4 กันยายน 2009 / 3 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 265
หลายปีมาแล้วที่ผมไม่เคยได้ซื้อพริกขี้หนูจากตลาดเลย ไม่ว่าจะเป็นช่วงหน้าแล้งที่พริกขี้หนูหายากและมีราคาแพง หรือช่วงหน้าฝนอย่างขณะนี้ก็ตาม ก็คงจะเหมือนกับคนในชนบททั่วๆ ไปที่ส่วนมากพอจะมีพื้นที่ว่างๆ บางครอบครัวก็จะปลูกพืชผักสวนครัวเหล่านี้ไว้รอบบ้าน เมื่อใดจะใช้ประโยชน์ก็เพียงแต่ถือตะกร้าเดินไปเก็บรอบๆ บ้านก็จะมีพืชผักเหล่านี้ไว้ทำอาหารได้ทุกเมื่อ
สำหรับพริกขี้หนูผมไม่เคยได้ปลูก แต่พอจะมีกินอยู่อย่างพอเพียงไม่เคยขาด หลายท่านอาจคิดต่อว่าเอ๊ะ…ไม่ปลูกแล้วจะเอามาจากที่ไหนกัน (หรือว่าไปแอบเก็บของเพื่อนบ้าน…อิอิ) ไม่ใช่นะครับ ต้นพริกขี้หนูของผมทุกต้นนกช่วยปลูกให้ครับ ไม่ทราบเหมือนกันว่าต้นแรกอยู่ที่ไหน แต่ทุกปีช่วงหน้าฝนจะมีต้นพริกขึ้นเองตามธรรมชาติ มากบ้างน้อยบ้างไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความขยันของนกมั้ง…
จากการสังเกตต้นพริกขี้หนู เมื่อเวลามีผลพริกที่แก่และสุกจะมีนกมาคอยกินเสมอ เมื่อกินแล้วถ่ายออกมาก็เลยกลายเป็นการกระจายพันธุ์ และปลูกให้ผมได้มีพริกขี้หนูกินอยู่ตลอดปี เพียงแต่เวลาตัดหญ้าต้องหมั่นสังเกตและคอยเว้นต้นพริกเล็กๆ ที่ขึ้นเองให้รอดพ้นจากการตัดหญ้าไว้ จากนั้นก็ให้เวลาเขาได้โต…ไม่กี่เดือนก็ออกดอกออกผลให้เราได้ใช้ประโยชน์อีก บางต้นอยู่ได้ตั้งหลายปี สูงท่วมหัวก็เคยมีครับ

ดอกพริกขี้หนูสวยไหมครับ

หน้าฝนจะเห็นภาพผลพริกอย่างนี้อยู่เต็มต้น

ลูกสุกอย่างนี้อยู่อีกไม่กี่วันน้องนกก็จะมาช่วยเก็บกินแล้วนำไปปลูกให้ใหม่ครับ
นอกจากพริกขี้หนูแล้ว ที่หลังบ้างติดกับที่ล้างจาน จะมีต้นมะนาวที่ขึ้นเองอยู่หนึ่งต้น คงเกิดจากการทิ้งเม็ดเวลาเราทำกับข้าว มะนาวต้นนี้มีต้นคล้ายๆ กับส้มเขียวหวานแต่แข็งแรงและต้นสูงกว่าเพราะเกิดจากเมล็ด แต่ปีนี้เริ่มออกลูกให้ได้ทาน และเป็นมะนาวที่มีผลคล้ายๆ กับมะนาวแป้น เลยกลายเป็นว่าธรรมชาติได้ให้มะนาวกับผมไว้อีกหนึ่งต้น เพียงต้นเดียวก็เหลือกินแล้วครับ (คงกลัวว่ามีพริกขี้หนูแล้วจะขาดมะนาวเวลาทำอาหาร ธรรมชาติเลยจัดสรรให้อย่างลงตัว…555)

ธรรมชาตินั้นเป็นผู้ให้สำหรับมนุษย์เราเสมอนะครับ เพียงแต่เรายอมรับการอยู่ร่วมกัน และไม่ไปทำลายหรือตัดวงจรของธรรมชาติบางอย่าง เช่นในกรณีนี้ก็อาจจะเป็นตัวอย่างของนกครับ ที่เราไม่ไปทำลายเขาหรือจับมาขัง หรือทำลายธรรมชาติรอบตัว เขาก็จะทำหน้าที่ของเขาได้อย่างสมบูรณ์ …
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.
ในหมวดหมู่: ธรรมชาติ
24 กรกฏาคม 2009 / 3 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 291
ต่อจากบันทึกที่แล้ว หลังจากทำการซ่อมข้าวไร่ ด้วยการดำนาบก หรือปลูกข้าวแบบการปลูกต้นไม้โดยทั่วๆ ไป เสร็จแล้ว
ซึ่งหลังจากปลูกเสร็จแล้วจะได้ดังภาพด้านล่างนี้ครับ

อายุข้าว ประมาณ 1 เดือน
ในมุมมองเดียวกัน เมื่อผ่านไปอีกประมาณ 1 เดือน ข้าวมีอายุประมาณ 2 เดือน ข้าวเริ่มแตกกอดีมาก จะเห็นว่าต้นข้าวมีการเจริญเติบโตแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

อายุข้าว ประมาณ 2 เดือน อาศัยแต่น้ำฝนเพียงอย่างเดียว
ข้าวที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข้าวแพร่” จะมีการแตกกอดีมาก ต้นเดียวแตกกอได้ร่วม 40 ต้นเลยทีเดียว ดีที่ชาวบ้านที่เขาเคยปลูกมาก่อน เมื่อนานมาแล้วแนะนำว่าอย่าปลูกมากต้น และอย่าปลูกถี่เกินไป เพราะจะมีปัญหา เพราะว่าเขามีคุณสมบัติการแตกกอที่ดีมาก ซึ่งก็จริงอย่างที่ชาวบ้านที่เขาเคยปลูกได้แนะนำไว้ ดูกันให้ชัดๆ นะครับ ว่าแตกกอได้ดีขนาดไหน

การแตกกอของ “ข้าวแพร่”
ส่วนพันธุ์ “ข้าวก่ำ” เจริญเติบโตปกติ แต่การแตกกอกจะน้อยกว่า

ข้าวก่ำ
ช่วงอายุข้าว 2 เดือนนี้ จะมีหญ้าครับ มีขึ้นมากมายเหลือเกิน ถางหญ้ากันทุกอาทิตย์ยังแทบจะไม่ทันเลยนะครับ ทั้งถาก ทั้งถอน ทั้งฟัน หญ้าจะโตเร็วมาก ถึงตอนนี้ค่อยยังชั่วหน่อย แม้ว่าจะกำจัดหญ้าได้ไม่หมด แต่ต้นข้าวก็โตพอที่จะคลุมหญ้าได้บ้างแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชาวนาจึงหนีไปทำนาดำกันหมด เพราะนาดำ ควบคุมน้ำได้และคลุมหญ้าได้ง่ายกว่านี่เอง

ผู้ช่วยครับ นานๆ จะไปช่วยสักครั้ง
มุมมองบริเวณโคนต้นข้าวหลังจากถอนหญ้าแล้ว…เหนื่อยน่าดูครับ แต่ก็มีความสุข

ทีมติดตามโครงการลดต้นทุนข้าวของกรมส่งเสริมการเกษตร แวะไปให้กำลังใจครับ

ช่วง 1 เดือนจะเป็นช่วงที่ต้องซ่อมต้นข้าว
ช่วง 2 เดือน เป็นช่วงกำจัดวัชพืช ไม่รู้ว่าเดือนที่ 3 จะมีอะไรสนุกๆ ให้ตื่นเต้นอีกก็ยังไม่รู้ คอยติดตามอ่านนะครับ
ในหมวดหมู่: Uncategorized, ธรรมชาติ, พัฒนาตนเอง, ส่งเสริมการเกษตร
25 มิถุนายน 2009 / 5 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 514
มื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ผมได้ไปร่วมประชุมกลุ่มยุวเกษตรกรที่โรงเรียนบ้านท่าไม้ ตำบลท่าไม้ อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งตำบลท่าไม้มีพี่ประสิทธิ์ อุทธา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่
ขากลับได้แวะไปเยี่ยมเยียนคุณมุกดา โมราราย เกษตรกรที่เลขที่ 16 หมู่ที่ 14 ตำบลท่าไม้ ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีอาชีพปลูกมันสำปะหลัง ปลูกบอนพันงู และเลี้ยงสุกร อยู่ 20 กว่าตัว แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมามันสำปะหลังราคาตกต่ำ จึงได้พลิกแพลงและปรับสูตรอาหารสุกรโดยหันมาใช้มันสำปะหลังทดแทน สามารถลดต้นทุนอาหารเลี้ยงหมูโดยใช้มันสำปะหลังมาทดแทนปลายข้าวทั้งหมดและรำบางส่วน คือเมื่อลดต้นทุนก็ถือว่าได้กำไรเพิ่มขึ้น
ในการนำมันสำปะหลังมาเลี้ยงหมู โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ
- ต้องเป็นพันธุ์มันสำปะหลังตระกูลระยอง เพราะมีรสหวาน ไม่ขม
- เป็นมันที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี
- นำมาสับแล้วต้มให้สุก
- หมู 1 ตัว จะใช้หัวมันตลอดการเลี้ยงประมาณ 1 ต้น
- หักค่าหัวมันแล้ว จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีก 500 - 600 บาท ต่อหมู 1 ตัว

คุณมุกดา โมราราย กับพี่ประสิทธ์ อุทธา นักส่งเสริมการเกษตร
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของภูมิปัญญาของเกษตรกรบ้านเรา ที่มีความคิดที่จะลดการพึ่งพา ลดต้นทุนการผลิต โดยปรับ-พลิกแพลงมาใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่สามารถผลิตได้ มาใช้ทดแทนเพื่อลดต้นทุน เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เป็นตัวอย่างที่น่ายกย่องและนำไปเผยแพร่แก่เกษตรกรทั่วไปที่ปลูกมันสำปะหลัง หรือที่เลี้ยงหมูอยู่แล้ว เพราะหัวมันสำปะหลังตอนนี้ราคาถูกมาก และหาได้ไม่ยาก
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ
ในหมวดหมู่: พัฒนาตนเอง, ส่งเสริมการเกษตร
23 มิถุนายน 2009 / 6 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 459
เมื่อต้นปีนี้ผมซื้อที่ปลูกบ้านไว้แปลงหนึ่ง พื้นที่ 3 ไร่กว่าๆ ถมที่แล้วก็ยังเหลือพื้นที่ว่างๆ อยู่ 2 ไร่กว่า คิดจะปลูกพืชหลายอย่าง แต่มาคิดดูแล้ว ปลูกต้นไม้มาเกือบครบทุกประเภทแล้ว คงเหลือแต่พืชอาหารคือข้าวที่ยังไม่เคยปลูก ฝนนี้เลยตัดสินใจคิดที่จะทำนา ปลูกข้าวเอง แต่เนื่องจากเป็นที่บุกเบิกใหม่ ครั้นจะทำเป็นนาลุ่มเหมือนชาวบ้านเขาก็เกรงว่าจะทำไม่ทัน(ปรับพื้นที่ไม่ทัน) เลยตัดสินใจว่าแรกๆ เราน่าจะปลูกข้าวแบบข้าวไร่ไปก่อน แล้วค่อยปรับพื้นที่ไปเรื่อยๆ หลายๆ ปีก็คงจะทำเป็นนาได้
เมื่อเตรียมดินก็เลยตรวจวิเคราะห์ธาตุอาหารอย่างง่าย พร้อมทั้งวัดค่าพิกัดเพื่อหาชื่อชุดดิน พบว่าเป็นกลุ่มดินที่ 33/38 (ดินที่เหมาแก่การปลูกพืชไร่และไม้ผล) เป็นดินชุดกำแพงเพชร มีค่า pH ประมาณ 6.5 ไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสสูง และโปแตสเซี่ยมต่ำ
หลังจากตัดสินใจแล้วก็จ้างรถไถปรับที่ให้เสมอกัน เพราะพื้นที่ไม่ค่อยเรียบ จากนั้นก็ไถไปรอบหนึ่งรอจนฝนตกจึงหยอดข้าวไร่ ซึ่งพันธุ์ข้าวไร่นั้นไปขอมาจากจังหวัดลำปาง ได้มา 2 พันธุ์ ไม่รู้ว่าชื่อทางการเรียกว่าอะไร แต่ชาวบ้านเรียกว่าข้าวแพร่ และอีกพันธุ์หนึ่งเรียกว่าข้าวก่ำ (ข้าวสีนิล)
วันปลูกก็สนุกน่าดู เพราะยังไม่เคยปลูกข้าวไร่เหมือนกัน ทดลองใช้หลายๆ วิธี ทั้งใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งแล้วหยดเมล็ดข้าว ใช้เสียมด้ามยาวแซะดินแล้วหยอด และวิธีสุดท้ายที่น่าจะเหมาะสมกับดินของที่นี่มากที่สุดก็คือใช้จอบขุดหลุมตื้นๆ แล้วหยอด
หยอดหลายครั้งกว่าจะเต็มพื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เริ่มหยอดครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 เมษายน จนรุ่นสุดท้ายเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2552
เกือบหนึ่งเดือนที่คอยดูการเจริญเติบโต ลองไปเดินดูพบว่า มีความแตกต่างของการงอกและการเจริญเติบโตไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ
- พันธุ์ พบว่าพันธุ์ข้าวก่ำ มีความงอกดีกว่าพันธุ์ข้าวแพร่
- ดินที่ดอน ที่น้ำไม่ท่วมขัง ข้าวงอกดีกว่าที่น้ำท่วมขัง
- การปลูกข้าวไร่หากไม่ไถหรือไถไม่ลึกมากนัก วิธีการปลูกแบบฝังกลบน่าจะได้ผลดีกว่าดินที่ไถลึกกว่า (ไถลึกเวลาฝนตกโอกาสที่ข้าวจะฝังตัวในดินได้ลึกกว่าส่งผลให้เมล็ดไม่งอก)
- ฯลฯ แล้วจะนำสิ่งที่ได้ลงมือทำมาแลกเปลี่ยนกันในโอกาสต่อไปครับ

ภาพแปลงข้าวข้างบนนี้ เป็นฝีมือน้องไผ่ น้องฝ้าย และน้องป๊อบเพื่อนน้องฝ้ายมาช่วยปลูก (มือใหม่) หยอดข้าวเผื่อเมล็ดลีบ แต่ข้าวก่ำออกเกือบทุกเมล็ด เลยมีมากต้นอย่างที่เห็นไกลๆ ถ้าหยอดซัก 5 เมล็ดน่าจะกำลังดี แต่ก็เป็นผลดีเพราะจะได้ถอนไปซ่อมในส่วนที่ข้าวไม่งอก…อิอิ
เป็นการหาทางที่จะพึ่งตนเองอย่างหนึ่งนะครับ ไม่ปลูกข้าว แล้วซื้อข้าวกินนั้นทำได้และทำอยู่แล้ว แต่คิดว่าทำในสิ่งที่เราต้องการน่าจะดีกว่า เพราะข้าวอย่างไรเราก็ต้องกินอยู่ทุกวัน ก็เลยลองปลูกดู
เมื่อประมาณ 1 เดือนผ่านไป (31 พ.ค. 2552) ถึงเวลาที่ต้องซ่อมต้นข้าว ก็ได้อาศัยข้าวกอที่ออกมา ถอนแบ่งมาบ้างเพื่อปลูกซ่อม การปลูกซ่อมก็เป็นการปลูกง่ายๆ เหมือนการปลูกพริก-มะเขือนั่นแหละครับ เริ่มด้วยการขุดหลุมด้วยจอบ จากนั้นก็หยอดน้ำให้ดินชุ่ม ต่อมาก็นำต้นข้าวมาปลูกถ้าดินเละๆ หน่อยก็ดำไปเลย หรือถ้าดินพอชุ่มๆ ก็ปลูกแล้วกลบเหมือนปลูกต้นไม้ทั่วๆ ไป เรียกว่าดำนาบกกันเลยละครับ

- น้องไผ่..ผู้ช่วยปลูกครับ ปลูกบ้างพักบ้างเรื่อยเปื่อยไปตามประสา แต่ก็น่าจะได้เรียนรู้และจดจำภาพเหล่านี้ติดตัวไปบ้าง

- หลังจากปลูกซ่อมเสร็จก็จะเห็นภาพที่มีต้นข้าวเต็มแปลง ดูแล้วมีความสุขและได้บรรยากาศอีกแบบที่หาไม่ได้ในสถานการณ์และสังคมยุคพัฒนา - ยุคดิจิตอล (เขาเรียกกัน)ในปัจจุบัน

ท่านใดมีความรู้และประสบการณ์จะนำมาแบ่งปันกันบ้างก็ยินดีนะครับ
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.
สิงห์ป่าสัก 23 มิ.ย. 2552
ในหมวดหมู่: ธรรมชาติ, พัฒนาตนเอง, สังคม วัฒนธรรม, ส่งเสริมการเกษตร, แลกเปลี่ยนเรียนรู้
22 มิถุนายน 2009 / 10 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 250
ระหว่างการเดินทางไปปลูกป่าที่ลำพูน ท่านอธิบดีกรมราษฎรส่งเสริม ครูบาสุทธินันท์พาทีมงานชุดใหญ่..อิอิ คนตัวใหญ่ๆ เยี่ยมเยียนลูกหลานที่กำแพงเพชร มีผมและครูมิมมาร่วมต้อนรับ
แต่งานนี้ผู้มาเยือนบอกก่อนทานข้าวมันไก่ว่าหากแวะมาเยี่ยมใครอายุมากที่สุดคนนั้นต้องจ่าย อิอิ…งานนี้ผมกับครูมิมหมดสิทธิ์

เสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมงานปลูกป่าที่ลำพูน เพราะน้องไผ่ไปแข่งรำมวยเกาหลี(เทควันโด)ที่กรุงเทพฯ
ฝากไว้ก่อนนะโอฬาร ครั้งหน้าคงได้ไปร่วมทำบุญปลูกป่ากับคณะคนแซ่เฮบ้าง
ในหมวดหมู่: สังคม วัฒนธรรม
20 เมษายน 2009 / 2 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 510
ระหว่างการเดินทางกลับจากกระบี่ ขับรถผ่านตรัง พัทลุง ย้อนขึ้นมาที่นครศรีธรรมราช ด้วยความตั้งใจที่จะไปไหว้พระบรมธาตุนครศรีรรมราช แม้ยามค่ำคืนก็ต้องไปไหว้พระบรมธาตุฯ เลยได้ภาพที่ประทับใจมาฝากครับ

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราชยามค่ำคื
ในหมวดหมู่: สังคม วัฒนธรรม
9 เมษายน 2009 / 6 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 258
งานเฮฮาศาสตร์ 8 ที่กระบี่ มีภาพที่แต่ละคนในครอบครัวได้คัดเลือก และนำส่งประกวด แต่นำขึ้นลานยังไม่คล่อง ขอนำขึ้นที่โกไปพลางก่อนที่บันทึกนี้ครับ..http://gotoknow.org/blog/yutkpp/254579
บันทึกนี้เลยขอนำตัวอย่างบางภาพที่ส่งประกวดมายั่วยวนก่อน ได้รับอนุญาตจากเจ้าของแล้วพร้อมช่วยตั้งชื่ให้ด้วยว่า (หนู) ไผ่ไม่กลัวน้ำร้อน ….. อิอิ

ขาด ๆ เกิน ๆ หรือว่าไม่ตรงเงื่อนไขประการใดก็ต้องขออภัยด้วย ขอเพียงได้มาร่วมแจม….อิอิ
ในหมวดหมู่: สังคม วัฒนธรรม
16 มีนาคม 2009 / 4 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 298
ได้เขียนประเด็นแรกไปแล้วที่บันทึก : 1. จงรักษาความมุ่งมั่น วันนี้ขอแลกเปลี่ยนอีกเรื่องหนึ่ง ที่อยากจะบอกกับน้องๆ นักส่งเสริมการเกษตร หรือน้องๆ ที่ทำงานในหน่วยงานอื่นที่เป็นการเริ่มต้นทำงานใหม่เหมือนกันก็คือ
เราต้อง ” เป็นแก้วมหัศจรรย์ที่เติมน้ำเท่าไรก็ไม่มีวันเต็ม “ ประเด็นนี้สำคัญมาก ไม่เฉพาะแต่คนที่ทำงานใหม่ๆ เหมือนน้องๆ หรือแม้แต่คนที่ทำงานมานมนาน บางคนนานจนใกล้จะเกษียณ หรือบางคนแม้ปลดระวางไปแล้ว ก็มักจะพานพบเสมอๆ </strong>
เพราะเมื่อไรก็ตาม เมื่อเราเป็นแก้วที่มีน้ำเต็ม ก็เหมือนกันคนที่
ยึดติดอยู่กับความรู้เดิม-ประสบการณ์เดิมของตนเองมากจนเกินไป
เชื่อมั่นในความสมารถของเองสูงมากจนเกินไป (ย้ำว่ามากจนเกินไปนะครับ)
คิดว่าตัวเรานั้นเก่งแล้วไม่มีใครเทียมทาน
ไม่ยอมรับหรือไม่ฟังความคิดเห็นของคนอื่น ที่ต่างจากความคิดเห็นของเรา
ไม่รับรู้โลกรอบตัวที่ปรับและเปลี่ยนไปตลอดเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง
เราก็จะขาดโอกาสที่จะได้รับสิ่งดีที่จะผ่านเข้ามาในวงจรชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้เรื่องราวดีๆ โอกาสที่จะได้ต่อยอดความรู้ของเรา และอะไรอีกมากมายที่เราจะหมดโอกาส แม้แต่การพัฒนาตนเอง เพราะเราเป็นน้ำที่เต็มแก้วเสียแล้ว รับหรือเติมอะไรอีกไม่ได้ สิ่งต่างๆ ก็มีแต่จะล้นออกมานอกแก้วไปเสียหมด
น้องๆ นักส่งเสริมการเกษตร จงระลึกอยู่เสมอนะครับว่า การสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับชีวิตหรือการเรียนรู้ของคนเรานั้น สามารถทำได้ตลอดเวลา ทุกขณะ และตลอดไป เพียงแต่ขอให้เราเปิดใจยอมรับ และเปิดรับเพื่อที่จะรับรู้ แล้วนำสิ่งดีๆ ที่พานพบเหล่านั้น มาปรับปรุงและพัฒนาตัวของเราเอง เพื่อพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรอันเป็นอาชีพที่รักของเรา ส่งผลให้เรามีขีดความสามารถที่จะทำงานได้ในทุกสภาวะ และทุกสถานการณ์ แม้ว่าโลกรอบตัวเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ไม่ให้ทำเป็นข้อจำกัดในการทำงานของพวกเรา
” จงเป็นแก้วมหัศจรรย์ ที่เติมน้ำเท่าไรก็ไม่มีวันเต็มให้ได้นะครับ”
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร. ครับ</strong>
ในหมวดหมู่: Uncategorized
11 มีนาคม 2009 / 4 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 268
เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา มีนักส่งเสริมการเกษตรมีบรรจุใหม่มาปฏิบัติงานที่สำนักงานเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 4 คน ในตำแหน่งนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ระดับ ปฏิบัติการ (ซี 3 เดิม) นักส่งเสริมการเกษตรรุ่นใหม่นี้ นับว่าโชคดีหน่อย เพราะว่าท่านเกษตรจังหวัดแจ้งว่าทางกรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายให้มีการฝึกงาน-สอนงานก่อนที่สำนักงานเกษตรจังหวัด 35 วันทำการ และลงไปฝึกงานในพื้นที่(สำนักงานเกษตรอำเภอที่บรรจุ) อีก 10 วันทำการ ก่อนที่จะกลับไปเติมเต็มในภาพรวมที่กรมส่งเสริมการเกษตรอีกระยะหนึ่ง
การสอนงานนั้น ผมและทีมงานก็มีประสบการณ์บ้างนิดหน่อย เพราะเราได้ลองใช้เครื่องมือนี้มาตั้งแต่ปี 2548 พอจะมีประสบการณ์บ้างเล็กน้อย แต่การสอนงานนั้นมีตัวแปรมากมาย ซึ่งคงจะไม่ขอนำมาบันทึก หากท่านใดสนใจ ก็สามารถเข้ามา ลปรร.ผ่านบล็อกนี้ได้ หรือเป็นการส่วนตัว เพราะบางประเด็นนั้นเกินกว่าที่เราจะควบคุมได้
เมื่อวานผมได้มีโอกาสคุยกับน้องๆ 2 คน ที่มาช่วยผมออกแบบและสรุปข้อมูลจากแบบสอบถามในการวิจัยเพื่อหาแนวทางพัฒนาการปลูกกล้วยไข่ของจังหวัด ที่เรากำลังศึกษาและเก็บข้อมูลกันอยู่ ผมได้ถามและบอกน้องๆ เขาไปในประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญต่ออาชีพนักส่งเสริมการเกษตรเป็นเรื่องแรกก็คือ……
“การรักษาความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และความรู้สึกที่ดีๆ ต่ออาชีพนักส่งเสริมการเกษตรให้คงอยู่ในตัวเราตลอดไป…”
คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่าวันที่เราสอบบรรจุ หรือสอบทำงานได้นั้น ช่างเป็นความรู้สึกที่แสนจะวิเศษที่สุด เป็นความรู้สึกที่ดี และภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นความรู้สึกที่ดีๆ ต่ออาชีพใหม่ โดยเฉพาะน้องๆ ที่มาทำงานเป็นนักส่งเสริมการเกษตรนั้น ขอให้รักษาความมุ่งมั่น ความรู้สึกที่ดีๆ และความตั้งใจที่จะทำงานในอาชีพนี้ ให้อยู่กับตัวเราให้นานที่สุด คือให้อยู่กับเราตลอดไป อย่าให้หดหาย เพราะหากเราขาดความมุ่งมั่นและความรู้สึกที่ดีๆ จะส่งผลต่อพลังใจ พลังกาย ที่จะทำงานในอาชีพนี้
แม้วัน เวลา จะเปลี่ยนแปลงไป ประสบการณ์หรือสิ่งที่เราได้พานพบ จะมีมากขึ้น ได้รู้ได้เห็นสิ่งต่างๆ มากมาย แต่ตราบใดที่เรายังทำงานในอาชีพนักส่งเสริมการเกษตร เราต้องรักษาความมุ่งมั่น ความตั้งใจที่จะทำงาน และความรู้สึกที่ดีต่ออาชีพนักส่งเสริมการเกษตรให้อยู่กับตัวเราตลอดไป
ในหมวดหมู่: ส่งเสริมการเกษตร
14 มกราคม 2009 / 5 ความคิดเห็น » / โดย สิงห์ป่าสัก
อ่าน: 285
วันนี้ได้รับหนังสือ “ยศ ทรัพย์ อำนาจ เป้าหมายหรือมรรควิธี” โดย ท่าน ว.วชิรเมธี จากน้าอึ่งอ๊อบ คนสวย แซ่เฮ น้าอึ่งอ๊อบ ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างมาก ….การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง ดังนั้นก็เลยขอบันทึกต่อ เพื่อเป็นขอบคุณน้าอึ่งอ๊อบ และเป็นการแลกเปลี่ยนกับชาว G2K ทุกๆ ท่าน เป็นการตอบแทนครับ……เป็นคำกล่าวสั้นๆ ครับว่า
“เราอยู่ได้ด้วยคนอื่น” นะครับ แตขยายความเพิ่มเติมว่า………..
เพราะในทุกขณะที่เราอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคม เราคงได้พบเห็นความแตกต่างหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะมองในมิติใดก็ตาม ผู้คน ที่เรียกกันว่ามนุษย์นั้นล้วนมีความแตกต่าง และต้องมีความหลากหลาย ไม่มีใครที่เหมือนกันไปเสียทุกอย่างทั้งกายและจิต…. แม้แต่คู่แฝดที่เกิดมาจากท้องแม่เดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรยอมรับก็คือ คนเรานั้นอยู่ในโลกใบนี้เพียงคนเดียวไม่ได้ เพราะ ” เราอยู่ได้ด้วยคนอื่น “
การผลิตอาหาร เราก็ต้องพึ่งพาคนอื่น แม้บางท่านจะบอกว่าทำนาเอง แต่ปัจจัยอื่นๆ ก็ต้องให้คนอื่น หรืออาศัยคนอื่นอยู่ดี บางคนร่ำรวยเงินทอง แต่ก็ยังกินข้าวที่คนอื่นปลูกให้อยู่ดีในการหุงหาข้าวปลา-อาหาร เราก็ต้องพึ่งพาคนอื่นไม่มากก็น้อย คนกินก็พึ่งคนทำ คนทำก็พึ่งพาคนกิน ลูกก็ต้องพึ่งพาพ่อแม่ ฯลฯ
ไม่ว่าใกล้-ไกล จะมากหรือน้อยเราก็ได้อาศัยและพึ่งพาคนอื่น
สุดท้ายของบันทึกนี้ อยากให้ทุกๆ คน เห็นความสำคัญของคนอื่นให้มากๆ เพราะคนเรา
* จะอยู่ได้ก็ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันและกัน
* เราอยู่คนเดียวไม่ได้ ดังภาษิตที่ว่า “รวมกันเราอยู่ แยกกัน….”
* ให้ความสำคัญกับคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะคนใกล้ตัว/รอบๆ ตัว
* ลดความสำคัญของตัวเองลงบ้าง ลดความเป็นตัวตนของเรา
* อย่าให้ความต่างของชาติ ภาษา ความรวย-จน ยศ-ตำแหน่งหัวโขนต่างๆ และฐานะในสังคม กลุ่มคน การศึกษา ฯลฯ มาแยกคนเราออกจากกัน
* เมื่อเห็นความสำคัญของคนอื่น เราก็จะมองเห็นคนอื่นอยู่ในสายตา
* เมื่อเห็นคนอื่น ก็จะฟังคนอื่น
* สุดท้ายหากเราเข้าใจและเห็นความเชื่อมโยง เราก็จะ…..รักคนอื่นมากขึ้น
เมื่อเรารักคนอื่น….คนอื่นก็จะรักเรา สังคมก็จะเกิดสันติสุข………….
คนเดียวก็เปรียบเหมือนเทียนเล่มเดียวที่ให้แสงสว่างได้ไม่มากนัก แต่หากนำเทียนมาจุดรวมกัน ย่อมให้แสงสว่างได้มากกว่าเทียนเล่มเดียว………
สิงห์ป่าสัก
ในหมวดหมู่: สังคม วัฒนธรรม