ภูมิปัญญาชาวบ้าน : ใช้มันสำปะหลังเลี้ยงหมู

25 มิถุนายน 2009 / 2 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 118

มื่อวันที่  17  มิถุนายน  2552  ผมได้ไปร่วมประชุมกลุ่มยุวเกษตรกรที่โรงเรียนบ้านท่าไม้  ตำบลท่าไม้   อำเภอพรานกระต่าย  จังหวัดกำแพงเพชร   ซึ่งตำบลท่าไม้มีพี่ประสิทธิ์  อุทธา  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่

        ขากลับได้แวะไปเยี่ยมเยียนคุณมุกดา  โมราราย เกษตรกรที่เลขที่  16  หมู่ที่  14  ตำบลท่าไม้  ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีอาชีพปลูกมันสำปะหลัง   ปลูกบอนพันงู และเลี้ยงสุกร อยู่ 20 กว่าตัว  แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมามันสำปะหลังราคาตกต่ำ  จึงได้พลิกแพลงและปรับสูตรอาหารสุกรโดยหันมาใช้มันสำปะหลังทดแทน  สามารถลดต้นทุนอาหารเลี้ยงหมูโดยใช้มันสำปะหลังมาทดแทนปลายข้าวทั้งหมดและรำบางส่วน  คือเมื่อลดต้นทุนก็ถือว่าได้กำไรเพิ่มขึ้น

        ในการนำมันสำปะหลังมาเลี้ยงหมู โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ

  •  ต้องเป็นพันธุ์มันสำปะหลังตระกูลระยอง เพราะมีรสหวาน ไม่ขม
  •  เป็นมันที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี 
  •  นำมาสับแล้วต้มให้สุก
  •  หมู 1 ตัว จะใช้หัวมันตลอดการเลี้ยงประมาณ 1 ต้น
  •  หักค่าหัวมันแล้ว จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก 500 - 600 บาท ต่อหมู 1 ตัว

 คุณมุกดา โมราราย กับพี่ประสิทธ์  อุทธา นักส่งเสริมการเกษตร

 

      นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของภูมิปัญญาของเกษตรกรบ้านเรา  ที่มีความคิดที่จะลดการพึ่งพา  ลดต้นทุนการผลิต  โดยปรับ-พลิกแพลงมาใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่สามารถผลิตได้  มาใช้ทดแทนเพื่อลดต้นทุน เพื่อความอยู่รอดของตนเอง  เป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องและนำไปเผยแพร่แก่เกษตรกรทั่วไปที่ปลูกมันสำปะหลัง หรือที่เลี้ยงหมูอยู่แล้ว เพราะหัวมันสำปะหลังตอนนี้ราคาถูกมาก และหาได้ไม่ยาก

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ




ข้าวไร่เพื่อการเรียนรู้และพึ่งตนเอง…1

23 มิถุนายน 2009 / 5 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 129

         เมื่อต้นปีนี้ผมซื้อที่ปลูกบ้านไว้แปลงหนึ่ง  พื้นที่ 3 ไร่กว่าๆ  ถมที่แล้วก็ยังเหลือพื้นที่ว่างๆ อยู่ 2 ไร่กว่า  คิดจะปลูกพืชหลายอย่าง  แต่มาคิดดูแล้ว ปลูกต้นไม้มาเกือบครบทุกประเภทแล้ว  คงเหลือแต่พืชอาหารคือข้าวที่ยังไม่เคยปลูก  ฝนนี้เลยตัดสินใจคิดที่จะทำนา ปลูกข้าวเอง  แต่เนื่องจากเป็นที่บุกเบิกใหม่  ครั้นจะทำเป็นนาลุ่มเหมือนชาวบ้านเขาก็เกรงว่าจะทำไม่ทัน(ปรับพื้นที่ไม่ทัน)   เลยตัดสินใจว่าแรกๆ  เราน่าจะปลูกข้าวแบบข้าวไร่ไปก่อน  แล้วค่อยปรับพื้นที่ไปเรื่อยๆ หลายๆ ปีก็คงจะทำเป็นนาได้

          เมื่อเตรียมดินก็เลยตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหารอย่างง่าย  พร้อมทั้งวัดค่าพิกัดเพื่อหาชื่อชุดดิน   พบว่าเป็นกลุ่มดินที่  33/38 (ดินที่เหมาแก่การปลูกพืชไร่และไม้ผล)  เป็นดินชุดกำแพงเพชร   มีค่า pH ประมาณ 6.5     ไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสสูง  และโปแตสเซี่ยมต่ำ

          หลังจากตัดสินใจแล้วก็จ้างรถไถปรับที่ให้เสมอกัน  เพราะพื้นที่ไม่ค่อยเรียบ  จากนั้นก็ไถไปรอบหนึ่งรอจนฝนตกจึงหยอดข้าวไร่  ซึ่งพันธุ์ข้าวไร่นั้นไปขอมาจากจังหวัดลำปาง  ได้มา 2 พันธุ์ ไม่รู้ว่าชื่อทางการเรียกว่าอะไร  แต่ชาวบ้านเรียกว่าข้าวแพร่  และอีกพันธุ์หนึ่งเรียกว่าข้าวก่ำ (ข้าวสีนิล)

          วันปลูกก็สนุกน่าดู   เพราะยังไม่เคยปลูกข้าวไร่เหมือนกัน   ทดลองใช้หลายๆ วิธี ทั้งใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งแล้วหยดเมล็ดข้าว  ใช้เสียมด้ามยาวแซะดินแล้วหยอด  และวิธีสุดท้ายที่น่าจะเหมาะสมกับดินของที่นี่มากที่สุดก็คือใช้จอบขุดหลุมตื้นๆ แล้วหยอด

          หยอดหลายครั้งกว่าจะเต็มพื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ  เริ่มหยอดครั้งแรกเมื่อวันที่  26  เมษายน  จนรุ่นสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2552

          เกือบหนึ่งเดือนที่คอยดูการเจริญเติบโต    ลองไปเดินดูพบว่า  มีความแตกต่างของการงอกและการเจริญเติบโตไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ

  • พันธุ์  พบว่าพันธุ์ข้าวก่ำ มีความงอกดีกว่าพันธุ์ข้าวแพร่
  • ดินที่ดอน ที่น้ำไม่ท่วมขัง ข้าวงอกดีกว่าที่น้ำท่วมขัง
  • การปลูกข้าวไร่หากไม่ไถหรือไถไม่ลึกมากนัก วิธีการปลูกแบบฝังกลบน่าจะได้ผลดีกว่าดินที่ไถลึกกว่า (ไถลึกเวลาฝนตกโอกาสที่ข้าวจะฝังตัวในดินได้ลึกกว่าส่งผลให้เมล็ดไม่งอก)
  • ฯลฯ   แล้วจะนำสิ่งที่ได้ลงมือทำมาแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่อไปครับ

       ภาพแปลงข้าวข้างบนนี้ เป็นฝีมือน้องไผ่  น้องฝ้าย และน้องป๊อบเพื่อนน้องฝ้ายมาช่วยปลูก (มือใหม่) หยอดข้าวเผื่อเมล็ดลีบ  แต่ข้าวก่ำออกเกือบทุกเมล็ด เลยมีมากต้นอย่างที่เห็นไกลๆ   ถ้าหยอดซัก 5 เมล็ดน่าจะกำลังดี  แต่ก็เป็นผลดีเพราะจะได้ถอนไปซ่อมในส่วนที่ข้าวไม่งอก…อิอิ

          เป็นการหาทางที่จะพึ่งตนเองอย่างหนึ่งนะครับ   ไม่ปลูกข้าว  แล้วซื้อข้าวกินนั้นทำได้และทำอยู่แล้ว   แต่คิดว่าทำในสิ่งที่เราต้องการน่าจะดีกว่า เพราะข้าวอย่างไรเราก็ต้องกินอยู่ทุกวัน   ก็เลยลองปลูกดู   

          เมื่อประมาณ 1 เดือนผ่านไป (31 พ.ค. 2552) ถึงเวลาที่ต้องซ่อมต้นข้าว  ก็ได้อาศัยข้าวกอที่ออกมา  ถอนแบ่งมาบ้างเพื่อปลูกซ่อม   การปลูกซ่อมก็เป็นการปลูกง่ายๆ เหมือนการปลูกพริก-มะเขือนั่นแหละครับ  เริ่มด้วยการขุดหลุมด้วยจอบ  จากนั้นก็หยอดน้ำให้ดินชุ่ม ต่อมาก็นำต้นข้าวมาปลูกถ้าดินเละๆ หน่อยก็ดำไปเลย หรือถ้าดินพอชุ่มๆ ก็ปลูกแล้วกลบเหมือนปลูกต้นไม้ทั่วๆ ไป เรียกว่าดำนาบกกันเลยละครับ 

  • ดำนาบกครับ  อิอิ

 

  • น้องไผ่..ผู้ช่วยปลูกครับ  ปลูกบ้างพักบ้างเรื่อยเปื่อยไปตามประสา  แต่ก็น่าจะได้เรียนรู้และจดจำภาพเหล่านี้ติดตัวไปบ้าง

  • หลังจากปลูกซ่อมเสร็จก็จะเห็นภาพที่มีต้นข้าวเต็มแปลง  ดูแล้วมีความสุขและได้บรรยากาศอีกแบบที่หาไม่ได้ในสถานการณ์และสังคมยุคพัฒนา - ยุคดิจิตอล (เขาเรียกกัน)ในปัจจุบัน

          ท่านใดมีความรู้และประสบการณ์จะนำมาแบ่งปันกันบ้างก็ยินดีนะครับ

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.

สิงห์ป่าสัก  23  มิ.ย. 2552




ท่านอธิบดีฯ แวะเยี่ยมที่กำแพงเพชร

22 มิถุนายน 2009 / 8 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 125

       ระหว่างการเดินทางไปปลูกป่าที่ลำพูน   ท่านอธิบดีกรมราษฎรส่งเสริม  ครูบาสุทธินันท์พาทีมงานชุดใหญ่..อิอิ คนตัวใหญ่ๆ  เยี่ยมเยียนลูกหลานที่กำแพงเพชร  มีผมและครูมิมมาร่วมต้อนรับ    

         แต่งานนี้ผู้มาเยือนบอกก่อนทานข้าวมันไก่ว่าหากแวะมาเยี่ยมใครอายุมากที่สุดคนนั้นต้องจ่าย  อิอิ…งานนี้ผมกับครูมิมหมดสิทธิ์

        เสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมงานปลูกป่าที่ลำพูน  เพราะน้องไผ่ไปแข่งรำมวยเกาหลี(เทควันโด)ที่กรุงเทพฯ

         ฝากไว้ก่อนนะโอฬาร  ครั้งหน้าคงได้ไปร่วมทำบุญปลูกป่ากับคณะคนแซ่เฮบ้าง




พระบรมธาตุนครศรีรรมราช…ยามค่ำคืน

20 เมษายน 2009 / 2 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 173

ระหว่างการเดินทางกลับจากกระบี่ ขับรถผ่านตรัง พัทลุง ย้อนขึ้นมาที่นครศรีธรรมราช ด้วยความตั้งใจที่จะไปไหว้พระบรมธาตุนครศรีรรมราช แม้ยามค่ำคืนก็ต้องไปไหว้พระบรมธาตุฯ เลยได้ภาพที่ประทับใจมาฝากครับ


พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชยามค่ำคื




ภาพประทับใจในงานเฮฮาศาสตร์ 8 ที่กระบี่

9 เมษายน 2009 / 6 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 133

          งานเฮฮาศาสตร์ 8 ที่กระบี่  มีภาพที่แต่ละคนในครอบครัวได้คัดเลือก และนำส่งประกวด   แต่นำขึ้นลานยังไม่คล่อง  ขอนำขึ้นที่โกไปพลางก่อนที่บันทึกนี้ครับ..http://gotoknow.org/blog/yutkpp/254579

         บันทึกนี้เลยขอนำตัวอย่างบางภาพที่ส่งประกวดมายั่วยวนก่อน  ได้รับอนุญาตจากเจ้าของแล้วพร้อมช่วยตั้งชื่ให้ด้วยว่า (หนู) ไผ่ไม่กลัวน้ำร้อน  ….. อิอิ

 

       ขาด ๆ เกิน ๆ  หรือว่าไม่ตรงเงื่อนไขประการใดก็ต้องขออภัยด้วย  ขอเพียงได้มาร่วมแจม….อิอิ 




แลกเปลี่ยนประสบการณืผ่านบล็อก : 2. จงเป็นแก้วมหัศจรรย์ที่เติมน้ำเท่าไรก็ไม่มีวันเต็ม

16 มีนาคม 2009 / 4 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 177

          ได้เขียนประเด็นแรกไปแล้วที่บันทึก  : 1. จงรักษาความมุ่งมั่น  วันนี้ขอแลกเปลี่ยนอีกเรื่องหนึ่ง  ที่อยากจะบอกกับน้องๆ นักส่งเสริมการเกษตร หรือน้องๆ ที่ทำงานในหน่วยงานอื่นที่เป็นการเริ่มต้นทำงานใหม่เหมือนกันก็คือ
          เราต้อง  ” เป็นแก้วมหัศจรรย์ที่เติมน้ำเท่าไรก็ไม่มีวันเต็ม “  ประเด็นนี้สำคัญมาก ไม่เฉพาะแต่คนที่ทำงานใหม่ๆ เหมือนน้องๆ  หรือแม้แต่คนที่ทำงานมานมนาน  บางคนนานจนใกล้จะเกษียณ หรือบางคนแม้ปลดระวางไปแล้ว  ก็มักจะพานพบเสมอๆ  </strong>
          เพราะเมื่อไรก็ตาม   เมื่อเราเป็นแก้วที่มีน้ำเต็ม ก็เหมือนกันคนที่

ยึดติดอยู่กับความรู้เดิม-ประสบการณ์เดิมของตนเองมากจนเกินไป 
เชื่อมั่นในความสมารถของเองสูงมากจนเกินไป  (ย้ำว่ามากจนเกินไปนะครับ)
คิดว่าตัวเรานั้นเก่งแล้วไม่มีใครเทียมทาน  
ไม่ยอมรับหรือไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น  ที่ต่างจากความคิดเห็นของเรา
ไม่รับรู้โลกรอบตัวที่ปรับและเปลี่ยนไปตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง
        เราก็จะขาดโอกาสที่จะได้รับสิ่งดีที่จะผ่านเข้ามาในวงจรชีวิตของเรา  ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้เรื่องราวดีๆ  โอกาสที่จะได้ต่อยอดความรู้ของเรา   และอะไรอีกมากมายที่เราจะหมดโอกาส  แม้แต่การพัฒนาตนเอง   เพราะเราเป็นน้ำที่เต็มแก้วเสียแล้ว  รับหรือเติมอะไรอีกไม่ได้  สิ่งต่างๆ ก็มีแต่จะล้นออกมานอกแก้วไปเสียหมด

        น้องๆ นักส่งเสริมการเกษตร จงระลึกอยู่เสมอนะครับว่า  การสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับชีวิตหรือการเรียนรู้ของคนเรานั้น   สามารถทำได้ตลอดเวลา   ทุกขณะ  และตลอดไป  เพียงแต่ขอให้เราเปิดใจยอมรับ และเปิดรับเพื่อที่จะรับรู้  แล้วนำสิ่งดีๆ ที่พานพบเหล่านั้น  มาปรับปรุงและพัฒนาตัวของเราเอง  เพื่อพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรอันเป็นอาชีพที่รักของเรา   ส่งผลให้เรามีขีดความสามารถที่จะทำงานได้ในทุกสภาวะ  และทุกสถานการณ์  แม้ว่าโลกรอบตัวเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  ก็ไม่ให้ทำเป็นข้อจำกัดในการทำงานของพวกเรา

       ” จงเป็นแก้วมหัศจรรย์  ที่เติมน้ำเท่าไรก็ไม่มีวันเต็มให้ได้นะครับ”

 

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ</strong>




แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านบล็อก : 1. จงรักษาความมุ่งมั่น

11 มีนาคม 2009 / 4 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 161
          เมื่อวันที่ 16  ก.พ.  ที่ผ่านมา  มีนักส่งเสริมการเกษตรมีบรรจุใหม่มาปฏิบัติงานที่สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 4 คน  ในตำแหน่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ระดับ ปฏิบัติการ  (ซี 3 เดิม)  นักส่งเสริมการเกษตรรุ่นใหม่นี้  นับว่าโชคดีหน่อย  เพราะว่าท่านเกษตรจังหวัดแจ้งว่าทางกรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายให้มีการฝึกงาน-สอนงานก่อนที่สำนักงานเกษตรจังหวัด  35 วันทำการ  และลงไปฝึกงานในพื้นที่(สำนักงานเกษตรอำเภอที่บรรจุ) อีก 10 วันทำการ  ก่อนที่จะกลับไปเติมเต็มในภาพรวมที่กรมส่งเสริมการเกษตรอีกระยะหนึ่ง

          การสอนงานนั้น  ผมและทีมงานก็มีประสบการณ์บ้างนิดหน่อย  เพราะเราได้ลองใช้เครื่องมือนี้มาตั้งแต่ปี 2548  พอจะมีประสบการณ์บ้างเล็กน้อย  แต่การสอนงานนั้นมีตัวแปรมากมาย ซึ่งคงจะไม่ขอนำมาบันทึก  หากท่านใดสนใจ ก็สามารถเข้ามา ลปรร.ผ่านบล็อกนี้ได้ หรือเป็นการส่วนตัว  เพราะบางประเด็นนั้นเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้

          เมื่อวานผมได้มีโอกาสคุยกับน้องๆ 2 คน ที่มาช่วยผมออกแบบและสรุปข้อมูลจากแบบสอบถามในการวิจัยเพื่อหาแนวทางพัฒนาการปลูกกล้วยไข่ของจังหวัด   ที่เรากำลังศึกษาและเก็บข้อมูลกันอยู่   ผมได้ถามและบอกน้องๆ เขาไปในประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญต่ออาชีพนักส่งเสริมการเกษตรเป็นเรื่องแรกก็คือ……

          “การรักษาความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และความรู้สึกที่ดีๆ ต่ออาชีพนักส่งเสริมการเกษตรให้คงอยู่ในตัวเราตลอดไป…”

          คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่าวันที่เราสอบบรรจุ หรือสอบทำงานได้นั้น   ช่างเป็นความรู้สึกที่แสนจะวิเศษที่สุด   เป็นความรู้สึกที่ดี   และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง   ดังนั้นความรู้สึกที่ดีๆ ต่ออาชีพใหม่ โดยเฉพาะน้องๆ ที่มาทำงานเป็นนักส่งเสริมการเกษตรนั้น  ขอให้รักษาความมุ่งมั่น  ความรู้สึกที่ดีๆ และความตั้งใจที่จะทำงานในอาชีพนี้ ให้อยู่กับตัวเราให้นานที่สุด  คือให้อยู่กับเราตลอดไป  อย่าให้หดหาย  เพราะหากเราขาดความมุ่งมั่นและความรู้สึกที่ดีๆ   จะส่งผลต่อพลังใจ  พลังกาย  ที่จะทำงานในอาชีพนี้

         แม้วัน  เวลา  จะเปลี่ยนแปลงไป  ประสบการณ์หรือสิ่งที่เราได้พานพบ  จะมีมากขึ้น  ได้รู้ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย  แต่ตราบใดที่เรายังทำงานในอาชีพนักส่งเสริมการเกษตร  เราต้องรักษาความมุ่งมั่น ความตั้งใจที่จะทำงาน  และความรู้สึกที่ดีต่ออาชีพนักส่งเสริมการเกษตรให้อยู่กับตัวเราตลอดไป  




เราอยู่ได้ด้วยคนอื่น…จงรักผู้อื่น

14 มกราคม 2009 / 5 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 156

วันนี้ได้รับหนังสือ “ยศ ทรัพย์ อำนาจ เป้าหมายหรือมรรควิธี” โดย ท่าน ว.วชิรเมธี จากน้าอึ่งอ๊อบ คนสวย แซ่เฮ น้าอึ่งอ๊อบ ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก ….การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง ดังนั้นก็เลยขอบันทึกต่อ เพื่อเป็นขอบคุณน้าอึ่งอ๊อบ และเป็นการแลกเปลี่ยนกับชาว G2K ทุกๆ ท่าน เป็นการตอบแทนครับ……เป็นคำกล่าวสั้นๆ ครับว่า

“เราอยู่ได้ด้วยคนอื่น” นะครับ แตขยายความเพิ่มเติมว่า………..

เพราะในทุกขณะที่เราอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคม เราคงได้พบเห็นความแตกต่างหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะมองในมิติใดก็ตาม ผู้คน ที่เรียกกันว่ามนุษย์นั้นล้วนมีความแตกต่าง และต้องมีความหลากหลาย ไม่มีใครที่เหมือนกันไปเสียทุกอย่างทั้งกายและจิต…. แม้แต่คู่แฝดที่เกิดมาจากท้องแม่เดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรยอมรับก็คือ คนเรานั้นอยู่ในโลกใบนี้เพียงคนเดียวไม่ได้ เพราะ ” เราอยู่ได้ด้วยคนอื่น “
การผลิตอาหาร เราก็ต้องพึ่งพาคนอื่น แม้บางท่านจะบอกว่าทำนาเอง แต่ปัจจัยอื่นๆ ก็ต้องให้คนอื่น หรืออาศัยคนอื่นอยู่ดี บางคนร่ำรวยเงินทอง แต่ก็ยังกินข้าวที่คนอื่นปลูกให้อยู่ดีในการหุงหาข้าวปลา-อาหาร เราก็ต้องพึ่งพาคนอื่นไม่มากก็น้อย คนกินก็พึ่งคนทำ คนทำก็พึ่งพาคนกิน ลูกก็ต้องพึ่งพาพ่อแม่ ฯลฯ
ไม่ว่าใกล้-ไกล จะมากหรือน้อยเราก็ได้อาศัยและพึ่งพาคนอื่น
สุดท้ายของบันทึกนี้ อยากให้ทุกๆ คน เห็นความสำคัญของคนอื่นให้มากๆ เพราะคนเรา

* จะอยู่ได้ก็ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันและกัน
* เราอยู่คนเดียวไม่ได้ ดังภาษิตที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกัน….”
* ให้ความสำคัญกับคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะคนใกล้ตัว/รอบๆ ตัว
* ลดความสำคัญของตัวเองลงบ้าง ลดความเป็นตัวตนของเรา
* อย่าให้ความต่างของชาติ ภาษา ความรวย-จน ยศ-ตำแหน่งหัวโขนต่างๆ และฐานะในสังคม กลุ่มคน การศึกษา ฯลฯ มาแยกคนเราออกจากกัน
* เมื่อเห็นความสำคัญของคนอื่น เราก็จะมองเห็นคนอื่นอยู่ในสายตา
* เมื่อเห็นคนอื่น ก็จะฟังคนอื่น
* สุดท้ายหากเราเข้าใจและเห็นความเชื่อมโยง เราก็จะ…..รักคนอื่นมากขึ้น
เมื่อเรารักคนอื่น….คนอื่นก็จะรักเรา สังคมก็จะเกิดสันติสุข………….

คนเดียวก็เปรียบเหมือนเทียนเล่มเดียวที่ให้แสงสว่างได้ไม่มากนัก แต่หากนำเทียนมาจุดรวมกัน ย่อมให้แสงสว่างได้มากกว่าเทียนเล่มเดียว………

สิงห์ป่าสัก




ใจสะอาด…

3 ตุลาคม 2008 / 1 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 120

ใจสะอาด…
บันทึกนี้เป็นของฝากที่เป็นบทกลอนครับ เป็นของนักส่งเสริมการเกษตรรุ่นพี่ๆ เขียนไว้ ผมไปเจอเขาทิ้งไปแล้วเห็นว่ามีสาระดี เลยปัดฝุ่นนำมาแขวนใหม่ ไว้ที่ห้องทำงานของผมเอง
“คนที่มีนิสัย ไม่สะอาด
ถึงเก็บกวาดอย่างไรก็ไร้ผล
ความสะอาดต้องมีในสันดานคน
ทุกแห่งหนจึงสะอาดชาติรุ่งเรือง”

ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด นอกจากเพื่อการ ลปรร. ครับ




ผู้นำกับการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน

2 ตุลาคม 2008 / 3 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก

อ่าน: 186

อ่านบันทึกของอาจารย์ประพนธ์ ที่ gotoknow.org ชื่อบันทึก Leadership – ภาวะผู้นำ กับการสร้างความแตกต่าง แล้ว เลยนำมาคิดต่อ และนำสิ่งที่คิดต่อนั้นมาเรียบเรียง รายละเอียดก็เขียนตามสิ่งที่เคยพบพบเห็น มุมมองอาจจะอยู่ในวงจำกัดหรือให้น้ำหนักแก่หน่วยงานของรัฐ เพราะอยู่และเห็นอยู่ในวงการนี้มากที่สุด อาจจะไม่ถูกต้องหรือตรงใจท่านผู้อ่านมากนัก/บางท่านก็ต้องกราบขออภัย

เท่าที่เรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่าภาวะผู้นำนั้น ไม่ได้ขีดกรอบหรือขีดวงจำกัดอยู่แต่ผู้บริหารขององค์กรเท่านั้นที่จะมีภาวะผู้นำ เราๆ ท่านๆ ทุกคนต่างล้วนมีอยู่ในตัวในตน และเป็นผู้นำกันได้ทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งแห่งหน ก็การเป็นผู้นำตนเองนั่นก็แบบหนึ่งที่ทุกคนสามารถเป็นได้ เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ / ในหรือนอกระบบ คือมีได้ในทุกระดับไม่ว่าจะในระดับบุคคล-ปัจเจก นำในระดับกลุ่ม-ฝ่าย จนถึงนำองค์กรในระดับที่สูงขึ้นไป

แต่จากประสบการณ์อันน้อยนิดที่อยู่ในวงการ-ระบบงานของรัฐนั้น ผมคิดว่าการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ไปสู่ทิศทางที่ถูกที่ควร หรือสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับองค์กรได้นั้น ผู้บริหารในทุกระดับ(ที่เป็นทางการ)ควรจะมีภาวะของผู้นำ-ผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในตัวสูงตามไปด้วย(ตามบทบาทและความรับผิดชอบ) เพราะวัฒนธรรมการทำงานของหน่วยงานภาครัฐนั้น ยังดำเนินอยู่อย่างเดิมและเหนียวแน่น คือการทำงานตามระบบ มีสายงานการบังคับบัญชาที่ตายตัว สิ่งใหม่แม้จะเป็นสิ่งที่ดี-ถูกต้องและเป็นวิธีการใหม่ๆ ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำมาปรับวิธีการทำงาน หากไม่เป็นไปตามระบบ หรือสอดคล้องกับรูปแบบที่มีอยู่เดิมแล้ว หรือคนคิดไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงแล้วไซร้…ยากที่จะสามารถนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้

จึงไม่แปลกเลยที่เรามักจะเคยได้ยินคนทำงานบ่นเสมอว่า “มีความสุขมากหากได้ทำในสิ่งที่เขา(คนอื่น)ไม่ได้สั่ง(คิดเอง)…แต่ไม่มีความสุขมากนักกับงานที่ต้องทำตามเขาสั่ง(ทำให้เสร็จๆ)” อาจจะอ่านแล้วงง ทั้งๆ ที่เป็นการทำงานเหมือนกัน ขออธิบายเพิ่มเติมว่าที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าคนทำงานทุกคนนั้นล้วนมีความสามารถที่จะคิด-วิเคราะห์งาน แล้วนำไปสู่การปฏิบัติได้เองทุกคน แต่ไม่สามารถที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้-ปรับเปลี่ยนงานที่ทำอยู่ได้ (แต่บรรลุเป้าหมายของงานตามหน้าที่ไม่บกพร่อง น่าจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำในหลายๆ ด้าน) โดยธรรมชาติคนเราไม่ต้องการการควบคุม ชอบการเป็นอิสระ และเราก็จะได้ยินผู้มารับบริการหรือคนทั่วๆ ไปบ่นเสมอว่า

*งานล่าช้า
*ยังไม่ปรับปรุงวิธีการทำงานกันเลย
*ไม่มีรูปแบบที่หลากหลายเหมือนบริษัท-หรือหน่วยงานอื่นที่เคยไปใช้บริการมา
*งานมักจะขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ไม่สามารถทำแทนกันได้ คนนั้นไม่อยู่คนนี้ก็ทำให้ไม่ได้
*ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เราสามารถที่จะแก้ได้ แม้อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง และจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นก็ต้องโยงไปหาผู้นำอีกนั่นแหละครับ เพราะนอกจากคนทำงานจะเป็นผู้นำในระดับบุคคลกันแล้ว ในงานของหน่วยงานนั้นผู้นำองค์กรมีความสำคัญอย่างสูงมากต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร เพราะจุดสูงสุดนี้สามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาได้ใหม่ และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับบุคคล-กลุ่มคนได้นั้น ล้วนอยู่ที่ผู้นำ/ผู้บริหารแทบทั้งสิ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมองแต่มุมภายในนั้นยังไม่น่าจะเพียงพอ สิ่งที่ต้องปรับไปคู่ขนานกันก็คือปัจจัยที่ส่งผลกระทบมาจากภายนอกด้วย(คิดต่อ) จึงจะส่งผลในทางบวกต่อการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมขององค์กรด้วย

นั่นคือมุมมองที่นำมาคิดต่อและเรียบเรียงเพราะ “นายเลือกลูกน้องไม่ได้ และลูกน้องก็เลือกเจ้านายไม่ได้” นี่คือความเป็นจริงของหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำ/ผู้บริหารที่เก่งๆ ก็มีมากมายแต่ลูกน้องอาจตรงกันข้าม หรือลูกน้องทำงานดีแต่เจ้านายไม่ใส่ใจงานก็มี

แต่ข้อสรุปสุดท้ายเราก็คงหันกลับมาที่ตนเองนั่นแหละครับ เพราะหากทุกคนพัฒนาตนเอง เรียนรู้และปรับปรุง-พัฒนาตนเองอยู่เสมอ ปัญหาและข้อขัดข้องต่างๆ ก็คงแก้ไขได้ไม่ยากเย็น การสร้างวัฒนธรรมใหม่ไม่ใช่เรื่องยากในการทำงานในองค์กร ที่สรุปเช่นนี้ก็เพราะว่า “เราเปลี่ยนแปลงคนอื่นไม่ได้…นอกจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง” หากทุกคนเปลี่ยนแปลงตนเอง (ในทางที่ถูก-ดี) คงจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับสังคมแห่งนี้อีกมากมาย

วันนี้เราอาจจะยังหาส่วนผมผสมของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ลงตัว แต่หากว่าทุกคนไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาแล้ว วัฒนธรรมใหม่ของการทำงานคงจะมาถึงหน่วยงานเราได้สักวัน

บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ

2 ตุลาคม 2551




Main: 0.429481983185 sec
Sidebar: 0.0514299869537 sec