<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานสวนป่า</title>
	<link>http://lanpanya.com/sutthinun</link>
	<description>ลานสวนป่า</description>
	<lastBuildDate>Fri, 19 Mar 2010 16:17:19 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>ควันพิษควันใจ</title>
		<description>
	อ่านข่าวพี่น้องชาวเหนือเจอควันพิษจากไฟป่าปกคลุม

น้ำหูน้ำตาไหลพราก ทั้งๆที่ไม่ได้อกหักสักกะหน่อย!

ไม่เป็นไข้หวัดนก ไม่เป็นไข้2009 ต้องใช้ผ้าปิดจมูก

ผมเป็นห่วงอุ้ย -ครูอึ่ง-ครูอาราม-น้าอึ่ง เกรงว่าจะจมูกบานเป็นลำโพงนะสิ

โอ้หนอ อากาศบริสุทธิ์พอที่จะหายใจโล่งๆสบายๆก็หายากเสียแล้ว

แล้วจะอยู่จะอาศัยกันสุขสบายได้อย่างไรหนอ

ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าปัญหานี้ซ้ำซากซ้ำซ้อนทุกปี

เป็นตัวบ่งชี้ว่าคนไทยใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมแบบนกแก้วนกขุนทอง

	วันนี้นั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ

สองข้างทางมีร่องรอยไฟไหม้ดาษดื่นทั่วไป

สวนอ้อยจุดไฟก่อนลงมือตัด

บางแห่งประมาทปล่อยไฟลามเลียไปถึงไหนๆ

ข้าวนาปรังกำลังร่อแร่ เฮ้อๆๆๆ..

	ช่วงที่ผ่านสระบุรีมีควันไฟครอบคลุมถนนจนมืดสลัว

พวกเราเผา เผา แผ่นดินกันหน้าตาเฉย

ความรู้ที่ถูกต้อง งานวิชาการที่สร้างความตระหนักอยู่ที่ไหน

นโยบายที่ทุกคนเอาด้วยจะเสริมสร้างกันอย่างไร

เฮ้อ! มีแต่คำถามๆๆๆ แต่ไม่มีคนตอบ

ปัญหาจึงล่องลอยอยู่ในอากาศ

	จุดนี้ ใครทำอะไรได้ก็ช่วยกันคนละไม้ละมือเถิดนะครับ

ช่วยพูด ช่วยบอก ช่วยแนะ ช่วยทำเป็นตัวอย่าง

ทำมุมบ้านให้ร่มรื่นเขียวชะอุ่ม

มันก็น่าแปลกนะครับ

คนเราชอบอยู่กับความร่มเย็น

แต่กลับเผาทุกอย่างไม่บันยะบันยัง

เผาธรรมชาติยังไม่จุใจ

เกรงว่าจะเผากฎกติกา เผาบ้านเผาเมือง เผาความปกติสุข จนเกินเลย

โลกร้อนไม่พอ ยังทำให้จิตใจร้อนรุ่มกลุ่มอุราไปทั่วพารา

ชวนกันอยู่อย่างเย็นอกเย็นใจไม่ดีกว่าหรือพี่น้อง โธ่ๆๆๆๆ </description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3838</link>
			</item>
	<item>
		<title>หาไม่เจอแต่ก็เจอ</title>
		<description>

เมื่อวานนี้ช่วยกันเดินหาจุดที่แม่นกยูงออกไข่

สังเกตเห็นอาการผิดปกติมาหลายวันแล้ว

เจ้านกตัวผู้จะเรียกหาแม่คนสวยทั้งวัน

ปกติจะมีเสียงขานรับ

แต่เดี๋ยวนี้เงียบฉี่

เจ้าโต๊กจึงร้องโวยวายอยู่ตัวเดียว
เราพยายามสังเกตว่าแม่นกยูงโผล่ออกมาจากจุดไหน แต่ก็ไม่ทันสักที ตอนเย็นเห็นป๋อหลอมาขออาหารกิน แล้วก็หลบแวบหายไปเหมือนมายากล พวกคนงานก็ช่วยกันค้นหาตามสุมทุมพุ่มไม้ ผมไปเจอรังไข่.. ตอนแรกดีใจนึกว่าใช่แล้ว แต่บ่ายๆเห็นเจ้าไก่งวงโอ๊กไปแพนหางทำเสียง ถึด ถึด อยู่แถวนั้น จึงรู้ว่าเป็นรังไข่ไก่งวง ตอนเย็นไปนับดูมี8ฟอง จิ๊กเอามา3ฟอง กะว่าถ้าเจอรังไข่นกยูงจะเอาไข่ไก่งวงไปสับเปลี่ยน ลักษณะของไข่ใกล้เคียงกันมาก ไก่งวงฟักไข่อยู่ในแปลงผัก ใกล้ชิดกับเราจะดูแลง่ายกว่า ตอนที่ลูกเจี๊ยบออกมา จะจับแม่ลูกเข้าคอกอนุบาลก็น่าจะง่ายกว่านกยูงซึ่งจับยาก ปล่อยให้นกยูงฟักไข่ไก่งวงสลับกัน นกยูงเป็นสัตว์ที่ชอบเลี้ยงลูกมาก ถ้าเห็นไก่บ้านเลี้ยงเจ้าเจี๊ยบที่เพิ่งออกมาใหม่ๆ แม่นกยูงยังไปแย่งลูกไก่แจ้มาเลี้ยงแบบดื้อ เหมือนกับจะพูดว่า "ฉันขอเลี้ยงลูกเธอมั่ง" มีหรือแม่ไก่แจ้จะยอม จึงเกิดสงครามย่อยไล่จิกตีกันอลหม่าน
สาเหตุที่ผมต้องเปลี่ยนไข่

เพราะสัตว์ปีกตอนเล็กๆมีศัตรูในธรรมชาติมาก

เช่น แมว นกกระปูด อีกา พังพอน เป็นต้น

ศัตรูเหล่านี้เป็นนักล่ามืออาชีพอยู่แล้ว

ถึงจะมีพ่อนกยูงคอยละแวดระวังก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี
ผลของการเดินค้นหาไข่นกยูง ทำให้ได้เจอสิ่งที่อยู่รอบตัวในช่วงแล้งนี้ ประการแรกพบใบไม้หล่นลงมาเยอะมาก ตอนนี้ปิดเทอมมีเด็กๆลูกหลานคนงานมาอยู่ด้วยหลายคน ผมซ่อมรถไสน้ำให้ใช้งานได้ทุกคัน หลังจากนั้นแม่หวีก็หางานให้เด็กทำ โดยจ้างให้ไปกวาดขี้วัวใส่ถุงปุ๋ยแล้วเข็นไปใส่แปลงยางพารา เด็กได้เงินกินขนมก็สนุกสนาน หลังจากนั้นจะต่อด้วยให้ไปกวาดใบไม้แห้งใส่ถุงปุ๋ยขนมาใส่แปลงผัก ในอัตรากระสอบละ5บาท 100กระสอบเท่ากับ500บาท ถ้า500กระสอบจะแบ่งเงินค่าขนมให้เด็ก 2,500 บาท เราก็จะได้ใบไม้มาคลุมแปลงผักสูงเป็นคืบเชียวแหละ งานง่ายๆเบาๆเหมาะแก่เด็กทำกันช่วงว่าง แถมยังโด๊ปด้วยขนม-กล้วยหอม-มะละกอ-แตงโม เข้าสูตรแรงดี-งานเดิน-รับเพลินค่าขนม ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3837</link>
			</item>
	<item>
		<title>โลกมนุษย์คงจะดีกว่านี้แน่</title>
		<description>  
ระหว่างที่มีรายการขย่มกรุงยุ่ง ๆ เย๊ว ๆ นี่นะครับ พวกเราคงทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากนั่งถอนใจทำตาปริบ ๆ  ในเมื่อคนไทยมองไม่เห็นจุดที่เป็นแก่นสารของชาติตนเอง อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นละครับ เรื่องทั้งหมดอย่าไปโทษใคร โทษคนไทยทั้งหมดนี่แหละที่มีส่วนทำให้เกิดหมายเหตุประเทศไทย ถ้าทุกคนมีมิติทางสังคมในหัวใจ ไม่ปล่อยปะละเลยให้พวกที่รักประเทศไทยจนน้ำลายไหล ทำอะไรเลยเถิดเรื่องมันก็จะไม่เข้าตาจนเช่นนี้ 
 
วัฒนธรรมไทยก็มีส่วน ที่คนส่วนใหญ่มองว่าธุระไม่ใช่ ฉันไม่ไปยุ่งเกี่ยวเดี๋ยวจะพลอยโดนหางเลข คิดง่าย ๆ นึกว่าจะพ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเป็นเรื่องกระแทกกระทั้นถึงกันหมด จะไปหลบอยู่มุมไหนก็ไม่พ้นหรอก เจอหางเลขทั่วหน้าไม่มากก็น้อย เหตุแห่งความแตกแยกมันค่อย ๆ สะสมมานาน แล้วก็บานปลายออกไปเรื่อย ๆ  เพราะประเทศนี้ไม่มีภูมิคุ้มกันทางสังคมที่เข้มแข็งพอจะดูแลความสงบสุขของบ้านเมือง คนไทยหยวนให้กับทุกเรื่อง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็รับกรรมกันไปเถิดนะต๋อย
 
ถ้าเอาแต่บ่นเดี๋ยวก็โดนคุณหมอจอมป่วนจวกอีก ถามว่า..นับแต่นี้ไปคนไทยควรจะคิดและทำอะไรในเรื่องที่ผันผวนจนยากที่จะจับต้นชนปลายไม่ถูก คงต้องหันมาดูหน้าที่ของคนไทยกระมังครับ หน้าที่โดยตรงต่อการงานรับผิดชอบ และหน้าที่ ๆ ช่วยกันดูแลสังคม ถ้าไม่มีหน้าที่ตัวหลัง ลอยเพสังคมให้ตกอยู่ในมือของคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยไม่มีหางเสือ  ก็จะเกิดก๊ก เกิดเหล่า จ้องเจี๊ยะผลประโยชน์ส่วนรวม  คราวนี้ละครับที่ประเทศไทยจะเป็นไปอย่างซึมกะทือ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3829</link>
			</item>
	<item>
		<title>สวรรค์ล่มจนได้</title>
		<description>
 
..ตะวันตกดินกำลังโพล้เพล้ ไก่ต๊อกและนกยูงเริ่มโผบินไปเกาะคอนเตรียมหลับนอนในค่ำคืนนี้ โฉมยงถามว่า จะรับประทานมื้อเย็นที่ไหน ก็เอาตรงชานบ้านนี่แหละน้อง เป็นมุมอาหารที่แวดล้อมไปด้วยความรื่นรมย์ เปิดสปริงเกอร์โปรยละอองชุ่มชื่นให้ปลิวไสว มีไก่ยำมะม่วง น้ำพริก/ผักลวก ปลาตัวเล็ก ๆ อบกรอบ ตามด้วยมะม่วงสุกตบท้าย นั่งคุยไปคุยมานึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนกลางวันเอามะละกอสุกแช่เย็นมาชิม เป็นของว่างยามบ่ายที่เหมาะยิ่งกว่ารายการคลายเครียดเสียอีก มะละกออย่าเอาที่สุกเกินไป ฝานตอนที่เนื้อยังกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม เนื้อสีทองไม่หวานมากนักเป็นคุณสมบัติของมะละกออีสาน โฉมยงเก็บมาตุนไว้ทีละ 2-3 ลูก กลายเป็นผลไม้ประจำในช่วงนี้เสียแล้ว 
 
ตอนที่หมอเจ๊มาได้ชวนปลูกมะละกอไปหลายต้น 
หลังจากนั้นก็เพาะและปลูกเพิ่มเรื่อย ๆ
พบว่ามีทั้งมะละกอที่งอกเองและที่เราปลูก
สังเกตได้จากที่เป็นแถวเป็นแนวและขึ้นเปะปะทั่วไป
เนื่องจากไม่ใช่ไม้ยืนต้นจึงปล่อยให้ขึ้นตามอำเภอใจ
ลูกสุกคาต้นก็ปล่อยให้เป็นอาหารนกหนู
เมล็ดร่วงลงมาไก่ไปจิกนกไปชิมแล้วเอาก้นหว่านไปทั่ว
บอกให้โฉมยงเก็บเมล็ดไว้จะเพาะขยายปลูกให้เต็มสวน

ถ้าน้าอึ่งน้าแป๊ดมาอย่าลืมเอาครกมาด้วย
พริก-มะเขือเทศ-น้ำตาลปึก-กุ้งแห้งมีแล้ว อิอิ.. 
 
ปีนี้แปลกเหลือเกิน กลางวันอากาศร้อนอบอ้าว แต่กลางคืนกลับเย็นสบาย นั่งตากอากาศยามราตรีแล้วไม่อยากเข้าบ้าน คืนนี้เดือนมืดดาริกาเต็มท้องฟ้า ลมพัดเบา ๆ หอบกลิ่นดอกราตรีหลังบ้านโชยกลิ่นข้ามหลังคามาได้ยังไงไม่ก็ไม่รู้ ท้องถิ่นไทยมีอะไรดี ๆ เหลือล้น ถ้าคนไทยรู้จักคิดรู้จักมองรู้จักดำเนินชีวิตแบบพอเพียง เราก็จะอยู่สุขสบายไม่ต้องไปตะกายหาเหาใส่หัว ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแออ่อนไหว ยอมให้เปรตขอส่วนบุญหลอกไปทนทรมานทรกรรมตากแดดตากฝน ไปเป็นคนที่สร้างปัญหาให้กับอนาคตของตนเองและบ้านเมือง
 
 
ตอนหัวค่ำLogos โทรมาบอกว่าพระอาจารย์ไร้กรอบจะออกทีวีแต่ไม่ทราบเวลา นึกในใจว่าช่างเหมาะเจาะเหลือเกินที่พระอาจารย์จะออกมาเคาะสติคนไทยในช่วงนี้ ปรึกษากับโฉมยงว่าเอาอย่างนี้ไหม ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3828</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิธีหาเสียงล่วงหน้า</title>
		<description> 
 
ประชาธิปะต๋อยนำมาซึ่งความไม่ปกติสุข ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เรื่อยมา  ตอนผมเป็นเด็ก ๆ  ปีนั้นมีไข้หวัดใหญ่ระบาดทั่วไปทั้งอีสาน เป็นครั้งแรกที่เด็กบ้านนอกได้เห็นเครื่องบินมาทิ้งยาแก้ไข้และนมผงลงบนสนามหน้าที่ว่าการอำเภอ หลังจากนั้นก็มีการแจกจ่ายยาและนมผงให้กับเด็กๆ เด็กบ้านนอกท้องไส้ไม่คุ้นชิน แทนที่เกิดผลดีท้องไส้ไม่ยอมรับ ดื่มไปก็อ๊วกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนหมดไส้หมดพุง ที่ผอมแห้งแรงน้อยอยู่แล้วหน้าเหลืองอ่อนระโหยหนักเข้าไปอีก หมอพื้นบ้านต้องหาทางช่วยตามมีตามเกิด 
 
ยุคนั้นสถานีอนามัยอำเภอมีนางผดุงครรภ์อยู่คนเดียว เที่ยวขี่รถจักรยานไปดูแลชาวบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำหน้าที่สารพัดอย่าง วิเคราะห์ไข้-ฉีดยา-ทำแผล-ทำคลอด ช่วยคนรอดมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว การอนามัยสมัยนั้นช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก นางผดุงครรภ์สมัยก่อนเป็นแม่พระของชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่ทราบว่าสะสมทักษะมาได้อย่างไร ถึงดูแลรักษาคนไข้ทั้งอำเภอได้ท่ามกลางความไม่พร้อมสักอย่าง จิตใจที่มุ่งมั่นต่อพันธะหน้าที่เป็นพลังที่สุดแสนบรรเจิด ผมรอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะนางผดุงครรภ์ชั้นเยี่ยมนี่ละครับ
 
หลังจากเครื่องทิ้งร่มสิ่งของลงมา คืนนั้นมีหนังกลางแปลง เป็นหนังผู้แทนมาหาเสียง ประกาศปาว ๆ ว่ายาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ นั้น  ท่านเป็นผู้ประสานงานจัดส่งมาบำบัดทุกข์บำรุงสุข ..หลังจากนั้นชาวบ้านก็ได้ฟังสรรพคุณความดี สลับกับสรรพคุณหนัง คนที่เป็นผู้แทนนั้นพูดเก่ง พูดขาวเป็นดำได้หน้าตาเฉย เป็นนักแสดงที่ฝึกฝนจากประสบการณ์ตรง ตีหน้าตายทำให้เราตายใจได้สบายมาก คำมั่นสัญญามีพร้อมแจกจ่ายทันใจไม่มีอั้น  ถ้าตามไล่ตามทัน ท่านก็มีวิธีหลบแว๊บด้วยเหตุผลที่นะจังงัง ปัจจุบันนักการเมืองพัฒนาการไปอีกขั้นหนึ่ง ฝึกฝนการด่าลูกเดียว ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3827</link>
			</item>
	<item>
		<title>เสียดายน้ำเสียดายเลือด</title>
		<description>

 

 
กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า  วันนี้จะมีอุณหภูมิสูงมาก ที่บริเวณจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ระดับองศาความร้อนอยู่ที่ 24-40 อาจจะเกิดพายุฟ้าฝนคะนอง มีพายุลูกเห็บขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะลมจะฝนก็ตก ๆ มาเกิด บางที่จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและความร้อนรนในช่วงนี้
 
ความร้อนแห้งแล้ง แห้งเหี่ยว กระจายทั่วไปในทุกพื้นที่  จุดที่โดนแดดตรง ๆ ต้นหญ้าและวัชพืชเริ่มกรอบเกรียมติดหน้าดิน ยังดีที่ใบไม้ที่ร่วงหล่นไปช่วยคลุมหน้าดินไว้บ้าง ถ้าสงสารต้นไม้ช่วยเอาใบไม้มาปกคลุมโคนต้นไว้จะช่วยเก็บความชื้นได้อย่างมาก ทำให้การใช้น้ำเกิดประโยชน์สูงสุด เรื่องระบบน้ำและการใช้น้ำในช่วงนี้จะเป็นหัวข้อที่ควรทดลองหาคำตอบต่อไป
 
ที่สวนป่าได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการปลูกผักยืนต้นระบบชิด โดยวิธีหยอดเมล็ดไม่เหมาะที่จะทำในหน้าแล้ง พบว่าต้นไม้ที่งอกไม่สม่ำเสมอ โตช้า แคระแกน สิ้นเปลืองน้ำและการดูแล จึงเปลี่ยนมาเพาะกล้าในกระบะ เลี้ยงดูไปจนถึงช่วงฝนต้นกล้าเหล่านี้จะโตในได้ขนาดลงดิน เมื่อได้รับน้ำฝนจะเติบโตได้ดี ต้นไม้เจริญสม่ำเสมอช่วยประหยัดเรื่องน้ำและเวลาดูแล

 
น้ำทุกหยดมีค่ามาก
การอาบน้ำในห้องทำให้การใช้ประโยชน์น้ำได้เพียงส่วนหนึ่ง
ถ้าน้ำที่เราอาบแล้วยังนำไปรดพืชได้ด้วยจะดีไหมครับ
ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะจัดการกับน้ำหลังจากชำระร่างกายอย่างไร
ถ้าอยู่สวนป่าอาจจะต่อฝักบัวไปไว้ใต้ตนไม้
เอาแผ่นอิฐไปปูพื้นกันแฉะ
เราก็จะได้ห้องน้ำขนาดใหญ่ในที่โล่งโจ้ง
อาบน้ำชมวิว-ชมต้นไม้ใบหญ้า-และชมดาวชมเดือนได้ด้วย
น้ำที่ไหลไปรอบข้าง
- เอาต้นหว่านสาวหลงมาปลูกรอบชั้นใน
- เอาต้นดาหลามาปลูกชั้นกลาง
- เอาต้นกล้วยมาปลูกไว้รอบนอกสุด
- แค่นี้เราก็มีห้องน้ำที่ไม่ประเจิดประเจ้อแล้วละครับ 
 
ต้นไม้แต่ละชนิดต้องการน้ำไม่เท่ากัน
ความทนทานต่อความแห้งแล้งก็ไม่เท่ากัน
นิสัยของต้นไม้แตกต่างกันไปตามกลไกของพันธุ์กรรม
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้ต้องการน้ำแค่ไหนจึงจะพอเพียง
เรื่องน้ำจำเป็นต้องทำแผนภูมิให้สอดคล้องกับการเพาะปลูก
วิธีเพาะปลูกพืชหน้าแล้งเป็นโจทย์ที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง
 
กลับจากดำน้ำทะเล
สำรวจหน้าตาตัวเองโต๊กกะใจ!
มีสะเก็ดผิวหนังที่ปลายจมูกลอกและคันยิบ ๆ
อาศัยแป้งตรางูโป๊ะเย็นสบายขึ้น
ผิวหนังตามกายาดำคล้ำเป็นธรรมดา
ในเมื่อไม่ได้เป็นนางสาวไทยจึงไม่กระไรนัก
ดำแต่ตัวหัวใจผ่องแ้พ้วนพคุณ
กินแห้วกับกาแฟเย็นก็สุขสบายคลายร้อนแล้ว
 
ร้อนวันนี้อีกหน่อยก็มีวันคลาย 
อย่าร้อนใจไม่ติดเบรกก็แล้วกัน
อาจจะทำให้ฝันระอุไปด้วย 
บางเรื่องเป็นอุบัติเหตุบางเรื่องเป็นอุบัติการณ์
เลือดลมระวังให้ดี
เจาะโลหิตเอาไปเททิ้งเทขว้าง..เสียดายของ
ประเทศไทยไม่ได้รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยเพื่อวัตถุประสงค์นี้
คาวเลือดหรือจะสู้คาวใจ!
เสียเลือดหรือจะสู้เสียความรู้สึก!
รถติดหรือจะสู้รถตาย!
ใจหายหรือจะสู้หายใจ!

ประชาธิปไตยกำลังจะสู้ประชาธิปะต๋อย!

 </description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3825</link>
			</item>
	<item>
		<title>อาม่าฝากไว้</title>
		<description> 


(มีสินบนตั้งอยู่บนแก้วขาสูงอยู่ข้าง ๆจอ อิอิ)

 
ไปดำผุดดำว่ายตามเกาะแก่งอยู่หลายคุ้งทะเล กลับมาดำแต่กายส่วนหัวใจเช้งวับเหมือนเดิม แสบปลายจมูกนิดหน่อยเพราะขาดครีมชโลมดั้ง แต่พอมานั่งหน้าจอไม่รีรอที่จะเล่าเรื่องคลายร้อนพักผ่อนใจในยามนี้ 
 
 
(ทุกลีลาน่าประทับใจ)
เมื่อวานคณะเราไปเกาะแกะอยู่ริมทะเล ชมนกชมไม้เสียส่วนใหญ่ แวะไปไหว้อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์(สมเด็จเตี่ย)  ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของลูกทะเลทั้งหลาย และไปชมบ่อน้ำพุร้อน ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจของจังหวัดกระบี่ เส้นทางเดินที่ทำคดเคี้ยวใต้ร่มไม้พื้นถิ่นที่ร่มรื่น พบต้นดาหลาและหวายขึ้นแทรกอยู่ทั่วไป ร้อนๆอย่างนี้ชาวกระบี่และนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำสนุก ผมเดินถ่ายภาพสวย ๆ มาฝาก แล้วแวะไปกินอาหารกลางวันที่ร้านติดอ่าวปากทะเล อิ่มแล้วขึ้นรถไปแวะร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก ผมไม่อยู่ในสภาพที่จะบรรทุกอะไรมาได้ จึงช็อปผ่านสายตาสบาย ๆ ไม่ต้องสลายทรัพย์


 
(ไม่ว่าจะเสื่้อสีไหน ๆ  ถ้าเป็นสมาชิกสสสส. 1 ก็สนทนากันสนิทสนมผสมไมตรีจิตอย่างนุ่มเนียน)
 
ก่อนกลับผกก.ตำรวจภูธรกระบี่เลี้ยงส่งที่ร้านอาหารพื้นเมืองใกล้ ๆ กับสนามบิน มาทริปนี้เจออาหารทะเล กุ้ง-หอย-ปู-ปลาทุกเมื่อ เจอผักเหมียงผัดไข่ น้ำพริกกุ้งเสียบ ยำต่าง ๆ แทรกบ้าง โดยรวมแล้วเป็นต้มยำตำแกงเมนูทะเลล้วน ๆ นั่นแหละ ทำให้นึกถึงผักสดที่บ้านอย่างมาก เช้านี้จึงเจี๊ยะผักล้วน ๆ ชดเชย

 ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3809</link>
			</item>
	<item>
		<title>เกาะลันตา ติดตาติดใจ</title>
		<description> 
 
(ก่อนลงเรือไปเที่ยวเกาะพีพีดูดีกันทุกคน)
 
เกาะแก่งฝั่งทะเลอันดามันของไทย เป็นแดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ หลายบางแห่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ เราจะเห็นฝรั่งเดิน-นอนผึ่งแดดเต็มชายหาด มีจำนวนมากกว่าคนไทยไปเที่ยวด้วยซ้ำ คำว่าท่องเที่ยวอาจจะมีความหมายว่า แหล่งต่าง ๆ  เหล่านี้มีตัวเลือกที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป บ้านเมืองเรามีทั้งอารยธรรมและวิถีไทยเป็นจุดขาย ประกอบกับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เหมาะสม การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงก้าวหน้าไม่ด้อยกว่าอุตสาหกรรมอย่างอื่น ในแต่ละวันเราไม่ทราบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพ่นพ่านอยู่ในเกาะแก่งต่าง ๆ กี่หมื่นคน

 

(ฝรั่งจะนั่ง ๆ นอน ๆ อาบแดด แต่คนไทยชอบนั่งในร่ม เป็นความลงตัวที่เห็นได้ทุกชายหาด)

คนไทย เที่ยวไทย เงินทองไม่รั่วไหล ช่วยไทยเจริญ
 
วันนี้ไปเจอเด็กหนุ่มชาวฟิลิปปินส์มาทำงานในร้านอาหารของโรงแรม การท่องเที่ยวเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบมากเหมือนอุตสาหกรรมอย่างอื่น เป็นการลงทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ ในภาคใต้จุดเด่นจะอยู่ที่แดดอุ่น-หาดทราย-น้ำทะเลสะอาดสดใส-อาหาร-ที่พัก-การเดินทาง-อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา-อุปนิสัยใจคอของคนในชาติ-คงจะต้องรวมถึงความสงบสุขของชาติด้วย 

(ต้นทุนทางธรรมชาติเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีค่ามหาศาล)
 
การเตรียมความพร้อมบริการให้สอดรับกับการท่องเที่ยว
เห็นว่าหลายเกาะเจริญรุดหน้าจนนึกว่าเราไปเที่ยวต่างประเทศ
เรือบริการนักท่องเที่ยวแล่นเข้าออกทั้งวัน
การแสดงโชว์ต่าง ๆ เป็นช่องทางสร้างงาน
สินค้าที่ระลึกเป็นของคู่กันอยู่แล้ว
ผมชอบใจที่เตียงผ้าใบจำนวนมากวางเรียงใต้ร่มไม้
ชวนให้งีบยามบ่ายได้อย่างวิเศษ
ไปใช้บริการฟรีมาแล้ว ขอบอก

(เลียงมื้อค่ำที่ดื่มด่ำกับธรรมชาติด้วย)
 
คืนนี้
คุณสุนทร เชาว์กิจค้า แห่งชายหาด Southern Lanta Resort
บริการสถานที่ริมชายหาดเป็นที่จัดเลี้ยง
แถมเจ้าตัวยังมาร้องเพลงร่วมคุยและจัดบริการพิเศษแก่หนุ่ม ๆ
เป็นค่ำคืนที่ชื่นมื่นเป็นพิเศษ
ชาวสสสส. 1 นั่งกินลมชมดาวท่ามกลางเสียงคลื่น ครื่น ๆ ซ่าส์
อาหารเหลือที่จะพรรณนา
การแสดงโชว์เรียกเด็กชาวต่างชาติมาสนุกเต้น ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3801</link>
			</item>
	<item>
		<title>พักใจไปฟังทะเลครวญ</title>
		<description>

"ทะเลสวยต้องมีคลื่น

สังคมจะราบรื่นต้องแก้ปัญหา

เรื่องม็อบเป็นของธรรมดา

ไปเที่ยวทะเลดีกว่าสบายใจ"

 

(ลงเครื่องมาเจอเมนูเด็ดของตรัง อิ่มจนอืดทั่วหน้า)
ฝั่งทะเลอันดามันนั้นล่ำลือว่าสวยนัก เป็นแหล่งพักผ่อนของนักเดินทางทั่วโลก มรดกไทยแห่งนี้มีดีหลายประการ ที่เป็นต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดังนั้นช่วงที่เว้นวรรคในวันเบา ๆ  ชาวสสสส. 1 จึงนัดกันมาลุยทะเลฟังเสียง คลื่นซ่า คลื่นซ่า ..  6 โมงเช้ารวมพลกันที่ดอนเมือง ทริปนี้ไปกันประมาณ 45 คน หลายคนเอาคุณแม่ คุณลูกมาเที่ยวด้วย ลุงเอกมากันทั้งครอบครัวแถมลูกเขยอีกคน 07.40 น. วันทูโกพาเราเหินฟ้าสู่สนามบินจังหวัดตรั้ง บินชั่วโมงเศษนิดหน่อยคณะเราก็มาปร๋ออยู่ที่เมืองหมูย่างแล้ว เช้านี้เราได้รับการอุปการะจากคุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง ศิษย์เก่าวปอ. ที่ใคร ๆ ในภาคใต้รู้จักดีว่าเป็นฉันใด เจ้าภาพเหมาเลี้ยงท่านนี้เอารถบัสคันใหญ่มารับเราที่สนามบิน  ระหว่างเดินทางเข้าตัวเมืองท่านก็บรรยายสรุปภาพรวมของที่มาคำว่าบริบทตรัง มีคุณศุภชัย ใจสมุทร์ รองโฆษกรัฐบาลร่วมเสริมข้อมูลเด็ด ๆ จนกระทั่งถึงโรงแรมธรรมรินทร์ธนา  โรงแรมในเครือของคุณสุรินทร์ โตทับเที่ยง หลังจากถ่ายภาพมอบของที่ระลึกแล้ว เราก็พบกับอาหารเช้าเต็มอัตรา เมนูอาหารลือชื่อของชาวตรัง ระหว่างรับประทานเจ้าภาพเล่าถึงที่มาของอาหารชนิดต่าง ๆ  เนื่องจากมีมากมายจึงชิมได้อย่างละชิ้นก็ท้องตึงเสียแล้ว
 
(คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล เรามาเป็นชาวเลกันสักวันก็ดีเหมือนกัน)
หลังจากนั้นขึ้นรถตู้ไปลงเรือสปรีดโบ๊ทที่ท่าเรือปากเม็ง ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3784</link>
			</item>
	<item>
		<title>แหม! ตีปีกผั่บๆ</title>
		<description> 

 
ขณะที่กรุงเทพ ฯ กำลังตึงเครียด คณะฯ สสสส.1 ชวนกันไปคลายเครียดที่ทะเลใต้เมืองตรังและกระบี่ เท่าที่ดูโปรแกรมจะไปตระเวนตามเกาะแก่งต่าง ๆ เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีของรุ่น  ตอนแรกนึกว่าจะยกเลิก ถามแม่ทัพนายกองแล้วยืนยันว่าไปแน่! จ่ายค่าเครื่องบินไป-กลับจนกระเป๋าเหี่ยวแล้ว จึงเดินหน้าลูกเดียว ผมตีตั๋วรถทัวร์เที่ยว 5 ทุ่ม คาดว่าจะมาถึงกทม. 05.00 น. แล้วต่อไปดอนเมืองได้เลย ตอนขึ้นรถพนักงานบอกว่าจะถึง 03.30-04.00 น. อ้าว พลาดการตรวจสอบอีกแล้วสิเรา เขาบอกว่าถ้าจะถึง 05.00 น.ต้องไปเที่ยวหกทุ่ม แหม เพิ่มเที่ยวรถอีกแล้วสินี่ ไม่เป็นไร จะจดจำไว้เป็นบทเรียน ขึ้นรถผิดเวลายังดีกว่ามีแฟนผิดวัตถุประสงค์ 
แคว๊กๆ 
 

(ต้นชมจันทร์ไม่มีมือยึดตัวเอง ต้องปลูกตำลึงให้เป้นพี่เลี้ยง)


 
ระหว่างที่รอเดินทาง
ผมขอเล่าวิธีการมองอย่างละเอียดดีไหมครับ
เมื่อวานนี้ไปสังเกตต้นชมจันทร์
พบว่ามันไม่มีมือเกาะเกี่ยวตัวเองเหมือนตำลึงเหมือนน้ำเต้า
ชมจันทร์ใช้เถาว์พันกระหวัดตัวเองพัวพันกิ่งไม้ขึ้นไป
ที่น่าทึ่งก็คือจะใช้ก้านใบและใบแทรกเข้าไปในเปลือกไม้
เมื่อขยายโตขึ้นจะกลายเป็นสลักยึดเถาว์ขึ้นไปทีละขั้น
โอ้โห! นี่คือพืชที่อัจริยะมาก ๆ เลย ดังนั้นถ้าจะทำค้างให้ต้นชมจันทร์ 
มีข้อแนะนำดังนี้..


( อัจริยะของชมจันทร์ คือการใช้ใบและยอดแทรกเข้าไปตามช่องว่างเปลืือกไม้)
 
1 ควรใช้ไม้ที่มีกิ่งมากเช่นไม้ไผ่ทำค้าง
2 ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3783</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคทางสังคม</title>
		<description> 

 

เหตุการณ์บ้านเมือง ก็เหมือนกับสภาพอากาศ ย่อมที่จะเกี่ยวข้องทั้งด้านดี ด้านร้าย   มีร้อน มีหนาว มีฝน มีความแห้งแล้ง มีเหตุมีผล ไร้สาระปะปนกันไป โรคปากไม่มีหูรูด ชอบมุมมิบใส่ร้ายนินทา หาเหตุหาเรื่องเผาคนอื่น คิดและวนเวียนอยู่กับเรื่องเดือด ๆ คะนองปากคะนองใจบานปลายออกไปเรื่อย ๆ จนเป็นที่มาของวิกฤติการณ์ เราจะหยุดการปลุกระดมความเสื่อมนี้ได้อย่างไร อาการเหล่านี้ ยาสีฟันยี่ห้อไหน ๆ ก็รักษาปากเหม็นจิตใจเน่าไม่ได้ เราจะทำยังไงดีละครับ คนไม่รู้หน้าที่ไม่มีความรับผิดชอบมากขึ้น พระสงฆ์ยังออกมาเย้ว ๆ กับเขาด้วย ถ้าศาสนาไม่เป็นยารักษาวินัยให้สังคม เราจะเอาสารอะไรมาบำบัดรักษาโรคป่วนเมือง 
 
กฎหมายเป็นหม้าย
ชอบท้าทายเป็นกฎหมู่
ความสำนึกชอบก็เลอะเลือน
การบิดเบือนกำลังพัฒนาการไม่รู้จบ



	แล้งนี้ยาวนานและสาหัสนัก

เขื่อนต่าง ๆ แม่น้ำต่าง ๆ วิกฤติจนสุดกู่
อย่าว่าแต่ทำนาปรังเลย 
น้ำจะทำประปา ก็ขาดแคลนเสียแล้ว
แต่แล้งน้ำใจน่ากลัวกว่า
 


	เราจะอยู่ในสังคมที่ผิดปกตินี้อย่างไร 

คืนนี้ผมต้องเข้ากรุงตอน 5 ทุ่ม 
คาดว่าจะไปถึงดอนเมืองตอนตี 5 
ไม่รู้จะผ่านด่านตรวจกี่แห่ง 
จะโดนตรวจอะไรบ้าง 
ไหน ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3771</link>
			</item>
	<item>
		<title>พื้นที่ความรู้เป็นพื้นฐานของสติปัญญา</title>
		<description> 


(ห่านไม่เคยตื่นสาย ทุกเช้าตรู่จะเดินปรึกษากัน)
 
เมื่อคืนนี้เทวดาส่งลมเย็นข้ามฟ้ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เสียงลมพัดตึง ๆ ทั้งคืน ใบไม้ปลิวว่อน เสียงกิ่งไม้หักโครมคราม จักจั่นย้ายไปไหนก็ไม่รู้เงียบฉี่ทั้งคืน สภาพแวดล้อมโลกมีเรื่องชวนปวดหัวมากขึ้นจนจับต้นชนปลายไม่ถูก บ่นกันร้อนแล้งแสนสาหัสอยู่แหมบ ๆ  จู่ ๆ ก็เย็นเฉียบแบบกะทันหัน เมื่อคืนนอนหนาว..กอดอะไรก็ไม่อุ่น นอนฟังเสียงลมสะดุ้งทั้งคืน 


(ลมธรรมชาติไม่มีปุ่มปรับลดระดับเหมือนพัดลมบ้าน)

 

เช้ามาโอ้โห! ใบไม้เกลื่อนพื้นดิน เทวดาสอยใบไม้มาให้ทำปุ๋ยอีกแล้ว ขณะเดียวกันก็สอยกิ่งไม้แห้งมาทับหลังคาเล้าไก่ด้วย แต่ก็ยังปราณีที่เอาปลายข้างหนึ่งเกี่ยวกิ่งไม้ไว้ ถ้าปล่อยให้โครมลงมาตรง ๆ กระเบื้องคงกระเจิงอีกหลายแผ่น ไหน ๆ ก็ต้องจัดการกิ่งไม้ ก็ถือโอกาสกวาดใบไม้ลงจากหลังคาเสียเลย 
 
"เปิดห้องเรียนสู่โลกกว้าง ให้ทุกอย่างเป็นครู"
ผมไม่ทราบว่าเป็นวรรคทองของท่านผู้ใด แต่ก็ชอบมาก ได้ดำเนินชีวิตประจำวันตามที่กล่าวนี้อยู่แล้ว ตื่นขึ้นมาเอากล้องคล้องคอ เดินลงบ้านไปเที่ยวดูสภาพทั่ว ๆ ไปที่โดนลมค่อนข้างแรง ผมไม่ได้เดินคนเดียวหรอกนะครับ เจ้าห่านคอยาวออกเดินก่อนผมเสียอีก เนื่องจากแอบเอาไข่ห่านมาต้มบ่อย ๆ  จึงให้อภิสิทธิ์ที่จะนอนอยู่ข้างบ้าน และให้อิสระที่จะเดินไปกินบุบเฟ่ต์ตรงไหนก็ได้ เท่าที่สังเกตห่านจะไม่ชอบเข้าไปในที่รกเรื้อ ใครก็ไม่รู้บอกว่างูกลัวห่าน เราก็เลยเลี้ยงห่านไว้ขู่งู 


(บางทีคนอียิปโบราณเอาแนวคิดการทำมำมี่จากมำมี่กล้วยนี่ก็ได้)
 ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3762</link>
			</item>
	<item>
		<title>กว่าจะถึงวันนี้</title>
		<description>
(ถ้าไม่ปลูกก็ไม่มีลูกเหรียงหล่นมาให้ในวันนี้)
คนที่อยู่ท่ามกลางป่าคอนกรีต อาจจะไม่รู้สึกรู้สาถึงความเป็นป่าธรรมชาติเหมือนคนชนบท การเกี่ยวข้องและความสืบเนื่องหรือความจำเป็นอาจจะรู้สึกไม่ตรงกัน นั่นก็หมายความว่า ถึงจะอยู่โลกใบเดียวกัน แต่เราก็มองคนละมุม ทำให้ปัญหาของโลกยากที่จะได้รับการปฎิบัติไปในทิศทางเดียวกัน มลภาวะต่าง ๆ จึงตกค้างในจิตใจของมนุษย์แบบคนละเรื่องเดียวกัน อาจจะวับๆแวมๆถึงภัยพิบัติเป็นครั้งคราว ชั่วครู่ชั่วยามก็เลอะเลือนไปเหมือนเดิม ถ้าช่วยกันคนละไม้ละมือไม่กระทำต่อสภาพแวดล้อมให้ติดลบ อาจจะช่วยให้การตั้งต้นที่จะช่วยกันกอบกู้วิกฤติภาวะโลกร้อนได้บ้าง ไม่ต้องมาก ช่วยกันคนละเล็กละน้อยตามความถนัดและความสามารถ ลงขันเพื่อส่วนรวมอย่างผู้ตระหนัก ไม่ใช่คอยแต่ตระหนกอย่างเดียว


(กว่าจะได้เห็นเมล็ดแห่งความดีมีเวลาสร้างสม 20 ปี)
วันนี้เป็นวันดีวันหนึ่งในรอบ 20 ปี ที่ฝักของต้นเหรียงหล่นลงมาให้เราเก็บเมล็ดมาเพาะปลูกผมได้ต้นกล้าจากท่านมหา 5 ขั้น จำนวน 5 ต้น เอามาปลูกไว้ข้างบ้านเพื่อให้อยู่ในสายตาประสาคนขี้เกียจ เหรียงที่ว่าโตวันโตคืน ลำต้นชะลูดสูงลิ่วแตกกิ่งก้านสาขา ที่โคนต้นมีพูขนาดใหญ่แตกรอบ ๆ ลำต้น รากใหญ่มาส่วนเข้ามาเบียดคานบ้าน กิ่งก้านก็ตกใส่หลังคาบ้าง ได้ให้คนงานขึ้นไปตัดทอนทุกปี เดี๋ยวนี้กิ่งสูงได้เป็นที่หลับนอนของนกยูงทั้งคู่ ก่อนหน้าเมื่อผ่านมา 2-3 ปี มีลูกโม่งหล่นมาให้เห็น แต่ยังไม่ติดฝัก..มีคนเกรงว่าจะเป็นอันตรายที่ไม้ใหญ่อยู่ติดบ้าน แนะนำให้โค่นลงมา

(ถ้าไม่มามีหรือจะได้ยืนอยู่ตรงนี้)
ผมตัดไม่ลงและตัดใจไม่ได้
คิดว่ายอมย้ายบ้านดีกว่าที่จะมาโค่นต้นไม้
คิดดูเถิด สร้างบ้านปีเดียวก็เสร็จแล้ว
ปลูกต้นไม้กว่าจะโตขนาดนี้ใช้เวลา 20 ปี
ถ้ายังไม่มีวิธีปลูกต้นไม้ให้โตรวดเร็วก็ย้ายบ้านกันเถิดนะ
 
(ถ้าไม่ปลูกก็ไม่ได้เจอผักที่อร่อยๆเหล่านี้)
เท่าที่สังเกตุ ไม้ยืนต้นต่าง ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3754</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไก่งวงบอกว่า ผมโง่!</title>
		<description>
ในพื้นที่ปลูกผักสวนครัว ถ้ามีการเลี้ยงสัตว์ปีกร่วมด้วยแล้ว จะมีปัญหาให้พิจารณาอยู่เสมอ เพราะรูปแบบการก่อกวนของสัตว์ปีกแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ถึงเราจะกั้นตาข่ายทำรั้วรูปแบบต่าง ๆ   กันสัตว์ปีกไว้ทำไมเล่า บางโอกาสเขาก็จะบินเข้ามา หรือไม่ก็พากันจับกลุ่มมาจัดงานสังสรรในแปลงผักเสียเลย แต่ถ้าเราใจเย็น.. จะพบปรากฎการณ์ที่น่าอัศจรรย์ สัตว์เหล่านี้เป็นครูที่ยอดเยี่ยม สอนเราแบบให้เห็นจะ ๆ  มีพืชผักหลายตัวที่สัตว์ปีกเหล่านี้ไม่แตะต้องเลย ยกตัวอย่างฟักทอง แฟง มะกล่ำ น้ำเต้า เพื่อนร่วมโลกจะไม่สนใจ มุ่งมองหาวัชพืชอย่างอื่นที่เราไม่ต้องการ จะเรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนก็ไม่ใช่ กลายเป็นการใช้ผืนโลกร่วมกันทางใครทางมัน
ปัญหาที่พบจะมีบ้าง เช่นการคุ้ยเขี่ย และเดินเหยียบต้นอ่อนผัก
แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหายมากนัก เพราะนาน ๆ มาครั้ง และเปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ
ดังนั้น..ถ้ารู้จริงจะจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันได้อย่างลงตัว

วิชาที่ได้เรียนก็คือ อุปนิสัยใจคอสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิด
วิชาที่ได้เรียนก็คือ รู้เขารู้เรา
วิชาที่ได้เรียนก็คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา
วิชาที่ได้เรียนก็คือ ดูตาม้าตาเรือ
วิชาที่ได้เรีัยนก็คือ รู้ว่าโง่แล้วรีบแก้ไข
วิชาที่ได้เรียนก็คือ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม
วิชาที่ได้เรียนก็คือ ความเอื้ออาทรเป็นจุดเริ่มต้นของสันติสุข
วิชาที่ได้เรียนก็คือ เอ๊ะ! นั่นอะไรนะ นั่นอะไร?
วิชาที่ได้เรียนก็คือ อย่าวางใจความรู้โหล ๆ ของตนเอง
วิชาที่ได้เรียนก็คือ สิ่งที่หลบซ่อนในธรรมชาติคือตำราเล่มใหญ่
วิชาที่ได้เรียนก็คือ รู้จักเห็นใจและเข้าใจเพื่อนร่วมโลกบ้าง
วิชาที่ได้เรียนก็คือ ความพอดี พองาม สวรรค์มีให้เสมอถ้าไม่ทำตัวเป็นพวกตาบอดสี
 
( มาช่วยกำจัดวัชพืช ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3748</link>
			</item>
	<item>
		<title>วิธีทำงานร่วมกับเทวดา</title>
		<description>[

(ถ้ากองฟางง่าย ๆ มันก็งั้น ๆ แหละ แต่กองแบบนี้ใครเห็นก็โอ้โฮ)

 
 

 

ถ้าทำอะไร 1 อย่างได้ผลตอบแทน 2-3 อย่างจะดีไหมครับ งานอะไรก็ได้ให้มีโบนัสเป็นของแถม เรื่องแบบนี้ไม่ต้องรอให้สวรรค์บันดาลก็ได้ ขึ้นอยู่กับการใคร่ครวญพิจารณาให้ดี ที่จริงแล้วก็เกี่ยวข้องกับสติปัญญานั่นแหละ วิธีต่อยอดความคิดไปสู่ยอดอ่อนของปัญญา จะเป็นประกายจุดชนวนในเรื่องเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ในการปลูกกล้วยที่สวนป่า ถึงจะปลูกไม่มาก แต่ก็หยอดไว้ที่โน่นที่นี่ เพราะคนปลูกเอาสะดวกเข้าว่า เดินไปไหนจึงเจอกลุ่มกล้วย ๆ ที่รกเรื้อ ในช่วงฝนก็พอดูได้ แต่ช่วงแล้งร้อนหฤโหดอย่างนี้ กล้วยก็กล้วยเถอะทนไม่ไหวเหมือนกัน ใบแห้งเหี่ยวยืนต้นโทรม ๆ ร่อแร่ 


(ปลูกกล้วยแถมฟักทอง-น้ำเต้า)
 
ต้นกล้วยเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพของสภาพแวดล้อมในถิ่นนั้น ๆ  ขนาดต้นกล้วยที่อวบน้ำยังแห้งเหี่ยวหัวโต พืชเล็กพืชน้อยจะเหลือเรอะ นี่แหละวิกฤติธรรมชาติของจริงมาเยือน ดูตามสภาพการณ์แล้ว ถ้าไม่มีน้ำไม่มีปุ๋ยปลูกไปก็เหนื่อยเปล่า ปัญหาเรื่องน้ำมาจ่อคอหอย ต่อไปคงถามหาวิธีแก้ไขเรื่องน้ำกันตาเหลือก แผนจัดการเรื่องน้ำทุกอเนกประสงค์อยู่ที่ไหน?  สิ่งที่ Logos รำพึงมาถึงเร็วเหลือเกิน..
 
ในฐานะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์และเผชิญสภาพเหล่านี้ จะนั่งงอมืองอเท้าอย่างไรได้ ผมจึงชวนลูกน้องขุดหลุมปลูกกล้วยกันใหม่ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3731</link>
			</item>
</channel>
</rss>
