หนี…….นรก

ไม่มีความคิดเห็น โดย naichangyai เมื่อ กันยายน 21, 2008 เวลา 11:46 (เช้า) ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 821

หนี………นรก

http://www2.yenta4.com/webboard/upload_images/1183830.jpg

 

 

            วันที่ 19 กันยายน 2551 เวลา 5 โมงเย็นเกินมานิดหน่อย คุณซาเล้งกำลังพาเรากลับบ้าน ออกจากที่ทำงานผ่านตลาดการเคหะ รถเยอะมาก ๆ เพราะพรุ่งนี้มีตลาดนัด ผ่านบ้านกึ่งวิถีหันไปดูนิดนึง…เศร้า…ชื่อนี้ไม่น่ามี

            ออกถนนใหญ่สายรังสิตนครนายก ยูเทิร์น รถกลับไปทางรังสิต วันศุกร์ยูเทิร์นค่อนข้างลำบากรถออกต่างจังหวัดมาก ท่านตำรวจจราจรทำงานกันวุ่นไปหมดเพื่อให้รถเคลื่อนตัวได้เร็วที่สุด ก็ขอขอบคุณ สุดท้ายคุณซาเล้งก็พาเรามาถึงหน้าวัดมูลจินดาจนได้

            เลี้ยวเข้าถนนผ่านหน้าวัดตรงไปหลังวัด เพื่อเข้าถึงทางลัดถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ลดรายจ่ายไป 30 บาท ไม่ต้องผ่านด่านจ่ายเงินโดยเจตนา

            คุณซาเล้งพาเราวิ่งขนานไปกับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ในมอเตอร์เวย์โดยมีรั้วเหล็กเป็นตัวแบ่งเขต ส่วนอีกด้านจะเป็นทุ่งนา

            เมื่อไม่กี่ปีก่อนบริเวณนี้เป็นทุ่งนาทั้งหมด ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร แต่ช่วงหลังไม่เกิน 5 ปี เริ่มมีโรงงานมาสร้าง ทีละโรงสองโรง จนบัดนี้มีร่วมสิบโรงงาน

            บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปมาก ๆ จากที่เราขับรถผ่านคนกำลังไถนา หว่านข้าว เก็บข้าว กลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ของหนุ่มสาวชาวโรงงานแทน จากถนนที่ค่อนข้างว่างเปล่ากลายเป็นถนนที่มีรถวิ่งไปมาดูจอแจยามงานเลิกเปลี่ยนผลัด

 

            เราผ่านทุ่งนา โรงงาน จนมาเจอถนนสายพหลโยธิน-ลำลูกกา ก็เลี้ยวซ้ายเจอศูนย์การค้าบิ๊กซี ที่เปิดให้บริการปีนี้เอง เปลี่ยนจากทุ่งนา สระปลูกบัวเป็นศูนย์การค้า แข่งกันเปิดจริง ๆ จนเดี๋ยวนี้มีศูนย์การค้าทุก ๆ 5 กิโลเมตร แต่ลูกค้ามาใช้บริการกันตรึมทุกแห่ง

            ถึงจุดนี้ต้องระวังมากเพราะมีรถพลุกพล่านสารพัดรถ ทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถเก๋ง รถกระบะ รถบรรทุก แต่คุณซาเล้งก็พาเรามาจอดต่อท้ายรถคันหน้าเพื่อรอยูเทิร์นกลับไปขึ้นมอเตอร์เวย์

            กำลังฟังเพลงอยู่เพลิน ๆ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งหน้าตั้งอยู่ริมถนนเหมือนหนีอะไรมาซักอย่าง เขาวิ่งผ่านหน้าคุณซาเล้ง เราเห็นหน้าเขาขาวซีดยิ่งกว่าผิวกายที่ขาวของเขาเสียอีก

            เขารอจังหวะรถว่างเพียงเล็กน้อยวิ่งพลางยกมือขอทางรถที่วิ่งผ่านมา เพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของถนน ซึ่งรถก็ชะงักโดยอัตโนมัติ เมื่อข้ามใด้เขาก็วิ่งพลางหันไปดูด้านหลังไปตลอดและเลี้ยวเข้าซอย พอดีจุดที่เราจอดรออยู่ตรงปากซอยจึงได้เห็นเขาเปิดประตูรั้วเข้าไปในบ้านหลังที่สาม

            จากเดิมที่ใจคิดว่าเด็กหนุ่มคนนั้นคงวิ่งราวทรัพย์ของผู้เคราะห์ร้ายริมถนนแล้ววิ่งหนีมา แต่พอได้เห็นซึ่งสาเหตุก็ให้รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก

            คล้อยหลังเด็กหนุ่มวิ่งเข้าบ้านได้สักเสี้ยววินาที มีมอเตอร์ไซค์สองคันซ้อนผู้โดยสารมารวมแล้วแปดคน ทุกคนมีหน้าตาเบิกบานเหมือนมีความสุขเสียเต็มประดา ทุกคนมีรอยยิ้มเพชฌฆาตบนเรียวปาก มาจอดที่ปากซอยที่เด็กหนุ่มคนแรก ได้วิ่งหน้าตั้งเข้าบ้านไปแล้ว และรถมอเตอร์ไซค์คันแรกทันได้เห็นหลังไว ๆ ของเด็กหนุ่มที่วิ่งหนีเข้าบ้าน

            ทั้งแปดคนลงจากรถมอเตอร์ไซค์ด้วยมาดของผูู้ล่า ที่เจอเหยื่อจนตรอก ทุกคนชักปืนที่เหน็บเอวมาใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อเตรียมตัวเข้าไปล่าเหยื่อในซอย ยมทูตทั้งแปดกระบอกสีดำมะเมื่อมดูน่ากลัว ช่วงนั้นรู้สึกขนหัวลุก เราคิดว่าผู้โดยสารในรถทุกคันที่จอดรอยูเทิร์นร่วมสิบคัน เขาคงเห็นเหตุการณ์ตลอด ช่างท้าทายกฎหมายบ้านเมืองเหลือเกิน

            แล้วรถก็ได้จังหวะยูเทิร์นพอดี รถทุกคันเคลื่อนตัวออกจากจุดเดิม ยูเทิร์นผ่านซอยที่กลุ่มวัยรุ่นพากันเดินเข้าไป ต่างพากันมองเข้าไป จังหวะที่รถผ่านซอยเราเหลือบมองเข้าไปเช่นกัน เห็นกลุ่มวัยรุ่นยังยืนอยู่เต็มหน้าบ้านหลังนั้น

            เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปหรือเป็นมาอย่างไรเราไม่อาจทราบได้ ทราบเพียงแต่ในเสี้ยวหนึ่งของสมาธิขณะขับรถ ตลอดเส้นทางขับรถกลับบ้าน เราเฝ้าแต่พร่ำภาวนา ขออย่าให้เกิดเหตุร้ายขึ้นกับเด็กหนุ่มที่วิ่งหนี…นรกคนนั้นเลย

 

                                                                                                             สวัสดีครับ


สู่แดนใต้…/…นมัสการรูปเหมือนหลวงปู่ใหญ่ที่สุดในโลก 3 องค์

4 ความคิดเห็น โดย naichangyai เมื่อ กันยายน 13, 2008 เวลา 10:31 (เช้า) ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 2447

สู่แดนใต้…/…นมัสการรูปเหมือนหลวงปู่ใหญ่ที่สุดในโลก 3 องค์                        

                        เช้าตรู่………ตะวันไม่ทันฉายแสงเงินแสงทองทาบขอบฟ้าของวันที่ 11 กรกฎาคม 2551  คณะทำงานของเราหลังจากได้พักผ่อนกันเต็มที่ และเตรียมตัวเดินทางเป็นที่เรียบร้อย ก็ออกจากโรงแรมหาดทอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไปรับประทานอาหารเช้าในตลาด เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว ก็มุ่งหน้าสู่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่นี่เราโชคดีมีโอกาสพบกับบล็อกเกอร์ 2 ท่าน คือ ท่านผู้อำนวยการศูนย์ ฯ และคุณ windy ส่วนคุณกัสจัง ไม่ได้พบกันเพราะตรงกับวันหยุดงานของเธอพอดี

                        เมื่อเราได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวขอบคุณท่านผู้อำนวยการศูนย์ฯและเจ้าหน้าที่ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี

                        จากนั้นเราก็ออกเดินทางกันต่อไป เป้าหมายของคณะเราต่อจากนี้คือ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอกุยบุรี และหน่วยงานสุดท้ายในการทำงานของโครงการฯ นี้ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสามร้อยยอด ซึ่งทั้งสองหน่วยงานท่านผู้อำนวยการฯ และเจ้าหน้าที่ต่างก็กรุณาให้ความอนุเคราะห์ข้อมูลกับคณะเราเป็นอย่างดีเช่นกัน เป็นอันว่าเราเสร็จภารกิจในการเดินทางมาเก็บข้อมูลในครั้งนี้แล้ว

                        ตามความมุ่งหมายเดิมคณะทำงานของเราตกลงกันไว้ว่าหากการทำงานเก็บข้อมูลตามแผนที่วางไว้สำเร็จแล้ว ในการเดินทางกลับกรุงเทพฯ เราก็จะแวะนมัสการรูปเหมือนหลวงพ่อทวดที่วัดห้วยมงคล ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

                        แต่เมื่อคณะเราเดินทางลงไปจังหวัดนครศรีธรรมราชผ่านอำเภอสามร้อยยอด ก็ให้แลเห็นป้ายประชาสัมพันธ์ของวัดตาลเจ็ดยอด ต.ศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวเชิญชวนนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่โตที่ใหญ่ที่สุดในโลก และระยะทางที่เข้าไปถึงวัดก็ไม่ไกลมากนัก จึงตกลงกันว่าจะเพิ่มการแวะนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่โตที่วัดตาลเจ็ดยอดไว้ในแผนการเดินทางครั้งนี้ด้วย

                        ดังนั้นเมื่อเสร็จจากภารกิจทั้งมวลที่ต้องกระทำแล้ว คณะทำงานของเราก็เดินทางไปยังวัดตาลเจ็ดยอด และได้พบกับรูปเหมือนหลวงปู่โต(หลวงพ่อโต) หรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ขนาดหน้าตักกว้างถึง 11 เมตร สูง 18 เมตร บนฐานสูง 2 ชั้น

 

Picture429

                        หลังจากได้นมัสการรูปเหมือนหลวงปู่โตและทำบุญตามอัธยาศัยแล้ว คณะทำงานก็เดินทางต่อไปยังวัดห้วยมงคล เพื่อนมัสการรูปเหมือนหลวงพ่อทวดหรือหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งหล่อด้วยโลหะผสม หน้าตักกว้าง 9.9 เมตร สูง 11.5 เมตร บนฐานสูง 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 70 เมตร ยาว 70 เมตร นอกจากนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชานุญาตให้คณะกรรมการจัดสร้างอัญเชิญพระนาภิไธยย่อ ส.ก. ขึ้นประดิษฐานที่หน้าองค์รูปเหมือนหลวงพ่อทวดด้วย

Picture440

 

                        หลังจากคณะทำงานของเราได้นมัสการและทำบุญตามอัธยาศัยด้วยความเบิกบานใจแล้ว ก็เดินทางกลับ ขณะที่เลี้ยวจากเส้นทางเลี่ยงเมืองชะอำ หัวหิน เข้ากรุงเทพฯ พลันสายตาของหนึ่งในทีมงานก็เหลือบไปเห็นป้ายประชาสัมพันธ์ของวัดนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กล่าวเชิญชวนนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เลยสอบถามคณะว่าจะแวะเข้าไปนมัสการหรือไม่ ทุกคนตอบว่าโอเค และหันไปถามสารถีรูปหล่อผู้ซึ่งนำเราไปทำงานในจังหวัดต่าง ๆ ด้วยความปลอดภัยมาตลอดเส้นทางว่ามีเวลาเพียงพอหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่าเหลือเฟือครับ

                        หัวหน้าคณะทำงานก็เลยบอกงั้นเราแวะกันเลย สารถีรูปหล่อก็เลยแวะให้ทันที เมื่อถึงวัดเราก็ได้พบกับรูปเหมือนหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า ขนาดหน้าตักกว้าง 9.9 เมตร บนฐานสูง 2 ชั้น

 

Picture465

 

                        หลังจากคณะทำงานของเราได้นมัสการและทำบุญตามอัธยาศัยด้วยความเบิกบานใจที่ได้นมัสการรูปเหมือนหลวงปู่ใหญ่ที่สุดในโลกถึง 3 องค์แล้ว ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยความปลอดภัยและอิ่มบุญ

                                                                        สวัสดีครับ

                                                                      

                                                                  ภัทรพล คำสุวรรณ์

 

                                         


เบื่อคนพาล…แต่มีความสุข

6 ความคิดเห็น โดย naichangyai เมื่อ กันยายน 12, 2008 เวลา 4:50 (เช้า) ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 962

ทำไม ? เดินช้าจัง มองหน้ารึ?  อยากเจ็บตัวหรือไง ?  นี่แน่ะ

                        ผมรีบหลีกจนเกือบพ้นรัศมีเท้า เพราะระวังตัวอยู่แล้ว แต่ก็โดนจนได้ ผมร้องด้วยความเจ็บปวด รีบวิ่งไปอีกฝั่งของถนน มองพี่อ้วนแล้วส่ายหน้าหันหลังกลับบ้าน ด้วยความงุนงงกับเสียงอันดังและเท้าที่หนัก แต่ในหัวใจรู้สึกเศร้ากับความเป็นคนพาลของพี่อ้วน

 

                        หมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีความสงบมาก  ทุกคนรู้จักกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โอบอ้อมอารี มีไมตรีจิตซึ่งกันและกัน ผมเห็นมีการแลกเปลี่ยนอาหารกันรับประทานกับบ้านใกล้เรือนเคียงกันแทบทุกวัน ลูกหลานก็เล่นกันดีไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ทุกคนเป็นเพื่อนของผม

                        วันนี้อากาศดีไม่ร้อน แต่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนมาตั้งแต่เช้า ได้ยินเสียงวิทยุประกาศว่าวันนี้มีลมมรสุมพัดเข้าสู่กรุงเทพฯ ฝนจะตกประมาณหกสิบเปอร์เซ็นของพื้นที่ ผมเดินเล่นอย่างสบายใจจากบ้าน จะไปหาเพื่อนที่ปากซอย ก็แลเข้าไปในบ้านของพี่อ้วน เห็นพี่อ้วนกับป้าจาบกำลังทำอะไรอยู่สักอย่างที่ประตู พี่อ้วนนั้นส่งเสียงดังด้วยความหงุดหงิดด่าทอด้วยคำหยาบดังลั่นซอย รีบวิ่งเข้าไปดูเผื่อมีอะไรช่วยได้

                        ผมเห็นพี่อ้วนกำลังดึงกุญแจออกจากประตูรั้วแต่ดึงไม่ออก มือก็เขย่าประตู ปากก็ตะโกนด่าไปเรื่อย ป้าจาบซึ่งยืนดูอยู่นานก็ขอดึงกุญแจออกเอง แกดึงเบา ๆ และค่อย ๆ ขยับ พักเดียวแกก็ดึงกุญแจออกจากรูได้ ผมได้ยินป้าจาบพูดกับพี่อ้วนว่า ใจเย็น ๆ ซิลูก นี่อะไรทำใจร้อนไปได้ แล้วช่วยอะไรได้มั้ย กุญแจแค่นี้ดึงออกไม่ได้

                        เมื่อป้าจาบถอดกุญแจได้แล้ว พี่อ้วนก็ใช้เท้าถีบประตูรั้วดังโครมให้ประตูรั้วอ้าออก แล้วเดินผ่านออกไป  แต่เดินสะดุดกระถางดอกไม้สีขาวริมรั้ว ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟกับกระถาง เตะกระถางต้นไม้นั้นโด่งเป็นลูกฟุตบอล กระถางปลิวไปติดข้างรั้วของอีกบ้านหนึ่ง แล้วก็ด่าโขมงโฉงเฉงลั่นซอยอีกครั้ง

                        เมื่อเห็นพี่อ้วนและป้าจาบออกมาจากบ้านได้ ผมก็เดินไปปากซอยหาเพื่อนตามที่ตั้งใจไว้ เดินมาได้สักระยะก็ได้ยินเสียงอันดังของพี่อ้วนก็หันไปดู แล้วรีบหลบ  แต่ไม่ทันครับโดนเท้าอันหนักหน่วงของพี่อ้วนเข้าที่ชายโครง คราวนี้ผมร้องเสียงดังลั่นซอยกว่าพี่อ้วนซะอีก

                        ….เอ๋ง…..เอ๋ง……เอ๋ง…..เอ๋ง…งิง…งิง…

http://25stang.212cafe.com/user_blog/25stang/O4007194-9.jpg

 

        ฮึ….กลับบ้านดีกว่า ไม่อยากกัดตอบ เดี๋ยวเสียตามสุภาษิต…

 

                                                                                    สวัสดีครับ

                                                                             ภัทรพล คำสุวรรณ์


กินหมูอย่านึกว่าหมู

2 ความคิดเห็น โดย naichangyai เมื่อ กรกฏาคม 20, 2008 เวลา 12:35 (เย็น) ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 1199

      ”กินหมูอย่านึกว่าหมู”         โดย ภัทรพล คำสุวรรณ์         

                  เมื่อวันอังคารที่ 8 กรกฏาคม 2551 เดินทางไปราชการที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ออกจากที่ทำงานในกรุงเทพฯ โดยล้อเริ่มหมุนเมื่อ 07.00 น.

                 ถึงทุ่งสงเวลาประมาณ 18.00 น. โทรหาเพื่อนจรูญที่เรียนจบ ม.ศ. 3 จากโรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อปี พ.ศ. 2514 และมาตั้งรกรากที่ อ.ทุ่งสง โดยนัดพบกันที่ปั้มน้ำมันปตท.นอกเมืองทุ่งสง

                เมื่อเจอกันแล้วก็ทักทายกันกอดกันนานเหมือนกันนะ…อิอิ  เพราะนานมากแล้วที่ไม่ได้พบกัน และแนะนำให้รู้จักกับทีมงานที่ไปราชการด้วยกัน

                จากนั้นก็ให้เพื่อนขับรถนำทางไปร้านอาหารเย็นด้วยกันที่ในเมืองทุ่งสง บอกว่าให้พาไปร้านอาหารที่อร่อยที่สุดก็แล้วกัน

                เพื่อนก็ขับรถนำเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเข้าเมืองทุ่งสง มาจอดที่ร้านอาหารจีนหน้าธนาคารนครหลวงไทย ซึ่งเพื่อนบอกว่าร้านนี้อร่อยและเก่าแก่ที่สุด

                เมื่อเข้าไปนั่งภายในร้านอาหาร ซึ่งก็เป็นร้านอาหารจีนที่จัดบรรยากาศเหมือนร้านอาหารจีนสมัยก่อน ก็เริ่มต้นสั่งอาหาร ผมบอกเพื่อนว่า ” ในฐานะเพื่อนเป็นเจ้าของบ้าน ช่วยสั่งอาหารให้หน่อย” เพราะทีมงานที่ไปด้วยกันรวมถึงตัวผมด้วยถนัดในเรื่องกินอย่างเดียวสั่งไม่ถูก…หึหึ

                เพื่อนก็เรียกเจ้าของร้านมาสั่งอาหาร อย่างแรกที่เพื่อนนำเสนอของอร่อยประจำร้านคือ”ขาหมู” พวกเราก็ตกลง (ซึ่งต่อมาทีมงานไปถึงร้านอาหารไหนก็สั่งขาหมูมารับประทานเพื่อเปรียบเทียบกับร้านนี้…ปรากฎว่าสู้ขาหมูที่ทุ่งสงไม่ได้สักร้าน…แฮ่ม…ไม่ได้โฆษณานะครับ) แล้วก็สั่งอาหารอย่างอื่นมาอีกสามสี่อย่าง

                รออยู่ครู่หนึ่ง….อาหารอย่างแรกก็มา….ทุกคนอึ้ง !!!!!! ….เพราะเป็นขาหมูขนาดใหญ่มาก พวกเราหกคนน่าจะทานไม่หมด….แล้วอาหารอย่างที่สองสามสี่ก็ตามมาจนครบในเวลาอันรวดเร็ว…

                พวกเราทุกคนเริ่มรับประทานอาหารด้วยความหวาดวิตกว่าขาหมูจะไม่หมด….ทุกคนจึงก้มหน้าเริ่มต้นอาหารอย่างแรกด้วยขาหมูและขาหมูในรอบสองสามสี่ จนขาหมูหมดโดยลืมตักอาหารอื่น เมื่อขาหมูหมดทุกคนอีกนั่นแหละก็เงยหน้าพร้อมกันแล้วยิ้มให้เห็นถึงชัยชนะ และช่วยกันจัดการอาหารอย่างอื่นจนหมดในพริบตาเช่นกัน….อิอิ…ก็กินอาหารเที่ยงที่หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์โน่น

               เมื่อจัดการกับอาหารหมด ก็ได้มีเวลาว่างคุยกัน ถามสารทุกข์สุกดิบกันนานพอสมควร ตอนท้ายก่อนแยกจากกันทุกคนก็ได้หัวเราะกันฮาใหญ่ เมื่อเพื่อนรูญซึ่งนั่งแคะฟันอยู่อย่างตั้งใจพูดขึ้นว่า

” เพื่อนเหอ(ครับ)…ไอเรานี่แก่ขึ้นครั้นนะ อะไหรไหร(อะไร ๆ )ก็ห่างหมด ขนาดฟันก็ยังห่าง กินไหร(อะไร)แต่ละทีก็แสนลำบาก แม้แต่กินหมูก็ได้หีด(นิด)เดียว กินเข้าไปหนึ่งกิโล ติดฟันเสียครึ่งกิโล..เฮ้อ..แล้วอิ(จะ)ทำไหรใครได้นิ “

             


Hello world!

ไม่มีความคิดเห็น โดย naichangyai เมื่อ กรกฏาคม 19, 2008 เวลา 11:42 (เช้า) ในหมวดหมู่ Uncategorized #
อ่าน: 787

Welcome to ลานปัญญา. This is your first post. Edit or delete it, then start blogging!



Main: 0.040750026702881 sec
Sidebar: 0.0030078887939453 sec