<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>หมอเจ๊เรียนโลก</title>
	<link>http://lanpanya.com/titang</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<lastBuildDate>Sat, 23 Feb 2013 14:08:10 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๕) : ฟันธงเร็วเกินไปหรือเปล่า</title>
		<description>แวะไปคุยกับผู้รู้เรื่องสัตว์น้ำ เพื่อเติมความแน่ใจกับที่ฟันธงเรื่องแอมโมเนียไว้  ได้ความรู้เพิ่มมาว่า ต้นเหตุทำให้ปลาตาย มีหลายตัว  pH แอมโมเนีย ไนเตรท ไนไตรต์ คลอรีน ผงซักฟอก  โลหะหนัก ก๊าซไข่เน่า  นิโคติน อุณหภูมิน้ำ  ออกซิเจน  ยาฆ่าแมลง เหล่านี้เป็นต้นเหตุได้โหม๊ด

pH จะเป็นกรดหรือเป็นด่างทำให้ปลาตายแบบผ่อนส่งมากกว่าตายทันที เป็นกรดมากโน่นแหละปลาตายจึงทันที ลักษณะของปลาช่วยบอกได้  ว่ายปรู๊ดปร๊าด ว่ายผิดปกติ ขยับเหงือกผิดปกติ เชื่อไว้ก่อนได้ว่าน้ำนั้นเป็นกรด  สีที่จัดขึ้นของปลาก็เตือนว่าน้ำนั้นค่อนไปทางกรดมากกว่าด่าง

แอมโมเนีย ไนเตรท ไนไตรต์ทำให้ปลาตายแบบผ่อนส่ง  คลุกนานจึงตายมากกว่าตายทันที ยิ่งน้ำเป็นกรด พิษแอมโมเนียจะลดลง ตายช้ากว่าน้ำเป็นด่างซึ่งเพิ่มพิษแอมโมเนีย

คลอรีนทำให้ปลาตายรวดเร็วหรือตายผ่อนส่ง อยู่ที่ความเข้มข้นที่อยู่ในน้ำ มีมากเกิน 0.5 มก.ต่อลิตรตายเร็ว มีเจือจางกว่าตายช้า  ได้ความรู้มาด้วยว่าจะลดคลอรีน ให้ใช้สารโซเดียมไธโอซัลเฟตเิติมลงไป

ส่วนผงซักฟอกนั้น ฟังได้ว่ามีความเป็นพิษอย่างมากต่อปลา เมือกที่คลุมเหงือกปลาถูกทำลาย การดูดซึมเข้าไปจับตัวกับเม็ดเลือดทำให้เกิด methemoglobin ปลาจึงตาย ไม่มีสารที่ช่วยทำลายพิษนี้ได้  อืม น้ำในคูมีน้ำผงซักฟอกด้วยนิ  อย่างนี้ก็ต้องพิสูจน์ต่อไป

โลหะหนัก จะก่อพิษต่อปลาก็ต่อเมื่อในน้ำมีออกซิเจนต่ำ เช่น ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1142</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๔) : น้ำกับไนเตรทอีกรอบ</title>
		<description>เคยบันทึกไว้เรื่องของไนเตรทว่าเป็นรูปหนึ่งของไนโตรเจนเมื่ออยู่ในน้ำ และจะรู้ว่ามีไนเตรทมากน้อยเพียงใดให้สังเกตตะกอนลอย การเห็นตะกอนลอยเยอะ ยังหมายถึงในน้ำนั้นมีแอมโมเนียไหลลงมาผสมอยู่ไม่น้อยเลย  ซึ่งแปลว่าในน้ำมีสิ่งปนเปื้อนของน้ำทิ้งจากห้องส้วม

แอมโมเนียเหล่านี้เกิดขึ้นจากแบคทีเรียย่อยสลายสารอนินทรีย์ไนโตรเจนจนกลายสภาพเป็นแอมโมเนีย  แอมโมเนียจึงเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มีกฎกำหนดให้ตรวจวัดการปนเปื้อน

ในมาตรฐานน้ำดื่มของการประปานครหลวงกำหนดให้มีแอมโมเนียปนเปื้อนในน้ำประปาไม่เกิน 0.2 มก./ลิตร  เพื่อไม่ให้ต้องเติมคลอรีนลงไปในน้ำประปามากไป

นอกจากแอมโมเนีย ไนเตรทแล้ว ก็เคยเล่าเรื่องไนไตรต์ไว้  เมื่อไรพบไนไตรต์ในน้ำ แปลได้ว่าการย่อยสลายสารอินทรีย์ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และถ้าพบน้ำประปามีสารไนไทรต์ ก็แปลว่าน้ำนั้นมีสารอินทรีย์ปนเปื้อน ในน้ำประปาจึงไม่ควรพบสารตัวนี้ หรือมีได้ไม่เกิน
๐.๐๐๑  มก./ลิตร ของไนโตรเจน

ไนไตรต์เปลี่ยนรูปต่อเป็นไนเตรตเมื่อการย่อยสลายสมบูรณ์   ไนเตรตในน้ำไม่ควรพบเกินกว่า ๔๕ มก./ลิตร ของไนเตรต (NO3) หรือ ๑๐ มก./ลิตร ของไนโตรเจน ถ้าพบ น้ำใช้นั้นจะเป็นอันตรายต่อเด็กทารก เกิดอาการเด็กตัวเขียว ชัก  ไม่ให้ตัวเองกลายเป็นต้นแหล่งทำร้ายทารก รพ.ที่จัดน้ำกดดื่มไว้ให้ผู้ใช้บริการจึงจำเป็นต้องมีระบบเฝ้าระวังน้ำดื่มและน้ำใช้ไว้ด้วย

ไนโตรเจนเป็นหนึ่งในสามของสารอาหารสำคัญที่พืชต้องการ  สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินเปลี่ยนแก๊สไนโตรเจนให้กลายเป็นแอมโมเนีย (NH3) และไนเตรตที่พืชน้ำนำไปใช้ได้ สัตว์กินพืชน้ำแล้วนำไนโตรเจนที่ได้ไปสร้างโปรตีน เมื่อพืชและสัตว์ตายลง แบคทีเรียย่อยโปรตีนให้เล็กลงกลายเป็นแอมโมเนีย

แบคทีเรียชนิดอื่นๆมาย่อยแอมโมเนียกลายเป็นไนไตรต์ และไนเตรตโดยเฉพาะเมื่อน้ำมีออกซิเจนน้อย  การพบไนเตรตในน้ำที่มีออกซิเจนละลายอยู่ในน้ำต่ำจึงเป็นเรื่องธรรมดา

การพบไนเตรตในน้ำสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับปริมาณการรับไนเตรตจากแหล่งต่างๆ สู่แหล่งน้ำ โดยปกติไนโตรเจนที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติจะต่ำ (น้อยกว่า 1 ppm ของไนโตรเจนในรูปของไนเตรต)  พบน้ำที่มีไนโตรเจนสูงบอกได้เลยว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทิ้งของเสีย ขยะ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1038</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๓) : มันอะไรกันวุ๊ย</title>
		<description>ความเกะกะของไม้หลักปักไว้เพื่อพิธีกรรมขัดขวางความสะดวก จะสืบค้นเืพื่อหาทางระบายน้ำออกจากบริเวณที่เจิ่งนองไม่สามารถ  เมื่อฝนเติมน้ำลงมาทำได้อย่างเดียวใช้เครื่องดูดออกทิ้ง

เดาไปว่าเทวดาบนสวรรค์น่าจะทนไม่ได้กับภาพอุนจิลอยคอจะจะในพื้นดินรพ.ฝนจึงทิ้งห่าง แสงอาทิตย์ที่ส่งตรงลงมาตรงจุดนี้สบโอกาสระเหยน้ำที่ขังเจิ่งจนหายไป  ปิดโอกาสการตกเป็นเหยื่อข่าวกล้วยลอยให้แบบสบายๆ

ในเวลาเดียวกับที่ตัดสินใจลดงานที่คูเจ้าปัญหา ก็ไล่เรียง ค้นหาแยกท่อน้ำที่เทลงสู่บ่อข้างไตเทียม ท่อไหนนำน้ำจากคนไข้มาทิ้ง  ท่อไหนนำน้ำใช้สอยของคนทำงานมาทิ้ง

ได้คำตอบว่าบ่อและคูข้างไตเทียมเป็นปลายน้ำของน้ำเสียหลากประเภททีเดียวเชียว  ในคูเป็นน้ำหลังซักล้างผสมน้ำฝนจากหลังคาและน้ำประปาที่บางเวลาคนงานเผลอเปิดทิ้งไว้ เหตุที่เกิดปรากฏการณ์แอลจีบลูมก็ด้วยว่ามีท่อนำน้ำจากคนไข้ลงมาปนบ้างบางเวลา

ในบ่อที่ใส่ปลากี่ทีกี่ทีปลาหายจ้อย เป็นน้ำปล่อยทิ้งตรงมาจากระบบล้างไต ผสมน้ำล้างข้าวของเครื่องใช้เกี่ยวกับอาหารและน้ำจากท่อน้ำทิ้งห้องน้ำ

ปรึกษาช่างให้รื้อระบบและต่อท่อทิ้งน้ำให้ใหม่ เบี่ยงน้ำจากระบบล้างไตไปลงบ่อพักบ่ออื่น เบี่ยงท่อนำน้ำจากคนไข้มาปนในคูไปเชื่อมกับท่อทิ้งที่อยู่ใกล้ๆ  แยกท่อแล้วนำปลาใส่ลงไปในบ่ออีกรอบ ตอนใส่น้ำมีค่า DO4 pH 7 ปลาหายจ้อยเหมือนเดิม

ในความคิดนั้นมั่นใจว่าแอมโมเนียที่เป็นพิษกับปลาเป็นจำเลยทำให้ปลาหายจ้อย จึงปรับน้ำให้เป็นด่างด้วยปูนขาว แล้วลองใช้ขวดน้ำพลาสติกเจาะรูยัดไส้ฟองน้ำและเศษพลาสติกตามหลักการวัสดุมีรูพรุนช่วยจัดการแอมโมเนียในน้ำได้  ลอยลงน้ำแบบลอยทุ่น หาบ่อที่มีน้ำขังลอยขวดแบบเดียวกันไว้เปรียบเทียบผล

ปูนขาวปรับน้ำเป็นด่างเร็วทันใจ  ใส่ครั้งเดียว น้ำมี pH 7 อยู่นานแรมเดือน หลังเติมปูนขาว น้ำมี DO เกิน 4  แอมโมเนียมีราว 0.2  แวะเวียนไปจนมีลูกน้ำแตกตัวเป็นฝูงในน้ำ เห็นลูกน้ำก็มั่นใจว่าปลาน่าจะรอด ใส่ปลาซ้ำอีกรอบ แป่วเหมือนเดิม ไร้ร่องรอยปลา

ด้อมๆมองๆหลายวันไม่เห็น นึกไปว่าปลาหนีเข้าไปอยู่ใต้ตึก ตามตัวลูกน้องมาถามปลาหายไปไหน ลูกน้องให้ข้อมูลว่า ได้ปล่อยปลาลงไปอีกเรื่อยๆ แต่ไม่เคยเห็นออกลูก ตัวแม่ก็ไม่เห็น เวลาที่ปล่อยลงก็ไล่เรี่ยกับที่อื่น ที่อื่นมีลูกปลาเป็นโขยง ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1141</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๒) : ห่วงจริงจริ๊ง</title>
		<description>พิธีกรรมแห่งการวางศิลาฤกษ์จะเป็นความคิดชักนำของใครก็ตามเหอะ เมื่อได้ดำเนินไปแล้วดูเหมือนว่าได้สร้างขวัญให้คนที่เคยเผชิญปัญหามั่นใจว่าประวัติศาสตร์อันจารึกมายาวนานกำลังจะโดนลบทิ้งไปจากความทรงจำแห่งตน

ความเข้มข้นต่อการค้นหาเพื่อแก้ปมของคูเจ้าปัญหาจึงผ่อนลง เวทีแห่งพิธีกรรมดำรงอยู่เป็นอนุสรณ์นานนับเดือน เวทีนี้ตอกไม้ทำเป็นพื้นยกลอยขึ้นคร่อมคู จะเข้าไปถึงจุดใต้ตึกที่มีน้ำได้นั้นจำต้องปีนป่าย

นึกภาพผู้หญิงตัวเล็กๆ 2 คนปีนขึ้นลงโครงไม้และไต่ราวเกาะหลักไม้ที่โผล่ขึ้นมารับเวทีเป็นระยะ แถม ณ เวลาที่ปีนนั่นนะพื้นเวทีเป็นรูโหว ใต้รูมีเศษไม้วางระเกะระกะ ที่เป็นรูโหวเพราะพื้นไม้ที่ปูไว้โดนรื้อออกเกลี้ยง

เห็นภาพแล้วคงเข้าใจว่ากว่าจะปีนป่ายไปถึงจุดที่มีน้ำขังใต้ตึกไม่ง่ายเลย  สุดท้ายจำเป็นต้องยอมและผ่อนปรนการเก็บน้ำมาตรวจด้วยเห็นใจลูกน้อง  เมื่องานมันยากเกินจะฝืนสำหรับพวกเขา ตัดสินใจลดกิจกรรมเฝ้าดูน้ำเหลือเพียงแค่ให้เดินด้อมๆมองๆ ใช้สายตาและจมูกติดตามสิ่งที่เจ้านายอย่างฉันอยากรู้ต่อไป

เฝ้าดูอยู่ 3 เรื่อง หนึ่ง-เมื่อทำการปิดทางเข้าของน้ำฝนและน้ำจากแหล่งตึกใกล้เคียงไปแล้ว น้ำใต้ตึกจะตื้นเขินและแห้งลงอย่างไร สอง-ปลาที่ยังชีพอยู่ ยังสามารถแพร่พันธุ์ได้แค่ไหน  สาม-กลิ่นที่คูส่งขึ้นมากระทบจมูกจะเป็นยังไง เมื่อขาตัวแอลขาหนึ่งของคูที่รับน้ำฝนได้ปิดกระดานไม้อัดไว้ตลอดแนว ขาตัวแอลอีกขาซึ่งเคยมีต้นมะเกลือพรางแสง มีไม้ยกพื้นเหนือคูครึ่งเมตรบังมิดชิดแทน

ติดตามเกือบเดือนก็พบว่า มีเส้นไหลใหม่ของน้ำใต้ตึกเกิดขึ้น น้ำในคูเป็นสีเขียวเหมือนน้ำในบึง ร่องน้ำใหม่พาน้ำไหลออกที่ปลายคู แรงเหมือนเปิดน้ำประปาจากก๊อกทิ้งไว้  มีปลาว่ายในน้ำให้เห็นอยู่บ้าง

ต้นคูที่เคยมีน้ำเสียขังแห้งไปแล้ว ในยามฝนตกน้ำจากปลายคูน้ำท้นขึ้นมาทางต้นคู แบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง  คูจึงยังมีน้ำขังขลุกขลิก  กลายเป็นแหล่งน้ำนิ่งล่อยุง อืม ได้ของแถมที่ไม่อยากได้แฮะ

ใต้ตึกบางจุดแห้งลง ไม่แห้งสนิท มีดินเปียกพอกพูน ความตื้นเขินกลายเป็นคันดินปรับทิศทางน้ำโดยปริยาย น้ำที่ไหลไปรวมกันและไหลออกเส้นทางใหม่เป็นน้ำที่มาจากหลายแอ่งน้ำขังใต้ตึก

เดินผ่านไปผ่านมาเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมาแต่จำนวนน้อยลง ไม่ได้กลิ่นน้ำเวลามีลมโชยมา  สีน้ำในคูำเขียวเข้ม ไม่เห็นก้นคู

มีวันหนึ่งฝนตกทิ้งช่วง สายวันนั้นพบมีน้ำเอ่อล้นตรงผิวดินห่างจากคูราวครึ่งเมตร น้ำขังเป็นบริเวณกว้างกว่า 9 ตารางเมตร  ทบทวนว่าอะไรเป็นเหตุได้บ้าง  นึกได้ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1140</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตามลม๒ (๑๑) : แล้ว&#8230;.ก็นำพา..ปู&#8230;มาเยือน</title>
		<description>ตอนที่ขอไม้อัดมาทำฝาปิดคู มีเสียงค้านจากช่างเรื่องความปลอดภัย เป็นประเด็นเกรงว่าจะมีใครเดินแล้วตกคู

ตอนฟังก็นึกขำ ตั้งแต่ไปด้อมๆมองๆแถวคู ไม่เคยเห็นมีหน้าไหนสักคนมาเดินเล่นแถวคูพวกนี้ หากจะมีคนตกคูเพราะเหยียบไม้อัด ก็ไม่พ้นคนกันเอง  ใครตกคูที่ตัวเองรู้จักก็ถือว่าทะเล่อทะล่าแล้วละ  

กว่าจะผ่านด่านได้ไม้อัดมาปิดคูได้ก็นานอยู่ด้วยเหตุนิดเดียวนี้เอง แล้วจู่ๆวันหนึ่งก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงบนหัว เมื่อได้รับข่าวสารมาว่า ให้จัดการกับพื้นที่เพื่อจัดพิธีวางศิลาฤกษ์ตึก ในข่าวระบุว่า ผู้ที่จะมาวางศิลาฤกษ์อยู่ในระดับสูงกว่าเจ้ากระทรวง

และแล้วการเตรียมการพื้นที่อย่างเร่งด่วนก็เกิดขึ้น  พะว้าพะวังกับเรื่องที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ  ด้วยว่าเวลาของวันงานเป็นช่วงหน้าฝน หากวันงานมีอะไรผิดพลาด แถวๆนี้ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ มีหวังดังทั่วแผ่นดิน

ความคิดที่ว่าจะปล่อยๆไปตามเพลงเอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นรอทุบตึกเหอะเปลี่ยนไป จำเป็นต้องยืนยันผลการจัดการให้มั่นใจเรื่องกลิ่นอย่างรีบด่วน  ลุ้นๆให้ฝนตก ฝนก็ไม่ตกซะอีก

ระหว่างที่ลุ้นฝน ก็ตามติดเรื่องการจัดการพื้นที่  ได้ความกระจ่างมานิดหน่อยกับการจัดผังพื้นที่ ที่ว่านิดหน่อยก็เพราะไม่มีอะไรสะเด็ดน้ำสักวัน เปลี่ยนทู๊กวันเชียว

จนกระทั่งมาถึงวันหนึ่ง มีการตัดสินใจใหญ่เกิดขึ้น มีประกาศิตให้ย้ายต้นมะเกลือต้นใหญ่ที่อยู่ให้ร่มมานานข้างตึก เพื่อเตรียมสร้างปะรำพิธีพราหมณ์ในวันวางศิลาฤกษ์  อืม ต้นไม้จะหายไป ไอ้เจ้าบ่อรับน้ำจากคูก็เผยโฉมเต็มๆซิ แล้วเจ้าบ่อนี้บางทีก็มีอุนจิลอยลงมาว่ายน้ำเล่น กลิ่นรึก็ยังไม่สามารถจัดการได้ ช่างเขาจะทำไงกันต่อหนอ

ไม่รู้จะช่วยยังไง จึงแวะไปหาต้นตอที่ปล่อยอุนจิลงมา ตึกคนป่วยชั้นบนคือต้นแหล่งปล่อยของ เจรจาต๊ะอวยขอให้ช่วยกันเติมน้ำหมักช่วยสลายกลิ่น ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้โล่งใจ

ช่วงเตรียมงานวางศิลาฤกษ์ได้ประสบการณ์ใหม่ๆมากมาย  สถานที่รอบๆตึกที่เป็นสวนหย่อมถูกปรับพื้นที่ด้วยไม้ ยกพื้นเสมอกับทางเชื่อมระหว่างตึก ช่องวางศิลาฤกษ์ก่อขึ้นในจุดที่ห่างจากบ่อรับน้ำและอุนจิที่เป็นห่วงว่าจะก่อปัญหาในวันงาน

บ่อถูกปล่อยให้โดนแดด แล้วแดดก็ช่วยให้กลิ่นหายไปได้เร็ว ทดสอบกันอีกทีตอนฝนตก อืม ไม่ส่งกลิ่นจัดๆ ไม่ตั้งใจดมก็ไม่ได้กลิ่น เอาละ ทำได้แค่นี้แหละ  ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/titang/archives/1139</link>
			</item>
</channel>
</rss>
