Jerry Maguire

เอาหนังเรื่องนี้มาดูอีกรอบ แบบพินิจ เพราะเป็นหนังในดวงใจของใครหลายคน
อ่านเจอในเล่มของคุณวงศ์ทนง เขาเขียนไว้ว่า “คุณนั่นแหละ Jerry Maguire” แล้วก็สาธยายถึงการให้ การรักผู้อื่น
จนต้องเอามาดูอีกครั้ง

เหตุเกิดเพราะพระเอกของเราเกิดสำนึกอยากทำงานที่ดีกับคนอื่นบ้าง หลังจากลูกนักกีฬาที่ตนเป็นเอเย่นต์ด่าเอา

คำแถลง ๒๕ หน้านั้นช่างมีความหมาย ถ้าเปรียบก็เหมือนตอนเรียน 7 Habits มันคือ Mission Statement
แล้วมันก็เปลี่ยนชีวิต Jerry Maguire

สุดท้ายเขามีนักกีฬาในมือแค่คนเดียว
พนักงานในสังกัดคนเดียว และที่เธอมาด้วยก็เพราะ Mission Statement ฉบับนั้น

สุดท้ายเขาและเธอก็ออกเดทกัน
ในหนังพยายามบอกว่าแม่หม้ายไม่เดทกับใครง่ายๆ

ฉากที่เดทกันมี Soundtrack สุดเจ๋งจาก The Boss : Bruce Springsteen
ชื่อเพลง Secret Garden วันนี้เพิ่งเล่น YouTube เลยขอเอามาลงไว้บ้าง อ่านเนื้อร้องแล้วยิ่งซึ้ง

สองคำสุดหวาน คำแรกเปิดไว้ต้นเรื่องจากคนหูหนวกบอกรักกัน
คำหลังนางเอกตอบรับพระเอก
You complete me.
You had me at Hello.

คำขอบคุณจากใจคนที่พระเอกดูแล

“ทำไมเราไม่สัมพันธ์กันแบบนี้บ้าง?” นักกีฬา Super Star ถามเอเย่นต์ของเขา เป็นการเปรียบเทียบที่ดีจัง

หนังดีจริงๆ ครับ
สมแล้วที่อยู่ในใจหลายคน
บางคนดูหนังเรื่องนี้หลายรอบ
บางคนดูหนังเรื่องนี้เมื่อต้องการกำลังใจ

หนังเรื่องนี้บอกผมว่า นึกถึงคนอื่นให้มาก
ผมตีความเองว่าเพราะนั่นเป็นหนทางสู่นิพพาน

รักคนอื่นได้มากกว่าตัวเองนั้น ไร้ตัวฉันสุดประเสริฐเลิกเกิดเอย
เลิกเกิดก็นิพพานครับ

ชวนให้เขียน Mission Statement ของคุณดูสิครับ
บางทีชีวิตคุณอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้

มีความสุขทุกคนครับ

Eternal Sunshine of the Spotless Mind

แน่ใจหรือว่าลืมได้

กำกับ : Michel Gondry
นำแสดง : Jim Carrey, Kate Winslet, Elijah Wood
ความยาว : ๑๐๘ นาที
ระดับความชอบ : ๙.๕/๑๐

แผ่นนี้ได้มาจากเวบแลกของ http://www.coolswop.com
ดารา นำน่าสนใจทั้งสามคน โดยเฉพาะดารานำชาย Jim Carrey ที่ผมไม่เคยดูหนังแนวนี้ของเขาเลย เคยดูแต่หนังตลกที่เล่นกับใบหน้า ที่ติดตาคือ The Mask หลังจากนั้นก็ตามแบบห่างๆ
ส่วนนางเอกในเวลานี้ไม่ต้องพูดถึง ขึ้นชั้นดาราเจ้าบทบาทไปแล้ว ปีที่แล้วกวาดสองเวทีใหญ่ซะงั้น
เจ้าหนุ่ม Wood ก็ใช่ย่อย แสดงดีมาตั้งแต่เด็ก

หนังเรื่องนี้ก็ยังไม่อยู่ในความสนใจมาก่อน แม้กระทั่งแลกมาแล้ว ก็ยังไม่อยู่ในคิวที่จะดูเลย
จนได้ iPhone ก็แปลงมาเก็บไว้ เป็นแบบพากษ์ไทยอีกต่างหาก ไม่ค่อยถูกจริตเท่าไหร่

แต่เนื้อเรื่องนี่สิ ทำให้อึ้ง คิดได้ไง
วิทยาการลบความทรงจำ โดยการทำลายสมองบางส่วน เหมือนกันเมาหนักๆ แล้วตื่นขึ้นมาก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ผม ว่าน่าจะมีแล้วนะวิทยาการนี้ แต่ยังไม่ออกมาใช้แบบแพร่หลาย ดูจากหนังเรื่องนี้รายละเอียดทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ เอาของที่เราคุ้นเคยและคิดถึงเรื่องราวต่างๆ มาให้ลองคิดถึงแล้วมาดูความเปลี่ยนแปลงของสมอง สุดท้ายก็ได้แผนที่ แล้วค่อยตามไปลบทีละจุด
เป็นไปได้นะเนี่ย

แต่ที่สำคัญกว่านั้น แน่ใจหรือว่าลืมแล้วคุณจะไม่กลับไปสัมผัสสิ่งเหล่านั้น จนจำมันกลับมาอีก
เพราะชีวิตคุณก็เหมือนเดิม บรรยากาศเดิม สุดท้ายก็มาพบเรื่องเดิมๆ คนเดิมๆ ซ้ำอีก แล้วคุณจะไม่ตัดสินใจแบบเดิมหรือ
หนังพยายามจะบอกว่า สุดท้ายก็ตัดสินใจแบบเดิม รับเรื่องเดิมๆ เข้ามาในความทรงจำอยู่ดี
หรือคุณว่าไง เห็นด้วยกับสิ่งที่หนังบอกไหม?

ไม่น่าเชื่อว่าพระเอกจะสลัดคราบดาวตลกไปได้ แม้จะมีคราบให้ตลกอยู่บ้าง แต่ก็น้อยเต็มที
นางเอกแสดงดีครับ
เจ้า หนุ่มน้อยก็แสบ สวมรอยพระเอกซะงั้น แต่ก็ไม่เหมือนกัน แม้คำพูดจะคำเดียวกัน ของชิ้นเดียวกัน แต่คนต่างกัน ไม่มีทางเหมือนกัน ดีไม่ดีทำให้เขาพาลคิดถึงเรื่องนั้นเร็วขึ้นอีก
คนเรามันจะไม่คู่กัน ยังไงก็ไม่ลงรอยกันหรอกครับ

นอกจากคู่พระเอกแล้ว คู่อื่นๆ ก็ย้ำว่า ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จะเกิดซ้ำๆ ที่เดิมอยู่ดี

หาก เปรียบกับหลักศาสนาพุทธ ทุกคนจะมีสัญญาที่ให้เราเวียนมาเจอเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกว่าเราจะสอบผ่าน เช่น เราเจอกับคนนี้แล้วจิตเกิด ใจกระเพื่อม เราจะเจอคนนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะเลิกเิกิด
ดังนั้นหากเราจิตเกิดกับเรื่องอะไร ก็เป็นการผูกกันไว้ รับรองมาเจออีกแน่นอน

เหมือน ในเรื่อง สุดท้ายพอฟังเรื่องราวที่สาธยายเหตุผลของการลบอีกฝ่ายหนึ่งจากความทรงจำ ทำให้เห็นเนื้อแท้ เห็นข้อจะปรับปรุง สุดท้ายหากยังรักกันก็จะแก้ไขเพื่อให้เข้าหากันได้มากที่สุด เกิดจุดเปลี่ยนแปลง แล้วเขาและเธอก็เข้ากันได้ แม้จะไม่ได้รับประกันว่าจะแก้ได้หมด แต่ได้ถอยออกมาคิด เห็นกันและกัน
สุดยอดครับ

หากใครมีปัญหากับคู่ชีวิต ลองเอาหนังเรื่องนี้ไปดูครับ อาจได้แง่คิดดีๆ ก็ได้

Nobody is perfect. คำนี้จริงแท้เสมอ แค่ว่าเราจะรับเรื่องเหล่านั้นได้มากน้อยขนาดไหนเท่านั้นเอง
สิ่งหนึ่งที่จะประคองชีวิตคู่ไว้ได้คือ ความรัก ครับ
ยอมถอย เข้าใจ ให้อภัย หากเรายังรักกันอยู่
แล้วทุกอย่างจะคลี่คลายไปได้เอง

มีความสุขทุกคนครับ

textarea{width:440;height:340;background:url(”http://www.bloggang.com/data/a/amp-atom/picture/1264525672.jpg”);font-size:16pt;color:#ffffff;

The Hurt Locker

อาชีพที่แย่ที่สุดในโลก

กำกับ : Kathryn Bigelow
นำแสดง : Jeremy Renner, Anthony Mackie
ความยาว : 131 นาที
ระดับความชอบ : 8/10

หนัง เรื่องนี้ได้ยินครั้งแรกจากลูกสาวคนโตที่มาบอกว่ามีหนังเรื่องหนึ่งเข้ารอบ ตั้ง 9 รางวัล เลยตามหาดู เป็นเรื่องนี้แหละครับ รางวัลเยอะจริงๆ ล่าสุดก็ ได้ BAFTA ออสการ์แห่งเกาะอังกฤษไปครอง

เป็นหนังของผู้กำกับหญิงที่ ทำหนัง Action มาโดยตลอด ที่สำคัญเธอเป็นอดีตภรรยาของผู้กำกับ เรื่อง Avatar, James Cameron ดังนั้นปีนี้บนเวทีรางวัลจึงเป็นการแข่งขันข่งอดีตสามีภรรยาคู่นี้
ส่วน ใหญ่ฝ่ายภรรยาจะชนะครับ ต้องคอยดูบนเวทีออสการ์กัน เข้าไปดู ใน www.rottentomato.com แทบจะยกออสการ์ให้เลยครับ นักวิจารณ์ชอบกันมากเลย

โดย ส่วนตัวไม่ชอบหนังแนวสงคราม หนังเรื่องนี้จึงไม่ถูกใจนัก แต่สิ่งที่สัมผัส ได้จากหนังเรื่องนี้คือเป็นอาชีพที่ไม่น่าทำเลยครับ กู้ระเบิดในอิรัก น่าจะ หลังจากสงครามนะ
สิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยผู้ไม่เป็นมิตร ไม่รู้จะโดนยิง หรือโดนระเบิดเมื่อไหร่ ใบปะหนังที่มีลูกระเบิดรอบตัว คงบอกสภาพได้ดี ห้าม พลาด เพราะไม่ได้หมายถึงเขาตายคนเดียว คนในระยะระเบิดก็โดนหมด อันตรายจริงๆ

หนังเดินเรื่องสนุก ไม่ยืดยาด น่าติดตาม
ดนตรีประกอบก็เร้าอารมณ์ได้ดีทีเดียว
สมแล้วกับหลายรางวัลที่ได้มา หนังสมจริงมาก

ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้ทำยากมาก ตั้งแต่สถานที่ถ่ายที่ต้องใช้ประเทศจอร์แดนถ่าย อากาศที่ร้อนระอุจนตากล้องไม่สบาย
แต่หญิงเหล็กของเราก็ทำออกมาได้เป็นอย่างดี

เหมือนทุกครั้ง เกลียดสงครามครับ ไม่ชอบเลยที่คนต้องมาฆ่ากัน
บรรยากาศของหนังเรื่องนี้ก็บอกชัดเจน สงครามไม่เคยให้อะไรใคร ดังนั้นอย่าคิดทำสงครามเลยครับ
อาชีพกู้ระเบิดที่แสนลำเค็ญก็มาจากสงครามนี่แหละครับ

อย่าทะเลาะกันเลยครับ ทำให้เกิดสงครามเปล่าๆ ชีวิตเราก็ใช่จะยาวนัก ทำอะไรดีๆ ต่อกัน และดีต่อโลกกันดีกว่า
จะได้ไม่ต้องถึงภาวะคับขันของนักกู้ระเบิดที่เรียก The Hurt Locker

รักกันมากๆ นะครับ ชีวิตเราใช่จะยาวนัก

มีความสุขทุกคนครับ

๒๕ ม.ค. ๕๓ พี่อะตอมครบ ๖ ขวบ

ปีนี้ตรงกับวันจันทร์ คุณพ่อต้องมาทำงาน
เช้าโทรศัพท์ไป Happy Birthday แล้ว ท่าทางยังงัวเงียอยู่

ใส่บาตรก่อนทานอาหารเช้า อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้ลูก

ตอนหกโมงเย็นโทรศัพท์หาอะตอม เห็นว่าเลี้ยงวันเกิดกันแล้ว ให้กล้องไว้ที่บ้าน ค่อยไปดูรูปอีกที
ท่าทางลูกอยากได้บาร์บี้ตอนสามทหารเสือที่เป็นหนังสือ เพราะเราซื้อเป็นแผ่นไปให้แล้ว เดี๋ยวลองหาดู

พี่อะตอมที่พิพิธภัณฑ์เด็ก

พี่อะตอมที่ดรีมเวิลด์

พี่อะตอมที่พิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นเกริก ยุ้นพันธ์ อยุธยา

พี่อะตอมที่ตลาดน้ำคลองสระบัว อยุธยา

ถ่ายกับพี่แอมป์ที่องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ รังสิต คลอง ๕

สุขสันต์วันเกิดนะลูกรัก

Avatar

อย่ารอจนต้องไปรุกรานคนอื่นเลยครับ

กำกับ/เขียนบท : James Cameron
นำแสดง : Sam Worthington, Zoe Saldana, Sigourney Weaver, Michelle Rodriguez
ความยาว : ๑๖๒ นาที
ระดับความชอบ : ๑๐/๑๐ (หนังในดวงใจ เลยครับเรื่องนี้)

They killed their mother เป็นประโยคแทงใจมากครับจากหนังเรื่องนี้

ในครั้งแรกไม่ได้อยากดูหนังเรื่องนี้เลย เพราะคาดว่าจะเป็นหนัง Action Sci-Fi เป็นแนวที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

จนพี่ที่ทำงานมาบอกว่าไปดูมา เป็นสามมิติ หนังยาวแต่ไม่เบื่อเลย
ใน Blog บางที่บอกว่าให้แนวคิดเทียบชั้น The Matrix เลยทีเดียว
สุดท้ายได้ข่าวว่าได้ลูกโลกทองคำอีก

แต่ เหตุผลหลักที่ทำให้ไปดูหนังเรื่องนี้ คือ ประสบการณ์จากหนังการ์ตูนเรื่อง Up ที่หลายคนชื่นชมตอนดูในโรงภาพยนตร์แบบสามมิติ แต่ผมไปดูด้วยแผ่นแล้วเฉยๆ เลยคิดว่าการดูเป็นสามมิติน่าจะมีผลในการสร้างความประทับใจไม่มากก็น้อย

สุดท้ายก็ไปดูแบบสามมิติที่ Esplanade รัชดาฯ
ตื่นตาตื่นใจกับภาพสามมิติที่เห็น
แต่ที่น่าสนใจและถูกใจมากกว่า คือ เนื้อเรื่อง แม้จะไม่ซับซ้อน พอเดาออก แต่ผมว่าตรงประเด็นดี
ใน เมื่อเราจะไปใช้โลกของเขาก็มีสองทางเลือก ไปขอแบ่งจากเจ้าของเดิม หรือไม่ก็แย่งยึดเอา โดยมักอ้างเรื่องอารยธรรม แล้วก็ดำเนินชีวิตทำลายล้างเหมือนเดิม จากนั้นก็เสาะหาโลกใหม่ไปเรื่อยๆ

ดูแล้วอยากให้เทพเอวามีอยู่บนโลกใบนี้บ้างจัง จะได้ขอพรให้โลกนี้อยู่นานๆ ต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายได้บ้าง

มนุษย์ มักจะใช้ชีวิตตามแนวทางที่ตนถนัด มักคิดว่าตัวเองดี คนอื่นด้อยหมด มักคิดว่าเราสามารถศึกษาสิ่งต่างๆ ด้วยการเก็บตัวอย่างมาทดสอบ ธาตุแท้ของคนเหล่านี้แสดงให้เห็นตลอดเรื่อง
ส่วนชาว Navi จะเป็นคนยุคเก่าที่ยังสัมพันธ์กับธรรมชาติ ให้เกียรติธรรมชาติ และที่เด่นกว่ามนุษย์โลกคือสามารถสร้าง Bonding กับธรรมชาติรอบตัวได้ คนสมัยนี้ก็พยายามฝึกอยู่ครับ การสร้าง Bonding กับสิ่งต่างๆ
มนุษย์ เป็นสัตว์โลกที่มีความสามารถในเรื่องนี้น้อยทีสุด เรามักจะไม่สามารถรู้จากสิ่งที่ธรรมชาติพยายามบอกเราเลย แถมยังทำลายธรรมชาติกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เคยมีคนถามผมว่า เชื่อเรื่องน้ำท่วมโลกไหม? ผมเชื่อครับ เพราะข้อมูลต่างๆ ก็บอกเรามาตลอด ดังนั้นหากมีโอกาสก็หาทางหนีทีไล่ไว้บ้างก็ดีนะครับ เช่น หาที่ดินที่สูงๆ ที่คิดว่ารอดในวันนั้นไว้บ้าง หรือ หากัลยาณมิตรที่จะบอกหรือเตือนภัยในวันนั้นไว้บ้างก็ดีครับ

แต่จะดีที่สุดต้องช่วยให้โลกนี้ล่มสลายให้ช้าที่สุดครับ
ขั้นแรก ต้องตั้งใจว่าจะช่วยโลกเราแล้ว คิดว่าโลกนี้คือมารดาของเรานะครับ
ขั้นที่สอง คิดว่าจะทำอย่างไรจะลดการสร้าง CO2 จากกิจกรรมที่เราทำได้บ้าง ผมมีโครงการ ๑๐:๑๐ มาแนะนำครับ นั่นคือตั้งใจลดการผลิต CO2 จากตัวเราลง ๑๐% ภายในปี ค.ศ.๒๐๑๐ ลองกดเข้าไปใน Link นี้นะครับ http://sibsibcampaign.wordpress.com
ขั้นที่สาม ลองคำนวณ CO2 ที่เราผลิตในปัจจุบัน จากเวบนี้นะครับ http://thaicfcalculator.tgo.or.th/index.html
ตอนใส่ข้อมูลอาจต้องใช้เวลาซักนิดนะครับ รู้สึกว่าจะต้องลงทะเบียนก่อนด้วยนะครับ
ขั้นที่สี่ หาทางลดลงให้ได้ตามเป้าหมาย และทำอย่างจริงจัง แล้วลองวัดผลเป็นระยะๆ

อย่าคิดว่าการผลิต CO2 เป็นเรื่องของคนอื่นนะครับ เริ่มที่ตัวเรา

อย่างน้อยเราก็ได้แสดงความกตัญญูต่อมารดาของเราอย่างเต็มความสามารถแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
อย่างน้อยเราได้ทำเพื่อคนรุ่นหลังรวมถึงลูกหลานของเราอย่างเต็มที่แล้ว

อย่ารอจนต้องไปรุกรานคนอื่นเลย หนังเรื่องนี้สอนผมอย่างนี้ครับ

มีความสุขทุกคนครับ

Link ที่เกี่ยวของ : ดร.วรภัท ร์ อาจารย์ของผม ท่านเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในแนว KM LO ลองคลิ๊กเข้าไปอ่านดูนะครับ จะได้รู้ว่า คำว่า I see you คืออะไร ทำไมคุ้นๆ คำนี้ เป็นคำในวงการนี่เอง ผู้กำกับท่านนี้เก่งจริงๆ

ปุชิตา

ยอดเยี่ยมครับพี่ต้อ

ผู้เขียน : บินหลา สันกาลาคีรี
สำนักพิมพ์ : วงกลม
จำนวนหน้า : ๔๑๐ หน้า
ราคา : ๒๘๐ บาท
ระดับความชอบ : ๑๐/๑๐

เป็นเล่มที่เพื่อนๆ หลายคนใน Blog มักจะพูดถึงบ่อยมากเมื่อพูดถึงนักเขียนคนนี้ บินหลา

ผมอ่านผลงานของบินหลามาแล้วสามเล่มคือ เจ้าหงิญ, คิดถึงทุกปี และ หลังอาน นอกจากเล่มแรกที่ไม่ค่อยโดน อีกสองเล่มอ่านแล้วชอบมากเลย
มาอ่านปุชิตา ชอบสุดๆ เลยครับ
บินหลาเขียนได้ไหลลื่น สนุก มีลูกล่อลูกชน บทจะหวานในช่วงมีความรักก็น่ารักดีเหลือเกิน เก่งจังเขียนได้ขนาดนี้

เนื้อ เรื่องเกิดในประเทศสมมติ คีรีสถาน ตัวเอกเกิดการจับพลัดจับผลูของเข้าไปพัวพันในเหตุการณ์ความไม่สงบของประเทศ นี้ จนเกิดรักระหว่างรบ

ปุชิตาเป็นชื่อเจดีย์ในประเทศคีรีสถาน แต่เป็นเจดีย์ที่ชาวสิงขรชนกลุ่มน้อยในประเทศนี้สร้างไว้ ประมาณว่าเอาไว้ไถ่บาปของผู้สร้าง จึงต้องสร้างให้สูงเท่านกเขาเหิร อารมณ์เดียวกับพระปฐมเจดีย์ในไทย
และปุชิตาเจดีย์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในประทศสมมตินี้ และนำมาเป็นฉากสำคัญในเรื่อง

อ่านเรื่องนี้ทำให้สนใจอยากอ่านมหาภารตยุทธ อันมีตัวละครเอกคือพี่น้องปาณฑพ ๕ คน ได้แก่ ยุธิษเฐียร, ภีมะ, อรชุน, นกุล, สหเทพ
โดยทั้งห้าชื่อนี้นำมาเป็นชื่อของตัวละครในปุชิตาด้วย
ชอบ ตอนอรชุนเปลี่ยนชื่อเป็นภีมะ เพื่อต้องการเปลี่ยนแนวการดำเนินชีวิต ช่างเป็นการเปรียบเทียบที่ชาญฉลาด จากคนเก่ง ไม่ทำสงคราม มาเป็นคนแข็งกระด้าง และชอบการต่อสู้ เพราะพี่ชายตายไปในการปฏิบัติการ

เสน่ห์ ของนิยายเล่มนี้นอกจากเรื่องความรักของตัวละครแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือการหักมุมในช่วงท้าย ทั้งการแสดงตัวตนแท้จริงออกมาของนายพลสงเสป ทีแนบเนียน โหดเหี้ยมมาก การเจรจาโดยใช้การข่มขู่และสวมรอย ทำได้เนียน แต่สุดท้ายก็มาเฉลยทั้งหมดภายหลัง
ไม่แปลกที่ตอนลงเป็นตอนๆ ในนิตยสาร จะได้รับการติดตาม จนเกิดเป็นกระแสในช่วงนั้น คาดเดากันว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรในตอนต่อไป

อ่านสนุกมาก มีรอยยิ้มเป็นระยะๆ ลุ้นในหลายฉากหลายตอน

น่าอ่านเป็นอย่างยิ่งครับเล่มนี้ ใครอ่านแล้วชอบตรงไหน บอกกันบ้างนะครับ

เป็น หนังสือในดวงใจ เล่มล่าสุดเลยครับ

มีความสุขทุกคนครับ

Seven Pounds

๗ วินาทีของความประมาท

กำกับ : Gabriele Muccino
นำแสดง : Will Smith
ความยาว : ๑๒๓ นาที
ระดับความชอบ : ๙.๒๕/๑๐

แผ่นนี้ได้มาจากญาติผู้พี่ ส่งมาให้โดยบอกมาว่าน่าจะชอบ
เก็บ ไว้นานเลย ไม่ได้ดูหนังมานาน ช่วงนี้มัวแต่จัดแจงเรื่องการย้ายคอนโด วันนี้เลยเอาเสียหน่อย เหลือบดูความยาวของหนัง ร่วมสองชั่วโมงเลย

หนังมีบทพูดเยอะมาก ทำให้ต้องตั้งใจดู ไม่งั้นหลุด
ผู้กำกับคนนี้เป็นชาวอิตาลี กำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ใน Hollywood เรื่องแรกก็คือ The pursuit of happyness ก็ร่วมกับ Will Smith อีกเหมือนกันสำหรับเรื่องนั้น แผ่นที่ได้มามี Comment ของผู้กำกับให้ฟังด้วย ทำให้ทราบแนวคิดในเรื่องได้มากขึ้นครับ
ยังคาใจชื่อหนัง มันสื่ออะไรครับ เหมือนกับเรื่องก่อนที่เขียน Happyness ผิดอย่างจงใจ

เปิดตัวหนังคือฉากจบของเรื่อง แล้วค่อยเล่าเรื่องย้อนหลังในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นลำดับ ไม่ได้ตัดสลับไปมาเหมือน 21 Grams

คำน่าคิดอยู่ตอนต้นเรื่องครับ
“พระเจ้าสร้างโลกภายใน ๗ วัน แต่ผมทำลายมันใน ๗ วินาที”
๗ วินาทีแห่งความประมาท ทำลายทุกอย่าง
หนังบอกผมว่า อย่าประมาทโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะในเรื่องสำคัญ เช่น การขับรถ
ย้อน กลับมาดูตัวเรา บางครั้งก็ชอบเอาโทรศัพท์มาดู Massage เหมือนกันนะ คิดแล้วก็ยังเสียว ต้องงดนะ หายใจลึก ให้คิดว่า การขับรถครั้งนี้สำคัญที่สุด ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเกี่ยวเนื่องกับคนมากมาย ซึ่งล้วนแต่รักเราทั้งนั้น

แต่พระเอกก็ไม่โชคดีจากการประมาท อุบัติเหตุครั้งนั้นกระทบคน ๗ คน รวมทั้งภรรยาสุดที่รัก

พระเอกพยายามไถ่บาป ปลดล็อคหัวใจ โดยการให้กับคน ๗ คน ทั้งที่เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น คนรอบข้าง และคนดีทั่วไป

สุดท้ายก็สละชีวิตเพื่อมอบอวัยวะ
ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเลยครับวิธีนี้

ผม มักพูดเสมอว่าฝรั่งไม่เก่งในการลืม พุทธศาสนาสอนเรื่องนี้เป็นมั่นเป็นเหมาะ เราเกิดดับทุกวินาที เจ้าคนที่ประมาทนั้นดับไปนานแล้ว พระเอกยังเอามาวนเวียนคิด จนออกมาเป็นการตอบแทน ไถ่บาป อย่างที่เห็น
ถ้าพระเอกได้มาเจอหลวงปู่ หลวงพ่อ บ้านเรา อาจคลิ๊ก บรรลุธรรมก็ได้
คนเราบางครั้งต้องมีจุดเปลี่ยนครับ ถึงจะพบทางสว่าง ทางสายเอก
แต่ ไม่ต้องรอจนเจอจุดเปลี่ยนแรงๆ เหมือนตัวเอกนะครับ เอาแรงปรารถนาที่มีที่จะเจอสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ลองเข้าปฏิบัติธรรมสักครั้ง ๔ วัน ๗ วัน หรือ ๑๐ วัน แล้วคุณจะพบว่าความหมายของชีวิตคืออะไร ผมขอท้าทายครับ

ในเรื่องการแสดงหายห่วง เล่นดีทุกคน เพลงประกอบไม่เด่นมากมาย

จุด อ่อนของหนังเรื่องนี้คือความเกินจริง และดูจงใจยังไงไม่รู้ ทำไมพระเอกบริจาคอวัยวะต่างๆ ได้มากมาย จะใช้งานกับคนที่ได้รับได้หมดเชียวหรือ แล้วเจ้าแมงกระพรุนนั่นมันฆ่าคนได้เชียวหรือ

แต่จุดติก็ไม่ได้ทำให้สื่อสารสิ่งที่ต้องการลดลงเลย ยังมั่นคง

ในเรื่องมีเลข ๗ ประปราย ลองค้นหาดูครับ

กว่าจะเกิดมาเป็นคนยากมาก ดังนั้นต้องใช้ชีวิตอย่าประมาท เพราะผลพวงจากการประมาทตามมามากมาย หากพลาดไปแล้วต้องลืมให้ได้ครับ

ทำตนตรงวินาทีนี้ให้ดีที่สุด

มีความสุขทุกคนครับ

Shakespeare in love

หนัง ๗ รางวัลออสการ์ปี ๑๙๙๙

กำกับ : John Madden
นำแสดง : Gwyneth Paltrow, Josh Fiennes, Judi Dench, Ben Affleck
ความยาว : ๑๒๓ นาที
ระดับความชอบ : ๙/๑๐

Love is the only inspiration เป็น Keyword ของหนังเรื่องนี้

เป็น หนังที่อยู่ใน Waiting List มาเนิ่นนาน เพราะกวาดรางวัลออสการ์มาเยอะทีเดียวในปีที่เข้าประกวด และเป็นหนังที่หลายๆ คนพูดถึงในแง่ชื่นชม

ซื้อแผ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ได้ฤกษ์ดูเสียที

เวลาผมดูหนังที่นางเอกคนนี้แสดง เช่น Proof
รู้สึก ว่าเธอไม่ค่อยสวยจนเป็นนางเอกได้เลย แต่กับเรื่องนี้เธอสวยสมควรจะเป็นนางเอกจริงๆ ดูอายุอานามตอนเล่นเรื่องนี้ก็น้อย ช่างเหมาะกับเนื้อเรื่องจริงๆ แถมแสดงได้ดี จนคว้ารางวัลออสการ์ดารานำฝ่ายหญิงมาได้

ส่วนดาราคนอื่นๆ ก็ทำได้ตามมาตรฐาน

โดย ส่วนตัวชอบหนัง Period ประเภทใส่กระโปรงสุ่ม ชอบเวลาแต่งตัวฝ่ายหญิง ที่ต้องมีคนช่วย ดึงเส้นที่เสื้อเพื่อรัดให้เสื้อเข้าตัว ผู้หญิงสมัยนั้นช่างอดทนจริงๆ แต่สิ่งที่ออกมาก็สวยงามดีเหลือเกิน หนังเรื่องนี้ได้รางวัลออสการ์เครื่องแต่งกายด้วย
แต่ที่สังเกต หนัง Period มักจะมีเนื้อหาหนักๆ เชิง Drama เพราะชีวิตสมัยก่อนมากมายกฎเกณฑ์ ทำให้เกิดเรื่องต่างๆ จากการบีบคั้นนั้นๆ ได้
เรื่อง Elizabeth เป็นอีกเรื่องที่อยากดู
หนัง Period เรื่องไหนเจ๋งๆ อีกบ้าง บอกกันบ้างนะครับ

อีก แนวที่ชอบคือหนังที่เล่นกับแรงบันดาลใจ ในเรื่องนี้เล่าเรื่องที่มาของวรรณกรรมบรรลือโลกของวิลเลียม เช็คสเปียร์ โดยตีความและแต่งเอาได้อย่างมีจินตนาการทีเดียว เก่งมากครับ
เมื่อคนผลิตงานตีบตันทางความคิด สิ่งที่ต้องการอย่างมากคือแรงบันดาลใจ มีหนังเรื่องหนึ่งที่พยายามจะหามาชมอยู่ชื่อ The muse ศัพท์คำนี้แปลว่าเทพธิดาที่เป็นแรงบันดาลใจของกวี
หาติดตัวไว้นะครับสิ่งนี้ จะได้สร้างสิ่งดีๆ ออกมาได้ หรือจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เพราะเรารู้ว่าเราทำทุกอย่างนี้เพื่อใคร

หนังเรื่อง Shakespeare in love ใช้ความรักเป็นแรงบันดาลใจครับ บทละครอันเลื่องชื่อของวิลล์จึงเกิดขึ้นมาได้

อยากดูหนังแต่งตัวสวยๆ มีเรื่องความรักเป็นแรงบันดาลใจให้ชม เอาเรื่องนี้มาชม

ระวังจะตกหลุมรัก Gwyneth Paltrow นะครับ

มีความสุขทุกคนครับ

Julie & Julia

หนังที่ Blogger ต้องดู

ผู้กำกับ : Nora Ephron (เขียนบทด้วยครับ)
นำแสดง : Meryl Streep, Amy Adams
ความยาว : ๑๒๓ นาที
ระดับความชอบ : ๙.๕/๑๐

หนังเรื่องนี้อ่านเจอจาก Blog ของ บ.ก.แป๊ด Grappa เห็นแผ่นในร้านเลยรีบคว้ามาดู

แค่เปิดเรื่องก็น่าสนใจแล้ว
Based on two true stories

ซึ่งเป็นเรื่องของ
Julie Powell และ Julia Child สองแม่ครัวต่างยุค
คน แรกเป็นคนยุคปัจจุบัน ทำ Blog ก่อนเราประมาณ ๔ ปี แต่เขามี Theme ที่ชัดเจน นั่นคือทำอาหารตามสูตรในตำราของ Julia Child ซึ่งเป็นสุภาพสตรีชาวอเมริกาที่ติดตามสามีไปอยู่ในฝรั่งเศส กิจกรรมหนึ่งที่เธอโปรดปรานคือทานอาหารฝรั่งเศสอย่างเอร็ดอร่อย เธอเลยอยากให้แม่บ้านชาวอเมริกันได้ทำทานบ้าง เลยไปเรียน และเขียนตำรา ในยุคของเธอไม่มี Blog จึงเขียนตำราแล้วส่งสำนักพิมพ์เพื่อพิจารณา
ส่วน Julie Powell ใช้เทคโนโลยีปัจจุบันคือ Blog เธอให้เวลาหนึ่งปีกับห้าร้อยกว่าสูตรที่จะต้องทำให้หมด ไม่ง่ายเลย จึงต้องการกำลังใจมาก ลองดูประโยคที่เธอมอบให้คนให้กำลังใจเธอครับ

“I could never have done this without you. As someone once said, you are the butter to my bread, the breath to my life. To my husband.”

คมคาย ได้ใจ คนดูน้ำตาซึม

ตัวหนัง, ดารา, เพลงประกอบ ลงตัวไปหมดครับ
เหมาะแก่การนำมาชมเป็นอย่างยิ่ง
ตอน นี้เข้าชิงลูกโลกทองคำในสาขา ภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม และ Meryl Streep เข้าชิงในสาขา นักแสดงนำหญิงจากภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม

จะ ว่าไปผู้กำกับคนนี้คงถนัดแนวนี้ Romantic Comedy เพราะเรื่องก่อนๆ ของเธอคือ Sleepless in Seattle และ You’ve got mail นี่ถ้าเอา Meg Ryan มาแสดงได้คงเอามาแสดงแล้ว แต่ยุคนี้ Sandra Bullock ก็ใช่ย่อยสำหรับแนวนี้

ทำไม Blogger ต้องดู ก็เพราะจะได้เห็นว่ามีคนคิดเหมือนเราเยอะ เชื่อว่า Blogger ทุกคนมีความฝัน อยากให้คนมาอ่าน มาแสดงความคิดเห็น เลยกลายเป็นหน้าที่ที่จะต้องเขียนให้คนที่ติดตามอ่าน Blog ของเราได้อ่านสม่ำเสมอ

จริงๆ แล้ว Blog ต้องมี Theme ที่ชัดเจน ถึงจะดังและติดตลาด หนังเรื่องนี้บอกไว้

หากดึงคนในครอบครัวมามีส่วนร่วมกับการเขียน Blog ได้จะดีมาก เหมือนในหนังเรื่องนี้

ให้ ใส่ความรู้สึกนึกคิดอย่างเต็มที่ และซื่อสัตย์ ใน Blog เหมือนตอนที่ Julie ทะเลาะกับสามี เธอก็เขียนความรู้สึกของเธอลง Blog สามีมาอ่านก็จะได้รู้ถึงความรู้สึกแท้จริง

อีกอย่างอย่าหวังว่าจะดังในชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลา ดูเราสิเขียนมาตั้งหลายปี ไม่ดังเสียที ต้องฝึกต่อไป

แม้ จะไม่ดังแต่ผมก็ชอบเขียน Blog เพราะได้บันทึกเรื่องราวที่เข้ามา ได้จดความรู้สึกเวลาดูหนัง อ่านหนังสือ เลี้ยงลูก หรือไปเที่ยวไหนๆ เวลากลับมาอ่านแล้วมีความสุขทุกที หรือเวลาจะแบ่งปันให้คนอื่นก็เป็นไปโดยง่าย
Julia Child คงคิดแบบนี้เหมือนกัน แค่เธอไม่มี Blog จะใช้ในยุคนั้น

การได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ไว้ในโลกไซเบอร์ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมยังเขียน Blog
การได้พบคนคอเดียวกัน แนะนำต่อยอดสม่ำเสมอ ทำให้ผมชอบ Blog
การได้รับมิตรภาพ แบ่งปันของ ลดโลกร้อน ชวนกันทำความดี ทำให้ผมยิ่งรัก Blog

ส่งหนังเรื่องนี้ต่อไปให้ ดร.วรภัทร์ ก็แกเป็น Blogger ที่ผมนับถือท่านหนึ่ง

Blogger ท่านอื่นล่ะครับ ทำไมเขียน Blog? บอกกันบ้างนะครับ

มีความสุขทุกคนครับ

Happy-go-lucky

โชคของเรา เรากำหนดได้

ผู้กำกับ : Mike Leigh
นำแสดง : Sally Hawkins
ความยาว : ๑๑๘ นาที
ระดับความชอบ : ๘.๕/๑๐

หนังเรื่องนี้มีรางวัลรับประกันจากหลายเวที เป็นรางวัลดารานำฝ่ายหญิง แต่ออสการ์ไม่ได้นะครับ

หนังเดินเรื่องง่ายๆ เริ่มมานางเอกก็อารมณ์ดีรับกับถูกขโมยจักรยานเลย “ยังไม่ได้บอกลากันเลย” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
แล้วเธอก็ใช้ชีวิตต่อไป

เธอ เริ่มเรียนขับรถยนต์หลังจากนั้นในสุดสัปดาห์ อาจารย์ดุมาก อีกเหตุผลหนึ่งคือเธอขี้เล่นและดื้อ ตัวอย่างเรื่องรองเท้ามีส้น ที่เธอใส่ตั้งแต่เรียนวันแรก อาจารย์ก็พร่ำบอกให้ถอดเสมอ
เธอไม่เคยโกรธเวลาถูกดุ แถมล้อเล่นเสียอีก นิสัยน่ารักเหล่านี้ ทำให้คนรอบข้างชอบเธอ ไม่เว้นแม้แต่อาจารย์สอบขับรถจอมเฮี๊ยบ

นางเอกเป็นครูโรงเรียนอนุบาล ซึ่งก็เหมาะกับนิสัยเธอดีครับ

นางเอกแสดงดีมากสมกับหลายรางวัลที่กวาดมา ไม่เวอร์ อารมณ์ดี กำลังดี แสดงเป็นธรรมชาติมาก ดูแล้วคล้อยตามไปเลย

ทุกตำรามักจะพูดถึง Positive Thinking เราก็มักจะคิดว่าทำไม่ได้ตลอดเวลาหรอก แต่นางเอกของเราทำได้ ทำได้ดีเสียด้วย

โชคของเรา เรากำหนดได้ครับ ว่าจะให้เป็นอย่างไร
แค่อารมณ์ดี ก็เปลี่ยนชีวิต และเรื่องต่างๆ รอบข้างให้ดีขึ้นได้

กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้เลยนะครับ
อารมณ์ดี แล้วจะโชคดี ตามชื่อเรื่องนั่นเอง
หนังเรื่องนี้บอกผมอย่างนี้ครับ

อารมณ์ดี มีความสุขทุกคนครับ