<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>หมอเจ๊เรียนโลก</title>
	<link>http://lanpanya.com/titang</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<lastBuildDate>Sun, 14 Mar 2010 16:46:47 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ขอแค่รู้สึก&#8230;ให้ดีที่สุด&#8230;.กับสิ่งที่ดีที่สุดในใจ&#8230;.ก็พอ</title>
		<description>ไม่ว่าใครจะมาจากที่ใด ไม่ว่าจะเป็น จะอยู่อย่างไร ธรรมชาติก็ลงมือปกป้องเสมอ เป็นการปกป้องซึ่งทำให้การดำรงของเผ่าพันธุ์คงอยู่เป็นนิรันดร์
รูปแบบของการปกป้องนั้น บางครั้งก็ไม่มีใครได้รู้เห็น  แต่ที่แน่ๆทุกสิ่งเป็นความเท่าเทียมที่ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา รูปหนึ่งของความเท่าเทียมอยู่ในรูปของการให้สิทธิ์เลือก เลือกหยิบจับ "สิ่งที่ดีที่สุด" มอบให้กับชีวิตหนึ่งๆ


อันว่า "สิ่งที่ดีที่สุด" นั้น มีหลากหลายรูปธรรมให้จับต้อง เครื่องวัด "สิ่งที่ดีที่สุด" คืออะไรใครรู้บ้างบอกกันหน่อย บรรทัดฐานที่ใช้วัดนั้น เป็นหนึ่งเดียวเหมือนกันแน่หรือ เป็นของจริงแน่นอนเลยหรือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน
แล้วเรื่องราวของคนธรรมดา สามารถเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเขาได้บ้างไหม

ในคืนที่เดินทางไกลต่อขึ้นไปสู่แดนอีสาน เมื่อเท้าเหยียบพื้นดินสุวรรณภูมิฉันก็ให้แท๊กซี่่คันหนึ่งนำพาไปสู่สถานีรถทัวร์
หนุ่มคนขับรุ่นราวคราวลูก คงถูกโฉลกอะไรสักอย่าง ชวนฉันสนทนาตลอดทาง
"พี่อยู่ใต้ที่ไหนหรือพี่"
"ผมเคยไปอยู่ภูเก็ตนะพี่"
"จ๊าบมากเลยพี่ เดินทางแบกเป้ใบเดียว"
"สงสัยพี่จะพูดภาษาฝรั่งคล่องนะพี่"
"พี่จะไปทำไมที่บุรีรัมย์ละพี่"
"ทำไมไปอีสานละพี่ ทำไมไม่นัดเจอกันที่ไหนสักแห่งละพี่"
"โห เพื่อนพี่คนนี้เขาคงสำคัญกับพี่มากเลยเนอะ"
"มีความสุขเนอะพี่เนอะ ได้ไปเจอเพื่อน เล่าเรื่องราวสมัยเรียนสนุกๆด้วยกัน กินข้าวกันไปคุยกันไป คุยกับคนรู้ใจนี่มีความสุขนะพี่นะ"
.............................................

แล้วฉันก็ชวนเขาสนทนาบ้าง  "น้องเป็นคนบ้านไหน"  "เมืองพลครับ"
"ขับแท๊กซี่นานแล้วเหรอ"  "ไม่กี่ปีมานี่เองครับ"
"มีเงินพอใช้หรือเปล่า"  "มันต้องเหลือบ้างเป็นธรรมดาพี่"
"มีครอบครัวแล้วยังน้อง"  "ผมมีแฟนครับ.....เงียบ"
"อย่างนี้ที่บ้านก็เหลือแต่พ่อแม่ซิ แล้วไปเยี่ยมบ้างหรือเปล่า"
"ไปครับไป ผมไปช่วงสงกรานต์ ไปวันที่คนอื่นเขากลับกันหมดแล้ว ไปตอนนั้นดังดี เจอคนมากมาย มีแต่เราคนเดียวที่คนมาหามาคุยด้วย เด่นดี"
"ไปเมืองพลนี่ใช้เวลานานเท่าไร" "๓ ชั่วโมง"
"อะไรขอนแก่นใกล้อย่างนั้นเลยเหรอ"  "ผมขับแท๊กซี่ไปเองครับ"
"แล้วบุรีรัมย์ไกลมั๊ย" "ใกล้ๆกันแหละพี่ เดี๋ยวนี้รถเยอะ ไปง่าย"
):X%$#@#&#38;**
"พี่น้องมาทำงานกรุงเทพฯกันหมดเลยเหรอ"
"พี่สาวอยู่บ้านกับแม่ นี่ก็มาชวนผมให้สมทบเงินให้พ่อ  ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/632</link>
			</item>
	<item>
		<title>รุ้งแห่งความรัก</title>
		<description>แล้ววันวานที่ผ่านไปของสวนป่าก็สร้างสีสันแห่งความรู้สึกที่สดใสให้กับตัวฉันอีกวัน
สีที่ระบายซ้ำลงบนความรู้สึกได้เพิ่มความไวแห่งผัสสะจนสัมผัสได้ถึงความรักที่ผู้คนมีให้ต่อกัน

รับรู้ว่ารอบตัวของทุกนาทีที่ใช้ชีวิตมีคนที่รักกันอยู่ไม่น้อย
รับรู้ว่าคนรอบตัวต่างมีแต่ความรักที่มอบให้ต่อกันแม้จะมีกำแพงบางๆขวางกั้น
รับรู้ว่าความรักที่ก่อเกิดต้องใช้เวลาที่ยาวนานเหมือนๆกัน
ในเมื่อการหล่อเลี้ยงความรักต้องการเวลาที่ยาวนานแล้วทำไมเล่า วันนี้ผู้คนจึงไม่จัดการระบายสีของความรักให้กับชีวิตของตัวเองเสียใหม่ให้สดใส วันใหม่ของชีวิตที่ดีกว่าเมื่อวานจะได้มาถึงมือง่ายๆ


มะละกอที่เทวดาเพาะให้และดินตรงที่ปลูกใหม่ สอนมวยเรื่องการหล่อเลี้ยงและความแข็งแรงแห่งตนให้ด้วยนะนี่

ชีวิตที่ผ่านหลากหลายสีมาก่อนสอนให้ได้รู้และเรียนรู้
การเรียนรู้ว่าความเสียดทานหนักๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็เป็นแค่สีที่ระบายเข้มไปหน่อยเท่านั้นเอง

ให้ความรู้ที่ทำให้เข้าใจอะไรๆมากขึ้นๆตามเวลาที่ใช้ไปกับการระบายสีใ้ห้ชีวิต


ความหนักแน่น ความอดทน ความอ่อนโยนต่อชีวิตคือคุณค่าที่การระบายสีให้กับชีวิตได้มอบให้


ได้คืนมาซึ่งชีวิตที่เข้าใจซึ้งว่าอะไรคือสุดทางของชีวิตที่ต้องการเดินไปให้ถึง





ใช้ชีวิตที่แตกต่างบนพื้นที่ที่แตกต่างก็ไม่เห็นจะทำให้เป็นอะไรไปเลยนี่นา จะกลัวไปไย



สิ่งที่มีปรากฏอยู่ในธรรมชาติที่สวนป่าได้มอบให้ ได้แฝงปัญญาปฏิบัติในแง่มุมที่หลากหลายไว้ให้ได้ทบทวนตัวเองด้วย

ขอบคุณการได้มานอนและมาเยือนสวนป่านับแต่วันวานค่ะ
ขอบคุณกับความ "คิดได้" ที่ลงมือทำเลยกับการมาสวนป่าของตัวเองจริงๆ

 นาคให้น้ำที่สวนป่าให้ภาพงดงามยามเช้าชุ่มฉ่ำใจยามเห็นเน้อ
ตื่นนอนในวันรุ่งขึ้น อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็พาตัวออกไปเดินตามดูธรรมชาติให้เต็มอิ่มก่อนถึงเวลากลับ ปรากฏว่าพ่อครูตื่นให้น้ำต้นไม้แล้ว

แม้เมื่อคืนอากาศจะไม่ร้อน เช้านี้ก็ยังรู้สึกถึงไอร้อนในอากาศว่ายังมีเหลืออยู่ไม่น้อยทั้งๆที่มีน้ำพุ่งเป็นฝอยกำลังทำงานให้ความชุ่มชื้นอยู่



ยืนดูไปที่มุมหนึ่งของหน้าบ้านที่พ่อครูนอน เห็นน้ำฟูฝอยแล้วรู้สึกถึงละอองน้ำเวลาฝนตก เหมือนกันอย่างไรอย่างนั้นเลยแหละ


หันตัวมองตามฝอยน้ำที่พ่นออก สายตาก็เหลือบไปเห็นสีอะไรแวบๆสดใสสว่าง มองตามไปเต็มตาก็ได้เห็นว่าในทิศที่น้ำสะท้อนกับแสงแดดเกิดสีคล้ายรุ้ง ทีนี้เลยปรับมุมมองไปตามทิศของแสงเต็มพิกัด เจอแล้วรุ้งตัวน้อยเล่นน้ำอยู่สวยเชียว

 รุ้งตัวน้อยแอบมากินน้ำให้เห็น น่ารักจริงๆ

 และนี่ก็คือตัวการที่ชวนรุ้งมา

สักครู่พ่อครูก็ชวนไปชมสวน เล่าให้ฟังเรื่องหลักคิดการปลูกพืชระบบชิดที่สะกิดใหู้พัฒนาพืชยืนต้นเป็นผักริมรั้วกินได้ไว้รับแขกเยือน  ได้สัมผัสมุมคิดของพ่อครูหลากหลายมุมทีเดียวเชียวเกี่ยวกับการรวบรวมพันธุ์พืชไว้ให้ลูกหลานเหลนโหลนฯลฯ




ต้นมะกรูดที่ล้มสอนมวย "รากที่หยั่งไว้ดี แม้ต้นล้มก็สามารถอยู่รอดได้ ไม่ควรกลัวมันตายเข้าไปโอบอุ้มแบบทำลายจนรากมันโดนถอนทิ้งซะ"


รู้สึกขอบคุณโลกที่ส่งพ่อครูบามาเกิด  ขอบคุณจริงๆนะคะกับความคิดยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดี เมตตาปราณีที่มีต่อโลก

ขอบคุณแทนเด็กๆรุ่นหลานเหลนโหลนที่ฟ้ามีตา ส่งคนมาช่วยสร้างพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมาให้ได้พึ่งพาต่อไปในเวลาข้างหน้า



รากแก้วที่หยั่งดินไม่แข็งแรงพอ ลมก็สามารถพัดพาให้ล้มได้ แต่ต้นที่ล้มก็ยังอยู่ได้ เมื่อยังมีรากค้ำจุนอยู่

เดินชมสวนกันครบรอบแล้วก็พากันกลับมาบ้าน  กินอาหารเช้ากันง่ายๆด้วยน้ำพริกถ้วยเก่าที่แสนอร่อย แม่หวีก็แค่ลวกผักมาให้จานใหญ่  พ่อครูเด็ดมะเขือเทศมากินกับข้าว ง่ายๆกันแค่นี้ก็อิ่มท้องอร่อยไปอีกมื้อ เป็นชีวิตที่ง่ายๆดีจริงๆ


มะสัง ไม้ทนแล้ง ที่ไม่ต้องดูแลก็แข็งแกร่งพอที่จะเติบโตได้ด้วยตัวเอง ลูกที่สุกแล้วมีกลิ่นหอมอ่อนๆเฉพาะตัว


ระหว่างกินข้าวเมื่อฉันหลุดปากไปว่าชอบกินมะเขือเทศสด อร่อยดี ดูเหมือนพ่อครูดีใจนะ แล้วต่อมามะเขือเทศตะกร้าใหญ่ก็พร้อมสำหรับเป็นของฝากให้นำกลับบ้าน


 ขอแค่มีรากแม้ต้องยืนหยัดต่อสู้ก็ยังรอดได้สบายๆ


ตอนแรกที่เห็นน้ำหนักของฝากก็ว่าจะไม่รับติดมือมาด้วยแล้ว แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ ติดมือไว้หาเรื่องไปเจอคนเมืองกรุงที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาเมื่อคืนก็ไม่เลวนี่นา พอมีเวลาที่จะไปเจอตัวกันได้ ของที่นำกลับไปก็ไม่ได้สร้างภาระให้ลำบากอะไร ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/631</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไม่ปิ๊งก็ได้..ปิ๊งก็ดี</title>
		<description>เมื่ออากาศร้อนยามสายพาให้ง่วงฉันก็พาตัวไปนอนเล่นที่บ้านใหญ่ เผลอหลับไปเมื่อไรไม่รู้ ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงปลุกเรียกจากแม่หวีชวนไปกินข้าว ดูนาฬิกาด้วยความคุ้นชิน อ้าว บ่ายสองโมงครึ่งแล้ว ไม่น่าทำให้พ่อครูรอเลย

มื้อนี้ได้ลิ้มรสราดหน้ายอดผักที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ยอดผักที่นำมาใช้เป็นยอดฟักทองอ่อนๆเคี้ยวแล้วกรุบกรอบอร่อยกว่ายอดฟักแม้วที่เคยลิ้มรสที่บ้าน  ผักสดที่เด็ดจากต้นในสวนป่ามื้อนี้สอนปัญญาปฏิบัติให้ระหว่างกินเลยเชียวนา ลิ้นที่รับรสเรียนรู้และแยกแยะความสดไม่สดของผักในอาหารไปเรียบร้อยครูบาเลยแหละจิบอกไห่
ใครอยากเรียนก็อย่ารอช้ารีบส่งใบสมัครไว้ซะนะคะ

ผักสลดใบเหี่ยวไม่ได้เป็นผักที่ขาดความสดใหม่ไปซะทั้งหมด เป็นคนที่ยังยืนหยัดตนได้แล้วพาตัวสลดเหี่ยวเฉาทำตัวเองนะ อายผักกันบ้างเน้อ

อิ่มท้องแล้วก็เดินไปตามร่องสวน สำรวจพันธุ์ไม้ที่เทวดาปลูก รอหลุมที่คนงานขุดให้เพื่อเตรียมปลูกมะละกอที่เทวดาปลูกให้พ่อครู ได้หลุมแล้วพ่อครูก็ชวนช่วยกันปลูกมะละกอ ปลูกเสร็จแล้วต่างคนต่างให้เวลาส่วนตัวกับตัวเองละลายความร้อนที่บรรยากาศรอบตัวรุมเอาตามสไตล์ของตัว

พ่อครูละลายความร้อนด้วยการเดินให้น้ำต้นไม้อีกรอบ  เมื่อเช้าได้เรียนรู้จากฝักเหรียงที่หล่นมาเป็นครั้งแรกให้ในวันนี้ระหว่างแกะเมล็ดไว้สืบต่อทายาท  เมื่อบ่ายพ่อครูก็เล่าให้ฟังว่าโดนเจ้าไก่งวงสอนมวยเข้าให้แล้ว

สัตว์ที่มนุษย์จัดให้อยู่ในกลุ่มต่ำกว่าตัวเองเหล่านี้ มีปัญญาปฏิบัติที่เลิศกว่ามนุษย์ในหลายเรื่องราว เคยคิดที่จะเรียนรู้จากมันบ้างไหม

ฉันพาตัวไปละลายความร้อนให้ตัวเองด้วยการเดินเก็บภาพต้นไม้ไปเรื่อยๆ แวะเวียนไปรอบๆสวน อยู่ร่วมกับสิ่งที่มองเห็นมากมายรอบๆตัว ทั้งต้นมะละกอที่เพิ่งย้ายที่ปลูก  ผึ้งหลวง จั๊กจั่น ดิน ใบไม้ ไก่ต๊อก นกยูง นกป่าทั้งหลาย  แล้วความรู้หลายอย่างเกี่ยวกับความทรงจำของตัวเองก็ผุดโผล่ขึ้นมาช่วยชี้มุมมองของความไม่รู้ให้ผุดโผล่ขึ้นมาแวบๆด้วย
ตกเย็นย่ำเมื่อแดดร่มลมยังไม่ตก เสียงหนึ่งก็เซ็งแซ่ยั่วให้ตามหา อ้อ เสียงเจ้าผึ้งหลวงนี่เอง เสียงเหมือนตัวเดียวดังใกล้หู หึ่งๆดังดีจริงๆ เดินตามเสียงไปแล้วหาตัวอยู่นานจึงได้เห็น เจ้าเสียงหึ่งๆที่ดังใกล้หูนั้น มิใช่ฝีมือของตัวเดียวหรอกนะ แต่เป็นหลายตัวร่วมกันอย่างพร้อมเพรียงให้ได้ยินเป็นเสียงเดียว  น่าทึ่งเจ้าแมลงพวกนี้จริงๆที่ไม่มีสมองแต่ก็สร้างความสามัคคีในพวกมันกันได้
พวกมันพากันส่งเสียงเรียกพวกมามั๊ง ก็สิ่งที่ตาเห็นไม่มีรังอยู่ เห็นมันบินกันว่อนอยู่ตรงตำแหน่งใกล้ๆหลังคา จะตอมเพื่อสร้างรังหรือก็ไม่ใช่ นึกแปลกใจทำไมมันพากันตอมไม้กันอยู่ได้หนอ  เคยเห็นแต่มันตอมอะไรที่หอมน้ำตาล แต่นี่มาตอมไม้หรือว่าไม้ตรงนี้มีกลิ่นอะไรบางอย่างที่ดึงดูดมันมากันนะ  ไม่มีคำตอบที่กระจ่าง ไม่ได้ตามดูจนรู้เห็นคำตอบหรอก รู้แต่ว่าพวกมันมีวินัย ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/630</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตั้งใจไม่ได้เยือน..ไม่ได้ตั้งใจจึงได้เยือน</title>
		<description>หลายครั้งที่มีการตัดสินใจในชีวิตเราก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่า ทำไมถึงเลือกทางนี้....แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะสำคัญมากกว่าการหาสาเหตุคือการยอมรับว่า "เรามีสิทธิ์ตัดสินใจได้"
เพียงแต่ขอให้รู้ตัวเองว่าเราตัดสินใจเรื่องอะไร เพื่ออะไรและใช้บทเรียนที่ได้นั้นเป็นประสบการณ์ไว้สอนตัวเอง นั่นแหละคุณค่าที่มีแล้วหละ

ไม่มีประโยชน์กับการกลัวการตัดสินใจหรือมัวหวั่นไหวกับภาพประกอบการตัดสินใจที่ตัวเองสร้างขึ้นจนมีผลให้ภาพความรู้สึกที่ระบายไปด้วยสีเทามอบกลับคืนมาให้กับตัวเอง
 
ธรรมชาติแห่งชีวิตมีความสดใสในสีของตัวมันเอง ดอกไม้ที่ชอกช้ำก็ยังมีสีสันที่สดใสอยู่กับตัว แล้วเราจะำไประบายสีเทาๆปิดทับความสดใสของธรรมชาติด้วยเหตุดังฤา
ในวันที่เดินทางเข้าเมืองกรุงเพื่อปฏิบัติภารกิจระหว่าง ๑๐-๑๒ มีนาคม ในเสี้ยววินาทีก่อนย่างก้าวออกจากบ้านเมื่อรู้ว่าพ่อครูอยู่สวนป่า ฉันก็ตัดสินใจในฉับพลันว่าไปสวนป่าอีกครั้งเหอะน่า
ตัดสินใจแล้วก็ลังเลใจอยู่เหมือนกันว่าจะสามารถหรือเปล่าในเมื่อเวลาที่ถึงเมืองกรุงเป็นยามวิกาลมากแล้ว
เมื่อข้อมูลในบันทึกความจำส่วนตัวที่สามารถใช้นำพาให้ตัดสินใจ ข้อจำกัดของความรู้ที่มีอยู่บอกแค่ว่ามีความเป็นไปได้  แล้วคำตัดสินใจว่า "ลองดูก่อน ไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" โผล่เข้ามาแจมด้วย  การตัดสินใจก็ได้มอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าไว้สอนตัวเองอีกคราหนึ่งของชีวิต
หลายประสบการณ์ที่ได้สัมผัสนับจากบริการระดับโฮโซบนเครื่องบินเรื่อยลงมาถึงบริการวินมอร์เตอร์ไซด์แบบชาวบ้าน ชวนให้เห็นการระบายสีของชีวิตวันนี้ของตัวเองว่าเมื่อชีวิตได้ผ่านสีต่างๆมามากมาย มันให้คุณกับตัวเองในหลายๆเรื่อง
สีทุกเรื่องที่เคยระบายไว้ทำให้ชีวิตมีความหมาย ไม่ไร้คุณค่า อดได้ ไม่ท้อง่าย แล้วยังสอนให้เลือกข้างด้วยนะ
ดีใจที่สีที่เคยระบายให้ชีวิตที่ผ่านมาสร้างทางเลือกให้เดินไว้ ๒ สาย ดีใจที่สีหลายๆสีได้ช่วยให้ตัดสินใจกับการเลือกข้าง "ความรู้สึกดีต่อชีวิต"  แทนทางเลือกความรู้สึกที่อยู่ตรงข้ามทิศกัน
แล้วการเลือก "ความรู้สึกดีต่อชีวิต" ในครั้งนี้ก็นำพาให้สามารถไปนอนเล่นและนอนจริงที่สวนป่าได้
 ห้องน้ำไฮโซบนเครื่องบินมีแยกห้องน้ำหญิง-ชายด้วยแฮะ มารู้ก็อีตอนเข้าผิดไปแล้ว
ระหว่างทางก็ได้เรื่องขำๆกับตัวเองเรื่องห้องน้ำอีกแหละ จะบนดินหรือบนเครื่องบินก็ไม่เว้นให้ เท้ามันชอบย่างก้าวพาให้เข้าไปใช้ห้องน้ำผู้ชายอยู่เรื่อยเลยเชียว
การเดินทางไปสู่เมืองแห่งปราสาทเขาพนมรุ้งในครั้งนี้เริ่มตั้งแต่เย็นห้าโมงครึ่งของวันที่ ๗ มีนาคม เดิมคิดว่าจะไปไม่ทันรถโดยสาร เดินทางจริงกลับมีเวลาเหลือเฟือให้ทำอะไรได้หลายเรื่อง(ถ้ามี)  ได้ใช้เวลาอ่านหนังสือโต๋เต๋รอเวลา่จนค่อนดึก คราวนี้จะใช้บริการนวดรอเวลาซะหน่อย ขานวดก็เต็มไปหมดเลยชวด
เริ่มเดินทางต่อ ๕ ทุ่มถึงเมืองแห่งเขาพนมรุ้งย่ำรุ่งตี ๔ ครึ่ง รอรถโดยสารแบบชาวบ้านอยู่ราวๆครึ่งชั่วโมง นั่งสบายๆบนรถโดยสารประจำทางเหมือนชาวบ้านทั่วไปผ่านความมืดบนท้องถนนอีกราวๆ ๔๕ นาที  ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/629</link>
			</item>
	<item>
		<title>ทำไม่เหมือนเดิมให้ผลเหมือนเดิม&#8230;แปลว่ายังทำเหมือนเดิมกับเรื่องสำคัญ???</title>
		<description>เล่าค้างเอาไว้เรื่องรับงานปรับภูมิทัศน์ของร้านอาหารในร.พ. ที่ได้ใช้ 5ส.ทำงานไปๆ แล้วพาตัวเกือบชนตอแต่พบทางเลี่ยงตอได้ทัน ควรบอกว่างานที่ทำไปให้คุณอย่างมากมายกับการต้อนรับสรพ.

เหมือนกับบังเอิญติวเข้มตัวเองตรงข้อสอบที่สรพ.ออกไว้พอดี๊พอดี  การดำเนินการของเรื่องนี้ไปตรงหลักการพัฒนาคุณภาพของระบบการป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่สรพ.ลุ้นให้มีการพัฒนากันอยู่พอดี๊พอดี  ความใจเย็นที่ลงมือแก้ปัญหาที่ซับซ้อนนี้ทีละเปลาะ กลับช่วยให้ได้ผลงานที่สรพ.พอใจกว่าผักชีโรยหน้าซะอีก  คำชมจากสรพ.ยังมีผลให้หน้าเด้งจนถึงทุกวันนี้...อิอิ
เมื่อเอ่ยปากเกริ่นเรื่องการได้เป็นนักเรียนโข่งรุ่น ๒ และบอกกำหนดเวลาที่จะหายไปจากร.พ.ให้บอร์ดรู้ ก็มีคำพูดที่ออกปากจากคนเป็นน้องว่า "พี่ๆ อยากให้พี่อยู่ด้วยตอนที่ทำการบ้านกันอ่ะพี่"
เมื่อเขารู้ว่าฉันว่างช่วงไหน วันนัดหมายก็ถูกกำหนดขึ้นในวันที่ฉันอยู่ทำงานที่ร.พ.ในทันที  เพียงแค่ได้ยินคำพูด รับรู้ท่าทีที่บ่งบอกว่าแคร์ อยากให้อยู่ช่วยกัน นำความดีใจมาให้มากหลายเหมือนกันนา
การมีคนเห็นคุณค่าอยากให้มีส่วนร่วมกับงานด้วยแล้วรู้สึกเหมือนได้น้ำทิพย์ชะโลมใจให้สดชื่นนี่เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นคนบ้างานหรือเปล่าหนอ หรือว่าจะเป็นคนหลงอัตตา  คำตอบที่บอกตัวเองก็คือ ไม่รู้เหมือนกันสัมผัสแค่ความยินดีและอยากช่วยทำของตัวแค่นั้นเอง
สรพ.พาตัวผละไปนานกว่า ๒ สัปดาห์แล้ว เรื่องราวของพื้นที่ที่นำพาให้ไปเจอตอมีการเปลี่ยนแปลงไป
เรื่องเดิมเกี่ยวกับเศษอาหารที่ปล่อยทิ้งลงคูน้ำ มีความก้าวหน้าเกี่ยวกับการใช้ถุงกรองเศษอาหารที่ผ่านท่อน้ำทิ้ง  เศษอาหารที่หล่นลงคูไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนจากมีมากมายเป็นมีน้อยกว่าน้อย  ร้านค้าที่ไม่สวมถุงให้ท่อเปลี่ยนนิสัย ใส่ถุงให้ท่อจนครบทุกท่อในร้านของตน ถึงแม้จะดูไม่สวยงามนักก็ยอมไปก่อนถือเป็นการชั่วคราวระหว่างเรียนรู้ความสัมพันธ์ต้นน้ำกับปลายน้ำและให้เวลาแม่ค้าทำความคุ้นชินกับความสะอาดที่เปลี่ยนไปของคู
 ก่อนสวมถุง  หลังสวมถุง
  
  สภาพก่อนสวมถุง-เลี้ยงหนู สภาพหลังสวมถุง-ไล่หนู
ประชากรหนูที่มาเยี่ยมเยียนในคูเป็นฝูงๆลดลงให้เห็นเหลือครั้งละตัว  ทุกๆวันแม่ค้าบอกว่า ไม่ใคร่เห็นหนูวิ่งมาฝั่งร้านอาหารแล้ว จะมีบ้างก็แค่ตัวเดียวอย่างที่ได้เห็นด้วยกัน
หนูที่ลดเมื่อมีการจัดการเศษอาหารที่ไม่ควรทิ้งให้ลดน้อยลงบอกให้รู้ว่า ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/626</link>
			</item>
</channel>
</rss>
