<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานบ้านชลบถพิบูลย์</title>
	<link>http://lanpanya.com/somroay</link>
	<description>Isan Textiles</description>
	<lastBuildDate>Mon, 31 Oct 2011 12:00:51 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>สอนศิลปะ ด้วยสารคดี</title>
		<description>
วันไหนครูเหนื่อยอ่อนจากภารกิจอื่น ๆ อันไม่ใช่จากการสอน หากผืนใช้พลังงานที่มีอยู่น้อยและจำกัด อาจจะทำให้ครูเหนื่อยเกินไป ล้าเกินไป ส่งผลให้ไม่มีสมาธิในการสอนได้ วิธีการคือ ครูต้องหาครูผู้ช่วยมาช่วยในการสอน ครูผู้ช่วยที่ครูออตหมายถึงในบันทึกนี้คือ ครูเทค(โนโลยี)
ช่วงนี้มีงานแต่งงานกันมาก กว่าจะเสร็จงาน หากเป็นงานเพื่อนสนิทเห็นทีว่าจะต้องช่วยกันจนจนวินาทีสุดท้าย ทำให้เหนื่อยและง่วงเป็นพิเศษ แม้กาแฟที่อุดมไปด้วยคาเฟอีนก็ไม่สามารถเรียกความสดชื่นมาได้ ดังนั้นเช้าวันนี้ครูออตจึงใช้ครูเทคเข้ามาช่วยในการเรียนการสอนศิลปะ
ปกติการสอนครูในช่วง กระตุ้นการเรียนรู้หรือนำเข้าบทเรียนครูต้องใช้พลังงานในการกระตุ้นการเรียนรู้มาก ซึ่งในกลุ่มเด็กเล็กต้องใช้พลังงานในส่วนนี้มากกว่าช่วงทำงานศิลปะของเด็ก ๆ ซะอีก บางวันก็ชวนเด็ก ๆ เล่นเกม เล่านิทาน ร้องเพลงซึ่งกิจกรรมกระตุ้นที่ว่าต้องใช้พลังงานมากอย่างที่ว่าไปแล้ว ในภาวะที่ครูหมดแรง จึงต้องอาศัยครูเทคเข้าช่วย
ครูออตมีสารคดีที่น่าสนุกหลายเรื่องหนึ่งในนั้นคือเรื่องมด(มด1 มด2 มด3 มด4) ซึ่งดาวน์โหลดมาเตรียมไว้หลายวันก่อนเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ได้อีกอย่างหนึ่ง(การสะสมเครื่องมือนับว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับครู) เรื่องมดนี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือมีเรื่องราวที่หลากหลายแง่มุมของเรื่องมด ทั้งที่อยู่อาศัย อาหาร ศัตรู วิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ เกี่ยวกับมด  ซึ่งน่าจะเร้าความสนใจของเขาได้ดี 

โดยธรรมชาติของสารคดี(ที่ดี) คือมีความผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างสาระและบันเทิง มีมุมมองของกล้องที่ตาเราไม่สามารถมองเห็นหรือเป็นมุมมองที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งความไม่เคยเห็นทำให้สารคดีน่าสนใจสำหรับเด็ก เพียงแต่สารคดีมันมักจะยาวไปเสียหน่อยเท่านั้นเอง ครูออตเปิดสารคดีผ่านจอทีวีขนาดใหญ่ซึ่งโรงเรียนเตรียมไว้ให้ดังนั้นจอใหญ่จึงช่วยเร้าความสนใจได้อีกมากโข
ครูออตแจกกระดาษและดินสอให้นักเรียน และบอกให้ดูสารคดีอย่างผ่อนคลายจะนั่ง จะนอนก็ได้ และถ้าตอนไหนในสารคดีเด็ก ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/248</link>
			</item>
	<item>
		<title>ศิลปะกินได้?</title>
		<description>เดิมที่เดียวการสอนศิลปะเน้นหนักไปในทางศิลปะปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้ครูออตเห็นว่ามีแนวคิดใหม่ ๆ ทีน่าสนใจที่ครูศิลปะนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการนำเอาศิลปะมาผนวกกับชีวิตจริงของมนุษย์ อย่าทำให้ศิลปะเป็นแค่งานจิตรกรรม ประติมากรรม แต่ให้เอาศิลปะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
ความจริงในวิถีชีวิตคนไทยเราก็ล้วนใช้ศิลปะกับของกินของใช้มาแต่โบราณ เห็นชัดจากการแกะสลักผักผลไม้ให้สวยงามก่อนนำขึ้นสำรับ  น้ำพริกปลาป่นสีแดงจากสีพริกป่นก็ตัดกับต้นหอมสีเขียวดูน่าทาน  ข้าวต้มมัดสีขาวก็ตัดกับถั่วสีดำทำให้มีสีสันขึ้น นอกจากอาหารการกินจะสวยงามขึ้นและหน้าตาก็น่ากินขึ้น ซึ่งให้ความอุดมไปในทางสุนทรียศาสตร์ แบบนี้เรียกว่าไม่ต้องเรียนศิลปะแต่ก็มีศิลปะอยู่ในตัว
แต่เมื่อเราเรียนวิชาศิลปะและมีกฏเกณฑ์ทางศิลปะเข้ามากำกับ เราจึงถูกแยกศิลปะออกไปจากชีวิต  เราถูกสอนมาให้เรียกภาพวาด งานปั้นเท่านั้นว่างานศิลปะ เราแยกข้าวของเครื่องใช้ที่ผลิตด้วยมือกลายเป็นแค่หัตถกรรมหรือดูดีหน่อยก็เรียกมันว่าหัตถศิลป์ แต่สำหรับครูออตแล้วขอเรียกว่ามันคือศิลปะ  ในสถาบันศิลปะหลายแห่งมุ่งตรงไปที่ศิลปะสุดโต่งหรือจะเรียกวิจิตรศิลป์ก็มาก  แต่เมื่อให้ออกแบบศิลปะสำหรับมนุษย์ใช้พวกศิลปินมักตกม้าตาย ดังนั้นศิลปะสำหรับเด็กสมัยใหม่จึงควรปลูกฝังการใช้ศิลปะในชีวิตประจำวันด้วย
"ศิลปะที่กินได้" อันเป็นหัวข้อของศิลปะในห้องเรียนวันนี้ ครูออตชวนเด็ก ๆ ทำขนมปังในแบบของตัวเองโดยมีแผ่นขนมปังแทนกระดาษ  มีแยมแทนดินสอและแทนสี  มีกรรไกรและพิมพ์ช่วยตัดและทำรูปทรงต่าง ๆ งานนี้เราเริ่มด้วยการคุยเรื่องขนมปังในแบบที่เด็ก ๆ เคยกิน ตามมาด้วยให้เด็ก ๆ วาดขนมปังที่ตนเองเคยกิน ขนมปังที่ตัวเองอยากกินและขนมปังที่จะทำในวันนี้
 
เด็ก ๆ ลงมือวาดขนมปังในกระดาษ ซึ่งถือว่าเป็นถอดขนมปังจากจิตนาการ/ประสบการณ์ ออกมาเป็นรูปให้ครูออตดู(ประมวล ทบทวนความรู้เดิมที่เด็ก ๆ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/247</link>
			</item>
	<item>
		<title>ประสบการณ์  3จ  กับเด็กน่ารักพิเศษ</title>
		<description>
เวลาไปไหนกับเพื่อนพ้องพี่น้องครูอาจารย์ที่เราสนิทสนม เมื่อเจอบุคคลที่สามเพื่อนพ้องพี่น้องเหล่านั้นจะแนะนำและชมครูออตว่าเป็นขวัญใจเด็ก(น่ารัก)พิเศษแบบนั้นแบบนี้ พอได้ฟังก็อดดีใจไม่ได้ที่เราสามารถเข้าไปนั่งในหัวใจเด็กพิเศษเหล่านั้น เด็กที่ครูหลายคนขยาดไม่อยากสอน ได้ยินแบบนี้ก็ดีใจและมีพลังในการทำงานเพิ่มเป็นทวีคูณตามประสาคนบ้ายอ

(แคมป์ตุลาคม กับโปรแกรมละครสำหรับเด็กที่โรงเรียนพัฒนาเด็ก ขอบอกว่าศูนย์รวมเด็กน่ารักพิเศษ)

สำหรับเด็กพิเศษครูออตนึกถึงหนังสือเรื่อง There’s A Boy in the Girls’ Bathroom ซึ่งเขียนโดยหลุยส์ ซัคเกอร์ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เวลาไปเจอครูคนอื่น ครูออตมักจะแนะนำให้ไปอ่าน อย่างน้อยอ่านเอาสนุกก็ได้เพราะเนื้อหามันสนุกและได้แง่คิดที่พิเศษ ในฐานะที่ครูทุกคนควรจะมีและเรียนรู้จากตัวละคร ครูออตอ่านจบได้ภายในสองวันซึ่งยืนยันได้ว่าสนุกจริง ๆ 
 There’s A Boy in the Girls’ Bathroom เป็นเรื่องของครูที่ปรึกษาคนใหม่แสวงหาวิธีการเปิดให้เข้าถึงหัวจิตหัวใจของเด็กที่ครูทุกคนในโรงเรียนเรียก “เด็กหลังห้อง”(เด็กที่ครูทุกคนไม่ชอบ เด็กที่เพื่อน ไม่คบ) ซึ่งครูคนนี้มองว่าเป็นเด็ก(น่ารัก)พิเศษ ซึ่งกลยุทธ์และกระบวนการของครูในการเอาชนะใจของเด็กคนนี้มันแสนสนุกและครูออตขอเชิญชวนทุกคนลองซื้อมาอ่านดู
วกเข้ามาถึงเด็กน่ารักพิเศษของครูออต จากประสบการณ์ที่ได้เจอได้สอนครูออตคิดว่าหากเข้าใจ 3จ อาจจะทำให้เราสนุกกับการสอนเด็กกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะการสอนศิลปะ ซึ่ง 3จ  ไม่ใช่ทฤษฎีแบบวิชาการแต่เป็นประสบการณ์ที่เจอเองและมานั่งประมวลแต่ไม่ได้สรุป
จ.จินตนาการ เรื่องนี้ปฏิเศษไม่ได้เพราะเด็กกลุ่มนี้มีจินตนาการอันบรรเจิดกว่าเด็กปกติมาก มากจนเขาไม่สามารถอยู่ในกรอบวิชาศิลปศึกษา ที่เขาใช้สอนกันในชั้นเรียนได้ เราจะพบเห็นรูปร่างรูปทรงเรื่องราวที่แสนพิเศษบ้างก็เป็นเรื่องประราว บ้างก็หลุดโลก ซึ่งจินตนาการมากนี่เองหากมือเขาไม่สามารถตอบสมองได้เด็กกลุ่มนี้จึงได้ทั้งมือ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/246</link>
			</item>
	<item>
		<title>Thai Art</title>
		<description>ไม่นานปีมานี้ผมรู้สึกประทับใจการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนรุ่งอรุณเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นไทย ความเป็นท้องถิ่น หลายครั้งที่ทีมรุ่งอรุณมาขอนแก่น ครูรุ่งอรุณก็จะพาเด็กไปดู คัดลอกและเรียนรู้จิตรกรรมฝาผนังอีสานโดยเฉพาะวัดไชยศรี บ้านสาวัตถี ตำบลสาวัตตี อำเภอเมือง การจัดการศึกษาแบบนี้ล่ะที่จะช่วยให้ศิลปวัฒนธรรมไทยและศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นจะยังคงอยู่สืบไป
HUG SCHOOL แม้มีภาพลักษณ์ความเป็นศิลปะ(เด็ก)แบบสมัยใหม่ แต่ครูที่นี่ก็พยายามออกแบบการเรียนรู้ที่มีความเป็นไทยและความเป็นท้องถิ่นเข้าไปแทรกอยู่ในกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเสมอ เพราะเราเชื่อว่าการประทับตราความเป็นไทย นิยมไทยนั้นต้องเริ่มจากตัวเล็ก ๆ เสียก่อน ก่อนที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ครั่งแบรนด์เนมในอนาคตอันใกล้หรือที่ท่าน นพ.เกษม วัฒนชัย ท่านเรียกว่า "นิยมเทศ"

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ(ขอนแก่น) ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองและดีที่เขาเปิดวันหยุด  เพื่อให้คนที่ไม่ว่างในวันทำงานได้มีโอกาสมาชม แต่ในความเป็นจริงอาจจะไม่ได้ผลหากคนทำงานพิพิธภัณฑ์ของรัฐเหล่านี้ยังทำงานเฉพาะในพิพิธภัณฑ์กลายเป็นคนแก่เฝ้าของเก่าไป  แต่ข้าวของในพิพิธภัณฑ์นั้นน่าสนใจและมีคุณค่าในการศึกษาเป็นอย่างมาก และบ่อยครั้งครูออตก็พาเด็ก ๆ ไปเรียนกันที่นั้น





ครูออตอธิบายถึงมารยาทในการชมพิพิธภัณฑ์ให้แก่เด็ก ๆ เพื่อให้เข้าใจตรงกันและไม่เกิดปัญหาในการชมพิพิธภัณฑ์ของคนอื่น เมื่อเด็ก ๆ เข้าใจ เด็ก ๆ ก็เข้าไปดูข้าวของที่จัดแสดง ถามสิ่งที่ตนเองสนใจและลงมือวาดในข้าวของที่ตนเองอยากรู้  ครูแค่คอยอธิบายและตอบคำถามที่อยากรู้ของเด็กเท่านั้นก็พอ และนอกจากก็แค่คอยสังเกตเด็กอยากได้อะไรเพิ่มเติม ใครพบวัตถุที่สนใจแล้ว ใครยังเลือกไม่ได้ ใครพร้อมลงมือวาด

เมื่อสัปดาห์ก่อนไม่มีเวลาพานักเรียนไปพิพิธภัณฑ์ ครูออตก็อาศัย "ครูGOOGLE" ในการสอนเด็ก ๆ โดยเลือกศิลปะการเขียนลายในเครื่องถ้วยหรือที่เรารู้จักในชื่อ เบญจรงค์  โดยให้นักเรียนไปค้นหาเบญจรงค์ที่ตนเองชอบ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/245</link>
			</item>
	<item>
		<title>AAR : KIDS ART</title>
		<description>HUG SCHOOL เปิดสอนมาได้ขวบปีที่สามแล้ว  แต่จำเป็นจะต้องปรับปรุงหลายเรื่องอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ ส่วนใหญ่ก็จะคุยกันในครูแต่ละฝ่ายเช่น ฝ่ายดนตรีและขับร้อง ฝ่ายเต้นรำ รวมทั้งฝ่ายศิลปะ ซึ่งครูออตร่วมอยู่ในทีม


สามเดือนก่อนหน้านี้ เราสอนกันเฉพาะเด็กของตนเองกล่าวคือ ใคร(ครู) สอนเด็กคนไหนก็จะสอนเด็กคนนั้นตลอดไปเด็กลงทะเบียน 1 คอร์สเท่ากับสามเดือน ดังนั้นครูจึงสอนเด็กคนนั้นไปตลอดสามเดือน แบบนี้ครูจะเห็นพัฒนาและวางแผนการสอนอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้พัฒนาการของเด็กดีขึ้น

หลังจากเด็กหมดคอร์สที่หนึ่ง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็จะเห็นความสำคัญและส่งลูกเรียนคอร์สต่อไป แต่ปัญหาที่เจอคือ เด็กมักจะไม่อยากเรียนกับครูคนใหม่เมื่อขึ้นคอร์สต่อไปเรื่องนี้เข้าใจได้ไม่อยากเพราะเด็กกับครูเก่าเริ่มมีความไว้วางใจกันแล้ว การจะสอนอะไรก็ง่ายขึ้นการเปลี่ยนครูก็จำทำให้เด็กงอแงที่จะเปลี่ยนครูและ ไม่มาเรียนในที่สุด  วิธีการนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีอย่างที่เล่าไปแล้ว ส่วนข้อเสียอีกประการหนึ่งคือเมื่อเด็กติดครูและทำให้ครูบางคนมีชั่วโมงสอนที่เยอะ มากในขณะที่ครูอีกหลายคนมีชั่วโมงน้อย ทำให้เมื่อคิดถึงค่อตอบแทนในการสอนรายเดือนแล้วไม่เกิดแรงจูงใจการการมาสอน ประสิทธิภาพในการสอนก็ลดลง

สองเดือนที่แล้วเราคุยกันและลองเปลี่ยนครูสอนใน 1 คอร์สเป็นครู3คน โดยสอนสลับกันไปเป็นเดือน เพื่อช่วยลดปัญหาการติดครู ดังนั้นเมื่อครบ 3 เดือนก็จะจได้เจอครูสามคน วิธีนี้ผ่านไปสองเดือนดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรแต่เมื่อเวียนกลับมาหาครูออตอีกรอบ ทำให้เราเห็นความผิดพลาดบางประการ

เมื่อวานจึงมีการประชุมครูฝ่ายศิลปะและเชิญผู้บริหารมารับฟัง ความจริงมันคือการทำ AAR (After Action Review)นั้นเอง ซึ่งความจริงเราควรทำกันตั้งแต่สิ้นการสอนเดือนที่หนึ่ง เพราะเมื่อเปลี่ยนครูไปแล้ว ครูได้ส่งเด็กให้ครูคนต่อไปแต่ครูลืมส่งข้อมูลของพัฒนกาารสอนของเด็กแต่ละคนให้ครูคนต่อไป  ครูคนที่รับช่วงต่อ หากไม่ทราบพัฒนาการของเด็กรายบุคคลก็จะสอนเหมือนกันหมด ทำให้พัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก(บางคน)ลดลงและมีผลชัดเจนในเดือนที่สอง



บันทึกนี้เหมือนจะเดือนตัวเองและผุ้บริหารว่า การทำ AAR  นี่มันมีความสำคัญเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนในการเน้นประสิทธิภาพการสอน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/244</link>
			</item>
	<item>
		<title>ฉันจะบิน บินไป ไกลแสนไกลไม่หวั่น</title>
		<description>เลโอนาร์โด ดาวินชี ศิลปินเอกของโลกที่ได้รับการยอมรับว่าอัจฉริยะในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการผสานความฉลาดทั้งสมองซีกซ้ายและซีกขวาของเขาให้สัมพันธ์กันนำมาซึ่งรากฐานของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นบนโลกใบใหญ่นี้
หนึ่งในรากฐานที่สำคัญที่ดาวิชีศึกษาคือ การบิน ซึ่งดาวินชีได้ศึกษาการบินของนกและนำมาใส่จินตนาการต่อเพื่อสร้างเครื่องมือที่จะช่วยให้มนุษยืบินบนฟ้าได้ และแน่นอนการริ่เริ่มของเขานำมาซึ่งเครื่องนร้่อน เครื่องบินในเวลาต่อมา ดังนั้นนกจึงกลายเป็นแรงบันดาลให้ศิลปินได้คิดสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ให้แก่มนุษยชาติ 



นกสำหรับครูออตเป็นสิ่งที่น่าอิจฉา เพราะมันสามารถบินได้อย่างเสรีบนอากาศ มองเห็นสิ่งต่าง ๆ จากมุมที่สูง ความสุขที่เห็นความอิสระทำให้เราอย่ากจะบินได้เหมือนนก ความคิดแบบนี้ไม่น่าจะแตกต่างจากเด็ก ที่เห็นนกแล้วคงอยากบินได้เหมือนนก

สัปดาห์นี้ครูออตจึงชวนเด็ก ๆ มาเป็นนกกัน  ครูออตชวนเด็๋ก ๆ ร้องเพลงนกน้อยถลาลม "เจ้านกน้อยคอยบินสู่เวหา  แล่นถลาล่องลมเพลินฤดี  บิน บิน ถลา ถลา แล่นลม บินล่องบินลอย บิน ถลา ถลา แล่นลม   " เมื่อเรื่องบินๆ อยู่ในหัวของเด็ก ๆ แล้วก็ไม่อยากที่จะชวนเขาสร้างสรรค์บิกนกของตัวเอง

เด็ก ๆ สัลบกันนอนและเขียนปีกแบบต่าง ๆ ให้เพื่อน การสลับกันทำงานจะช่วยให้เด็กยอมรับเพื่อนได้ง่ายขึ้นและร่วมมือในการทำงาน ซึ่งครูออตไม่ต้องลงแรงไปทำให้เลย เพียงนั่งดูอยู่ห่าง ๆ    เมื่อได้ปีกครบทุกคนแล้วก็ถึงเวลาที่ครูออตช่วยตัดปีกนก(ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อยก็อาจจะให้ตัดเองได้ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/243</link>
			</item>
	<item>
		<title>จัดการความไม่กล้าด้วยสีดำ</title>
		<description>เด็กไทยสมัยนี้กล้าขึ้น กล้าพูด การคิด กล้าแสดงออก กล้าทำ กล้าคิดโดยเฉพาะในเรื่องดีดี ปรากฎการณ์แบบนี้ครูออตเห็นว่าเป็นเรื่องดี เรื่องที่น่าส่งเสริมเพราะจะกล้าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องกล้าในสิ่งที่ดีสิ่งที่ถูกต้องด้วย จึงจะทำให้สังคมเราเดินทางไปสู่สังคมอุดมฮัก
แล้วเด็กที่ไม่กล้าล่ะ ควรทำอย่างไรดี?  เรื่องนี้เห็นทีนักการศึกษาต้องช่วยกันขบคิดว่าเราจะมีกระบวนการอย่างไรที่จะคอยกระตุ้นให้เรากล้าแสดงออกในความคิด ความรู้สึกของตนเอง ครูออตในฐานะที่อยู่กับศิลปะก็เห็นว่า ศิลปะน่าจะเป็นทางสายหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กกล้าแสดงออกมากขึ้น

เด็กที่ขาดกลัว ไม่ว่าจะกลัวสิ่งที่ตัวเองวาดออกมาจะถูกหรือผิด คิดกังวล คิดสับสนในความคิดของตนเอง มักแสดงออกผ่านเส้นที่ขาด ๆ กระท่อนกระแท่น  ไม่สม่ำเสมอหรือขีดกลับไปกลับมา พฤติกรรมแบบนี้พบเห็นได้ในชั่วโมงศิลปะ และนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องเปลี่ยนแปลงให้เขามั่นใจในตัวเองมากขึ้น กล้าแสดงออกในสิ่งที่ตนเองเห็น ตนเองรู้สึก

ในห้องเรียนวันนี้มีพี่น้องมาเรียนด้วยกัน 2 ครอบครัว  คนพี่กล้าขีดกล้าเขียน แต่คนน้องจ้องมองพี่ตลอดเวลาว่าพี่จะเขียนอะไร ดังนั้นจึงเห็นสิ่งที่คนน้องเขียนนั้นถูกลบแล้วเขียน ลบแล้วเขียนอยู่ตลอดเวลา วันนี้ครูออตจึงเปลี่ยนการวาดรูปในวิชาศิลปะนี้ใหม่โดยเปลี่ยนจากการวาดรูปธรรมดาที่คุ้นเคยเป็นการวาดภาพหมึกแบบศิลปินจีน

การเขียนภาพหมึกจีนนั้น ศิลปินจะเฝ้ามองธรรมชาติอย่างเข้าใจ ช่างสังเกตและจับอารมณ์ความรู้สึกให้ได้ ดังนั้นการรับรู้ความรู้สึกผ่านสายตาจึงสำคัญเมื่อนำมารวมกับอารมณ์ ที่จะคอยกระตุ้นสมองให้สั่งการข้อมือในการวาดภาพจึงได้ภาพที่เฉียบคม ฉลับพลัน ทันที นิ่ง งดงามและเรียบง่าย  การวาดรูปแบบนี้ช่วยให้คนวาดมั่นใจในการวาดมากขึ้น การวาดในครั้งแรก ๆ อาจจะยากแต่เมื่อฝึกฝน ศิลปินก็จะมั่นใจในตัวเองขึ้น

ชั่วโมงศิลปะคราวนี้ครูออตก็ไม่ปล่อยให้ความไม่กล้าอยู่กับเด็ก ๆ นานไป จึงลวงเด็ก ๆ ให้ออกจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมหันออกมามองสวนสวยข้าง ๆ ห้องเรียน ให้เด็กเฝ้ามองต้นไม้ ใบไม้ที่ตนเองพบ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/242</link>
			</item>
	<item>
		<title>จดหมายแจ้งข่าว</title>
		<description>ถึงครูบาที่คิดฮอด
วันปลูกป่าและทำบุญไกลมาถึงแล้ว กำหนดการไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงตอนนี้ยังรอเชคจำนวนคนเดินทางอยู่นะครับ หลายคนอยากนอนค้าง แต่หลายคนก็ต้องเดินทางกลับเยน ๆ เพราะเช้า 18 ต้องทำงานกันปกติ แต่ที่แน่ ๆ ออต แม่ใหญ่กะจิ๊กลูกสาวแม่ใหญ่จะนอนค้างคุยกะครูบาฯ สาย ๆ วันที่ 18 ค่อยกลับขอนแก่น

กำหนดการของทริปนี้  07.00 จัดขบวนทัพที่ รร ฮักสคูล ขบวนรถพร้อม คนขับพร้อม คนปลูกป่าพร้อมก็ล้อหมุน  ด้วยเส้นทางขอนแก่น-เมืองพล-หนองสองห้อง-พุทไธสง-สตึก คาดว่าจะถึงสตึก 09.30 น.หรือสายกว่านั้น

10.00 กราบครูบาฯ และครูบาฯ ตีแตกความรู้ ที่มา ที่ไป เปลือยครูบาฯ เรียกน้ำย่อย รู้จักกันฉันเธอ ตามประสาชาวฮักสคูล(เพราะครั้งนี้นอกจากครูของฮักแล้ว ยังมีเพื่อน ๆ ที่รู้จักมากันด้วย)

12.00 รับประทานอาหารเที่ยง ตอนบ่ายเดินชมสวนป่า โดยครูบาฯเป็นไกด์ (อิอิ จะเหนื่อยไหมครับพ่อครูฯ) กระตุ้นความยาก เสร็จรอบสวนก็ลากไปปลูกต้นไม้ตามที่สวนป่าจัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้

15.00 พักผ่อนตามอัธยาศัยให้หายเหนื่อย  15.30 ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/241</link>
			</item>
	<item>
		<title>การลงทุนสร้างโลกสีเขียว</title>
		<description>วันนี้ตื่นแต่ตีสี่ เพื่อนรีบออกเดินทางจากขอนแก่นมุ่งตรงสู่วังน้ำเขียว เป้าหมายของวันนี้คือการไปขอรับกล้าไม้อาคาเซีย ที่ศุนย์วนวัฒนสระแกราช อำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา งานนี้ได้รับการอนุเคราะห์รถและ พขร จากแม่ใหญ่ซึ่งวาดหวังว่าสักคนละ 500 ต้นน่าจะได้

เหตุผลที่ไปเร็วขนาดนั้นเพราะทางสถานีฯแจ้งว่ามีต้นกล้าอาคาเซียแค่ 10000 ต้นเท่านั้นและจะแจกคนละ 500 เท่านั้น หากลองคำนวนกันง่าย ๆ หากขอรับกันเต็มโควต้า มานก็แค่ 20 คนเท่านั้นเองกล้าพันธุ์ที่เตรียมไว้ก้จะหมดในทันที ดังนั้นแม่ใหญ่จึงแนะนำให้เราออกเดินทางแต่เช้าเพื่อให้ได้คิวแต่เนิน ๆ งานนี้ไม่สามารถโทรไปสั่งจองได้ ต้องไปเอาจริง ๆ ต่อคิวจริง ๆ และเราก็ทามแบบนั้นไม่ต้องมีเส้นสายอะไรให้มากมายเกินมนุษย์สามัญ

เราไปถึงที่นั้นแปดโมงเช้า โชคดีที่มีคนมารอคิวก่อนหน้าเรา 4 คนซึ่งแต่ละคนเดินทางจากที่ไหล ๆ เช่นมาจากมุกดาหาร ฉะเชิงเทรา ร้อยเอ็ดและเรามาจากขอนแก่น  แค่เราสี่คันรถก็ใช้กล้าไม้ไปรวมสองพันต้น นี่เหลือในแปลงกล้าไม่เท่าไหร่เลย

หากมาลองนึกว่าเราลงทุนเพาะชำกล้าไม้ด้วยต้นทุนไม่ถึงสิบบาทเราจะพบว่าใช้งบประมาณไม่มากเลยสำหรับโครงการดีดี ที่สร้างสีเขียวให้โลกแบบนี้ถือว่าเป็นเศษงบประมาณมาก ดังนั้นในความคิดของผมเองคิดว่ารัฐควรลงทุนกับเรื่องกล้าไม้เพิ่มขึ้นจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพื่อให้ต้นกล้าไม้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

บ่นเสย ๆ แต่อยากให้เกิดขึ้นจริง </description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/240</link>
			</item>
	<item>
		<title>4P1H &#8220;ปะ ไป ปลูก ป่า กับ ฮัก&#8221;</title>
		<description> </description>
		<link>http://lanpanya.com/somroay/archives/239</link>
			</item>
</channel>
</rss>
