<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>หมอเจ๊เรียนโลก</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/titang/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/titang</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<pubDate>Sat, 23 Feb 2013 14:08:10 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๕) : ฟันธงเร็วเกินไปหรือเปล่า</title>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1142</link>
		<comments>http://lanpanya.com/titang/archives/1142#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Feb 2013 06:20:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการตัวเอง]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการสิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[ประสบการณ์ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/titang/?p=1142</guid>
		<description><![CDATA[แวะไปคุยกับผู้รู้เรื่องสัตว์น้ำ เพื่อเติมความแน่ใจกับที่ฟันธงเรื่องแอมโมเนียไว้  ได้ความรู้เพิ่มมาว่า ต้นเหตุทำให้ปลาตาย มีหลายตัว  pH แอมโมเนีย ไนเตรท ไนไตรต์ คลอรีน ผงซักฟอก  โลหะหนัก ก๊าซไข่เน่า  นิโคติน อุณหภูมิน้ำ  ออกซิเจน  ยาฆ่าแมลง เหล่านี้เป็นต้นเหตุได้โหม๊ด
pH จะเป็นกรดหรือเป็นด่างทำให้ปลาตายแบบผ่อนส่งมากกว่าตายทันที เป็นกรดมากโน่นแหละปลาตายจึงทันที ลักษณะของปลาช่วยบอกได้  ว่ายปรู๊ดปร๊าด ว่ายผิดปกติ ขยับเหงือกผิดปกติ เชื่อไว้ก่อนได้ว่าน้ำนั้นเป็นกรด  สีที่จัดขึ้นของปลาก็เตือนว่าน้ำนั้นค่อนไปทางกรดมากกว่าด่าง
แอมโมเนีย ไนเตรท ไนไตรต์ทำให้ปลาตายแบบผ่อนส่ง  คลุกนานจึงตายมากกว่าตายทันที ยิ่งน้ำเป็นกรด พิษแอมโมเนียจะลดลง ตายช้ากว่าน้ำเป็นด่างซึ่งเพิ่มพิษแอมโมเนีย
คลอรีนทำให้ปลาตายรวดเร็วหรือตายผ่อนส่ง อยู่ที่ความเข้มข้นที่อยู่ในน้ำ มีมากเกิน 0.5 มก.ต่อลิตรตายเร็ว มีเจือจางกว่าตายช้า  ได้ความรู้มาด้วยว่าจะลดคลอรีน ให้ใช้สารโซเดียมไธโอซัลเฟตเิติมลงไป
ส่วนผงซักฟอกนั้น ฟังได้ว่ามีความเป็นพิษอย่างมากต่อปลา เมือกที่คลุมเหงือกปลาถูกทำลาย การดูดซึมเข้าไปจับตัวกับเม็ดเลือดทำให้เกิด methemoglobin ปลาจึงตาย ไม่มีสารที่ช่วยทำลายพิษนี้ได้  อืม น้ำในคูมีน้ำผงซักฟอกด้วยนิ  อย่างนี้ก็ต้องพิสูจน์ต่อไป
โลหะหนัก จะก่อพิษต่อปลาก็ต่อเมื่อในน้ำมีออกซิเจนต่ำ เช่น ทองแดง สังกะสี  พิษที่เกิดเป็นแบบผ่อนส่ง  อืม ก็ต้องกลับไปดูจะมีโลหะหนักอะไรมาเกี่ยวกับบ่อข้างไตเทียม
ก๊าซไข่เน่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แวะไปคุยกับผู้รู้เรื่องสัตว์น้ำ เพื่อเติมความแน่ใจกับที่ฟันธงเรื่องแอมโมเนียไว้  ได้ความรู้เพิ่มมาว่า ต้นเหตุทำให้ปลาตาย มีหลายตัว  pH แอมโมเนีย ไนเตรท ไนไตรต์ คลอรีน ผงซักฟอก  โลหะหนัก ก๊าซไข่เน่า  นิโคติน อุณหภูมิน้ำ  ออกซิเจน  ยาฆ่าแมลง เหล่านี้เป็นต้นเหตุได้โหม๊ด<span id="more-1142"></span></p>
<p>pH จะเป็นกรดหรือเป็นด่างทำให้ปลาตายแบบผ่อนส่งมากกว่าตายทันที เป็นกรดมากโน่นแหละปลาตายจึงทันที ลักษณะของปลาช่วยบอกได้  ว่ายปรู๊ดปร๊าด ว่ายผิดปกติ ขยับเหงือกผิดปกติ เชื่อไว้ก่อนได้ว่าน้ำนั้นเป็นกรด  สีที่จัดขึ้นของปลาก็เตือนว่าน้ำนั้นค่อนไปทางกรดมากกว่าด่าง</p>
<p>แอมโมเนีย ไนเตรท ไนไตรต์ทำให้ปลาตายแบบผ่อนส่ง  คลุกนานจึงตายมากกว่าตายทันที ยิ่งน้ำเป็นกรด พิษแอมโมเนียจะลดลง ตายช้ากว่าน้ำเป็นด่างซึ่งเพิ่มพิษแอมโมเนีย</p>
<p>คลอรีนทำให้ปลาตายรวดเร็วหรือตายผ่อนส่ง อยู่ที่ความเข้มข้นที่อยู่ในน้ำ มีมากเกิน 0.5 มก.ต่อลิตรตายเร็ว มีเจือจางกว่าตายช้า  ได้ความรู้มาด้วยว่าจะลดคลอรีน ให้ใช้สารโซเดียมไธโอซัลเฟตเิติมลงไป</p>
<p>ส่วนผงซักฟอกนั้น ฟังได้ว่ามีความเป็นพิษอย่างมากต่อปลา เมือกที่คลุมเหงือกปลาถูกทำลาย การดูดซึมเข้าไปจับตัวกับเม็ดเลือดทำให้เกิด methemoglobin ปลาจึงตาย ไม่มีสารที่ช่วยทำลายพิษนี้ได้  อืม น้ำในคูมีน้ำผงซักฟอกด้วยนิ  อย่างนี้ก็ต้องพิสูจน์ต่อไป</p>
<p>โลหะหนัก จะก่อพิษต่อปลาก็ต่อเมื่อในน้ำมีออกซิเจนต่ำ เช่น ทองแดง สังกะสี  พิษที่เกิดเป็นแบบผ่อนส่ง  อืม ก็ต้องกลับไปดูจะมีโลหะหนักอะไรมาเกี่ยวกับบ่อข้างไตเทียม</p>
<p>ก๊าซไข่เน่า ก่อพิษแบบเข้าไปแย่งจับออกซิเจนกับเม็ดเลือดและทำลายระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ความเข้มข้นมากจึงทำให้ตายทันที การสะสมของเสียในน้ำไว้มากเป็นต้นเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นเพิ่ม อืม ตรงนี้ต้องกลับไปดูตะกอนและกลิ่นน้ำอีกที</p>
<p>นิโคตินละลายน้ำทำให้ปลาหางนกยูงตายได้อย่างรวดเร็วใน 5 นาที   ยาฆ่าแมลง ทำให้ตายเร็วช้าอยู่ที่ความเข้มข้นที่ปลาได้รับเข้าไป  2 เหตุนี้น่าจะไม่เกี่ยวกับน้ำตรงนี้</p>
<p>พบผู้รู้แล้วฟังเพลินไปเลย  ได้มุมสะกิดใจให้กลับมาทบทวนสิ่งที่พบเจอหลายจุด  โดยเฉพาะที่บอกว่าปลาแต่ละชนิดไวต่อพิษแอมโมเนียต่างกัน  ไข่ปลาและตัวอ่อนของปลา กุ้งและสัตว์น้ำไวมาก ขนาดฆ่าปลา กุ้ง และสัตว์น้ำได้อยู่ที่ 0.2-0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร  ระดับที่ปลอดภัยควรอยู่ที่ 0 มิลลิกรัมต่อลิตร</p>
<p>กลับไปถามลูกน้องว่า &#8220;ปลาที่เธอใช้สังเกตผลล่าสุดให้หมอเป็นปลาหนุ่มหรือลูกปลา&#8221;  ลูกน้องชี้ให้ดูปลาที่ใส่ขวดเอาไว้ซึ่งเพิ่งตาย อ้าว เป็นลูกปลาเรอะ</p>
<p>ขอดูค่าแอมโมเนียที่เจ้าหล่อนบันทึกไว้  พบว่าเป็นตัวเลข 0.2  อืม ยังมีความเป็นไปได้ที่แอมโมเนีย จะเป็นต้นเหตุให้ปลาตาย ระหว่างรอผลตรวจเรื่องคลอรีน ก็ควรสอบทวนบทสรุปซะใหม่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/titang/archives/1142/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๔) : น้ำกับไนเตรทอีกรอบ</title>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1038</link>
		<comments>http://lanpanya.com/titang/archives/1038#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 23 Feb 2013 03:06:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการตัวเอง]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการสิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[ประสบการณ์ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[วงเสื้อกาวน์]]></category>

		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/titang/?p=1038</guid>
		<description><![CDATA[เคยบันทึกไว้เรื่องของไนเตรทว่าเป็นรูปหนึ่งของไนโตรเจนเมื่ออยู่ในน้ำ และจะรู้ว่ามีไนเตรทมากน้อยเพียงใดให้สังเกตตะกอนลอย การเห็นตะกอนลอยเยอะ ยังหมายถึงในน้ำนั้นมีแอมโมเนียไหลลงมาผสมอยู่ไม่น้อยเลย  ซึ่งแปลว่าในน้ำมีสิ่งปนเปื้อนของน้ำทิ้งจากห้องส้วม

แอมโมเนียเหล่านี้เกิดขึ้นจากแบคทีเรียย่อยสลายสารอนินทรีย์ไนโตรเจนจนกลายสภาพเป็นแอมโมเนีย  แอมโมเนียจึงเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มีกฎกำหนดให้ตรวจวัดการปนเปื้อน
ในมาตรฐานน้ำดื่มของการประปานครหลวงกำหนดให้มีแอมโมเนียปนเปื้อนในน้ำประปาไม่เกิน 0.2 มก./ลิตร  เพื่อไม่ให้ต้องเติมคลอรีนลงไปในน้ำประปามากไป
นอกจากแอมโมเนีย ไนเตรทแล้ว ก็เคยเล่าเรื่องไนไตรต์ไว้  เมื่อไรพบไนไตรต์ในน้ำ แปลได้ว่าการย่อยสลายสารอินทรีย์ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และถ้าพบน้ำประปามีสารไนไทรต์ ก็แปลว่าน้ำนั้นมีสารอินทรีย์ปนเปื้อน ในน้ำประปาจึงไม่ควรพบสารตัวนี้ หรือมีได้ไม่เกิน
๐.๐๐๑  มก./ลิตร ของไนโตรเจน
ไนไตรต์เปลี่ยนรูปต่อเป็นไนเตรตเมื่อการย่อยสลายสมบูรณ์   ไนเตรตในน้ำไม่ควรพบเกินกว่า ๔๕ มก./ลิตร ของไนเตรต (NO3) หรือ ๑๐ มก./ลิตร ของไนโตรเจน ถ้าพบ น้ำใช้นั้นจะเป็นอันตรายต่อเด็กทารก เกิดอาการเด็กตัวเขียว ชัก  ไม่ให้ตัวเองกลายเป็นต้นแหล่งทำร้ายทารก รพ.ที่จัดน้ำกดดื่มไว้ให้ผู้ใช้บริการจึงจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวังน้ำดื่มและน้ำใช้ไว้ด้วย
ไนโตรเจนเป็นหนึ่งในสามของสารอาหารสำคัญที่พืชต้องการ  สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินเปลี่ยนแก๊สไนโตรเจนให้กลายเป็นแอมโมเนีย (NH3) และไนเตรตที่พืชน้ำนำไปใช้ได้ สัตว์กินพืชน้ำแล้วนำไนโตรเจนที่ได้ไปสร้างโปรตีน เมื่อพืชและสัตว์ตายลง แบคทีเรียย่อยโปรตีนให้เล็กลงกลายเป็นแอมโมเนีย
แบคทีเรียชนิดอื่นๆมาย่อยแอมโมเนียกลายเป็นไนไตรต์ และไนเตรตโดยเฉพาะเมื่อน้ำมีออกซิเจนน้อย  การพบไนเตรตในน้ำที่มีออกซิเจนละลายอยู่ในน้ำต่ำจึงเป็นเรื่องธรรมดา
การพบไนเตรตในน้ำสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณการรับไนเตรตจากแหล่งต่างๆ สู่แหล่งน้ำ โดยปกติไนโตรเจนที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติจะต่ำ (น้อยกว่า 1 ppm ของไนโตรเจนในรูปของไนเตรต)  พบน้ำที่มีไนโตรเจนสูงบอกได้เลยว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทิ้งของเสีย ขยะ ปุ๋ยเคมี ชะล้างคอกสัตว์ลงน้ำ  เป็ด ห่านถ่ายมูลลงน้ำก็ทำให้เกิดเช่นเดียวกัน
กระบวนการค้นหาสารต้นเหตุที่ทำให้ปลาตายดำเนินต่อไป  มีหลายเรื่องที่ช่วยให้พอเห็นเส้นทางสืบค้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เคยบันทึกไว้เรื่องของไนเตรทว่าเป็นรูปหนึ่งของไนโตรเจนเมื่ออยู่ในน้ำ และจะรู้ว่ามีไนเตรทมากน้อยเพียงใด<a title="ให้สังเกตตะกอนลอย" href="http://lanpanya.com/titang/archives/991">ให้สังเกตตะกอนลอย</a> การเห็นตะกอนลอยเยอะ ยังหมายถึงในน้ำนั้นมีแอมโมเนียไหลลงมาผสมอยู่ไม่น้อยเลย  ซึ่งแปลว่าในน้ำมีสิ่งปนเปื้อนของน้ำทิ้งจากห้องส้วม<br />
<span id="more-1038"></span><br />
แอมโมเนียเหล่านี้เกิดขึ้นจากแบคทีเรียย่อยสลายสารอนินทรีย์ไนโตรเจนจนกลายสภาพเป็นแอมโมเนีย  แอมโมเนียจึงเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มีกฎกำหนดให้ตรวจวัดการปนเปื้อน</p>
<p>ในมาตรฐานน้ำดื่มของการประปานครหลวงกำหนดให้มีแอมโมเนียปนเปื้อนในน้ำประปาไม่เกิน 0.2 มก./ลิตร  เพื่อไม่ให้ต้องเติมคลอรีนลงไปในน้ำประปามากไป</p>
<p>นอกจากแอมโมเนีย ไนเตรทแล้ว ก็เคยเล่าเรื่องไนไตรต์ไว้  เมื่อไรพบไนไตรต์ในน้ำ แปลได้ว่าการย่อยสลายสารอินทรีย์ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และถ้าพบน้ำประปามีสารไนไทรต์ ก็แปลว่าน้ำนั้นมีสารอินทรีย์ปนเปื้อน ในน้ำประปาจึงไม่ควรพบสารตัวนี้ หรือมีได้ไม่เกิน<br />
๐.๐๐๑  มก./ลิตร ของไนโตรเจน</p>
<p>ไนไตรต์เปลี่ยนรูปต่อเป็นไนเตรตเมื่อการย่อยสลายสมบูรณ์   ไนเตรตในน้ำไม่ควรพบเกินกว่า ๔๕ มก./ลิตร ของไนเตรต (NO3) หรือ ๑๐ มก./ลิตร ของไนโตรเจน ถ้าพบ น้ำใช้นั้นจะเป็นอันตรายต่อเด็กทารก เกิดอาการเด็กตัวเขียว ชัก  ไม่ให้ตัวเองกลายเป็นต้นแหล่งทำร้ายทารก รพ.ที่จัดน้ำกดดื่มไว้ให้ผู้ใช้บริการจึงจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวังน้ำดื่มและน้ำใช้ไว้ด้วย</p>
<p>ไนโตรเจนเป็นหนึ่งในสามของสารอาหารสำคัญที่พืชต้องการ  สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินเปลี่ยนแก๊สไนโตรเจนให้กลายเป็นแอมโมเนีย (NH3) และไนเตรตที่พืชน้ำนำไปใช้ได้ สัตว์กินพืชน้ำแล้วนำไนโตรเจนที่ได้ไปสร้างโปรตีน เมื่อพืชและสัตว์ตายลง แบคทีเรียย่อยโปรตีนให้เล็กลงกลายเป็นแอมโมเนีย</p>
<p>แบคทีเรียชนิดอื่นๆมาย่อยแอมโมเนียกลายเป็นไนไตรต์ และไนเตรตโดยเฉพาะเมื่อน้ำมีออกซิเจนน้อย  การพบไนเตรตในน้ำที่มีออกซิเจนละลายอยู่ในน้ำต่ำจึงเป็นเรื่องธรรมดา</p>
<p>การพบไนเตรตในน้ำสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณการรับไนเตรตจากแหล่งต่างๆ สู่แหล่งน้ำ โดยปกติไนโตรเจนที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติจะต่ำ (น้อยกว่า 1 ppm ของไนโตรเจนในรูปของไนเตรต)  พบน้ำที่มีไนโตรเจนสูงบอกได้เลยว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทิ้งของเสีย ขยะ ปุ๋ยเคมี ชะล้างคอกสัตว์ลงน้ำ  เป็ด ห่านถ่ายมูลลงน้ำก็ทำให้เกิดเช่นเดียวกัน</p>
<p>กระบวนการค้นหาสารต้นเหตุที่ทำให้ปลาตายดำเนินต่อไป  มีหลายเรื่องที่ช่วยให้พอเห็นเส้นทางสืบค้น สารต้นน้ำ กระบวนการต้นน้ำอาจจะช่วยชี้บอก สารปลายน้ำที่รู้อยู่แล้วว่ามีแต่ไม่รู้ปริมาณที่ผสมอาจจะใช่ต้นเหตุ</p>
<p>บ่อพักน้ำที่อยู่รอบบริเวณตึกไตเทียมมีเรื่องเกี่ยวกับมูลคน พบแอมโมเนียไม่สูง ไนไตรต์เป็นก๊าซพิษที่เปลี่ยนแปรมาจากกะบวนการสลายตัวมัน  ถ้าพบว่าไนไตรต์เป็นต้นเหตุก็จัดการง่าย  แวะไปดูตะกอนในบ่อซ้ำ อืม ตะกอนที่นอนก้นในบ่อบอกว่ามีไนเตรตเยอะ มีความเป็นไปได้ คงต้องหาอะไรมาวัดให้รู้ระดับไนไตรต์ในน้ำซะหน่อย</p>
<p>แวะไปหาข้อมูลของสารต้นน้ำจากหน่วยไตเทียม  พบว่ามีน้ำผงซักฟอก และน้ำยาล้างเครื่องล้างไต ตัวแรกมีฟอสเฟต ส่วนตัวหลังเป็นสารผสม มีตัวหนึ่งที่พอเดาออกว่าเป็นกรดน้ำส้ม</p>
<p>ข้อสรุปที่ได้ล่าสุดบอกว่า น้ำออกซิเจนต่ำไม่ทำให้ปลาตาย ต้องมีเงื่อนไขอื่นอยู่ด้วยปลาจึงตาย เงื่อนไขนี้ไม่เกี่ยวกับ pH แอมโมเนีย และอุณหภูมิน้ำ  สารต้นน้ำจากไตเทียมเป็นกรด  ใส่ปูนขาวไปแล้วน้ำเป็นกลาง จึงพอสรุปได้ว่า มีความไม่น่าจะเป็นที่กรดน้ำส้มเป็นต้นเหตุให้ปลาตาย</p>
<p>น้ำล้างเครื่องล้างไตต้องมีสารเคมีที่ทำให้เครื่องสะอาดสุดๆ เนื่องจากเป็นเครื่องที่เลือดคนไข้จะผ่านเข้ามาแล้วผ่านกลับเข้าตัว  กรดน้ำส้มไม่น่าใช่ตัวหลักที่ใช้ฆ่าเชื้อในเครื่องให้สะอาดได้สุดๆ  นี่ก็เป็นเหตุผลที่ไม่เชื่อว่ากรดน้ำส้มเป็นต้นเหตุทำปลาตาย</p>
<p>ตอนนี้ได้แต่เดาว่าสารล้างนี้มีคลอรีนอยู่ด้วย แต่กระบวนการเกิดคลอรีนเป็นอย่างไร ตรงนี้ไม่รู้  เมื่อไม่รู้ชัด ก็ไม่สามารถจัดการน้ำทิ้งของหน่วยนี้ให้สะเด็ดน้ำ  จึงตัดสินใจเบี่ยงน้ำทิ้งจากเครื่องไปไว้อีกบ่อ  พักน้ำเอาไว้ก่อนปล่อยลงระบบบำบัดต่อไป</p>
<p>มีอีกหน่วยที่ปล่อยน้ำทิ้งลงบ่อตรงนี้ สารต้นน้ำเป็นพวกน้ำยาแช่เครื่องมือ  สารพวกนี้ปล่อยคลอรีน หากว่าเป็นคลอรีนที่ทำให้ปลาตาย ก็หมายความว่าในน้ำต้องมีคลอรีนเกินระดับน้ำประปา  สงสัยก็พิสูจน์ บอกลูกน้องให้ตรวจระดับคลอรีนในน้ำทิ้งไว้ด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/titang/archives/1038/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๓) : มันอะไรกันวุ๊ย</title>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1141</link>
		<comments>http://lanpanya.com/titang/archives/1141#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 22 Feb 2013 15:50:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการตัวเอง]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการสิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[ประสบการณ์ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[วงเสื้อกาวน์]]></category>

		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/titang/?p=1141</guid>
		<description><![CDATA[ความเกะกะของไม้หลักปักไว้เพื่อพิธีกรรมขัดขวางความสะดวก จะสืบค้นเืพื่อหาทางระบายน้ำออกจากบริเวณที่เจิ่งนองไม่สามารถ  เมื่อฝนเติมน้ำลงมาทำได้อย่างเดียวใช้เครื่องดูดออกทิ้ง

เดาไปว่าเทวดาบนสวรรค์น่าจะทนไม่ได้กับภาพอุนจิลอยคอจะจะในพื้นดินรพ.ฝนจึงทิ้งห่าง แสงอาทิตย์ที่ส่งตรงลงมาตรงจุดนี้สบโอกาสระเหยน้ำที่ขังเจิ่งจนหายไป  ปิดโอกาสการตกเป็นเหยื่อข่าวกล้วยลอยให้แบบสบายๆ
ในเวลาเดียวกับที่ตัดสินใจลดงานที่คูเจ้าปัญหา ก็ไล่เรียง ค้นหาแยกท่อน้ำที่เทลงสู่บ่อข้างไตเทียม ท่อไหนนำน้ำจากคนไข้มาทิ้ง  ท่อไหนนำน้ำใช้สอยของคนทำงานมาทิ้ง
ได้คำตอบว่าบ่อและคูข้างไตเทียมเป็นปลายน้ำของน้ำเสียหลากประเภททีเดียวเชียว  ในคูเป็นน้ำหลังซักล้างผสมน้ำฝนจากหลังคาและน้ำประปาที่บางเวลาคนงานเผลอเปิดทิ้งไว้ เหตุที่เกิดปรากฏการณ์แอลจีบลูมก็ด้วยว่ามีท่อนำน้ำจากคนไข้ลงมาปนบ้างบางเวลา
ในบ่อที่ใส่ปลากี่ทีกี่ทีปลาหายจ้อย เป็นน้ำปล่อยทิ้งตรงมาจากระบบล้างไต ผสมน้ำล้างข้าวของเครื่องใช้เกี่ยวกับอาหารและน้ำจากท่อน้ำทิ้งห้องน้ำ
ปรึกษาช่างให้รื้อระบบและต่อท่อทิ้งน้ำให้ใหม่ เบี่ยงน้ำจากระบบล้างไตไปลงบ่อพักบ่ออื่น เบี่ยงท่อนำน้ำจากคนไข้มาปนในคูไปเชื่อมกับท่อทิ้งที่อยู่ใกล้ๆ  แยกท่อแล้วนำปลาใส่ลงไปในบ่ออีกรอบ ตอนใส่น้ำมีค่า DO4 pH 7 ปลาหายจ้อยเหมือนเดิม
ในความคิดนั้นมั่นใจว่าแอมโมเนียที่เป็นพิษกับปลาเป็นจำเลยทำให้ปลาหายจ้อย จึงปรับน้ำให้เป็นด่างด้วยปูนขาว แล้วลองใช้ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูยัดไส้ฟองน้ำและเศษพลาสติกตามหลักการวัสดุมีรูพรุนช่วยจัดการแอมโมเนียในน้ำได้  ลอยลงน้ำแบบลอยทุ่น หาบ่อที่มีน้ำขังลอยขวดแบบเดียวกันไว้เปรียบเทียบผล
ปูนขาวปรับน้ำเป็นด่างเร็วทันใจ  ใส่ครั้งเดียว น้ำมี pH 7 อยู่นานแรมเดือน หลังเติมปูนขาว น้ำมี DO เกิน 4  แอมโมเนียมีราว 0.2  แวะเวียนไปจนมีลูกน้ำแตกตัวเป็นฝูงในน้ำ เห็นลูกน้ำก็มั่นใจว่าปลาน่าจะรอด ใส่ปลาซ้ำอีกรอบ แป่วเหมือนเดิม ไร้ร่องรอยปลา
ด้อมๆมองๆหลายวันไม่เห็น นึกไปว่าปลาหนีเข้าไปอยู่ใต้ตึก ตามตัวลูกน้องมาถามปลาหายไปไหน ลูกน้องให้ข้อมูลว่า ได้ปล่อยปลาลงไปอีกเรื่อยๆ แต่ไม่เคยเห็นออกลูก ตัวแม่ก็ไม่เห็น เวลาที่ปล่อยลงก็ไล่เรี่ยกับที่อื่น ที่อื่นมีลูกปลาเป็นโขยง แต่ที่นี่ไม่เห็น
งั้นแปลว่าน้ำบ่อนี้มีความพิเศษเรื่องพิษที่แตกต่างไปจากน้ำใต้ตึกเจ้าปัญหาแล้วซิ  ยังนึกไม่ออกว่าเป็นอะไรได้อีก  แวบขึ้นว่าเคยสงสัยน้ำมีเกลือเยอะ ปลาหางนกยูงเป็นปลาน้ำจืด ยังไม่เคยพิสูจน์เรื่องเค็ม
ไม่กล้าทดสอบความเค็มด้วยการจิบชิมดั่งที่อัศวินม้าขาวท้าทายไว้  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ความเกะกะของไม้หลักปักไว้เพื่อพิธีกรรมขัดขวางความสะดวก จะสืบค้นเืพื่อหาทางระบายน้ำออกจากบริเวณที่เจิ่งนองไม่สามารถ  เมื่อฝนเติมน้ำลงมาทำได้อย่างเดียวใช้เครื่องดูดออกทิ้ง<br />
<span id="more-1141"></span><br />
เดาไปว่าเทวดาบนสวรรค์น่าจะทนไม่ได้กับภาพอุนจิลอยคอจะจะในพื้นดินรพ.ฝนจึงทิ้งห่าง แสงอาทิตย์ที่ส่งตรงลงมาตรงจุดนี้สบโอกาสระเหยน้ำที่ขังเจิ่งจนหายไป  ปิดโอกาสการตกเป็นเหยื่อข่าวกล้วยลอยให้แบบสบายๆ</p>
<p>ในเวลาเดียวกับที่ตัดสินใจลดงานที่คูเจ้าปัญหา ก็ไล่เรียง ค้นหาแยกท่อน้ำที่เทลงสู่บ่อข้างไตเทียม ท่อไหนนำน้ำจากคนไข้มาทิ้ง  ท่อไหนนำน้ำใช้สอยของคนทำงานมาทิ้ง</p>
<p>ได้คำตอบว่าบ่อและคูข้างไตเทียมเป็นปลายน้ำของน้ำเสียหลากประเภททีเดียวเชียว  ในคูเป็นน้ำหลังซักล้างผสมน้ำฝนจากหลังคาและน้ำประปาที่บางเวลาคนงานเผลอเปิดทิ้งไว้ เหตุที่เกิดปรากฏการณ์แอลจีบลูมก็ด้วยว่ามีท่อนำน้ำจากคนไข้ลงมาปนบ้างบางเวลา</p>
<p>ในบ่อที่ใส่ปลากี่ทีกี่ทีปลาหายจ้อย เป็นน้ำปล่อยทิ้งตรงมาจากระบบล้างไต ผสมน้ำล้างข้าวของเครื่องใช้เกี่ยวกับอาหารและน้ำจากท่อน้ำทิ้งห้องน้ำ</p>
<p>ปรึกษาช่างให้รื้อระบบและต่อท่อทิ้งน้ำให้ใหม่ เบี่ยงน้ำจากระบบล้างไตไปลงบ่อพักบ่ออื่น เบี่ยงท่อนำน้ำจากคนไข้มาปนในคูไปเชื่อมกับท่อทิ้งที่อยู่ใกล้ๆ  แยกท่อแล้วนำปลาใส่ลงไปในบ่ออีกรอบ ตอนใส่น้ำมีค่า DO4 pH 7 ปลาหายจ้อยเหมือนเดิม</p>
<p>ในความคิดนั้นมั่นใจว่าแอมโมเนียที่เป็นพิษกับปลาเป็นจำเลยทำให้ปลาหายจ้อย จึงปรับน้ำให้เป็นด่างด้วยปูนขาว แล้วลองใช้ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูยัดไส้ฟองน้ำและเศษพลาสติกตามหลักการวัสดุมีรูพรุนช่วยจัดการแอมโมเนียในน้ำได้  ลอยลงน้ำแบบลอยทุ่น หาบ่อที่มีน้ำขังลอยขวดแบบเดียวกันไว้เปรียบเทียบผล</p>
<p>ปูนขาวปรับน้ำเป็นด่างเร็วทันใจ  ใส่ครั้งเดียว น้ำมี pH 7 อยู่นานแรมเดือน หลังเติมปูนขาว น้ำมี DO เกิน 4  แอมโมเนียมีราว 0.2  แวะเวียนไปจนมีลูกน้ำแตกตัวเป็นฝูงในน้ำ เห็นลูกน้ำก็มั่นใจว่าปลาน่าจะรอด ใส่ปลาซ้ำอีกรอบ แป่วเหมือนเดิม ไร้ร่องรอยปลา</p>
<p>ด้อมๆมองๆหลายวันไม่เห็น นึกไปว่าปลาหนีเข้าไปอยู่ใต้ตึก ตามตัวลูกน้องมาถามปลาหายไปไหน ลูกน้องให้ข้อมูลว่า ได้ปล่อยปลาลงไปอีกเรื่อยๆ แต่ไม่เคยเห็นออกลูก ตัวแม่ก็ไม่เห็น เวลาที่ปล่อยลงก็ไล่เรี่ยกับที่อื่น ที่อื่นมีลูกปลาเป็นโขยง แต่ที่นี่ไม่เห็น</p>
<p>งั้นแปลว่าน้ำบ่อนี้มีความพิเศษเรื่องพิษที่แตกต่างไปจากน้ำใต้ตึกเจ้าปัญหาแล้วซิ  ยังนึกไม่ออกว่าเป็นอะไรได้อีก  แวบขึ้นว่าเคยสงสัยน้ำมีเกลือเยอะ ปลาหางนกยูงเป็นปลาน้ำจืด ยังไม่เคยพิสูจน์เรื่องเค็ม</p>
<p>ไม่กล้าทดสอบความเค็มด้วยการจิบชิมดั่งที่อัศวินม้าขาวท้าทายไว้  ฉี่คนไข้ที่เคยผ่านตามักมีความหนาแน่นตั้งแต่ 1.015 - 1.025  ถ้าวัดค่าได้ใกล้เคียง พออนุโลมว่าเค็มเหมือนน้ำในตัวคนได้  อีกอย่าง คือ ทั่วๆไปน้ำทะเลผิวๆมีความหนาแน่น  1.025 ถ้าน้ำทิ้งหนาแน่นไล่เรี่ยกัน ความเค็มไม่น่าต่างกันเท่าไร</p>
<p>ใครจะว่าจับแพะชนแกะขอไม่สน  เลี่ยงมาวัดความหนาแน่นเทียบเค็มแบบมั่วๆดู  ได้มาว่าจะน้ำทิ้งท่อไหนๆ ความหนาแน่นน้ำไม่ต่างจากน้ำประปา จึงสรุปว่าเหตุชวนสงสัยเรื่องเค็มทำให้ปลาตาย บ่ไซ่เลย</p>
<p>อืม อากาศก็มีพอ ภาวะน้ำก็เป็นกลาง เค็มก็ไม่เค็ม แอมโมเนียที่ละลายปนก็ต่ำมากๆ อะไรทำให้ปลาตายหว่า มันอะไรกันวุ๊ย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/titang/archives/1141/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๒) : ห่วงจริงจริ๊ง</title>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1140</link>
		<comments>http://lanpanya.com/titang/archives/1140#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 21 Feb 2013 14:56:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[การจัดการ]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการตัวเอง]]></category>

		<category><![CDATA[จัดการสิ่งแวดล้อม]]></category>

		<category><![CDATA[ประสบการณ์ชีวิต]]></category>

		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/titang/?p=1140</guid>
		<description><![CDATA[พิธีกรรมแห่งการวางศิลาฤกษ์จะเป็นความคิดชักนำของใครก็ตามเหอะ เมื่อได้ดำเนินไปแล้วดูเหมือนว่าได้สร้างขวัญให้คนที่เคยเผชิญปัญหามั่นใจว่าประวัติศาสตร์อันจารึกมายาวนานกำลังจะโดนลบทิ้งไปจากความทรงจำแห่งตน
ความเข้มข้นต่อการค้นหาเพื่อแก้ปมของคูเจ้าปัญหาจึงผ่อนลง เวทีแห่งพิธีกรรมดำรงอยู่เป็นอนุสรณ์นานนับเดือน เวทีนี้ตอกไม้ทำเป็นพื้นยกลอยขึ้นคร่อมคู จะเข้าไปถึงจุดใต้ตึกที่มีน้ำได้นั้นจำต้องปีนป่าย
นึกภาพผู้หญิงตัวเล็กๆ 2 คนปีนขึ้นลงโครงไม้และไต่ราวเกาะหลักไม้ที่โผล่ขึ้นมารับเวทีเป็นระยะ แถม ณ เวลาที่ปีนนั่นนะพื้นเวทีเป็นรูโหว ใต้รูมีเศษไม้วางระเกะระกะ ที่เป็นรูโหวเพราะพื้นไม้ที่ปูไว้โดนรื้อออกเกลี้ยง
เห็นภาพแล้วคงเข้าใจว่ากว่าจะปีนป่ายไปถึงจุดที่มีน้ำขังใต้ตึกไม่ง่ายเลย  สุดท้ายจำเป็นต้องยอมและผ่อนปรนการเก็บน้ำมาตรวจด้วยเห็นใจลูกน้อง  เมื่องานมันยากเกินจะฝืนสำหรับพวกเขา ตัดสินใจลดกิจกรรมเฝ้าดูน้ำเหลือเพียงแค่ให้เดินด้อมๆมองๆ ใช้สายตาและจมูกติดตามสิ่งที่เจ้านายอย่างฉันอยากรู้ต่อไป
เฝ้าดูอยู่ 3 เรื่อง หนึ่ง-เมื่อทำการปิดทางเข้าของน้ำฝนและน้ำจากแหล่งตึกใกล้เคียงไปแล้ว น้ำใต้ตึกจะตื้นเขินและแห้งลงอย่างไร สอง-ปลาที่ยังชีพอยู่ ยังสามารถแพร่พันธุ์ได้แค่ไหน  สาม-กลิ่นที่คูส่งขึ้นมากระทบจมูกจะเป็นยังไง เมื่อขาตัวแอลขาหนึ่งของคูที่รับน้ำฝนได้ปิดกระดานไม้อัดไว้ตลอดแนว ขาตัวแอลอีกขาซึ่งเคยมีต้นมะเกลือพรางแสง มีไม้ยกพื้นเหนือคูครึ่งเมตรบังมิดชิดแทน
ติดตามเกือบเดือนก็พบว่า มีเส้นไหลใหม่ของน้ำใต้ตึกเกิดขึ้น น้ำในคูเป็นสีเขียวเหมือนน้ำในบึง ร่องน้ำใหม่พาน้ำไหลออกที่ปลายคู แรงเหมือนเปิดน้ำประปาจากก๊อกทิ้งไว้  มีปลาว่ายในน้ำให้เห็นอยู่บ้าง
ต้นคูที่เคยมีน้ำเสียขังแห้งไปแล้ว ในยามฝนตกน้ำจากปลายคูน้ำท้นขึ้นมาทางต้นคู แบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง  คูจึงยังมีน้ำขังขลุกขลิก  กลายเป็นแหล่งน้ำนิ่งล่อยุง อืม ได้ของแถมที่ไม่อยากได้แฮะ
ใต้ตึกบางจุดแห้งลง ไม่แห้งสนิท มีดินเปียกพอกพูน ความตื้นเขินกลายเป็นคันดินปรับทิศทางน้ำโดยปริยาย น้ำที่ไหลไปรวมกันและไหลออกเส้นทางใหม่เป็นน้ำที่มาจากหลายแอ่งน้ำขังใต้ตึก
เดินผ่านไปผ่านมาเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมาแต่จำนวนน้อยลง ไม่ได้กลิ่นน้ำเวลามีลมโชยมา  สีน้ำในคูำเขียวเข้ม ไม่เห็นก้นคู
มีวันหนึ่งฝนตกทิ้งช่วง สายวันนั้นพบมีน้ำเอ่อล้นตรงผิวดินห่างจากคูราวครึ่งเมตร น้ำขังเป็นบริเวณกว้างกว่า 9 ตารางเมตร  ทบทวนว่าอะไรเป็นเหตุได้บ้าง  นึกได้ อ้าวจุดที่เห็นน้ำเจิ่งนะ มีโพรงปูนขนาดใหญ่อยู่ล่างลงไป  ขนาดโพรงกว้างขวาง สามารถยกตั่งไม้ตัวเล็กขนาด 1.5&#215;3 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พิธีกรรมแห่งการวางศิลาฤกษ์จะเป็นความคิดชักนำของใครก็ตามเหอะ เมื่อได้ดำเนินไปแล้วดูเหมือนว่าได้สร้างขวัญให้คนที่เคยเผชิญปัญหามั่นใจว่าประวัติศาสตร์อันจารึกมายาวนานกำลังจะโดนลบทิ้งไปจากความทรงจำแห่งตน<span id="more-1140"></span></p>
<p>ความเข้มข้นต่อการค้นหาเพื่อแก้ปมของคูเจ้าปัญหาจึงผ่อนลง เวทีแห่งพิธีกรรมดำรงอยู่เป็นอนุสรณ์นานนับเดือน เวทีนี้ตอกไม้ทำเป็นพื้นยกลอยขึ้นคร่อมคู จะเข้าไปถึงจุดใต้ตึกที่มีน้ำได้นั้นจำต้องปีนป่าย</p>
<p>นึกภาพผู้หญิงตัวเล็กๆ 2 คนปีนขึ้นลงโครงไม้และไต่ราวเกาะหลักไม้ที่โผล่ขึ้นมารับเวทีเป็นระยะ แถม ณ เวลาที่ปีนนั่นนะพื้นเวทีเป็นรูโหว ใต้รูมีเศษไม้วางระเกะระกะ ที่เป็นรูโหวเพราะพื้นไม้ที่ปูไว้โดนรื้อออกเกลี้ยง</p>
<p>เห็นภาพแล้วคงเข้าใจว่ากว่าจะปีนป่ายไปถึงจุดที่มีน้ำขังใต้ตึกไม่ง่ายเลย  สุดท้ายจำเป็นต้องยอมและผ่อนปรนการเก็บน้ำมาตรวจด้วยเห็นใจลูกน้อง  เมื่องานมันยากเกินจะฝืนสำหรับพวกเขา ตัดสินใจลดกิจกรรมเฝ้าดูน้ำเหลือเพียงแค่ให้เดินด้อมๆมองๆ ใช้สายตาและจมูกติดตามสิ่งที่เจ้านายอย่างฉันอยากรู้ต่อไป</p>
<p>เฝ้าดูอยู่ 3 เรื่อง หนึ่ง-เมื่อทำการปิดทางเข้าของน้ำฝนและน้ำจากแหล่งตึกใกล้เคียงไปแล้ว น้ำใต้ตึกจะตื้นเขินและแห้งลงอย่างไร สอง-ปลาที่ยังชีพอยู่ ยังสามารถแพร่พันธุ์ได้แค่ไหน  สาม-กลิ่นที่คูส่งขึ้นมากระทบจมูกจะเป็นยังไง เมื่อขาตัวแอลขาหนึ่งของคูที่รับน้ำฝนได้ปิดกระดานไม้อัดไว้ตลอดแนว ขาตัวแอลอีกขาซึ่งเคยมีต้นมะเกลือพรางแสง มีไม้ยกพื้นเหนือคูครึ่งเมตรบังมิดชิดแทน</p>
<p>ติดตามเกือบเดือนก็พบว่า มีเส้นไหลใหม่ของน้ำใต้ตึกเกิดขึ้น น้ำในคูเป็นสีเขียวเหมือนน้ำในบึง ร่องน้ำใหม่พาน้ำไหลออกที่ปลายคู แรงเหมือนเปิดน้ำประปาจากก๊อกทิ้งไว้  มีปลาว่ายในน้ำให้เห็นอยู่บ้าง</p>
<p>ต้นคูที่เคยมีน้ำเสียขังแห้งไปแล้ว ในยามฝนตกน้ำจากปลายคูน้ำท้นขึ้นมาทางต้นคู แบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง  คูจึงยังมีน้ำขังขลุกขลิก  กลายเป็นแหล่งน้ำนิ่งล่อยุง อืม ได้ของแถมที่ไม่อยากได้แฮะ</p>
<p>ใต้ตึกบางจุดแห้งลง ไม่แห้งสนิท มีดินเปียกพอกพูน ความตื้นเขินกลายเป็นคันดินปรับทิศทางน้ำโดยปริยาย น้ำที่ไหลไปรวมกันและไหลออกเส้นทางใหม่เป็นน้ำที่มาจากหลายแอ่งน้ำขังใต้ตึก</p>
<p>เดินผ่านไปผ่านมาเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมาแต่จำนวนน้อยลง ไม่ได้กลิ่นน้ำเวลามีลมโชยมา  สีน้ำในคูำเขียวเข้ม ไม่เห็นก้นคู</p>
<p>มีวันหนึ่งฝนตกทิ้งช่วง สายวันนั้นพบมีน้ำเอ่อล้นตรงผิวดินห่างจากคูราวครึ่งเมตร น้ำขังเป็นบริเวณกว้างกว่า 9 ตารางเมตร  ทบทวนว่าอะไรเป็นเหตุได้บ้าง  นึกได้ อ้าวจุดที่เห็นน้ำเจิ่งนะ มีโพรงปูนขนาดใหญ่อยู่ล่างลงไป  ขนาดโพรงกว้างขวาง สามารถยกตั่งไม้ตัวเล็กขนาด 1.5&#215;3 เมตร สูงไม่เกินครึ่งเมตร ลงไปวางได้</p>
<p>เห็นแล้วใจหาย ตายละวา ฝนมาอีกรอบ ที่ตรงนี้จะกลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมมั๊ยนี่ ท่วมแล้วจะมีอุนจิลอยโชว์มั๊ยนี่ ไหนจะเป็นแหล่งแพร่ยุงอีก  ปลาก็ปลาเหอะ จะอยู่รอดและคานไหวหรือเปล่าหนอ ก็โพรงตรงนี้จะมีน้ำไหลเข้าก็ต่อเมื่อน้ำในคูเอ่อสูงจนถึงรอยแตกของผนังคู</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/titang/archives/1140/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๑) : แล้ว&#8230;.ก็นำพา..ปู&#8230;มาเยือน</title>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1139</link>
		<comments>http://lanpanya.com/titang/archives/1139#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Feb 2013 14:41:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>สาวตา</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เล่าสู่กันฟัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/titang/?p=1139</guid>
		<description><![CDATA[ตอนที่ขอไม้อัดมาทำฝาปิดคู มีเสียงค้านจากช่างเรื่องความปลอดภัย เป็นประเด็นเกรงว่าจะมีใครเดินแล้วตกคู
ตอนฟังก็นึกขำ ตั้งแต่ไปด้อมๆมองๆแถวคู ไม่เคยเห็นมีหน้าไหนสักคนมาเดินเล่นแถวคูพวกนี้ หากจะมีคนตกคูเพราะเหยียบไม้อัด ก็ไม่พ้นคนกันเอง  ใครตกคูที่ตัวเองรู้จักก็ถือว่าทะเล่อทะล่าแล้วละ  
กว่าจะผ่านด่านได้ไม้อัดมาปิดคูได้ก็นานอยู่ด้วยเหตุนิดเดียวนี้เอง แล้วจู่ๆวันหนึ่งก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงบนหัว เมื่อได้รับข่าวสารมาว่า ให้จัดการกับพื้นที่เพื่อจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ตึก ในข่าวระบุว่า ผู้ที่จะมาวางศิลาฤกษ์อยู่ในระดับสูงกว่าเจ้ากระทรวง
และแล้วการเตรียมการพื้นที่อย่างเร่งด่วนก็เกิดขึ้น  พะว้าพะวังกับเรื่องที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ  ด้วยว่าเวลาของวันงานเป็นช่วงหน้าฝน หากวันงานมีอะไรผิดพลาด แถวๆนี้ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ มีหวังดังทั่วแผ่นดิน
ความคิดที่ว่าจะปล่อยๆไปตามเพลงเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นรอทุบตึกเหอะเปลี่ยนไป จำเป็นต้องยืนยันผลการจัดการให้มั่นใจเรื่องกลิ่นอย่างรีบด่วน  ลุ้นๆให้ฝนตก ฝนก็ไม่ตกซะอีก
ระหว่างที่ลุ้นฝน ก็ตามติดเรื่องการจัดการพื้นที่  ได้ความกระจ่างมานิดหน่อยกับการจัดผังพื้นที่ ที่ว่านิดหน่อยก็เพราะไม่มีอะไรสะเด็ดน้ำสักวัน เปลี่ยนทู๊กวันเชียว
จนกระทั่งมาถึงวันหนึ่ง มีการตัดสินใจใหญ่เกิดขึ้น มีประกาศิตให้ย้ายต้นมะเกลือต้นใหญ่ที่อยู่ให้ร่มมานานข้างตึก เพื่อเตรียมสร้างปะรำพิธีพราหมณ์ในวันวางศิลาฤกษ์  อืม ต้นไม้จะหายไป ไอ้เจ้าบ่อรับน้ำจากคูก็เผยโฉมเต็มๆซิ แล้วเจ้าบ่อนี้บางทีก็มีอุนจิลอยลงมาว่ายน้ำเล่น กลิ่นรึก็ยังไม่สามารถจัดการได้ ช่างเขาจะทำไงกันต่อหนอ
ไม่รู้จะช่วยยังไง จึงแวะไปหาต้นตอที่ปล่อยอุนจิลงมา ตึกคนป่วยชั้นบนคือต้นแหล่งปล่อยของ เจรจาต๊ะอวยขอให้ช่วยกันเติมน้ำหมักช่วยสลายกลิ่น ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้โล่งใจ
ช่วงเตรียมงานวางศิลาฤกษ์ได้ประสบการณ์ใหม่ๆมากมาย  สถานที่รอบๆตึกที่เป็นสวนหย่อมถูกปรับพื้นที่ด้วยไม้ ยกพื้นเสมอกับทางเชื่อมระหว่างตึก ช่องวางศิลาฤกษ์ก่อขึ้นในจุดที่ห่างจากบ่อรับน้ำและอุนจิที่เป็นห่วงว่าจะก่อปัญหาในวันงาน
บ่อถูกปล่อยให้โดนแดด แล้วแดดก็ช่วยให้กลิ่นหายไปได้เร็ว ทดสอบกันอีกทีตอนฝนตก อืม ไม่ส่งกลิ่นจัดๆ ไม่ตั้งใจดมก็ไม่ได้กลิ่น เอาละ ทำได้แค่นี้แหละ  แล้วจุดเหนือบ่อก็ถูกกำหนดให้เป็นที่วางโต๊ะเซ่นไหว้และพิธีกรรมทางพราหมณ์ จัดวางจุดได้อย่างนี้ก็แก้ปัญหาไปได้แบบแก้ตัวเอาหน้าให้รอด กันคนเข้าใกล้บ่อได้สำเร็จลงด้วยดี
เมื่อถึงวันวางศิลาฤกษ์ ด้วยฤทธิ์เดชของปูตัวใหญ่กว่าที่เคยพบในคูหลายเท่า ผู้คนมาร่วมงานคับคั่ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตอนที่ขอไม้อัดมาทำฝาปิดคู มีเสียงค้านจากช่างเรื่องความปลอดภัย เป็นประเด็นเกรงว่าจะมีใครเดินแล้วตกคู</p>
<p>ตอนฟังก็นึกขำ ตั้งแต่ไปด้อมๆมองๆแถวคู ไม่เคยเห็นมีหน้าไหนสักคนมาเดินเล่นแถวคูพวกนี้ หากจะมีคนตกคูเพราะเหยียบไม้อัด ก็ไม่พ้นคนกันเอง  ใครตกคูที่ตัวเองรู้จักก็ถือว่าทะเล่อทะล่าแล้วละ  <span id="more-1139"></span></p>
<p>กว่าจะผ่านด่านได้ไม้อัดมาปิดคูได้ก็นานอยู่ด้วยเหตุนิดเดียวนี้เอง แล้วจู่ๆวันหนึ่งก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงบนหัว เมื่อได้รับข่าวสารมาว่า ให้จัดการกับพื้นที่เพื่อจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ตึก ในข่าวระบุว่า ผู้ที่จะมาวางศิลาฤกษ์อยู่ในระดับสูงกว่าเจ้ากระทรวง</p>
<p>และแล้วการเตรียมการพื้นที่อย่างเร่งด่วนก็เกิดขึ้น  พะว้าพะวังกับเรื่องที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ  ด้วยว่าเวลาของวันงานเป็นช่วงหน้าฝน หากวันงานมีอะไรผิดพลาด แถวๆนี้ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ มีหวังดังทั่วแผ่นดิน</p>
<p>ความคิดที่ว่าจะปล่อยๆไปตามเพลงเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นรอทุบตึกเหอะเปลี่ยนไป จำเป็นต้องยืนยันผลการจัดการให้มั่นใจเรื่องกลิ่นอย่างรีบด่วน  ลุ้นๆให้ฝนตก ฝนก็ไม่ตกซะอีก</p>
<p>ระหว่างที่ลุ้นฝน ก็ตามติดเรื่องการจัดการพื้นที่  ได้ความกระจ่างมานิดหน่อยกับการจัดผังพื้นที่ ที่ว่านิดหน่อยก็เพราะไม่มีอะไรสะเด็ดน้ำสักวัน เปลี่ยนทู๊กวันเชียว</p>
<p>จนกระทั่งมาถึงวันหนึ่ง มีการตัดสินใจใหญ่เกิดขึ้น มีประกาศิตให้ย้ายต้นมะเกลือต้นใหญ่ที่อยู่ให้ร่มมานานข้างตึก เพื่อเตรียมสร้างปะรำพิธีพราหมณ์ในวันวางศิลาฤกษ์  อืม ต้นไม้จะหายไป ไอ้เจ้าบ่อรับน้ำจากคูก็เผยโฉมเต็มๆซิ แล้วเจ้าบ่อนี้บางทีก็มีอุนจิลอยลงมาว่ายน้ำเล่น กลิ่นรึก็ยังไม่สามารถจัดการได้ ช่างเขาจะทำไงกันต่อหนอ</p>
<p>ไม่รู้จะช่วยยังไง จึงแวะไปหาต้นตอที่ปล่อยอุนจิลงมา ตึกคนป่วยชั้นบนคือต้นแหล่งปล่อยของ เจรจาต๊ะอวยขอให้ช่วยกันเติมน้ำหมักช่วยสลายกลิ่น ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้โล่งใจ</p>
<p>ช่วงเตรียมงานวางศิลาฤกษ์ได้ประสบการณ์ใหม่ๆมากมาย  สถานที่รอบๆตึกที่เป็นสวนหย่อมถูกปรับพื้นที่ด้วยไม้ ยกพื้นเสมอกับทางเชื่อมระหว่างตึก ช่องวางศิลาฤกษ์ก่อขึ้นในจุดที่ห่างจากบ่อรับน้ำและอุนจิที่เป็นห่วงว่าจะก่อปัญหาในวันงาน</p>
<p>บ่อถูกปล่อยให้โดนแดด แล้วแดดก็ช่วยให้กลิ่นหายไปได้เร็ว ทดสอบกันอีกทีตอนฝนตก อืม ไม่ส่งกลิ่นจัดๆ ไม่ตั้งใจดมก็ไม่ได้กลิ่น เอาละ ทำได้แค่นี้แหละ  แล้วจุดเหนือบ่อก็ถูกกำหนดให้เป็นที่วางโต๊ะเซ่นไหว้และพิธีกรรมทางพราหมณ์ จัดวางจุดได้อย่างนี้ก็แก้ปัญหาไปได้แบบแก้ตัวเอาหน้าให้รอด กันคนเข้าใกล้บ่อได้สำเร็จลงด้วยดี</p>
<p>เมื่อถึงวันวางศิลาฤกษ์ ด้วยฤทธิ์เดชของปูตัวใหญ่กว่าที่เคยพบในคูหลายเท่า ผู้คนมาร่วมงานคับคั่ง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้านความปลอดภัย เิดินพาเหรดเข้ามาในรพ.กันคับคั่ง ปรับหัว ปรับหูฟังคำสั่งกันแทบไม่ทัน คนนั้นเอาอย่างนี้ คนนี้เอาอย่างนั้น</p>
<p>แก้งานกันทุกชั่วโมงที่มีกลุ่มคนใหญ่ๆเดินพาเหรดเข้ามา เมื่อบอกว่าที่ทำไว้ก็ทำตามข้าราชการผู้ใหญ่ที่มาสั่งการ พอเอ่ยชื่อว่าใครสั่ง ไม่รู้จักกันอีก ในฐานะข้าราชการตัวเล็กๆจะทำยังไงได้ ทำได้ก็แต่ ค่ะ ค่ะ ค่ะ แล้วจะจัดการให้ค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/titang/archives/1139/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
