ทฤษฎีน้ำดันน้ำ

อ่าน: 1879

ช่วง5ทุ่มเศษ ดูรายการทีวีไทยบีพีเอสแล้วมันส์เป็นบ้า คุณอภิชาติ  ออกทีวี เสนอทฤษฎี“น้ำดันน้ำ” ฟังแล้วก็มีเหตุผล เห็นจุดอ่อนของการสร้างกำแพงป้องกันน้ำ ที่คิดจะต้านน้ำเข้าอย่างเดียว โดยการก่อชั้นกำแพงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายกำแพงเหล่านั้นก็แตกเละไปเรื่อยๆ  นิคมอุตสาหกรรมจมเรียบร้อยทั้งๆที่วางแผนต้านน้ำเต็มที่ แสดงว่าวิธีหรือแผนเหล่านั้นอาจจะยังไม่สมบูรณ์พอ ไม่มีใครเสนอแนะวิธีที่เหมาะสมให้เป็นทางเลือก จึงวางแผนสร้างกำแพงตามที่รู้ๆกันมา การก่อกำแพงในพื้นที่เล็กๆเช่นตามบ้านเรือนแต่ละหลังอาจจะพอไหว แต่ถ้าป้องกันพื้นที่บริเวณที่กว้างๆก่อกำแพงยาวเป็นกิโลคงจะต้านยาก ปีนี้ปริมาณน้ำมหาศาล น้ำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีแรงทะลุุทะลวงมากเท่านั้น ทุกฝ่ายก็คงคิดวิเคราะห์ปัญหาจนสุดความสามารถ

ตอนนี้เครือข่ายภาคประชาชนเริ่มระดมสมองขบคิดการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ

ถึงจะขยับกันช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าไม่ออกมา

หน่วยงานภาครัฐฯมักจะมีความคิด..เรื่องของข้าใครอย่าแตะ  !!

ด้วยเหตุนี้แหละ

คุณอภิชาติ บอกว่า..ใครเขาจะมาเชื่อผม

เมื่อไม่เชื่อก็ไม่สนใจข้อเสนอแนะ

บางทีอาจจะมีเรื่อง กลัวจะเสียหน้ามาเกี่่ยวข้องด้วย

ดร.นักวิชาการ ผู้ชำนาญการ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ

ล้วนแต่เจ๋งเป้งทั้งนั้น

มีรึที่จะยอมรับความรู้จากคนนอก

ไทยไม่เชื่อไทยด้วยกันมันก็พูดยาก

จะบังคับให้เชื่อก็คงไม่ได้

ปัญหาตรงจุดนี้..เป็นจุดอ่อนของวัฒนธรรมไทย

เรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกฉันพวกเธอ เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย

เรื่องการไม่ยอมรับยอมฟังคนอื่น เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย

เรื่องการรับรู้/การเรียนรู้สิ่งดีๆใหม่ๆแบบทื่อๆ เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย

เรื่องดื้อตาใส เถไถทั้งๆที่ไม่ชัดเจน เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย

เรื่องระดมสมองจากภาควิชาการ/ภาคสังคมล่าช้า เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย

เรื่องการวางระบบความรู้ความสามารถให้เกิดพลังเพื่อชาติ เป็นจุดอ่อนของสังคมไทย

มีจุดแข็งอยู่อย่างเดียว คือ ป า ก แ ข็ ง

บอกความจริงครึ่งเดียว

ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน

ถ้าไม่ช่วยๆกันทำหน้าที่คนไทยจะรอทำตอนไหนละครับ

จ๋อม จ๋อม จ๋อม..


เปิดศูนย์อพยพแบบชิวชิวที่ต่างจังหวัดดีไหม

อ่าน: 1721

ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพื่อจะบอกว่า>> ศูนย์อพยพไม่จำเป็นต้องไปกระจุกอยู่เฉพาะที่กรุงเทพฯหรอกนะเธอ ถ้ามองเห็นปัญหายืดเยื้อจะตามมา ควรมีแผนเปิดพื้นที่ศูนย์ตามจังหวัดต่างๆที่ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ยุคนี้ถนนทุกสายใช้เวลาเดินทาง5-6ชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว ถ้าไม่คิดไม่ทำให้ปรุโปร่งเรื่องอพยพจะเกิดสาระพัดปัญหาให้ปวดเศรียรเวียนเกล้า ควรเปิดศูนย์ที่ โคราช เพชรบูรณ์ ชลบุรี ชัยภูมิ เลย ฯลฯ แทนศูนย์ฉุกเฉินดีไหมครับ! หนังเรื่องยาว จะจบสั้นๆง่ายๆได้จะได๋

ดูข่าวน้ำท่วม มีแต่บอกว่าอย่าแตกตื่น

ใจเย็นๆ เราป้องกันได้

โธ่! นึกถึงหัวอกคนที่ถูกตัดไฟตัดน้ำ

มืดๆอดๆอยากๆอยู่กับยุงล้อมหน้าล้อมหลัง

นอนดมน้ำเน่าเฝ้าดูน้ำขึ้นทีละนิด ละนิด


ถ้ารู้จักคนไทยดีพอ

คนไทยรับความจริงได้นะครับ

ถ้าบอกความจริง ความเจ็บปวดจะลดน้อยลงกว่านี้

เฮ้อ พูดไปมันก็เหมือนหมาเหยี่ยวใส่ตอไม้ คนทำดีก็มาก คนยอมเหนื่อยยากกับสังคมก็ไม่น้อย ธรรดาของโลก มีทั้งเรื่องที่พอใจและเสียใจ น่าจะดีใจด้วยซ้ำไป..ที่เมืองไทยเปิดตลาดน้ำพรึบเดียวครึ่งประเทศ ปรับการท่องน้ำมาเป็นการท่องเที่ยว บาบาร่าโบ๊ตก็มา เรือเจ็ตสกี เรือหางยาว เรือหางสั้น เรือกาละมัง เรือถังน้ำ เรือยาง เรือแพ เรืออีโป่ง เรือประหยัดของคนถางทาง เรือดำน้ำไม่มี มีแต่เรือจมน้ำ ชาวบ้านต้องการเรือจำนวนมาก รถจมน้ำกี่คัน เรือก็ควรจะมีสัดส่วนต่อรถ 10:1

ชื่นใจที่เห็นเหล่าดาราลงไปช่วยเพื่อนมนุษย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิ อาสาสมัคร ตำรวจ ทหาร อส. อบต. เทศบาล พนักงานกทม. กลุ่มสตรี นิสิตนักศึกษา พระสงฆ์ นักโทษมีความประพฤติดี เครือข่ายประชาสังคม ข้าราชการทุกหมู่เหล่า ฯลฯ คงจะเหนื่อยสายตัวแทบขาดไปอีกนาน

ที่สวนป่า ทดลองจัดลักษณะกินๆนอนๆ ..หลังจากโม้ไปพอสมควร ยังไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาที่ศูนย์แห่งนี้ เพิ่งจะมีหมูไม่กลัวน้ำร้อนรายแรกของโลกโผล่มาเมื่อวาน จะใครเสียอีกละ ก็แห้วเจ้าเก่าของเรานี่แหละ บทจะมาก็มาแบบบ้าบิ่น หอบเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ไปแย่งซื้อตั๋วรถทัวร์นครชัยแอร์ได้ นั่งรถลอยหน้าลอยตาออกจากบางกอกเวลา11โมงเช้า  รถทัวร์พาอ้อมทัศนศึกษาน้ำหลากรายทาง ผ่านไปทางนครนายกแล้วค่อยวกเข้าโคราช จวนแดดร่มลมตกก็โทรศัพท์เข้ามาว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงบุรีรัมย์ การเดินทางใช้เวลามากกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง

รับมานั่งรถ แห้วก็ฉอดๆๆๆ ผักนั้นนี่มีไหมพ่อ หนูตั้งใจจะมากินผัก เฮ้อมีลูกหลานเชื้อสายชูชกก็ยังงี้แหละ ตื่นเช้านี้พาเดินดูภักษาหารที่พอจะเขมือบได้ โอ้ยโย่! อะไรก็ถูกใจไปหมด เด็ดมาผัดกระทะร้อนจานโต นึกว่าจะเหลือ แห้วฟาดเรียบ! สมกับที่ตั้งใจจะมากินผักแข่งกับหมูจริงๆ

ชวนแห้วเดินไปเยี่ยมลูกแพะที่ออกใหม่ แห้วเพิ่งจะเคยอุ้มแพะครั้งแรกในชีวิต อุ้มออกมาจากโรงเรือน แล้วปล่อยให้คุณแม่คุณลูกออกไปเล็มใบไม้ใบหญ้า.. เดินกลับมาเด็ดผักผัดกินกับข้าวต้มร้อนๆ ร้อนจนพยาธิสะดุ้ง! ต้องยกแก้วน้ำเสาวรสคั้น100% ใส่เกลือนิดๆเติมน้ำผึ้งหน่อยๆซดจนตาค้าง หลังจากนั้นหลายชั่วโมงมาแห้วกระซิบว่า..แหม่..มันระบายดีจริงๆพ่อ..

แสดงว่า..เจี๊ยะมากแค่ไหนก็ไม่ต้องห่วง

แห้วค้นพบวิธีระบายท้องไส้ให้สมดุลกัน

ตอนบ่ายพาแว็บไปดูทุ่งกุลาร้องไห้ ยามที่ข้าวใหม่กำลังสุกเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา รถเกี่ยวข้าวกำลังเก็บผลผลิตอย่างขะมักเขม้น ไปเจอนกกระยางสีขาวสะอาดเหมือนเครื่องแบบพยาบาล เกาะกลุ่มกันบนต้นไม้ มองไกลๆเสมือนภาพศิลปะสุดสวยประทับใจ ออกจากทุ่งเข้าตลาด ซื้อน้ำพริกปลาช่อนกับซุปหน่อไม้มาอย่างละถุง มองหาดักแด้ไม่มี เจอเผือกหัวเล็กๆที่ชาวบ้านต้มมาขาย เมื่อก่อนจานละ 10 บาท มาวันนี้ 20 บาท นกเป็ดน้ำตัวละ 50 บาท มาวันนี้ขึ้นเป็น 70 บาท

มื้อกลางวันเจี๊ยะส้มตำกินกับผัดไทย ล่อกันซะพุงกาง อิ่มจนอืด บอกเย็นนี้จะไม่กินอะไรอีกแล้ว แต่ตอนบ่ายเดินไปเด็ดใบชะพลูมาตะกร้าหนึ่ง เข้าครัวยกเครื่องมือมานั่งหั่นพริกขี้หนู หัวหอม ขิง ถั่วลิสงคั่ว บอกว่าจะดัดแปลงเมนูเมี่ยงคำ ที่บังเอิญไปเจอน้ำพริกปลาช่อนกับซุปหน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารอีสานที่เตรียมแนะนำในยามหนีน้ำ

น้ำขึ้น อาหารการกินก็ขึ้น

น้ำลดราคาอาหารจะลดตามน้ำไหมนี่

กลับมาถึงบ้าน เอาซุปหน่อไม้กับน้ำพริกปลาช่อนไปเว็ปให้ร้อนๆหน่อย ยกออกมาเรียงล่ายซ่าย เติมข้าวคั่วลงไปนิด หยิบถั่วลิสงคั่วโปรยลงหน่อย เด็ดยี่หร่า ผักแพ้วมาเป็นเครื่องเคียง ปากที่บอกว่าจะไม่กินอะไรมื้อเย็น แต่โซ้ยทุกอย่างจนเกลี้ยงโต๊ะ สมกับที่ตั้งใจจะหนีน้ำมากินผักจริงๆ

ยังมีเมนูยั่วกระเพาะอีกหลายสำหรับ แห้วอิ่มแล้วก็นอนดูข่าวน้ำท่วม แนวโน้มมีแต่จะท่วม ท่วม อีกยาวนาน แห้วบอกว่าพรุ่งนี้จะซักเสื้อผ้าเผื่อจะอยู่ยาว จะได้มากินมานอนเผื่อพี่น้องไส้กิ่วที่บางกอก อีกทั้งจะได้ลุ้นว่าแม่วัวจะออกลูกเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย

ลูกแพะตั้งชื่อหนูสายฝน

ลูกวัวจะตั้งชื่อว่าอะไร?

เฮ้อ! นอกจากจะช่วยอะไรใครไม่ได้แล้ว

ก็ไม่รู้ว่าจะทุกข์จะเครียดไปทำไม

น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง


ผมไม่ขวางใครหรอกนะ เกรงว่าคนตาขวางมันจะเตะเอา

แต่ก็นั่นแหละ  ยังตะขิดตะขวางใจนิดๆ

วัฒนธรรมไทยเป็นอย่างนี้หรือเปล่า

คนไทยจึงอยู่กันมาแบบ..ป้ากับปู่กู้อีจู้

อีจู้ไม่รู้จัก รู้แต่อีหลักอิเหลื่อ

รัฐฯควรเปิดศูนย์อพยพที่เหมาะสม แทนศูนย์อพยพฉุกเฉิน ผู้อพยพจะอาศัยช่วงสั้นได้สะดวก จัดทำกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจ  เปิดศูนย์ที่วัดบ้านวัดป่า ฟังพระท่านพาสวดมนต์ทำบุญ ฝึกสมาธิ หรือเปิดตามศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ชวนกันปลูกผัก ทำกับข้าว ออกกำลังกาย เปิดหลักสูตรวิธีสู้ชีวิต ติวเข้มเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอีกรอบ ส่วนคนไข้ที่เจ็บป่วย โรงพยาบาลในต่างจังหวัดน่าจะช่วยบรรเทาเรื่องนี้ได้

ขอให้ใคร่ครวญว่า

วิกฤติครั้งนี้เกินที่เมืองหลวงจะแบกรับภาระได้ทั้งหมด

รีบๆนะครับ

อย่าเอาคนไปกระจุกอยู่ในที่จำกัดและไม่พร้อมอย่างนั้นเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรจะจัดบุคคลากรไปช่วยเหลือ

และมีงบประมาณไปหล่อลื่นเท่าที่จำเป็น

อาสาสมัครและชาวจิตอาสาในต่างจังหวัด

จะมีช่องทางเข้ามาช่วยเหลืองานได้สะดวก

ช่วยแบ่งภาระหนักอึ้งที่ศูนย์อพยพเฉพาะกิจกำลังล้าเต็มที

จ๋อม จ๋อม จ๋อม


เมืองบาดาล

อ่าน: 1058

กรุงเทพเมืองฟ้าอมร..

ตอนนี้ต้องร้องเพลงกรุงเทพเมืองฟ้าบาดาล..

ส่วนเพลงอย่าไปเลยบางกอกจะบอกให้..

ตอนนี้ต้องแต่งเพลง..หนี หนี บางกอก สุดขีด

หลังจากพื้นที่บางแห่งยื้อกันอยู่นาน

อ้างว่าชาวบ้านยอม ไม่ยอม..ให้เรื้อกำแพง

ทำไมชาวบ้านถึงไม่ยอมละ > >

ทำให้แก้ปัญหายุ่งยากอย่างยิ่งยวด

มันยากไปหมดละครับ

ยากเรื่องน้ำ   ยากเรื่องคน

คนแก้ปัญหาก็หัวหกก้นขวิด

ท่านผู้ว่า กทม. ทหาร อาสาสมัคร สู้สู้สู้..หัวชนฝา

คนจัดรายการทีวีเสียงแหบเสียงแห้ง

เปิดไปดูทีวีช่องไหนก็เจอแต่ผู้เชี่ยวชาญชี้แผนที่อธิบาย

ดูแผนที่จนตากุ้งยิง  เอ๊ย! ตาลาย แล้วพัฒนาเป็น หน้ามืดตาลาย

ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

อย่าแตกตื่น อย่าเพิ่งอพยพ

โธ่!!ไม่ให้ แ ต ก ตื่ น ตอนเขื่อน จะ แ ต ก นี่ นะ

จะตายห่..อยู่แล้วยังไม่แจ้งความจริง

มันจะรักษาฟอร์มไปเพื่ออะไรวะ

ถ้าพูดความจริงไม่ได้ในสภาพการณ์ยิ่งยวดอย่างนี้

ลีลาแถลงข่าวน้ำเหม็น..ท่ามกลางน้ำเน่า โคตรเศร้าเลยละต๋อย

สหประชาชาติคอมเมนต์วิธีแก้วิกฤติประเทศไทยว่าหน่อมแน้มที่สุด

มีศักยภาพในการแก้ปัญหาอยู่ในลำดับบ้วยสุดๆในบรรดาประเทศที่น้ำท่วมด้วยกัน

จะเกิดความเสื่อมศรัทธาตามมาด้วยวิกฤติทางสังคม

:: ที่ผ่านมานักการเมืองเราเอาเรื่องสังคมไปสร้างกลไกเถื่อนเพื่อแย้่งชิงอำนาจกัน

:: ดูได้จากนโยบายต่างๆให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร

:: อุบายที่ไปทำให้สังคมผกผันจากจริยธรรม

:: จะเห็นในลำดับชั้นต่อๆไปว่า..ขว้างงูไม่พ้นคอนั้นเป็นอย่างไร

:: กึ๋นจริงๆที่จะทำอะไรอย่างจริงจังและชัดเจนอย่างมืออาชีพเป็นอย่างไร

:: ตอนนี้จะเห็นพวกกระจิบกระจอกโทษนกเต็น

:: ผมไม่โทษหรอกที่ป้องกันอะไรไม่ได้ไม่สำเร็จ

:: เข้าใจ เห็นใจ ใครมาทำก็ยากจะต้านพลังน้ำหฤโหดนี้ได้

:: เพียงแต่อยากเห็นการบรรเทาทุกข์บำรุงสุขในภาพรวมน่าจะทำได้ดีกว่านี้

:: กังขาวิธีบริหารยามบ้านเมืองวิกฤติมันโหล้ยโท้ยเต็มที

:: เล่นบทอีแอบจนเป็นนิสัย

:: ใครฝากอนาคตไว้ก็เสี่ยงตายห่ะ

:: มันยิ่งกว่า..ป่าช้าแตกนะเธอ

วันนี้ เจ้าแห้วจะกระเซอะกระเซิงออกจากบางกอกมาสวนป่า

ตีตั๋วได้แล้ว นครชัยแอร์ออกตอน 11 โมงวันนี้

ก็ได้แต่รำพึง>>

แห้วเอ๋ย เธอจะแห้วอีกแล้วหรือนี่

เว้นแต่นครชัยแอร์จะเปิดบริการเรือโดยสาร

วิ่งตัดทุ่งตัดท่าไปตามพื้นที่น้ำหลาก

หันหัวเรือดิ่งมาทางโคราช

ล่องมาตามลำน้ำมูล

ขับเรือมาเรื่อยๆก็จะมาถึงท่าน้ำตลาดสตึก

จะเอาเปลไปคอยรับตรงนั้นนะแห้วนะ

๑๑๑$$##^^%$%%*&&&&!!@MM!!??%$#!!@@@*&@M****!!

อย่าลืมห้อยหลวงพ่อโกยมาด้วยนะแห้วนะ !

จ๋อม จ๋อม จ๋อม…


ตำนานแม่น้ำตำตาตำใจ

อ่าน: 1076

อ่านเรื่อง”อยู่กับน้ำ” ของลานเก็บเรื่องมาเล่า

ทำให้เห็นว่าเราไม่ได้เอาแผนภูมิของวิถีไทมาร่วมใช้ในการออกแบบผังเมือง

ไม่ได้นำภูมิสังคมมากำกับในโครงสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

>>ทำ แ บ บ มั ก ง่ า ย ก็ คื อ ไ ท ย แ ท้

ทั้งๆที่มีคณะวิชา มีนักวิจัย นักวิชาการ นักโน่นนักนี่เต็มบ้านเต็มเมือง

แต่ก็ปล่อยให้บ้านเมืองเละเทะอย่างน่าเวทนา

ใครจะสร้างอะไรลงไปในแม่น้ำก็ได้ ใครจะสร้างอะไรขวางทางน้ำก็ได้ ใครจะตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในที่ลุ่มตรงไหนก็ได้ เปลี่ยนเค้าโครงฐานสภาพแวดล้อมธรรมชาติไม่ยี่หร่าใดๆ  มีเงินเสียอย่าง ชี้เป้าเสร็จก็ถมที่ดินสร้างกำแพงสร้างถนนถมคูคลอง ทำแบบตาบอดสีทั้งประเทศ จุดที่อยู่ในที่สูงก็ไม่กระไรนัก จัดอยู่ในผู้สร้างเสริมภัยพิบัติให้มันรุนแรงขึ้น ด้วยการบุกรุกป่าไม้/ภูเขา/เข้ามาจับจองสร้างรีสอร์ท แต่กลุ่มจังหวัดที่เส้นทางน้ำเหนือผ่านเกิดทุพลภาพทุกปี แต่ก็ดื้อตาใสอยู่กันอย่างเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเฉยเลย

อยู่กับน้ำ เล่าบรรยายชีวิตวัยเด็กในที่ลุ่มภาคกลางอย่างน่าอิจฉา ผมอยู่ในลุ่มแม่น้ำมูลซึ่งเป็นสายน้ำหลักของภาคอีสาน ในวัยเด็กก็เล่นหัวหกก้นขวิดอยู่กับลำน้ำมูลอย่างสนุกสนาน หน้าหนาวไปยืนริมฝั่งดูไอหมอกลอยขึ้นจากผิวน้ำ ก่อนกลับบ้านก็แก้ผ้ากระโดดตูมลงไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราว หนาวดีนัก.. ตอนนั้นจะหนาวมากแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ลงไปแล้วจะรู้ว่าอุ่นกว่าอยู่บนฝั่งเสียอีก มันทรมานอีตอนที่ขึ้นฝั่งมาเจอลมหนาวหวีดหวิวนี่สิครับ ต้องรีบเช็ดตัวห่มผ้าวิ่งหากองไฟ เป็นการตัดสินใจอาบน้ำในหน้าหนาวที่เด็ดขาดมาก ถ้ายังนั่งเจ่าจุกอยู่ในบ้าน ประเภท7วันอาบน้ำหนเดียวมีความเป็นไปได้สูง

แม่น้ำมูลไหลมาจากไหน ต้นทางอยู่ที่ดงพญาเย็น ไหลลงมาแม่น้ำจักรราชในเขตโคราช ผ่านอำเภอพิมาย ผ่านทุ่งท่าลงมาทางใต้ มีีลำน้ำเล็กๆสมทบเป็นระยะเช่นลำมาศ แม่น้ำมูลในอดีตมีน้ำหลากท่วมท้นทุกปี กระแสน้ำสีตุ่นๆปริ่มฝั่งไหลมุมวนเป็นเกลี่ยวอย่างน่ากลัว น้ำจำนวนมหาศาลเหล่านี้ไหลแผ่เข้าไปในทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่ลุ่มริมฝั่งแม่น้ำจมอยู่ในน้ำลึกนับสิบเมตร ต้นไม้จมอยู่ใต้น้ำ เห็นปลายยอดไผ่โผล่ขึ้นมาลิบๆ  จุดที่เป็นที่ดอนสูงยังมีกิ่งไม้โผล่ขึ้นมาเป็นย่อมๆ เป็นที่พึ่งพิงของหนู-งู-ไก่ป่า-สัตว์เล็กสัตวน้อยกระจุกอยู่ในพื้นที่จำกัด ชาวบ้านก็จะพายเรือไปจับมาเป็นอาหาร นอกเหนือจากการวางข่ายจับปลา การสัญจรไปมาใช้เรือยนต์วิ่งระหว่างอำเภอ จากสตึกจะมีเรือยนต์วิ่งโดยสารเฉพาะหน้าน้ำหลากไปยังอำเภอชุมพลบุรี ไปขึ้นท่าที่อำเภอท่าตูม ที่อยู๋ในเขตจังหวัดสุรินทร์ แล้วนั่งรถคอกหมูโดยสารเข้าตัวจังหวัดสุรินทร์ เพื่อขึ้นรถไฟเข้าบางกอกอีกทีหนึ่ง

ดูๆเหมือนยากลำบากที่ต้องเดินทางอ้อมไกล

จริงๆแล้วเป็นเสมือนการท่องเที่ยวและพักผ่อนอย่างดีเชียวแหละ

การได้นั่งเรือชมทิวทัศน์ยามน้ำท่วมทุ่งกุลาร้องไห้สุดลูกหูลูกตานั้นธรรมดาที่ไหนเล่า

ชีวิตเด็กลุ่มน้ำอีสานในอดีตนั้นแสนวิเศษยิ่งนัก ผู้คนส่วนใหญ่เกี่ยวพันอยู่กับแม่น้ำ ลูกสาวชาวตลาดสตึกส่วนใหญ่ ช่วงบ่ายถึงเย็นนุ่งผ้าถุงเอาผ้าเช็ดตัวพาดบ่า ถือขันใส่สบู่ยาสระผมชวนกันออกจากบ้านเดินลงสะพานท่าน้ำ ชวนกันว่ายน้ำ ขัดสีฉวีวรณ คุยกันยอกเย้า เป็นการอาบน้ำสามัคคีที่ยอดเยี่ยมมากเลยละครับ ..แม่น้ำยามแล้งใสสะอาด เด็กๆจะว่ายเล่นที่หาดทรายกลางแม่น้ำ เป็นจุดที่ทรายกองกันใต้น้ำเป็นหย่อมๆในระดับน้ำลึกประมาณหน้าอก คิดดูเถิดสวรรค์เป็นใจแค่ไหน เรื่องดีๆอย่างนี้ละครับที่มันหายไปพร้อมกับคำว่า”พัฒนา” จะอธิบายบอกเล่าให้เด็กรุ่นหลังฟังอย่างไรก็อยาก เพราะสภาพเปลี่ยนจากวรรค์เป็นนรกไปหมดสิ้นแล้ว

ที่สตึกมี2-3หมู่บ้านที่เลี้ยงช้างไว้ลากไม้ซุงเข้าโรงเลื่อย สมัยเด็กผมเคยเห็นการแข่งขันวิ่งเร็วที่สนามหน้าที่ว่าการ น่าจะเป็นต้นฉบับของการจัดงานช้างที่จังหวัดสุรินทร์ในเวลาต่อมา เช้าๆชาวกูยก็จะนำช้างว่ายน้ำข้ามไปปล่อยเลี้ยงที่ป่าบุงป่าทามริมฝั่งมูล ตอนเย็นก็นำช้างว่ายน้ำกลับ ก่อนขึ้นฝั่งก็ชวนกันอาบน้ำทั้งช้างทั้งควาน ท่าที่ช้างขึ้นงลงเป็นประจำได้รับการตั้งชื่อในปัจจุบันว่าถนนท่าช้าง ต่อมาเมื่อทางจังหวัดบุรีรัมย์ดำริจัดงานประเพณีแข่งเรือยาว ผมเป็นกรรมการร่วมอยู่หลายปี ได้เสนอให้จัดแข่งช้างว่ายน้ำขึ้น เป็นกีฬาทางน้ำที่แปลกเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว ผมช่วยพากษ์ช้างพากษ์เรือแข่งกันอยู่หลายปี

ก า ร พ า ก ษ์ เ รื อ พ า ก ษ์ ช้ า ง แ ข่ ง ขั น เ ป็ น เ รื่ อ ง ย า ก ม า ก

คู่ แ ข่ ง ขั น ไ ม่ ไ ด้ พุ่ ง พ ร ว ด พ ร า ด เ ห มื อ น กี ฬ า อ ย่ า ง อื่ น

เราจะต้องแต่งบรรยากาศด้วยน้ำเสียงและลูกเล่นให้ดูตื่นเต้นระทึกใจ

บางปีลืมตัวตะโกน

จนหลอดลำโพงขาดกระจาย หลอดเสียงผมจึงขาดกระจุยมาเท่าทุกวันนี้

แต่ก็ได้สร้างตำนานพากษ์เรือพากษ์ช้างที่สะเด็ดสะเดา

ทำเอาคนวิ่งเฮมาดู

นึกว่าช้างจะว่ายน้ำแซงกันอุตลุด

กลับได้เห็นคุณงวงยาวชูขึ้นหายใจตัวจมตุ๊บป่องๆอยู่กลางกระแสน้ำเชี่ยว

แต่หลอกทีไรก็วิ่งตาตื่นมาดูทุกที อิ อิ

มีต่างชาติมาถ่ายทำสารคดีไปประชาสัมพันธ์ทั่วโลก

สิ่งที่ผมประทับไว้ในใจเท่าทุกวันนี้ คงเป็นรายการช่วงบ่ายคลายเครียดสไตล์เด็กอีสาน.. เราจะนัดกันขนเตา-หม้อข้าว-เครื่องปรุง-ต้มยำตำแกงลงเรือ คนที่อยู่หัวเรือก็ถือแหเตรียมจองดูปลาผุด คนที่อยู่ท้ายก็จะพายช้าๆเข้าหาแหล่งที่ปลาอาศัย คนที่นั่งกลางลำเรือก็จะก่อไฟหุงข้าว เตรียมหม้อต้มน้ำเดือด ใส่เครื่องปรุงต้มยำ พอนักล่าหว่านแหโครม ! สาวขึ้นมาจะมีปลาสดๆดิ้นกระแด่วๆหลายตัว ปลดออกมาโยนใส่หม้อต้ม รีบปิดฝาไม่งั้นเจอน้ำร้อนกระเซ็น สมัยนั้นหว่านแห2โครมก็ได้ปลาพอต้มแล้ว ท้ายเรือก็จะกวักพายเข้าไปริมฝั่งที่มีไม้ละเมาะเขียวครึ้มโค้งลงหาแม่น้ำ เป็นหลังคานั่งปรุงข้าวปลาอาหารเป็นอย่างดี มองหารังมดแดง เจอก็เปิดฝาหม้อโน้มรังให้ตรงกับปากหม้อ เขย่าให้ตัวและไข่มดหล่นลง บุบพริกสดใส่ลงไปกำหนึ่ง เติมน้ำปลาชิมดู แค่นี้ก็ได้ต้มยำปลาเลิศรสไร้เทียมทานแล้วละครับ ช่วยกันยกเสบียงขึ้นไปล้อมวงบนฝั่ง โจ้ข้าวปลากันซูดซ๊าดถึงใจ อิ่มแล้วก็อพยพลงเรือไปหาหาดทรายนอนงีบตอนบ่าย ตื่นขึ้นมาหาเก็บผักพื้นถิ่น นักล่ากบก็จะด้อมๆไปหากบจำศีลตัวอ้วนที่แอบอยู่ใต้ใบไม้ ได้เวลาก็พายเรือกลับบ้าน พรานปลาก็จะหว่านแหเรื่อยมา จนถึงท่าขึ้นก็เอาปลามาร้อยเป็นพวงแบ่งกันไปฝากทางบ้าน

การที่ได้อยู่ในยุคที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว นั้นวิเศษนัก

การรับรู้ยังไงๆก็ไม่เหมือนเราเป็นตัวรู้เสียเองหรอนะเธอ

จึงสุดแสนเสียดายที่เด็กในยุคหลังนี้ไม่ได้เคยสัมผัสความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง

ความรัก ความหวงแหนธรรมชาติจึงยากที่จะเกิดในใจของผู้คนยุคพลาสติก

ชีวิตกับแม่น้ำนั้นเกี่ยวกระหวัดกับทุกกลุ่มทุกวัย ในยามร้อนแล้ง กลุ่มแม่บ้านพ่อบ้านในหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่ติดแม่น้ำ จะนัดกัน2-3หมู่บ้านชวนกันมาลงอวนจับปลา การลงอวนต้องใช้แรงงานช่วยกันจำนวนมาก กลุ่มพ่อบ้านที่แข็งแรงจะรับหน้าที่วางอ้วนล้อมเหอะ (เหอะเป็นกิ่งไม้ที่ตัดลงมาสุมไว้ในแม่น้ำให้ปลามาอาศัย) เมื่อวางอ้วนล้อมเป็นที่เรียบร้อยก็จะค่อยๆช่วยกันดึงไม้เหอะออก โยนขึ้นฝั่งให้หมด จะได้ตะล่อมตีนอวนเข้าหากันเพื่อจับปลา ช่วงที่มาถูดต้อนมารวมกันี่แหละ เราจะเห็นปลาน้ำจืดสารพัดชนิด ตัวเล็กตัวใหญ่ บางปีได้ปลาค้าวตัวยาวเป็นวาหลายตัว ก็จะไซโยโห่สนั่นคุ้งน้ำ ตัวไหนเหมาะไก้างไม่เยอะ ก็จะโยนขึ้นฝั่งให้กลุ่มแม่หยิงเอาไปปิ้งไปต้มไปลาบไปก้อย กำลังหิวๆพ่อบ้านขึ้นน้ำมาอะไรก็อร่อยเหาะ

สมัยโน้นปลาชุกชุมลงอ้วน 2-3ครั้งได้ปลาแห้ง ปลาร้า ปลาสดกลับบ้านหลายร้อยกิโล บรรทุกขึ้นเกวียนกลับบ้านไปแบ่งกันอย่างชื่นมื่น วัฒนธรรมพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำ ที่เรามองดูว่าไม่เจริญไม่พัฒนาหวือหวา แต่หารู้ไม่ว่า..นี่แหละชีวิตที่ปกติสมบูรณ์พูนผลอย่างแท้จริง ผู้คนในย่านถิ่นนั้นๆเป็นเครือญาติกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งๆที่ไม่มีใครเข้าไปพัฒนาอะไรเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นบนฐานวัฒนธรรมไทย

วิถีไทในอดีตเพรียบพร้อมทุกด้าน

ความเป็นอยู่ปกติกินอิ่มนอนอุ่น

มีการงานทำทั่วหน้า

รักษาจารีตประเพณี

สืบทอดวิถีไทได้อย่างบรรเจิด

มีความพอเพียงอย่างเพียงพอฉบับของจริง

เศรษฐกิจพอเพียงเรามีอยู่แล้วในอดีต


เราก็ผ่านมาแล้ว กำลังจะผ่านไปสุดกู่

มาย่ำอยู่กับกระแสโลกาวิบัติ

ที่ทุกชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

หลอกกันไปวันๆว่าไทยแลนด์รุ่งเรืองก้าวหน้า

GDP. มีอัตราก้าวหน้า แต่ชีวิตปวงประชากำลังลงอเวจี

จ๋อม จ๋อม..


เมื่อไม่สอนวิชาเอื้ออาทร

อ่าน: 1171

นึกไม่ออก ว่าเราจะป้องกันน้ำไม่ให้เข้าพื้นที่ในวงกว้างทั้งเมืองได้จริงหรือ

ผมเคยป้องกันน้ำในพื้นที่แคบๆก็แทบแย่

นี่จะป้องกันทั้งจังหวัดในสภาพที่ไม่พร้อมสักอย่าง เจ้าประคุณเอ๋ย

ตัวปัญหาใหญ่คือปริมาณน้ำที่มากและรุนแรงเหมือนเขื่อนแตก

น้ำกี่ล้านลูกบาศก์เมตรหนุนเนื่องกันมาไม่ขาดสาย

ฝนก็ตกผสมโรงอยู่เรื่อยๆ

กำแพงรั่วจุดโน้นพังจุดนี้

สุดท้ายน้ำก็บ่ายหน้าลงทะเล

พื้นที่จุดหมายปลายทางย่อมอ่วมสาหัส

เพราะเป็นจุดรวมศูนย์ของน้ำทุกสาย

หน่วยงานฯต้องตัดน้ำประปาตัดไฟฟ้า

ชาวประชานมุษย์น้ำก็เครียดๆๆๆ

เข็นรถบรรทุกมาปิดถนน

เรียกร้องความสนใจ

ไม่มีใครมาดูแลมาช่วยเราเลย มีคนติดอยู่เป็นพันๆคน

ชาวบ้านมารื้อถุงทรายไปใช้ส่วนตัว

พวกเรือแจวทำลายเขื่อนดินเพื่อนำเรือไปรับจ้าง

โจรขะโมยรบกวนทั้งคืน

เราจะเห็นภาพเชิงบวกและเชิงลบไปพร้อมกัน

จังหวัดหนองคายทรายเยอะ

ผู้ว่าราชการจังหวัด>>ให้ช่วยกันบรรจุทรายใส่ถุงขึ้นรถไฟไปลงที่สระบุรี

น้ำใจหนอน้ำใจ

งานนี้มีทั้งคนอดทนอย่างสุดแสน และคนที่ความอดกลั้นสลาย

อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป

ในเมื่อคนไทยขาดมิติทางสังคม

ไม่มีใครเห็นใจใครเหมือนคนญี่ปุ่น

แม้จะประสบชะตากรรมเลวร้ายอย่างไรหัวใจก็ไม่แคลนคลอน

มองเห็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนามเป็นเพื่อนร่วมโลก

ยากลำบากก็ทนยากด้วยกัน สุขก็รับสุขด้วยกัน

สังคมที่ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมันก็จะออกอาการอย่างนี้ละครับ

โรคทางสังคม..ใครจะรักษา



Main: 0.040595054626465 sec
Sidebar: 0.047045946121216 sec