนังสือราชการสั่งเตรียมความพร้อม หลายคนในฝ่ายต่างก็เข้าใจไปว่าเรื่องราวร้ายๆไม่สามารถเกิดใกล้ตัว
แต่จากประสบการณ์ตั้งแต่เกิดภัยสึนามิและหลายมุมที่ได้พบข่าวสารมาก่อนจากบรรดาชาวบ้านธรรมดา สัญชาตญาณกลับบอกว่าการคิดไปว่าเรื่องราวร้ายๆจะเกิดไม่ได้ใกล้ตัวเป็นเรื่องประมาทของใจ
แวบหนึ่งที่เห็นจุดที่บอกระบุในหนังสือแจ้งนั้น ตัดสินใจฉับพลันชวนลูกน้องประชุม
วิเคราะห์เรื่องราวหลายเรื่องหลายมุมร่วมกันย้อนอดีตสมมติเหตุการณ์เพื่อจัดระดับสถานการณ์เตรียมรับมือเหตุการณ์
วิเคราะห์กันไปหลากหลายสถาน ประมวลสถานการณ์และความเกี่ยวข้อง
บอกลูกน้องไปตรงๆ ปรึกษางานคราวนี้ขอให้เป็นตัวของตัวเอง
คิดออกนอกกรอบที่เคยมอบหมายไว้ให้ มีเหตุการณ์ลักษณะใดอย่างใดสามารถเกิดขึ้นใกล้ตัวได้บ้างให้ช่วยกันตรึกตรอง
ชวนมาคิดมาหาคำตอบเพราะมองเห็นแต่ภาพว่าการตามข่าวที่เห็นอยู่นั้นคนตามดูคิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวและอยู่นอกวง
แล้วเมื่อต้องเกี่ยวจะขาดซึ่งความพร้อม เมื่อถึงวันจะพากันเข้าตาจน ทำงานไม่หมด รับงานไม่ไหว ลงมือช้าไป งานบานปลาย
กำลังคนที่เรามีเป็นน้ำน้อยเมื่อเทียบงานทั้งในพื้นที่รั้วร.พ.และนอกรั้ว  ชวนให้มองให้เห็น
ลงมือคุยแล้วก็กำหนดวัตถุประสงค์วันนี้ขอเพียงแ้ก้จุดอ่อนการประสานงานภายในฝ่ายได้แล้วเรื่องอื่นไว้ว่ากันอีกภายหลัง แค่นี้พอใจแล้ว
บรรยากาศดีๆของวันนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายคนเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่เห็นในข่าวถ้าเกิดขึ้นที่นี่มีเรื่องราวลงมือทำภายใต้งานมอบหมายและงานอาสา
ได้ข้อสรุปมาเป็นเรื่อง &#8220;เฝ้าระวัง&#8221;
ทำความเห็นให้ตรงกันว่า &#8220;เฝ้า&#8221; เฝ้าอะไร  &#8220;ระวัง&#8221; ระวังอะไร
บอกกล่าวให้เห็นประเด็นต่างเพื่อให้เห็นข้างว่าเลือกข้างให้อะไร
ในฐานะคนทำงานสร้างสุขให้กับสาธารณะ มีเรื่อง &#8220;พึงละ&#8221;  &#8220;ตั้งสติ&#8221; อะไร
เลือกข้างได้หรือไม่ เลือกแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อองค์กร
หนึ่งเรื่องที่บอกคือเรื่องความเป็นสากลของเครื่องหมายกากบาทสีแดงหรือเขียวที่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเพราะการเลือกข้าง
กลางจางหายไป กลายเป็นสีต่างๆแทนแถมด้วยแบ่งพวก
คนเป็นกลางไม่ระบายสีใจตามใครก็ถูกเบียดเบียนทั้งๆที่ปรารถนาดีพาตัวเข้าไปช่วย
ขอพรรคพวกไปตรงๆว่าไม่ว่าใจใครสีอะไร เมื่อลงมือทำหน้าที่ขอให้ใช้ &#8220;สติ&#8221; ดูแลการงาน แล้วทำหน้าที่ &#8220;เป็นกลาง&#8221; ให้กับทุกๆสีด้วย
รับรู้ว่ามีหลายคนกระอักกระอ่วนกับการพูดตรงๆในวันนี้ แต่ถือว่าจำเป็นต้องพูดแล้วหละ
สถานการณ์ที่เคยผ่านมาก่อนของแต่ละคนได้ถูกนำมาถอดบทเรียนก่อนสรุปทำอะไรนับจากวันนี้ในหลายรูปแบบ
สถานการณ์หนึ่งๆมีเรื่องแตกต่างของการทำหน้าที่ ระดับความเข้มข้นของงาน และการจัดงานในทีม
ทบทวนด้วยกันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกิด แล้วร่วมรับรู้ใครไปช่วยใคร ใครรับหน้าที่ทำอะไรก่อนเกิดเรื่องราวก็จะไม่ล่าช้าเมื่อเหตุเกิดขึ้นจริง
บอกกับพรรคพวกว่าอยากได้ผลของการคุยเป็นระดับเตือนภัยไว้ใช้เรียกหาสื่อสารกัน เมื่อสื่อสารถึงกันทีมงานจะได้เข้าใจแล้วลงมือทำงานแบบไม่ต้องสั่ง ทำได้อย่างนี้ในสถานการณ์รีบด่วนเมื่อมาช่วยกันเตรียมงานก็ลงมือทำงานกันได้เร็ว
ถือว่าวันนี้การคุยกันมีคุณภาพ ทุกคนรับรู้บทบาทและเข้าใจระดับเตือนภัย มีข้อตกลงมอบหมายงานสื่อสาร ใครแจ้งข่าวใคร ใครรับไม้แจ้งต่อ พื้นที่ทำงานใครลงไปทำงานตรงไหนกันบ้าง
สบายใจขึ้นระดับหนึ่งที่ได้เห็นการรับรู้ของทุกคน
สบายใจที่มุมมองต่อการติดตามสถานการณ์ของพรรคพวกเปลี่ยนไปจากการตามลุ้นแบบเชียร์มวยกลายเป็นตามเรียนรู้เพื่อนำมาใช้ลงมือทำหน้าที่ช่วยคนที่ตัวเองมีบทบาทเกี่ยวข้องให้เกิดความปลอดภัย  ทั้งต่อผู้ได้รับความช่วยเหลือและตัวเองด้วย
บันทึกนี้ขอสรุประดับเตือนภัยที่หน่วยเล็กๆของฉันตกลงกันทำขึ้นใช้ภายในหน่วย อีกทั้งใช้ประสานทีมภายนอกเพื่อทำงานร่วมกันเอาไว้ใช้งานต่อไป ใครเห็นประโยชน์และจะนำไปใช้บ้างก็ยินดีนักค่ะ
ระดับที่ ๑ วิเคราะห์สถานการณ์จากสภาพเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ มีค. ได้ข้อสรุปกันว่างานด่วนที่สุดที่มีโอกาสลงมือทำและต้องระดมทีมเป็นเรื่องการรับอุบัติเหตุหมู่จากการสัญจรหนาแน่นที่ทำให้เกิดบาดเจ็บหมู่มากได้   การเตรียมการรับ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เวลานี้ บ้านเมืองปั่นป่วนเหมือนกาลเวลาย้อนไปสู่ยุคสงคราวมกลางเมืองที่ผ่านมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่สงครามประวัติศาสตร์</p>
<p>สงครามยังไม่เกิด แต่มีการล่อเอาเถิดสงครามเกิดเมื่อไรก็ได้</p>
<p>วันนี้ไปทำงาน มีหนังสือราชการสั่งเตรียมความพร้อม หลายคนในฝ่ายต่างก็เข้าใจไปว่าเรื่องราวร้ายๆไม่สามารถเกิดใกล้ตัว</p>
<p>แต่จากประสบการณ์ตั้งแต่เกิดภัยสึนามิและหลายมุมที่ได้พบข่าวสารมาก่อนจากบรรดาชาวบ้านธรรมดา สัญชาตญาณกลับบอกว่าการคิดไปว่าเรื่องราวร้ายๆจะเกิดไม่ได้ใกล้ตัวเป็นเรื่องประมาทของใจ<span id="more-274"></span></p>
<p>แวบหนึ่งที่เห็นจุดที่บอกระบุในหนังสือแจ้งนั้น ตัดสินใจฉับพลันชวนลูกน้องประชุม</p>
<p>วิเคราะห์เรื่องราวหลายเรื่องหลายมุมร่วมกันย้อนอดีตสมมติเหตุการณ์เพื่อจัดระดับสถานการณ์เตรียมรับมือเหตุการณ์</p>
<p>วิเคราะห์กันไปหลากหลายสถาน ประมวลสถานการณ์และความเกี่ยวข้อง</p>
<p>บอกลูกน้องไปตรงๆ ปรึกษางานคราวนี้ขอให้เป็นตัวของตัวเอง</p>
<p>คิดออกนอกกรอบที่เคยมอบหมายไว้ให้ มีเหตุการณ์ลักษณะใดอย่างใดสามารถเกิดขึ้นใกล้ตัวได้บ้างให้ช่วยกันตรึกตรอง</p>
<p>ชวนมาคิดมาหาคำตอบเพราะมองเห็นแต่ภาพว่าการตามข่าวที่เห็นอยู่นั้นคนตามดูคิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวและอยู่นอกวง</p>
<p>แล้วเมื่อต้องเกี่ยวจะขาดซึ่งความพร้อม เมื่อถึงวันจะพากันเข้าตาจน ทำงานไม่หมด รับงานไม่ไหว ลงมือช้าไป งานบานปลาย</p>
<p>กำลังคนที่เรามีเป็นน้ำน้อยเมื่อเทียบงานทั้งในพื้นที่รั้วร.พ.และนอกรั้ว  ชวนให้มองให้เห็น</p>
<p>ลงมือคุยแล้วก็กำหนดวัตถุประสงค์วันนี้ขอเพียงแ้ก้จุดอ่อนการประสานงานภายในฝ่ายได้แล้วเรื่องอื่นไว้ว่ากันอีกภายหลัง แค่นี้พอใจแล้ว</p>
<p>บรรยากาศดีๆของวันนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายคนเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่เห็นในข่าวถ้าเกิดขึ้นที่นี่มีเรื่องราวลงมือทำภายใต้งานมอบหมายและงานอาสา</p>
<p>ได้ข้อสรุปมาเป็นเรื่อง &#8220;เฝ้าระวัง&#8221;</p>
<p>ทำความเห็นให้ตรงกันว่า &#8220;เฝ้า&#8221; เฝ้าอะไร  &#8220;ระวัง&#8221; ระวังอะไร</p>
<p>บอกกล่าวให้เห็นประเด็นต่างเพื่อให้เห็นข้างว่าเลือกข้างให้อะไร</p>
<p>ในฐานะคนทำงานสร้างสุขให้กับสาธารณะ มีเรื่อง &#8220;พึงละ&#8221;  &#8220;ตั้งสติ&#8221; อะไร</p>
<p>เลือกข้างได้หรือไม่ เลือกแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อองค์กร</p>
<p>หนึ่งเรื่องที่บอกคือเรื่องความเป็นสากลของเครื่องหมายกากบาทสีแดงหรือเขียวที่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปเพราะการเลือกข้าง</p>
<p>กลางจางหายไป กลายเป็นสีต่างๆแทนแถมด้วยแบ่งพวก</p>
<p>คนเป็นกลางไม่ระบายสีใจตามใครก็ถูกเบียดเบียนทั้งๆที่ปรารถนาดีพาตัวเข้าไปช่วย</p>
<p>ขอพรรคพวกไปตรงๆว่าไม่ว่าใจใครสีอะไร เมื่อลงมือทำหน้าที่ขอให้ใช้ &#8220;สติ&#8221; ดูแลการงาน แล้วทำหน้าที่ &#8220;เป็นกลาง&#8221; ให้กับทุกๆสีด้วย</p>
<p>รับรู้ว่ามีหลายคนกระอักกระอ่วนกับการพูดตรงๆในวันนี้ แต่ถือว่าจำเป็นต้องพูดแล้วหละ</p>
<p>สถานการณ์ที่เคยผ่านมาก่อนของแต่ละคนได้ถูกนำมาถอดบทเรียนก่อนสรุปทำอะไรนับจากวันนี้ในหลายรูปแบบ</p>
<p>สถานการณ์หนึ่งๆมีเรื่องแตกต่างของการทำหน้าที่ ระดับความเข้มข้นของงาน และการจัดงานในทีม</p>
<p>ทบทวนด้วยกันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเกิด แล้วร่วมรับรู้ใครไปช่วยใคร ใครรับหน้าที่ทำอะไรก่อนเกิดเรื่องราวก็จะไม่ล่าช้าเมื่อเหตุเกิดขึ้นจริง</p>
<p>บอกกับพรรคพวกว่าอยากได้ผลของการคุยเป็นระดับเตือนภัยไว้ใช้เรียกหาสื่อสารกัน เมื่อสื่อสารถึงกันทีมงานจะได้เข้าใจแล้วลงมือทำงานแบบไม่ต้องสั่ง ทำได้อย่างนี้ในสถานการณ์รีบด่วนเมื่อมาช่วยกันเตรียมงานก็ลงมือทำงานกันได้เร็ว</p>
<p>ถือว่าวันนี้การคุยกันมีคุณภาพ ทุกคนรับรู้บทบาทและเข้าใจระดับเตือนภัย มีข้อตกลงมอบหมายงานสื่อสาร ใครแจ้งข่าวใคร ใครรับไม้แจ้งต่อ พื้นที่ทำงานใครลงไปทำงานตรงไหนกันบ้าง</p>
<p>สบายใจขึ้นระดับหนึ่งที่ได้เห็นการรับรู้ของทุกคน</p>
<p>สบายใจที่มุมมองต่อการติดตามสถานการณ์ของพรรคพวกเปลี่ยนไปจากการตามลุ้นแบบเชียร์มวยกลายเป็นตามเรียนรู้เพื่อนำมาใช้ลงมือทำหน้าที่ช่วยคนที่ตัวเองมีบทบาทเกี่ยวข้องให้เกิดความปลอดภัย  ทั้งต่อผู้ได้รับความช่วยเหลือและตัวเองด้วย</p>
<p>บันทึกนี้ขอสรุประดับเตือนภัยที่หน่วยเล็กๆของฉันตกลงกันทำขึ้นใช้ภายในหน่วย อีกทั้งใช้ประสานทีมภายนอกเพื่อทำงานร่วมกันเอาไว้ใช้งานต่อไป ใครเห็นประโยชน์และจะนำไปใช้บ้างก็ยินดีนักค่ะ</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">ระดับที่ ๑</span></strong> วิเคราะห์สถานการณ์จากสภาพเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ มีค. ได้ข้อสรุปกันว่างานด่วนที่สุดที่มีโอกาสลงมือทำและต้องระดมทีมเป็นเรื่องการรับอุบัติเหตุหมู่จากการสัญจรหนาแน่นที่ทำให้เกิดบาดเจ็บหมู่มากได้   การเตรียมการรับ เป็นเรื่องงานเดิมๆที่ทำกันอยู่บ่อยแล้ว  ให้เพิ่มความไวไปที่การกลั่นกรองข่าวสารว่าระดับเปลี่ยนเร็วไปสู่ระดับสูงขึ้นหรือยัง</p>
<p>เพื่อจัดการกำลังคนให้ลงตัวและไวพอกับสถานการณ์ก็เปลี่ยนหน้าที่ของคนเสียใหม่ คนเก่งวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยให้อยู่ออฟฟิศก็จัดให้ไปอยู่ร่วมกับทีมประชาสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่แจ้งข่าวสารแก่ผู้มาติดต่อ จะได้ช่วยรวบรวมแยกแยะข้อมูลข่าวสารที่เข้ามาสู่มือและประเมินสถานการณ์ของระดับที่เปลี่ยนได้ไวที่สุด</p>
<p>คนที่สามารถเป็นลูกมือพยาบาลได้ ขอแบ่งให้ไปช่วยตรงจุดรับญาติของผู้เสียชีวิต และดูแลผู้เสียชีวิตให้ไม่อุจาดตา ใครติดของมีค่าติดตัวมาก็ให้ลงมือช่วยฝ่ายการเงินทำทะเบียนเก็บให้จนกว่าจะพบญาติ  บาดแผลตรงไหนมีอุจาดตาหรือดูไม่งามก็ลงมือช่วยปกปิดทำให้สะอาดตาเพื่อให้เกียรติผู้ตาย</p>
<p>ส่วนหนึ่งของคนก็แบ่งไปดูแลระบบขยะไม่ให้เกะกะตกหล่นทั่วไป เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อคู่ขนานกันไป</p>
<p>ย้ำกันไว้ว่าเป้าประสงค์ของการแจ้งข่าวกันอยู่ที่  &#8220;แจ้งข่าวสารเพื่อให้ตื่นข่าว&#8221; จะได้ทันการกับการกลับตัวเพื่อรับสถานการณ์แต่ละระดับของทีม เพื่อให้ได้ทีมมาพร้อมหน้าทันกับระดับเหตุการณ์</p>
<p>กรองข่าวเป็นเรื่องรองลงมา ตกลงกันว่าเมื่อใครกรองได้ ให้ส่งข่าวเสริมยืนยัน ใครที่ได้รับรู้แจ้งข่าวสารเพื่อให้ตื่นข่าว ให้ทำหน้าที่ทวนสอบตามช่องทางสะดวกที่ตนถนัดทำเพื่อค้นหาและกรองข่าวด้วยตัว เองด้วย จะได้ตัดสินใจลงมือทำอะไรกับสถานการณ์ในครอบครัวและการทำงานของตัวได้ลงตัวตามกาล</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ระดับที่ ๒</strong></span> วิเคราะห์สถานการณ์มีเรื่องระดับ ๑ คู่ขนานไปกับมีคนเจ็บป่วยด้วยเหตุไปอยู่ผิดที่  ในสถานการณ์คนไม่เชื่อใจกันก็ให้ เลือกทำในส่วนที่สามารถลงมือได้อย่างปลอดภัยเมื่อเข้าไปในพื้นที่</p>
<p>คนที่สามารถประสานการสนับสนุนรองรับในส่วนที่สามารถลดโรคระบาดได้  ส้วมสะอาด น้ำใช้สะอาด มีสบู่ใช้พร้อม ให้รับไปเตรียมความพร้อมของหน่วยงานอื่นๆที่ควรประสานก่อนหน้า</p>
<p>รู้เขารู้เราใครช่วยเตรียมการล่วงหน้าให้เกิดระบบการดูแลกันและกันในท่ามกลางหมู่ชนได้ก็ให้เริ่มประสานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ความรู้ในตัวคนช่วยการอยู่ร่วมให้เกิดความหมาย</p>
<p>ใครที่สามารถจัดการความรู้การดูแลตนเองซึ่งจำเป็นในสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ก็ให้เตรียมการจัดทำเอกสารการกลั่นกรองเหตุของการป่วย การดูแลการป่วยที่ทำด้วยตัวเองได้  ดูแลไม่ได้จะนำส่งอย่างไร ส่งผ่านใบปลิวหรือเอกสารเสริมความรู้ ประสานการส่งผ่านความรู้โดยมอบใส่มือคนในแนวหน้าที่อยู่ท่ามกลางหมู่ชนช่วยดูแลคนคนละไม้คนละมือให้ด้วย</p>
<p>ใครทำงานตรงศูนย์ข้อมูลให้ตื่นตัวค้นหาการป่วยแบบกลุ่มก้อนซึ่งหมายถึงเริ่มมีการระบาดของโรค ตื่นตัวให้ทันเวลาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง  เมื่อไรพบมีมากกว่าหนึ่งคนให้แจ้งข่าวพลัน เพื่อการปรับเปลี่ยนหน้าที่รองรับของผู้คนในทีมได้ทัน</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ระดับที่ ๓</strong></span> วิเคราะห์สถานการณ์มีเรื่องระดับ ๑+๒ ที่เพิ่มมาด้วยหน่วยเคลื่อนที่เร็วออกไปรองานในพื้นที่ในลักษณะหน่วยปฐมพยาบาลประจำพื้นที่ หรือมีเหตุการณ์ของการป่วยแบบระบาดจากโรคอะไรก็ได้ที่ติดต่อกันได้เร็วเมื่อมีคนหนาแน่นอย่างใดอย่างหนึ่ง</p>
<p>เมื่อถึงระดับนี้ให้มีการเปลี่ยนหน้าที่ ใครทำหน้าที่ออกไปในพื้นที่ ใครอยู่ประจำที่ ใครเป็นหน่วยเสริมกำลังนอกพื้นที่ ใครประสานงานเรื่องการเตรียมวัสดุอุปกรณ์สำหรับการทำงานทันทีในพื้นที่เพื่อคุมโรคระบาด  ใครรับข่าวสารและส่งต่อข่าวสารเพื่อรับลูกกันให้ทันกับสถานการณ์ของหน้างานให้ได้ข่าวสารที่เร็วที่สุด  ใครประสานงานกับพขร.เพื่อเสริมรถออกไปทำงานในพื้นที่ ใครรีบลูกต่อจากใคร ใครทำงานต่อเรื่องอะไร</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ระดับที่ ๔</strong></span> วิเคราะห์สถานการณ์เป็นเรื่องระดับ ๓ + มีการปะทะแล้วมีคนเสียชีวิตจำนวนน้อยๆที่สถานที่ภายในร.พ.รับได้ ชาวบ้านร้านช่องในพื้นที่ชุมนุมปิดบ้านหนีตายจากพื้นที่</p>
<p>เมื่อถึงระดับนี้ ขอให้ทุกคนที่ออกไปนอกร.พ.กลับมาสู่ที่ตั้งเพื่อระดมกำลังช่วยคนบาดเจ็บกันก่อน สถานการณ์ระดับนี้ยืดเยื้อยาวนานได้ ความเป็นไปได้ของการดูแลหน้างานก็คือเตรียมการจัดทีมหมุนทำงานแบบเวรเปลี่ยนผลัด คนทำงานจะไม่ล้าและทำงานได้ตลอดรอดฝั่งอย่างยังมีพลังเต็มร้อย</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ระดับที่ ๕</strong></span> วิเคราะห์สถานการณ์เป็นเรื่องระดับ ๔ + มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่จำเป็นต้องมีทีมจัดการสถานที่รองรับภายนอกและดูแลผู้เสียชีวิตอย่างให้เกียรติเหมือนเหตุการณ์สึนามิ</p>
<p>วันนี้เมื่อคุยถึงสถานการณ์ ๒ ระดับหลังนี้คิดไม่ออกเลยท่าน ด้วยกำลังคนมีอยู่แค่หยิบมือเท่านั้น</p>
<p>การรองรับชาวบ้านที่ต้องการพึ่งพาอาศัยในชุมชนยังเป็นเรื่องปวดหัว ควรทำอะไร????????????????????? และทำอะไรได้บ้าง ยังมองไม่ออกเลย</p>
<p>อืม&#8230;.ไม่ว่าสีไหนก็ทำให้เดือดร้อนอำมาตย์(ข้าราชการ)อย่างเราได้โหม๊ดเลย&#8230;&#8230;อย่างนี้ยังจะมาบอกว่า&#8230;ไม่เอาอำมาตย์อีกแนะ&#8230;.มันน่า&#8230;..นักเชียว</p>
<p>นัดกันว่าติดตามสถานการณ์กันแล้ว วันพุธเช้าจะประชุมกันต่อไป</p>
<p>ใครที่เข้ามาอ่านจะช่วยแจม ชี้่ช่อง ชี้แนะอะไรยินดีรับฟังความเห็นเน้อ  ใครคาดว่าจะอาสาสนับสนุนอะไรก็เตรียมการกันไว้เถิด มีโอกาสได้ช่วยแน่นอนไม่ว่าเรื่องเกิดพื้นที่ไหน</p>
<p>ใครไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็ตัดสินใจเรื่องเป็นกองกำลังสนับสนุนเสบียงให้พวกเราเหล่าอำมาตย์ก็ทำได้นะคะ  ตอนเกิดสึนามิ พรรคพวกในร.พ.ฉันทำงานกันได้ตลอดรอดฝั่งก็ด้วยมีกองหนุนอย่างนี้มาช่วยด้วยนั่นแหละค่ะ</p>
<p>ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ช่วยกันดูแลคนภายใต้ความสามารถที่ทำเองได้เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่</p>
<p>ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้พ่อของเราสบายใจขึ้นบ้างนะคะ</p>
<p style="text-align: justify;">๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/274/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำตาลไม่หวาน</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/327</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/327#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 15:26:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=327</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเย็นวานกลับมาถึงบ้าน ก็ได้พบหน้าเจ้าลูกชายกำลังง่วนทำอะไรอยู่หลังบ้าน ถามไปว่าคุณสามีไปไหน ก็ได้คำตอบว่า ไปงานศพที่หมู่บ้านไกลเมืองออกไป
จัดการเตรียมการเรื่องอาหารเย็นไปได้สักครู่ก็มีเสียงชวนดังขึ้นมาว่า &#8220;แม่ไปช๊อปปิ๊งกัน&#8221;  เมื่อได้ยินฉันก็ออกปากว่า &#8220;เออดีนะ แม่อยากดูหนังอยู่เชียว&#8221;
เมื่อเหลียวดูเวลาอยู่ ก็มีเสียงบอกเล่าลอยมาเข้าหูว่า &#8220;วันนี้ค่าตั๋วหนังแพง จะดูหนังให้เลือกไปดูวันพุธ เพราะโรงหนังจะลดราคาตั๋วลงมาครึ่งหนึ่ง&#8221;  อืม แปลได้เลยว่า่ลูกกำลังบอกฉันว่าวันนี้อย่าดูเลยหนังนะ เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอกจึงไม่โต้แย้งอะไรบอกเขาไปว่า &#8220;เอานะ เดี๋ยวแม่ขอกินข้าวก่อน&#8221; สรุปแล้วก่อนออกจากบ้าน เลิกความตั้งใจจะดูหนังได้ เลื่อนออกไปกันก่อน
เข้าไปเดินบริเวณห้างใหญ่ที่มีความหมายชื่อแปลว่าดอกบัวแล้ว ในใจไม่ได้มีรายการของสินค้าอะไรที่ตั้งใจซื้อ ก็เลยเดินดูสินค้าตามลูกชายไปเรื่อย แล้วตาก็เตะใจให้เอ๊ะกับสินค้าที่ใช้ชื่อ &#8220;น้ำตาลไม่หวาน low sugar&#8221; ที่เห็นตรงหน้า
หยิบจับติดมือขึ้นมาดู พลิกอ่านที่ฉลาก จึงเข้าใจทำไมใช้คำ &#8220;ไม่หวาน&#8221;
ไม่หวานที่สื่อความในชื่อ เขาเทียบเปอร์เซ็นต์น้ำตาลจริงแท้ที่อยู่ในรูปเดิมๆค่ะ
น้ำตาลไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเกร็ดแบบน้ำตาลทรายฟอกขาวและไม่ฟอกขาว หรือจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลก้อนแบบใช้เติมกาแฟ ที่มีอยู่เดิมเป็นน้ำตาลจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เจ้าสินค้าใหม่เป็นน้ำตาลที่มีน้ำตาลจริงแท้ลดไปเหลือไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวนของส่วนที่ลดหายไปมีสารที่เรียกชื่อว่า &#8220;แอสพาเทม&#8221; เข้ามาแทนที่ค่ะ
สินค้าหลายชนิดที่ระบุว่าไม่มีน้ำตาล ก็ใช้สารเคมีตัวนี้แหละค่ะ
วันนี้เพิ่งได้รู้เรื่องใหม่ที่ความรู้ทำให้สะดุ้ง ตระหวัดนึกอดีตเห็นภาพน้องครูอึ่งชอบเคี้ยวอะไรๆหลังอาหารค่ะ
รู้แล้วนึกภาพแล้วไม่ช้า รีบนำมาบอกต่อเพื่อเตือนใจให้อ่านฉลากอาหารก่อนบริโภคอะไรที่โฆษณาว่าไม่หวานกันค่ะ
เจ้าสารตัวนี้เป็นสารที่มีฟอร์มาลินอยู่ในตัว โดยสลายตัวให้ฟอร์มัลดีไฮด์และกรดฟอร์มิกที่อุณหภูมิ ๓๐ องศาเซนติเกรด
ฟอร์มาลินหรือฟอร์มัลดีไฮด์คือสารตัวเดียวกันนะคะ ที่ร.พ.ฉันเขาใช้ดองเนื้อคนไม่ให้เน่า
เรื่องนี้เตือนภัยไว้ให้สังคมรู้โดย รศ.สุชาตา ชินะจิตร ผู้ช่วยผอก.สกว.ค่ะ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเย็นวานกลับมาถึงบ้าน ก็ได้พบหน้าเจ้าลูกชายกำลังง่วนทำอะไรอยู่หลังบ้าน ถามไปว่าคุณสามีไปไหน ก็ได้คำตอบว่า ไปงานศพที่หมู่บ้านไกลเมืองออกไป<span id="more-327"></span></p>
<p>จัดการเตรียมการเรื่องอาหารเย็นไปได้สักครู่ก็มีเสียงชวนดังขึ้นมาว่า &#8220;แม่ไปช๊อปปิ๊งกัน&#8221;  เมื่อได้ยินฉันก็ออกปากว่า &#8220;เออดีนะ แม่อยากดูหนังอยู่เชียว&#8221;</p>
<p>เมื่อเหลียวดูเวลาอยู่ ก็มีเสียงบอกเล่าลอยมาเข้าหูว่า &#8220;วันนี้ค่าตั๋วหนังแพง จะดูหนังให้เลือกไปดูวันพุธ เพราะโรงหนังจะลดราคาตั๋วลงมาครึ่งหนึ่ง&#8221;  อืม แปลได้เลยว่า่ลูกกำลังบอกฉันว่าวันนี้อย่าดูเลยหนังนะ เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอกจึงไม่โต้แย้งอะไรบอกเขาไปว่า &#8220;เอานะ เดี๋ยวแม่ขอกินข้าวก่อน&#8221; สรุปแล้วก่อนออกจากบ้าน เลิกความตั้งใจจะดูหนังได้ เลื่อนออกไปกันก่อน</p>
<p>เข้าไปเดินบริเวณห้างใหญ่ที่มีความหมายชื่อแปลว่าดอกบัวแล้ว ในใจไม่ได้มีรายการของสินค้าอะไรที่ตั้งใจซื้อ ก็เลยเดินดูสินค้าตามลูกชายไปเรื่อย แล้วตาก็เตะใจให้เอ๊ะกับสินค้าที่ใช้ชื่อ &#8220;น้ำตาลไม่หวาน low sugar&#8221; ที่เห็นตรงหน้า</p>
<p>หยิบจับติดมือขึ้นมาดู พลิกอ่านที่ฉลาก จึงเข้าใจทำไมใช้คำ &#8220;ไม่หวาน&#8221;</p>
<p>ไม่หวานที่สื่อความในชื่อ เขาเทียบเปอร์เซ็นต์น้ำตาลจริงแท้ที่อยู่ในรูปเดิมๆค่ะ</p>
<p>น้ำตาลไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเกร็ดแบบน้ำตาลทรายฟอกขาวและไม่ฟอกขาว หรือจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลก้อนแบบใช้เติมกาแฟ ที่มีอยู่เดิมเป็นน้ำตาลจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เจ้าสินค้าใหม่เป็นน้ำตาลที่มีน้ำตาลจริงแท้ลดไปเหลือไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวนของส่วนที่ลดหายไปมีสารที่เรียกชื่อว่า &#8220;แอสพาเทม&#8221; เข้ามาแทนที่ค่ะ</p>
<p>สินค้าหลายชนิดที่ระบุว่าไม่มีน้ำตาล ก็ใช้สารเคมีตัวนี้แหละค่ะ</p>
<p>วันนี้เพิ่งได้รู้เรื่องใหม่ที่ความรู้ทำให้สะดุ้ง ตระหวัดนึกอดีตเห็นภาพน้องครูอึ่งชอบเคี้ยวอะไรๆหลังอาหารค่ะ</p>
<p>รู้แล้วนึกภาพแล้วไม่ช้า รีบนำมาบอกต่อเพื่อเตือนใจให้อ่านฉลากอาหารก่อนบริโภคอะไรที่โฆษณาว่าไม่หวานกันค่ะ</p>
<p>เจ้าสารตัวนี้เป็นสารที่มีฟอร์มาลินอยู่ในตัว โดยสลายตัวให้ฟอร์มัลดีไฮด์และกรดฟอร์มิกที่อุณหภูมิ ๓๐ องศาเซนติเกรด</p>
<p>ฟอร์มาลินหรือฟอร์มัลดีไฮด์คือสารตัวเดียวกันนะคะ ที่ร.พ.ฉันเขาใช้ดองเนื้อคนไม่ให้เน่า</p>
<p>เรื่องนี้เตือนภัยไว้ให้สังคมรู้โดย <a title="รศ.สุชาตา ชินะจิตร" href="http://www.trf.or.th/dept_3/upload/gallery/files/ART3-20022008-1000000040.pdf">รศ.สุชาตา ชินะจิตร</a> ผู้ช่วยผอก.สกว.ค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/327/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ระวังหลงทางกับฉลากอย.เน้อ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/326</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/326#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 14:37:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้นำบทความมาให้อ่าน เพื่อให้ช่วยกันสร้างนิสัยทั้งของตนเองและเด็กๆให้เข้าใจตรงความจริงที่เป็นอยู่ค่ะ
&#8220;ข่าวการร้องเรียนของพ่อแม่ต่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ว่าลูกไปซื้อของจากร้านขายขนม แต่เมื่อเปิดออกมามันเป็นอะไรที่กินไม่ได้และอันตรายด้วย ข่าวที่ว่ามีรูปการ์ตูนมีแต่ภาษาจีนคนขายก็คิดว่าเป็นขนม ดีว่าแม่เอะใจลองชิมจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เพราะแตะนิดเดียวก็ลิ้นชา ตามข่าวสืบต่อไปว่ามันเป็นผงที่ให้ความร้อนเมื่อละลายน้ำ&#8221; 
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าไม่มีใครอ่านตัวอักษรเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้นำมาขายก็อ้างได้ว่าอ่านภาษาจีนไม่ออก
คำถามก็คือ ผลิตภัณฑ์แบบนี้เข้ามาได้อย่างไร ทางไหน จึงมาวางขายเหมือนขนมเด็กได้
เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสุดวิสัยที่พ่อแม่จะดูแลลูก แต่ไม่ควรละความพยายามที่จะสอนต่อไปให้เด็กรู้จักอ่านฉลากจนเป็น
นิสัย
การสอนเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนก็ใช้วิธีแทรกซึมให้ฝึกได้จากการอ่านแทนที่จะอ่านจากตำราเรียนเพียง
อย่างเดียว
หาป้ายฉลากมาให้เด็กได้หัดอ่านด้วย เด็กก็จะได้เรียนรู้จากชีวิตจริง สภาพจริง แล้วก็ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงด้วย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องแก้ความเข้าใจผิด คือ เด็กเข้าใจว่าถ้ามีป้าย อย. แปลว่ากินได้ ปลอดภัย
ในความเป็นจริงฉลาก อย. มีหลายประเภท  เพราะมีหลายผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค

ในความเป็นจริงหน้าตาและรายละเีอียดของฉลากผลิตภัณฑ์ก็มีความหลากหลาย เรื่องรายละเอียดก่อนเข้าตลาดก็มีหน่วยราชการเข้ามาเกี่ยวข้องตามกฏหมายถึง ๔ กระทรวงทีเดียว ไม่น่าเชื่อเลย
ชวนไปอ่านเรื่องฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยกันนำไปใช้และสอนเด็กต่อให้ช่างสังเกต  ชวนไปอ่านเรื่องฉลากอาหารใหม่เพื่อประกอบความเข้าใจด้วยค่ะ
ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกกว่าว่า &#8221; เห็นฉลาก อย. แล้วไม่ใช่เรื่องกินได้ทุกอย่างไป&#8221; ได้นิสัยเตือนใจตัวให้อ่านฉลากก่อนลงมือใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดกรณีที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้ค่ะ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #800000;">วันนี้นำบทความมาให้อ่าน เพื่อให้ช่วยกันสร้างนิสัยทั้งของตนเองและเด็กๆให้เข้าใจตรงความจริงที่เป็นอยู่ค่ะ</span><span id="more-326"></span></p>
<p><span style="color: #008000;">&#8220;ข่าวการร้องเรียนของพ่อแม่ต่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ว่าลูกไปซื้อของจากร้านขายขนม แต่เมื่อเปิดออกมามันเป็นอะไรที่กินไม่ได้และอันตรายด้วย ข่าวที่ว่ามีรูปการ์ตูนมีแต่ภาษาจีนคนขายก็คิดว่าเป็นขนม ดีว่าแม่เอะใจลองชิมจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เพราะแตะนิดเดียวก็ลิ้นชา ตามข่าวสืบต่อไปว่ามันเป็นผงที่ให้ความร้อนเมื่อละลายน้ำ&#8221; </span></p>
<p><span style="color: #008000;">เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าไม่มีใครอ่านตัวอักษรเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้นำมาขายก็อ้างได้ว่าอ่านภาษาจีนไม่ออก</span></p>
<p><span style="color: #800080;">คำถามก็คือ ผลิตภัณฑ์แบบนี้เข้ามาได้อย่างไร ทางไหน จึงมาวางขายเหมือนขนมเด็กได้</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสุดวิสัยที่พ่อแม่จะดูแลลูก แต่ไม่ควรละความพยายามที่จะสอนต่อไปให้เด็กรู้จักอ่านฉลากจนเป็น<br />
นิสัย</span></p>
<p><em><span style="color: #0000ff;"><strong>การสอนเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนก็ใช้วิธีแทรกซึมให้ฝึกได้จากการอ่านแทนที่จะอ่านจากตำราเรียนเพียง<br />
อย่างเดียว</strong></span></em></p>
<p><span style="color: #99cc00;"><strong><em><span style="text-decoration: underline;">หาป้ายฉลากมาให้เด็กได้หัดอ่านด้วย เด็กก็จะได้เรียนรู้จากชีวิตจริง สภาพจริง แล้วก็ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงด้วย</span></em></strong></span></p>
<p>แต่มีสิ่งหนึ่งที่<span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ต้องแก้ความเข้าใจผิด</strong></span></span> <span style="color: #ff0000;">คือ เด็กเข้าใจว่าถ้ามีป้าย อย. แปลว่ากินได้ ปลอดภัย</span></p>
<p><span style="color: #800080;">ในความเป็นจริงฉลาก อย. มีหลายประเภท  เพราะมีหลายผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค<br />
</span></p>
<p><span style="color: #800080;">ในความเป็นจริงหน้าตาและรายละเีอียดของฉลากผลิตภัณฑ์ก็มีความหลากหลาย เรื่องรายละเอียดก่อนเข้าตลาดก็มีหน่วยราชการเข้ามาเกี่ยวข้องตามกฏหมายถึง ๔ กระทรวงทีเดียว ไม่น่าเชื่อเลย</span></p>
<p>ชวนไปอ่านเรื่อง<a title="ฉลากผลิตภัณฑ์" href="http://www.prc.ac.th/web_pd/package04.html">ฉลากผลิตภัณฑ์</a>เพื่อช่วยกันนำไปใช้และสอนเด็กต่อให้ช่างสังเกต  ชวนไปอ่านเรื่อง<a title="ฉลากอาหารใหม่" href="http://www.oryor.com/oryor/admin/module/fda_Info/file/f_27_1171705750.pdf">ฉลากอาหารใหม่</a>เพื่อประกอบความเข้าใจด้วยค่ะ</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกกว่าว่า</span> <span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8221; เห็นฉลาก อย. แล้วไม่ใช่เรื่องกินได้ทุกอย่างไป&#8221;</strong></span> ได้นิสัยเตือนใจตัวให้อ่านฉลากก่อนลงมือใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดกรณีที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้ค่ะ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/326/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไมโครเวฟกับไข่</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/325</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/325#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 13:18:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=325</guid>
		<description><![CDATA[ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อกับภาพที่ได้เห็นผ่านวิดิโอคลิปชุดนี้  ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวอยู่ทุกวันที่อาจไม่ระวัง อีกทั้งเผลอเรอและเลินเล่อ จึงนำมาฝากกันค่ะ
ไมโครเวฟระเบิดเพราะไข่ 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อกับภาพที่ได้เห็นผ่านวิดิโอคลิปชุดนี้  ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวอยู่ทุกวันที่อาจไม่ระวัง อีกทั้งเผลอเรอและเลินเล่อ จึงนำมาฝากกันค่ะ<span id="more-325"></span></p>
<p><a title="ไมโครเวฟระเบิดเพราะไข่" href="http://atcloud.com/stories/15632">ไมโครเวฟระเบิดเพราะไข่ </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/325/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ยำถั่วพูของครูบา</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/306</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/306#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jan 2010 16:15:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=306</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ไปชวนเหล่าแม่ครัวของร.พ.คุยเรื่องขั้นตอนคุณภาพในการผลิตอาหารตามแนวทางสากล แล้วก็เลยได้คุยเรื่องการสอนคนไข้ตามสโลแกนของคนสวยแต่เจ็บที่มีอักษรตัวแรกนำหน้าชื่อว่า &#8220;ส&#8221;  สโลแกนนี้ในยุคทองของเธอหลายท่านคงเคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกๆวัน  คุยแล้วก็นึกแวบถึงการกินมังสวิรัติของพ่อครูบาและพี่บู๊ดไปด้วย อืม อาหารมังสวิรัตินี่เข้าแก๊ปกับสโลแกนนี้ได้อย่างลงตัวเลยเชียว

นึกถึงแล้วก็เอ๊ะ สโลแกนนี้จะช่วยอะไรพี่ท่านทั้งสองได้อีกหรือเปล่า  วันก่อนนี้ตั้งใจจะนำเรื่องเมนูยำถั่วพูของพ่อครูบามาแยกแยะดูหน่อย วันนี้็ใช้โอกาสคุยเรื่องนี้ยกมาใช้เรียนรู้ประโยชน์ของสโลแกนนี้ดูหน่อยซะเลยดีกว่า

พ่อครูบาบรรยายว่าสูตรยำถั่วพูที่ปรุงขึ้นนั้นใส่ถั่วพู กุ้งลวก งาดำคั่ว ไข่ต้ม หอมซอย ตะลิงปลิง พริกสด ใบสะระแหน่ ใบชะพลูเป็นส่วนผสม ใช้น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรส
จะชวนให้ตามมาเรียนรู้วิธีใช้สโลแกนและวิธีแปลงสโลแกนนำไปใช้ ลืมบอกเล่าเก้้าสิบกันไปว่าสโลแกนนี้นำหลักการวิเคราะห์อาหารของนักโภชนาการมาประยุกต์ใช้อย่างง่ายๆไว้ค่ะ
มาดูวิธีของนักโภชนาการกันค่ะ เวลาที่เขาจะปรุงอะไรให้ได้แคลอรี่อย่างไร เขาใช้การตวงส่วนผสมค่ะ เวลานำวิธีของเขามาประยุกต์ใช้ต่อตามหลักสโลแกนดังกล่าวก็ใช้วิธีเขี่ยๆวัตถุดิบมารวมๆกันให้มองเห็นภาพของหมวดอาหารก่อนถูกนำมาผสมกันค่ะ
เมื่อใช้หลักนี้ไปเขี่ยๆยำถั่วพูตามภาพจะได้ส่วนของผัก ไข่ และกุ้ง เขี่ยเแล้วก็มองเห็นหมวดอาหารหลักๆ 3 หมวดด้วยกันเนอะค่ะ
การเขี่ยด้วยตาแล้วมองๆจนเห็นหมวดอาหารที่ต้องการแล้วตักกับข้าวเป็นสัญชาตญาณติดตัวของผู้คนอยู่โดยอัตโนมัติ  สำหรับคนกินมังสวิรัติ โชคดีกว่าที่ไม่ต้องเขี่ย แค่ไม่ปนกุ้งลงไปผสม ก็มองเห็นหมวดอาหารง่ายแล้วเนอะค่ะ
ทีนี้มาดูเวลา่กินข้าว  ส่วนใหญ่จะตักข้าวใส่จานก่อน ตักกับข้าวราดลงบนข้าวทีหลัง เป็นกันอย่างนี้ส่วนใหญ่เช่นเดียวกันไม่ว่าจะกินมังหรือไม่มัง
ทีนี้มาดูเคล็ดลับที่ฉันแนะนำให้ใช้ว่าให้กินพืชหนักกว่าสัตว์  เมนูนี้ของพ่อครูเข้าเค้าเป๊ะกับความหมายพืชมากกว่าสัตว์ที่แนะนำไว้ แล้วยิ่งตักกับราดข้าวยิ่งเข้าเค้าหนักพืชแน่ๆอยู่แล้ว   ยิ่งใครกินข้าวมากกว่ากับยิ่งไม่พูดถึงทำตรงเคล็ดลับที่บอกได้ร้อยปูเซ็งเต็ม
อ้าวแล้วมีอะไรอีกยังงั้นหรือจึงนำเรื่องสโลแกนมาเล่า มีอีกค่ะมีอีก ไม่งั้นก็คงไม่นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ เรื่องที่มีอยู่คือ สำหรับคนที่หนักกินพืช(รวมข้าว)นั้น ยังมีเรื่องต้องระวังกับอาหารหมวดข้าว แป้งกันต่่อ
ใช่แล้วฉันกำลังบอกว่า เคล็ดลับเรื่อง &#8220;กินพืชหนักกว่าสัตว์&#8221; นั้นยังมีเรื่องต่อ ในประเด็นของเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของกรดยูริกนะคะ
วันนี้นำมาเพิ่มให้เพื่อปรับต่อ แล้วจะได้ไม่ต้องลุ้นกับผลตรวจสุขภาพเรื่องเลือดหวานขึ้นกัน คนที่เลือดไม่หวานอยู่แล้วยิ่งดีใหญ่พาตัวห่างออกมาได้อีกไกลเลยค่ะ
สโลแกนที่ว่าคือคำนี้ &#8220;ผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง&#8221;  เป็นเคล็ดลับที่นำมาบอกต่อจาก &#8220;กินพืชมากกว่าสัตว์&#8221;  2 เคล็ดลับนี้้เมื่อนำมาใช้ร่วมกันให้แปลความเข้าใจอย่างนี้นะคะ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">วันนี้ไปชวนเหล่าแม่ครัวของร.พ.คุยเรื่องขั้นตอนคุณภาพในการผลิตอาหารตามแนวทางสากล แล้วก็เลยได้คุยเรื่องการสอนคนไข้ตามสโลแกนของคนสวยแต่เจ็บที่มีอักษรตัวแรกนำหน้าชื่อว่า &#8220;ส&#8221;  สโลแกนนี้ในยุคทองของเธอหลายท่านคงเคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกๆวัน  คุยแล้วก็นึกแวบถึงการกินมังสวิรัติของพ่อครูบาและพี่บู๊ดไปด้วย อืม <a title="อาหารมังสวิรัติ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4">อาหารมังสวิรัติ</a>นี่เข้าแก๊ปกับสโลแกนนี้ได้อย่างลงตัวเลยเชียว</span></p>
<p><span id="more-306"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">นึกถึงแล้วก็เอ๊ะ สโลแกนนี้จะช่วยอะไรพี่ท่านทั้งสองได้อีกหรือเปล่า  วันก่อนนี้ตั้งใจจะนำเรื่องเมนูยำถั่วพูของพ่อครูบามาแยกแยะดูหน่อย วันนี้็ใช้โอกาสคุยเรื่องนี้ยกมาใช้เรียนรู้ประโยชน์ของสโลแกนนี้ดูหน่อยซะเลยดีกว่า</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="ยำถ่วพู" src="http://lanpanya.com/sutthinun/files/2009/11/p1400774.jpg" alt="" width="336" height="336" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">พ่อครูบาบรรยายว่าสูตรยำถั่วพูที่ปรุงขึ้นนั้นใส่ถั่วพู กุ้งลวก งาดำคั่ว ไข่ต้ม หอมซอย ตะลิงปลิง พริกสด ใบสะระแหน่ ใบชะพลูเป็นส่วนผสม ใช้น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรส</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">จะชวนให้ตามมาเรียนรู้วิธีใช้สโลแกนและวิธีแปลงสโลแกนนำไปใช้ ลืมบอกเล่าเก้้าสิบกันไปว่าสโลแกนนี้นำหลักการวิเคราะห์อาหารของนักโภชนาการมาประยุกต์ใช้อย่างง่ายๆไว้ค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">มาดูวิธีของนักโภชนาการกันค่ะ เวลาที่เขาจะปรุงอะไรให้ได้แคลอรี่อย่างไร เขาใช้การตวงส่วนผสมค่ะ เวลานำวิธีของเขามาประยุกต์ใช้ต่อตามหลักสโลแกนดังกล่าวก็ใช้วิธีเขี่ยๆวัตถุดิบมารวมๆกันให้มองเห็นภาพของหมวดอาหารก่อนถูกนำมาผสมกันค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">เมื่อใช้หลักนี้ไปเขี่ยๆยำถั่วพูตามภาพจะได้ส่วนของผัก ไข่ และกุ้ง เขี่ยเแล้วก็มองเห็นหมวดอาหารหลักๆ 3 หมวดด้วยกันเนอะค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">การเขี่ยด้วยตาแล้วมองๆจนเห็นหมวดอาหารที่ต้องการแล้วตักกับข้าวเป็นสัญชาตญาณติดตัวของผู้คนอยู่โดยอัตโนมัติ  สำหรับคนกินมังสวิรัติ โชคดีกว่าที่ไม่ต้องเขี่ย แค่ไม่ปนกุ้งลงไปผสม ก็มองเห็นหมวดอาหารง่ายแล้วเนอะค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ทีนี้มาดูเวลา่กินข้าว  ส่วนใหญ่จะตักข้าวใส่จานก่อน ตักกับข้าวราดลงบนข้าวทีหลัง เป็นกันอย่างนี้ส่วนใหญ่เช่นเดียวกันไม่ว่าจะกินมังหรือไม่มัง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ทีนี้มาดูเคล็ดลับที่ฉันแนะนำให้ใช้ว่าให้กินพืชหนักกว่าสัตว์  เมนูนี้ของพ่อครูเข้าเค้าเป๊ะกับความหมายพืชมากกว่าสัตว์ที่แนะนำไว้ แล้วยิ่งตักกับราดข้าวยิ่งเข้าเค้าหนักพืชแน่ๆอยู่แล้ว   ยิ่งใครกินข้าวมากกว่ากับยิ่งไม่พูดถึงทำตรงเคล็ดลับที่บอกได้ร้อยปูเซ็งเต็ม</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">อ้าวแล้วมีอะไรอีกยังงั้นหรือจึงนำเรื่องสโลแกนมาเล่า มีอีกค่ะมีอีก ไม่งั้นก็คงไม่นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ เรื่องที่มีอยู่คือ <span style="text-decoration: underline;"><em><strong>สำหรับคนที่หนักกินพืช(รวมข้าว)นั้น ยังมีเรื่องต้องระวังกับอาหารหมวดข้าว แป้งกันต่่อ</strong></em></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ใช่แล้วฉันกำลังบอกว่า เคล็ดลับเรื่อง &#8220;กินพืชหนักกว่าสัตว์&#8221; นั้นยังมีเรื่องต่อ ในประเด็นของเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของกรดยูริกนะคะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">วันนี้นำมาเพิ่มให้เพื่อปรับต่อ แล้วจะได้ไม่ต้องลุ้นกับผลตรวจสุขภาพเรื่องเลือดหวานขึ้นกัน คนที่เลือดไม่หวานอยู่แล้วยิ่งดีใหญ่พาตัวห่างออกมาได้อีกไกลเลยค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008080;"><strong><em>สโลแกนที่ว่าคือคำนี้ &#8220;ผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง&#8221;  เป็นเคล็ดลับที่นำมาบอกต่อจาก &#8220;กินพืชมากกว่าสัตว์&#8221;  2 เคล็ดลับนี้้เมื่อนำมาใช้ร่วมกันให้แปลความเข้าใจอย่างนี้นะคะ  &#8220;ในส่วนผักครึ่งหนึ่งเป็นผักล้วนๆไม่รวมข้าวและผลไม้อยู่ด้วย&#8221;</em></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><em><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;">กินพืชมากกว่าสัตว์ จึงมาสู่การได้อาหารจากผักครึ่งหนึ่ง โดยมีข้าว ผลไม้และอย่างอื่นอยู่ในส่วนอีกครึ่งหนึ่งของมื้อนั้นๆนะคะ</span></span></strong></em></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">กินอย่างนี้ได้ เลือดที่หวานจะลดหวานลงไปได้มากมายค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ปรับลดกินอย่างนี้ได้ ทีละมื้อ คนที่อ้วนจะลดอ้วนลงไปได้อีกมากมายค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">กลับไปดูที่การตักยำถั่วพูราดข้าวกันอีกทีสำหรับคนว่าที่เบาหวานนะคะ  จะกินให้ได้ผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่งแบบเมนูมังสวิรัติ ก็ต้องลดข้าวลง เพิ่มยำถั่วพูที่เคยกินขึ้นไปอีกให้กลายเป็นยำถั่วพูมากกว่าข้าวใช่ไหมละคะ และเพื่อไม่ให้โปรตีนขาด มื้อนี้ก็จำเป็นต้องเพิ่มไข่เข้าไปแทนส่วนของข้าวที่ลดลงไปด้วยเช่นกัน </span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #0000ff;">อ้อ แล้วก็อย่าลืมนะคะ ดูเรื่องผักเอาไว้ให้ห่างเรื่องของไตซะด้วย สำหรับคนที่เสี่ยงโรคไตหรือเป็นโรคไตไปแล้ว</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ขอชวนกันมาดูเมนูที่เคยทักท้วงพ่อครูไว้ในเรื่องเติมฟักทองลองวิชากันดูหน่อย</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="เติมฟักทอง" src="http://lanpanya.com/sutthinun/files/2009/12/page7.jpg" alt="" width="404" height="404" /></p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">พอมองออกกันหรือยังว่าทั้งๆที่เมนูนี้ได้กินพืชมากกว่าสัตว์อยู่แล้ว ทำไมฉันจึงยังทักและท้วงว่าอย่ากินอย่างนี้เลยเพราะจะทำให้เลือดมันหวาน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ก่อนจบขอชวนพ่อครูไปอ่านเรื่อง<a title="เศรษฐกิจพอเพียง" href="http://lanpanya.com/sutthinun/files/2009/12/page7.jpg">เศรษฐกิจพอเพียง</a>ของพ่อหลวงอีกครั้งค่ะ ตอนนี้ลองใคร่ครวญใหม่กับเรื่องนี้ในอีกมุมจะดีมากๆ ขอชวนให้ใคร่ครวญจนเข้าใจหลักคิดที่พ่อหลวงได้แฝงนัยไว้  ใคร่ครวญให้หลายมุมแล้วจะเข้าใจว่าทำไมฉันจึงพูดเรื่องเบาหวานและเศรษฐกิจพอเพียงในวันที่ไปเยี่ยมคณะของอุ๊ย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">หลักคิดนี้แหละค่ะที่กำลังชี้ชวนให้ใคร่ครวญกับมัน </span><em><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;">&#8220;ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล การมีภูมิคุ้มกัน&#8221;</span></span></strong></em><span style="color: #800080;"> เป็นหลักคิดที่ฉันใช้กับงานฉันมาตลอดเลยนะคะ ขอบอก<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ฉันเคารพองค์่พ่อหลวงก็เป็นเพราะพระองค์ท่านลึกซึ้งยิ่งนัก ในทุกห้วงอณูของความคิดพระองค์ท่านมีแต่ความรักที่มอบให้กับทุกผู้คน สมแล้วที่เป็นพระราชบุตรของสมเด็จพระบิดาแห่งการแพทย์ไทย </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">แล้วทุกๆความคิดของพระองค์ช่วยคนและสังคมได้ในทุกสถานการณ์ได้ด้วย ขอเพียงแต่คนเข้าใจความนัยของความคิดที่พระองค์ท่านได้แฝงเอาไว้เท่านั้นเอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">บันทึกอื่น</span></p>
<p style="text-align: left;">1. <a title="เคยได้ยินคำนี้ไหม " href="http://lanpanya.com/jita/archives/55">เคยได้ยินคำนี้ไหม &#8220;ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง&#8221;</a></p>
<p style="text-align: left;">2. <a title="ชวนมาทำความรู้จักพืชอาหารเพื่อปรับฐานความเข้าใจให้ตรงกันก่อนค่ะ" href="http://lanpanya.com/jita/archives/99">ชวนมาทำความรู้จักพืชอาหารเพื่อปรับฐานความเข้าใจให้ตรงกันก่อนค่ะ</a></p>
<p style="text-align: left;">3. <a title="สุดแต่ใจจะไขว่คว้า" href="http://lanpanya.com/jita/archives/172">สุดแต่ใจจะไขว่คว้า</a></p>
<p style="text-align: left;">3. <a title="รวบยอดไว้หน่อย….กินยังไงให้ห่างไกลเก๊าท์" href="http://lanpanya.com/jita/archives/293">รวบยอดไว้หน่อย….กินยังไงให้ห่างไกลเก๊าท์</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/306/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ไอติม&#8230;เกี่ยวกับอะไรกรดยูริกบ้าง</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/318</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/318#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 15:44:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=318</guid>
		<description><![CDATA[การเติบโตขึ้นมาอย่างมากมายของโลกวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ที่ทำให้คนหลายคนเติบโตทางความคิด แต่มันก็ทำให้ความมีจริตที่เคยคิดบวกต่อธรรมชาติของชีวิตหายหดไป
ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นของผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองคือคนรุ่นเก่าไม่สามารถทำให้คนรุ่นหลังอีกทั้งเด็กๆรุ่นเล็กชอบกินผัก ผลไม้ได้เหมือนกับตน  ฉันเห็นว่านี่คือการสะสมและบั่นทอนความแข็งแรงของพลังแห่งสังคมที่ซ่อนอยู่ในอีกรูปหนึ่ง และอยากให้ช่วยกันเพิ่มความแข็งแรงให้

ที่จริงในภาคโรงเรียนก็มีการสอนสั่งเติมความรู้ให้ แต่ในภาคปฏิบัติแม่แบบของเด็กทำให้เห็นเจนตามีน้อย  แม่แบบก็ไหลตามสังคมบริโภคจนตัวจมถีบตัวขึ้นได้อย่างยากเย็น  ก็มีแต่เติมความรู้ให้ไปในยามที่ต้องการนำไปใช้เท่านั้นเอง
ในยุคที่ผู้คนเปลี่ยนคอของตนเป็นจีน-ฝรั่ง-แขก-ตามแบบคนกรุง การเสพเครื่องดื่มสำคัญอย่างเช่น ชา กาแฟ โกโก้  เครื่องดื่มสำเร็จรูปชูกำลัง ตามกระแสโฆษณาเป็นที่แพร่หลาย กลิ่นหอมของเหล่าต้นไม้ที่นำชิ้นส่วนมาผลิตนั้นยวนใจให้ละวางไม่ลง  ก็มีเรื่องที่ควรรู้ในส่วนตัวของมันส่งผลอะไรกับสุขภาพบ้าง
เครื่องดื่มที่เอ่ยชื่อไปล้วนมีคาเฟอีนอยู่ในตัวมัน กาแฟว่ามีมากในชาที่ดื่มก็มีไม่น้อย เพียงแต่รูปของการปรุงการดื่มลงพุงนั้นทำให้คาเฟอีนในชาเหลือน้อยกว่ากาแฟ
สีชามิใช่ตัวบอกว่าเข้มมีคาเฟอีนมาก ยี่ห้อที่มีคาเฟอีนมากมี ชาเชียว ชาดำ ชาอูหลง
กาแฟยี่ห้อไหนก็ล้้วนมีคาเฟอีนอยู่มากไม่ต่างกัน ความต่างกลับอยู่ที่กระบวนการคั่วเม็ดก่อนนำมาปรุง  ชนิดที่เวลาคั่วสั้นๆนั้นมีคาเฟอีนมากกว่าที่คั่วนานๆ
เทียบระหว่างกาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มอย่างหลังมีคาเฟอีนน้อยที่สุด
เครื่องดื่มชูกำลังไม่มีชนิดไหนที่ไม่มีคาเฟอีนผสมอยู่  ที่น่าห่วงคือน้ำอัดลมก็ผสมคาเฟอีนลงไปไว้ด้วย
เมื่อเข้าสู่ร่างกาย อวัยวะที่จัดการให้คาเฟอีนออกฤทธิ์ได้คือ ตับ 
คาเฟอีนที่ดื่มกินจะคงเหลือแค่ครึ่งเดียวในร่างกาย เวลาที่คงอยู่มีความยาวนานราว 4 ชั่วโมง อีกครึ่งถูกขับทิ้ง แต่ถ้ามีภาระที่ร่างกายต้องดูแลเพิ่ม เช่นตั้งครรภ์ หรือว่าได้ยาฮอร์โมนเพศ คาเฟอีนกลับอยู่ในร่างกายนานเป็นเกือบครึ่งวัน ส่วนคนเป็นโรคตับ คาเฟอีนยิ่งอยู่นานเป็นหลายวันเกือบเท่าๆเกลือแกง
ที่ดื่มกาแฟแล้วเป็นสุข มีเหตุให้เชื่อว่าน่าจะ่มีการหลั่งซีโรโทนินออกมาในร่างกาย (ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เชื่อได้)  ที่แน่ๆคือคาเฟอีน มีฤทธิ์เหมือนกับยาขยายหลอดลม ยาขยายหลอดเลือด และยาขับปัสสาวะ และฤทธิ์นี้ชา โกโก้มีอยู่มากกว่ากาแฟ
คนจีนดื่มชาจีนเวลาที่บริโภคอาหารเนื้อสัตว์มันๆ มีเหตุผลเนื่องมาจากฤทธิ์ของคาเฟอีนช่วยย่อยไขมันให้ดูดซึมง่าย
คาเฟอีนนั้นให้พิษถ้าหากบริโภคจำนวนมาก อย่างเช่นน้ำอัดลม ถ้าดื่มไปเรื่อยๆจนถึงจำนวน 2-3 ลิตร จะเกิดพิษ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">การเติบโตขึ้นมาอย่างมากมายของโลกวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ที่ทำให้คนหลายคนเติบโตทางความคิด แต่มันก็ทำให้ความมีจริตที่เคยคิดบวกต่อธรรมชาติของชีวิตหายหดไป<span id="more-318"></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นของผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองคือคนรุ่นเก่าไม่สามารถทำให้คนรุ่นหลังอีกทั้งเด็กๆรุ่นเล็กชอบกินผัก ผลไม้ได้เหมือนกับตน  ฉันเห็นว่านี่คือการสะสมและบั่นทอนความแข็งแรงของพลังแห่งสังคมที่ซ่อนอยู่ในอีกรูปหนึ่ง และอยากให้ช่วยกันเพิ่มความแข็งแรงให้<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ที่จริงในภาคโรงเรียนก็มีการสอนสั่งเติมความรู้ให้ แต่ในภาคปฏิบัติแม่แบบของเด็กทำให้เห็นเจนตามีน้อย  แม่แบบก็ไหลตามสังคมบริโภคจนตัวจมถีบตัวขึ้นได้อย่างยากเย็น  ก็มีแต่เติมความรู้ให้ไปในยามที่ต้องการนำไปใช้เท่านั้นเอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ในยุคที่ผู้คนเปลี่ยนคอของตนเป็นจีน-ฝรั่ง-แขก-ตามแบบคนกรุง การเสพเครื่องดื่มสำคัญอย่างเช่น ชา กาแฟ โกโก้  เครื่องดื่มสำเร็จรูปชูกำลัง ตามกระแสโฆษณาเป็นที่แพร่หลาย กลิ่นหอมของเหล่าต้นไม้ที่นำชิ้นส่วนมาผลิตนั้นยวนใจให้ละวางไม่ลง  ก็มีเรื่องที่ควรรู้ในส่วนตัวของมันส่งผลอะไรกับสุขภาพบ้าง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">เครื่องดื่มที่เอ่ยชื่อไปล้วนมีคาเฟอีนอยู่ในตัวมัน กาแฟว่ามีมากในชาที่ดื่มก็มีไม่น้อย เพียงแต่รูปของการปรุงการดื่มลงพุงนั้นทำให้คาเฟอีนในชาเหลือน้อยกว่ากาแฟ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">สีชามิใช่ตัวบอกว่าเข้มมีคาเฟอีนมาก ยี่ห้อที่มีคาเฟอีนมากมี ชาเชียว ชาดำ ชาอูหลง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟยี่ห้อไหนก็ล้้วนมีคาเฟอีนอยู่มากไม่ต่างกัน ความต่างกลับอยู่ที่กระบวนการคั่วเม็ดก่อนนำมาปรุง  ชนิดที่เวลาคั่วสั้นๆนั้นมีคาเฟอีนมากกว่าที่คั่วนานๆ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เทียบระหว่างกาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มอย่างหลังมีคาเฟอีนน้อยที่สุด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">เครื่องดื่มชูกำลังไม่มีชนิดไหนที่ไม่มีคาเฟอีนผสมอยู่  ที่น่าห่วงคือน้ำอัดลมก็ผสมคาเฟอีนลงไปไว้ด้วย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เมื่อเข้าสู่ร่างกาย อวัยวะที่จัดการให้คาเฟอีนออกฤทธิ์ได้คือ ตับ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">คาเฟอีนที่ดื่มกินจะคงเหลือแค่ครึ่งเดียวในร่างกาย เวลาที่คงอยู่มีความยาวนานราว 4 ชั่วโมง อีกครึ่งถูกขับทิ้ง แต่ถ้ามีภาระที่ร่างกายต้องดูแลเพิ่ม เช่นตั้งครรภ์ หรือว่าได้ยาฮอร์โมนเพศ คาเฟอีนกลับอยู่ในร่างกายนานเป็นเกือบครึ่งวัน ส่วนคนเป็นโรคตับ คาเฟอีนยิ่งอยู่นานเป็นหลายวันเกือบเท่าๆเกลือแกง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ที่ดื่มกาแฟแล้วเป็นสุข มีเหตุให้เชื่อว่าน่าจะ่มีการหลั่งซีโรโทนินออกมาในร่างกาย (ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เชื่อได้)  ที่แน่ๆคือคาเฟอีน มีฤทธิ์เหมือนกับยาขยายหลอดลม ยาขยายหลอดเลือด และยาขับปัสสาวะ และฤทธิ์นี้ชา โกโก้มีอยู่มากกว่ากาแฟ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">คนจีนดื่มชาจีนเวลาที่บริโภคอาหารเนื้อสัตว์มันๆ มีเหตุผลเนื่องมาจากฤทธิ์ของคาเฟอีนช่วยย่อยไขมันให้ดูดซึมง่าย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">คาเฟอีนนั้นให้พิษถ้าหากบริโภคจำนวนมาก อย่างเช่นน้ำอัดลม ถ้าดื่มไปเรื่อยๆจนถึงจำนวน 2-3 ลิตร จะเกิดพิษ แล้วก็วิธีล้างพิษทำได้แค่ 2 วิธีและเป็นวิธีที่ไม่สบายตัวทั้งนั้นเลย นั่นคือล้างท้องหรือไม่ก็ล้างไต</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">พิษอ่อนของคาเฟอีน คือ ทำให้ระคายกระเพาะอาหารให้เป็นแผล ทำให้ลำไส้อักเสบ ทำให้เกิดอาการหูรูดกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติจนน้ำย่อยอาหารไหลท้น ( ทางการแพทย์เรียกว่า โรคกรดไหลย้อน)  ทำให้เกิดการแท้งบุตรได้จากฤทธิ์กระตุ้นการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">พิษอีกอย่างที่สำคัญคือ ทำให้ทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจได้ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><a title="พิษภัยอะไรอีกที่แฝงอยู่" href="http://th.88db.com/th/Knowledge/Knowledge_Detail.page/Health/?kid=8127"></a>ในกาแฟยังมีเจ้าสารตัวนี้ <a title="Ochratoxin A" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ochratoxin_A">Ochratoxin A</a> ซึ่งเป็นพิษที่มีเชื้อโรคเป็นต้นตอนำมาให้แถมพิษตัวนี้สามารถก่อมะเร็งตับไตได้<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ส่วนผสมของคาเฟอีนไม่รู้จากตำราก็ไม่สามารถรู้จากฉลากบริโภคได้เลยเพราะไม่มีน้ำอัดลม กาแฟ ชายี่ห้อไหนที่ระบุไว้ให้รู้  ตอบยากอยู่เหมือนกันว่าด้วยเหตุใดจึงไม่สามารถทำให้มีการระบุไว้ด้วย  มีข้อมูลของผู้บริโภคที่ทำงานดูแลสังคมบอกไว้ให้รู้ ดูแลแล้ว<a title="พบอะไรตามอ่านกันเอง" href="http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=270">พบอะไรตามอ่านกันเอง</a>ก็แล้วกัน  อย.ได้ทำหน้าที่<a title="ให้ข้อมูลแก่สื่อ" href="http://www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth/media9_2.pdf">ให้ข้อมูลแก่สื่อ</a>เพื่อประชาสัมพันธ์่แต่ข่าวทำไมเงียบ ช่วยกันหาข้อมูลก็คงได้รู้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">กาแฟพร่องคาเฟอีนมิได้หมายถึงไร้ซึ่งคาเฟอีน  หากแต่เติมคาเฟอีนไว้จำนวนน้อย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">คาเฟอีนที่ทำให้เกิดพิษ คือ ระดับตั้งแต่ 400 มก.ขึ้นไป </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ลองดูส่วนผสมของคาเฟอีนในเครื่องดื่มต่างๆดูหน่อยนะคะ ปริมาณที่นำมาบอกนี้คำนวณจากเครื่องดื่มจำนวน 360 มล. :</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">น้ำอัดลม 61 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">นมช็อกโกแลต 12 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟพร่องคาเฟอีน 2-8 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟกึ่งสำเร็จรูป  10-110 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ชา 25-50 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟผสมเห็ดหลินจือยี่ห้อไบโอรี่ชี่ 11.5 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><a title="มีข้อมูลโชว์อยู่" href="http://www.liveinbangkok.com/forum/index.php?topic=1030.msg3920">มีข้อมูลโชว์อยู่</a>บ้างว่าเครื่องดื่มอะไรมีคาเฟอีนเท่าไร ไปดูกันเองแล้วกัน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ในตัวของคาเฟอีนมีกรดชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ทำให้การย่อยน้ำตาลเกิดขึ้นเป็นระลอกคล้ายๆการย่อยข้าวกล้อง แล้วตัวมันก็ยังทำให้น้ำตาลที่ย่อยได้เปลี่ยนไปเก็บเป็นน้ำตาลที่ตับเก็บสะสมมากขึ้นด้วย ซึ่งผลนี้ถูกนำมาใช้โฆษณากาแฟ ชาว่าดีต่อสุขภาพคนเบาหวาน </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ที่จริงดีนั้นดีอยู่แต่จะดีก็ต่อเมื่อคนเป็นเบาหวานไม่ได้กินยาเบาหวานอยู่ ถ้ากินโดยมียาเบาหวานอยู่แล้วไม่ดี ปริมาณที่่ดื่มต้องเกิน 3 แก้วต่อวันด้วยนะ อย่างนี้สรุปเอาเองนะคะว่าดีแน่หรือเปล่า<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ฤทธิ์ฝาด ฤทธิ์เขื่อนๆของชา กาแฟนั่นแหละค่ะคือรสของกรดตัวนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">การมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดทำให้ร่างกายปล่อยทิ้งปัสสาวะได้เพิ่มขึ้น ฤทธิ์ย่อยไขมันเร็วและช่วยให้ปล่อยปัสสาวะเพิ่มเป็นฤทธิ์ที่ไปทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">ฉะนั้นของกินได้ที่มีคาเฟอีนส่งผลต่อระดับยูริกในเลือดสูงทั้งน้านนนนนนนนนน : ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง โกโก้ ไอติม รสกาแฟ รสช็อกโกแลต  และอะไรก็แล้วแต่ที่มีส่วนผสมของชา กาแฟ โกโก้</span><span style="color: #ff0000;"> </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในชามากคือธาตุโปตัสเซียม ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สมัยก่อนโน้นในยามที่ไม่มีน้ำเกลือแร่ เวลาถ่ายท้องจนเพลีย ผู้คนดื่มชาแล้วรู้สึกดีขึ้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ในชา กาแฟมีโปตัสเซียมจึงไม่แปลกที่ดื่มแล้วรู้สึกว่ามีหัวใจที่เต้นเร็วเกิดขึ้นได้ด้วย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">มีเคล็ดนำมาฝากว่าอาการที่บอกว่าดื่มชา กาแฟมากไปสังเกตได้จากท้องอืด อึดอัดค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีใหม่ ที่ฝรั่งคิดค้นขึ้นเพื่อลดคาเฟอีน ขอชวน<a title="ตามไปดู" href="http://www.liveinbangkok.com/forum/index.php?topic=2148.msg11248">ตามไปดู</a>กันว่าเป็นอะไรหรือ แล้วตัดสินใจเองนะคอกาแฟทั้งหลายว่าจะหามาใช้หรือเปล่า </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">หลังจากชั่งผลที่จะมีต่อตัวท่านระหว่างด้านบวกและลบของของกินที่มีคาเฟอีนเหล่านี้แล้วยังดื่มกิน ก็ขอเคารพการตัดสินใจ ไม่ว่ากันค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">ก่อนจบมีเรื่องขอฝากคุณครูและผู้ใหญ่ทั้งหลายให้ช่วยกันดูแลเด็กๆกันหน่อย  ฝากเพราะเด็กคือผู้ที่ชอบกินไอติม-ขนมใส่ช็อกโกแลตกันที่ซู๊๊ด  ผู้ใหญ่บางคนก็ชอบไอติม-ช็อกโกแลต เพียงแต่เด็กเขาไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอสำหรับการตัดสินใจเลือกกินอะไร ไม่กินอะไรเหมือนผู้ใหญ่เน้อ </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/318/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
