<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>หมอเจ๊เล่าเรื่อง</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/jita/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/jita</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 17:20:33 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>น้ำตาลไม่หวาน</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/327</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/327#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 15:26:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=327</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเย็นวานกลับมาถึงบ้าน ก็ได้พบหน้าเจ้าลูกชายกำลังง่วนทำอะไรอยู่หลังบ้าน ถามไปว่าคุณสามีไปไหน ก็ได้คำตอบว่า ไปงานศพที่หมู่บ้านไกลเมืองออกไป
จัดการเตรียมการเรื่องอาหารเย็นไปได้สักครู่ก็มีเสียงชวนดังขึ้นมาว่า &#8220;แม่ไปช๊อปปิ๊งกัน&#8221;  เมื่อได้ยินฉันก็ออกปากว่า &#8220;เออดีนะ แม่อยากดูหนังอยู่เชียว&#8221;
เมื่อเหลียวดูเวลาอยู่ ก็มีเสียงบอกเล่าลอยมาเข้าหูว่า &#8220;วันนี้ค่าตั๋วหนังแพง จะดูหนังให้เลือกไปดูวันพุธ เพราะโรงหนังจะลดราคาตั๋วลงมาครึ่งหนึ่ง&#8221;  อืม แปลได้เลยว่า่ลูกกำลังบอกฉันว่าวันนี้อย่าดูเลยหนังนะ เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอกจึงไม่โต้แย้งอะไรบอกเขาไปว่า &#8220;เอานะ เดี๋ยวแม่ขอกินข้าวก่อน&#8221; สรุปแล้วก่อนออกจากบ้าน เลิกความตั้งใจจะดูหนังได้ เลื่อนออกไปกันก่อน
เข้าไปเดินบริเวณห้างใหญ่ที่มีความหมายชื่อแปลว่าดอกบัวแล้ว ในใจไม่ได้มีรายการของสินค้าอะไรที่ตั้งใจซื้อ ก็เลยเดินดูสินค้าตามลูกชายไปเรื่อย แล้วตาก็เตะใจให้เอ๊ะกับสินค้าที่ใช้ชื่อ &#8220;น้ำตาลไม่หวาน low sugar&#8221; ที่เห็นตรงหน้า
หยิบจับติดมือขึ้นมาดู พลิกอ่านที่ฉลาก จึงเข้าใจทำไมใช้คำ &#8220;ไม่หวาน&#8221;
ไม่หวานที่สื่อความในชื่อ เขาเทียบเปอร์เซ็นต์น้ำตาลจริงแท้ที่อยู่ในรูปเดิมๆค่ะ
น้ำตาลไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเกร็ดแบบน้ำตาลทรายฟอกขาวและไม่ฟอกขาว หรือจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลก้อนแบบใช้เติมกาแฟ ที่มีอยู่เดิมเป็นน้ำตาลจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เจ้าสินค้าใหม่เป็นน้ำตาลที่มีน้ำตาลจริงแท้ลดไปเหลือไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวนของส่วนที่ลดหายไปมีสารที่เรียกชื่อว่า &#8220;แอสพาเทม&#8221; เข้ามาแทนที่ค่ะ
สินค้าหลายชนิดที่ระบุว่าไม่มีน้ำตาล ก็ใช้สารเคมีตัวนี้แหละค่ะ
วันนี้เพิ่งได้รู้เรื่องใหม่ที่ความรู้ทำให้สะดุ้ง ตระหวัดนึกอดีตเห็นภาพน้องครูอึ่งชอบเคี้ยวอะไรๆหลังอาหารค่ะ
รู้แล้วนึกภาพแล้วไม่ช้า รีบนำมาบอกต่อเพื่อเตือนใจให้อ่านฉลากอาหารก่อนบริโภคอะไรที่โฆษณาว่าไม่หวานกันค่ะ
เจ้าสารตัวนี้เป็นสารที่มีฟอร์มาลินอยู่ในตัว โดยสลายตัวให้ฟอร์มัลดีไฮด์และกรดฟอร์มิกที่อุณหภูมิ ๓๐ องศาเซนติเกรด
ฟอร์มาลินหรือฟอร์มัลดีไฮด์คือสารตัวเดียวกันนะคะ ที่ร.พ.ฉันเขาใช้ดองเนื้อคนไม่ให้เน่า
เรื่องนี้เตือนภัยไว้ให้สังคมรู้โดย รศ.สุชาตา ชินะจิตร ผู้ช่วยผอก.สกว.ค่ะ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเย็นวานกลับมาถึงบ้าน ก็ได้พบหน้าเจ้าลูกชายกำลังง่วนทำอะไรอยู่หลังบ้าน ถามไปว่าคุณสามีไปไหน ก็ได้คำตอบว่า ไปงานศพที่หมู่บ้านไกลเมืองออกไป<span id="more-327"></span></p>
<p>จัดการเตรียมการเรื่องอาหารเย็นไปได้สักครู่ก็มีเสียงชวนดังขึ้นมาว่า &#8220;แม่ไปช๊อปปิ๊งกัน&#8221;  เมื่อได้ยินฉันก็ออกปากว่า &#8220;เออดีนะ แม่อยากดูหนังอยู่เชียว&#8221;</p>
<p>เมื่อเหลียวดูเวลาอยู่ ก็มีเสียงบอกเล่าลอยมาเข้าหูว่า &#8220;วันนี้ค่าตั๋วหนังแพง จะดูหนังให้เลือกไปดูวันพุธ เพราะโรงหนังจะลดราคาตั๋วลงมาครึ่งหนึ่ง&#8221;  อืม แปลได้เลยว่า่ลูกกำลังบอกฉันว่าวันนี้อย่าดูเลยหนังนะ เข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอกจึงไม่โต้แย้งอะไรบอกเขาไปว่า &#8220;เอานะ เดี๋ยวแม่ขอกินข้าวก่อน&#8221; สรุปแล้วก่อนออกจากบ้าน เลิกความตั้งใจจะดูหนังได้ เลื่อนออกไปกันก่อน</p>
<p>เข้าไปเดินบริเวณห้างใหญ่ที่มีความหมายชื่อแปลว่าดอกบัวแล้ว ในใจไม่ได้มีรายการของสินค้าอะไรที่ตั้งใจซื้อ ก็เลยเดินดูสินค้าตามลูกชายไปเรื่อย แล้วตาก็เตะใจให้เอ๊ะกับสินค้าที่ใช้ชื่อ &#8220;น้ำตาลไม่หวาน low sugar&#8221; ที่เห็นตรงหน้า</p>
<p>หยิบจับติดมือขึ้นมาดู พลิกอ่านที่ฉลาก จึงเข้าใจทำไมใช้คำ &#8220;ไม่หวาน&#8221;</p>
<p>ไม่หวานที่สื่อความในชื่อ เขาเทียบเปอร์เซ็นต์น้ำตาลจริงแท้ที่อยู่ในรูปเดิมๆค่ะ</p>
<p>น้ำตาลไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลเกร็ดแบบน้ำตาลทรายฟอกขาวและไม่ฟอกขาว หรือจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลก้อนแบบใช้เติมกาแฟ ที่มีอยู่เดิมเป็นน้ำตาลจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม แต่เจ้าสินค้าใหม่เป็นน้ำตาลที่มีน้ำตาลจริงแท้ลดไปเหลือไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ จำนวนของส่วนที่ลดหายไปมีสารที่เรียกชื่อว่า &#8220;แอสพาเทม&#8221; เข้ามาแทนที่ค่ะ</p>
<p>สินค้าหลายชนิดที่ระบุว่าไม่มีน้ำตาล ก็ใช้สารเคมีตัวนี้แหละค่ะ</p>
<p>วันนี้เพิ่งได้รู้เรื่องใหม่ที่ความรู้ทำให้สะดุ้ง ตระหวัดนึกอดีตเห็นภาพน้องครูอึ่งชอบเคี้ยวอะไรๆหลังอาหารค่ะ</p>
<p>รู้แล้วนึกภาพแล้วไม่ช้า รีบนำมาบอกต่อเพื่อเตือนใจให้อ่านฉลากอาหารก่อนบริโภคอะไรที่โฆษณาว่าไม่หวานกันค่ะ</p>
<p>เจ้าสารตัวนี้เป็นสารที่มีฟอร์มาลินอยู่ในตัว โดยสลายตัวให้ฟอร์มัลดีไฮด์และกรดฟอร์มิกที่อุณหภูมิ ๓๐ องศาเซนติเกรด</p>
<p>ฟอร์มาลินหรือฟอร์มัลดีไฮด์คือสารตัวเดียวกันนะคะ ที่ร.พ.ฉันเขาใช้ดองเนื้อคนไม่ให้เน่า</p>
<p>เรื่องนี้เตือนภัยไว้ให้สังคมรู้โดย <a title="รศ.สุชาตา ชินะจิตร" href="http://www.trf.or.th/dept_3/upload/gallery/files/ART3-20022008-1000000040.pdf">รศ.สุชาตา ชินะจิตร</a> ผู้ช่วยผอก.สกว.ค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/327/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ระวังหลงทางกับฉลากอย.เน้อ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/326</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/326#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 14:37:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=326</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้นำบทความมาให้อ่าน เพื่อให้ช่วยกันสร้างนิสัยทั้งของตนเองและเด็กๆให้เข้าใจตรงความจริงที่เป็นอยู่ค่ะ
&#8220;ข่าวการร้องเรียนของพ่อแม่ต่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ว่าลูกไปซื้อของจากร้านขายขนม แต่เมื่อเปิดออกมามันเป็นอะไรที่กินไม่ได้และอันตรายด้วย ข่าวที่ว่ามีรูปการ์ตูนมีแต่ภาษาจีนคนขายก็คิดว่าเป็นขนม ดีว่าแม่เอะใจลองชิมจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เพราะแตะนิดเดียวก็ลิ้นชา ตามข่าวสืบต่อไปว่ามันเป็นผงที่ให้ความร้อนเมื่อละลายน้ำ&#8221; 
เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าไม่มีใครอ่านตัวอักษรเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้นำมาขายก็อ้างได้ว่าอ่านภาษาจีนไม่ออก
คำถามก็คือ ผลิตภัณฑ์แบบนี้เข้ามาได้อย่างไร ทางไหน จึงมาวางขายเหมือนขนมเด็กได้
เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสุดวิสัยที่พ่อแม่จะดูแลลูก แต่ไม่ควรละความพยายามที่จะสอนต่อไปให้เด็กรู้จักอ่านฉลากจนเป็น
นิสัย
การสอนเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนก็ใช้วิธีแทรกซึมให้ฝึกได้จากการอ่านแทนที่จะอ่านจากตำราเรียนเพียง
อย่างเดียว
หาป้ายฉลากมาให้เด็กได้หัดอ่านด้วย เด็กก็จะได้เรียนรู้จากชีวิตจริง สภาพจริง แล้วก็ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงด้วย
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องแก้ความเข้าใจผิด คือ เด็กเข้าใจว่าถ้ามีป้าย อย. แปลว่ากินได้ ปลอดภัย
ในความเป็นจริงฉลาก อย. มีหลายประเภท  เพราะมีหลายผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค

ในความเป็นจริงหน้าตาและรายละเีอียดของฉลากผลิตภัณฑ์ก็มีความหลากหลาย เรื่องรายละเอียดก่อนเข้าตลาดก็มีหน่วยราชการเข้ามาเกี่ยวข้องตามกฏหมายถึง ๔ กระทรวงทีเดียว ไม่น่าเชื่อเลย
ชวนไปอ่านเรื่องฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยกันนำไปใช้และสอนเด็กต่อให้ช่างสังเกต  ชวนไปอ่านเรื่องฉลากอาหารใหม่เพื่อประกอบความเข้าใจด้วยค่ะ
ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกกว่าว่า &#8221; เห็นฉลาก อย. แล้วไม่ใช่เรื่องกินได้ทุกอย่างไป&#8221; ได้นิสัยเตือนใจตัวให้อ่านฉลากก่อนลงมือใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดกรณีที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้ค่ะ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #800000;">วันนี้นำบทความมาให้อ่าน เพื่อให้ช่วยกันสร้างนิสัยทั้งของตนเองและเด็กๆให้เข้าใจตรงความจริงที่เป็นอยู่ค่ะ</span><span id="more-326"></span></p>
<p><span style="color: #008000;">&#8220;ข่าวการร้องเรียนของพ่อแม่ต่อหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ว่าลูกไปซื้อของจากร้านขายขนม แต่เมื่อเปิดออกมามันเป็นอะไรที่กินไม่ได้และอันตรายด้วย ข่าวที่ว่ามีรูปการ์ตูนมีแต่ภาษาจีนคนขายก็คิดว่าเป็นขนม ดีว่าแม่เอะใจลองชิมจึงรู้ว่ามันไม่ใช่เพราะแตะนิดเดียวก็ลิ้นชา ตามข่าวสืบต่อไปว่ามันเป็นผงที่ให้ความร้อนเมื่อละลายน้ำ&#8221; </span></p>
<p><span style="color: #008000;">เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าไม่มีใครอ่านตัวอักษรเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้นำมาขายก็อ้างได้ว่าอ่านภาษาจีนไม่ออก</span></p>
<p><span style="color: #800080;">คำถามก็คือ ผลิตภัณฑ์แบบนี้เข้ามาได้อย่างไร ทางไหน จึงมาวางขายเหมือนขนมเด็กได้</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสุดวิสัยที่พ่อแม่จะดูแลลูก แต่ไม่ควรละความพยายามที่จะสอนต่อไปให้เด็กรู้จักอ่านฉลากจนเป็น<br />
นิสัย</span></p>
<p><em><span style="color: #0000ff;"><strong>การสอนเรื่องความปลอดภัยในโรงเรียนก็ใช้วิธีแทรกซึมให้ฝึกได้จากการอ่านแทนที่จะอ่านจากตำราเรียนเพียง<br />
อย่างเดียว</strong></span></em></p>
<p><span style="color: #99cc00;"><strong><em><span style="text-decoration: underline;">หาป้ายฉลากมาให้เด็กได้หัดอ่านด้วย เด็กก็จะได้เรียนรู้จากชีวิตจริง สภาพจริง แล้วก็ใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงด้วย</span></em></strong></span></p>
<p>แต่มีสิ่งหนึ่งที่<span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>ต้องแก้ความเข้าใจผิด</strong></span></span> <span style="color: #ff0000;">คือ เด็กเข้าใจว่าถ้ามีป้าย อย. แปลว่ากินได้ ปลอดภัย</span></p>
<p><span style="color: #800080;">ในความเป็นจริงฉลาก อย. มีหลายประเภท  เพราะมีหลายผลิตภัณฑ์เพื่อการอุปโภคบริโภค<br />
</span></p>
<p><span style="color: #800080;">ในความเป็นจริงหน้าตาและรายละเีอียดของฉลากผลิตภัณฑ์ก็มีความหลากหลาย เรื่องรายละเอียดก่อนเข้าตลาดก็มีหน่วยราชการเข้ามาเกี่ยวข้องตามกฏหมายถึง ๔ กระทรวงทีเดียว ไม่น่าเชื่อเลย</span></p>
<p>ชวนไปอ่านเรื่อง<a title="ฉลากผลิตภัณฑ์" href="http://www.prc.ac.th/web_pd/package04.html">ฉลากผลิตภัณฑ์</a>เพื่อช่วยกันนำไปใช้และสอนเด็กต่อให้ช่างสังเกต  ชวนไปอ่านเรื่อง<a title="ฉลากอาหารใหม่" href="http://www.oryor.com/oryor/admin/module/fda_Info/file/f_27_1171705750.pdf">ฉลากอาหารใหม่</a>เพื่อประกอบความเข้าใจด้วยค่ะ</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกกว่าว่า</span> <span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;"><strong>&#8221; เห็นฉลาก อย. แล้วไม่ใช่เรื่องกินได้ทุกอย่างไป&#8221;</strong></span> ได้นิสัยเตือนใจตัวให้อ่านฉลากก่อนลงมือใช้งาน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดกรณีที่ไม่คาดคิดมาก่อนได้ค่ะ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/326/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไมโครเวฟกับไข่</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/325</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/325#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 13:18:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=325</guid>
		<description><![CDATA[ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อกับภาพที่ได้เห็นผ่านวิดิโอคลิปชุดนี้  ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวอยู่ทุกวันที่อาจไม่ระวัง อีกทั้งเผลอเรอและเลินเล่อ จึงนำมาฝากกันค่ะ
ไมโครเวฟระเบิดเพราะไข่ 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไม่น่าเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อกับภาพที่ได้เห็นผ่านวิดิโอคลิปชุดนี้  ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวอยู่ทุกวันที่อาจไม่ระวัง อีกทั้งเผลอเรอและเลินเล่อ จึงนำมาฝากกันค่ะ<span id="more-325"></span></p>
<p><a title="ไมโครเวฟระเบิดเพราะไข่" href="http://atcloud.com/stories/15632">ไมโครเวฟระเบิดเพราะไข่ </a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/325/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ยำถั่วพูของครูบา</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/306</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/306#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jan 2010 16:15:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=306</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้ไปชวนเหล่าแม่ครัวของร.พ.คุยเรื่องขั้นตอนคุณภาพในการผลิตอาหารตามแนวทางสากล แล้วก็เลยได้คุยเรื่องการสอนคนไข้ตามสโลแกนของคนสวยแต่เจ็บที่มีอักษรตัวแรกนำหน้าชื่อว่า &#8220;ส&#8221;  สโลแกนนี้ในยุคทองของเธอหลายท่านคงเคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกๆวัน  คุยแล้วก็นึกแวบถึงการกินมังสวิรัติของพ่อครูบาและพี่บู๊ดไปด้วย อืม อาหารมังสวิรัตินี่เข้าแก๊ปกับสโลแกนนี้ได้อย่างลงตัวเลยเชียว

นึกถึงแล้วก็เอ๊ะ สโลแกนนี้จะช่วยอะไรพี่ท่านทั้งสองได้อีกหรือเปล่า  วันก่อนนี้ตั้งใจจะนำเรื่องเมนูยำถั่วพูของพ่อครูบามาแยกแยะดูหน่อย วันนี้็ใช้โอกาสคุยเรื่องนี้ยกมาใช้เรียนรู้ประโยชน์ของสโลแกนนี้ดูหน่อยซะเลยดีกว่า

พ่อครูบาบรรยายว่าสูตรยำถั่วพูที่ปรุงขึ้นนั้นใส่ถั่วพู กุ้งลวก งาดำคั่ว ไข่ต้ม หอมซอย ตะลิงปลิง พริกสด ใบสะระแหน่ ใบชะพลูเป็นส่วนผสม ใช้น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรส
จะชวนให้ตามมาเรียนรู้วิธีใช้สโลแกนและวิธีแปลงสโลแกนนำไปใช้ ลืมบอกเล่าเก้้าสิบกันไปว่าสโลแกนนี้นำหลักการวิเคราะห์อาหารของนักโภชนาการมาประยุกต์ใช้อย่างง่ายๆไว้ค่ะ
มาดูวิธีของนักโภชนาการกันค่ะ เวลาที่เขาจะปรุงอะไรให้ได้แคลอรี่อย่างไร เขาใช้การตวงส่วนผสมค่ะ เวลานำวิธีของเขามาประยุกต์ใช้ต่อตามหลักสโลแกนดังกล่าวก็ใช้วิธีเขี่ยๆวัตถุดิบมารวมๆกันให้มองเห็นภาพของหมวดอาหารก่อนถูกนำมาผสมกันค่ะ
เมื่อใช้หลักนี้ไปเขี่ยๆยำถั่วพูตามภาพจะได้ส่วนของผัก ไข่ และกุ้ง เขี่ยเแล้วก็มองเห็นหมวดอาหารหลักๆ 3 หมวดด้วยกันเนอะค่ะ
การเขี่ยด้วยตาแล้วมองๆจนเห็นหมวดอาหารที่ต้องการแล้วตักกับข้าวเป็นสัญชาตญาณติดตัวของผู้คนอยู่โดยอัตโนมัติ  สำหรับคนกินมังสวิรัติ โชคดีกว่าที่ไม่ต้องเขี่ย แค่ไม่ปนกุ้งลงไปผสม ก็มองเห็นหมวดอาหารง่ายแล้วเนอะค่ะ
ทีนี้มาดูเวลา่กินข้าว  ส่วนใหญ่จะตักข้าวใส่จานก่อน ตักกับข้าวราดลงบนข้าวทีหลัง เป็นกันอย่างนี้ส่วนใหญ่เช่นเดียวกันไม่ว่าจะกินมังหรือไม่มัง
ทีนี้มาดูเคล็ดลับที่ฉันแนะนำให้ใช้ว่าให้กินพืชหนักกว่าสัตว์  เมนูนี้ของพ่อครูเข้าเค้าเป๊ะกับความหมายพืชมากกว่าสัตว์ที่แนะนำไว้ แล้วยิ่งตักกับราดข้าวยิ่งเข้าเค้าหนักพืชแน่ๆอยู่แล้ว   ยิ่งใครกินข้าวมากกว่ากับยิ่งไม่พูดถึงทำตรงเคล็ดลับที่บอกได้ร้อยปูเซ็งเต็ม
อ้าวแล้วมีอะไรอีกยังงั้นหรือจึงนำเรื่องสโลแกนมาเล่า มีอีกค่ะมีอีก ไม่งั้นก็คงไม่นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ เรื่องที่มีอยู่คือ สำหรับคนที่หนักกินพืช(รวมข้าว)นั้น ยังมีเรื่องต้องระวังกับอาหารหมวดข้าว แป้งกันต่่อ
ใช่แล้วฉันกำลังบอกว่า เคล็ดลับเรื่อง &#8220;กินพืชหนักกว่าสัตว์&#8221; นั้นยังมีเรื่องต่อ ในประเด็นของเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของกรดยูริกนะคะ
วันนี้นำมาเพิ่มให้เพื่อปรับต่อ แล้วจะได้ไม่ต้องลุ้นกับผลตรวจสุขภาพเรื่องเลือดหวานขึ้นกัน คนที่เลือดไม่หวานอยู่แล้วยิ่งดีใหญ่พาตัวห่างออกมาได้อีกไกลเลยค่ะ
สโลแกนที่ว่าคือคำนี้ &#8220;ผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง&#8221;  เป็นเคล็ดลับที่นำมาบอกต่อจาก &#8220;กินพืชมากกว่าสัตว์&#8221;  2 เคล็ดลับนี้้เมื่อนำมาใช้ร่วมกันให้แปลความเข้าใจอย่างนี้นะคะ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">วันนี้ไปชวนเหล่าแม่ครัวของร.พ.คุยเรื่องขั้นตอนคุณภาพในการผลิตอาหารตามแนวทางสากล แล้วก็เลยได้คุยเรื่องการสอนคนไข้ตามสโลแกนของคนสวยแต่เจ็บที่มีอักษรตัวแรกนำหน้าชื่อว่า &#8220;ส&#8221;  สโลแกนนี้ในยุคทองของเธอหลายท่านคงเคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกๆวัน  คุยแล้วก็นึกแวบถึงการกินมังสวิรัติของพ่อครูบาและพี่บู๊ดไปด้วย อืม <a title="อาหารมังสวิรัติ" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4">อาหารมังสวิรัติ</a>นี่เข้าแก๊ปกับสโลแกนนี้ได้อย่างลงตัวเลยเชียว</span></p>
<p><span id="more-306"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">นึกถึงแล้วก็เอ๊ะ สโลแกนนี้จะช่วยอะไรพี่ท่านทั้งสองได้อีกหรือเปล่า  วันก่อนนี้ตั้งใจจะนำเรื่องเมนูยำถั่วพูของพ่อครูบามาแยกแยะดูหน่อย วันนี้็ใช้โอกาสคุยเรื่องนี้ยกมาใช้เรียนรู้ประโยชน์ของสโลแกนนี้ดูหน่อยซะเลยดีกว่า</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="ยำถ่วพู" src="http://lanpanya.com/sutthinun/files/2009/11/p1400774.jpg" alt="" width="336" height="336" /></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">พ่อครูบาบรรยายว่าสูตรยำถั่วพูที่ปรุงขึ้นนั้นใส่ถั่วพู กุ้งลวก งาดำคั่ว ไข่ต้ม หอมซอย ตะลิงปลิง พริกสด ใบสะระแหน่ ใบชะพลูเป็นส่วนผสม ใช้น้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรส</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">จะชวนให้ตามมาเรียนรู้วิธีใช้สโลแกนและวิธีแปลงสโลแกนนำไปใช้ ลืมบอกเล่าเก้้าสิบกันไปว่าสโลแกนนี้นำหลักการวิเคราะห์อาหารของนักโภชนาการมาประยุกต์ใช้อย่างง่ายๆไว้ค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">มาดูวิธีของนักโภชนาการกันค่ะ เวลาที่เขาจะปรุงอะไรให้ได้แคลอรี่อย่างไร เขาใช้การตวงส่วนผสมค่ะ เวลานำวิธีของเขามาประยุกต์ใช้ต่อตามหลักสโลแกนดังกล่าวก็ใช้วิธีเขี่ยๆวัตถุดิบมารวมๆกันให้มองเห็นภาพของหมวดอาหารก่อนถูกนำมาผสมกันค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">เมื่อใช้หลักนี้ไปเขี่ยๆยำถั่วพูตามภาพจะได้ส่วนของผัก ไข่ และกุ้ง เขี่ยเแล้วก็มองเห็นหมวดอาหารหลักๆ 3 หมวดด้วยกันเนอะค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">การเขี่ยด้วยตาแล้วมองๆจนเห็นหมวดอาหารที่ต้องการแล้วตักกับข้าวเป็นสัญชาตญาณติดตัวของผู้คนอยู่โดยอัตโนมัติ  สำหรับคนกินมังสวิรัติ โชคดีกว่าที่ไม่ต้องเขี่ย แค่ไม่ปนกุ้งลงไปผสม ก็มองเห็นหมวดอาหารง่ายแล้วเนอะค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ทีนี้มาดูเวลา่กินข้าว  ส่วนใหญ่จะตักข้าวใส่จานก่อน ตักกับข้าวราดลงบนข้าวทีหลัง เป็นกันอย่างนี้ส่วนใหญ่เช่นเดียวกันไม่ว่าจะกินมังหรือไม่มัง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ทีนี้มาดูเคล็ดลับที่ฉันแนะนำให้ใช้ว่าให้กินพืชหนักกว่าสัตว์  เมนูนี้ของพ่อครูเข้าเค้าเป๊ะกับความหมายพืชมากกว่าสัตว์ที่แนะนำไว้ แล้วยิ่งตักกับราดข้าวยิ่งเข้าเค้าหนักพืชแน่ๆอยู่แล้ว   ยิ่งใครกินข้าวมากกว่ากับยิ่งไม่พูดถึงทำตรงเคล็ดลับที่บอกได้ร้อยปูเซ็งเต็ม</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">อ้าวแล้วมีอะไรอีกยังงั้นหรือจึงนำเรื่องสโลแกนมาเล่า มีอีกค่ะมีอีก ไม่งั้นก็คงไม่นำมาเล่าสู่กันฟังค่ะ เรื่องที่มีอยู่คือ <span style="text-decoration: underline;"><em><strong>สำหรับคนที่หนักกินพืช(รวมข้าว)นั้น ยังมีเรื่องต้องระวังกับอาหารหมวดข้าว แป้งกันต่่อ</strong></em></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ใช่แล้วฉันกำลังบอกว่า เคล็ดลับเรื่อง &#8220;กินพืชหนักกว่าสัตว์&#8221; นั้นยังมีเรื่องต่อ ในประเด็นของเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของกรดยูริกนะคะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">วันนี้นำมาเพิ่มให้เพื่อปรับต่อ แล้วจะได้ไม่ต้องลุ้นกับผลตรวจสุขภาพเรื่องเลือดหวานขึ้นกัน คนที่เลือดไม่หวานอยู่แล้วยิ่งดีใหญ่พาตัวห่างออกมาได้อีกไกลเลยค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008080;"><strong><em>สโลแกนที่ว่าคือคำนี้ &#8220;ผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง&#8221;  เป็นเคล็ดลับที่นำมาบอกต่อจาก &#8220;กินพืชมากกว่าสัตว์&#8221;  2 เคล็ดลับนี้้เมื่อนำมาใช้ร่วมกันให้แปลความเข้าใจอย่างนี้นะคะ  &#8220;ในส่วนผักครึ่งหนึ่งเป็นผักล้วนๆไม่รวมข้าวและผลไม้อยู่ด้วย&#8221;</em></strong></span></p>
<p style="text-align: justify;"><em><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;">กินพืชมากกว่าสัตว์ จึงมาสู่การได้อาหารจากผักครึ่งหนึ่ง โดยมีข้าว ผลไม้และอย่างอื่นอยู่ในส่วนอีกครึ่งหนึ่งของมื้อนั้นๆนะคะ</span></span></strong></em></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">กินอย่างนี้ได้ เลือดที่หวานจะลดหวานลงไปได้มากมายค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ปรับลดกินอย่างนี้ได้ ทีละมื้อ คนที่อ้วนจะลดอ้วนลงไปได้อีกมากมายค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">กลับไปดูที่การตักยำถั่วพูราดข้าวกันอีกทีสำหรับคนว่าที่เบาหวานนะคะ  จะกินให้ได้ผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่งแบบเมนูมังสวิรัติ ก็ต้องลดข้าวลง เพิ่มยำถั่วพูที่เคยกินขึ้นไปอีกให้กลายเป็นยำถั่วพูมากกว่าข้าวใช่ไหมละคะ และเพื่อไม่ให้โปรตีนขาด มื้อนี้ก็จำเป็นต้องเพิ่มไข่เข้าไปแทนส่วนของข้าวที่ลดลงไปด้วยเช่นกัน </span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #0000ff;">อ้อ แล้วก็อย่าลืมนะคะ ดูเรื่องผักเอาไว้ให้ห่างเรื่องของไตซะด้วย สำหรับคนที่เสี่ยงโรคไตหรือเป็นโรคไตไปแล้ว</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ขอชวนกันมาดูเมนูที่เคยทักท้วงพ่อครูไว้ในเรื่องเติมฟักทองลองวิชากันดูหน่อย</span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" title="เติมฟักทอง" src="http://lanpanya.com/sutthinun/files/2009/12/page7.jpg" alt="" width="404" height="404" /></p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">พอมองออกกันหรือยังว่าทั้งๆที่เมนูนี้ได้กินพืชมากกว่าสัตว์อยู่แล้ว ทำไมฉันจึงยังทักและท้วงว่าอย่ากินอย่างนี้เลยเพราะจะทำให้เลือดมันหวาน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ก่อนจบขอชวนพ่อครูไปอ่านเรื่อง<a title="เศรษฐกิจพอเพียง" href="http://lanpanya.com/sutthinun/files/2009/12/page7.jpg">เศรษฐกิจพอเพียง</a>ของพ่อหลวงอีกครั้งค่ะ ตอนนี้ลองใคร่ครวญใหม่กับเรื่องนี้ในอีกมุมจะดีมากๆ ขอชวนให้ใคร่ครวญจนเข้าใจหลักคิดที่พ่อหลวงได้แฝงนัยไว้  ใคร่ครวญให้หลายมุมแล้วจะเข้าใจว่าทำไมฉันจึงพูดเรื่องเบาหวานและเศรษฐกิจพอเพียงในวันที่ไปเยี่ยมคณะของอุ๊ย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">หลักคิดนี้แหละค่ะที่กำลังชี้ชวนให้ใคร่ครวญกับมัน </span><em><strong><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #0000ff;">&#8220;ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล การมีภูมิคุ้มกัน&#8221;</span></span></strong></em><span style="color: #800080;"> เป็นหลักคิดที่ฉันใช้กับงานฉันมาตลอดเลยนะคะ ขอบอก<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ฉันเคารพองค์่พ่อหลวงก็เป็นเพราะพระองค์ท่านลึกซึ้งยิ่งนัก ในทุกห้วงอณูของความคิดพระองค์ท่านมีแต่ความรักที่มอบให้กับทุกผู้คน สมแล้วที่เป็นพระราชบุตรของสมเด็จพระบิดาแห่งการแพทย์ไทย </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">แล้วทุกๆความคิดของพระองค์ช่วยคนและสังคมได้ในทุกสถานการณ์ได้ด้วย ขอเพียงแต่คนเข้าใจความนัยของความคิดที่พระองค์ท่านได้แฝงเอาไว้เท่านั้นเอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">บันทึกอื่น</span></p>
<p style="text-align: left;">1. <a title="เคยได้ยินคำนี้ไหม " href="http://lanpanya.com/jita/archives/55">เคยได้ยินคำนี้ไหม &#8220;ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง&#8221;</a></p>
<p style="text-align: left;">2. <a title="ชวนมาทำความรู้จักพืชอาหารเพื่อปรับฐานความเข้าใจให้ตรงกันก่อนค่ะ" href="http://lanpanya.com/jita/archives/99">ชวนมาทำความรู้จักพืชอาหารเพื่อปรับฐานความเข้าใจให้ตรงกันก่อนค่ะ</a></p>
<p style="text-align: left;">3. <a title="สุดแต่ใจจะไขว่คว้า" href="http://lanpanya.com/jita/archives/172">สุดแต่ใจจะไขว่คว้า</a></p>
<p style="text-align: left;">3. <a title="รวบยอดไว้หน่อย….กินยังไงให้ห่างไกลเก๊าท์" href="http://lanpanya.com/jita/archives/293">รวบยอดไว้หน่อย….กินยังไงให้ห่างไกลเก๊าท์</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/306/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ไอติม&#8230;เกี่ยวกับอะไรกรดยูริกบ้าง</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/318</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/318#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 15:44:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=318</guid>
		<description><![CDATA[การเติบโตขึ้นมาอย่างมากมายของโลกวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ที่ทำให้คนหลายคนเติบโตทางความคิด แต่มันก็ทำให้ความมีจริตที่เคยคิดบวกต่อธรรมชาติของชีวิตหายหดไป
ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นของผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองคือคนรุ่นเก่าไม่สามารถทำให้คนรุ่นหลังอีกทั้งเด็กๆรุ่นเล็กชอบกินผัก ผลไม้ได้เหมือนกับตน  ฉันเห็นว่านี่คือการสะสมและบั่นทอนความแข็งแรงของพลังแห่งสังคมที่ซ่อนอยู่ในอีกรูปหนึ่ง และอยากให้ช่วยกันเพิ่มความแข็งแรงให้

ที่จริงในภาคโรงเรียนก็มีการสอนสั่งเติมความรู้ให้ แต่ในภาคปฏิบัติแม่แบบของเด็กทำให้เห็นเจนตามีน้อย  แม่แบบก็ไหลตามสังคมบริโภคจนตัวจมถีบตัวขึ้นได้อย่างยากเย็น  ก็มีแต่เติมความรู้ให้ไปในยามที่ต้องการนำไปใช้เท่านั้นเอง
ในยุคที่ผู้คนเปลี่ยนคอของตนเป็นจีน-ฝรั่ง-แขก-ตามแบบคนกรุง การเสพเครื่องดื่มสำคัญอย่างเช่น ชา กาแฟ โกโก้  เครื่องดื่มสำเร็จรูปชูกำลัง ตามกระแสโฆษณาเป็นที่แพร่หลาย กลิ่นหอมของเหล่าต้นไม้ที่นำชิ้นส่วนมาผลิตนั้นยวนใจให้ละวางไม่ลง  ก็มีเรื่องที่ควรรู้ในส่วนตัวของมันส่งผลอะไรกับสุขภาพบ้าง
เครื่องดื่มที่เอ่ยชื่อไปล้วนมีคาเฟอีนอยู่ในตัวมัน กาแฟว่ามีมากในชาที่ดื่มก็มีไม่น้อย เพียงแต่รูปของการปรุงการดื่มลงพุงนั้นทำให้คาเฟอีนในชาเหลือน้อยกว่ากาแฟ
สีชามิใช่ตัวบอกว่าเข้มมีคาเฟอีนมาก ยี่ห้อที่มีคาเฟอีนมากมี ชาเชียว ชาดำ ชาอูหลง
กาแฟยี่ห้อไหนก็ล้้วนมีคาเฟอีนอยู่มากไม่ต่างกัน ความต่างกลับอยู่ที่กระบวนการคั่วเม็ดก่อนนำมาปรุง  ชนิดที่เวลาคั่วสั้นๆนั้นมีคาเฟอีนมากกว่าที่คั่วนานๆ
เทียบระหว่างกาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มอย่างหลังมีคาเฟอีนน้อยที่สุด
เครื่องดื่มชูกำลังไม่มีชนิดไหนที่ไม่มีคาเฟอีนผสมอยู่  ที่น่าห่วงคือน้ำอัดลมก็ผสมคาเฟอีนลงไปไว้ด้วย
เมื่อเข้าสู่ร่างกาย อวัยวะที่จัดการให้คาเฟอีนออกฤทธิ์ได้คือ ตับ 
คาเฟอีนที่ดื่มกินจะคงเหลือแค่ครึ่งเดียวในร่างกาย เวลาที่คงอยู่มีความยาวนานราว 4 ชั่วโมง อีกครึ่งถูกขับทิ้ง แต่ถ้ามีภาระที่ร่างกายต้องดูแลเพิ่ม เช่นตั้งครรภ์ หรือว่าได้ยาฮอร์โมนเพศ คาเฟอีนกลับอยู่ในร่างกายนานเป็นเกือบครึ่งวัน ส่วนคนเป็นโรคตับ คาเฟอีนยิ่งอยู่นานเป็นหลายวันเกือบเท่าๆเกลือแกง
ที่ดื่มกาแฟแล้วเป็นสุข มีเหตุให้เชื่อว่าน่าจะ่มีการหลั่งซีโรโทนินออกมาในร่างกาย (ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เชื่อได้)  ที่แน่ๆคือคาเฟอีน มีฤทธิ์เหมือนกับยาขยายหลอดลม ยาขยายหลอดเลือด และยาขับปัสสาวะ และฤทธิ์นี้ชา โกโก้มีอยู่มากกว่ากาแฟ
คนจีนดื่มชาจีนเวลาที่บริโภคอาหารเนื้อสัตว์มันๆ มีเหตุผลเนื่องมาจากฤทธิ์ของคาเฟอีนช่วยย่อยไขมันให้ดูดซึมง่าย
คาเฟอีนนั้นให้พิษถ้าหากบริโภคจำนวนมาก อย่างเช่นน้ำอัดลม ถ้าดื่มไปเรื่อยๆจนถึงจำนวน 2-3 ลิตร จะเกิดพิษ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">การเติบโตขึ้นมาอย่างมากมายของโลกวิทยาศาสตร์ให้ความรู้ที่ทำให้คนหลายคนเติบโตทางความคิด แต่มันก็ทำให้ความมีจริตที่เคยคิดบวกต่อธรรมชาติของชีวิตหายหดไป<span id="more-318"></span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นของผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมเมืองคือคนรุ่นเก่าไม่สามารถทำให้คนรุ่นหลังอีกทั้งเด็กๆรุ่นเล็กชอบกินผัก ผลไม้ได้เหมือนกับตน  ฉันเห็นว่านี่คือการสะสมและบั่นทอนความแข็งแรงของพลังแห่งสังคมที่ซ่อนอยู่ในอีกรูปหนึ่ง และอยากให้ช่วยกันเพิ่มความแข็งแรงให้<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ที่จริงในภาคโรงเรียนก็มีการสอนสั่งเติมความรู้ให้ แต่ในภาคปฏิบัติแม่แบบของเด็กทำให้เห็นเจนตามีน้อย  แม่แบบก็ไหลตามสังคมบริโภคจนตัวจมถีบตัวขึ้นได้อย่างยากเย็น  ก็มีแต่เติมความรู้ให้ไปในยามที่ต้องการนำไปใช้เท่านั้นเอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ในยุคที่ผู้คนเปลี่ยนคอของตนเป็นจีน-ฝรั่ง-แขก-ตามแบบคนกรุง การเสพเครื่องดื่มสำคัญอย่างเช่น ชา กาแฟ โกโก้  เครื่องดื่มสำเร็จรูปชูกำลัง ตามกระแสโฆษณาเป็นที่แพร่หลาย กลิ่นหอมของเหล่าต้นไม้ที่นำชิ้นส่วนมาผลิตนั้นยวนใจให้ละวางไม่ลง  ก็มีเรื่องที่ควรรู้ในส่วนตัวของมันส่งผลอะไรกับสุขภาพบ้าง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">เครื่องดื่มที่เอ่ยชื่อไปล้วนมีคาเฟอีนอยู่ในตัวมัน กาแฟว่ามีมากในชาที่ดื่มก็มีไม่น้อย เพียงแต่รูปของการปรุงการดื่มลงพุงนั้นทำให้คาเฟอีนในชาเหลือน้อยกว่ากาแฟ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">สีชามิใช่ตัวบอกว่าเข้มมีคาเฟอีนมาก ยี่ห้อที่มีคาเฟอีนมากมี ชาเชียว ชาดำ ชาอูหลง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟยี่ห้อไหนก็ล้้วนมีคาเฟอีนอยู่มากไม่ต่างกัน ความต่างกลับอยู่ที่กระบวนการคั่วเม็ดก่อนนำมาปรุง  ชนิดที่เวลาคั่วสั้นๆนั้นมีคาเฟอีนมากกว่าที่คั่วนานๆ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เทียบระหว่างกาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มอย่างหลังมีคาเฟอีนน้อยที่สุด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">เครื่องดื่มชูกำลังไม่มีชนิดไหนที่ไม่มีคาเฟอีนผสมอยู่  ที่น่าห่วงคือน้ำอัดลมก็ผสมคาเฟอีนลงไปไว้ด้วย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เมื่อเข้าสู่ร่างกาย อวัยวะที่จัดการให้คาเฟอีนออกฤทธิ์ได้คือ ตับ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">คาเฟอีนที่ดื่มกินจะคงเหลือแค่ครึ่งเดียวในร่างกาย เวลาที่คงอยู่มีความยาวนานราว 4 ชั่วโมง อีกครึ่งถูกขับทิ้ง แต่ถ้ามีภาระที่ร่างกายต้องดูแลเพิ่ม เช่นตั้งครรภ์ หรือว่าได้ยาฮอร์โมนเพศ คาเฟอีนกลับอยู่ในร่างกายนานเป็นเกือบครึ่งวัน ส่วนคนเป็นโรคตับ คาเฟอีนยิ่งอยู่นานเป็นหลายวันเกือบเท่าๆเกลือแกง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ที่ดื่มกาแฟแล้วเป็นสุข มีเหตุให้เชื่อว่าน่าจะ่มีการหลั่งซีโรโทนินออกมาในร่างกาย (ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เชื่อได้)  ที่แน่ๆคือคาเฟอีน มีฤทธิ์เหมือนกับยาขยายหลอดลม ยาขยายหลอดเลือด และยาขับปัสสาวะ และฤทธิ์นี้ชา โกโก้มีอยู่มากกว่ากาแฟ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">คนจีนดื่มชาจีนเวลาที่บริโภคอาหารเนื้อสัตว์มันๆ มีเหตุผลเนื่องมาจากฤทธิ์ของคาเฟอีนช่วยย่อยไขมันให้ดูดซึมง่าย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">คาเฟอีนนั้นให้พิษถ้าหากบริโภคจำนวนมาก อย่างเช่นน้ำอัดลม ถ้าดื่มไปเรื่อยๆจนถึงจำนวน 2-3 ลิตร จะเกิดพิษ แล้วก็วิธีล้างพิษทำได้แค่ 2 วิธีและเป็นวิธีที่ไม่สบายตัวทั้งนั้นเลย นั่นคือล้างท้องหรือไม่ก็ล้างไต</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">พิษอ่อนของคาเฟอีน คือ ทำให้ระคายกระเพาะอาหารให้เป็นแผล ทำให้ลำไส้อักเสบ ทำให้เกิดอาการหูรูดกระเพาะอาหารทำงานผิดปกติจนน้ำย่อยอาหารไหลท้น ( ทางการแพทย์เรียกว่า โรคกรดไหลย้อน)  ทำให้เกิดการแท้งบุตรได้จากฤทธิ์กระตุ้นการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อเรียบ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">พิษอีกอย่างที่สำคัญคือ ทำให้ทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจได้ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><a title="พิษภัยอะไรอีกที่แฝงอยู่" href="http://th.88db.com/th/Knowledge/Knowledge_Detail.page/Health/?kid=8127"></a>ในกาแฟยังมีเจ้าสารตัวนี้ <a title="Ochratoxin A" href="http://en.wikipedia.org/wiki/Ochratoxin_A">Ochratoxin A</a> ซึ่งเป็นพิษที่มีเชื้อโรคเป็นต้นตอนำมาให้แถมพิษตัวนี้สามารถก่อมะเร็งตับไตได้<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ส่วนผสมของคาเฟอีนไม่รู้จากตำราก็ไม่สามารถรู้จากฉลากบริโภคได้เลยเพราะไม่มีน้ำอัดลม กาแฟ ชายี่ห้อไหนที่ระบุไว้ให้รู้  ตอบยากอยู่เหมือนกันว่าด้วยเหตุใดจึงไม่สามารถทำให้มีการระบุไว้ด้วย  มีข้อมูลของผู้บริโภคที่ทำงานดูแลสังคมบอกไว้ให้รู้ ดูแลแล้ว<a title="พบอะไรตามอ่านกันเอง" href="http://www.trf.or.th/News/Content.asp?Art_ID=270">พบอะไรตามอ่านกันเอง</a>ก็แล้วกัน  อย.ได้ทำหน้าที่<a title="ให้ข้อมูลแก่สื่อ" href="http://www.hiso.or.th/hiso/picture/reportHealth/media9_2.pdf">ให้ข้อมูลแก่สื่อ</a>เพื่อประชาสัมพันธ์่แต่ข่าวทำไมเงียบ ช่วยกันหาข้อมูลก็คงได้รู้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">กาแฟพร่องคาเฟอีนมิได้หมายถึงไร้ซึ่งคาเฟอีน  หากแต่เติมคาเฟอีนไว้จำนวนน้อย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">คาเฟอีนที่ทำให้เกิดพิษ คือ ระดับตั้งแต่ 400 มก.ขึ้นไป </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ลองดูส่วนผสมของคาเฟอีนในเครื่องดื่มต่างๆดูหน่อยนะคะ ปริมาณที่นำมาบอกนี้คำนวณจากเครื่องดื่มจำนวน 360 มล. :</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">น้ำอัดลม 61 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">นมช็อกโกแลต 12 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟพร่องคาเฟอีน 2-8 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟกึ่งสำเร็จรูป  10-110 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ชา 25-50 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กาแฟผสมเห็ดหลินจือยี่ห้อไบโอรี่ชี่ 11.5 มก.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;"><a title="มีข้อมูลโชว์อยู่" href="http://www.liveinbangkok.com/forum/index.php?topic=1030.msg3920">มีข้อมูลโชว์อยู่</a>บ้างว่าเครื่องดื่มอะไรมีคาเฟอีนเท่าไร ไปดูกันเองแล้วกัน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ในตัวของคาเฟอีนมีกรดชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ทำให้การย่อยน้ำตาลเกิดขึ้นเป็นระลอกคล้ายๆการย่อยข้าวกล้อง แล้วตัวมันก็ยังทำให้น้ำตาลที่ย่อยได้เปลี่ยนไปเก็บเป็นน้ำตาลที่ตับเก็บสะสมมากขึ้นด้วย ซึ่งผลนี้ถูกนำมาใช้โฆษณากาแฟ ชาว่าดีต่อสุขภาพคนเบาหวาน </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ที่จริงดีนั้นดีอยู่แต่จะดีก็ต่อเมื่อคนเป็นเบาหวานไม่ได้กินยาเบาหวานอยู่ ถ้ากินโดยมียาเบาหวานอยู่แล้วไม่ดี ปริมาณที่่ดื่มต้องเกิน 3 แก้วต่อวันด้วยนะ อย่างนี้สรุปเอาเองนะคะว่าดีแน่หรือเปล่า<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ฤทธิ์ฝาด ฤทธิ์เขื่อนๆของชา กาแฟนั่นแหละค่ะคือรสของกรดตัวนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">การมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดทำให้ร่างกายปล่อยทิ้งปัสสาวะได้เพิ่มขึ้น ฤทธิ์ย่อยไขมันเร็วและช่วยให้ปล่อยปัสสาวะเพิ่มเป็นฤทธิ์ที่ไปทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มขึ้น </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">ฉะนั้นของกินได้ที่มีคาเฟอีนส่งผลต่อระดับยูริกในเลือดสูงทั้งน้านนนนนนนนนน : ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง โกโก้ ไอติม รสกาแฟ รสช็อกโกแลต  และอะไรก็แล้วแต่ที่มีส่วนผสมของชา กาแฟ โกโก้</span><span style="color: #ff0000;"> </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในชามากคือธาตุโปตัสเซียม ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สมัยก่อนโน้นในยามที่ไม่มีน้ำเกลือแร่ เวลาถ่ายท้องจนเพลีย ผู้คนดื่มชาแล้วรู้สึกดีขึ้น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ในชา กาแฟมีโปตัสเซียมจึงไม่แปลกที่ดื่มแล้วรู้สึกว่ามีหัวใจที่เต้นเร็วเกิดขึ้นได้ด้วย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">มีเคล็ดนำมาฝากว่าอาการที่บอกว่าดื่มชา กาแฟมากไปสังเกตได้จากท้องอืด อึดอัดค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">เดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีใหม่ ที่ฝรั่งคิดค้นขึ้นเพื่อลดคาเฟอีน ขอชวน<a title="ตามไปดู" href="http://www.liveinbangkok.com/forum/index.php?topic=2148.msg11248">ตามไปดู</a>กันว่าเป็นอะไรหรือ แล้วตัดสินใจเองนะคอกาแฟทั้งหลายว่าจะหามาใช้หรือเปล่า </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">หลังจากชั่งผลที่จะมีต่อตัวท่านระหว่างด้านบวกและลบของของกินที่มีคาเฟอีนเหล่านี้แล้วยังดื่มกิน ก็ขอเคารพการตัดสินใจ ไม่ว่ากันค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">ก่อนจบมีเรื่องขอฝากคุณครูและผู้ใหญ่ทั้งหลายให้ช่วยกันดูแลเด็กๆกันหน่อย  ฝากเพราะเด็กคือผู้ที่ชอบกินไอติม-ขนมใส่ช็อกโกแลตกันที่ซู๊๊ด  ผู้ใหญ่บางคนก็ชอบไอติม-ช็อกโกแลต เพียงแต่เด็กเขาไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอสำหรับการตัดสินใจเลือกกินอะไร ไม่กินอะไรเหมือนผู้ใหญ่เน้อ </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/318/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สืบเนื่องจากอ่อมแซบ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/311</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/311#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jan 2010 12:26:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=311</guid>
		<description><![CDATA[บันทึกนี้ขอเอื้อมไปหยิบเมนูยำสมุนไพรที่ลานสวนป่านำเสนอไว้มาแยกแยะดูในแง่ของอาหารเฉพาะโรคดูกันหน่อย เมนูนี้น่าสนใจกับความเป็นอาหารสุขภาพ มองว่าเป็นเมนูที่ชวนให้ใครที่อยากได้ฤทธิ์อะไรที่เชื่อว่าตัวเองกินขาดกินไม่พอทำกินกันไปได้ ด้วยว่าวัตถุดิบสามารถหาได้จากผักพื้นบ้านหลายอย่าง

สิ่งที่จะแยกแยะก็คงจะเป็นเครื่องปรุงรสกับผักบางตัวที่อยากจะชี้ชวนให้เล็งมุมเพิ่มในการเลือก จะได้แลกเปลี่ยนกับเมนูอาหารชนิดอื่นๆแบบมีทางเลือกได้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อเตือนให้ยั้งมือเวลาจะหยิบตักใส่ปากหรือเลือกเปลี่ยนชนิดให้แลกกันได้ลงตัวเหมาะกับตนค่ะ
การยั้งมือในที่นี้มีความหมายอยู่ที่ &#8220;ลดตักมาใส่ปากให้น้อยลง มิใช่ยุติการตักมากิน&#8221; นะคะ
ลองมาแยกที่เครื่องปรุงรสกันก่อนว่ามีอะไรลบๆที่พึงระวังบ้างไหม เป็นลบในแง่ของโรคสำคัญที่พบบ่อยๆเกี่ยวข้องอยู่ก็แล้วกัน : 
เปรี้ยว (มะนาว   น้ำมะขามเปียก) : แหล่งให้รสเปรี้ยว 2 แหล่งนี้โอค่ะ&#8230;สำหรับคนเป็นเบาหวานที่ไม่มีปัญหาของไต ตา 
แต่ถ้ามีปัญหาของไตเสื่อม ตาเสื่อม งดมะขามเปียก หาน้ำผลไม้สดรสเปรี้ยวอย่างอื่นมาใช้แทนซะดีๆ
เค็ม (ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1-2 ช้อนโต๊ะ) : แหล่งให้รสเค็มนี้ ถ้า้ปรับแยกไว้ให้เติมแบบน้ำจิ้มแทนการใส่คลุกลงไปจะเอื้อโอกาสแห่งความปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น มีใครที่ติดรสชาดเค็มจัดก็จะได้คอยดูแลกัน ใครที่ดูแลตัวเองได้เวลากินก็จะปลอดภัยมากขึ้น
ถ้าคลุกปนลงไปในยำทั้งหมดตามปริมาณนี้  เกลือเกินมากกว่าที่กำหนดให้มากมายหลายเท่าเลยเชียว
หวาน (น้ำตาล 1-2 ช้อนชา) :  ถ้าทำได้แบบเดียวกับเครื่องปรุงรสเค็ม  ก็เหมาะสำหรับการดูแลคนเป็นเบาหวานและว่าที่เบาหวาน ตรงที่ไม่เผลอไปทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดเกินให้เสียใจที่ไปเบียดเบียนกันโดยไม่ได้เจตนา ถึงแม้ว่าปริมาณที่กำหนดไว้นี้ไม่ได้มากไปกว่าที่ควรแล้วก็ตาม
มัน (ถั่วลิสงคั่ว 1-2 ช้อนโต๊ะ) : แยกออกจะดีเช่นเดียวกันตรงที่เอื้อโอกาสให้คนเบาหวานที่มีตา ไตแล้ว คนอ้วน คนไตเสื่อมจากอะไรก็แล้วแต่ได้มีโอกาสเลือกไม่ใส่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเองได้
ทีนี้มาแยกดูเรื่องผักกันหน่อยน่าจะดีไม่น้อย  รายการของยำเมนูที่เสนออยู่นี้มีผักสมุนไพรผสมอยู่ถึง 24 ชนิดทีเดียวเชียวนะ ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้านซะด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;">บันทึกนี้ขอเอื้อมไปหยิบเมนูยำสมุนไพรที่<a title="ลานสวนป่า" href="http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3006">ลานสวนป่า</a>นำเสนอไว้มาแยกแยะดูในแง่ของอาหารเฉพาะโรคดูกันหน่อย เมนูนี้น่าสนใจกับความเป็นอาหารสุขภาพ มองว่าเป็นเมนูที่ชวนให้ใครที่อยากได้ฤทธิ์อะไรที่เชื่อว่าตัวเองกินขาดกินไม่พอทำกินกันไปได้ ด้วยว่าวัตถุดิบสามารถหาได้จากผักพื้นบ้านหลายอย่าง</span><br />
<span id="more-311"></span><br />
<span style="color: #800000;">สิ่งที่จะแยกแยะก็คงจะเป็นเครื่องปรุงรสกับผักบางตัวที่อยากจะชี้ชวนให้เล็งมุมเพิ่มในการเลือก จะได้แลกเปลี่ยนกับเมนูอาหารชนิดอื่นๆแบบมีทางเลือกได้มากขึ้น อีกทั้งเพื่อเตือนให้ยั้งมือเวลาจะหยิบตักใส่ปากหรือเลือกเปลี่ยนชนิดให้แลกกันได้ลงตัวเหมาะกับตนค่ะ</span></p>
<p><span style="color: #808000;">การยั้งมือในที่นี้มีความหมายอยู่ที่ &#8220;ลดตักมาใส่ปากให้น้อยลง มิใช่ยุติการตักมากิน&#8221; นะคะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;">ลองมาแยกที่เครื่องปรุงรสกันก่อนว่ามีอะไรลบๆที่พึงระวังบ้างไหม เป็นลบในแง่ของโรคสำคัญที่พบบ่อยๆเกี่ยวข้องอยู่ก็แล้วกัน :</span><span style="color: #800080;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><span style="color: #ff0000;">เปรี้ยว</span></strong> <span style="color: #808000;">(มะนาว   น้ำมะขามเปียก) : แหล่งให้รสเปรี้ยว 2 แหล่งนี้โอค่ะ&#8230;สำหรับคนเป็นเบาหวานที่ไม่มีปัญหาของไต ตา </span></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">แต่ถ้ามีปัญหาของไตเสื่อม ตาเสื่อม งดมะขามเปียก หาน้ำผลไม้สดรสเปรี้ยวอย่างอื่นมาใช้แทนซะดีๆ</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>เค็ม</strong> </span><span style="color: #800000;">(ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1-2 ช้อนโต๊ะ) : แหล่งให้รสเค็มนี้ ถ้า้ปรับแยกไว้ให้เติมแบบน้ำจิ้มแทนการใส่คลุกลงไปจะเอื้อโอกาสแห่งความปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น มีใครที่ติดรสชาดเค็มจัดก็จะได้คอยดูแลกัน ใครที่ดูแลตัวเองได้เวลากินก็จะปลอดภัยมากขึ้น</span></p>
<p><span style="color: #0000ff;">ถ้าคลุกปนลงไปในยำทั้งหมดตามปริมาณนี้  เกลือเกินมากกว่าที่กำหนดให้มากมายหลายเท่าเลยเชียว</span></p>
<p><strong><span style="color: #ff0000;">หวาน</span> </strong><span style="color: #800000;">(น้ำตาล 1-2 ช้อนชา) :  ถ้าทำได้แบบเดียวกับเครื่องปรุงรสเค็ม  ก็เหมาะสำหรับการดูแลคนเป็นเบาหวานและว่าที่เบาหวาน ตรงที่ไม่เผลอไปทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดเกินให้เสียใจที่ไปเบียดเบียนกันโดยไม่ได้เจตนา ถึงแม้ว่าปริมาณที่กำหนดไว้นี้ไม่ได้มากไปกว่าที่ควรแล้วก็ตาม</span></p>
<p><strong><span style="color: #ff0000;">มัน</span></strong> <span style="color: #008000;">(ถั่วลิสงคั่ว 1-2 ช้อนโต๊ะ) : แยกออกจะดีเช่นเดียวกันตรงที่เอื้อโอกาสให้คนเบาหวานที่มีตา ไตแล้ว คนอ้วน คนไตเสื่อมจากอะไรก็แล้วแต่ได้มีโอกาสเลือกไม่ใส่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเองได้</span></p>
<p><span style="color: #808000;">ทีนี้มาแยกดูเรื่องผักกันหน่อยน่าจะดีไม่น้อย  รายการของยำเมนูที่เสนออยู่นี้มีผักสมุนไพรผสมอยู่ถึง 24 ชนิดทีเดียวเชียวนะ ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้านซะด้วย ซึ่งดีมากๆ :</span></p>
<p><span style="color: #800080;">ใบแม็ก  ใบกระโดนน้ำ  ใบมะยม  ผักลิ้นปี่  ใบชะพลู  ใบว่านกาบหอย  ใบขนุนอ่อน  หัวปลี   ผักอ่อมแซบ  ดอกสะเดา  ผักสลัด</span></p>
<p><span style="color: #800080;">แตงกวา  ถั่วพุ่ม  ถั่วงอก คะน้า  ยอดมันแกว  ยอดบวบลวก  ยอดฟักข้าวลวก  ยอดเสาวรสลวก  ดอกแคกะทิ ดอกแคหางลิง</span></p>
<p><span style="color: #800080;">สะระแหน่  ต้นหอม  กระเทียม  มะเขือเทศ</span></p>
<p><span style="color: #008000;">แยกแล้วก็พอมีข้อชี้มุมให้มองได้บ้างอย่างนี้เพื่อป้องกันทีเผลอจากความอร่อยของผักของผู้กิน :</span></p>
<p><span style="color: #800000;">สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน หรือว่าที่เบาหวาน ก็ให้เล็งระวังจำนวนบริโภคของมะเขือเทศ ต้นหอม ถั่วพุ่มให้มากไว้ เพราะว่าเจ้าผักพวกนี้เพิ่มน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นจากความหวานของตัวมันให้</span></p>
<p><span style="color: #808000;">สำหรับคนที่มีเรื่องกรดยูริกสูงในเลือด ก็ให้เล็งระวังเรื่องของผักยอด ผักหน่อให้มากไว้</span></p>
<p><span style="color: #008000;">สำหรับคนที่ไตเสื่อมนั้น เพื่อให้ได้กินผัก ก็ให้เลือกผักที่จะนำมาทำยำให้เหมาะควรกับตัวก็แล้วกัน <span style="color: #800000;"><span style="color: #008000;">สามารถเลือกดูโดยเทียบกับรายการผักที่เคยนำมาเล่าสู่กันฟังก่อนหน้าแล้ว</span> อย่าลืมมองทั้งในแง่</span><span style="color: #800000;">่มุมของการมีฟอสฟอรัสต่ำและการมีโปตัสเซียมต่ำกันนะคะ</span></span></p>
<p><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;">บันทึกอื่น</span></span></p>
<p>1. <a title="ชวนมาเรียนรู้เรื่องเค็มๆกันหน่อย" href="http://lanpanya.com/jita/archives/280">ชวนมาเรียนรู้เรื่องเค็มๆกันหน่อย</a></p>
<p>2. <a title="ผักที่คนโรคไตวายกินได้ คนเบาหวานควรระวังอะไรมั๊ย" href="http://lanpanya.com/jita/archives/257">ผักที่คนโรคไตวายกินได้ คนเบาหวานควรระวังอะไรมั๊ย</a></p>
<p>3. <a title="กลัวไตไม่่ดี กินผักก็ให้ระวังด้วย" href="http://lanpanya.com/jita/archives/231">กลัวไตไม่่ดี กินผักก็ให้ระวังด้วย</a></p>
<p>4. <a title="สมุนไพรปรุงกลิ่น-รสที่มีผลต่อไต" href="http://lanpanya.com/jita/archives/218">สมุนไพรปรุงกลิ่น-รสที่มีผลต่อไต</a></p>
<p>5. <a title="ข้าวเมนูไหนเหมาะกับคนไข้เบาหวาน" href="http://lanpanya.com/jita/archives/208">ข้าวเมนูไหนเหมาะกับคนไข้เบาหวาน</a></p>
<p>6. <a title="อีกมุมของผัก-ผลไม้ที่คนเป็นโรคไต-หัวใจ-ความดันโลหิตสูงควรรู้จักไว้" href="http://lanpanya.com/jita/archives/204">อีกมุมของผัก-ผลไม้ที่คนเป็นโรคไต-หัวใจ-ความดันโลหิตสูงควรรู้จักไว้</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/311/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อีกมุมของผััก-ผลไม้ที่คนเป็นโรคไต-หัวใจ-ความดันโลหิตสูงควรรู้จักไว้</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/204</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/204#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 12:17:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=204</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อพูดถึงเรื่องของเกลือ 2 ตัว ก็ได้เล่าแหล่งที่มีโซเดียมให้ได้รู้กันแล้ว  เพื่อให้สามารถเลือกผัก ผลไม้ กินให้ปลอดภัยมากขึ้น เพื่อใช้คุณค่าของ &#8220;พืช&#8221; ให้เหมาะกับการสร้างพลัง  บันทึกนี้จึงนำเรื่องของพืชที่มีโปตัสเซียมในตัวสูงมาเล่าสู่กันฟัง  ตามมาอ่านกันได้เลยค่ะเพื่อจะได้เลือกไปใช้ในสูตรอาหารต่างๆได้เหมาะสมกับสุขภาพของตน

ผักที่มีโปแตสเซียมต่ำถึงปานกลาง (100-250 มิลลิกรัม) ใน 100 กรัม :
แตงกวา   แตงร้าน
มะระ  มะเขือ มะเขือเทศ
ฟักเขียว บวบ น้ำเต้า
หัวผักกาดขาว   หอมใหญ่  แห้ว   กระหล่ำปลีดิบ
หน่อไม้ไผ่ตง  ถั่วงอก
พริกหวาน  ถั่วฝักยาว  ถั่วแขก
ผักกาดขาวปลี ผักกาดกรอบ
ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมต่ำ (100-200 มิลลิกรัม) :
แอบเปิ้ล องุ่น เชอรี่ ลูกพลัม สตรอเบอรี่  น้ำองุ่น น้ำแอบเปิ้ล
สับปะรด แตงโม  เงาะ  มังคุด
ลองกอง พุทรา ชมพู่
ผักที่มีโปแตสเซียมสูง (250-450 มิลลิกรัม) :
เห็ด
หน่อไม้ฝรั่ง
บลอคโคลี่  ดอกกะหล่ำ  แขนงกะหล่ำ  ใบผักคะน้า
มันเทศ แครอท  มันฝรั่งทอด
ผักโขม ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เมื่อพูดถึงเรื่องของเกลือ 2 ตัว ก็ได้เล่าแหล่งที่มีโซเดียมให้ได้รู้กันแล้ว  เพื่อให้สามารถเลือกผัก ผลไม้ กินให้ปลอดภัยมากขึ้น เพื่อใช้คุณค่าของ &#8220;พืช&#8221; ให้เหมาะกับการสร้างพลัง  บันทึกนี้จึงนำเรื่องของพืชที่มีโปตัสเซียมในตัวสูงมาเล่าสู่กันฟัง  ตามมาอ่านกันได้เลยค่ะเพื่อจะได้เลือกไปใช้ในสูตรอาหารต่างๆได้เหมาะสมกับสุขภาพของตน</span></p>
<p><span id="more-204"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><em><span style="text-decoration: underline;">ผักที่มีโปแตสเซียมต่ำถึงปานกลาง (100-250 มิลลิกรัม) ใน 100 กรัม :</span></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">แตงกวา   แตงร้าน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">มะระ  มะเขือ มะเขือเทศ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ฟักเขียว บวบ น้ำเต้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">หัวผักกาดขาว   หอมใหญ่  แห้ว   กระหล่ำปลีดิบ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">หน่อไม้ไผ่ตง  ถั่วงอก</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">พริกหวาน  ถั่วฝักยาว  ถั่วแขก</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ผักกาดขาวปลี ผักกาดกรอบ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><em><span style="text-decoration: underline;">ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมต่ำ (100-200 มิลลิกรัม) :</span></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">แอบเปิ้ล องุ่น เชอรี่ ลูกพลัม สตรอเบอรี่  น้ำองุ่น น้ำแอบเปิ้ล</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">สับปะรด แตงโม  เงาะ  มังคุด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ลองกอง พุทรา ชมพู่</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><em><span style="text-decoration: underline;">ผักที่มีโปแตสเซียมสูง (250-450 มิลลิกรัม) :</span></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">เห็ด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">หน่อไม้ฝรั่ง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">บลอคโคลี่  ดอกกะหล่ำ  แขนงกะหล่ำ  ใบผักคะน้า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">มันเทศ แครอท  มันฝรั่งทอด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">ผักโขม ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักกาดขาว  ผักตำลึง  ใบแค</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">น้ำมะเขือเทศ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><em><span style="text-decoration: underline;">ผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูง (201-450 มิลลิกรัม) :</span></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">กล้วยทุกชนิด  มะม่วงสุก  มะปราง  ขนุน  ทุเรียน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">แคนตาลูป ฮันนีดิว ลูกพลับ  มะละกอสุก กระท้อน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">แอบปริคอทสด-แห้ง  อโวคาโด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">น้ำแครอท น้ำมะพร้าว น้ำส้ม น้ำพรุน ลูกพรุน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">มะขามหวาน กล้วยตาก กีวี</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">ฝรั่ง น้อยหน่า ลำไย</span></p>
<p><span style="color: #800000;">แต่ละวันควรบริโภคโปตัสเซียมเข้าไปสักเท่าไรยังไม่มีข้อมูลมาบอกกันค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">ความปลอดภัยต่อสุขภาพตามเกณฑ์ที่ใช้ในทางการแพทย์กำหนดให้พยายามคงค่าในเลือดไม่ให้เกิน 20 กรัม/ลิตรของเลือดเท่านั้นเอง </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">การเหลืออยู่ของโปตัสเซียมในเลือดนั้นมีกลไกเกี่ยวข้องกับการขับทิ้งของเกลือแกงและการทำงานของไตด้วย </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ค่าที่ตรวจพบในเลือดจึงมิใช่ค่าที่ได้จากอาหารโดยตรงนะคะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">ที่เคยบอกไว้ว่าโปตัสเซียมสามารถทำให้หัวใจเต้นช่าช่าช่าได้นั้น จะเกิดขึ้นในกรณีที่ค่าในเลือดสูงเกิน 20 กรัม/ลิตร ซึ่งสามารถพบในคนที่อวัยวะสำคัญอย่างไต หัวใจมีปัญหาให้ต้องซ่อมแซมหรือเสื่อม </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">คนที่ตับมีปัญหาจะพบกับเรื่องหัวใจเต้นจังหวะช่าช่าช่านี้ได้เมื่อมีเรื่องของการทำงานไม่สอดคล้องกับอวัยวะสำคัญๆที่กล่าวถึงไว้ข้างต้นนะคะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">คนที่เสียน้ำเกลือแกงออกจากตัวแล้วเพลีย  สมควรได้โปตัสเซียมทดแทนด้วยเหตุผลว่า  โปตัสเซียมนั้นเป็นลูกแหง่คอยตามติดแอบตามออกมาหนีเที่ยวเสมอเวลาที่น้ำเกลือแกงถูกปล่อยออกจากร่างกาย  ไม่ทดแทนกล้ามเนื้อจะอ่อนเปลี้ยจนทำอะไรไม่ได้เอาซะเลย แล้วหัวใจก็มีปัญหาไปด้วยเช่นกัน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ดังนั้นเวลาดื่มน้ำมากเพื่อขับเกลือเค็มจนฉี่มากแล้วไม่เพลีย แสดงว่าได้เติมโปตัสเซียมให้ร่างกายไว้แล้วโดยไม่รู้ตัว </span></p>
<p><span style="color: #800080;">อย่างไรก็ให้สังเกตตัวเองเอาไว้นะคะ ฉี่บ่อยแล้ว เพลียเมื่อไร ให้นึกถึงไว้ 2 เรื่องได้เลย เรื่องหนึ่งคือเลือดหวาน อีกเรื่องคือเติมโปตัสเซียมทดแทนให้ตัวเองน้อยไป</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/204/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>รวบยอดไว้หน่อย&#8230;.กินยังไงให้ห่างไกลเก๊าท์</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/293</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/293#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 03 Jan 2010 08:01:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=293</guid>
		<description><![CDATA[เล่าเรื่องของความเค็มมาก็หลายบันทึก มานั่งนึกเริ่มเรื่องอย่างไรจึงเล่าลึกไปถึงเรื่องเค็มได้ อ้อ พัวพันมาจากทำยังไงจะลดกรดยูริกที่สูงในเลือดลงได้แล้วโยงสู่เรื่องราวเฉพาะตัวของพ่อครูบานี่เอง

ขอชวนย้อนไปเยี่ยมๆมองๆ ๑๒ เซียนกันอีกครั้ง  อ้าวจำไม่ได้ซะแล้วหรือค่ะว่าเคยรู้จัก ๑๒ เซียน กันแล้ว ลืมแล้วไม่เป็นไรกลับไปเยี่ยมทบทวนความจำของท่านใหม่ได้  วันนี้จะชวนท่านไปทำความรู้จักกับพวกเขากันอีกครั้งเพื่อให้จำเขาได้ค่ะ 
รู้จักเขาแล้วท่านก็ควรที่จะจำพวกเขาได้ จำได้แล้วก็ขอชวนให้ท่านนึกถึงเหตุการณ์ว่าำพวกเขาเข้ามาสัมพันธ์กับตัวท่านได้อย่างไรเพื่อความเข้าใจที่ท่านจะลงมือจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เกิดความลงตัวไงละคะ  ลงตัวแล้วสุขภาพดีๆที่ท่านต้องการก็จะมาหาได้ในเร็วพลันค่ะ
มีเรื่องยากของคนที่ใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองในเรื่องของอาหาร หลายๆครั้งผู้คนก็เลี่ยงอาหารที่สร้างปัญหาให้ตัวเองซึ่งสังคมจัดให้ไม่ได้ แต่ละคนจึงพึงมีหลักในการจัดการความสัมพันธ์กับ ๑๒ เซียนให้มั่นเพื่อสุขภาพของตัวเองอย่างเข้าใจ 
ด้วยเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองเรื่องอาหาร เวลาทำงานทำให้ไม่มีเวลาในเรื่องของการเตรียมอาหารด้วยตนเองได้บ่อยครั้งนัก บันทึกนี้ฉันจึงได้ลองใช้เคล็ดลับดูแลสุขภาพตนให้ไม่หม่นหมองศรีดูทีรึ เริ่มต้นจากธงโภชนาการที่มีเรื่องดีๆ ผสมผสานความรู้ที่ฉันมีประยุกต์สู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ  ลองแล้วพบว่าพฤติกรรมการกินที่ใช้หลักธงโภชนาการนั้นป้องกันการเพิ่มขึ้นของกรดยูริกในเลือดได้แต่ยังไม่สามารถป้องกันได้หมด ต้องจัดการปรับเรื่องการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอพร้อมไปด้วยกับการงดเติมอาหารที่ให้กรดยูริกสูงได้เข้าไปในร่างกายจึงสามารถป้องกันได้มากที่สุด พบเคล็ดแล้วจึงได้นำมาบอกเล่าสู่กันฟังยังไงละคะ

ถือโอกาสสรุปเป็นเคล็ดลับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเพื่อลดอาการโรค ป้องกันโรคเก๊าท์ โรคไตที่เกิดจากกรดยูริกแบบตัดเสื้อฟรีไซส์ไว้ให้อ่านกันอีกครั้งนะคะ ไม่หวงกันหากว่าใครจะนำไปใช้กับตัวเองด้วย

หนึ่ง   แต่ละมื้อให้หนักพืชมากกว่าเนื้อสัตว์
สอง   ลดรสชาดจากน้ำตาล เกลือ ใส่ให้น้อยๆ (น้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือโซเดียมไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน)
สาม   แต่ละวันให้บริโภคไขมันให้น้อยที่สุด น้อยกว่าแป้งและโปรตีนหลายๆเท่า
สี่       ดื่มน้ำให้เพียงพอ ( 30 เท่าของน้ำหนักตัว ใช้หน่วยปริมาตรเป็น มล. ดื่มมากขึ้นเมื่อหนักบริโภคเกลือ น้ำตาล)
สี่       ลด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เล่าเรื่องของความเค็มมาก็หลายบันทึก มานั่งนึกเริ่มเรื่องอย่างไรจึงเล่าลึกไปถึงเรื่องเค็มได้ อ้อ พัวพันมาจากทำยังไงจะลดกรดยูริกที่สูงในเลือดลงได้แล้วโยงสู่เรื่องราวเฉพาะตัวของพ่อครูบานี่เอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span id="more-293"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ขอชวนย้อนไปเยี่ยมๆมองๆ ๑๒ เซียนกันอีกครั้ง  อ้าวจำไม่ได้ซะแล้วหรือค่ะว่าเคย<a title="รู้จัก ๑๒ เซียน" href="http://lanpanya.com/jita/archives/298">รู้จัก ๑๒ เซียน</a> กันแล้ว ลืมแล้วไม่เป็นไรกลับไปเยี่ยมทบทวนความจำของท่านใหม่ได้  วันนี้จะชวนท่านไปทำความรู้จักกับพวกเขากันอีกครั้งเพื่อให้จำเขาได้ค่ะ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">รู้จักเขาแล้วท่านก็ควรที่จะจำพวกเขาได้ จำได้แล้วก็ขอชวนให้ท่านนึกถึงเหตุการณ์ว่าำพวกเขาเข้ามาสัมพันธ์กับตัวท่านได้อย่างไรเพื่อความเข้าใจที่ท่านจะลงมือจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกันให้เกิดความลงตัวไงละคะ  ลงตัวแล้วสุขภาพดีๆที่ท่านต้องการก็จะมาหาได้ในเร็วพลันค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;">มีเรื่องยากของคนที่ใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองในเรื่องของอาหาร หลายๆครั้งผู้คนก็เลี่ยงอาหารที่สร้างปัญหาให้ตัวเองซึ่งสังคมจัดให้ไม่ได้ แต่ละคนจึงพึงมีหลักในการจัดการความสัมพันธ์กับ ๑๒ เซียนให้มั่นเพื่อสุขภาพของตัวเองอย่างเข้าใจ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">ด้วยเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองเรื่องอาหาร เวลาทำงานทำให้ไม่มีเวลาในเรื่องของการเตรียมอาหารด้วยตนเองได้บ่อยครั้งนัก </span><span style="color: #0000ff;"><a title="บันทึกนี้" href="http://lanpanya.com/jita/archives/297">บันทึกนี้</a>ฉันจึงได้ลองใช้เคล็ดลับดูแลสุขภาพตนให้ไม่หม่นหมองศรีดูทีรึ เริ่มต้นจากธงโภชนาการที่มีเรื่องดีๆ ผสมผสานความรู้ที่ฉันมีประยุกต์สู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างง่ายๆ  ลองแล้วพบว่าพฤติกรรมการกินที่ใช้หลักธงโภชนาการนั้นป้องกันการเพิ่มขึ้นของกรดยูริกในเลือดได้แต่ยังไม่สามารถป้องกันได้หมด ต้องจัดการปรับเรื่องการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอพร้อมไปด้วยกับการงดเติมอาหารที่ให้กรดยูริกสูงได้เข้าไปในร่างกายจึงสามารถป้องกันได้มากที่สุด พบเคล็ดแล้วจึงได้นำมาบอกเล่าสู่กันฟังยังไงละคะ<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #808000;">ถือโอกาสสรุปเป็นเคล็ดลับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเพื่อลดอาการโรค ป้องกันโรคเก๊าท์ โรคไตที่เกิดจากกรดยูริกแบบตัดเสื้อฟรีไซส์ไว้ให้อ่านกันอีกครั้งนะคะ ไม่หวงกันหากว่าใครจะนำไปใช้กับตัวเองด้วย<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">หนึ่ง   แต่ละมื้อให้หนักพืชมากกว่าเนื้อสัตว์</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">สอง   ลดรสชาดจากน้ำตาล เกลือ ใส่ให้น้อยๆ (น้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือโซเดียมไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน)</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">สาม   แต่ละวันให้บริโภคไขมันให้น้อยที่สุด น้อยกว่าแป้งและโปรตีนหลายๆเท่า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">สี่       ดื่มน้ำให้เพียงพอ ( 30 เท่าของน้ำหนักตัว ใช้หน่วยปริมาตรเป็น มล. ดื่มมากขึ้นเมื่อหนักบริโภคเกลือ น้ำตาล)</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">สี่       ลด ละ เลิกการเติมอาหารที่ให้กรดยูริกได้สูงในมื้อที่กินหนักในเรื่องที่สอง-สามและหย่อนเรื่องที่สี่</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ส่วนเรื่องราวเบื้องหลังที่มาของเคล็ดลับที่สรุปมาบอก มีเรื่องมากที่ควรทำความเข้าใจให้กระจ่างไว้ด้วย มีตัวช่วยอยู่ในบันทึกต่างๆในลานแห่งนี้อยู่แล้วบางส่วน ใครที่ป่วนกับความเข้าใจที่มีของตัวหรืออยากทำความเข้าใจเพื่อนำไปใช้งานต่อในงานหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สามารถย้อนไปอ่านบันทึกที่สนใจกันได้ค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;">
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;"><span style="text-decoration: underline;">บันทึกอื่น</span></span></p>
<p style="text-align: justify;">1. <a title="๑๒ เซียนที่ทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นได้" href="http://lanpanya.com/jita/archives/298">๑๒ เซียนที่ทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นได้</a></p>
<p style="text-align: justify;">2. <a title="งานเลี้ยง…กับกรดยูริก" href="http://lanpanya.com/jita/archives/297">งานเลี้ยง…กับกรดยูริก</a></p>
<p style="text-align: justify;">3. <a title="เอ๊ะๆกับ..กรดยูริกสูง..อยู่เหมือนกันนะ" href="http://lanpanya.com/jita/archives/292">เอ๊ะๆกับ..กรดยูริกสูง..อยู่เหมือนกันนะ</a></p>
<p style="text-align: justify;">4. <a title="แล้วยังไงอีก…กับกรดยูริกสูง" href="http://lanpanya.com/jita/archives/294">แล้วยังไงอีก…กับกรดยูริกสูง</a></p>
<p style="text-align: justify;">5. <a title="อากาศหายใจ…เกี่ยวอะไรมั๊ยกับกรดยูริก" href="http://lanpanya.com/jita/archives/296">อากาศหายใจ…เกี่ยวอะไรมั๊ยกับกรดยูริก</a></p>
<p style="text-align: justify;">6. <a title="แหล่งอาหารที่เป็นต้นแหล่งให้กรดยูริคเกิดขึ้นในร่างกาย (พิวรีน)" href="http://lanpanya.com/jita/archives/299">แหล่งอาหารที่เป็นต้นแหล่งให้กรดยูริคเกิดขึ้นในร่างกาย (พิวรีน)</a></p>
<p style="text-align: justify;">7. <a title="การดื่มน้ำ….มีเรื่องที่ควรรู้และพิจารณาอยู่นะ" href="http://lanpanya.com/jita/archives/295">การดื่มน้ำ….มีเรื่องที่ควรรู้และพิจารณาอยู่นะ</a></p>
<p style="text-align: justify;">8. <a title="ชวนมาเรียนรู้เรื่องเค็มๆกันหน่อย" href="http://lanpanya.com/jita/archives/280">ชวนมาเรียนรู้เรื่องเค็มๆกันหน่อย</a></p>
<p style="text-align: justify;">9. <a title="หวานเป็นลม ขมเป็นยา" href="http://lanpanya.com/jita/archives/94">หวานเป็นลม ขมเป็นยา</a></p>
<p style="text-align: justify;">10. <a title="อยู่ห้องแอร์ ใช้พัดลม…กับเรื่องกินเค็ม" href="http://lanpanya.com/jita/archives/317">อยู่ห้องแอร์ ใช้พัดลม&#8230;กับเรื่องกินเค็ม</a></p>
<p style="text-align: justify;">11. <a title="อาหารนี้เค็มนะรู้หรือเปล่า" href="http://lanpanya.com/jita/archives/289">อาหารนี้เค็มนะรู้หรือเปล่า</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/293/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อยู่ห้องแอร์ ใช้พัดลม&#8230;กับเรื่องกินเค็ม</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/317</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/317#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Jan 2010 14:34:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=317</guid>
		<description><![CDATA[ทุกๆวันที่ดำรงอยู่ได้ตามรู้และแปลกใจกับบางขณะของธรรมชาติในตัวเองที่ไม่เหมือนใคร  ไม่รู้ว่าท่านเคยลองตามรู้และเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างไหม  ถ้าไม่เคยก็ขอชวนให้ลองดูค่ะ 

มีเรื่องในบางเช้าที่ฉันรู้สึกตัวว่ามีเหงื่อรินไหลทั้งๆที่อากาศไม่ร้อน เคยเอะใจถามลูกน้องว่าร้อนไหม แล้วเอ๋อกับคำตอบที่พบว่าตัวเองแปลกกว่าใครในวันนั้นๆให้บ่อยไป

การเล่าเรื่องแก้มลิงใ้ห้ข้อสะกิดใจกับเรื่องเหงื่อแล้วก็เกิดคำถาม จึงมา้ใคร่ครวญและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของอาหารที่ได้กินในช่วงไม่กี่วันนี้  พบว่าในบางเช้าที่ร้อนจนเหงื่อชุ่มเป็นเวลาที่ตามหลังมื้ออาหารที่ไปกินจากนอกบ้านของวันก่อนหน้าทุกทีไป 
นึกได้เรื่องของเหงื่อว่ามีความไม่ชอบในสังคมเข้ามาเกี่ยว ผันเปลี่ยนค่านิยมจนบัดเดี๋ยวนี้ใครปล่อยให้มีเหงื่อคนนั้นเชย
ไปทวนตำราที่เคยเรียนซะหน่อย ได้ความมาว่าเหงื่อที่ชุ่มตัวของนักกีฬาขับเกลือแกงได้มากถึง 5 กรัมต่อวันได้เลย เหงื่อยังแถมหน้าที่นำโปตัสเซียมที่สามารถทำให้หัวใจเต้นจังหวะช่าช่าช่าออกมาทิ้งได้ด้วยในจำนวนถึง 20 กรัมต่อวัน ความรู้นี้มีความหมายให้สนใจแล้วเอ๊ะ อืม ดูเหมือนจะลืมไปเลยว่าเหงื่อมันก็มีรสเค็มด้วยเหมือนกัน 
งั้นการปล่อยให้เหงื่อออกชุ่มๆในแต่ละวันแต่ละเวลา ก็เป็นกลไกของการลดเค็มที่ีธรรมชาติให้มา่ในตัวที่ดีเนอะ ไม่ต้องทำอะไรยุ่งยากแค่ปล่อยให้มันมีก็โอแล้วสำหรับความสบายๆภายในที่ได้แลกคืนมา

ชักน่าสนใจแล้วซิ  หันมาสังเกตคนสมัยนี้ เอ๊ะเวลามีเหงื่อจะร้องหา พัดลม-แอร์มีไหมอยู่ร่ำไป หรือไม่ก็บ่น ร้อนๆๆๆๆๆ บ่นแล้วก็พาตัวออกไปเที่ยวห้างเดินห้างให้เย็น เหงื่อแห้งแล้วแทนที่จะกลับบ้านก็เฉไฉร่ำไรหาความสบายต่อ  คนเดี๋ยวนี้เลยไม่มีเหงื่อเพราะคุ้นชินกับการไม่ยอมให้เหงื่อมาเป็นเพื่อนเอาซะเลยนี่ี 
เมื่อไม่ยอมให้มีเหงื่อ กลไกธรรมชาติในตัวก็บิดเบี้ยวไป กลายเป็นดองเค็มเนื้อในร่างกายแบบดองปลาเค็มไปเลยนะนี่  นึกภาพออกแล้ว เข้าใจแล้วๆ  อือ การปรับพฤติกรรมตามสมัยทำให้เกิดพิษภัยหลายอย่างเลยเชียว ไม่น่าเชื่อเลย

รักสบายแล้วป่วยกายและจะตามมาด้วยป่วยใจได้นี่สมควรใคร่ครวญใหม่ซะแล้วนะท่านนะ  ฉันดีใจกับตัวเองที่ไม่พัฒนาตามสมัย ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลมก็สามารถดำรงตนอยู่ได้สบายๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าโชคดีที่ความเชยได้ช่วยเอาไว้มากมาย

บ่อยครั้งเมื่อนั่งทำงานในบ้าน บางวันทำงานสบายแบบเบิร์ดๆ บางวันก็ระ่เบิดกับยุงกวน  อย่างนี้แปลได้ว่า่ยุงที่มากวนนั้นเป็นเพราะกลิ่นตัวก็เป็นได้เนอะ 
ตำราเขาบอกว่ากินหวาน กินมัน เค็ม ทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นมาแน่นอนๆ  อากาศที่ปล่อยออกมาหลังจากมีการเผาผลาญและใช้งานก็ให้คาร์บอนไดออกไซด์  ยุงชอบคาร์บอนไดออกไซด์จึงบินมาหาเสื้อผ้าด้วยกลิ่นที่มันว่าหอม  จึงฝากสิ่งที่ตำราบอกให้สังเกตการตามรู้ตัวเองกันต่อไป เผื่อใครจะมีเคล็ดลับป้องกันยุงที่ได้มาจากการฝึกตนเรื่องอาหารการกินที่เปลี่ยนกลิ่นตัวไว้ช่วยคน 
ตอนที่นั่งเขียนบันทึกนี้่อยู่ยุงบินมาเกาะตัวอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้าที่ยุงจะมาหามีเหงื่อชุ่มตัวอยู่พักใหญ่แล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ทุกๆวันที่ดำรงอยู่ได้ตามรู้และแปลกใจกับบางขณะของธรรมชาติในตัวเองที่ไม่เหมือนใคร  ไม่รู้ว่าท่านเคยลองตามรู้และเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ้างไหม  ถ้าไม่เคยก็ขอชวนให้ลองดูค่ะ </span></p>
<p><span id="more-317"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">มีเรื่องในบางเช้าที่ฉันรู้สึกตัวว่ามีเหงื่อรินไหลทั้งๆที่อากาศไม่ร้อน เคยเอะใจถามลูกน้องว่าร้อนไหม แล้วเอ๋อกับคำตอบที่พบว่าตัวเองแปลกกว่าใครในวันนั้นๆให้บ่อยไป<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">การเล่าเรื่องแก้มลิงใ้ห้ข้อสะกิดใจกับเรื่องเหงื่อแล้วก็เกิดคำถาม จึงมา้ใคร่ครวญและสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงไปถึงเรื่องของอาหารที่ได้กินในช่วงไม่กี่วันนี้  พบว่าในบางเช้าที่ร้อนจนเหงื่อชุ่มเป็นเวลาที่ตามหลังมื้ออาหารที่ไปกินจากนอกบ้านของวันก่อนหน้าทุกทีไป </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">นึกได้เรื่องของเหงื่อว่ามีความไม่ชอบในสังคมเข้ามาเกี่ยว ผันเปลี่ยนค่านิยมจนบัดเดี๋ยวนี้ใครปล่อยให้มีเหงื่อคนนั้นเชย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ไปทวนตำราที่เคยเรียนซะหน่อย ได้ความมาว่าเหงื่อที่ชุ่มตัวของนักกีฬาขับเกลือแกงได้มากถึง 5 กรัมต่อวันได้เลย เหงื่อยังแถมหน้าที่นำโปตัสเซียมที่สามารถทำให้หัวใจเต้นจังหวะช่าช่าช่าออกมาทิ้งได้ด้วยในจำนวนถึง 20 กรัมต่อวัน ความรู้นี้มีความหมายให้สนใจแล้วเอ๊ะ อืม </span><span style="color: #800080;">ดูเหมือนจะ</span><span style="color: #800080;">ลืมไปเลยว่าเหงื่อมันก็มีรสเค็มด้วยเหมือนกัน </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">งั้นการปล่อยให้เหงื่อออกชุ่มๆในแต่ละวันแต่ละเวลา ก็เป็นกลไกของการลดเค็มที่ีธรรมชาติให้มา่ในตัวที่ดีเนอะ ไม่ต้องทำอะไรยุ่งยากแค่ปล่อยให้มันมีก็โอแล้วสำหรับความสบายๆภายในที่ได้แลกคืนมา<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ชักน่าสนใจแล้วซิ  หันมาสังเกตคนสมัยนี้ เอ๊ะเวลามีเหงื่อจะร้องหา พัดลม-แอร์มีไหมอยู่ร่ำไป หรือไม่ก็บ่น ร้อนๆๆๆๆๆ บ่นแล้วก็พาตัวออกไปเที่ยวห้างเดินห้างให้เย็น เหงื่อแห้งแล้วแทนที่จะกลับบ้านก็เฉไฉร่ำไรหาความสบายต่อ  คนเดี๋ยวนี้เลยไม่มีเหงื่อเพราะคุ้นชินกับการไม่ยอมให้เหงื่อมาเป็นเพื่อนเอาซะเลยนี่ี </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">เมื่อไม่ยอมให้มีเหงื่อ </span><span style="color: #800080;">กลไกธรรมชาติในตัวก็บิดเบี้ยวไป กลายเป็นดองเค็มเนื้อในร่างกายแบบดองปลาเค็มไปเลยนะนี่  นึกภาพออกแล้ว เข้าใจแล้วๆ  อือ การปรับพฤติกรรมตามสมัยทำให้เกิดพิษภัยหลายอย่างเลยเชียว ไม่น่าเชื่อเลย<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">รักสบายแล้วป่วยกายและจะตามมาด้วยป่วยใจได้นี่สมควรใคร่ครวญใหม่ซะแล้วนะท่านนะ  ฉันดีใจกับตัวเองที่ไม่พัฒนาตามสมัย ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลมก็สามารถดำรงตนอยู่ได้สบายๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าโชคดีที่ความเชยได้ช่วยเอาไว้มากมาย<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">บ่อยครั้งเมื่อนั่งทำงานในบ้าน บางวันทำงานสบายแบบเบิร์ดๆ บางวันก็ระ่เบิดกับยุงกวน  อย่างนี้แปลได้ว่า่ยุงที่มากวนนั้นเป็นเพราะกลิ่นตัวก็เป็นได้เนอะ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ตำราเขาบอกว่ากินหวาน กินมัน เค็ม ทำให้ความร้อนในร่างกายเพิ่มขึ้นมาแน่นอนๆ  อากาศที่ปล่อยออกมาหลังจากมีการเผาผลาญและใช้งานก็ให้คาร์บอนไดออกไซด์  ยุงชอบคาร์บอนไดออกไซด์จึงบินมาหาเสื้อผ้าด้วยกลิ่นที่มันว่าหอม  จึงฝากสิ่งที่ตำราบอกให้สังเกตการตามรู้ตัวเองกันต่อไป เผื่อใครจะมีเคล็ดลับป้องกันยุงที่ได้มาจากการฝึกตนเรื่องอาหารการกินที่เปลี่ยนกลิ่นตัวไว้ช่วยคน </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ตอนที่นั่งเขียนบันทึกนี้่อยู่ยุงบินมาเกาะตัวอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้าที่ยุงจะมาหามีเหงื่อชุ่มตัวอยู่พักใหญ่แล้ว เหงื่อซึมและเหงื่อแห้ง สลับกันไปอยู่เรื่อยๆ แล้วมื้อเที่ยงวันนี้ก็ไปกินอาหารนอกบ้านมาอีกแล้ว มื้อใหญ่ซะด้วย อย่างนี้ก็ใช้บอกได้นะซิเนอะว่าใครที่ยุงชอบเกาะกินเลือดมากกว่าคนอื่นเป็นคนที่ยังกินหวาน มัน เค็มมากเกินไป  หากใครจะนำการโดนยุงตอมไปใช้เป็นสัญญาณเตือนว่ามื้อก่อนกินอาหารเค็ม หวาน มันมากไป แล้วเปลี่ยนแปลงปรับปรุงมื้ออาหารในมื้อต่อมาซะ ก็ไม่ว่ากันนะคะ ใช้ไปได้เลย<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เหงื่อช่วยขับเกลือ งั้นก็ดีนะซิสำหรับคนกินเค็มโดยไม่สามารถควบคุมความเค็มในอาหารได้อย่างที่ตั้งใจ  ปล่อยตัวให้เหงื่อออกโดยไม่ต้องเล่นกีฬาจะดีกว่ามั๊ย ยิ่งถ้าออกกำลังจนได้เหงื่อด้วยยิ่งช่วยขับเกลือออกได้มากขึ้นยิ่งดีใหญ่ซิน่า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">รู้ว่าไม่ใช้แอร์ ไม่ใช้พัดลมช่วยให้สุขภาพดีได้กันแล้ว จึงถือโอกาสชวนให้ละเลิกลดการใช้แอร์-พัดลมเพื่อปรับธรรมชาติของตัวซะใหม่เพื่อดูแลสุขภาพตนให้ปลอดภัยจากเรื่องอาหารเค็มนอกบ้านที่ชีวิตสมัยใหม่ชักนำไป เริ่มกันเลยดีมั๊ยค่ะ<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">สังเกตดูว่าเมื่อไรที่ดื่มน้ำน้อยหรือดื่มไม่พอหลังการกินเค็ม เมื่อนั้นจะร้อนและเหงื่อมาก ความรู้นี้นำมาใช้ในกรณีมีข้อจำกัดของการดื่มน้ำหรือการเข้าห้องน้ำเพื่อปลดปล่อยได้ เลือกขับเหงื่อแทนการดื่มน้ำสลับไปบ้างก็็ใช้ได้อยู่ค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">สังเกตว่าเมื่อไรที่ดื่มน้ำมาก ปากคอจมูกจะไวกับรสเค็ม เมื่อไรที่ดื่มน้ำน้อย ปากคอจมูกแห้งและไม่ใคร่รู้สึกเรื่องเค็ม เมื่อไรที่ปากคอจมูกแห้งเหงื่อก็ปรากฎกายมาให้รู้สึกแทน แต่ก่อนก็เอะใจที่เป็นคนขี้ร้อนไปได้โดยไม่มีเหตุอะไรให้ร้อนสักหน่อย เมื่อเข้าใจเรื่องเค็มกับเหงื่อ เดี๋ยวนี้ดีใจที่เป็นคนมีเหงื่อทุกวัน รู้สึกเย็นสบายทุกครั้งหลังเหงื่อแห้งหายไป จนคุ้นชินมันแล้ว<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เหงื่อช่วยให้สุขภาพดี วันดีขึ้นวันใหม่ของปีใหม่อีกวันอย่างนี้ ขอชวนท่านหันมาให้ความรักเหงื่อของตัวเองกันหน่อย คุ้นชินและทำได้แล้ว ก็ขอให้ช่วยกันเปลี่ยนวัฒนธรรมทันสมัยซะใหม่ ชี้ชวนให้เด็กๆหันไปซูฮกใครที่ไม่ใช้แอร์ ไม่ใช้พัดลมเป็นฮีโร่ด้วยเถิด เด็กๆจะได้เกิดโลกทัศน์ใหม่ที่ไม่ติดความทันสมัยที่พาตัวไปจนตรอกกับโรคภัยที่วิทยาศาสตร์สร้างให้โดยไม่ได้เจตนา<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/317/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความเค็มของอาหาร&#8230;.เกี่ยวอะไรกับอากาศหายใจ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/307</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/307#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 01 Jan 2010 18:13:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เครื่องมือแพทย์]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=307</guid>
		<description><![CDATA[ระหว่างเขียนเล่าเรื่องรางจืด ก็มีเอ๊ะกับเรื่องเค็มที่ยังเล่าไม่หมด ในหัวก็มีอะไรแวบขึ้นมาเตือนให้ฉุกใจ ได้ยินเสียงเตือนว่า อย่าลืมดูแลตรงนี้ไปนะคุณหมอ  เรื่องเดียวกับที่อุ๊ยสร้อยมาอุทานไว้อย่างนี้ี &#8220;รู้แต่รู้ไม่หมดนี่อันตรายจริงๆนะคะ&#8221;

แล้วก็ชั่งใจเหมือนกันว่าเล่าไปเล่าไปเรื่อยๆแบบสโลว์โมชั่นเพราะปั่นบันทึกไม่ทันอย่างนี้จะทำให้คนเข้ามาอ่านรู้สึกอย่างที่น้องฑูรเคยสะท้อนไว้หรือเปล่า &#8220;เนี่ยอ่านบันทึกของพี่หมอเจ๊แล้วไม่กล้ากินอะไรเลย&#8221;

เรื่องของอาหารมันมีอะไรของมันซ่อนลึกอยู่มากมาย ทั้งเรื่องที่รู้เผินๆ รู้แล้ววางไว้ รู้แล้วนำมาใช้ครึ่งๆกลางๆอยู่ แล้วยังมีว่าเมื่อผู้คนยิ่งรู้มาก ยิ่งทำให้ใช้ปฏิกิริยาป้องกันตัวเองที่หลากหลายเข้าไปอีกจนบานปลายเป็นโรคทำตัวเองก็มีมากมาย
วันนี้จึงมาขอให้ท่านที่เข้ามาอ่านวิเคราะห์ปฏิกิริยาป้องกันตัวเองพร้อมไปกับการรู้ไว้แต่ขอให้ยังไม่ว่าก่อนนะคะ  ฟังหูไว้หู หน่วงตัวเองให้ช้าไว้ๆ เพื่อท่านจะได้ใช้ปฏิกิริยาป้องกันตัวเองให้เหมาะควรสร้างสุขภาพ ไม่สร้างโรคใหม่ให้เกิดขึ้นจากข้อมูลที่มีไม่พอ
กลไกป้องกันตัวที่รู้แล้วว่าเลยแล้วสร้างโรคใหม่ก็มีตัวอย่างดังที่น้องหนิงได้ผูกโยงให้ข้อสังเกตเรื่องอาการของคุณสามีเรื่องการกินผลไม้แลกเปลี่ยนไว้เตือนใจกันแล้ว
เคยเล่าเรื่องการกินเกลือเกินกับการกินผลไม้และผักและทีเผลอของการได้เกลือเกินจากเครื่องดื่มรูปแบบต่างๆเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว ในตอนนั้นไม่คาดว่าจะต้องนำเรื่องระดับนาโนมาบอกเล่าเก้าสิบกันอย่างเช่นวันนี้เลยค่ะ ไหนๆแล้วก็ว่ากันต่อเรื่องธาตุที่ให้รสเค็มอีกตัวคือเจ้าโปตัสเซียมบ้างก็แล้วกัน เพื่อใช้ในการปรับเรื่องการกินให้เหมาะควรลงตัว
เคยเล่าเรื่องอากาศหายใจกับกรดยูริกให้อ่านกันแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องอากาศหายใจกับโปตัสเซียมกันหน่อย  แปลกใจไหมที่เล่าว่ามันไปเกี่ยวอะไรกับอากาศหายใจอีกตัวแล้ว
ชวนให้นึกถึงเวลาเห็นการเผาต้นไม้ ใบหญ้ากันหน่อย เห็นแล้วบ่นเพราะรู้ว่ากระบวนการเผาไหม้ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นใช่ไหม บ่นเพราะห่วงว่าทำให้โลกร้อนขึ้นใช่ไหม  เชื่อหรือไม่ว่าโปตัสเซียมเกี่ยวข้องกับอากาศหายใจอีตรงการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์นี่แหละ
เอ๊ะใช่ไหมว่าโปตัสเซียมไปเกี่ยวยังไงกับคาร์บอนไดออกไซด์ได้  เกี่ยวตรงที่มันซ่อนตัวอยู่ในรูปของขี้เถ้าที่เราเห็นกันค่ะ  ขี้เถ้านี้จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากตัวเรื่อยๆเมื่อมีความร้อนรอบตัวของมันสูงขึ้น 
พระธรรมชาติคงจะรู้จักฤทธิ์ของมันดีจึงควบคุมปรากฏการณ์นี้โดยจมมันไว้ใต้น้ำที่ก้นทะเลหรือก้นทะเลสาบซึ่งเป็นที่เย็นไปซะเลย
ในธรรมชาติโปตัสเซียมจะไม่ก่อโทษเมื่อจมมันไว้ที่ก้นทะเล  ในร่างกายเราก็มีน้ำทะเลอยู่แล้วใช่ไหม  งั้นในร่างกายที่จะเจอโปตัสเซียมก็น่าจะเป็นส่วนที่จมอยู่ในน้ำทะเลด้วยใช่ไหม  ที่เล่าไว้ว่าน้ำเกลือแกงในร่างกายอยู่นอกเซลเป็นส่วนใหญ่ อยู่ในเซลเป็นส่วนน้อย ช่วยให้เดาว่าแหล่งที่จมโปตัสเซียมไว้ในร่างกายอยู่ที่ไหนได้นะคะ  ใช่แล้วค่ะ  ฉันกำลังจะบอกว่าโปตัสเซียมในร่างกายถูกจมไว้่ในเซลค่ะ
ที่ผ่านมาเวลาพูดกันถึงเรื่องโปตัสเซียมในทางการแพทย์ มักจะเป็นแง่มุมของการเติมจากอาหารหรือยาเข้าไปซะมากกว่า บันทึกนี้ยังไม่ขอพูดไปถึงเรื่องราวเดิมๆเหล่านี้นะคะ  แต่จะต่อในแง่มุมที่พ่อครูมาเล่าว่า &#8220;สังเกตตัวเอง ยังมีพลังความร้อนในร่างกายอยู่มาก จะพยายามพักผ่อน นอนมาก เดินรอบบ้าน&#8221; ว่าชวนให้นึกถึงเรื่องอะไรได้บ้างค่ะ
เคยเล่าแล้วว่ามีเรื่องของการเผาถ่าน 3 ชนิดในร่างกายเพื่อให้ได้พลังงานมาทำให้ร่างกายอบอุ่น ตรงนี้เองที่เกิดขี้เถ้าเป็นผลพวงค้างเติ่งอยู่ในร่างกายได้ไม่ว่าการเผาไหม้นั้นจะสมบูรณ์หรือไม่ มีขี้เถ้าและมีความร้อนอยู่ด้วยกันเห็นหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น นี่แหละคือกลไกที่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากตัวผู้คนและระบายออกมาทางลมหายใจสู่อากาศ
ในเมื่อความอบอุ่นที่เกิดขึ้นกับร่างกายกลายเป็นร้อนอย่างที่พ่อครูรู้สึก ก็แปลว่าขณะนี้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ภายในร่างกายของพ่อครููสูงอยู่มากมาย  และนี่คือเหตุที่ทำให้พ่อครูรู้สึกไม่สบายกับการหายใจอยู่นั่นแล้ว  ส่วนสาเหตุที่เป็นที่มาของความร้อนที่รู้สึกอยู่นั้นให้กลับไปดูที่สัดส่วนของถ่านชนิดต่างๆที่อาหารให้มาค่ะ  ขอฟันธงว่ายังกินอาหารมันหรือหวานที่เข้าเกลืออยู่เป็นประจำค่ะ
ตามๆดูสัดส่วนของอาหารที่พ่อครูกินอยู่ที่สวนป่านั้น ดูเหมือนจะหนักไปในเรื่องของความหวาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ระหว่างเขียนเล่าเรื่องรางจืด ก็มีเอ๊ะกับเรื่องเค็มที่ยังเล่าไม่หมด ในหัวก็มีอะไรแวบขึ้นมาเตือนให้ฉุกใจ ได้ยินเสียงเตือนว่า อย่าลืมดูแลตรงนี้ไปนะคุณหมอ  เรื่องเดียวกับที่อุ๊ยสร้อยมาอุทานไว้อย่างนี้ี &#8220;รู้แต่รู้ไม่หมดนี่อันตรายจริงๆนะคะ&#8221;</span></p>
<p><span id="more-307"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">แล้วก็ชั่งใจเหมือนกันว่าเล่าไปเล่าไปเรื่อยๆแบบสโลว์โมชั่นเพราะปั่นบันทึกไม่ทันอย่างนี้จะทำให้คนเข้ามาอ่านรู้สึกอย่างที่น้องฑูรเคยสะท้อนไว้หรือเปล่า &#8220;เนี่ยอ่านบันทึกของพี่หมอเจ๊แล้วไม่กล้ากินอะไรเลย&#8221;<br />
</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">เรื่องของอาหารมันมีอะไรของมันซ่อนลึกอยู่มากมาย ทั้งเรื่องที่รู้เผินๆ รู้แล้ววางไว้ รู้แล้วนำมาใช้ครึ่งๆกลางๆอยู่ แล้วยังมีว่าเมื่อผู้คนยิ่งรู้มาก ยิ่งทำให้ใช้<a title="ปฏิกิริยาป้องกันตัวเอง" href="http://lanpanya.com/seasonschange/archives/189">ปฏิกิริยาป้องกันตัวเอง</a>ที่หลากหลายเข้าไปอีกจนบานปลายเป็นโรคทำตัวเองก็มีมากมาย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">วันนี้จึงมาขอให้ท่านที่เข้ามาอ่านวิเคราะห์ปฏิกิริยาป้องกันตัวเองพร้อมไปกับการรู้ไว้แต่ขอให้ยังไม่ว่าก่อนนะคะ  ฟังหูไว้หู หน่วงตัวเองให้ช้าไว้ๆ เพื่อท่านจะได้ใช้ปฏิกิริยาป้องกันตัวเองให้เหมาะควรสร้างสุขภาพ ไม่สร้างโรคใหม่ให้เกิดขึ้นจากข้อมูลที่มีไม่พอ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">กลไกป้องกันตัวที่รู้แล้วว่าเลยแล้วสร้างโรคใหม่ก็มีตัวอย่างดังที่น้องหนิงได้ผูกโยงให้ข้อสังเกตเรื่อง<a title="อาการของคุณสามีเรื่องการกินผลไม้" href="http://lanpanya.com/nning/?p=62#more-62">อาการของคุณสามีเรื่องการกินผลไม้</a>แลกเปลี่ยนไว้เตือนใจกันแล้ว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เคยเล่าเรื่องการกินเกลือเกินกับการกินผลไม้และผักและทีเผลอของการได้เกลือเกินจากเครื่องดื่มรูปแบบต่างๆเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว ในตอนนั้นไม่คาดว่าจะต้องนำเรื่องระดับนาโนมาบอกเล่าเก้าสิบกันอย่างเช่นวันนี้เลยค่ะ ไหนๆแล้วก็ว่ากันต่อเรื่องธาตุที่ให้รสเค็มอีกตัวคือเจ้าโปตัสเซียมบ้างก็แล้วกัน เพื่อใช้ในการปรับเรื่องการกินให้เหมาะควรลงตัว</span></p>
<p><span style="color: #800000;">เคยเล่าเรื่อง<a title="อากาศหายใจกับกรดยูริก" href="http://lanpanya.com/jita/archives/296">อากาศหายใจกับกรดยูริก</a>ให้อ่านกันแล้ว วันนี้ขอเล่าเรื่องอากาศหายใจกับโปตัสเซียมกันหน่อย  แปลกใจไหมที่เล่าว่ามันไปเกี่ยวอะไรกับอากาศหายใจอีกตัวแล้ว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ชวนให้นึกถึงเวลาเห็นการเผาต้นไม้ ใบหญ้ากันหน่อย เห็นแล้วบ่นเพราะรู้ว่ากระบวนการเผาไหม้ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นใช่ไหม บ่นเพราะห่วงว่าทำให้โลกร้อนขึ้นใช่ไหม  เชื่อหรือไม่ว่าโปตัสเซียมเกี่ยวข้องกับอากาศหายใจอีตรงการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์นี่แหละ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">เอ๊ะใช่ไหมว่าโปตัสเซียมไปเกี่ยวยังไงกับคาร์บอนไดออกไซด์ได้  เกี่ยวตรงที่มันซ่อนตัวอยู่ในรูปของขี้เถ้าที่เราเห็นกันค่ะ  ขี้เถ้านี้จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากตัวเรื่อยๆเมื่อมีความร้อนรอบตัวของมันสูงขึ้น </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">พระธรรมชาติคงจะรู้จักฤทธิ์ของมันดีจึงควบคุมปรากฏการณ์นี้โดยจมมันไว้ใต้น้ำที่ก้นทะเลหรือก้นทะเลสาบซึ่งเป็นที่เย็นไปซะเลย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ในธรรมชาติโปตัสเซียมจะไม่ก่อโทษเมื่อจมมันไว้ที่ก้นทะเล  ในร่างกายเราก็มีน้ำทะเลอยู่แล้วใช่ไหม  งั้นในร่างกายที่จะเจอโปตัสเซียมก็น่าจะเป็นส่วนที่จมอยู่ในน้ำทะเลด้วยใช่ไหม  ที่เล่าไว้ว่าน้ำเกลือแกงในร่างกายอยู่นอกเซลเป็นส่วนใหญ่ อยู่ในเซลเป็นส่วนน้อย ช่วยให้เดาว่าแหล่งที่จมโปตัสเซียมไว้ในร่างกายอยู่ที่ไหนได้นะคะ  ใช่แล้วค่ะ  ฉันกำลังจะบอกว่าโปตัสเซียมในร่างกายถูกจมไว้่ในเซลค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ที่ผ่านมาเวลาพูดกันถึงเรื่องโปตัสเซียมในทางการแพทย์ มักจะเป็นแง่มุมของการเติมจากอาหารหรือยาเข้าไปซะมากกว่า บันทึกนี้ยังไม่ขอพูดไปถึงเรื่องราวเดิมๆเหล่านี้นะคะ  แต่จะต่อในแง่มุมที่พ่อครูมาเล่าว่า &#8220;สังเกตตัวเอง ยังมีพลังความร้อนในร่างกายอยู่มาก จะพยายามพักผ่อน นอนมาก เดินรอบบ้าน&#8221; ว่าชวนให้นึกถึงเรื่องอะไรได้บ้างค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">เคยเล่าแล้วว่ามีเรื่องของการเผาถ่าน 3 ชนิดในร่างกายเพื่อให้ได้พลังงานมาทำให้ร่างกายอบอุ่น ตรงนี้เองที่เกิดขี้เถ้าเป็นผลพวงค้างเติ่งอยู่ในร่างกายได้ไม่ว่าการเผาไหม้นั้นจะสมบูรณ์หรือไม่ มีขี้เถ้าและมีความร้อนอยู่ด้วยกันเห็นหรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น นี่แหละคือกลไกที่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากตัวผู้คนและระบายออกมาทางลมหายใจสู่อากาศ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">ในเมื่อความอบอุ่นที่เกิดขึ้นกับร่างกายกลายเป็นร้อนอย่างที่พ่อครูรู้สึก ก็แปลว่าขณะนี้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ภายในร่างกายของพ่อครููสูงอยู่มากมาย  และนี่คือเหตุที่ทำให้พ่อครูรู้สึกไม่สบายกับการหายใจอยู่นั่นแล้ว  ส่วนสาเหตุที่เป็นที่มาของความร้อนที่รู้สึกอยู่นั้นให้กลับไปดูที่สัดส่วนของถ่านชนิดต่างๆที่อาหารให้มาค่ะ  ขอฟันธงว่ายังกินอาหารมันหรือหวานที่เข้าเกลืออยู่เป็นประจำค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ตามๆดูสัดส่วนของอาหารที่พ่อครูกินอยู่ที่สวนป่านั้น ดูเหมือนจะหนักไปในเรื่องของความหวาน ความเค็มอยู่นะคะ อาหารนี้จะให้ขี้เถ้าออกมานะคะ การปรับลดสัดส่วนน้ำตาลทั้งในเครื่องดื่มและแหล่งอาหารที่ให้ถ่านกลูโคสได้ทั้งหมดลงโดยพลันทำอย่างไรได้บ้างนั้น ลองยืดหยุ่นจากหลักที่ธงโภชนาการแนะนำไว้้ค่ะ  ปรับได้แล้วจะดีกับเรื่องว่าที่เบาหวานและช่วยเรื่องการปล่อยเกลือโซเดียมออกจากร่างกายได้ด้วยค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ff0000;"><span style="color: #008000;">ที่ฟันธงว่ายังกินอาหารมันไปอยู่นั้นเพราะเหตุว่า</span><em><strong><span style="text-decoration: underline;">การเผาถ่านกรดไขมัน(ได้จากไขมันพืช-สัตว์) นั้นให้ความร้อนเป็น 4 เท่าของถ่านน้ำตาลกลูโคส(่ได้จากแป้ง-น้ำตาล-ข้าว) และถ่านกรดอะมิโนที่ได้จากโปรตีน (เนื้อสัตว์-ถั่ว-นม)</span></strong></em></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">ในวันไหนที่มีอาการร้อนอย่างที่บอกแล้วละก็ แนะนำให้พิเคราะห์ดูเมนูไข่ เมนูที่มีการใช้น้ำมัน และความเค็มของวัตถุดิบเป็นพิเศษหน่อยนะคะ แล้วปรับลดให้เหมาะกับอาการของตัวค่ะ </span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เพื่อให้ง่ายขอชี้ไปที่เมนูใส่เต้าเจี๊ยว เครื่องดื่มที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยวมากๆค่ะ ที่ขอให้ปรับลดเกลือ น้ำตาลด่วน!!!!!!!!!!!!!!!!</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #008000;">เรื่องใบย่านาง จะนำมาเขียนให้อ่านตามลำดับต่อๆไปก็แล้วกันค่ะ</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;"><span style="text-decoration: underline;">บันทึกอื่น</span></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">1. <a title="หวานลมปากกับอ้อยตาลหวานลิ้น และเค็มปากใช้อย่างไรจึงรู้กินพอดีหรือเปล่า" href="http://lanpanya.com/jita/archives/68">หวานลมปากกับอ้อยตาลหวานลิ้น และเค็มปากใช้อย่างไรจึงรู้กินพอดีหรือเปล่า</a></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">2. <a title="เปรี้ยวหวาน รสกลมกล่อม" href="http://lanpanya.com/jita/archives/83">เปรี้ยวหวาน รสกลมกล่อม</a></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">3. <a title="มาต่ออีกหน่อยเรื่อง เปรี้ยว หวาน เค็ม" href="http://lanpanya.com/jita/archives/74">มาต่ออีกหน่อยเรื่อง เปรี้ยว หวาน เค็ม</a></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">4. <a title="ไออุ่น ไอร้อน และการใช้เคล็ดลับ" href="http://lanpanya.com/jita/archives/125">ไออุ่น ไอร้อน และการใช้เคล็ดลับ</a></span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800080;">5. <a title="ปรับน้ำตาลให้เป็นกัลยาณมิตร" href="http://lanpanya.com/jita/archives/146">ปรับน้ำตาลให้เป็นกัลยาณมิตร</a></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/307/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
