<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานอุ๊ยสร้อย</title>
	<link>http://lanpanya.com/jchrn</link>
	<description>อุ๊ยสร้อยบนลานเล็กๆ ของการเรียนรู้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 12 Mar 2010 13:19:22 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>วิถีแบบแมว</title>
		<description><![CDATA[     ลูกแมวน้อยสี่ตัวจากแม่แมวท้องแรก
รอดและปลอดภัยด้วยสัญชาตญาณรู้รักและปกป้องลูก
เสาะแสวงหาที่ปลอดภัยที่สุดให้ลูกอยู่
และคลุกคลีไม่ห่างกายเช้าค่ำ
 


เมื่อลูกแมวเริ่มวิ่งเล่นเองได้ แม่แมวก็เริ่มปลดปล่อยให้อิสระกับลูก
สอนสั่งให้หัดจับหนูและแมลงสัตว์ต่างๆ
สอนให้ลูกรู้หลีกและรู้สู้
รู้พิษและรู้ภัย

ต่อเมื่อลูกน้อยเติบใหญ่
ชีวิตน้อยๆก็ต้องหัดอยู่ให้ได้ตามลำพัง
แม่แมวจะปล่อยและเฝ้าดูห่างๆ แต่ไม่ให้ลูกพึ่งพา
และเริ่มทำท่าขู่ให้ลูกรู้สู้และรู้ป้องกันตัว

แมวน้อยเรียนรู้จะอยู่โดดเดี่ยว
หัดคุ้นเคยกับความเป็นตัวของตัวเอง
มีวิถีของตัวเองอย่างอิสระ
และเอาตัวรอดด้วยการตัดสินใจตามลำพัง

ลูกแมวสี่ตัวแยกย้าย
ยามพรากจากกัน
ไม่ได้ร่ำลา
ไม่รู้อนาคต
ไม่รู้อะไรเลย

เพื่อชีวิตที่อยู่รอด
ลูกแมวน้อยจำเป็นต้องใช้ทุกสิ่งที่เรียนรู้
ประสบการณ์ทำให้มีบุคลิกของตัวเอง
มีความคิดของตัวเอง
และไม่ต้องไปรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องอะไรจากใคร

อีกทั้งไม่ต้องเกณฑ์ใครมาเรียกร้องแทน
แมวน้อยเติบใหญ่และเพื่อที่จะมีชีวิต
ไม่ใช่เพื่อทำร้ายตัวเอง
แมวน้อยกินพออิ่ม นอนพอหลับ เที่ยวพอเพลิน
ยังชีวิตกับปัจจุบัน
ไม่สะสม
ไม่ดิ้นรนจนเกินพอดี
&#8230;&#8230;&#8230;.
วิถีแมว ..วิถีปัจจุบัน
 
]]></description>
		<link>http://lanpanya.com/jchrn/archives/449</link>
			</item>
	<item>
		<title>ร้อน ร้อน ร้อน</title>
		<description><![CDATA[เข้าหน้าร้อนปีนี้ อะไรๆ ก็ดูจะร้อนแรงไปหมด&#8230;

ทุกอย่างดูเหมือนถูกเร่งเร้าให้รู้สึกร้อนมากกว่าอุณหภูมิจริงๆ&#8230;อืม..สเกลวัดอุณหภูมิดูจะหมดความน่าสนใจ ไม่น่ารู้ว่าตอนนี้กี่องศาแล้ว
เพราะความรู้สึกร้อนรุ่มมันนำไปให้ร้อนกว่า ร้อนหรือเย็นเป็นเรื่องของความรู้สึก แต่ละคนก็รู้สึกไม่เท่ากัน..อาจจะรู้สึกในทิศทางเดียวกันแต่คงไม่เท่ากัน&#8230;
ฟังข่าวว่าจุดร้อนในเชียงใหม่วัดได้กว่า 600 จุด กับข่าวของวันนี้ ว่าไฟไหม้ป่าบนดอยสุเทพฯ ด้านหลังสนามเจ็ดร้อยปีก็ทำให้รู้สึกว่าความร้อนมันใกล้ตัวมาก&#8230;หวังว่าคงไม่เกิดไฟไหม้ลามลงในหมู่บ้านหรือละแวกคนอยู่อาศัย
&#8230;.
ความร้อนกับอากาศที่อึมครึม มองฟ้าก็ไม่กระจ่าง ก็ทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งต่อบรรยากาศรอบตัว ดูจะหนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
&#8230;.
ไม่รู้เพราะเหตุนี้ด้วยหรือเปล่า&#8230;ผู้คนก็เลยพูดกันเสียงดัง นิยมตะโกนกันมากขึ้นๆ &#8230;ออกอาการเต็มที่เวลาไม่พอใจหรือไม่ได้ดั่งใจ ทุกอย่างก็จะต้องได้เดี๋ยวนี้เท่านั้น&#8230;
&#8230;
นึกถึงทฤษฎีของความเครียด ที่คนเราจะรับแรงกดดันได้ในระดับหนึ่ง อย่างเสียงที่ดังแว๊กๆๆๆ ถ้าฟังบ่อยๆ ก็ชิน..จนสุดท้ายก็กลายเป็นฟังหูซ้ายออกหูขวา..และจับใจความไม่ได้ว่าพูดอะไร&#8230;.คนเราจะเป็นองค์กรจัดการตัวเองซะจริงๆ อะไรที่รบกวนถ้าหลบเลี่ยงไม่ได้ ก็จะปรับตัวหรือมีวิธีการอยู่ให้ได้กับสิ่งที่รบกวนนั้น&#8230;.หรืออาจจะประเมินค่าต่อสถานการณ์นั้นว่าท้าทายหรือคุกคาม&#8230;อาจจะหาเหตุผลมาอธิบาย หาแหล่งประโยชน์มาพิจารณาใคร่ครวญว่าจะจัดการสถานการณ์ได้หรือไม่
&#8230;.
การอยู่ในสถานการณ์ที่คุกคามตลอดเวลา ร่างกายก็จะตื่นตัวเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระภาพ&#8230;หากสถานการณ์เรื้อรังก็จะทำให้เกิดความเจ็บป่วยรุนแรงและเรื้อรังได้
&#8230;.
ความร้อนที่ระอุ แถมดูเหมือนว่าจะเพิ่มดีกรีความร้อนแรงด้วยอะไรก็แล้วแต่&#8230;ในระยะต้นอาจจะไม่น่ากลัวอะไรนัก แต่ในระยะยาว&#8230;น่ากลัวต่อสุขภาพของทุกคนซะจริงๆ
&#8230;
ละเมอเพ้อเจ้อกับแรงร้อน
]]></description>
		<link>http://lanpanya.com/jchrn/archives/447</link>
			</item>
	<item>
		<title>ช่วงเวลาหนุ่มสาวและเยาว์วัย</title>
		<description><![CDATA[มีญาติผู้ใหญ่กันไหมคะ..ญาติผู้ใหญ่ที่อายุ 70 -80 -90 ปี หลายๆคน ที่แยกย้ายอยู่กันคนละจังหวัด&#8230;น้านนานจึงจะมีโอกาสได้เจอกันซะที
อุ๊ยนี่นะคะมีญาติผู้ใหญ่ชั้นลุงและป้าทางฝ่ายแม่และอาปา ค่อนข้างพอควร

ญาติทางแม่อายุมากสุดก็ 89 ปี นอกนั้นก็ถัดๆ กันมา 85 84 80 79 78 &#8230;เรื่อยลงมา จนถึงชั้นรุ่นพี่ที่เริ่มแตะ 60 กว่าๆ เกือบ 70 กันบ้างแล้ว
ส่วนญาติทางอาปา อายุมากสุดก็ 90 และลงไปถึง 70 ปีก็หลายคน ชั้นพี่ก็เกือบ 60 ปีกันแล้ว
ก็แก่ๆ ไล่ๆ กันไป
โรคภัยก็เยี่ยมเยือนกันทั่วหน้าจนไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเยือนกันเหมือนช่วงอายุที่น้อยกว่านี้ ..จะไปไหนก็อาศัยลูกหลานพาไป
ซึ่งไม่ค่อยว่างจากงานเท่าไหร่ ..น้านนานจึงจะได้พบปะกันซะที
&#8230;..
เรื่องไปเยี่ยมญาตินี่ ดูเหมือนว่าทั้งบ้านนี่อุ๊ยจะได้รับหน้าที่เป็นลูกคนที่พาอาปาและแม่ไปเยี่ยมญาติคนอื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกลเกินจะไปได้ และที่จะไปได้ก็มักเป็นวันอาทิตย์ &#8230;
อาทิตย์กลางเดือนกุมภาพันธ์ก็พาไปเยี่ยมญาติที่อำเภอป่าซาง ไปเยี่ยมทีไรก็ได้รับพรทุกที&#8230;อิอิ
วันนี้ก็พา สว. สองคนไปเยี่ยมญาติที่ได้ข่าวว่าเจ็บป่วยช่วยตัวเองได้น้อยลงที่ จ. ลำพูน 
ไปแล้วก็ได้เจอะเจอญาติคนอื่นๆ ที่อยู่บ้านละแวกใกล้เคียงกัน
นั่งฟังคนสูงวัยคุยกันหลายเรื่อง
ที่หนีไม่ค่อยพ้นคือ เรื่องการถามถึงคนโน้นคนนี้ ลูกคนนั้นคนนี้ไปอยู่ที่ไหนทำอะไร
สุขภาพตอนนี้เป็นอย่างไง
รักษาที่ไหน
รักษาอย่างไง
มีวิถีสุขภาพกันอย่างไง
เรื่องที่เห็นเพลิดเพลินคุยกันก็เป็นเรื่องของสภาพบ้านเรือนในอดีต บ้านใครอยู่ตรงไหน มีเหตุการณ์อะไร เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไง
ได้ฟังเรื่องราวของยุคนั้น ที่ใครทำอะไรที่ไหน เคยไปอยู่อาศัยช่วยเหลือกันหรือว่าไปเรียนหนังสือพักบ้านญาติคนไหนอย่างไร
บรรยากาศเหมือนย้อนยุคไปในอดีต 
คนสูงวัยอายุ [...]]]></description>
		<link>http://lanpanya.com/jchrn/archives/446</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิถีที่เดิน</title>
		<description><![CDATA[ประสบการณ์ของการขับรถทุกวันๆ มีทั้งถนนขับสวนทางสองเลนเล็กๆ กับถนนแปดเลนแบบวันเวย์ ก็นำมาตรึกตรองว่า
การกำหนดถนนวันเวย์ ขับตามกันไปแซงกันไปหันหน้าไปทิศเดียวกัน เร็วช้าต่างกันเท่านั้นเอง การขับรถไปในทางเดียวกันตามๆกัน มันเกิดความเคยชินและมีโอกาสละเลยความระมัดระวังได้สูง

ขณะที่ขับรถในทางสวนเลนได้โดยเฉพาะทางสองเลนเล็กแคบ&#8230;จะเกิดความตื่นตัวระวังไม่ขับช้าขวางถนน ไม่แซงในทางแคบทางโค้ง&#8230;มองรถหลังเป็นระยะๆ สังเกตอาการของรถที่สวนมาว่ากินเลนมาจนต้องหลบหรือว่าเขาหลบให้&#8230;.ไฟที่สาดตรงกันข้ามสูงจนแยงตาไม่เกรงใจใครหรือว่า ลดไฟลงเมื่อใกล้ระยะ&#8230;.การเฝ้าระวังความปลอดภัยก็สูงขึ้น&#8230;ระวังการชนกันที่จะเป็นการกีดขวางเส้นทางเดินของคนหมู่มาก
ทั้งสองแนวเป็นสถานการณ์ที่เหมือนเส้นทางชีวิตเหมือนกัน
     ถ้าบริบทไหนเกิดเรื่องราวซ้ำๆ เดิมๆ เป็นกรอบให้คนในสถานการณ์เกิดความคุ้นเคย ทำตามๆกัน เห็นคนอื่นก็ทำในทิศทางเดียวกัน&#8230;ความเคยชินก็จะทำให้ขาดความระมัดระวังได้ง่าย &#8230;ในด้านหนึ่ง..การเลือกเส้นทางเดินอยู่ในกลุ่มคนที่เจริญด้วยธรรมปัญญาเห็นวิถีสุขและคิดว่าไปถูกทางแล้ว ก็จะเจริญในธรรมไปได้ง่าย&#8230;แต่ในอีกด้านหนึ่งถ้าเลือกเส้นทางเดินในกลุ่มที่รีบแซงซ้ายป่ายขวา แก่งแย่งชิงดี&#8230;โอกาสเกิดความประมาทในธรรมก็สูงขึ้น
เส้นทางชีวิตที่อยู่ร่วมในสังคมโอกาสที่จะได้อยู่บนถนนวันเวย์แปดเลนก็ไม่ได้มีเสมอไป การสวนทางของความคิดและการกระทำระหว่างผู้คนก็มีอยู่เสมอ &#8230;ถ้าได้ตื่นตัวเฝ้าระวังการไปเสียเวลากับการปะทะหรือชนกันเมื่อขัดแย้งกัน หลบเลี่ยงการปะทะ  อะไรที่ยอมได้ถ้ามันจะทำให้คนส่วนมากได้ประโยชน์จากการใช้เส้นทางร่วมกันก็ทำ และทำด้วยความเบิกบานไม่ยึดว่าสิ่งที่ทำนั้นคราวนี้ยอมคราวหน้าไม่ยอม..ซึ่งจะเป็นการจองเวรไปเปล่าๆ
จะให้ใครเขาทำอย่างที่เราต้องการคงไม่ได้ทั้งหมด&#8230;แต่ตนเองก็ยังสามารถทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นจุดหมายสำคัญคือการดำเนินชีวิตบนความไม่ประมาท รู้เท่าทันอารมณ์และความคิดของตัวเองให้เร็วขึ้น&#8230;รู้แล้ววาง รู้แล้ววาง อย่างไม่ต้องเปรียบเทียบใคร ไม่ต้องไปเร่งเครื่องยนต์หวังแซงใคร &#8230;
เส้นทางชีวิตที่เลือกเดินยังมีความน่าเพลิดเพลินในตนเองมากมาย&#8230;
มีสิ่งที่น่าค้นหา และน่าเรียนรู้ อย่างเป็นสุขในวิถีได้อย่างมหาศาลและอย่างน่าอัศจรรย์
]]></description>
		<link>http://lanpanya.com/jchrn/archives/445</link>
			</item>
	<item>
		<title>ดูที่เจตนา</title>
		<description><![CDATA[ต่อเนื่องจากการประเมินของบันทึกที่ผ่านมา &#8230;
เมื่อได้มีโอกาสอ่านใบประเมินทุกแผ่น อ่านทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ถูกส่งมาอย่างไม่ต้องลงชื่อผู้ประเมินแล้ว
ก็พบความน่าแปลกใจอีกคือ..
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เขียนกันนั้นบางครั้งไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ได้ให้คะแนนการประเมินในภาพรวม
ยกตัวอย่างเช่นการประเมินการเรียนการสอน โดยประเมินตัวผู้เรียน ..ผู้เรียนส่วนมากจะให้คะแนนตัวเองในเกณฑ์ดีและปานกลาง ..คือรับผิดชอบงานดี แต่การค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมปานกลาง สนใจอยากเรียนวิชานี้ก็ปานกลาง
และไม่มีข้อคิดเห็นอะไรเพิ่มเติมในการคิดพัฒนาตัวเอง&#8230;อืม&#8230;
แต่เมื่อดูการประเมินการจัดการเรียนการสอน
การประเมินจะเช็คในช่องดีถึงดีมาก ไม่ว่าจะเรื่องตัวหลักสูตร เนื้อหากระบวนวิชา สถานที่เรียน บรรยากาศในการเรียนฯลฯ
ขณะเดียวกันกลับมีคำแนะนำมากมายที่ต้องการปรับปรุงแก้ไข
เช่น สถานที่ฝึกงานแคบ ร้อน ไกล
วิชายาก ต้องปฏิบัติจริง เครียด
จำนวนนักศึกษาต่ออาจารย์มากไปทำให้อาจารย์ดูแลไม่ทั่วถึง
อาจารย์ซักถามมากทำให้ตอบไม่ได้
เจ้าหน้าที่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดีไม่ช่วยเหลือไม่สนับสนุน
เพื่อนในกลุ่มไม่ให้กำลังใจกัน ไม่ช่วยกัน
ทำงานเป็นทีมไม่ได้
งานมากเรียนหลายวิชาทำให้เครียดไม่อยากฝึกงาน
ไม่อยากให้จัดตารางเรียนนอกเวลา
ฯลฯ
น่าสนใจว่าการให้ความเห็นเพื่อปรับปรุงที่ผู้อื่นดูจะเป็น &#8220;เรื่องที่พบโดยทั่วไป&#8221; ไม่ว่ากระบวนวิชานั้นจะเป็นการศึกษาในระดับไหนของอุดมศึกษา
แต่ที่น่าสนใจ คือ การใช้แบบประเมินเหล่านี้ในการ &#8220;จัดการ&#8221; ว่าควรจะให้ความเอาใจใส่ในการคิดพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไรและวิธีไหนบ้าง ได้นำข้อมูลของผู้เรียนที่กำลังส่งสัญญานว่าต้องการความช่วยเหลือไปใช้ในการดูแลหรือไม่&#8230;.และเจตนาเป็นอย่างไรในการให้นักศึกษาประเมินภายหลังสิ้นสุดการเรียนการสอนและอย่างอิสระผ่านระบบออนไลน์
ที่น่าสนใจอีกส่วนคือพบว่า ในหลายๆครั้งของการประชุมเพื่อพิจารณาการประเมินผลจากนักศึกษานั้น ได้มีผู้หยิบยกความคิดเห็นเหล่านี้มาเฉพาะส่วน คือเฉพาะความคิดเห็นต่อผู้สอนและการจัดการเรียนการสอนมา &#8220;กดดัน&#8221; ผู้สอน
และเพราะเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ&#8230;ก็ทำให้ได้เรียนรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องตามมา คือผู้สอนจำนวนหนึ่งที่มีความกลัวการประเมินผลจากนักศึกษาก็จะไม่เข้มงวดกวดขันเรื่องการเรียน ไม่กล้าอบรมสั่งสอนนักศึกษา เมื่อเจอปัญหาเช่นนักศึกษาขาดเรียน โดดเรียน หรือมีพฤติกรรมการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทางจริยธรรมวิชาชีพ ก็จะปกปิดหรือไม่ก็โยนเรื่องต่อเพื่ออาศับดาบจากมือนักศึกษามาเชือดคนอื่นแทน
ซึ่งผลลัพท์ก็คงคาดการณ์ได้ว่า จะเกิดความแตกแยกอย่างไรในหมู่ผู้ปฏิบัติ จะเกิดการฉกฉวย &#8220;ประชานิยม&#8221; มากขึ้นอย่างไร และจะนำไปสู่คุณภาพการศึกษาในลักษณะอย่างไร
แต่ก็อีกเช่นกันที่น่าสนใจว่าการประเมินเหล่านี้เคยถูกนำมาทบทวนมากหรือน้อยอย่างไรและจริงหรือ&#8230;เมื่อการพัฒนาการเรียนการสอนยังตกในกรอบวงล้อมของเงื่อนไขหลายอย่างเช่น  นักศึกษามีจำนวนมากเกินกำลังของผู้ปฏิบัติ การขาดแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างในการจัดการการศึกษาโดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือกับแหล่งฝึกปฏิบัติ ฯลฯ&#8230; 
การประเมินและการใช้ข้อมูลการประเมิน จึงเป็นเรื่องที่น่าจะใคร่ครวญว่ายังคงมีความจำเป็นหรือไม่อย่างไร คุ้มค่าคุ้มทุนแค่ไหน&#8230;.การประเมินจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างในลักษณะใด จะนำไปใช้ในการดูแล &#8220;คน&#8221; ทั้งผู้สอน ผู้เรียน และผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร???
]]></description>
		<link>http://lanpanya.com/jchrn/archives/442</link>
			</item>
</channel>
</rss>
