<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>หมอเจ๊เล่าเรื่อง</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/jita/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/jita</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<pubDate>Sat, 18 Aug 2012 14:32:44 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ผักชนิดนี้&#8230;ช่วยให้ถ่ายสบาย&#8230;หลับง่าย</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/471</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/471#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Aug 2012 14:32:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=471</guid>
		<description><![CDATA[เดี๋ยวนี้ติดลมบน ฝึกตัวเองให้อยู่ห่างเครื่องคอมพิวเตอร์ซะบ้าง เปลี่ยนผ่านเวลาที่ว่างเว้นนี้เข้าไปเที่ยวหมู่บ้านบ่อยขึ้น เผื่อว่าแก่ตัวกว่านี้ สายตาจะฝ้าฟาง มิอาจมานั่งจ้องมองดูแสงสว่างจากจอคอมฯได้นาน
ครั้งล่าสุดก็ไปเห็นพืชชนิดหนึ่งขึ้นเต็มไปหมด ยอดชูไสวล้อหยาดน้ำค้าง ทีแรกนึกว่าเป็นพืชตระกูลถั่ว ด้วยว่าใบและความสูงของต้นที่เห็นขึ้นเป็นดงหนาตรงหน้าคล้ายต้นถั่วลิสง

ค้นไปค้นมาจึงรู้ว่ามันเป็นพืชไทยๆ ที่มากประโยชน์ ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เป็นยาไทยๆที่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคไตเสื่อม
ตรงที่เห็นมันขึ้นเป็นดงหนาเป็นผืนดินว่างริมทาง อยู่ร่วมกับหญ้า ที่ไหนมีหนาแน่น ที่นั้นไม่ใคร่มีหญ้า ไม่ได้เห็นดอกสีเหลืองของมัน ฝักสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีน้ำตาลแกมเขียวจึงไม่เห็นหน้าตาไปด้วย
ตอนไปเห็นนั้นฝนเยอะ มีคนบอกว่าเมล็ดมันทำให้เกิดการเพิ่มจำนวน  ส่วนที่ทำให้นอนหลับคือเมล็ดของมัน
ต้นใช้แก้ไข้ได้ ขับพยาธิได้  แก้ไอ แก้เสมหะได้ และแก้โรคที่วันนี้แทบจะไม่เจอแล้วในเมืองไทย คือ  คุดทะราด ได้
ทุกส่วนของมันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย

มันเป็นต้นไม้ที่มีหลายชื่อเหมือนกัน ชุมเห็ดไทย ชุมเห็ดควาย ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็ก ลับมึนน้อย พรมดาน หญ้าลึมกลืน
วิธีปรุงเป็นยา ก็ใช้วิธีกลั่นน้ำมาใช้คล้ายชงกาแฟ  คั่วเมล็ดให้เกรียมแล้วทำให้เป็นผง นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มหอมชุ่มชื่นปากคอ
ปริมาณที่นำมาคั่วเพื่อกลั่นเอาน้ำ อยู่ในสัดส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้งวดเหลือ 800 มิลลิลิตร แล้วกรองนำน้ำมาดื่ม 3 เวลาหลังอาหาร ตวงดื่มครั้งละแก้ว ( 200 มิลลิลิตร)
หรืออาจะทำเป็นชาชงดื่ม โดยใส่เมล็ดที่คั่วแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เดี๋ยวนี้ติดลมบน ฝึกตัวเองให้อยู่ห่างเครื่องคอมพิวเตอร์ซะบ้าง เปลี่ยนผ่านเวลาที่ว่างเว้นนี้เข้าไปเที่ยวหมู่บ้านบ่อยขึ้น เผื่อว่าแก่ตัวกว่านี้ สายตาจะฝ้าฟาง มิอาจมานั่งจ้องมองดูแสงสว่างจากจอคอมฯได้นาน</p>
<p>ครั้งล่าสุดก็ไปเห็นพืชชนิดหนึ่งขึ้นเต็มไปหมด ยอดชูไสวล้อหยาดน้ำค้าง ทีแรกนึกว่าเป็นพืชตระกูลถั่ว ด้วยว่าใบและความสูงของต้นที่เห็นขึ้นเป็นดงหนาตรงหน้าคล้ายต้นถั่วลิสง<br />
<span id="more-471"></span><br />
ค้นไปค้นมาจึงรู้ว่ามันเป็นพืชไทยๆ ที่มากประโยชน์ ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เป็นยาไทยๆที่ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคไตเสื่อม</p>
<p>ตรงที่เห็นมันขึ้นเป็นดงหนาเป็นผืนดินว่างริมทาง อยู่ร่วมกับหญ้า ที่ไหนมีหนาแน่น ที่นั้นไม่ใคร่มีหญ้า ไม่ได้เห็นดอกสีเหลืองของมัน ฝักสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน สีน้ำตาลแกมเขียวจึงไม่เห็นหน้าตาไปด้วย</p>
<p>ตอนไปเห็นนั้นฝนเยอะ มีคนบอกว่าเมล็ดมันทำให้เกิดการเพิ่มจำนวน  ส่วนที่ทำให้นอนหลับคือเมล็ดของมัน</p>
<p>ต้นใช้แก้ไข้ได้ ขับพยาธิได้  แก้ไอ แก้เสมหะได้ และแก้โรคที่วันนี้แทบจะไม่เจอแล้วในเมืองไทย คือ  คุดทะราด ได้</p>
<p>ทุกส่วนของมันมีฤทธิ์เป็นยาระบาย</p>
<p style="text-align: left;"><img title="ชุมเห็ดไทย" src="https://encrypted-tbn2.google.com/images?q=tbn:ANd9GcTt3xoC17nGdldnNpDXQZJQubKUTWhN6SpVr2VSsuqxW_iuJZxECA" alt="" width="259" height="194" /></p>
<p>มันเป็นต้นไม้ที่มีหลายชื่อเหมือนกัน ชุมเห็ดไทย ชุมเห็ดควาย ชุมเห็ดนา ชุมเห็ดเล็ก ลับมึนน้อย พรมดาน หญ้าลึมกลืน</p>
<p>วิธีปรุงเป็นยา ก็ใช้วิธีกลั่นน้ำมาใช้คล้ายชงกาแฟ  คั่วเมล็ดให้เกรียมแล้วทำให้เป็นผง นำมาชงกับน้ำร้อนดื่มหอมชุ่มชื่นปากคอ</p>
<p>ปริมาณที่นำมาคั่วเพื่อกลั่นเอาน้ำ อยู่ในสัดส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวให้งวดเหลือ 800 มิลลิลิตร แล้วกรองนำน้ำมาดื่ม 3 เวลาหลังอาหาร ตวงดื่มครั้งละแก้ว ( 200 มิลลิลิตร)</p>
<p>หรืออาจะทำเป็นชาชงดื่ม โดยใส่เมล็ดที่คั่วแล้ว 1 หยิบมือลงในกาน้ำชาขนาดประมาณครึ่งลิตร เติมน้ำร้อนให้เต็ม ดื่มวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร</p>
<p>หากจะดื่มมื้อเดียวก็ปรุงโดยใช้ส่วนใบหรือทุกส่วน 1 กำมือ 15- 3 กรัม เมล็ด 1 หยิบมือ 5- 10 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว กระวาน 2 ผล (เพื่อกลบรสเหม็นเขียว) และเกลือเล็กน้อย</p>
<p>มันมีสารเคมีที่น่าสนใจอยู่ในตัว เมล็ดมี anthraquinone, emodin chrysarobin, chrysophanic acid-9-anthrone, chrysophanol Rhein aloe-emodin</p>
<p>น้ำมันจากเมล็ด มี linoleic acid, oleic acid, palmitic acid, stearic acid</p>
<p>ใบ มี chrysophanic acid, emodin และ 1, 68, -trihydroxy-3 methl anthraquinone</p>
<p>เพิ่งรู้ว่ามีกาแฟสมุนไพรสูตรนี้ไว้ให้คอกาแฟที่อยากหยุดกาแฟด้วย  กาแฟสูตรนี้ช่วยแก้อาการปวดหัวไมเกรนได้ด้วย</p>
<p>ส่วนผสมก็มี เมล็ดชุมเห็ดไทย 100 กรัม/เมล็ดข้าวโพดแห้ง 50 กรัม/เม็ดมะขาม 20 เม็ด</p>
<p>คั่วเม็ดมะขามด้วยไฟอ่อนๆในกะทะตั้งไฟจนหอมและสุกดี เอาออกมาแกะเปลือกแล้วโขลกให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ</p>
<p>ใส่เมล็ดข้าวโพดกับชุมเห็ดไทยลงไปในกระทะคั่วรวมกันโดยใช้ไฟอ่อน ๆ ตลอดเวลา จนหอมและแห้งดี บดด้วยโม่ไฟฟ้าหรือโขลกให้พอแตกก็ได้  นำไปผสมกับเม็ดมะขามที่คั่วไว้แล้ว</p>
<p>เมื่อจะใช้ก็ตักมา 1 ช้อนโต๊ะ ต้มกับน้ำ 3 ถ้วย น้ำเดือดแล้วให้เคี่ยวต่ออีก 10 นาที นำมากรองเอากากออกแล้วดื่มแทนกาแฟ</p>
<p>ยอดอ่อนของผักชนิดนี้ใช้เป็นผักเหนาะได้ เด็ดใส่แกงส้ม แกงเหลืองปักษ์ใต้อร่อยดี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/471/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สารพิษตัวนี้อยู่ใกล้ตัวมากๆ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/469</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/469#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 16 Jul 2012 18:23:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=469</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ชวนชิมเมนูหน่อไม้ในงานมหกรรมชุมทางอาชีพที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอร์แลนด์ อ่านข่าวแล้วเสียววาบในใจ เพราะว่างานมหกรรมแบบนี้คนจะเยอะ เมนูเด่น เมนูดังจะเป็นเมนูฮอตฮิตติดลมเรียกลูกค้าดีนัก
เมนูเด็ดนี้เรียกแขกตรงที่เกริ่นนำว่า ใช้หน่อไม้พันธุ์ใหม่ๆดิบๆมาปรุงขึ้น  แต่หน่อไม้มีสารต้องห้ามที่ให้โทษถ้าไม่ปรุงให้ดี ลิ้นบอกรสชาติสารตัวนี้ไม่ได้ รู้อีกทีโน่นเลย มีอาการ สารนี้เป็นไกลโคไซม์ที่เคยไว้เล่าไปแล้ว ต้องห้ามตรงคุณสมบัติที่ธรรมชาติมอบพิษไว้ให้ป้องกันตัว
เจ้าสารต้องห้ามนี้เคยทำเรื่องไว้หลายรูปแบบให้คนเสียสุขภาพ ร้ายแรงถึงตายไปเลยก็มี จะไม่ให้เสียววาบแทนคนอยากชิมเมนูเด่นนี้ได้ยังไง  มีเรื่องน่าสนใจเหล่านี้อยู่ จึงเก็บมาเล่าสู่กันฟังค่ะ :
ปี ๒๕๔๘ มีเรื่องฮือฮาเกิดขึ้นว่าความนิยมบริโภคสัตว์น้ำ ทำให้มีคนคิดรวยลัดโรยยาเบื่อในทะเลสาปสงขลา เพื่อให้ได้สัตว์น้ำมาขายง่ายขึ้น มากขึ้น ถิ่นแดนที่เกิดเรื่องนี้มากอยู่ที่ ต.ปากรอ อ.ระโนด ต.แหลมโพธิ์ อ.หาดใหญ่ และ ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา การวางยาเบื่อก็ใช้วิธีล้อมอวนเป็นวงกลม ๒๐ เมตร แกว่งสารยาเบื่อลงไปราว ๑๐ นาที ปลาจะหนีตายมาติดอวน ได้ปลาก็นำมาล้างยาเบื่อออกทันที ปลาตัวไหนล้างช้า ยาเบื่อจะซึมเข้าในเนื้อทำให้เน่าเสีย  มียาเบื่อตกค้างทำให้เกิดภาวะน้ำทะเลมีพิษส่งผลต่อสัตว์น้ำวัยอ่อน เจ้ายาเบื่อตัวนี้ เรียกว่า &#8220;โซเดียมไซยาไนด์ NaCN&#8221;  เรื่องนี้แก้ได้แค่ไหนไม่รู้ความคืบหน้า
ปี ๒๕๔๙ สำนักงานมาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เจอว่าคนบริโภคหน่อไม้ต้มต่อคนต่อวัน เท่ากับ ๑๒๖.๖  กรัม
ปี ๒๕๕๐ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเดือนที่แล้วมีข่าวในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ <a title="ชวนชิมเมนูหน่อไม้" href="http://www.ryt9.com/s/prg/1421503">ชวนชิมเมนูหน่อไม้</a>ในงานมหกรรมชุมทางอาชีพที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอร์แลนด์ อ่านข่าวแล้วเสียววาบในใจ เพราะว่างานมหกรรมแบบนี้คนจะเยอะ เมนูเด่น เมนูดังจะเป็นเมนูฮอตฮิตติดลมเรียกลูกค้าดีนัก<span id="more-469"></span></p>
<p>เมนูเด็ดนี้เรียกแขกตรงที่เกริ่นนำว่า ใช้หน่อไม้พันธุ์ใหม่ๆดิบๆมาปรุงขึ้น  แต่หน่อไม้มีสารต้องห้ามที่ให้โทษถ้าไม่ปรุงให้ดี ลิ้นบอกรสชาติสารตัวนี้ไม่ได้ รู้อีกทีโน่นเลย มีอาการ สารนี้เป็น<a title="ไกลโคไซม์" href="http://lanpanya.com/jita/archives/462">ไกลโคไซม์</a>ที่เคยไว้เล่าไปแล้ว ต้องห้ามตรง<a title="คุณสมบัติที่ธรรมชาติมอบพิษไว้ให้" href="http://lanpanya.com/jita/archives/460">คุณสมบัติที่ธรรมชาติมอบพิษ</a>ไว้ให้ป้องกันตัว</p>
<p>เจ้าสารต้องห้ามนี้เคยทำเรื่องไว้หลายรูปแบบให้คนเสียสุขภาพ ร้ายแรงถึงตายไปเลยก็มี จะไม่ให้เสียววาบแทนคนอยากชิมเมนูเด่นนี้ได้ยังไง  มีเรื่องน่าสนใจเหล่านี้อยู่ จึงเก็บมาเล่าสู่กันฟังค่ะ :</p>
<p><span style="color: #008000;">ปี ๒๕๔๘</span> มีเรื่องฮือฮาเกิดขึ้นว่าความนิยมบริโภคสัตว์น้ำ ทำให้มีคนคิดรวยลัดโรยยาเบื่อในทะเลสาปสงขลา เพื่อให้ได้สัตว์น้ำมาขายง่ายขึ้น มากขึ้น ถิ่นแดนที่เกิดเรื่องนี้มากอยู่ที่ ต.ปากรอ อ.ระโนด ต.แหลมโพธิ์ อ.หาดใหญ่ และ ต.เกาะยอ อ.เมืองสงขลา การวางยาเบื่อก็ใช้วิธีล้อมอวนเป็นวงกลม ๒๐ เมตร แกว่งสารยาเบื่อลงไปราว ๑๐ นาที ปลาจะหนีตายมาติดอวน ได้ปลาก็นำมาล้างยาเบื่อออกทันที ปลาตัวไหนล้างช้า ยาเบื่อจะซึมเข้าในเนื้อทำให้เน่าเสีย  มียาเบื่อตกค้างทำให้เกิดภาวะน้ำทะเลมีพิษส่งผลต่อสัตว์น้ำวัยอ่อน เจ้ายาเบื่อตัวนี้ เรียกว่า &#8220;โซเดียมไซยาไนด์ NaCN&#8221;  เรื่องนี้แก้ได้แค่ไหนไม่รู้ความคืบหน้า</p>
<p><span style="color: #008000;">ปี ๒๕๔๙</span> สำนักงานมาตรฐานสินค้าการเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เจอว่าคนบริโภคหน่อไม้ต้มต่อคนต่อวัน เท่ากับ ๑๒๖.๖  กรัม</p>
<p><span style="color: #008000;">ปี ๒๕๕๐</span> สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สำรวจปริมาณไซยาไนด์ในหน่อไม้ตามท้องตลาด ๓ ชนิด ในช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน พบหน่อไม้สดมีไซยาไนด์ ๑๐๐ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หน่อไม้ต้มหรือหน่อไม้ปี๊บมี ๑๖.๙ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และหน่อไม้ดอง ๒๒ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม</p>
<p><span style="color: #008000;">ปี ๒๕๕๑ </span> มีเรื่องฮือฮาว่าเหมืองทองคำที่บ้านนาหนองบง ม.๓ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ มีชาวบ้านเดือดร้อน ๑๐๔ ราย  เจ็บป่วย ๖ ราย คนป่วยอายุอยู่ระหว่าง ๓๖-๕๑ ปี เป็นผู้หญิงทั้งหมด เหตุเกิดหลังเหมืองเปิดทำการไปแล้วเกือบ ๒ ปี  แหล่งน้ำนี้เป็นส่วนต้นๆน้ำของ ห้วยฮวยและห้วยผุก น้ำในห้วยมีสารไซยาไนด์และแมงกานีสค่อนข้างสูง วันนี้ดูเหมือนเรื่องนี้ยังไม่จบลง</p>
<p><span style="color: #008000;">ปี ๒๕๕๒</span> กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำรวจสารพิษในหน่อไม้ต้ม เจาะประเด็นไปที่สารไซยานิคไกลโคไซด์ พบว่าหน่อไม้ต้มและหน่อไม้ปี๊บตามท้องตลาดมีสารไซยาไนด์ตกค้าง เฉลี่ย ๑๙.๔ มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม  ใช้ข้อมูลจากปี ๒๕๔๙ เรื่องการบริโภคหน่อไม้ต้มมาคำนวณ พบว่าปริมาณไซยาไนด์ที่คนส่งลงท้องเฉลี่ยอยู่ที่ ๐.๐๔๑ กก.ต่อวัน คนไหนกินมากหน่อยก็ได้เข้าไปเฉลี่ย ๐.๐๙๒ มก.ต่อกก.ต่อวัน</p>
<p>ความปลอดภัยอยู่ตรงไหนสำหรับเชื้อสายคนเอเซีย ไม่ปรากฏค่าอ้างอิง พอมีค่าให้อ้างอิงจากอเมริกาและองค์การอนามัยโลกเท่านั้นเขาเรียกว่า ปริมาณที่ร่างกายพอรับได้ต่อวันกำหนด ( ADI- Acceptable Daily Intake) หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว ๑ กก.</p>
<p><span style="color: #800000; font-size: medium;"><strong>ค่าที่พอรับได้ของสารไซยาไนด์ กำหนดไว้ ไม่เกิน ๐.๐๕  มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน </strong></span></p>
<p>กลับไปดูข้อมูลภาพรวมของคนไทย ดูเหมือนจะปลอดภัยจากสารตัวนี้ แต่ถ้าเจาะลึกลงไปในกลุ่มที่บริโภคมากจะพบว่ารับเข้าร่างกายไปเกินกว่าที่ควรรับ ๑.๘  เท่า</p>
<p>เมื่อต้น<span style="color: #008000;">เดือนมกราคม ๒๕๕๕</span> มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีเด็ก ๔ ขวบเสียชีวิตหลังกินมันสำปะหลังทอดพร้อมเพื่อน เหตุเกิดที่จังหวัดราชบุรี เกิดอาการไม่ปกติตอนเย็น ก่อนเข้านอน พบเสียชีวิตตอนเช้า</p>
<p>สารไซยาไนด์เข้าร่างกายได้หลายทาง  เข้าไปมากอันตรายถึงตาย   เข้าไปน้อยไตกรองทิ้งปล่อยออกทางปัสสาวะได้  อันตรายเกิดจากสารนี้ไปแย่งที่เกาะของออกซิเจนที่เม็ดเลือดแดง ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน</p>
<p>วิธีลดสารตัวนี้ให้ลดลงในมันสำปะหลังเล่าไปแล้ว สำหรับหน่อไม้ มีำแนะนำให้ต้มด้วยอุณหภูมิน้ำเดือดอย่างน้อย ๑๐ นาที ก่อนนำไปเป็นเมนูบริโภครูปแบบอื่นๆ  <span style="font-size: medium;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ff0000;"><em><strong>จะเป็นหน่อไม้ขมหรือหวานหรือจืด ต้องต้มก่อนเสมอ </strong><br />
</em></span></span></span></p>
<p>การต้มด้วยความร้อนที่อุณหภูมิน้ำเดือดอย่างน้อย ๑๐ นาที สามารถช่วยลดระดับสารไซยาไนด์ได้ถึง ๙๐.๕ %  <span style="text-decoration: underline;"><em></em></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><em><span style="color: #008000; font-size: medium;">เพื่อความปลอดภัย เมนูที่ใช้หน่อไม้ทุกรูปแบบ (สด ต้ม ดอง แห้ง) อย่าลืมต้มเดือดอย่างน้อย ๑๐ นาที และอย่าใช้น้ำต้มปรุงอาหารต่อค่ะ</span></em></span></p>
<p>๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/469/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เขาว่าต้นนี้ฤทธิ์แก้ปวดแรง</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/467</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/467#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jul 2012 17:53:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความเป็นชุมชน]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[พืชพื้นบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[พืชอาหาร]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=467</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงไหนที่ไม่ได้เดินทางออกไปซ่า หมกตัวอยู่แต่ในบ้านจะรู้สึกพิกล  วันไหนเบื่อเดินหลังบ้านก็จะพาตัวออกไปเที่ยวหมู่บ้าน ในวันหนึ่งไปเหยียบนากุ้งร้างที่เคยเยือนก็เห็นพืชต้นเล็กๆ ดอกสีม่วงอยู่ประปรายริมทางเดิน ไม่ได้คิดว่ามันจะมีคุณสมบัติพิเศษที่น่าสนใจ แต่พอทำความรู้จักมัน  อ้าว มีอะไรน่าสนใจอยู่มาก จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง
ใบของมันเป็นหยักๆคล้ายต้นสาบเสือ ลำต้นของมันมีขนบางๆ ใบก็มีขนบางๆ ขนต้องโคลสอัพจึงจะเห็น ขนาดต้นเล็กและเตี้ยเรี่ยดิน เล็กกว่าสาบเสือหลายเท่า   ดอกสีม่วงของมันเป็นกระจุก รองดอกเป็นตุ้มสีเขียว  รูปข้างล่างได้มาจากในเน็ต
เห็นแล้ว คุ้นตา มองเลยคุณค่ามันไป  มันเป็นพืชคลุมดินได้ด้วย ดูเหมือนจะเป็นพืชตระกูลเดียวกับทานตะวัน มันข่มการเติบโตของหญ้าบางชนิดได้ ฟังว่าเป็นหญ้านกสีชมพู หญ้ารังนก

ที่ทึ่งก็คือ มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่ามันมีฤทธิ์ทางยา  ชาวเขาเผ่าอีก้อ มูเซอ แม้ว จีนฮ่อ ใช้เป็นยากันมานาน
รากและใบ มีฤทธิ์แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ โรคกระเพาะอาหาร  แก้ไข้ ปวดศีรษะ  ตำพอกห้ามเลือดได้  แก้อักเสบจากพิษสัตว์ได้ (งู ตะขาบ แมลงป่อง)
ต้มทั้งต้นนำน้ำมาดื่ม ลดไข้ ขับประจำเดือน ขับลม ขับเสมหะ แก้บิดได้
น้ำคั้นจากใบ ช่วยแก้อาเจียน ตำพอกแก้คันได้
สารสกัดจากต้น รากและใบ จะสกัดแบบต้มน้ำหรือใช้แอลกอฮอล์ ลองใช้กับสัตว์แล้วให้ผลแรงพอๆกับมอร์ฟีน ตรงนี้น่าสนใจเรื่องการวิจัยฤทธิ์ทางยาต่อสำหรับคน
ฤทธิ์ทางยาของมันมีตำรับระุบุไว้อย่างนี้  :
แก้อักเสบบวม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงไหนที่ไม่ได้เดินทางออกไปซ่า หมกตัวอยู่แต่ในบ้านจะรู้สึกพิกล  วันไหนเบื่อเดินหลังบ้านก็จะพาตัวออกไปเที่ยวหมู่บ้าน ในวันหนึ่งไปเหยียบนากุ้งร้างที่เคยเยือนก็เห็นพืชต้นเล็กๆ ดอกสีม่วงอยู่ประปรายริมทางเดิน ไม่ได้คิดว่ามันจะมีคุณสมบัติพิเศษที่น่าสนใจ แต่พอทำความรู้จักมัน  อ้าว มีอะไรน่าสนใจอยู่มาก จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง<span id="more-467"></span></p>
<p>ใบของมันเป็นหยักๆคล้ายต้นสาบเสือ ลำต้นของมันมีขนบางๆ ใบก็มีขนบางๆ ขนต้องโคลสอัพจึงจะเห็น ขนาดต้นเล็กและเตี้ยเรี่ยดิน เล็กกว่าสาบเสือหลายเท่า   ดอกสีม่วงของมันเป็นกระจุก รองดอกเป็นตุ้มสีเขียว  รูปข้างล่างได้มาจากในเน็ต</p>
<p>เห็นแล้ว คุ้นตา มองเลยคุณค่ามันไป  มันเป็นพืชคลุมดินได้ด้วย ดูเหมือนจะเป็นพืชตระกูลเดียวกับทานตะวัน มันข่มการเติบโตของหญ้าบางชนิดได้ ฟังว่าเป็นหญ้านกสีชมพู หญ้ารังนก</p>
<p><img title="สาบแร้งสาบกา" src="http://t2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQa6nicwAK_MA6D6JvM1SZu3t1YCRlvwLhqNghdA7YMIlfMjbkXHw" alt="" width="245" height="206" /></p>
<p>ที่ทึ่งก็คือ <a title="งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่" href="http://www.scisoc.or.th/stt/35/sec_i/paper/STT35_I_I0025.pdf">มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่</a> พบว่ามันมีฤทธิ์ทางยา  ชาวเขาเผ่าอีก้อ มูเซอ แม้ว จีนฮ่อ ใช้เป็นยากันมานาน</p>
<p>รากและใบ มีฤทธิ์แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย อาหารเป็นพิษ โรคกระเพาะอาหาร  แก้ไข้ ปวดศีรษะ  ตำพอกห้ามเลือดได้  แก้อักเสบจากพิษสัตว์ได้ (งู ตะขาบ แมลงป่อง)</p>
<p>ต้มทั้งต้นนำน้ำมาดื่ม ลดไข้ ขับประจำเดือน ขับลม ขับเสมหะ แก้บิดได้</p>
<p>น้ำคั้นจากใบ ช่วยแก้อาเจียน ตำพอกแก้คันได้</p>
<p>สารสกัดจากต้น รากและใบ จะสกัดแบบต้มน้ำหรือใช้แอลกอฮอล์ ลองใช้กับสัตว์แล้วให้ผลแรงพอๆกับมอร์ฟีน ตรงนี้น่าสนใจเรื่องการวิจัยฤทธิ์ทางยาต่อสำหรับคน</p>
<p>ฤทธิ์ทางยาของมันมีตำรับระุบุไว้อย่างนี้  :</p>
<p>แก้อักเสบบวม - ให้นำใบสดและยอดที่ล้างสะอาด ผสมกับเกลือและข้าวหมัก ตำให้เข้ากันแล้วพอกบริเวณที่เป็น</p>
<p>แก้ไข้หวัด คออักเสบ - ใช้ใบสดล้างสะอาดต้มน้ำกิน สำหรับไข้หวัด ปริมาณที่ใช้ 60 กรัม สำหรับคออักเสบ ใช้ 30-60 กรัม ไม่ต้ม แต่ให้คั้นน้ำมาผสมน้ำตาลกรวด ดื่ม 3 ครั้ง ( น้ำของมันมีรสขม )</p>
<p>แก้แผลเรื้อรังมีหนอง ฝี - ใช้ใบสดผสมกับน้ำตาลทรายแดงเล็กน้อยตำพอก  แก้ปวดกระดูก ปวดข้อ ใช้ใบสดตำพอกได้เลย  แก้แผลฟกช้ำ มีเลือดออก ใช้ยอดและใบตำพอก</p>
<p>แก้ตาปลาอักเสบ ปากเป็นแผล - ใช้ใบสด 120 กรัมกับกากเมล็ดชา 15 กรัม ผสมกันแล้วตำพอก</p>
<p>แก้หูชั้นกลางอักเสบ - ใช้ยอดสดคั้นเอาแต่น้ำแล้วหยอด</p>
<p>ฤทธิ์แก้อักเสบ มีคำอธิบายทางเภสัชวิทยาว่า สารที่สกัดจากต้นมีฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตของเชื้อ Staphylococcus Aureus</p>
<p>สารเคมีที่พบเป็นพวกน้ำมันระเหย โปแตสเซียมคลอไรด์ กรดอินทรีย์ กรดอมิโน อัลคาลอยด์ ฟลาโวนอยด์ coumarin, B-sitosterol, friedelin และ stigmasterol</p>
<p>มีชาวบ้านนำไปใช้ต้มดื่มรักษาโรคเบาหวาน เรื่องนี้เป็นความเชื่อหรือความจริง ต้องรอการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกที</p>
<p>เจ้าต้นนี้ปลูกไว้ใกล้ๆกรงไก่ ช่วยไล่ไรไก่ให้ด้วย  ปลูกแขวนในโรงเพาะเห็ดช่วยไล่แมลงได้ ปลูกใกลต้นพริกไม่ดี เพราะจะนำแมงหวี่ขาวมาใกล้</p>
<p>ชื่อของมันไม่น่าเข้าใกล้เลย ไม่รู้ว่าใครตั้งชื่อให้ว่า &#8220;ต้นสาบแร้งสาบกา&#8221;  คนจีนฮ่อ เรียกมันว่า &#8220;หงชิงเช่า&#8221; ถิ่นของมันจริงๆ อยู่ไกลถึงอเมริกาใต้โน่น มันมาอยู่เมืองไทยยังไง น่าสนใจนะค่ะ  ที่ตรงไหนมีกระทกรก ที่ตรงนั้นก็มักจะพบมันด้วย</p>
<p>มีเด็กนักเรียนรวบรวมภูมิปัญญาไทยมาเล่าไว้ว่า  มันเป็นส่วนผสมหนึ่งของเครื่องหอมอบผ้า ตรงนี้น่าสนใจดี  รายละเอียดส่วนผสมมีอะไรอยู่ตามไป<a title="อ่านที่นี่ได้เลย" href="http://library.ra.mahidol.ac.th/healthinfo/?p=38">อ่านที่นี่ได้เลย</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/467/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไข่&#8230;ยา&#8230;ไข่เน่า</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/466</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/466#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 10 Jul 2012 14:41:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[ความดันโลหิตสูง]]></category>

		<category><![CDATA[ความเป็นชุมชน]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=466</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อต้นเดือนนี้ มีข่าวฮือฮาเกี่ยวกับไข่ๆในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องคิดนอกกรอบของเจ้ากระทรวงฯที่ชวนชาวบ้านให้หันมาดูแลตัวเองเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับหนึ่งในปัจจัย ๔  ข่าวที่ว่านี้คือเรื่องของการให้งบประมาณมาซื้อไข่แจกชาวบ้าน โดยมีข้อแม้ว่าให้นำยาเก่าที่ค้างในบ้านมาแลก เวลาที่ให้เริ่มงานกำหนดช่วงระหว่าง ๒-๖ กรกฎาคม และติดตามผลในวันที่ ๙ ก.ค.
การติดตามพบว่า ๓ อันดับแรกของยายอดฮิตที่อยู่ในครัวเรือนเป็นยารักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และยาลดไขมันในเลือดคิดราคาเทียบเป็นเงินแล้ว เหมือนประชาชนคืนเงินให้รัฐมาไม่ต่ำกว่า ๔๐ ล้านบาท นี่ไม่นับราคายาตัวอื่นๆอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดลดไข้ และอื่นๆอีก ๑๗ ล้านบาท
ยาทั้งหมดนี้ไม่ได้เอามาใช้ต่อหรอก จะนำไปเผาทิ้งที่โรงงานแถบอยุธยา อุแม่เจ้า รวมๆแล้วราคาเงินที่หายไปกลายเป็นยาเก่าๆยอดนี้นำมารวมกัน สร้างเครื่องมือแพทย์ช่วยคนได้หลายชิ้นเลย เสียดายเงินที่เผาทิ้งจริงๆ
งานนี้ยังมีต่อ ขยายผลดำเนินการในกทม.และภูมิภาคระหว่างวันที่ ๒๓-๒๖ กค.นี้ต่อไป ให้งบจังหวัดละแสนบาท โครงการนี้เมื่อแล้วเสร็จ ก็จะรู้กันว่า ประชาชีชาวไทยใช้ยาเปลืองกับยาอะไร เปลี่ยนเงินสดเป็นเงินกงเต๊กไปเท่าไรต่อครัวเรือน
วันนี้ก็ได้ข่าวของเด็กจำนวนเกินร้อยท้องเสียเฉียบพลันในโรงเรียนที่เชียงใหม่ เกิดภายหลังกินไข่ จำได้ว่าเคยเขียนเล่าเรื่องสิ่งมีชีวิตก่อโรคทางเดินอาหารไว้ แต่ไม่ได้เล่าว่าจะดูแลตัวเองได้ยังไงให้ไม่เผลอหยิบเชื้อพวกนี้เข้าปาก  ข่าวนี้ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ถ้าพอมีความรู้พอให้ใช้ตรวจไข่ก็พอจะพาตัวหลีกห่างโรคที่เกิดจากไข่ได้พอสมควร
ที่จริงไข่ที่ก่อปัญหาโรคทางเดินอาหาร จะมีคุณสมบัติหลัก ๓ อย่าง หนึ่งคือ อายุเกินกิน อีกหนึ่ง คือ สะอาดไม่พอ สุดท้ายคือ ความร้อนในการปรุงไม่พอฆ่าเชื้อโรค
จะรู้ว่าไข่อายุเกินกินหรือเปล่า แม่ครัวเขาใช้หลักดูการลอยน้ำ ลองเอาไข่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อต้นเดือนนี้ มีข่าวฮือฮาเกี่ยวกับไข่ๆในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องคิดนอกกรอบของเจ้ากระทรวงฯที่ชวนชาวบ้านให้หันมาดูแลตัวเองเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับหนึ่งในปัจจัย ๔  ข่าวที่ว่านี้คือเรื่องของการให้งบประมาณมาซื้อไข่แจกชาวบ้าน โดยมีข้อแม้ว่าให้นำยาเก่าที่ค้างในบ้านมาแลก เวลาที่ให้เริ่มงานกำหนดช่วงระหว่าง ๒-๖ กรกฎาคม และติดตามผลในวันที่ ๙ ก.ค.<span id="more-466"></span></p>
<p>การติดตามพบว่า ๓ อันดับแรกของยายอดฮิตที่อยู่ในครัวเรือนเป็นยารักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และยาลดไขมันในเลือดคิดราคาเทียบเป็นเงินแล้ว เหมือนประชาชนคืนเงินให้รัฐมาไม่ต่ำกว่า ๔๐ ล้านบาท นี่ไม่นับราคายาตัวอื่นๆอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวดลดไข้ และอื่นๆอีก ๑๗ ล้านบาท</p>
<p>ยาทั้งหมดนี้ไม่ได้เอามาใช้ต่อหรอก จะนำไปเผาทิ้งที่โรงงานแถบอยุธยา อุแม่เจ้า รวมๆแล้วราคาเงินที่หายไปกลายเป็นยาเก่าๆยอดนี้นำมารวมกัน สร้างเครื่องมือแพทย์ช่วยคนได้หลายชิ้นเลย เสียดายเงินที่เผาทิ้งจริงๆ</p>
<p>งานนี้ยังมีต่อ ขยายผลดำเนินการในกทม.และภูมิภาคระหว่างวันที่ ๒๓-๒๖ กค.นี้ต่อไป ให้งบจังหวัดละแสนบาท โครงการนี้เมื่อแล้วเสร็จ ก็จะรู้กันว่า ประชาชีชาวไทยใช้ยาเปลืองกับยาอะไร เปลี่ยนเงินสดเป็นเงินกงเต๊กไปเท่าไรต่อครัวเรือน</p>
<p>วันนี้ก็ได้<a title="ข่าวของเด็กเกินร้อยท้องเสีย" href="http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9550000084620">ข่าวของเด็กจำนวนเกินร้อยท้องเสียเฉียบพลัน</a>ในโรงเรียนที่เชียงใหม่ เกิดภายหลังกินไข่ จำได้ว่าเคยเขียนเล่าเรื่อง<a title="สิ่งมีชีวิตก่อโรคทางเดินอาหาร" href="http://lanpanya.com/jita/archives/401">สิ่งมีชีวิตก่อโรคทางเดินอาหารไ</a>ว้ แต่ไม่ได้เล่าว่าจะดูแลตัวเองได้ยังไงให้ไม่เผลอหยิบเชื้อพวกนี้เข้าปาก  ข่าวนี้ทำให้นึกขึ้นได้ว่า ถ้าพอมีความรู้พอให้ใช้ตรวจไข่ก็พอจะพาตัวหลีกห่างโรคที่เกิดจากไข่ได้พอสมควร</p>
<p>ที่จริงไข่ที่ก่อปัญหาโรคทางเดินอาหาร จะมีคุณสมบัติหลัก ๓ อย่าง หนึ่งคือ อายุเกินกิน อีกหนึ่ง คือ สะอาดไม่พอ สุดท้ายคือ ความร้อนในการปรุงไม่พอฆ่าเชื้อโรค</p>
<p>จะรู้ว่าไข่อายุเกินกินหรือเปล่า แม่ครัวเขาใช้หลักดูการลอยน้ำ ลองเอาไข่ ๓ ใบลอยน้ำในถ้วยก้นลึก จะพบปรากฏการณ์ ๔ แบบ หนึ่งจมนอนก้น สองเอียงตัว สามตั้งตรง สี่ลอยน้ำ  เรียงลำดับอายุไข่ที่ลอยน้ำแล้วพบ ๔ แบบนี้ บอกได้เลยว่าแบบที่สามและสี่อายุอาจจะเกินกิน อายุนับแต่ออกจากท้องแม่เกิน ๑๐ วันแล้ว มีโอกาสจู๊ดๆได้หากปรุงไม่ดีหรืออาจจะเป็นไข่เน่า</p>
<p>ไข่อายุเอ๊าะที่สุด ใหม่สดหอมอร่อยปาก เป็นไข่ที่จมนอนก้น อายุมากขึ้นอีกหน่อยคือไข่ที่เอียงตัว อายุของมันอยู่ราว ๓-๔ วันหลังออกจากท้องแม่</p>
<p>ความสะอาดไม่พอของไข่ พินิจเปลือกไข่ดู มีรอยเปื้อนให้ระวังจู๊ดๆไว้หน่อย รอยเปื้อนสำคัญๆก็เป็นขี้ไก่ นี่แหละตัวนำโรคชั้นดี</p>
<p>เปลือกผิวที่มีจุดเทาๆด่างๆหรือมีจุดดำ เป็นไข่ที่ชวนสงสัยเรื่องความหมดอายุ</p>
<p>กรณีนำไข่ไปลอยน้ำเพื่อหาอายุไข่ แนะนำว่าให้ทำตอนที่จะนำมาปรุงกิน ไข่ที่โดนน้ำแล้วนำเก็บ เป็นไข่ที่สามารถก่อโรค โดยเฉพาะเปียกเพราะล้าง การล้างทำลายสารหุ้มเปลือกที่ธรรมชาติเคลือบไว้กันซึมเพื่อป้องกันเนื้อไข่ภายในเปลือกจากสิ่งแปลกปลอม</p>
<p>ถ้าจำเป็นต้องล้างเพื่อเก็บ มีวิธีช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากสารหุ้มเปลือกผิวหลุดไปกับน้ำได้ ด้วยการเคลือบเนย หรือน้ำมันหรือพาราฟินไว้  วิธีนี้ไประกันการเสียของไข่หลังล้างได้มากน้อยแค่ไหน ยังไม่มีคำตอบชัดๆ รู้แต่ว่าเก็บไข่ได้นานขึ้น</p>
<p>การดูเปลือกไข่ พอบอกได้ว่า ใหม่สด สะอาด หรือไม่ ไข่ที่มีเปลือกนวล มีผงคล้ายๆแป้งติดผิว หรือมีผิวไม่ลื่น จับแล้วรู้สึกสากมือ มีอายุน้อยกว่าไข่ผิวลื่น จะเป็นไข่ดี ไข่เสียก็ให้ดูีสีเปลือกอย่างที่เล่าไว้แล้ว</p>
<p>อีกวิธีหนึ่งที่ใช้ตรวจสอบอายุไข่ คือ การจับไข่เขย่า ไข่ใบไหน เขย่าแล้วรู้สึกว่าข้างในขลุกขลิก ไข่ใบนั้นมีอายุนานแล้ว อาจจะเป็นไข่เน่าได้</p>
<p>วิธีส่องไข่ด้วยแสงก็พอจะช่วยให้ดูอายุไข่ได้ ยกไข่ขึ้นหาแหล่งแสง ดูเงาทึบในไข่ ใบไหนมีร่องรอยของช่องอากาศในไข่มาก ไข่ใบนั้นอายุมากแล้ว</p>
<p>ใช้แดดตรวจดูได้ด้วย ส่องไข่กับแดด ดูสีแดงที่กระจายตัว ใบไหนสีแดงเป็นสีคล้ำๆ ไข่ใบนั้นอายุนานแล้ว</p>
<p>การชั่งน้ำหนักก็ช่วยแยกอายุไข่ได้ ไข่ที่หนักกว่าเป็นไข่ที่มีอายุสดใหม่กว่า</p>
<p>เรื่องที่เล่าไว้ข้างบน ใช้ได้เมื่อไข่ยังเป็นไข่ดิบ ส่วนถ้าเป็นไข่สุกแล้ว มีวิธีช่วยให้พอตรวจสอบได้ว่าไข่ใบนั้นปรุงสุกแค่ไหน ด้วยการปั่นไข่ให้หมุนบนพื้นเหมือนปั่นเหรียญ  ไข่ใบไหนที่หมุนเร็วกว่าเป็นไข่ที่สุกกว่า ไข่ใบไหนที่หมุนช้าที่สุดเป็นไข่ดิบที่สุด</p>
<p>วิธีสำรวจดูภายนอกของไข่สุกพอจะใช้การดูสีคล้ำๆจุดด่างๆเทาๆดำๆของเปลือกดูว่าดีหรือเสียได้</p>
<p>สุดท้ายก็คงเป็นเรื่องของการดมกลิ่น ใบไหนปอกแล้วมีกลิ่น ไข่ขาว ไข่แดงมีสีแปลกๆ ไข่ใบนั้นน่าจะเสีย</p>
<p>ไข่ปั่นกลิ้งยังไง<a title="ตามไปดู" href="http://teen.mthai.com/lifesgood/cool/368.html">ตามไปดู</a>ได้ค่ะ</p>
<p>๙ กค. ๒๕๕๕</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/466/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ต้นไม้แห่งความหลัง</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/464</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/464#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 04 Jun 2012 02:02:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความเป็นชุมชน]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[พืชพื้นบ้าน]]></category>

		<category><![CDATA[สารเคมี]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=464</guid>
		<description><![CDATA[แต่ก่อนเมื่อยังเป็นเด็ก ต้นไม้นี้มีอยู่ให้หักเล่นทั่วไปรอบตัว วันนี้เดินท่อมๆหาไปไกลเป็นกิโล ก็หาไม่มีสักต้น หายไปไหนหมดแล้ว

กลิ่นของมันเหม็นเขียว ใบของมันมีขนนุ่มนิ่ม ยอดใบสีน้ำตาลอ่อน แผ่ใบแอ่นรับแดด  ต้นแก่เวลาหักมีความแข็ง บางครั้งแรงเด็กหักไม่ขาด  ก้านต้นมีรูโปร่งๆ มีเส้นใย
มีฤทธิ์ที่น่าสะดุดใจ เวลามีแผลเลือดซึม เด็ดใบมาขยี้ให้ช้ำโปะบนแผล เดี๋ยวๆเลือดที่ซึมหยุดไปเลย
ดอกของมันมีสีขาวหรือขาวแกมม่วงหรือม่วงอ่อนๆ กลีบดอกเป็นฝอย ทรงดอกคล้ายดอกดาวเรือง แต่ขนาดจิ๋วกว่ามากมาย  ดอกดกในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง

ต้นสูงเลยหัวเด็ก ไม่คยเห็นว่าเกินเมตร เพิ่งรู้ว่าแต่ละส่วนของมันมีสรรพคุณทางยาด้วย ใบมีสารเคมีสำคัญ กรดอะนิสิก ไอโซซากูรานิติน โอโดราติน ยูพาทอล คูมาริน พีนีน เนบโธควิโนน ลิโมนีน ลูพิออล ฟาโวน คาไดอิรแคมเฟอร์
สารสำคัญเหล่านี้ไปออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดหดตัว กระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น ทำให้ห้ามเลือดได้มิน่าจึงใช้เป็นยารักษาแผลสด สมานแผล ถอนพิษได้
ดอกแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ได้ ต้นดูดหนอง แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อได้
ยอดอ่อนๆของใบสาบเสือ ลวกจิ้มส้มตำหรือน้ำพริกรับประทานแบบผักสวนครัวได้
มันมีความน่าสนใจอีกอย่าง คือ ใบใช้จัดการปลวกได้ ต้น-ใบแช่น้ำเน่าไว้ 2-3 สัปดาห์น้ำจะใสขึ้นๆ ดอกใช้เลี้ยงผึ้งเพื่อผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์ได้
สารเคมีที่มีในตัวมัน สามารถไล่เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้งได้
ใบ-ต้น ตากลมให้แห้ง บดเป็นผง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แต่ก่อนเมื่อยังเป็นเด็ก ต้นไม้นี้มีอยู่ให้หักเล่นทั่วไปรอบตัว วันนี้เดินท่อมๆหาไปไกลเป็นกิโล ก็หาไม่มีสักต้น หายไปไหนหมดแล้ว<span id="more-464"></span></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/f/f6/Communist_green.jpg/250px-Communist_green.jpg" border="0" alt="ดด" width="216" height="278" /></p>
<p>กลิ่นของมันเหม็นเขียว ใบของมันมีขนนุ่มนิ่ม ยอดใบสีน้ำตาลอ่อน แผ่ใบแอ่นรับแดด  ต้นแก่เวลาหักมีความแข็ง บางครั้งแรงเด็กหักไม่ขาด  ก้านต้นมีรูโปร่งๆ มีเส้นใย</p>
<p>มีฤทธิ์ที่น่าสะดุดใจ เวลามีแผลเลือดซึม เด็ดใบมาขยี้ให้ช้ำโปะบนแผล เดี๋ยวๆเลือดที่ซึมหยุดไปเลย</p>
<p>ดอกของมันมีสีขาวหรือขาวแกมม่วงหรือม่วงอ่อนๆ กลีบดอกเป็นฝอย ทรงดอกคล้ายดอกดาวเรือง แต่ขนาดจิ๋วกว่ามากมาย  ดอกดกในช่วงที่มีอากาศแห้งแล้ง</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="http://www.bloggang.com/data/nulaw-08/picture/1291732117.jpg" border="0" alt="ดอกสาบเสือ" width="265" height="249" /></p>
<p style="text-align: left;">ต้นสูงเลยหัวเด็ก ไม่คยเห็นว่าเกินเมตร เพิ่งรู้ว่าแต่ละส่วนของมันมีสรรพคุณทางยาด้วย ใบมีสารเคมีสำคัญ กรดอะนิสิก ไอโซซากูรานิติน โอโดราติน ยูพาทอล คูมาริน พีนีน เนบโธควิโนน ลิโมนีน ลูพิออล ฟาโวน คาไดอิรแคมเฟอร์</p>
<p>สารสำคัญเหล่านี้ไปออกฤทธิ์ที่ผนังเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดหดตัว กระตุ้นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้น ทำให้ห้ามเลือดได้มิน่าจึงใช้เป็นยารักษาแผลสด สมานแผล ถอนพิษได้</p>
<p>ดอกแก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ได้ ต้นดูดหนอง แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อได้</p>
<p>ยอดอ่อนๆของใบสาบเสือ ลวกจิ้มส้มตำหรือน้ำพริกรับประทานแบบผักสวนครัวได้</p>
<p>มันมีความน่าสนใจอีกอย่าง คือ ใบใช้จัดการปลวกได้ ต้น-ใบแช่น้ำเน่าไว้ 2-3 สัปดาห์น้ำจะใสขึ้นๆ ดอกใช้เลี้ยงผึ้งเพื่อผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์ได้</p>
<p>สารเคมีที่มีในตัวมัน สามารถไล่เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้งได้</p>
<p>ใบ-ต้น ตากลมให้แห้ง บดเป็นผง 400 กรัมต่อน้ำ 3 ลิตร กวนทิ้งไว้ข้ามคืน กรองเอาน้ำมาฉีดพ่นทุก 7 วัน ไล่แมลงได้ ใช้ใบอย่างเดียวให้เพิ่มน้ำเป็น 8 ลิตร</p>
<p>ใบ 500 กรัมหมักเหล้าขาว 1 ลิตรทิ้งข้ามคืน ไล่หนอนใยผักได้ ป้องกันเชื้อราได้</p>
<p>ใบด 10 กรัมผสมใบแห้ง 30 กรัม บดละเอียดคลุกเมล็ดพันธุ์ถ่ว 100 กรัม ป้องกันแมลง ด้วง เจาะ และป้องกันเชื้อราได้</p>
<p>มีคนบอกมาว่ามันชื่อ &#8220;สาบเสือ&#8221;  มีต้นกำเนิดมาไกลเชียว จากอเมริกากลางโน่น เป็นต้นไม้ที่บอกความแห้งแล้งของอากาศ การออกดอกของมันนั่นแหละใช่เลยที่ใช้บอก</p>
<p>คนโบราณเขาใช้ประโยชน์มันหลบเสือ เขาว่าเข้าไปหลบแล้วเสือไม่ได้กลิ่นคน แสดงว่ากลิ่นของดอกมันเหม็นขนาดกลบกลิ่นคนได้เชียวนะนี่</p>
<p><strong> </strong></p>
<p><strong></strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/464/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักสาร &#8220;ไกลโคไซด์&#8221;</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/462</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/462#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 May 2012 14:47:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=462</guid>
		<description><![CDATA[กลัยโคไซด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจาก aglycone (หรือ genin)  จับกับส่วนที่เป็นน้ำตาล (glycone part) ละลายน้ำได้ดี  แบ่งเป็นกลุ่มตามสูตรโครงสร้างของ aglycone

กลุ่มแรก   มีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิต (Cardiac Glycosides) เช่น ใบยี่โถ รำเพย บานบุรีเหลือง ชวนชม
กลุ่มที่ 2   มีฤทธิฺเป็นยาระบาย ยาฆ่าเชื้อ และสีย้อมผ้า (Antraquinone Glycosides)  เช่น ใบมะขามแขก ใบขี้เหล็ก ใบชุมเห็ดเทศ ใบว่านหางจระเข้ ฝักคูน
กลุ่มที่ 3  มีคุณสมบัติเกิดฟอง เมื่อเขย่ากับน้ำ (Saponin Glycosides) เช่น ลูกประคำดีควาย
กลุ่มที่ 4  หลังถูกย่อยด้วยน้ำย่อยจะให้สารจำพวกไซยาไนด์ (Cyanogenetic Glycosides) เนื่องจากมีส่วนของ Aglycone เช่น
Cyanogenetic Nitrate อยู่  รากมันสำปะหลัง สะตอ  ผักหนาม ผักเสี้ยนผี กระเบาน้ำ ลูกกระ ไฮเดรนเยีย เป็นตัวอย่างพืชกลุ่มนี้
กลุ่มที่ 5  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กลัยโคไซด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจาก aglycone (หรือ genin)  จับกับส่วนที่เป็นน้ำตาล (glycone part) ละลายน้ำได้ดี  แบ่งเป็นกลุ่มตามสูตรโครงสร้างของ aglycone<br />
<span id="more-462"></span><br />
กลุ่มแรก   มีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิต (Cardiac Glycosides) เช่น ใบยี่โถ รำเพย บานบุรีเหลือง ชวนชม</p>
<p>กลุ่มที่ 2   มีฤทธิฺเป็นยาระบาย ยาฆ่าเชื้อ และสีย้อมผ้า (Antraquinone Glycosides)  เช่น ใบมะขามแขก ใบขี้เหล็ก ใบชุมเห็ดเทศ ใบว่านหางจระเข้ ฝักคูน</p>
<p>กลุ่มที่ 3  มีคุณสมบัติเกิดฟอง เมื่อเขย่ากับน้ำ (Saponin Glycosides) เช่น ลูกประคำดีควาย</p>
<p>กลุ่มที่ 4  หลังถูกย่อยด้วยน้ำย่อยจะให้สารจำพวกไซยาไนด์ (Cyanogenetic Glycosides) เนื่องจากมีส่วนของ Aglycone เช่น<br />
Cyanogenetic Nitrate อยู่  รากมันสำปะหลัง สะตอ  ผักหนาม ผักเสี้ยนผี กระเบาน้ำ ลูกกระ ไฮเดรนเยีย เป็นตัวอย่างพืชกลุ่มนี้</p>
<p>กลุ่มที่ 5  มีส่วนของ aglycone พวก Isothiocyanate อยู่  (Isothiocyanate Glycosides)</p>
<p>กลุ่มที่ 6  เป็นสารสีกลุ่มฟลาโวนอยอยู่ ( Flavonol Glycosides)  ส่วนใหญ่สีออกไปทางสีแดง เหลือง ม่วง น้ำเงิน เช่น ดอกอัญชัน</p>
<p>กลุ่มที่ 7  มี aglycone เป็นแอลกอฮอล์บ้าง (Alcoholic Glycosides)   ฟินอลบ้าง (Phenolic Glycosides) แอลดีไฮด์บ้างอยู่ (Aldehyde Glycosides)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/462/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>รู้จักสารพิษตามธรรมชาติในพืช</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/460</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/460#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 May 2012 14:32:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[พืชอาหาร]]></category>

		<category><![CDATA[สารเคมี]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=460</guid>
		<description><![CDATA[ในยุคที่โรคจากพฤติกรรมกำลังระบาด  ความสามารถในการเลือกจะเป็นเกราะป้องกันและนำพาไปพบสุขภาพแข็งแรง  ความรู้นี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ  แต่จะเป็นความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ ถ้าฟังแล้วคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม
ในธงโภชนาการได้แยกพืชอาหารไว้เป็น 3 หมวด หมวดแรกเป็นพืชที่ให้สารอาหารพวกแป้ง ข้าวเป็นพืชหลักในกลุ่มนี้ รองลงมาเป็นพืชหัว  พืชหมวดนี้บางตัวให้น้ำมันด้วย หมวด 2 เป็นผัก ทั้งใบและผลที่นำมาทำกับข้าวได้  ฟัก แฟง แตง ถั่วสด เป็นพืชในหมวดนี้ด้วย หมวด 3 เป็นผลไม้ที่เนื้อรับประทานได้ มีทั้งรสหวาน รสเปรี้ยว
คุณสมบัติของสารเคมีพืชปรากฏ  ค่านิยมของสังคมก็เทข้างไปควาน-หา-รวบรวม-มาเพื่อการบริโภค บ้างใช้ป้องกันป่วย บ้างใช้ชะลอโรค บ้างใช้รักษาโรค  ส่วนใหญ่รู้จักคุณสมบัติต้านมะเร็ง ลดน้ำตาล ขับปัสสาวะ แต่ไม่ใคร่รู้จักคุณสมบัติด้านพิษ

เคยมีเรื่องเล่าว่า เด็กคนหนึ่งเด็ดใบมันสำปะหลังดิบกินไม่กี่ใบแล้วตาย  ชาวบ้านหลายคนเผามันสำปะหลังกินแล้วเมา อาเจียน หน่อไม้ปี๊บกินแล้วตาย กินถั่วแล้วร่างกายเกร็น  กินเห็ดแล้วเมา ตาย  กินผักบางชนิดแล้วปัสสาวะไม่ออก  คัน แพ้ เกิดลมพิษ เหล่านี้คือเรื่องราวเกี่ยวกับสารพิษธรรมชาติ
มันสำปะหลังสด มีสารเคมีธรรมชาติที่ผ่านเข้าร่างกายแล้วกลายเป็นไซยาไนด์  เรียกว่า &#8220;ไกลโคไซม์&#8221;  ต้องผ่านไปเจอน้ำย่อยจึงเกิด  เหตุที่ตายเพราะไซนาไนด์เป็นยาพิษที่แรง กินไม่มากก็ตาย
มีงานวิจัยหนึ่งรายงานไว้ว่า พืชสดอย่างน้อย 29 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในยุคที่โรคจากพฤติกรรมกำลังระบาด  ความสามารถในการเลือกจะเป็นเกราะป้องกันและนำพาไปพบสุขภาพแข็งแรง  ความรู้นี้สำคัญขึ้นเรื่อยๆ  แต่จะเป็นความรู้ที่ไม่เป็นประโยชน์ ถ้าฟังแล้วคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม<span id="more-460"></span></p>
<p>ในธงโภชนาการได้แยกพืชอาหารไว้เป็น 3 หมวด หมวดแรกเป็นพืชที่ให้สารอาหารพวกแป้ง ข้าวเป็นพืชหลักในกลุ่มนี้ รองลงมาเป็นพืชหัว  พืชหมวดนี้บางตัวให้น้ำมันด้วย หมวด 2 เป็นผัก ทั้งใบและผลที่นำมาทำกับข้าวได้  ฟัก แฟง แตง ถั่วสด เป็นพืชในหมวดนี้ด้วย หมวด 3 เป็นผลไม้ที่เนื้อรับประทานได้ มีทั้งรสหวาน รสเปรี้ยว</p>
<p>คุณสมบัติของสารเคมีพืชปรากฏ  ค่านิยมของสังคมก็เทข้างไปควาน-หา-รวบรวม-มาเพื่อการบริโภค บ้างใช้ป้องกันป่วย บ้างใช้ชะลอโรค บ้างใช้รักษาโรค  ส่วนใหญ่รู้จักคุณสมบัติต้านมะเร็ง ลดน้ำตาล ขับปัสสาวะ แต่ไม่ใคร่รู้จักคุณสมบัติด้านพิษ</p>
<p><img title="ธงโภชนาการ" src="http://lanpanya.com/jita/files/2008/08/table_16.png" alt="" width="309" height="320" /></p>
<p>เคยมีเรื่องเล่าว่า เด็กคนหนึ่งเด็ดใบมันสำปะหลังดิบกินไม่กี่ใบแล้วตาย  ชาวบ้านหลายคนเผามันสำปะหลังกินแล้วเมา อาเจียน หน่อไม้ปี๊บกินแล้วตาย กินถั่วแล้วร่างกายเกร็น  กินเห็ดแล้วเมา ตาย  กินผักบางชนิดแล้วปัสสาวะไม่ออก  คัน แพ้ เกิดลมพิษ เหล่านี้คือเรื่องราวเกี่ยวกับสารพิษธรรมชาติ</p>
<p>มันสำปะหลังสด มีสารเคมีธรรมชาติที่ผ่านเข้าร่างกายแล้วกลายเป็นไซยาไนด์  เรียกว่า &#8220;ไกลโคไซม์&#8221;  ต้องผ่านไปเจอน้ำย่อยจึงเกิด  เหตุที่ตายเพราะไซนาไนด์เป็นยาพิษที่แรง กินไม่มากก็ตาย</p>
<p>มีงานวิจัยหนึ่งรายงานไว้ว่า พืชสดอย่างน้อย 29 ชนิด มีไซยาไนด์ในตัว ทั้งไม้ยืนต้นและล้มลุก</p>
<p>ที่มีน้อย ได้แก่  กระถิน ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กป่า ข้าวโพด มะม่วงชุมเห็ดไทย กระถินยักษ์  สะตอเหรียง และเนียง</p>
<p>มีปานกลาง ได้แก่ข้าวฟ่าง ชุมเห็ดเทศ กระถินเทพา</p>
<p>มีมาก ได้แก่ กะทกรก กะทกรกยักษ์ ผักเยนบ้าน ผักเสี้ยนป่า มันสำปะหลัง  ไมยราบเถา ไมยราบยักษ์ ชะอม ส้มป่อย ผักหนาม กระถินณรงค์ เทียนต้น  มะกล่ำตาหนู มะกล่ำตาช้าง</p>
<p>ถั่วดิบมีสารพิษตัวอื่น  พิษทำให้นำโปรตีนไปใช้ไม่ได้ เกิดการขาดอาหารตาย พิษนี้ออกฤทธิ์เมื่อผสมกับน้ำย่อยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มันยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน</p>
<p>เวลากินผลิตภัณฑ์ถั่วแล้วเกิดลมพิษ แพ้ เกิดจากส่วนผสมของถั่วยังดิบได้  โดยเฉพาะถั่วเหลืองดิบซึ่งมีสารโปรตีนมากที่สุด ถั่วฝักยาวดิบก็มีสารตัวนี้อยู่ แต่มีน้อยกว่า</p>
<p>ไกลโคไซม์ผ่านความร้อนแล้วจะเสียโครงสร้างที่ก่อพิษ การปรุงผักกลุ่มนี้ให้สุกทำให้กินแล้วปลอดภัย</p>
<p>แป้งมันสำปะหลังดิบปลอดสารพิษนี้ ด้วยขบวนการหมัก แช่ทิ้งไว้ ก่อนทำแห้งมันสำปะหลัง  การหมักและแช่ทิ้งไว้ทำให้สารไกลโคไซด์ละลายออกไป  การนำมาล้างให้เกลี้ยงก่อนบดเป็นแป้งมันเท่ากับการชะล้างสารพิษออกไปให้หมดจด</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/460/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สุข เก่ง ดี</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/458</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/458#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 May 2012 12:41:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความเป็นชุมชน]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=458</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อการวัดความฉลาด วัดที่ความสามารถในการทำงานของสมอง แล้วเรียกมันว่า การวัดเชาว์ปัญญา หรือรู้จักกันในชื่อฝรั่งว่า IQ  คนระดับชาวบ้าน มักจะเข้าใจว่า เป็นเรื่องของความเก่งของเด็ก จึงมักจะมีคำกล่าวชมลูกของตัวเองให้เพื่อนฟัง หรือฟังแล้วชมลูกเพื่อนบ้านว่า &#8220;ไอคิวดี&#8230;ไอคิวสูง&#8221;
ในระดับชาวบ้าน ความเก่ง กับ ไอคิว จึงถูกใช้เป็นคำสื่อความหมายแทนกัน
กับคำว่า &#8220;เก่ง&#8221; ได้ยินกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาบอกสังคมว่า เป็นส่วนหนึ่งของ &#8220;EQ ความฉลาดทางอารมณ์&#8221;  โดยหมายถึงเรื่องความสามารถเป็นหลักเหมือนกัน แต่เป็นแง่มุมหนึ่งของความสามารถ
&#8220;เก่ง&#8221;  เป็น ความสามารถของการรู้จักตนเอง การมีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น
การรู้จักตนเอง หมายรวม รู้ศักยภาพตนเอง  สร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้  มีความมานะไปสู่เป้าหมาย
สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหา หมายรวม  รับรู้และเข้าใจปัญหา  มีขั้นตอนในการแก้ปัญหา  มีความยืดหยุ่น
การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น หมายรวม สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น  กล้าแแสดงออกอย่างเหมาะสม  แสดงความเห็นที่ขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
ยังมีอีก 2 คำที่บรรจุอยู่ในความสามารถทางอารมณ์ คือ สุข และ ดี
&#8220;สุข&#8221; เป็น ความสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิต และมีความสุขทางใจ
ความภูมิใจในตนเอง การเห็นคุณค่าในตนเอง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อการวัดความฉลาด วัดที่ความสามารถในการทำงานของสมอง แล้วเรียกมันว่า การวัดเชาว์ปัญญา หรือรู้จักกันในชื่อฝรั่งว่า IQ  คนระดับชาวบ้าน มักจะเข้าใจว่า เป็นเรื่องของความเก่งของเด็ก จึงมักจะมีคำกล่าวชมลูกของตัวเองให้เพื่อนฟัง หรือฟังแล้วชมลูกเพื่อนบ้านว่า &#8220;ไอคิวดี&#8230;ไอคิวสูง&#8221;<span id="more-458"></span></p>
<p>ในระดับชาวบ้าน ความเก่ง กับ ไอคิว จึงถูกใช้เป็นคำสื่อความหมายแทนกัน</p>
<p>กับคำว่า &#8220;เก่ง&#8221; ได้ยินกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ออกมาบอกสังคมว่า เป็นส่วนหนึ่งของ &#8220;EQ ความฉลาดทางอารมณ์&#8221;  โดยหมายถึงเรื่องความสามารถเป็นหลักเหมือนกัน แต่เป็นแง่มุมหนึ่งของความสามารถ</p>
<p><strong><span style="color: #800000;">&#8220;เก่ง&#8221;  เป็น ความสามารถของการรู้จักตนเอง การมีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น</span></strong></p>
<p>การรู้จักตนเอง หมายรวม รู้ศักยภาพตนเอง  สร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้  มีความมานะไปสู่เป้าหมาย</p>
<p>สามารถตัดสินใจและแก้ปัญหา หมายรวม  รับรู้และเข้าใจปัญหา  มีขั้นตอนในการแก้ปัญหา  มีความยืดหยุ่น</p>
<p>การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น หมายรวม สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น  กล้าแแสดงออกอย่างเหมาะสม  แสดงความเห็นที่ขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์</p>
<p>ยังมีอีก 2 คำที่บรรจุอยู่ในความสามารถทางอารมณ์ คือ สุข และ ดี</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>&#8220;สุข&#8221; เป็น ความสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิต และมีความสุขทางใจ</strong></span></p>
<p>ความภูมิใจในตนเอง การเห็นคุณค่าในตนเอง  เชื่อมั่นในตนเอง  เป็นเรื่องความภูิมิใจ</p>
<p>มองโลกในแง่ดี  มีอารมณ์ขัน  พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ เป็นเรื่องความพอใจในชีวิต</p>
<p>มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข  รู้จักผ่อนคลาย มีความสงบทางจิตใจ  เป็นเรื่องของการมีความสงบทางใจ</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>&#8220;ดี&#8221;  เป็น ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่นและมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม</strong></span></p>
<p>รู้อารมณ์ รู้ความต้องการ ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้  แสดงออกได้อย่างเหมาะสม เป็นเรื่องของความสามารถควบคุมอารมณ์และความต้องการตนเอง</p>
<p>ใส่ใจผู้อื่น เข้าใจและยอมรับผู้อื่น  แสดงความเห็นใจผู้อื่นอย่างเหมาะสม  เป็นการรู้จักเห็นใจผู้อื่น</p>
<p>รู้จักให้  รู้จักรับ  รับผิด ให้อภัย  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ</p>
<p>ความฉลาดทางอารมณ์ จึงเป็นความสามารถ 3 เรื่อง &#8220;ดี เก่ง สุข&#8221;  เป็นความสามารถดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์ มีความสุขในการรับรู้และเข้าใจในอารมณ์ของตนเองและผู้อื่น การจัดการอารมณ์เพื่อเป็นแนวทางสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต</p>
<p>ไอคิวที่วัดได้เป็นผลรวมๆของการคิด การวิเคราะห์ วิชาการ ความจำ อ่าน เขียน คำนวณ การใช้ภาษา ความเร็วของการตอบสนอง ความเร็วของการคำนวณ  ในส่วนตัวเห็นว่าหนีไม่พ้นมีความฉลาดทางอารมณ์ส่งผลลัพธ์ให้ด้วย  อะไรเกิดก่อนเกิดหลังบอกกันไม่ได้</p>
<p>ที่เสนอไว้ใน<a title="บันทึกนี้" href="http://lanpanya.com/jita/archives/457">บันทึกนี้</a> ชวนทำให้กับพ่อแม่และครอบครัว หากอยากแก้ความพร่องเชาว์ปัญญาของเด็ก โดยถือว่าเป็นเรื่องด่วนมาก   ก็มีเหตุผลว่า &#8220;เด็กทุกคน ต้องการเป็นคนสำคัญ เมื่อพ่อแม่ไม่เข้าใจจุดพร่อง  เด็กฉลาดไม่ได้&#8221;</p>
<p>เรื่องที่ชวนให้ช่วยกันทำ เป็นจุดพร่องเล็กๆที่ดูเหมือนธรรมดาๆ แต่ประสบการณ์ที่เจอเองนั้น เรื่องธรรมดานี่แหละเป็นจุดอ่อนพื้นฐานสำคัญ ที่ทำให้เด็กพัฒนาช้ากว่าอายุเมื่อเติบโตขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>อารมณ์เป็นผลลัพธ์การเรียนรู้หลังสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม  สิ่งแวดล้อมเกิดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง เด็กทำให้เกิดเองไม่ได้ จะช่วยเติมความพร่องให้เต็ม คนรอบข้างอย่างพ่อแม่และครอบครัวไม่เข้าใจความพร่อง ก็จะกลายเป็นผู้ถ่างความพร่องนี้ให้กว้างขึ้นๆโดยไม่รู้ตัว</p>
<p>หมายเหตุ</p>
<p>บันทึกนี้เขียนขึ้นด้วยแรงบันดาลใจ จากข่าวที่ได้ฟังเมื่อเช้าว่า เด็กผู้หญิงคนหนึ่งผูกคอตาย หลังได้ยินคำๆเดียวจากแม่ว่า &#8220;ที่แม่เหนื่อยก็เพราะแกนะแหละ&#8221;  เฮ้อ  เด็กหนอเด็ก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/458/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สิ่งแวดล้อมบั่นทอน IQ</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/457</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/457#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 May 2012 16:02:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ความเป็นชุมชน]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=457</guid>
		<description><![CDATA[การทำงานของสมองมีความอัตโนมัติมากๆ ส่วนใหญ่คนที่วัด IQ มักจะบอกว่าไม่ได้วัดด้านความคิดสร้างสรรค์   ทักษะต่างๆด้านการทำงาน  ทักษะชีวิตประจำวัน ฯลฯ  ตรงนี้ในส่วนตัวไม่เชื่อว่าไม่มีส่วนเหล่านี้เข้าไปปน เพราะเห็น ความเป็นองค์รวมของคำว่า &#8220;ปัญญา&#8221;

เวลาวัดก็นำความสามารถนี้ไปแปลความเทียบเด็กทั่วโลก  ในแต่ละวัยส่วนใหญ่ก็วัดเทียบการใช้อวัยวะ การรับรู้ การสื่อสาร และการคำนวณ เป็นความสามารถหลักที่วัดกันไป
ที่จริงความสามารถของเด็กมีฐานรากสำคัญอยู่ 2 ฐาน ฐานหนึ่งคือ &#8220;ยีน&#8221; อีกฐานหนึ่ง คือ สิ่งแวดล้อม
ยีนมีส่วนอยู่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งสร้างได้ วันนี้วิทยาศาสตร์เจริญ เรื่องของ &#8220;ยีน&#8221; ก็เริ่มสร้างได้
ในส่วนที่สร้างได้  &#8220;อาหารกายและอาหารใจ&#8221; คือสิ่งแวดล้อมสำคัญต่อการสร้าง &#8220;ปัญญา&#8221; ให้เด็ก

ส่วนที่เติมความสามารถให้เด็กมีสมองของตนเท่าอายุจริงหรือแก่แดด เหล่านี้ คือ สิ่งแวดล้อมที่ป้อนอาหารกาย อาหารใจให้แก่เด็ก จะเติมความสามารถให้เด็ก ก็ต้องแกะรอยแก้สิ่งเหล่านี้ให้มาก :
การเลี้ยงดู ความรัก ความอบอุ่น เวลาที่พ่อแม่หรือคนที่เด็กรักมีให้ลูกหลานหรือเด็ก
อาหารครบห้าหมู่โดยเฉพาะ ปลา ถั่วเหลือง วิตามิน บี ธาตุเหล็ก ไอโอดีน โปรตีน อาหารปลอดสารพิษ เช่น สารตะกั่ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การทำงานของสมองมีความอัตโนมัติมากๆ ส่วนใหญ่คนที่วัด IQ มักจะบอกว่าไม่ได้วัดด้านความคิดสร้างสรรค์   ทักษะต่างๆด้านการทำงาน  ทักษะชีวิตประจำวัน ฯลฯ  ตรงนี้ในส่วนตัวไม่เชื่อว่าไม่มีส่วนเหล่านี้เข้าไปปน เพราะเห็น ความเป็นองค์รวมของคำว่า &#8220;ปัญญา&#8221;<br />
<span id="more-457"></span><br />
เวลาวัดก็นำความสามารถนี้ไปแปลความเทียบเด็กทั่วโลก  ในแต่ละวัยส่วนใหญ่ก็วัดเทียบการใช้อวัยวะ การรับรู้ การสื่อสาร และการคำนวณ เป็นความสามารถหลักที่วัดกันไป</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><strong>ที่จริงความสามารถของเด็กมีฐานรากสำคัญอยู่ 2 ฐาน ฐานหนึ่งคือ &#8220;ยีน&#8221; อีกฐานหนึ่ง คือ สิ่งแวดล้อม</strong></span></p>
<p>ยีนมีส่วนอยู่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งสร้างได้ วันนี้วิทยาศาสตร์เจริญ เรื่องของ &#8220;ยีน&#8221; ก็เริ่มสร้างได้</p>
<p><strong><span style="color: #008000;">ในส่วนที่สร้างได้  &#8220;อาหารกายและอาหารใจ&#8221; คือสิ่งแวดล้อมสำคัญต่อการสร้าง &#8220;ปัญญา&#8221; ให้เด็ก<br />
</span></strong></p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>ส่วนที่เติมความสามารถให้เด็กมีสมองของตนเท่าอายุจริงหรือแก่แดด เหล่านี้ คือ สิ่งแวดล้อมที่ป้อนอาหารกาย อาหารใจให้แก่เด็ก จะเติมความสามารถให้เด็ก ก็ต้องแกะรอยแก้สิ่งเหล่านี้ให้มาก</strong> :</span></p>
<p>การเลี้ยงดู ความรัก ความอบอุ่น เวลาที่พ่อแม่หรือคนที่เด็กรักมีให้ลูกหลานหรือเด็ก</p>
<p>อาหารครบห้าหมู่โดยเฉพาะ ปลา ถั่วเหลือง วิตามิน บี ธาตุเหล็ก ไอโอดีน โปรตีน อาหารปลอดสารพิษ เช่น สารตะกั่ว โลหะหนัก สารเคมีในอาหาร</p>
<p>ประสบการณ์ เรียนรู้ที่สร้างความสามารถจากการใช้ผัสสะทั้ง 5 จากการเล่น ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกลุ่ม การทำงาน การทำงานศิลปะ ดนตรี กีฬาที่สร้างอารมณ์บวก มีความสุข</p>
<p>การได้ฟังนิทาน(วัยเด็กเล็ก) การได้ช่วยทำงาน ทำกิจกรรมในเด็กโต</p>
<p>การได้รับคำชมเชย มองเห็นคุณค่าตนเอง มองตัวเองในด้านบวก ได้รับการยอมรับการกระทำต่างๆที่ดี อารมณ์ดี ไม่เครียด การได้ประสบการณ์ในสังคม การสัมผัสกับสังคม การใช้ชีวิตประจำวัน ฯลฯ</p>
<p>การได้ฝึกฝนการใช้กล้ามเนื้อทั้งเล็กและใหญ่ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน การได้ฝึกฝนความคิด สร้างจินตนาการ ได้ลองลงมือใช้ไหวพริบ ได้แก้ปัญหาเอง ได้ลงมือเอง</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>พ่อแม่ ครอบครัว อยากได้เด็กเก่งและฉลาดตามอายุทุกคนแหละน่า ไม่มีใครไม่อยากได้ เพียงแต่วันนี้สังคมมันบิดเบี้ยว จึงเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนช่วยกัน</strong></span></p>
<p>เรื่องด่วนที่ควรช่วยกันให้มากที่สุด สมควรเป็น ทำให้พ่อแม่และครอบครัวมีความสุขกับการได้เห็นเด็กได้ &#8220;เล่น&#8221; ทั้ง &#8220;เล่นคนเดียว เล่นเป็นกลุ่ม เล่นกับคนโตกว่า เล่นกับผู้ใหญ่ เล่นกับของรอบตัวที่อยากรู้จัก&#8221;</p>
<p>ทำให้พ่อแม่ ครอบครัว เข้าใจว่า การลองทิ้งของ การลองจัดการกับของรอบตัว ของเด็ก เป็นเรื่องธรรมดาที่ปล่อยให้ลองได้ในขอบเขตหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยไหน</p>
<p>ทำให้พ่อแม่และครอบครัว รู้จัก &#8220;การจัดการ&#8221; เมื่อเด็กลองแล้วเกิดพลาด ทำให้ของเสียหาย ตัวสกปรก เลอะเทอะ การยอมรับได้ของการพลาดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่เป็นไปเพื่อการเรียนรู้ของเด็ก</p>
<p>ทำให้พ่อแม่และครอบครัว รู้ว่า &#8220;เด็ก&#8221; ไม่ใช่ตุ๊กตาไขลาน ที่อยากสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ติดตั้งโปรแกรม reset อดีตที่ผู้ใหญ่ขาด ก็ทำตามอยากของตนไปทุกเรื่อง อยากให้ได้อย่างใจตนทุกเรื่องไป</p>
<p>ทำให้พ่อแม่และครอบครัวรู้ว่า สิ่งที่ผู้ใหญ่ทำนั้น เป็นอะไรที่เด็กแอบเรียน อะไรที่ผู้ใหญ่ชอบและชม เด็กจะ reset และเก็บความจำไว้ว่าเป็นความสามารถที่ได้รับความชื่นชม เด็กรับรู้คุณค่าของตนผ่าน &#8220;คำชม&#8221;</p>
<p>เด็กเรียนรู้และเลียนแบบคนที่ทำให้เขาสุขและทุกข์ตลอดเวลา  การครองตนของผู้ใหญ่คนสำคัญของเด็กจึงเป็นการ reset โปรแกรมบางอย่างทิ้งไว้ในเด็กแบบลอกเลียนอย่างห้ามไม่ได้</p>
<p>และวันนี้ ผู้ใหญ่ทำให้เด็กเก็บความจำไว้หลายๆอย่างในเรื่อง &#8220;วิชาการนอกโรงเรียน&#8221; แล้วพาเด็ก &#8220;จนปัญญา&#8221; มาจนเป็นผลอย่างที่พบ</p>
<p>เรื่องไอโอดีน ธาตุเหล็กจึงเป็นเรื่องจ้อยไปเลย เมื่อเทียบกับปัจจัยทางสังคมซับซ้อนที่มีกับเด็ก</p>
<p>เวลาลงมือแก้เรื่องพร่องความสามารถให้เด็ก จะควรเตือนตัวเองด้วยคำถามว่า &#8220;ต้องการผล คือ ผู้ใหญ่ในร่างเด็ก หรือเปล่า&#8221;  เสมอ  เพื่อจัดการด้านสังคมให้ลงตัวไปด้วยกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/457/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ทำอะไรได้เพื่อเติม &#8220;ปัญญาเด็ก&#8221; ก็ทำไป</title>
		<link>http://lanpanya.com/jita/archives/456</link>
		<comments>http://lanpanya.com/jita/archives/456#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 May 2012 15:39:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ฉุกเฉินจากรถ]]></category>

		<category><![CDATA[ชีวิต สุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[ดูแลสุขภาพ]]></category>

		<category><![CDATA[สารเคมี]]></category>

		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[อาหารกับสุขภาพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/jita/?p=456</guid>
		<description><![CDATA[อ่านประกาศฉุกเฉินของน้องเบิร์ดแล้ว ถอนหายใจเฮือก ก็เรื่องของ IQ เป็นเรื่องของปัญญา เวลาพูดถึง &#8220;ปัญญา&#8221; ในกลุ่มของผู้ใหญ่ก็มีเรื่องถกเถียงกันไม่จบ บ้างใช้อ้างถึง &#8220;ความคิด&#8221; บ้างใช้อ้างถึง &#8220;การรู้&#8221; บ้างใช้กับ &#8220;ผลการตัดสินใจที่ได้รับการยอมรับ&#8221; ฯลฯ

กว่าที่ผู้ใหญ่จะมี &#8220;ปัญญา&#8221; ชีวิตก็ได้ผ่านอะไรมามากมาย กว่าจะปิ๊งได้ปัญญา อารมณ์ก็ผ่านมรสุมมาหลายลูก
ส่วนตัวนั้นไม่สามารถวัด IQ แม้จะเป็นหมอก็วัดไม่เป็น จึงไม่ใคร่ใช้คำว่า IQ คุยกับพ่อแม่ ครู
รู้จักคำนี้ก็แต่ว่า เป็นมาตรวัด &#8220;ความฉลาด&#8221;   ความฉลาดนี้หมายถึง &#8220;ความสามารถในการทำงานของสมอง&#8221; ที่ใช้กันอยู่มาจาก การหามาตรเทียบการทำงานของสมองมาไว้มาตรหนึ่งเพื่อใช้ประโยชน์
มาตรนี้ได้จากการรวบรวมความสามารถของเด็กที่อายุหนึ่งๆ ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลงมือทำอะไรเองได้บ้าง แล้วเรียกความสามารถนี้ว่า &#8220;อายุสมอง&#8221;
ความสามารถที่ว่านี้เป็นผลรวมของหลายอย่างๆ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ผัสสะทั้ง 5 กับสมองประมวลร่วมกันออกมา เวลาประมวลผลมีทักษะที่ต้องนำไปใช้หลายด้าน ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ วิชาการ ความจำ อ่าน เขียน คำนวณ การใช้ภาษา  ความเร็วของการตอบสนอง ความเร็วของการคำนวณ
เวลาวัดก็นำความสามารถจริงไปเทียบกับมาตรวัดที่พูดถึงนี้ คำนวณออกมาเป็นตัวเลข เทียบสูตร เทียบอายุสมองกับอายุจริงตามปีปฏิทิน
มาตรวัดที่มีใช้กันอยู่เป็นตัวเลขจากฝรั่งทำไว้ เวลาได้คะแนนความฉลาดส่วนนี้มา จึงแปลความเทียบเด็กทั่วโลกได้เลย
เพื่อให้เข้าใจ ลองมาดูกันถึงวิธีวัดที่พอจะรู้ จากตัวอย่างอายุสมองเด็ก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อ่าน<a title="ประกาศฉุกเฉินของเบิร์ด" href="http://lanpanya.com/seasonschange/archives/818#more-818">ประกาศฉุกเฉินของน้องเบิร์ด</a>แล้ว ถอนหายใจเฮือก ก็เรื่องของ IQ เป็นเรื่องของปัญญา เวลาพูดถึง &#8220;ปัญญา&#8221; ในกลุ่มของผู้ใหญ่ก็มีเรื่องถกเถียงกันไม่จบ บ้างใช้อ้างถึง &#8220;ความคิด&#8221; บ้างใช้อ้างถึง &#8220;การรู้&#8221; บ้างใช้กับ &#8220;ผลการตัดสินใจที่ได้รับการยอมรับ&#8221; ฯลฯ<br />
<span id="more-456"></span><br />
กว่าที่ผู้ใหญ่จะมี &#8220;ปัญญา&#8221; ชีวิตก็ได้ผ่านอะไรมามากมาย กว่าจะปิ๊งได้ปัญญา อารมณ์ก็ผ่านมรสุมมาหลายลูก</p>
<p>ส่วนตัวนั้นไม่สามารถวัด IQ แม้จะเป็นหมอก็วัดไม่เป็น จึงไม่ใคร่ใช้คำว่า IQ คุยกับพ่อแม่ ครู</p>
<p>รู้จักคำนี้ก็แต่ว่า เป็นมาตรวัด &#8220;ความฉลาด&#8221;   <strong><span style="color: #008000;">ความฉลาดนี้หมายถึง &#8220;ความสามารถในการทำงานของสมอง&#8221;</span></strong> ที่ใช้กันอยู่มาจาก การหามาตรเทียบการทำงานของสมองมาไว้มาตรหนึ่งเพื่อใช้ประโยชน์</p>
<p>มาตรนี้ได้จากการรวบรวมความสามารถของเด็กที่อายุหนึ่งๆ ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลงมือทำอะไรเองได้บ้าง แล้วเรียกความสามารถนี้ว่า &#8220;อายุสมอง&#8221;</p>
<p><span style="color: #800000;"><strong>ความสามารถที่ว่านี้เป็นผลรวมของหลายอย่างๆ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ผัสสะทั้ง 5 กับสมองประมวลร่วมกันออกมา เวลาประมวลผลมีทักษะที่ต้องนำไปใช้หลายด้าน ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ วิชาการ ความจำ อ่าน เขียน คำนวณ การใช้ภาษา  ความเร็วของการตอบสนอง ความเร็วของการคำนวณ</strong></span></p>
<p>เวลาวัดก็นำความสามารถจริงไปเทียบกับมาตรวัดที่พูดถึงนี้ คำนวณออกมาเป็นตัวเลข เทียบสูตร เทียบอายุสมองกับอายุจริงตามปีปฏิทิน</p>
<p>มาตรวัดที่มีใช้กันอยู่เป็นตัวเลขจากฝรั่งทำไว้ เวลาได้คะแนนความฉลาดส่วนนี้มา จึงแปลความเทียบเด็กทั่วโลกได้เลย</p>
<p>เพื่อให้เข้าใจ ลองมาดูกันถึงวิธีวัดที่พอจะรู้ จากตัวอย่างอายุสมองเด็ก  7 ขวบ ซึ่งทั่วไปจะมีความสามารถในการใช้อวัยวะ การรับรู้ การสื่อสาร  และการคำนวณอยู่ดังนี้</p>
<p>&#8221; ยกมือขวา  จับหูซ้าย  ได้ถูกต้อง + อธิบายสิ่งที่เห็นในภาพได้ + ทำตามคำสั่งที่มี  3 คำสั่งได้ +   นับค่าเหรียญที่มีค่าต่าง ๆ 6 เหรียญรวมกันได้&#8221;   รวม 4 ความสามารถ</p>
<p>เด็กคนไหนที่อายุตามปฏิทินได้ 7 ขวบ ทำได้ครบทั้ง 4 ข้อไม่มีเกินเลย ก็ถือว่าเด็กคนนี้มีอายุสมองเท่าอายุจริง</p>
<p>เด็กคนไหนอายุจริงตามปฏิทิน 7 ขวบ แต่ความสามารถกลับเกินเลยไปเท่ากับเด็กที่มีอายุสมอง 12 ขวบ เด็กคนนั้นถือว่า ฉลาดกว่าอายุจริง หรือ หมายถึง มีความสามารถเกินอายุจริง  อย่างที่คนโบราณเรียกว่า &#8220;แก่แดด&#8221; นั่นแหละ</p>
<p>เด็กคนไหนที่อายุจริง 7 ขวบ แต่ความสามารถทำได้ไม่ครบ 4 ข้อข้างบน เด็กคนนี้ถือว่ามีสมองที่พัฒนาช้ากว่าเด็กอายุเดียวกัน</p>
<p><strong><span style="color: #800000;">ในส่วนตัว จึงสรุปเรื่อง IQ ไว้ใช้ว่า ในแง่ความสามารถ เด็กคนไหนโตกว่าอายุ  เด็กคนไหนพร่อง </span></strong></p>
<p><span style="color: #008000;"><strong>แล้วค้นต่อหาต้นเหตุเพื่อร่วมแก้และเติมความสามารถที่พร่องไปนั้น</strong></span></p>
<p>เท่าที่สามารถทำให้ก่อนเกิดความพร่องด้านความสามารถในงานที่ทำๆอยู่ ก็ทำเรื่องไม่ให้ขาดสารอาหารจำเป็นนี่แหละน่า เพื่อให้กายภาพของสมองออกมาดี และนั่นเป็นที่มาของ<a title="การเสิรมไอโอดีน" href="http://lanpanya.com/jita/archives/380">การเสริมไอโอดีน</a> ธาตุเหล็ก อย่างที่เคยเล่าให้ฟังกัน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/jita/archives/456/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
