<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>ลานลุงเปลี่ยน</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/siltation/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/siltation</link>
	<description>เล่าเรื่องราวของรูปภาพ</description>
	<pubDate>Sun, 18 Nov 2012 15:29:39 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>เที่ยวในงานแขวงเวียงจันทน์ ๑ ขึ้นเขาข้ามห้วยฝ่าดงทากพิชิตเมืองหลงเก่า</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/364</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/364#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 18 Nov 2012 15:17:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=364</guid>
		<description><![CDATA[ 
พี่น้องบ้านเมืองหลงใหม่ บอกว่าอยากไปทำนาอยู่ที่บ้านเก่า บอกว่ามีที่ราบกว้างขวางพอเพียง ท่านเจ้าเมืองฮ่มและคณะนำก็เห็นชอบ เอาไงดีล่ะ ลุงเปลี่ยนไม่ไปดูก็ไม่มั่นใจว่าพื้นที่เหมาะสมจริงหรือไม่ อีกทั้งการสร้างถนนไปที่แห่งนั้นต้องตัดผ่านเขาสูงชัน ผ่านป่าไม้ แม่น้ำลำห้วย นอกจากจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาทแล้วยังต้องตัดไม้หลายสิบหลายร้อยต้น สอบถามทิศที่ตั้ง และระยะทาง พี่น้องชาวม้งบอกว่าไปแค่ ๓๐ นาทีก็ถึง แต่พอหันกลับไปถามอ้ายน้องรัฐกรกลับบอกว่า ๓ชั่วโมง สอบถามใจตัวเองบอกว่าต้องไปเห็นสักครั้ง สอบถามกายตัวเองดันตอบว่าไม่ไหวกระมังใช้เด็กๆเขาไปดูเถอะ แต่ใจกลับแย้งมาว่าไหวไม่ไหวก็ลองดูก่อนสิ โอกาสในการเดินป่าที่เป็นเขตทหารเก่าสมรภูมิรบ&#8221;เจ้าฟ้า&#8221;นี่ไม่ใช่หาได้ง่ายๆนะ ตกลงใจว่าไปก็ไป(ว่ะ) ชักชวนนัดหมายรองนายบ้านวัยหนุ่มชื่อลงกงเอาไว้ บอกให้หาคนวัยหนุ่มไปเป็นเพื่อนอีกคนสองคน(เผื่อเอาไว้หามลุงกลับ) กวาดตาไปมองบรรดารัฐกรที่มาช่วยงานหมายตาไว้แล้วไปหว่านล้อมมาร่วมขบวน ๒คน คนแรกเป็นเด็กพนักงานกสิกรรมจบใหม่ไฟแรงชาวม้ง อีกคนเป็นพนักงานห้องการสิ่งแวดล้อม(ที่บังเอิญเป็นน้องชาย ของเลขาเก่าผมที่เมืองหงสา ธรรมะจัดสรรจะให้ได้มาพึ่งกันกันที่นี่&#8230;ไม่รู้ล่ะตีซี้มั่วเหมาเอาไว้ก่อน งานนี้เมิงต้องช่วยตรูม่ายงั้นตรูจะฟ้องพี่ ฟ้องลุง อา ฟ้อง&#8230;เมิง) เป็นอันได้ขบวนครบถ้วนปานว่าเป็นทีมนายพรานรพินทร์ไพวัลย์จะออกเดินทางสู่ภูเขาพระศิวะในนิยายเพชรพระอุมา
(วันรุ่งขึ้น) กว่าจะเคลื่อนขบวนได้ก็สายโด่ง แจกจ่ายข้าวคนละห่อน้ำคนละขวดให้รับผิดชอบของใครของมันแล้วก็ออกเดินทาง ลุงเปลี่ยนสะพายย่ามกล้องห้อยคอมือถือขวดน้ำ รองนายบ้านคนนำทางชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่บนสันเขาที่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า บอกว่าเดี๋ยวเราไต่ขึ้นไปทางโน้น ไอ้หยา สูงปานนั้น ตรูถอยตอนนี้ดีไหมน้อ แต่ใจกลับรู้สึกกลัวเสียหน้าหากจะถอยตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
เลี้ยวเข้าชายป่าก็เจอบททดสอบแรก กับเส้นทางที่ลาดชัน กับก้าวขาที่หนักอึ้ง กับหัวใจที่เต้นโครมๆราวกับจะเต้นหลุดออกมาข้างนอก กับลมหายใจหอบแฮกๆ และเหงื่อที่ไหลโทรม พอรู้ว่าไม่อาจร่วมอัตราเร็วกับคนนำทางชาวม้งได้ก็ค่อยๆผ่อนฝีเท้าลง หยุดพักเมื่อไปไม่ไหว(แอบจับชีพจร หากเต้นโครมๆเกินร้อยซาวครั้งต่อนาทีก็หยุดยืนพักก่อน) ยี่สิบก้าวพักหอบสิบครั้ง พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าร่างกายน่าจะปรับตัวได้ดีหากเดินต่อไปอีกสักระยะ ตกลงถึงตอนนี้ทีมนำชาวม้งทิ้งห่างนำหน้าไปหลายร้อยเมตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/mlg4.jpg" alt="" width="367" height="250" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/mlg3.jpg" alt="" width="367" height="250" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/mlg1.jpg" alt="" width="367" height="250" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/mlg2.jpg" alt="" width="181" height="205" /> </p>
<p>พี่น้องบ้านเมืองหลงใหม่ บอกว่าอยากไปทำนาอยู่ที่บ้านเก่า บอกว่ามีที่ราบกว้างขวางพอเพียง ท่านเจ้าเมืองฮ่มและคณะนำก็เห็นชอบ เอาไงดีล่ะ ลุงเปลี่ยนไม่ไปดูก็ไม่มั่นใจว่าพื้นที่เหมาะสมจริงหรือไม่ อีกทั้งการสร้างถนนไปที่แห่งนั้นต้องตัดผ่านเขาสูงชัน ผ่านป่าไม้ แม่น้ำลำห้วย นอกจากจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาทแล้วยังต้องตัดไม้หลายสิบหลายร้อยต้น สอบถามทิศที่ตั้ง และระยะทาง พี่น้องชาวม้งบอกว่าไปแค่ ๓๐ นาทีก็ถึง แต่พอหันกลับไปถามอ้ายน้องรัฐกรกลับบอกว่า ๓ชั่วโมง สอบถามใจตัวเองบอกว่าต้องไปเห็นสักครั้ง สอบถามกายตัวเองดันตอบว่าไม่ไหวกระมังใช้เด็กๆเขาไปดูเถอะ แต่ใจกลับแย้งมาว่าไหวไม่ไหวก็ลองดูก่อนสิ โอกาสในการเดินป่าที่เป็นเขตทหารเก่าสมรภูมิรบ&#8221;เจ้าฟ้า&#8221;นี่ไม่ใช่หาได้ง่ายๆนะ ตกลงใจว่าไปก็ไป(ว่ะ) ชักชวนนัดหมายรองนายบ้านวัยหนุ่มชื่อลงกงเอาไว้ บอกให้หาคนวัยหนุ่มไปเป็นเพื่อนอีกคนสองคน(เผื่อเอาไว้หามลุงกลับ) กวาดตาไปมองบรรดารัฐกรที่มาช่วยงานหมายตาไว้แล้วไปหว่านล้อมมาร่วมขบวน ๒คน คนแรกเป็นเด็กพนักงานกสิกรรมจบใหม่ไฟแรงชาวม้ง อีกคนเป็นพนักงานห้องการสิ่งแวดล้อม(ที่บังเอิญเป็นน้องชาย ของเลขาเก่าผมที่เมืองหงสา ธรรมะจัดสรรจะให้ได้มาพึ่งกันกันที่นี่&#8230;ไม่รู้ล่ะตีซี้มั่วเหมาเอาไว้ก่อน งานนี้เมิงต้องช่วยตรูม่ายงั้นตรูจะฟ้องพี่ ฟ้องลุง อา ฟ้อง&#8230;เมิง) เป็นอันได้ขบวนครบถ้วนปานว่าเป็นทีมนายพรานรพินทร์ไพวัลย์จะออกเดินทางสู่ภูเขาพระศิวะในนิยายเพชรพระอุมา</p>
<p>(วันรุ่งขึ้น) กว่าจะเคลื่อนขบวนได้ก็สายโด่ง แจกจ่ายข้าวคนละห่อน้ำคนละขวดให้รับผิดชอบของใครของมันแล้วก็ออกเดินทาง ลุงเปลี่ยนสะพายย่ามกล้องห้อยคอมือถือขวดน้ำ รองนายบ้านคนนำทางชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่บนสันเขาที่สูงจนต้องแหงนคอตั้งบ่า บอกว่าเดี๋ยวเราไต่ขึ้นไปทางโน้น ไอ้หยา สูงปานนั้น ตรูถอยตอนนี้ดีไหมน้อ แต่ใจกลับรู้สึกกลัวเสียหน้าหากจะถอยตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม</p>
<p>เลี้ยวเข้าชายป่าก็เจอบททดสอบแรก กับเส้นทางที่ลาดชัน กับก้าวขาที่หนักอึ้ง กับหัวใจที่เต้นโครมๆราวกับจะเต้นหลุดออกมาข้างนอก กับลมหายใจหอบแฮกๆ และเหงื่อที่ไหลโทรม พอรู้ว่าไม่อาจร่วมอัตราเร็วกับคนนำทางชาวม้งได้ก็ค่อยๆผ่อนฝีเท้าลง หยุดพักเมื่อไปไม่ไหว(แอบจับชีพจร หากเต้นโครมๆเกินร้อยซาวครั้งต่อนาทีก็หยุดยืนพักก่อน) ยี่สิบก้าวพักหอบสิบครั้ง พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าร่างกายน่าจะปรับตัวได้ดีหากเดินต่อไปอีกสักระยะ ตกลงถึงตอนนี้ทีมนำชาวม้งทิ้งห่างนำหน้าไปหลายร้อยเมตร ถัดมาเป็นเจ้าน้องชายรัฐกรสิ่งแวดล้อมที่ไปๆหยุดๆ พอเห็นลุงโผล่พ้นโค้งก็ออกเดินดุ่มนำหน้าไป แต่พอหยุดรอหลายครั้งเข้า คงเห็นท่าลุงจะพาย่ามไปไม่รอดแน่ๆเจ้าหนุ่มจึงย้อนกลับมารับย่ามไปสะพายให้   ข้างหลังลุงเป็นรัฐกรกสิกรรมที่ตามประกบ เขาคงแบ่งงานกันตั้งแต่แรกเห็นคุยภาษาม้ง เสียงในฟิล์มตั้งแต่ชายป่า</p>
<p>ยักแย่ยักยันขึ้นไปจนทันพรรคพวกที่นั่งตบยุงรออยู่ นั่งพักพอหายเหนื่อย ชวนกันออกเดินต่อ อ้ายน้องม้งบอกว่าที่ผ่านมายังเป็นเชิงเขา ต่อไปข้างหน้าถึงจะเรียกว่าขึ้นภูของจริง ใจหล่นไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม โอย ตรูกลับดีไหมเนี่ย แต่สุดท้ายก็ฝืนลากสังขารค่อยๆไต่ขึ้นไป เส้นทางเป็นดังคำที่อ้ายน้องบอก ชันชนิดแหงนคอตั้งบ่า ถึงตอนนี้อ้ายน้องตัดไม้ไผ่ให้ใช้เป็นไม้เท้า แล้วก็ออกเดินนำลิ่วหายไปในเส้นทางสูงชันข้างหน้า ปล่อยให้ลุงปีนป่ายขึ้นลงๆตามไปช้าๆ จนมาถึงลำธารน้ำใสที่เขานั่งสูบบุหรี่รออยู่ วักน้ำลูบหน้าแล้วออกเดินต่อ</p>
<p>ยิ่งเดินยิ่งสูง ทางก็ยิ่งชัน นับเวลาได้ชั่วโมงเศษๆ อ้ายน้องชี้ให้ดูต้นยางยักษ์ที่เป็นเครื่องหมายทางตั้งแต่เชิงเขา แล้วก็ปีนป่ายกันต่อด้วยความชันที่เหมือนเดินขึ้นบันไดตึกสิบชั้น</p>
<p>เมื่อพ้นป่าไม้ยืนต้น ทางเดินเริ่มชันน้อยลง แต่กลับพาลัดเลาะไปในดงไผ่ที่ขึ้นเบียดเสียดทรงพุ่มหนาทึบ พื้นดินเปียกชุ่ม และแล้วก็เจอกองทัพทากชูลำตัวกวัดแก่วงหาเหยื่อ เจ้าทากคงตื่นตัวจากกองหน้าที่เดินผ่านไปอย่างเร็วๆ พอมาเจอกองหลังอย่างลุงที่เดินต้วมเตี้ยมก็โอชะหวานคอแร้งคอทากละสิทีนี้ ไอ้หนุ่มคนเดินตามหลังละว้าละวนปัดทากออกจากตัวเองแล้วยังต้องมาคอยปัดให้ลุง(น่าสงสารแท้) ลุงก็พยายามเร่งฝีเท้าเต็มที่แต่ขาไม่เป็นใจ ทางไม่ชันมากก็จริงแต่ต้องเดินไวๆไม่ให้ทากเกาะ เหนื่อยแทบขาดใจ หยุดพักเหนื่อยแต่ละทีก็ต้องเลือกช่องว่างที่พอมีแสงแดดส่อง ยืนไปก็ปัดตัวทากไป ในที่สุดก็ขึ้นถึงอีกหนึ่งสันเขาอย่างสะบักสะบอม พรรคพวกรีบมาช่วยจับทากออกนับได้สิบกว่าตัว ยังมีหน้ามาแซวกันอีกว่า ไหนอาจานว่ากินยาปัวพะยาดหลายเม็ดทากมันไม่กัด เออ ทากมันคงป่วยมั้งถึงอยากกินเลือดผสมยาของลุง   </p>
<p>อ้ายน้องพูดให้กำลังใจว่า เส้นทางต่อไปนี้ไม่มีทางชันอีกแล้ว ทากก็ไม่มี(เยอะ)แล้ว ชันก็ชันน้อยๆธรรมดา ว่าแล้วก็เดินลิ่วหายขึ้นภูไปอย่างรวดเร็ว ไหนว่าไม่ชันไง(ว่ะ) ตรูว่ามันก็ชันเท่าๆกับที่ผ่านมานั่นแหละ เดินไปอีกสักครึ่งชั่วโมงระดับทางเดินค่อยๆลาดลง และแล้วก็ถึงเสียที <strong>ทุ่งบ้านเมืองหลงเก่า</strong></p>
<p>ทุ่งบ้านเมืองหลงเก่า เป็นที่ราบบนหุบเขากว้างขวางเวิ้งว้าง มีกระท่อมชาวบ้านมาเลี้ยงวัวอยู่สองสามหลัง ฝูงวัวสองฝูงเลาะเล็มหญ้า อากาศเย็นสบาย ความกว้างของทุ่งราวหนึ่งกิโลเมตร และความยาวน่าจะราวๆสามกิโลเมตร มีลำห้วยสองสายไหลผ่านทางด้านเหนือ และตะวันออก พอวัดระดับความสูงดูแทบหงายหลัง ค่าที่ออกคือ ๑๑๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นี่ลุงเดินขึ้นมาจากระดับ ๖๒๐ นะเนี่ย เออ เก่งจริงโว้ยเรา ดอกหญ้าสีสดกระจิดจิ๋วประดับพรมผืนหญ้า ผีเสื้อสีสดนับร้อยๆตัวขยับปีกบางบินว่อน แต่ก็มีโอกาสชื่นชมเพียงน้อยนิด ต้องรีบวิ่งตามพรรคพวกที่พากันเดินตัดทุ่งไปเก็บผลฝรั่งป่ากินแล้วก็แวะพักทานข้าวที่กระท่อม(โธ่ โธ่ ทำไมไม่พากันกินข้าวเสียงตรงขอบด้านนี้นะอ้ายน้อง ให้ตรูเดินตัดทุ่งอีกตั้งไกลเนี่ยนะ ไม่รู้หรือไงว่าห้เมตรสิบเมตรลุงก็ไม่อยากเดินแล้ว นี่ตั้งกิโลเมตรเชียวนะ ไปกลับก็สองพันเมตรสี่พันก้าวเข้าไปแล้ว ลุงอยากถนอมกำลังเอาไว้ขากลับ) อ้ายน้องหยิบชิ้นส่วนระเบิดสมัยสงครามปลดปล่อยมาให้ชม แถมบอกว่าตรงลำห้วยข้างบนยังมีลูกใหญ่ๆที่ยังไม่แตกอีกหลาย</p>
<p>หลังจากกินข้าวอิ่ม นั่งร่างแผนที่ และแผนงานปรับปรุงพื้นที่ (หากต้องการใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าว&#8230;แต่ความจริงแล้วอยากเก็บไว้เป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติให้สัตว์ป่ามาเลาะเล็มหญ้าระบัดน่าจะดีกว่า) บ่าย ๒โมง๑๐นาที ได้เวลาจรลีกลับ(จากสวรรค์เมืองบนแดนดิน) ลงสู่พื้นราบเบื้องล่าง จ้ำอ้าวร่วมขบวนเดินตัดทุ่ง และไต่ขึ้นสู่เนินขอบทุ่ง และแล้วลุงก็ขอใช้อัตรา ไปช้าๆเนิบๆแบบลุงโดยมีกองระวังหลังเจ้าเก่าประกบอัดท้ายขบวน แถมขากลับอาสาถือขวดน้ำให้ลุงอีก</p>
<p>ทางลงชันเหมือนลงบันไดวัดพระธาตุแต่ไม่มีขั้นบันไดราบๆให้เหยียบยั้งเท้า ไม้เท้าช่วยพยุงข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งโหนเกาะยึดต้นไม้รายทาง ตอนขาลงนี่มองเห็นทางลาดชันด้านล่างไปไกลๆ ไม่เหมือนตอนขาขึ้นที่ได้แต่ก้มหน้าก้มตามองเท้าตัวเอง มีหลายจุดที่หยุดมองด้วยความแปลกใจว่าตอนขามาขึ้นเมื่อตะกี้พาตัวเองขึ้นมาได้อย่างไร พร้อมกับเป็นกังวลว่า&#8230;.แล้วตรูจะพาตัวเองลงไปท่าไหนดี</p>
<p>อาการปวดเข่าด้านขวาที่มีมาตั้งแต่สมัยไปขึ้นภูที่ดงหลวงเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วเริ่มกำเริบอีกครั้ง เดือนก่อนไปเดินป่าน้ำกงก็แสดงอาการครั้งหนึ่งแล้ว ด้วยเหตุที่รับน้ำหนักมากตอนขาลงเขาชัน ทำให้ต้องใช้ขาซ้ายค้ำยันลงเขาแบบเอียงๆแล้วค่อยลากขาขวาพาเท้ามายืนขาคู่ก่อนที่จะก้าวเท้าซ้ายลงภูต่อ ก็เลยยิ่งช้าไปกันใหญ่</p>
<p>หยุดฟื้นกำลังขาที่ลานตะพัก ก่อนที่จะรวบรวมกำลังพาตัวเองวิ่งกลิ้งผ่านป่าไผ่ดงทาก แต่ละครั้งที่เท้าขวาย่ำลงคราใด มันเหมือนกับมีเข็มเป็นร้อยเล่มมาทิ่มแทงสะบ้าหัวเข่า มาถึงยอดเขาต้นไม้ยางยักษ์เอาเมื่อเวลาสี่โมงเย็น โขยกเขยกลงอีกสองเนินลาดชันๆ แล้วก็มาถึงชายเขา ระยะทางใกล้ๆจากจุดนั้นลงมาหาพื้นราบเมื่อตอนขามารู้สึกว่าเป็นบททดสอบ แต่ตอนขากลับนี่ยิ่งกว่าเป็นบททดสอบ เป็นเหมือนเส้นทางสายบดขยี้หัวเข่า ตอนนี้ขาซ้ายเกิดหมดแรงยกได้แค่เพียงลากไปกับพื้น ส่วนเจ้าเข่าขวานั้นเจ็บจนไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไปแล้ว แต่กลับควบคุมไม่ได้งอเข่าไม่เป็นพอเผลอไม่ประคองให้วางถูกตำแหน่งปวดแปล๊บขึ้นมาจนหูอื้อ กำหนดจิตพิจารณาทุกข์ ห้าสิบก้าวสุดท้ายต้องกัดฟันน้ำหูน้ำตาไหลนับจำนวนก้าวแต่ละก้าวย่าง</p>
<p>มาถึงพื้นราบเอาเมื่อเวลา ๕โมงเศษๆ ตะวันบ้านเมืองหลงใหม่ลับขุนเขาไปก่อนหน้านี้แล้ว</p>
<p>กลับมาถึงห้องพักพบว่ามีคุณทากเกาะมาในร่มผ้าอีกสี่ตัว กินเลือดอิ่มนอนตัวกลมเชียว&#8230;.</p>
<p>มั่วนคักๆ แต่ไม่เอาอีกแล้ว</p>
<p>&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>ตอบแทนอ้ายน้องชาวม้งคนนำทางไปคนละแสน(กีบ) กับอีกหนึ่งแผนงานที่จะเป็นทางออกของชุมชนม้งบ้านเมืองหลง</p>
<p>ตอบแทนสองน้องชายรัฐกรด้วยการนั่งสอนวิชาเขียนบทรายงานสองบทในสองเย็นถัดมา</p>
<p>ตอบแทนยังไงก็คงไม่คุ้มกับการที่คอยลากจูงลุงขึ้นเขาลงห้วย</p>
<p>ขอบใจเด้อ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/364/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไปเที่ยวงานที่ลาวใต้ (๓) ตามรอยพระเจ้าไชยเชษฐามหาราชแห่งล้านช้าง หลานตาของพระเจ้าเชียงใหม่</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/359</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/359#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 11 Nov 2012 07:22:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=359</guid>
		<description><![CDATA[
จากฝั่งเมืองที่ตั้งแขวงอัตปือ ข้ามลำเซกองไปอีกฟากหนึ่ง เป็นเมืองไชยเชษฐา ตั้งชื่อเมืองตามพระนามของมหาราชพระองค์ที่ ๒ ของล้านช้าง พงศาวดารล้านช้างได้บันทึกถึงเรื่องราวของพระองค์ไว้ว่า &#8220;ส่วนพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าแต่ได้เสวยศิริสมบัติทั้งมวญนานประมาณได้ ๒๔ วรรษาถ้าจักกล่าวแต่ชาติมา อายุทั้งมวญได้ ๓๙ ปี ก็ไปกระทำยุทธกรรมสงครามในเมืองรามรักองการ กาลวิปริตผิดกองเลยถึงแก่พระองค์ก็หลงเสียในเมืององการนั้น ในปีระวายเม็ดเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำ ศักราชได้ ๙๓๓ ตัวนั้นแล&#8221;
พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างมาอยู่ที่เวียงจันทน์
คือพระองค์ที่ในประวัติศาสตร์อยุทธยาบันทึกไว้ว่า ทรงขอพระเทพกษัตรีย์พระธิดาในสมเด็จพระศรีสุริโยทัยไปเป็นมเหสี แต่ทางกรุงไทยส่งพระแก้วฟ้าธิดาในพระสนมไปแทน แล้วพระองค์ทรงส่งคืน
คือพระองค์ที่ทรงเป็นหลานตาของพระเจ้าเชียงใหม่ที่เคยรับเชิญมาครองเมืองต่อจากพระเจ้าตา(พระเมืองเกษฯ) ก่อนที่จะเสด็จคืนไปครองล้านช้างต่อจากพระบิดา และเป็นหลานยายของพระนางจิรประภามหาเทวีกษัตรีล้านนา (ที่คุณต่ายเพ็ญพักตร์ รับบทในหนังเรื่องสมเด็จพระสุริโยทัยได้อย่างอร่ามตา)
ในบั้นปลายรัชกาล พงศาวดารฉบับหลวงบันทึกไว้ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาทรงหายสาบสูญไปในคราวราชการทัพเมืององการตามที่ได้แสดงไว้ข้างบน
แต่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กลับมีเรื่องราวที่ต่างออกไป ชาวประชาในเมืององการซึ่งปัจจุบันคือเมืองไชยเชษฐา เชื่อว่าพระองค์ทรง&#8221;ถูกปลงพระชนม์&#8221; และพระศพได้ถูกฝังไว้ ต่อมาพระโอรสชื่อ พระไชย ซึ่งเกิดจากนางสามผิวมเหสีชาวเมืององการ ได้มาขุดเอาพระอัฐิมาก่อเจดีย์ศิลาแลงเล็กๆไว้ พระไชยได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่เตรียมอัญเชิญพระอัฐิพระบิดาขึ้นบรรจุ แต่พระไชยก็มาประสบชะตากรรมสิ้นพระชนม์ลงอีก เจดีย์ที่สร้างไว้จึงได้บรรจุอัฐิของพระโอรส แทนพระบิดา
วัดพระธาตุไชยเชษฐา ปัจจุบันมีเจดีย์สององค์นี้อยู่ และยังมีอีกสองเจดีย์ องค์หนึ่งบรรจุอัฐิของพระครูผู้สร้างวัด และอีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์หลักเมือง คุณลุงผู้เฝ้าวัด นำบรรยาย เล่าประวัติศาสตร์ฉบับท้องถิ่นอธิบายไว้อย่างนี้ครับ
ถัดไปอีกสามร้อยเมตรมีวัดเก่าอีกหนึ่งวัด ชื่อ วัดหลวงเก่าเมืองไชยเชษฐา ที่ป้ายไม้เขียนไว้ว่า สร้างโดยพระองค์เมื่อปีพุทธศักราช [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay3.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-362" title="watxay3" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay3-216x300.jpg" alt="" width="216" height="300" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay4.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-363" title="watxay4" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay4-300x236.jpg" alt="" width="300" height="236" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-361" title="watxay2" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay2-225x300.jpg" alt="" width="214" height="297" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-360" title="watxay1" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/watxay1-300x276.jpg" alt="" width="304" height="297" /></a></p>
<p>จากฝั่งเมืองที่ตั้งแขวงอัตปือ ข้ามลำเซกองไปอีกฟากหนึ่ง เป็นเมืองไชยเชษฐา ตั้งชื่อเมืองตามพระนามของมหาราชพระองค์ที่ ๒ ของล้านช้าง พงศาวดารล้านช้างได้บันทึกถึงเรื่องราวของพระองค์ไว้ว่า &#8220;ส่วนพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าแต่ได้เสวยศิริสมบัติทั้งมวญนานประมาณได้ ๒๔ วรรษาถ้าจักกล่าวแต่ชาติมา อายุทั้งมวญได้ ๓๙ ปี ก็ไปกระทำยุทธกรรมสงครามในเมืองรามรักองการ กาลวิปริตผิดกองเลยถึงแก่พระองค์ก็หลงเสียในเมืององการนั้น ในปีระวายเม็ดเดือน ๔ ขึ้น ๓ ค่ำ ศักราชได้ ๙๓๓ ตัวนั้นแล&#8221;</p>
<p>พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างมาอยู่ที่เวียงจันทน์</p>
<p>คือพระองค์ที่ในประวัติศาสตร์อยุทธยาบันทึกไว้ว่า ทรงขอพระเทพกษัตรีย์พระธิดาในสมเด็จพระศรีสุริโยทัยไปเป็นมเหสี แต่ทางกรุงไทยส่งพระแก้วฟ้าธิดาในพระสนมไปแทน แล้วพระองค์ทรงส่งคืน</p>
<p>คือพระองค์ที่ทรงเป็นหลานตาของพระเจ้าเชียงใหม่ที่เคยรับเชิญมาครองเมืองต่อจากพระเจ้าตา(พระเมืองเกษฯ) ก่อนที่จะเสด็จคืนไปครองล้านช้างต่อจากพระบิดา และเป็นหลานยายของพระนางจิรประภามหาเทวีกษัตรีล้านนา (ที่คุณต่ายเพ็ญพักตร์ รับบทในหนังเรื่องสมเด็จพระสุริโยทัยได้อย่างอร่ามตา)</p>
<p>ในบั้นปลายรัชกาล พงศาวดารฉบับหลวงบันทึกไว้ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาทรงหายสาบสูญไปในคราวราชการทัพเมืององการตามที่ได้แสดงไว้ข้างบน</p>
<p>แต่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กลับมีเรื่องราวที่ต่างออกไป ชาวประชาในเมืององการซึ่งปัจจุบันคือเมืองไชยเชษฐา เชื่อว่าพระองค์ทรง&#8221;ถูกปลงพระชนม์&#8221; และพระศพได้ถูกฝังไว้ ต่อมาพระโอรสชื่อ พระไชย ซึ่งเกิดจากนางสามผิวมเหสีชาวเมืององการ ได้มาขุดเอาพระอัฐิมาก่อเจดีย์ศิลาแลงเล็กๆไว้ พระไชยได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่เตรียมอัญเชิญพระอัฐิพระบิดาขึ้นบรรจุ แต่พระไชยก็มาประสบชะตากรรมสิ้นพระชนม์ลงอีก เจดีย์ที่สร้างไว้จึงได้บรรจุอัฐิของพระโอรส แทนพระบิดา</p>
<p>วัดพระธาตุไชยเชษฐา ปัจจุบันมีเจดีย์สององค์นี้อยู่ และยังมีอีกสองเจดีย์ องค์หนึ่งบรรจุอัฐิของพระครูผู้สร้างวัด และอีกองค์หนึ่งเป็นเจดีย์หลักเมือง คุณลุงผู้เฝ้าวัด นำบรรยาย เล่าประวัติศาสตร์ฉบับท้องถิ่นอธิบายไว้อย่างนี้ครับ</p>
<p>ถัดไปอีกสามร้อยเมตรมีวัดเก่าอีกหนึ่งวัด ชื่อ วัดหลวงเก่าเมืองไชยเชษฐา ที่ป้ายไม้เขียนไว้ว่า สร้างโดยพระองค์เมื่อปีพุทธศักราช สองพันหนึ่งร้อยยี่สิบกว่าๆ พระอุโบสถหลังเก่าทรุดโทรมไปตามกาล แต่ยังมีร่องรอยของความงดงามอลังการ (นักวิชาการไทยจากมูลนิธิท่านอาจารย์องุ่นเคยเขียนไว้ว่าวัดเก่าทั้งสองแห่งมีร่องรอยศิลปะล้านช้างแกมล้านนา&#8230;.)</p>
<p>ถ้าประมวลความตามเรื่องราว นักประวัติศาสตร์ลูกทุ่งสมัครเล่นอย่างข้ากระผม ก็เชื่อว่าพระเจ้าไชยเชษฐิราชเจ้าทรง &#8220;เคลื่อนไหว&#8221;อยู่ที่เมืองนี้ระยะหนึ่งจริงๆ ในช่วงนั้นมีความยุ่งยากในราชสำนักล้านช้างแตกเป็นหมู่เป็นเหล่า พงศาวดารจึงบันทึกข้ามไป ซึ่งถัดจากที่ปันทึกว่าพระองค์สาบสูญไปไม่นานพงศาสดารก็เขียนไว้ว่า มีชายชาวเมืองนี้อ้างตนเป็นพระองค์ยกทัพไปยึดกรุงเวียงจันทน์ได้ ดังนี้ &#8220;เมื่อศักราชได้ ๙๔๑ ตัวปีกัดเม้านั้น ยังมีคนอุบาทว์ผู้หนึ่งฉลาดด้วยสาตรศิลป์สำแดงตนว่า แม้นพระไชยเชษฐาธิราชเจ้าล้านช้างอันไปหลงเสียที่องการนั้น มันก็ปดประโลมเอาข่าส่วยทั้งหลาย &#8230;..แล้วก็ไปตั้งรั้วยกเวียงโรงศาล อยู่ในทุ่งแอกกระบือ ความไทยเราว่าทุ่งคี่ควาย มูลควาย &#8230;&#8230;แล้วก็ยกรี้พลไปรบพุ่งรี้พลพระเจ้า เวียงจันนี้แล ครั้งนั้นพระมหาอุปราชเจ้า จึ่งให้&#8230;&#8230; ขับเอารี้พลไปรบเขาที่นั้น ชาวแอกกระบือเขาก็เอารี้พล มารบท้าวพระยาฝ่ายเหนือนี้ เลยชนะกระจัดกระจายหนีมาคราวนั้น เขาเลยไล่เข้ามาถึงเมืองนครนั้นแล้ว &#8230;&#8230;ก็เลยแตกฟุ้งเสียเมืองเวียงจันปีนั้นแล&#8230;&#8230;&#8221;(ที่มา พงศาวดารล้านช้าง)</p>
<p>ได้น้อมคารวะพระองค์ท่านด้วยความเคารพ ในฐานะข้าไทสายเลือดล้านนาคนหนึ่ง</p>
<p>พระเจ้าไชยเชษฐามหาราช ทรงเป็นสะพานเชื่อมสองฝั่งโขงมาช้านาน ดังเช่น พระธาตุศรีสองรักที่พระองค์ทรงสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความร่วมมือไท-ลาว พระองค์ทรงสร้างและปฏิสังขรณ์ พระธาตุพนม และอีกหลายๆศาสนสถานทั่วสองฝั่งโขง</p>
<p>หากผู้เกี่ยวข้องคิดเป็นเล่นเป็น หยิบยกเอาประเด็นเป็น อยากให้นำเรื่องราวของพระองค์ท่านมาเป็นสะพานใจเชื่อมสองฝั่งโขง จะได้ผลดีกว่าสร้างสะพานคอนกรีตหลายเท่านัก</p>
<p>(แทนที่จะกำหนดเพดานประวัติศาสตร์ไทย-ลาวไว้ที่ช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ให้หมองน้ำใจไทย-ลาวกันดังเช่นทุกวันนี้&#8230;.เสนอถึงลุงเอก สสสส.ครับผม)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/359/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>วิพุทธิยาจารย์อาสา จุฬาฯน่าน สิ่งที่ได้พูด ความหมายที่อยากบอก</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/357</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/357#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Nov 2012 11:21:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=357</guid>
		<description><![CDATA[
ที่ประชุมกลางดึกในห้องหัวหน้าคณะ&#8221;พ่อครู&#8221; ได้รับมอบหมายให้ลุงเปลี่ยนอยู่ในกลุ่มครูห้อง ๒ &#8220;บริบทการพัฒนาการเกษตร การพัฒนาชุมชน ในชนบทภาคเหนือ และ ประเทศเพื่อนบ้าน&#8221; หัวขบวนตั้งธงมาให้อย่างนี้ ทราบแล้วก็ไม่ได้วิตกว่าจะเอาอะไรไปเล่า แต่แอบกังวลว่าจะเล่าอย่างไรให้น่าสนใจ จะสื่ออย่างไรดี เรียกร้องหาผู้กำกับเวทีด่วน โชคดีที่ได้ครูใหญ่ผู้มากประสบการณ์มากำกับ และได้พี่หมอเจ๊ กับครูอาราม มาช่วยเติมเต็ม ดูไปแล้วทีมเราก็ครบเครื่องทีเดียว ครูใหญ่เรียกประชุมกลุ่มย่อยเตี๊ยมทางหนีทีไล่อีกนิดหน่อย เป็นอันหมดกังวล
ภาคเช้าหลังจากพ่อครูเปิดประเด็น ครูป้อมชวนนิสิตผ่อนคลาย แล้วแบ่งกลุ่มนิสิตออกเป็นสามกลุ่ม ทีมครูกลุ่มสองเตรียมพร้อม อ้าว..ทีมครูกล่มสามของหมอป่วนประสงค์ดีไปจองลานโล่งๆเสียแล้ว ทีมลุงอยู่ห้องสองเพิ่นว่า ดีเหมือนกันห้องสองมีอุปกรณ์สื่อสารครบจะได้ฉายรูปประกอบ ว่าแล้วก็ติดตั้งอุปกรณ์&#8230;
ชุดแรก&#8230;นิสิตมารอแล้ว เอ้าหนูๆจัดห้อง เอาโต๊ะออก นั่งแบบห้องเรียนไม่เข้าท่าจัดเก้าอี้เป็นวงกลมดีกว่าจะได้เห็นหน้ากัน ระหว่างนั้นลุงก็พยายามหาบันทึกในลานฯที่แต่งโคลงร่ายกาพย์กลอนชมวัดในเมืองน่านไว้ กะว่าจะนำเข้าสู่บทเรียนด้วยคำเหล่านั้น แต่จนแล้วจนรอดด้วยความหลงๆลืมๆหาไม่เจอ จนครูใหญ่สแกนนิสิตเสร็จเริ่มโยนไมค์มา พี่หมอเจ๊ลุกมาช่วยหาบันทึกแทน ลุงเปลี่ยนนี่ติดอยู่อย่าง ถ้าวางขั้นตอนไว้หากติดอยู่ขั้นที่หนึ่งก็จะไปขั้นสองสามสี่ไม่ได้ เขียนรายงานก็เช่นกันหากไม่จบบทสองก็ไปต่อบทอื่นไม่ได้ แต่เมื่อผู้กำกับรายการโยนไมค์มา ก็จำต้องงัดเอาเรื่องที่ตั้งใจจะพูดมาจากบ้านชิงเอามาขายไอเดียเสียก่อน นั่นคือเรื่อง ระบบนิเวศน์วัฒนธรรมเกษตร โดยยกตัวอย่างเล่าถึงประสบการณ์กับพี่น้องโส้ที่ดงหลวง อยากให้น้องๆนิสิตที่จะกลับไปทำงานด้านพัฒนาชุมชนเกษตรกรรม คำนึงถึงสองคำหลักคือ ระบบนิเวศน์ของพื้นที่ที่จะไปอยู่ และคำหลักที่สองคือ วัฒนธรรมของพี่น้องที่จะไปพัฒนา แถมท้ายด้วยการโฆษณาบล็อคให้ไปติดตามรายละเอียดเพิ่ม
นิสิตชุดแรก ย้ายกลุ่มออกไป ทีมครูรวมหัวสรุปบทเรียน แล้วก็ต้อนรับนิสิตกลุ่มที่ ๒ ครูใหญ่สแกนกลุ่มด้วยการยื่นไมค์ให้น้องๆพูดถึงความคาดหวัง เรื่องที่อยากรู้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/mai1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-358" title="mai1" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/11/mai1.jpg" alt="" width="132" height="295" /></a></p>
<p>ที่ประชุมกลางดึกในห้องหัวหน้าคณะ&#8221;พ่อครู&#8221; ได้รับมอบหมายให้ลุงเปลี่ยนอยู่ในกลุ่มครูห้อง ๒ &#8220;บริบทการพัฒนาการเกษตร การพัฒนาชุมชน ในชนบทภาคเหนือ และ ประเทศเพื่อนบ้าน&#8221; หัวขบวนตั้งธงมาให้อย่างนี้ ทราบแล้วก็ไม่ได้วิตกว่าจะเอาอะไรไปเล่า แต่แอบกังวลว่าจะเล่าอย่างไรให้น่าสนใจ จะสื่ออย่างไรดี เรียกร้องหาผู้กำกับเวทีด่วน โชคดีที่ได้ครูใหญ่ผู้มากประสบการณ์มากำกับ และได้พี่หมอเจ๊ กับครูอาราม มาช่วยเติมเต็ม ดูไปแล้วทีมเราก็ครบเครื่องทีเดียว ครูใหญ่เรียกประชุมกลุ่มย่อยเตี๊ยมทางหนีทีไล่อีกนิดหน่อย เป็นอันหมดกังวล</p>
<p>ภาคเช้าหลังจากพ่อครูเปิดประเด็น ครูป้อมชวนนิสิตผ่อนคลาย แล้วแบ่งกลุ่มนิสิตออกเป็นสามกลุ่ม ทีมครูกลุ่มสองเตรียมพร้อม อ้าว..ทีมครูกล่มสามของหมอป่วนประสงค์ดีไปจองลานโล่งๆเสียแล้ว ทีมลุงอยู่ห้องสองเพิ่นว่า ดีเหมือนกันห้องสองมีอุปกรณ์สื่อสารครบจะได้ฉายรูปประกอบ ว่าแล้วก็ติดตั้งอุปกรณ์&#8230;</p>
<p>ชุดแรก&#8230;นิสิตมารอแล้ว เอ้าหนูๆจัดห้อง เอาโต๊ะออก นั่งแบบห้องเรียนไม่เข้าท่าจัดเก้าอี้เป็นวงกลมดีกว่าจะได้เห็นหน้ากัน ระหว่างนั้นลุงก็พยายามหาบันทึกในลานฯที่แต่งโคลงร่ายกาพย์กลอนชมวัดในเมืองน่านไว้ กะว่าจะนำเข้าสู่บทเรียนด้วยคำเหล่านั้น แต่จนแล้วจนรอดด้วยความหลงๆลืมๆหาไม่เจอ จนครูใหญ่สแกนนิสิตเสร็จเริ่มโยนไมค์มา พี่หมอเจ๊ลุกมาช่วยหาบันทึกแทน ลุงเปลี่ยนนี่ติดอยู่อย่าง ถ้าวางขั้นตอนไว้หากติดอยู่ขั้นที่หนึ่งก็จะไปขั้นสองสามสี่ไม่ได้ เขียนรายงานก็เช่นกันหากไม่จบบทสองก็ไปต่อบทอื่นไม่ได้ แต่เมื่อผู้กำกับรายการโยนไมค์มา ก็จำต้องงัดเอาเรื่องที่ตั้งใจจะพูดมาจากบ้านชิงเอามาขายไอเดียเสียก่อน นั่นคือเรื่อง ระบบนิเวศน์วัฒนธรรมเกษตร โดยยกตัวอย่างเล่าถึงประสบการณ์กับพี่น้องโส้ที่ดงหลวง อยากให้น้องๆนิสิตที่จะกลับไปทำงานด้านพัฒนาชุมชนเกษตรกรรม คำนึงถึงสองคำหลักคือ ระบบนิเวศน์ของพื้นที่ที่จะไปอยู่ และคำหลักที่สองคือ วัฒนธรรมของพี่น้องที่จะไปพัฒนา แถมท้ายด้วยการโฆษณาบล็อคให้ไปติดตามรายละเอียดเพิ่ม</p>
<p>นิสิตชุดแรก ย้ายกลุ่มออกไป ทีมครูรวมหัวสรุปบทเรียน แล้วก็ต้อนรับนิสิตกลุ่มที่ ๒ ครูใหญ่สแกนกลุ่มด้วยการยื่นไมค์ให้น้องๆพูดถึงความคาดหวัง เรื่องที่อยากรู้ หรือเล่าที่ไปที่มาของตัวเอง แล้วอวยไมค์ ลุงเปลี่ยนจับคำว่า &#8220;ยางพารา&#8221; และ ระบบเกษตรแบบการค้า มาขยายความ ได้เล่าถึง เรื่องราวของยางพาราตั้งแต่แรกเริ่มเข้ามาที่ภาคใต้ แล้วขยายมาภาคอีสานภาคเหนือได้อย่างไร และต่อด้วยเรื่องของการสัมปทานปลูกยางในประเทศเพื่อนบ้าน จบด้วย ผลกระทบของการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องแผ้วถางป่าจนเลี่ยนเตียนโล่ง ปีนี้พี่น้องเมืองภูวง จะอดข้าวด้วยเหตุการณ์ถางป่าปลูกยางฯ ทำให้กองทัพตั๊กแตนกัดกินข้าวไร่จนผลผลิตหายไปกว่าครึ่ง และในที่สุดบันทึกชมวัดเมืองน่านก็หาเจอ เลยได้อ่านบทกลอนชมวัดให้นิสิตฟังหนึ่งบท ก่อนที่จะโยกย้ายฐาน</p>
<p>นิสิตชุดที่สาม เข้ามา ลุงเปลี่ยนอาสานำเข้าสู่การสนทนาด้วยบทกวีชมวัดในเมืองน่านอีกสามสี่วัด ที่แต่งไว้เป็น ค่าวฮ่ำ ร่ายโบราณ โคลงสี่สุภาพ ตั้งใจจะแสดงให้นิสิตที่มาจากต่างถิ่น หรือนิสิตเมืองน่านเอง ให้รู้จักการ &#8220;เข้าถึง&#8221;ท้องถิ่น และให้รู้จักการมองอย่างพินิจ มองให้เห็นรายละเอียด ไม่ใช่ไปวัดกราบพระสามทีแล้วก็ได้แค่นั้น (แต่ลืมสรุป ฮ่า ฮ่า ดีที่ ท่านรอง ผอ. อาจารย์ไก่ ช่วยสรุปให้ว่า เป็นการทำงานด้วยสมองสองซีก &#8230;) ถึงรอบส่งไมค์จากครูใหญ่ ลุงเปลี่ยนจับประเด็นที่นิสิตหลายคนเล่าว่าอยากกลับคืนถิ่นไปช่วยเหลือเกษตรกร แต่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จึงได้หยิบยกเรื่องราวของ ท่านลาวมาลี ที่ยกให้เป็นบิดาของยางพาราในเมืองลาว ตั้งใจให้น้องๆศึกษารูปแบบวิธีการ (แต่ไม่ได้ให้ดูเรื่องยางพาราที่ส่งเสริม) และรอบสุดท้ายได้เล่าถึงเรื่องที่ประเทศเมืองหนาวเขาทำท่อน้ำร้อนไปอุ่นดินเพื่อปลูกมันฝรั่ง อยากให้เห็นว่าต่างชาติเขาเห็นความสำคัญของการเกษตร</p>
<p>ขอบคุณโอกาสที่ได้พูด ขอบคุณนิสิตที่ตั้งใจฟัง ขอบคุณผู้กำกับรายการที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เยี่ยมยอด และขอบคุณผู้ร่วมทีมครูกลุ่ม๒ ที่เติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์&#8230;พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ คริ คริ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/357/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไปเที่ยวงานที่ลาวใต้ (๒) ปากเซ เซกอง อัตตะปือ สายัญตะวันรอน</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/352</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/352#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Oct 2012 18:37:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=352</guid>
		<description><![CDATA[ 
รถของน้องๆจากมหาวิทยาลัยแห่งซาด(มอซอ) ที่ออกเดินทางจากเวียงจันทน์ตั้งแต่ตีห้า แวะมารับผมที่ปากเซเวลาสี่โมงเย็นตรงตามเวลานัด แต่กว่าจะเจอกันได้ก็ขลุกขลักอยู่หลายนาทีทีมงานได้รับแจ้งว่าให้มาแวะรับ&#8221;คนไท&#8221;แต่ไหงโทรมาคุยแล้วเว้าลาวจ้อยๆทำให้น้องๆไม่แน่ใจเกรงจะรับผิดคน จากนั้นก็รีบห้อตะบึงต่อ ระยะทางยังเหลืออีกสองร้อยกว่ากิโลจึงจะถึงอัตตะปือ
รถแล่นผ่านตัวเมืองปากเซ เด็กนักเรียนนักศึกษากำลังเลิกชั้นเรียน พากันขับขี่รถถีบรถเครื่องกลับบ้านกันเต็มท้องถนน ชุดนักเรียนชายที่แขวงนี้ทั้งเด็กเล็กเด็กโตเขาใส่กางเกงขายาวสีกากี แปลกกว่าที่แขวงอื่น
&#8220;จากปากช่องมา เจ้าลืมสัญญา สัญญาเมื่อสายัณห์ &#8230;ก่อนเคยรัก ใจรักไม่เปลี่ยนผัน ทำไร่ใกล้กันจนตะวันตกดิน&#8221; แอบฮัมเพลงลูกทุ่งของพี่ไท ธนาวุธ เบาๆเมื่อรถวิ่งผ่านตัวเมืองปากช่อง(ปากซอง&#8230;น่าจะถูกต้องกว่า) ที่ไม่ใช่อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมาบ้านเรา แต่เป็นเมืองปากซองแขวงจำปาศักดิ์ เมืองปากซองตั้งอยู่บนภูเพียงบอละเวน หรือ ที่ราบสูงบอละเวน แหล่งผลิตกาแฟลาวลือชื่อ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดาวเรือง กาแฟสีหนุก และอีกหลายๆยี่ห้อ ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยฝรั่งเศสนำเข้ามาปลูก ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดปี มีปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ อยู่บนระดับความสูงจากน้ำทะเลที่พอเหมาะ และที่สำคัญคือดินสีแดงที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารพืช ทำให้ที่ราบสูงบอละเวนเป็นแหล่งปลูกไม้ผล และพืชผักนานาชนิด แล้วส่งออกไปเลี้ยงชาวลาวทั่งประเทศ ระหว่างทางจะมีรถบรรทุกพืชผักวิ่งสวนเข้าเวียงจันทน์หลายสิบคัน ตามริมถนนมีรถบรรทุกผักกำลังจอดลำเลียงผักขึ้นรถเตรียมเดินทางอีกหลายคัน ฤดูนี้ผักที่กำลังตัดขายได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว แตงร้าน ฟักทอง แตงไท และฟักแม้ว หรือบวบหวาน(ที่ชาวลุ่มน้ำโขงเรียกหมากซู ส่วนคนเจียงใหม่บ้านอ้ายเรียก บะเขือเครือ ส่วนยอดของเจ้าต้นนี้พอเอาไปผัดน้ำมันหอยขึ้นโต๊ะกลับเรียก ชาโยเต้ผัดน้ำมันหอย) ชาวเมืองปากซองขยันทำมาหากิน ประเภทที่ว่าข่วงบ้านไม่ปล่อยให้ว่าง ลานบ้านท่านจะมีค้างบะเขือเครือจนเกือบเต็มพื้นที่ บางบ้านก็ปลูกกาแฟจนชิดตัวเรือนเลยทีเดียว ที่ว่างที่พอจะมีนิดหน่อยก็ใช้เป็นลานตากกาแฟ    
เปรียบกับเมืองไทย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/pakc4.jpg" alt="" width="250" height="367" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/pakc1.jpg" alt="" width="250" height="367" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/pakc2.jpg" alt="" width="483" height="338" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/pakc3.jpg" alt="" width="367" height="250" /> </p>
<p>รถของน้องๆจากมหาวิทยาลัยแห่งซาด(มอซอ) ที่ออกเดินทางจากเวียงจันทน์ตั้งแต่ตีห้า แวะมารับผมที่ปากเซเวลาสี่โมงเย็นตรงตามเวลานัด แต่กว่าจะเจอกันได้ก็ขลุกขลักอยู่หลายนาทีทีมงานได้รับแจ้งว่าให้มาแวะรับ&#8221;คนไท&#8221;แต่ไหงโทรมาคุยแล้วเว้าลาวจ้อยๆทำให้น้องๆไม่แน่ใจเกรงจะรับผิดคน จากนั้นก็รีบห้อตะบึงต่อ ระยะทางยังเหลืออีกสองร้อยกว่ากิโลจึงจะถึงอัตตะปือ</p>
<p>รถแล่นผ่านตัวเมืองปากเซ เด็กนักเรียนนักศึกษากำลังเลิกชั้นเรียน พากันขับขี่รถถีบรถเครื่องกลับบ้านกันเต็มท้องถนน ชุดนักเรียนชายที่แขวงนี้ทั้งเด็กเล็กเด็กโตเขาใส่กางเกงขายาวสีกากี แปลกกว่าที่แขวงอื่น</p>
<p>&#8220;จากปากช่องมา เจ้าลืมสัญญา สัญญาเมื่อสายัณห์ &#8230;ก่อนเคยรัก ใจรักไม่เปลี่ยนผัน ทำไร่ใกล้กันจนตะวันตกดิน&#8221; แอบฮัมเพลงลูกทุ่งของพี่ไท ธนาวุธ เบาๆเมื่อรถวิ่งผ่านตัวเมืองปากช่อง(ปากซอง&#8230;น่าจะถูกต้องกว่า) ที่ไม่ใช่อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมาบ้านเรา แต่เป็นเมืองปากซองแขวงจำปาศักดิ์ เมืองปากซองตั้งอยู่บนภูเพียงบอละเวน หรือ ที่ราบสูงบอละเวน แหล่งผลิตกาแฟลาวลือชื่อ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดาวเรือง กาแฟสีหนุก และอีกหลายๆยี่ห้อ ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยฝรั่งเศสนำเข้ามาปลูก ด้วยสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดปี มีปริมาณน้ำฝนที่เพียงพอ อยู่บนระดับความสูงจากน้ำทะเลที่พอเหมาะ และที่สำคัญคือดินสีแดงที่อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารพืช ทำให้ที่ราบสูงบอละเวนเป็นแหล่งปลูกไม้ผล และพืชผักนานาชนิด แล้วส่งออกไปเลี้ยงชาวลาวทั่งประเทศ ระหว่างทางจะมีรถบรรทุกพืชผักวิ่งสวนเข้าเวียงจันทน์หลายสิบคัน ตามริมถนนมีรถบรรทุกผักกำลังจอดลำเลียงผักขึ้นรถเตรียมเดินทางอีกหลายคัน ฤดูนี้ผักที่กำลังตัดขายได้แก่ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว แตงร้าน ฟักทอง แตงไท และฟักแม้ว หรือบวบหวาน(ที่ชาวลุ่มน้ำโขงเรียกหมากซู ส่วนคนเจียงใหม่บ้านอ้ายเรียก บะเขือเครือ ส่วนยอดของเจ้าต้นนี้พอเอาไปผัดน้ำมันหอยขึ้นโต๊ะกลับเรียก ชาโยเต้ผัดน้ำมันหอย) ชาวเมืองปากซองขยันทำมาหากิน ประเภทที่ว่าข่วงบ้านไม่ปล่อยให้ว่าง ลานบ้านท่านจะมีค้างบะเขือเครือจนเกือบเต็มพื้นที่ บางบ้านก็ปลูกกาแฟจนชิดตัวเรือนเลยทีเดียว ที่ว่างที่พอจะมีนิดหน่อยก็ใช้เป็นลานตากกาแฟ    </p>
<p>เปรียบกับเมืองไทย เมืองปากซองน่าจะเหมือนกับแถวๆกลางดง  แหล่งปลูกข้าวโพดหวาน และผลไม้ ที่นักเดินทางแวะซื้อกันทุกบ่อยพ้นเขตเมืองปากซองก็โพล้เพล้สิ้นแสงตะวัน</p>
<p>จากปากซอง รถแล่นเข้าเขตแขวงเซกอง อ้ายน้องที่นั่งมาในรถเล่าให้ฟังว่า แขวงนี้มีเพียงสี่เมือง และหนึ่งในนั้นคือเมืองชื่อ &#8220;ดากจึ่ง&#8221; ก่อนที่จะคิดแปลเตลิดไปกันใหญ่ น้องเขาไขความต่อให้กระจ่างว่า &#8220;ดาก&#8221;เป็นภาษาชนเผ่า แปลว่าน้ำนั่นเอง หยิบเอาเรื่องที่น้องชายเล่าให้ฟังมาถ่ายทอดต่อ เขาเล่าว่าเมืองชื่อประหลาดนี้เจ้าเมืองเป็นผู้หญิง สาว โสด เป็นชนเผ่าลาวเทิงที่เรียนจบมาจากรัสเซีย เสียดายเที่ยวนี้ไม่มีโอกาสแวะชมโฉมแม่เมืองคนเก่ง</p>
<p>รถแล่นเข้าสู่แสงไฟของเมืองอัตตะปือเวลาใกล้สองทุ่ม(รถตู้ของท้าวเวียงออกจากเวียงจันทน์ตอนตีห้า มาถึงอัตตะปือสองทุ่มใช้เวลาเดินทาง ๑๕ชั่วโมงเต็มๆ) เลี้ยวเข้าจอดที่โรงแรม อาลูนสดใส เจ้าของเป็นชาวหลวงพระบาง เรียนจบหมอแล้วมาเป็นผู้อำนวยการโรงหมอแขวงอัตตะปือที่นี่ ด้านหลังโรงแรมเปิดเป็นคลินิกด้วย พักที่นี่ได้อยู่ใกล้หมอ น่าจะเหมาะสำหรับคนขี้โรค ราคาห้องพักสูงสุดไม่เกิน ๔๐๐บาทมีแอร์มีน้ำอุ่นพร้อม วันนี้มีรับเชิญไปกินพาข้าวแลงที่ร้านชาวเวียดนามชื่อ &#8220;เด็กร็อค&#8221; ฟังแต่ชื่อนึกว่าเป็นร็อคคาเฟ่ แต่ไม่ใช่ เป็นเพียงร้านขายอาหารธรรมดา ต้มปลา ผัดผัก อร่อยสมกับที่มีคนโฆษณาไว้ แต่ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่นิยมของคนลาวได้แก่เครื่องในหมูต้มแล้วหั่นเป็นคำๆ เห็นชมกันว่าทำได้ไม่มีกลิ่นเหมือนที่ร้านอื่นๆทำกัน</p>
<p>มื้อเช้าก่อนออกไปพื้นที่ทำงาน เจ้าถิ่นพาไปกินเฝอที่ร้านชื่อดังของเมือง ชื่อร้านแสงสุลิจัน คนเยอะจนต้องต่อคิวรอโต๊ะนั่ง ปอเปี๊ยะทอด(แหนมจืน) และปอเปี๊ยะสด(แหนมขาว) ของร้านนี้ผมชวนให้ชิมครับ</p>
<p>อิ่มท้องแล้วออกเดินทางไปเมืองพูวัง ก่อนออกจากเมืองข้ามแม่น้ำเซโดน สะพานโค้งแบบเก่าสวยแปลกตา ที่เชิงสะพานเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเมือง</p>
<p>เท่านี้แหละครับเมืองอัตตะปือที่ได้เห็น หนึ่งค่ำคืนกับหนึ่งเช้าตรู่</p>
<p>ทิ้งท้ายด้วยคำว่า &#8220;อัตตะปือ หรือ อัตปือ&#8221; กร่อนมาจากคำว่า อิด-กระ-บือ แปลเป็นลาวว่า &#8220;ขี้ควาย&#8221; ที่ไปที่มาจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อในตอนหน้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/352/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ไปเที่ยวงานที่ลาวใต้ (๑) รถนอนสายใต้ น้ำใจเถ้าแก่เนี้ย</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/347</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/347#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Oct 2012 12:52:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[ 
มีงานที่อัตตะปือ มีงานที่เวียงจันทน์ มีนัดคุณหมอที่ขอนแก่น สามงานติดๆกัน จึงต้องเลือกใช้เส้นทาง กรุงเทพ-นั่งนครชัยแอร์ไปขอนแก่น-นั่งรถบัสข้ามประเทศไปเวียงจันทน์-นั่ง(นอน)รถทัวร์เตียงนอนไปปากเซ-นั่งรถตู้ทีมงานไปอัตตะปือ-นั่งรถต่อไปทำงานที่เมืองพูวงชายขอบลาวติดเขมร-นั่งรถย้อนกลับมาค้างปากเซ-นั่งรถข้ามประเทศผ่านช่องเม็กเข้าอุบล-บินเข้ากรุงเทพฯ
หลังจากรับยาหอบใหญ่จากหมอพร้อมคำขู่อีกครั้งว่ารอบหน้าถ้าไม่ดีขึ้นจะขออนุญาตเพิ่มยาอีกหนึ่งขนานหรือฉีดยาไปเลย(หุ หุ หมอใจดีพี่ท่านก็คงขู่ไปยังงั้นแหละ) นั่งรถเที่ยวเช้าจากขอนแก่นไปถึงเวียงจันทน์ตอนเที่ยง เข้าพักโรงแรมอนุพาราไดซ์สามคืน ทำงานในเวียงจันทน์ลุล่วงกับสองการประชุม อ้าวทีมงานเพิ่งมาบอกว่าขอตังค์ออกสนามวันพรุ่งนี้ เบิกจากไหนก็ไม่ทัน ข้ามกลับไปกดเอทีเอ็มของตัวเองให้ไปก่อนก็ได้(ว่ะ&#8230;เงินแสนกว่าบาทกดจากสามบัตรเต็มอัตรา&#8230;.ธนาคารกสิกรที่เวียงจันทน์และทั่วลาวไม่มีนะครับ&#8230;เรื่องมันยาวเขาเล่าๆกันมา&#8230;สรุปคือต้องข้ามมากดเงินฝั่งไทย) ทีนี้ก็วางแผนเดินทางไปอัตตะปือ เที่ยวบินมีตอนเจ็ดโมงเช้าไม่ไหวแน่ๆตื่นไม่ทันแหงๆ(ตื่นจริงก็ทันนะ แต่เจ้าของงานดันจะไปไฟท์เดียวกันอีก&#8230;ไม่อยากไปครับๆเจ้าๆทั่นๆ) ทีมงานบางส่วนชวนขึ้นรถตู้ไปบอกว่าจะมารับตอนตีสี่ อันนี้ก็ไม่ไหวอีกเหมือนกัน จึงมาลงตัวที่ทางเลือกสุดท้าย คืนขึ้นรถบัสเตียงนอนไปถึงปากเซตอนเช้าแล้วรอขึ้นรถตู้ให้ไปแวะรับต่อไปอัตตะปือ
เปิดดูที่ฝรั่งแบกเป้เที่ยวเขียนกันไว้ เขาก็ว่ารถสภาพดีนอนไปตื่นที่ปากเซเลยทีเดียว ไปแวะจองตั๋วจำปาสักทัวร์ไว้ในราคาหนึ่งแสนเจ็ดสิบพันกีบน้องนางคนขายปี้เลือกที่นั่งเบอร์๕ให้  รถออกที่คิวรถขนส่งสายใต้ ออกจากตัวเมืองไปอีก ๙ กม. นอกจากมีรถไปทั่วทุกแขวงในลาวใต้แล้วยังเห็นมีรถไปหลายเมืองของเวียดนาม ใกล้เวลารถออกแบกเป้ไปแจ้งปี้แล้วก็ขึ้นประจำบ่อนนอน ไอ้หยา&#8230;เป็นเตียงนอนขนาดกว้างหนึ่งเมตรเรียงรายกันสองฟากตัวรถช่องทางเดินตรงกลางขนาดเดินได้เรียงเดี่ยว แต่ละเตียงมีหมอนสองใบผ้าห่มสองใบ โว้ว&#8230;แสดงว่าต้องนอนเบียดกันสองคน (แล้วผู้ใดจะมาเป็นคู่นอนตรูละเนี่ย) ถอดรองเท้าโดดขึ้นเตียงรอลุ้นดูหน้าคู่นอน อ้าวแล้วรองเท้าจะเอาไว้ตรงไหนล่ะขืนเอาไว้ตรงทางเดินสงสัยถูกเหยียบย่ำเตะกลิ้งไปๆมาแน่ๆ เจ้าหนุ่มเด็กรถมาช่วยจัดการยกรองเท้าวางบนชั้นเก็บของชั้นบน (โธ่ นี่แสดงว่าคุณเกือบได้อยู่ชั้นบนคนอยู่ข้างล่าง) ลองเหยียดหลังวัดความยาวปรากฏว่าพอดีกับตัวเองที่สูงร้อยหกสิบ(แล้วพวกที่ตัวยาวกว่านี้คงต้องงอตัวเวลานอน) งัดกระดานชนวนไฟฟ้ามาเปิด(เล่นเกมส์)รอรอรอ
ชะโงกมองหามุมถ่ายรูป จัดการเก็บรูปไว้อวดชาวบ้าน ได้ยินเสียงเด็กอืออออ้อแอ้อยู่เตียงใกล้ๆ แวะไปเก็บรูปเด็กตามประสาคนเฒ่าบ่มีลูกมีหลาน เจ้าหนูวัยซักขวบนิดๆนั่งอยู่ตรงกลางยิ้มใส่กล้องอย่างกับเด็กที่คุ้ยเคยกับกล้อง นั่งปุ๊กลุ๊กอยู่ตรงกลางระหว่างแม่กับยาย แวะไปเล่นด้วยก็ยิ้มโชว์ฟันสองซี่แบบไม่กลัวคนแปลกหน้า ยายของเจ้าหนูพูดภาษาเวียดกับลูกสาวด้วย(มาแอบเฉลยกันตอนหลังว่ากำลังช่วยกันดูว่าอีตาถือกล้องที่มายืนหยอกหลานตัวเองนั้นใช่คนลาวหรือไม่)
คู่นอน ใกล้เวลารถออกมีเสียงกลุ่มคนเดินคุยกันขึ้นรถมา แว่วบอกกันมาว่าที่นั่งหกถึงสิบ อ้อคู่นอนข้อยมาแล้ว ฮ่า ฮ่า ได้เจอหน้าค่าตากันเสียที อ้ายบ่าววัยใกล้เคียงกับผมในชุดซาฟารีถือถุงซาลาเปาอีกมือหนึ่งถือซาลาเปาที่กัดกินครึ่งลูกเดินเคี้ยวตุ้ยๆมาหยุดตรงเตียง พร้อมยื่นถุงซาลาเปามาชวนกิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/bed-bus1.jpg" alt="" width="250" height="367" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/bed-bus2.jpg" alt="" width="250" height="367" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/bed-bus3.jpg" alt="" width="483" height="338" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/bed-bus4.jpg" alt="" width="367" height="250" /> </p>
<p>มีงานที่อัตตะปือ มีงานที่เวียงจันทน์ มีนัดคุณหมอที่ขอนแก่น สามงานติดๆกัน จึงต้องเลือกใช้เส้นทาง กรุงเทพ-นั่งนครชัยแอร์ไปขอนแก่น-นั่งรถบัสข้ามประเทศไปเวียงจันทน์-นั่ง(นอน)รถทัวร์เตียงนอนไปปากเซ-นั่งรถตู้ทีมงานไปอัตตะปือ-นั่งรถต่อไปทำงานที่เมืองพูวงชายขอบลาวติดเขมร-นั่งรถย้อนกลับมาค้างปากเซ-นั่งรถข้ามประเทศผ่านช่องเม็กเข้าอุบล-บินเข้ากรุงเทพฯ</p>
<p>หลังจากรับยาหอบใหญ่จากหมอพร้อมคำขู่อีกครั้งว่ารอบหน้าถ้าไม่ดีขึ้นจะขออนุญาตเพิ่มยาอีกหนึ่งขนานหรือฉีดยาไปเลย(หุ หุ หมอใจดีพี่ท่านก็คงขู่ไปยังงั้นแหละ) นั่งรถเที่ยวเช้าจากขอนแก่นไปถึงเวียงจันทน์ตอนเที่ยง เข้าพักโรงแรมอนุพาราไดซ์สามคืน ทำงานในเวียงจันทน์ลุล่วงกับสองการประชุม อ้าวทีมงานเพิ่งมาบอกว่าขอตังค์ออกสนามวันพรุ่งนี้ เบิกจากไหนก็ไม่ทัน ข้ามกลับไปกดเอทีเอ็มของตัวเองให้ไปก่อนก็ได้(ว่ะ&#8230;เงินแสนกว่าบาทกดจากสามบัตรเต็มอัตรา&#8230;.ธนาคารกสิกรที่เวียงจันทน์และทั่วลาวไม่มีนะครับ&#8230;เรื่องมันยาวเขาเล่าๆกันมา&#8230;สรุปคือต้องข้ามมากดเงินฝั่งไทย) ทีนี้ก็วางแผนเดินทางไปอัตตะปือ เที่ยวบินมีตอนเจ็ดโมงเช้าไม่ไหวแน่ๆตื่นไม่ทันแหงๆ(ตื่นจริงก็ทันนะ แต่เจ้าของงานดันจะไปไฟท์เดียวกันอีก&#8230;ไม่อยากไปครับๆเจ้าๆทั่นๆ) ทีมงานบางส่วนชวนขึ้นรถตู้ไปบอกว่าจะมารับตอนตีสี่ อันนี้ก็ไม่ไหวอีกเหมือนกัน จึงมาลงตัวที่ทางเลือกสุดท้าย คืนขึ้นรถบัสเตียงนอนไปถึงปากเซตอนเช้าแล้วรอขึ้นรถตู้ให้ไปแวะรับต่อไปอัตตะปือ</p>
<p>เปิดดูที่ฝรั่งแบกเป้เที่ยวเขียนกันไว้ เขาก็ว่ารถสภาพดีนอนไปตื่นที่ปากเซเลยทีเดียว ไปแวะจองตั๋วจำปาสักทัวร์ไว้ในราคาหนึ่งแสนเจ็ดสิบพันกีบน้องนางคนขายปี้เลือกที่นั่งเบอร์๕ให้  รถออกที่คิวรถขนส่งสายใต้ ออกจากตัวเมืองไปอีก ๙ กม. นอกจากมีรถไปทั่วทุกแขวงในลาวใต้แล้วยังเห็นมีรถไปหลายเมืองของเวียดนาม ใกล้เวลารถออกแบกเป้ไปแจ้งปี้แล้วก็ขึ้นประจำบ่อนนอน ไอ้หยา&#8230;เป็นเตียงนอนขนาดกว้างหนึ่งเมตรเรียงรายกันสองฟากตัวรถช่องทางเดินตรงกลางขนาดเดินได้เรียงเดี่ยว แต่ละเตียงมีหมอนสองใบผ้าห่มสองใบ โว้ว&#8230;แสดงว่าต้องนอนเบียดกันสองคน (แล้วผู้ใดจะมาเป็นคู่นอนตรูละเนี่ย) ถอดรองเท้าโดดขึ้นเตียงรอลุ้นดูหน้าคู่นอน อ้าวแล้วรองเท้าจะเอาไว้ตรงไหนล่ะขืนเอาไว้ตรงทางเดินสงสัยถูกเหยียบย่ำเตะกลิ้งไปๆมาแน่ๆ เจ้าหนุ่มเด็กรถมาช่วยจัดการยกรองเท้าวางบนชั้นเก็บของชั้นบน (โธ่ นี่แสดงว่าคุณเกือบได้อยู่ชั้นบนคนอยู่ข้างล่าง) ลองเหยียดหลังวัดความยาวปรากฏว่าพอดีกับตัวเองที่สูงร้อยหกสิบ(แล้วพวกที่ตัวยาวกว่านี้คงต้องงอตัวเวลานอน) งัดกระดานชนวนไฟฟ้ามาเปิด(เล่นเกมส์)รอรอรอ</p>
<p>ชะโงกมองหามุมถ่ายรูป จัดการเก็บรูปไว้อวดชาวบ้าน ได้ยินเสียงเด็กอืออออ้อแอ้อยู่เตียงใกล้ๆ แวะไปเก็บรูปเด็กตามประสาคนเฒ่าบ่มีลูกมีหลาน เจ้าหนูวัยซักขวบนิดๆนั่งอยู่ตรงกลางยิ้มใส่กล้องอย่างกับเด็กที่คุ้ยเคยกับกล้อง นั่งปุ๊กลุ๊กอยู่ตรงกลางระหว่างแม่กับยาย แวะไปเล่นด้วยก็ยิ้มโชว์ฟันสองซี่แบบไม่กลัวคนแปลกหน้า ยายของเจ้าหนูพูดภาษาเวียดกับลูกสาวด้วย(มาแอบเฉลยกันตอนหลังว่ากำลังช่วยกันดูว่าอีตาถือกล้องที่มายืนหยอกหลานตัวเองนั้นใช่คนลาวหรือไม่)</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">คู่นอน</span> ใกล้เวลารถออกมีเสียงกลุ่มคนเดินคุยกันขึ้นรถมา แว่วบอกกันมาว่าที่นั่งหกถึงสิบ อ้อคู่นอนข้อยมาแล้ว ฮ่า ฮ่า ได้เจอหน้าค่าตากันเสียที อ้ายบ่าววัยใกล้เคียงกับผมในชุด<span style="text-decoration: underline;">ซา</span>ฟารีถือถุงซาลาเปาอีกมือหนึ่งถือซาลาเปาที่กัดกินครึ่งลูกเดินเคี้ยวตุ้ยๆมาหยุดตรงเตียง พร้อมยื่นถุงซาลาเปามาชวนกิน ตอบไปว่า &#8220;สบายดีอ้าย ขอบใจเด้อ เซินแซบ น้องกินข้าวอิ่มแล้ว&#8221; พี่แกรกระโดดขึ้นเตียงกินซาลาเปาต่อ กินพลางชวนคุยกันไป &#8220;ขออนุญาตเด้อหัวหน้า เจ้าไปปากเซบ่ ยืมแว่นตาแนข้อยสิตึ่มเงินโทละสับเบิ่งบ่เห็นเลข ข้อยกินเบียร์หมดมื้อ มางานศพอ้ายช่วยเวียกเพิ่นได้สี่มื้อแล้วบ่ได้หลับได้นอน มื้อนี้เผาแล้วสิกลับปากเซ&#8221; (โห พี่ท่านจากงานสีดำมา อาบน้ำเปลี่ยนชุดมาป่าวว่ะเนี่ย&#8230;ช่างเหอะไม่เป็นไรเราเองก็ไปประชุมมาทั้งวันบ่ได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดคือกัน ฮ่า ฮ่า สมน้ำสมเนื้อ) รถออกไม่ทันถึงสามแยกแรก พี่ท่านก็กลายร่างเป็นโรงสี โรงสีที่ปล่อยกลิ่นส่าเหล้าออกมาด้วย ก็พี่แกรไม่ได้นอนมาตั้งสามสี่วัน ทนได้ ทนได้ เดี๋ยวง่วงจัดๆลงหลับไปเองเรา ระหว่างนี้เอาหูฟังแบบเสียบเข้าไปในรูหูมาฟังเพลงจากกระดานชนวนไฟฟ้าไปพลางๆก่อน</p>
<p>รถวิ่งแบบกระฉึกกระชักตามแต่ที่จะตกหลุมเล็กใหญ่ขนาดไหน พอถึงเมืองใหญ่ๆก็เปิดไฟสว่างโร่พร้อมเด็กรถมาตะโกนบอกให้ผู้โดยสารที่จะลงกลางทางรีบเตรียมตัวลง เที่ยงคืนถึงเมืองปากซัน อีกสองชั่วโมงถึงเมืองท่าแขก ตีสี่ถึงเมืองสวรรณเขต ตอนนี้พี่ท่านตื่นมาดื่มน้ำแล้วไปห้องน้ำ ได้โอกาสลงไปห้องน้ำบ้างพี่แกรชี้ทางให้บอกว่าเดินไปทางท้ายรถแล้วมีบันไดลงไป ทุลักทุเลพอใช้กว่าจะเปิดประตูได้ หาที่เปิดไฟยังไงก็ไม่เจอ อาศัยแสงจากมือถือ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;">รถเสีย </span>ม่อยหลับไปตอนไหนไม่รู้มารู้สึกตัวอีกทีตอนฟ้าสาง อ้ายคู่นอนปลุกรับผ้าเย็น รับมาแล้วนอนต่องัวเงียถามอ้ายว่าสิฮอดแล้วบ่อ้ายบอกว่าอีกร้อยกว่าหลัก แว่วเสียงคนคุยกันว่ารถช้ารถจอดมาสองครั้งแล้ว เออจริงแฮะ รถวิ่งแบบไม่มีความเร่ง ไปต่ออีกหนึ่งชั่วโมงก็จอดสนิท ผู้คนเริ่มทยอยกันลงไปใช้&#8221;ห้องน้ำรวม&#8221;สองข้างทาง เราลงมั่งดีกว่า เห็นเด็กรถลงไปนอนยาวใต้ท้องรถเคาะกันโป้งๆ สักพักก็เรียกขึ้นรถ คิงส์บัสเคลื่อนตัวเอื่อยๆอีกครั้ง และสุดท้ายก็แวะเข้าจอดที่ปั๊มน้ำมันที่อีกสี่สิบเจ็ดกม.จะฮอดปากเซ โชเฟอร์บอกว่าเดี๋ยวมีรถมารับ พร้อมให้เด็กยกกระเป๋าสัมภาระทุกใบลงกองไว้ที่ข้างรถ</p>
<p>รอ รอ รอ รอไปก็เล่นกับเจ้าตัวเล็กไป ซนใช้ได้วิ่งๆไปหกล้มไปร้องไห้ไปเดี๋ยวก็ยิ้มไป เดินมาป้วนเปี้ยนแถวกระดานชนวนพอเปิดเกมส์ให้เล่นก็วิ่งหนี ระหว่างนั้นบรรดาผู้โดยสารก็ทยอยกันให้ญาติมารับ แต่ไม่มีเสียงบ่นเรื่องรถเสีย บางคนบอกว่าชินแล้ว เสียประจำ ยายของเจ้าตัวเล็กบอกว่าเที่ยวนี้ดวงไม่ดีขาขึ้นเวียงจันทน์ก็เจอรถพัง ขากลับเปลี่ยนบริษัทรถทัวร์แล้วก็ยังไม่วายพังอีก เจ็ดโมงครึ่งรถปิกอัฟสี่ประตูของเถ้าแก่รถทัวร์มาดูอาการ รับแขกไปห้าคนและบอกว่าเดี๋ยวจะไปหาซื้อเฟืองเกียร์มาซ่อมแล้วจะส่งรถมารับคนโดยสารที่เหลือ(หมายความว่าต้องรออีกพักใหญ่ๆ ช้านานเท่าไรขึ้นอยู่กับว่าจะหาเฟืองเจ้ากรรมได้เร็วแค่ไหน)</p>
<p>เถ้าแก้เนี้ย คุณยายของเจ้าตัวเล็กรีบยกหูบอกให้ที่บ้านออกมารับด่วน บอกว่าบ้านอยู่หลักห้า ห่างจากจุดรถทัวร์ตายไปแค่สามสิบกิโลเอง ไม่ถึงยี่สิบนาทีรถสี่ประตูสีแดงสดของเถ้าแก่ก็มารับเจ้าหนูกับแม่และยาย เถ้าแก่เนี้ยเปิดประตูขึ้นนั่งตำแหน่งคนขับพร้อมเอ่ยปากชวนให้ไปด้วย แถมบอกว่าเดี๋ยวไปส่งในเมืองให้ (บ้านเถ้าแก่อยู่ก่อนถึงตัวเมืองห้ากิโล) ยกเป้ขึ้นรถอย่างจำยอมด้วยหมดหนทางและเกรงใจ บอกท่านไปว่าเอาผมไปส่งระหว่างทางก่อนถึงบ้านเพิ่นก็ได้ครับเอาบ้านพักโรงแรมแถวข้างๆทาง เดี๋ยวเย็นๆลูกน้องผมจะแวะรับไปอัตตะปือครับ ได้ยินเถ้าแก่กับเนี้ยคุยกันเรื่องโรงแรมโน้นโรงแรมนี้อยู่ตรงไหน สุดท้ายเถ้าแก่เนี้ยตัดสินใจให้ว่า ไปพักในเมืองดีกว่า หาของกินง่าย ไม่ต้องเกรงใจ งั้นขอแวะอาบน้ำที่บ้าน สั่งงานแล้วจะไปส่ง เจ้าตัวเล็กตื่นมาเล่นด้วยอีกครั้งจึงถอดกำไลกัลปังหาที่ซื้อมาคราวไปกระบี่ให้เจ้าตัวเล็กไปเป็นเครื่องคุ้มครอง</p>
<p>รถแล่นมาถึงร้านของเถ้าแก่ จอดรถแล้วเรียกให้ลงมากินน้ำกินท่า &#8220;ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ใช่พี่น้องก็ให้คิดว่าเป็นบ้านตัวเอง&#8221; เอากับพี่ท่านสิ คำพูดนี้ทำให้ลบความทรงจำด้านลบที่เคยมีต่อพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเวียดนามไปจนหมดสิ้น ร้านคำเลิดแสงสว่าง แต่ทุกวันนี้เปลี่ยนเป็นร้านกลึง และมีป้ายใหม่เป็นโพนสีใคออโตร์ ดูโอ่อ่าหรูหรา นอกจากสี่ประตูสีแดงสด(ซึ่งน่าจะเป็นรถลูกชาย เพลงวัยรุ่นเครื่องเสียงกระหมึ่มเกินหรู) แล้วเห็นมีปราโด้จอดอยู่อีกคัน เถ้าแก่เนี้ยหายเข้าไปในบ้าน เถ้าแก่ใหญ่ยกน้ำชามาให้ ไอ้หนุ่มผมยาวลูกชายเถ้าแก่แวะมาถามว่าจะรับกาแฟไหม สักพักเถ้าแก่เนี้ยออกมาเผากระดาษไหว้เจ้า แล้วก็เรียกขึ้นรถ(เถ้าแก่เนี้ยขับเหมือนเคย เถ้าแก่ใหญ่นั่งประกบ) คุยกันมาในรถ มอบนามบัตรให้เถ้าแก่ใหญ่ เผื่อจะมีอะไรรับใช้หากไปเมืองไทย ถามอายุกันเถ้าแก่เนี้ยหัวเราะร่วน บอกว่าอายุเท่ากัน แถมยังสารภาพว่านึกว่าผมอายุหกสิบ (ปาดโท๊ะอาเจ๊นี่ ถ้าไม่ติดที่ใจดี มีเคืองกันนะเนี่ย) แต่ก็ได้แต่โทรศัพท์ไปหาคนรู้จักพรรคพวกกันที่อยู่หงสาสามสี่คน ที่นึกออกว่าเป็นคนทางปากเซ พูดให้ทางโน้นรู้ (และทางเถ้าแก่เนี้ยได้ยินด้วย) ว่ามาปากเซเจอคนใจดีช่วยเหลือชื่อร้านนี้นี้ อย่างน้อยเป็นการบอกทางอ้อมว่าเรารู้สึกขอบคุณจริงๆ</p>
<p>ตกลงเจ้าบ้านใจดีเลือกให้ผมมาพักที่โรงแรมแสงอรุณ โรงแรมนี้ก็เข้าท่าครับเช็คเอ้าท์สี่โมงเย็นคิดราคาแค่ครึ่งเดียว</p>
<p>มาปากเซ เจอแต่คนดีๆ จริงๆครับท่านผู้ชม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/347/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ภูเก็ต วีไอพี ขอบคุณไมตรีจาก Hillton Puket Arcadia และทอฝัน</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/341</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/341#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Oct 2012 18:46:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=341</guid>
		<description><![CDATA[ 
ก่อนที่จะเดินทางกลับเข้าลาว ตามที่ได้หลวมตัวใจอ่อนรับปากรับงานระยะสั้นๆมาอีกสองโครงการ ในวันพรุ่ง ไปเที่ยวงานคราวนี้ได้ไปเยือนถิ่นลาวใต้แถวมหานทีสี่พันดอน ไปเยือนถิ่นชาวกะเบา (นี่เป็นเหตุผลหลักที่รับงานชิ้นนี้)
ก่อนที่จะลืมเลือน ถือโอกาสเขียนถึงเรื่องราวการแปลกวิเวกของตัวกระผมในภูเก็ต เป็นการขอบคุณท่านเจ้าบ้านผู้อารี
น่าจะเป็นเรื่องปกติของหลายผู้คนที่มักมีช่วงเวลา &#8220;เข้าเงียบ ปลีกวิเวก แปลกวิเวก&#8230;ตามแต่จะเรียกขาน&#8221; ตัวข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกัน ไหนๆก็ซื้อตั๋วมากระบี่แล้ว หลังจากพรรคพวกเดินทางกลับเจียงใหม่ ตัวกระผมเลยวางแผนที่จะแปลกวิเวกอยู่ภูเก็ตต่อสักสองคืน (ความจริงตั้งใจจะเขียนรายงานเจ๋งๆสักฉบับ รวบรวมผลงานห้าปีในหงสาส่งเจ้าของงาน ตามที่ฝาหรั่งเขาเรียกว่า คอมพลีชั่นรีพอร์ท นั่นเอง)
แจ้งต้นสังกัดเรียบร้อย มีวันลาเหลือตั้งยี่สิบวันยื่นครั้งนี้สี่วันไม่มีการทัดทาน แล้วก็เริ่มหาข้อมูลที่พักออนไลน์ พระเจ้าช่วยกล้วยทอดที่พักในภูเก็ตมีมากหลายลายตาเลือกไม่ถูก จัดแจงส่งข้อความปรึกษาท่านเจ้าเกาะฝ่ายพระอัยการ ท่านตอบมาสั้นๆว่า &#8220;จัดให้&#8221; แล้วถามมาอีกครั้งหนึ่งว่าชอบทะเลหรือในเมือง
เย็นวันที่ ๗ตุลา หลังจากญาติสายเหนือจับเที่ยวบินคืนสู่ล้านนา ครอบครัวเจ้าบ้านอันมีหนูทอฝันคุณปู่คุณย่าคุณพ่อคุณแม่และคุณอานิวก็พาผมมาแวะทานมื้อเย็นที่ร้านบายพลาสซีฟู๊ด ทอฝันสนใจนักร้องบนเวที ในขณะที่ผู้ใหญ่สั่งอาหารกันเต็มโต๊ะ มีทั้งไก่ทอดเกลือ กุ้ง ออส่วน ปลาทอดขมิ้น แกงหน่อไม้ดองกะทิใส่ปลาชิ้นโตๆ กับอีกหลากหลายเมนู
สี่ทุ่มครึ่งคุณปู่คุณย่าพาผมเข้าเมืองภูเก็ตแล้วผ่านเลยไปหาดกะรน เลี้ยวรถเข้าไปส่งที่ล็อบบี้ต้อนรับของ Hillton Puket Arcadia สวัสดีกันแล้วท่านก็กลับส่วนผมทางโรงแรมส่งรถมารับไปตึกเช็คอิน ไกลเข้าไปในสวน พอไปถึงมีผ้าเย็นกับน้ำลิ้นจี่มาเวลคัม น้องนางขอหลักฐานแสดงตนไปทำสำเนา แล้วแนะนำสถานที่พร้อมแจกแผนที่และคีย์การ์ด ชี้ทางให้ลุงว่าซ้ายมือไปไหนขวามือเป็นอะไร ทะเลอยู่ตรงไหน แล้วเรียกหาคนพาไปที่ห้อง เก็บความสงสัยไว้ไม่ได้ถามน้องนางร่างท้วมไปว่าผมต้องจ่ายเท่าไหร่ น้องนางคนงามตอบว่า &#8220;ไม่ต้องค่ะท่าน เป็นคอมพลีเมนทารี่รูมจากโอนเนอร์ค่ะ&#8221; อ้าวอะไรยังไงเนี่ย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kraron5.jpg" alt="" width="381" height="213" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kraron3.jpg" alt="" width="298" height="210" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kraron4.jpg" alt="" width="483" height="338" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kraron2.jpg" alt="" width="303" height="195" /><img src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kraron1.jpg" alt="" width="273" height="194" /> <br />
ก่อนที่จะเดินทางกลับเข้าลาว ตามที่ได้หลวมตัวใจอ่อนรับปากรับงานระยะสั้นๆมาอีกสองโครงการ ในวันพรุ่ง ไปเที่ยวงานคราวนี้ได้ไปเยือนถิ่นลาวใต้แถวมหานทีสี่พันดอน ไปเยือนถิ่นชาวกะเบา (นี่เป็นเหตุผลหลักที่รับงานชิ้นนี้)<br />
ก่อนที่จะลืมเลือน ถือโอกาสเขียนถึงเรื่องราวการแปลกวิเวกของตัวกระผมในภูเก็ต เป็นการขอบคุณท่านเจ้าบ้านผู้อารี<br />
น่าจะเป็นเรื่องปกติของหลายผู้คนที่มักมีช่วงเวลา &#8220;เข้าเงียบ ปลีกวิเวก แปลกวิเวก&#8230;ตามแต่จะเรียกขาน&#8221; ตัวข้าพเจ้าก็เช่นเดียวกัน ไหนๆก็ซื้อตั๋วมากระบี่แล้ว หลังจากพรรคพวกเดินทางกลับเจียงใหม่ ตัวกระผมเลยวางแผนที่จะแปลกวิเวกอยู่ภูเก็ตต่อสักสองคืน (ความจริงตั้งใจจะเขียนรายงานเจ๋งๆสักฉบับ รวบรวมผลงานห้าปีในหงสาส่งเจ้าของงาน ตามที่ฝาหรั่งเขาเรียกว่า คอมพลีชั่นรีพอร์ท นั่นเอง)<br />
แจ้งต้นสังกัดเรียบร้อย มีวันลาเหลือตั้งยี่สิบวันยื่นครั้งนี้สี่วันไม่มีการทัดทาน แล้วก็เริ่มหาข้อมูลที่พักออนไลน์ พระเจ้าช่วยกล้วยทอดที่พักในภูเก็ตมีมากหลายลายตาเลือกไม่ถูก จัดแจงส่งข้อความปรึกษาท่านเจ้าเกาะฝ่ายพระอัยการ ท่านตอบมาสั้นๆว่า &#8220;จัดให้&#8221; แล้วถามมาอีกครั้งหนึ่งว่าชอบทะเลหรือในเมือง<br />
เย็นวันที่ ๗ตุลา หลังจากญาติสายเหนือจับเที่ยวบินคืนสู่ล้านนา ครอบครัวเจ้าบ้านอันมีหนูทอฝันคุณปู่คุณย่าคุณพ่อคุณแม่และคุณอานิวก็พาผมมาแวะทานมื้อเย็นที่ร้านบายพลาสซีฟู๊ด ทอฝันสนใจนักร้องบนเวที ในขณะที่ผู้ใหญ่สั่งอาหารกันเต็มโต๊ะ มีทั้งไก่ทอดเกลือ กุ้ง ออส่วน ปลาทอดขมิ้น แกงหน่อไม้ดองกะทิใส่ปลาชิ้นโตๆ กับอีกหลากหลายเมนู<br />
สี่ทุ่มครึ่งคุณปู่คุณย่าพาผมเข้าเมืองภูเก็ตแล้วผ่านเลยไปหาดกะรน เลี้ยวรถเข้าไปส่งที่ล็อบบี้ต้อนรับของ Hillton Puket Arcadia สวัสดีกันแล้วท่านก็กลับส่วนผมทางโรงแรมส่งรถมารับไปตึกเช็คอิน ไกลเข้าไปในสวน พอไปถึงมีผ้าเย็นกับน้ำลิ้นจี่มาเวลคัม น้องนางขอหลักฐานแสดงตนไปทำสำเนา แล้วแนะนำสถานที่พร้อมแจกแผนที่และคีย์การ์ด ชี้ทางให้ลุงว่าซ้ายมือไปไหนขวามือเป็นอะไร ทะเลอยู่ตรงไหน แล้วเรียกหาคนพาไปที่ห้อง เก็บความสงสัยไว้ไม่ได้ถามน้องนางร่างท้วมไปว่าผมต้องจ่ายเท่าไหร่ น้องนางคนงามตอบว่า &#8220;ไม่ต้องค่ะท่าน เป็นคอมพลีเมนทารี่รูมจากโอนเนอร์ค่ะ&#8221; อ้าวอะไรยังไงเนี่ย ลุงงงงง น้องนางเห็นสีหน้าลุงเลยยกหูโทรไปตรวจสอบกับที่ไหนไม่รู้ แต่ยืนยันมาว่าห้องนี้เป็นคอมพลีเมนทารี่จากคุณสงัดโอนเนอร์ค่ะ เอ้าคอมก็คอม ลุงเคยอ่านแถวขวดน้ำบนห้องพักว่าคอมฯเหมือนกัน อันนั้นแถมฟรีแต่น้ำดื่ม แต่ของลุงวันนี้แถมทั้งห้องทั้งอาหารเช้า &#8230;ขอบคุณครับ เข้าห้องไปคุณปู่ทอฝันโทรมาเช็คความเรียบร้อย เรียนท่านไปว่าเรียบทั้งร้อยครับแต่เขาไม่เก็บตังค์ผมอ่ะ<br />
ห้องพักหรูเตียงใหญ่ดี มีโซฟานอนเล่น มีโต๊ะทำงาน แถมถาดผลไม้ ออกไปนอกระเบียงเห็นวิวทะเลยามดึกแสงจากเรือทะเลวิบวับ มีเตียงเล็กให้นั่งเล่นพร้อมหมอนอีกสามใบ ห้องน้ำหรูสมราคามีส่วนอาบน้ำฝักบัวแยกจากอ่างอาบน้ำ (แต่กับคนชอบลั่นดาลประตูห้องน้ำอย่างผมกลับรู้สึกโหวงๆพิกลกับประตูห้องน้ำที่เพียงแค่เลื่อนกระจกไม่มีที่ล็อค)<br />
เช็คสัญญานอินเตอร์เน็ต น้องนางตอบว่าต้องซื้อชั่วโมงละ๒๕๐ ดีใจแบบลิงโลด ได้จ่ายตังค์แล้ววุ้ย ลงมาซื้อ๒๔ชั่วโมงเหมาจ่ายไป ๖๕๐บาท<br />
มื้อเช้าที่ห้องอาหารริมสระ ดีทีเดียวชอบตรงที่มีพนักงานพาไปนั่งโต๊ะไม่ต้องไปเดินเก้ๆกังๆหาที่ว่าง ที่นี่เขาเสริฟกาแฟหรือชาคนละเหยือก ซดจนจุก มีน้ำผลไม้สกัด เจ้าหนุ่มคนสกัดน้ำคอยถามว่าเรดออร์กรีนกินน้ำแอปเปิ้ลแดงหรือเขียว อาหารมีให้เลือกครบทุกโซนทวีป<br />
กินจนจุกแล้วก็กลับมาเขียนงานสองชั่วโมง พนักงานมาสปีคอิงลิชขอทำห้องขอเช็คหลอดไฟ เที่ยงๆออกไปเดินดูฝาหรั่งอาบแดดริมหาด น้ำทะเลฝั่งอันดามันนี่สวยจริงๆ เสียแต่คลื่นออกแรงไปหน่อย เดินเลาะลัดชายหาดไปจนถึงย่านการค้า แวะกินข้าวผัดปูกับน้ำแตงโมหมดไปไม่ถึงสองร้อย (ใครว่าของกินภูเก็ตแพง&#8230;ราคาเดียวกับหงสาแหละน่า) อิ่มแล้วเดินกลับมาโรงแรมตั้งใจจะว่ายน้ำ เดินเลือกระหว่างสามสระ เริ่มตั้งแต่สระริมทะเล สระร้านอาหาร(ตรงนี้มีสองสระใหญ่) ไปลงตัวที่สระในสวนชื่อสระเซฟตี้พอลงไปถึงได้รู้ว่าเป็นสระที่ปลอดภัยจริงๆเพราะทำระดับเสมอและน้ำลึกไม่เกินหนึ่งจุดห้าเมตร (ถึงว่าสิทำไมมีแตผู้สูงวัยฟ่ะ แฮะ แฮะ) ขึ้นจากสระแวะเวียนไปซาวน่าพักใหญ่หมดแรงแล้วลากสังขารขึ้นมาแวะซื้ออาเมลิกาโน่เย็น(แก้วละร้อยหกสิบบาท)ก่อนมางีบเอาแรงบนห้องพัก<br />
มื้อเย็นชั่งใจว่าจะเลือกร้านไหนดี ร้านริมสระมีเทศกาลบาร์บีคิวแกะหัวละพันหนึ่ง ร้านอิตาเลี่ยนก็น่ากินแต่อยู่ตรงไหนไม่รู้สงสัยเดินไกล เปลี่ยนใจไปร้านอาหารไทยดีกว่า สั่งหมี่สะปำกับน้ำอะไรสักอย่างเห็นมีใบสะระแหน่เลยชี้ๆไป นางงามในชุดไทยสะสวยยกเวลคัมดริ๊งเป็นน้ำตะไคร้มาให้พร้อมผ้าอุ่นๆ ตามด้วยลาบไก่มาเรียกน้ำย่อยสองช้อน แล้วจึงได้กินอาหารที่สั่ง ก่อนกลับบอกน้องนางว่าลุงขอชำระสดที่นี่ไม่ต้องไปรวมบิล(กลัวคนมาแย่งจ่ายเป็นคอมพลีเม้นท์อีก) ทั้งค่าเสียหายกับทริปหมดไป๗๐๐บาท เอาน่ะคุ้มค่าจานอาหารที่ตกแต่งมาวิจิตร(แถมคนงามมาดูแล)<br />
รุ่งเช้ารับอาหารที่เดิมแล้วเดินเก็บรูปกว่าจะทั่วใช้เวลาโข สถานที่เขากว้างขวาง มีอาคารแยกกันตามหมู่ไม้ มีสระน้ำบึงน้ำมีสนามกอล์ฟมีสนามเทนนิสมีห้องฟิตเนส และมีสปาที่แยกอยู่บนเกาะกลางบึงเป็นสัดส่วน เดินไปติดต่อรถไปสนามบิน น้องนางบอกราคาหนึ่งพันบาทแต่หากเป็นของโรงแรมเริ่มที่พันสี่ร้อยบาท เช็คเอ้าส์พร้อมรอยยิ้มไหว้งามๆและคำว่า&#8221;ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ&#8221; ก่อนขึ้นรถโรงแรมมาลอ็บบี้นอกต่อรถแท็กซี่ไปสนามบิน  <br />
อีกครั้งหนึ่ง ขอได้ความขอบคุณครับผม ปัจจัยที่พึงใช้จ่ายในครานั้นกระผมได้นำไปจ่ายเป็นค่าตั๋วขี่นกไปทำงานจิตอาสาที่น่าน เด้อครับเด้อ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/341/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กระบี่ครั้งที่สาม มาตามฟ้าลิขิต</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/333</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/333#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Oct 2012 09:29:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=333</guid>
		<description><![CDATA[
มากระบี่ครั้งที่สาม สารภาพตามตรงว่าพอดีประจวบเหมาะกับที่ปิดงานหงสา มีเวลาเหลวไหลให้กำไรรางวัลตัวเองบ้าง
ประจวบเหมาะกับ มีชาวคณะญาติสายเหนือคิดการมาร่วมกิจกรรม นำทีมโดยพ่อครูสุดจ๊าบส์ของผองชาวเฮ.
ที่สำคัญไปกว่านั้น เจ้าแม่หมอผู้ฝ่ายเหย้าได้ตกปากรับคำว่า &#8220;จะไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับความหวานของผม&#8221; อิอิ
บินไปวันที่ ๔ ตุลา เวลาค่ำ แล้วก็ดวลปูนึ่ง
วันที่ ๕ เคลื่อนไหวอยู่ในโรงพยาบาลกระบี่ มีสาวๆพยาบาลมาร่วมรายการให้ระทึกระทวยใจกับความหลังฝังรากลึก
(โอ้วววว&#8230;เขียนหวานสำนวนหยดย้อยไปหน่อยมั๊ง ปกติอาว์เปลี่ยนเขียนวิชาก๊านวิชาการนะ นี่แค่ไปอยู่กับเจ้าสำนักสวนป่ามาสองสามคืน ถ่ายทอดวิชาได้ถึงเพียงนี้ทีเดียวเชียวหรือ) ถือโอกาส ลิ้งค์ ให้ตามไปอ่านบันทึกของพ่อครูก็แล้วกัน note เรื่องไปเติมความรักที่กระบี่ พ่อท่านได้บรรยายแบบละเอียดครบถ้วนทั้งภายในภายนอกไว้หมดแล้ว คนอะไรไม่รู้เห็นเงียบๆเรื่อยๆแต่เก็บประเด็นไว้ได้หมดแม้กระทั่งน้าอึ่งกินปูกี่ตัว
หลังจากส่งพระเอกขึ้นเครื่องกลับไปแล้วน่ะสิ การเคลื่อนไหวหลังจากนั้นใคร่ขอรายงานโดยสังเขปให้ท่านครูบาฯ (ที่ครูใหญ่กับอุ้ยสร้อยว่า วาสนาอักเสบ) ได้ทราบว่าพวกเราที่ค้างอยู่กระบี่ อรยนท คิดถึงท่านเพียงไหนนะขอรับ
วันเวลาที่เหลือ หมอเจ๊ผู้ช่ำชองในการทัวร์สุขภาพประจำถิ่น บอกว่าจะพาไปคลองท่อม แล้วลงเรือไปนอนเกาะ เอาละสิ อันตัวข้าพเจ้าก็เป็ดดอนนั่งลุ้นข่าวพายุกูมีกูไม่มา กรมพยากรณ์ท่านว่าอันดามันจะมีคลื่นสองเมตรห้ามออกเรือ สงสัยแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนไปหน่อย ชาวเฮฯที่ดูหน้าก็รู้ใจจึงตกลงงดโปรแกรมไปเกาะ แต่รายการทัวร์เสียเหงื่อตามแบบฉบับหมอเจ๊ก็ยังมิได้คลายความสนุก
เริ่มที่การบอกกล่าวไว้ว่า ไปคลองท่อมเดินประมาณเจ็ดกิโล เอาเข้าแล้วสิ ลูกทัวร์ชั้นดีต้องตื่นแต่เช้ามาฟาดข้าวขาหมูตุนเอาแรง แล้วเจ้าถิ่นคือหมอเจ๊กับพี่อี๊ด ก็พาเราไปสระมรกตที่คลองท่อม เดินลัดเลาะชมป่าชมไม้ไปก็บ่นถึงคนวาสนาอักเสบไปว่า หากท่านมาเห็นคงชื่นชอบ และคงช่วยเล่าบรรยายให้เราได้เพิ่มรอยหยักในสมอง เดินจากสระมรกตไปยังสระฤาษี อุ้ยตั้งชื่อลานบุษราคัม ไว้ด้วย เดินต่อไปชมผักกูดเจ็ดสี จนถึงสระกินรี หรือสระผุดที่สวยงาม มีพรายน้ำพร่างผุดตามเสียงปรบมือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-340" title="kabri" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-339" title="kabri1" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri1-224x300.jpg" alt="" width="224" height="300" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri2.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-338" title="kabri2" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri2-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri3.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-337" title="kabri3" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri3-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri4.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-336" title="kabri4" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri4-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri5.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-335" title="kabri5" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri5-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri6.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-334" title="kabri6" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/10/kabri6-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>มากระบี่ครั้งที่สาม สารภาพตามตรงว่าพอดีประจวบเหมาะกับที่ปิดงานหงสา มีเวลาเหลวไหลให้กำไรรางวัลตัวเองบ้าง</p>
<p>ประจวบเหมาะกับ มีชาวคณะญาติสายเหนือคิดการมาร่วมกิจกรรม นำทีมโดยพ่อครูสุดจ๊าบส์ของผองชาวเฮ.</p>
<p>ที่สำคัญไปกว่านั้น เจ้าแม่หมอผู้ฝ่ายเหย้าได้ตกปากรับคำว่า &#8220;จะไม่ยุ่งไม่เกี่ยวกับความหวานของผม&#8221; อิอิ</p>
<p>บินไปวันที่ ๔ ตุลา เวลาค่ำ แล้วก็ดวลปูนึ่ง</p>
<p>วันที่ ๕ เคลื่อนไหวอยู่ในโรงพยาบาลกระบี่ มีสาวๆพยาบาลมาร่วมรายการให้ระทึกระทวยใจกับความหลังฝังรากลึก</p>
<p>(โอ้วววว&#8230;เขียนหวานสำนวนหยดย้อยไปหน่อยมั๊ง ปกติอาว์เปลี่ยนเขียนวิชาก๊านวิชาการนะ นี่แค่ไปอยู่กับเจ้าสำนักสวนป่ามาสองสามคืน ถ่ายทอดวิชาได้ถึงเพียงนี้ทีเดียวเชียวหรือ) ถือโอกาส ลิ้งค์ ให้ตามไปอ่านบันทึกของพ่อครูก็แล้วกัน note เรื่อง<a href="https://www.facebook.com/notes/sutthinun-pratchayapruet/%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%88/472332486123463">ไปเติมความรักที่กระบี่</a> พ่อท่านได้บรรยายแบบละเอียดครบถ้วนทั้งภายในภายนอกไว้หมดแล้ว คนอะไรไม่รู้เห็นเงียบๆเรื่อยๆแต่เก็บประเด็นไว้ได้หมดแม้กระทั่งน้าอึ่งกินปูกี่ตัว</p>
<p>หลังจากส่งพระเอกขึ้นเครื่องกลับไปแล้วน่ะสิ การเคลื่อนไหวหลังจากนั้นใคร่ขอรายงานโดยสังเขปให้ท่านครูบาฯ (ที่ครูใหญ่กับอุ้ยสร้อยว่า วาสนาอักเสบ) ได้ทราบว่าพวกเราที่ค้างอยู่กระบี่ อรยนท คิดถึงท่านเพียงไหนนะขอรับ</p>
<p>วันเวลาที่เหลือ หมอเจ๊ผู้ช่ำชองในการทัวร์สุขภาพประจำถิ่น บอกว่าจะพาไปคลองท่อม แล้วลงเรือไปนอนเกาะ เอาละสิ อันตัวข้าพเจ้าก็เป็ดดอนนั่งลุ้นข่าวพายุกูมีกูไม่มา กรมพยากรณ์ท่านว่าอันดามันจะมีคลื่นสองเมตรห้ามออกเรือ สงสัยแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนไปหน่อย ชาวเฮฯที่ดูหน้าก็รู้ใจจึงตกลงงดโปรแกรมไปเกาะ แต่รายการทัวร์เสียเหงื่อตามแบบฉบับหมอเจ๊ก็ยังมิได้คลายความสนุก</p>
<p>เริ่มที่การบอกกล่าวไว้ว่า ไปคลองท่อมเดินประมาณเจ็ดกิโล เอาเข้าแล้วสิ ลูกทัวร์ชั้นดีต้องตื่นแต่เช้ามาฟาดข้าวขาหมูตุนเอาแรง แล้วเจ้าถิ่นคือหมอเจ๊กับพี่อี๊ด ก็พาเราไปสระมรกตที่คลองท่อม เดินลัดเลาะชมป่าชมไม้ไปก็บ่นถึงคนวาสนาอักเสบไปว่า หากท่านมาเห็นคงชื่นชอบ และคงช่วยเล่าบรรยายให้เราได้เพิ่มรอยหยักในสมอง เดินจากสระมรกตไปยังสระฤาษี อุ้ยตั้งชื่อลานบุษราคัม ไว้ด้วย เดินต่อไปชมผักกูดเจ็ดสี จนถึงสระกินรี หรือสระผุดที่สวยงาม มีพรายน้ำพร่างผุดตามเสียงปรบมือ หรือเสียงผิวปาก เดินกลับออกมาครูใหญ่กินไอติมแท่งที่สอง อุ้ยกินข้าวโพด</p>
<p>ที่ต่อไปคือ น้ำตกร้อนครับ สายน้ำตกทั้งสายร้อนพอแช่สบาย มีฝรั่งแขกจีนหญิงชายลงนอนแช่เล่นตามแอ่งโตรก หลังจากพาน้ากับครูอารามดูคนนุ่งน้อยชิ้นแช่น้ำตกแล้ว พวกเราก็มานั่งแช่เท้าในน้ำอุ่น</p>
<p>ย้อนกลับมาทางออกได้แวะชมบ่อน้ำพุเค็มในป่าโกงกาง สถานที่เขาสร้างเป็นบ่อให้แช่น้ำเรียงรายกันเจ็ดแปดบ่อ มีบ่อแม่ที่พบคุณป้าพาลูกหลานมาอธิษฐานอาบรักษาโรคเจ็บไข้ อยากมีเวลานานๆได้นอนแช่บ้าง&#8230;ฝากไว้ก่อน..เอาไว้กระบี่เที่ยวที่สี่จะแอบไปไม่บอกใคร</p>
<p>เวลาสามโมงบ่าย ถึงเวลาที่เจ้าถิ่นพาแวะร้านไก่กอแระเจ้าอร่อย</p>
<p>แล้วก็พากันไปแวะดูสวนพี่หมอ ทีนี้เราก็รู้พิกัดเซฟเฮ้าส์หมอแล้วว่าอยู่ตรงไหน ช่วยกันไปยืนวาดฝันเติมฝันแบ่งปันความรู้ โดยมีครูอารามเดินท่อมๆไปดูต้นนั้นตันนี้ที่ปลูกไว้ แล้วก็ผันผายเข้าเมือง</p>
<p>ชี้ชวนกันดูเจดีย์สิบสองชั้นแบบจีนที่ศาลเจ้า มัคคุเทศก์สั่งเลี้ยวขวับพาแวะทันที ที่ไหนได้อาโกของหมอท่านเป็นที่ปรึกษาขอศาลเจ้าแห่งนี้นี่เอง บัตรเบ่งไม่เคยหายไปจากชาวเฮฯจริงๆ</p>
<p>แล้วเราชาวดอยก็ได้สัมผัสทะเลเอาตอนโพล้เพล้แสงสวยราวสรวงสวรรค์</p>
<p>นึกๆแล้วก็เสียดายมัวแต่กลัวเจ้ากูมิกูมี แต่กูดันไม่มาเลยไม่ได้นอนเกาะ</p>
<p>เช้าวันถัดมา จะไปสนามบินภูเก็ต อาว์เปลี่ยนสังหรณ์ว่าเจ้าของทัวร์สุขภาพจะต้องพาเดินถ้ำแถวพังงาแน่ๆ แอบเตือนเพื่อนร่วมก๊วนว่าตุนข้าวไว้บ้างก็ดี อิ อิ</p>
<p>แต่ไม่ใช่หรอก หมอเจ๊ไม่ได้พาแวะถ้ำ กลับพาไปไหว้พระที่วัดบางเหรียงแทน แม้จะไม่ใช่ถ้ำ แต่ระยะทางเดินขึ้นบันไดไปไหว้พระธาตุ แล้วก็ไต่ลงไปยังยอดเจ้าแม่กวนอิม จากนั้นก็วกผ่านยอดพระนาคปรกกลับมาขึ้นรถ ก็ทำเอาชาวคณะโดยเฉพาะผู้เขียนต้องทำทีเป็นแวะถ่ายรูปไปหลายจุด เออ้อออ&#8230; ผู้อาวุโสท่านใดไปปล่อยไก่จนต้องไถ่โทษตัวเองน้อ&#8230;ครูใหญ่น่าจะเฉลย (แอบกระซิบให้พ่อครูฟังหน่อยเด้อ) ฮ่า ฮ่า</p>
<p>แล้วเราก็แวะกินข้าวกลางวันที่บางพัฒน์ โฮมสเตย์ที่มีธนาคารปูม้า ที่นักศึกษาเทคนิคพังงามาพาออกรายการคนพันธุ์อาร์ ได้เห็นวิถีชีวิตคนท้องถิ่น ได้กินอาหารทะเลสดๆ(โปรดสังเกตว่าไม่มีใครสั่งปู) ได้คุยกับปราชญ์ชาวบ้านผู้ก่อตั้งธนาคารปู(แหมมมมมมๆๆๆ อยากให้สองปราชญ์ได้มาเจ๊อะกันจริงๆ ท่านนี้ก็ปลูกป่าชายเลน ตั้งธนาคารปู น่าจะผูกเสี่ยวให้คนของแผ่นดินที่หากยากมากๆ) แม้ท่านจะแวะมาคุยได้ไม่นานแต่ผมถือว่าการเจอท่านครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งคุณค่าของชีวิต นอกเหนือจากการได้มาเห็นอ่าวพังงาตามฝัน ที่ในวัยเด็กแอบอ่านนิยายของน้าสาวเรื่องตะวันขึ้นที่อ่าวพังงา ของเพ็ญแข วงค์สง่า (แม่นบ่น้อ???)</p>
<p>เดินทางต่อมารอท่านอัยการกับคุณแอ๊ด ที่หาดในยางรำลึกถึงงานเฮฯภูเก็ต มะรุมมะตุ้มกอดกันคุยกัน แล้วก็เคลื่อนขบวน พร้อมของฝากคนละถุงเบ้อเร้อเห้อจากครอบครัวทองตัน ของลุงเปลี่ยนไม่มีขนมเลยแม้แต่ชิ้นเดียว จริงจริ๊งครับพี่หมอ มารอแม่หนูทอฝันที่สนามบิน คุณพ่อเนติกำลังพาห้อมาจากสุราษฎร์ โผล่มาให้คุณย่าๆๆๆกอดสมใจอย่างฉิวเฉียด แล้วก็แยกย้ายกลับอย่างอิ่มใจ</p>
<p>จบรายงานทริปกระบี่</p>
<p>เรียนมาเพื่อโปรดทราบ ในโอกาสที่พ่อครูวาสนาอักเสบผู้เยาว์เห็นสมควรให้ท่านซ่อมทริปนี้ให้เต็ม มีตั๋วภูเก็ตกรุงเทพฯอยู่แล้วนี่ขอรับ ไฉนเลยหลังเสร็จภารกิจที่น่าน บินเชียงใหม่ภูเก็ตพร้อมทั่นอัยการก็ได้นะครับ ไปหอมแม่สาวทอฝันแล้วค่อยบินอ้อมกลับกรุงเทพฯครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/333/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>9-11 เมื่อสิบเอ็ดปีก่อน</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/331</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/331#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Sep 2012 15:00:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=331</guid>
		<description><![CDATA[
วันที่ ๑๑ กันยายนที่ผ่านมา นั่งดูข่าวทีวีชาวอเมริกาจัดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์วินาศภัย
จบแล้วเปลี่ยนช่องไปดูหนังวีรบุรุษสงครามข่าวเปอร์เซีย ช่างแตกต่างกันทางมุมมอง แนวคิด และอารมณ์ แต่สุดท้ายฝ่ายที่ถูกกระทำก็ย่อมสูญเสีย
รบกันไป รบกันมา เฮ้อ&#8230;มนุษย์นี่หนอ
 
ย้อนกลับไปเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน วันที่ ๑๑ เดือน ๙ ท่านกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน จำได้ไหมเอ่ย
ผมจำได้ว่าตัวเองเพิ่งถูกโยกย้ายออกจากสำนักงานใหญ่เมืองกรุง ไปรับตำแหน่งที่มุกดาหาร
ไปแบบฉุกละหุกเมื่อต้นเดือน ทิ้งงานผู้จัดการโครงการศึกษาความเหมาะสม และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของกรมชลประทานไว้ให้พี่น้องรับผิดชอบต่อ พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ก็เลยต้องนั่งรถทัวร์กลับมาช่วยเพื่อนฝูงเก็บกวาดงานที่คงค้าง มาตัดต่อทำบทบรรยายวีดีโอการสำรวจดินเค็มที่ชัยภูมิ
นั่งรถมาจากมุกดาหารเย็นวันศุกร์ ถึงเมืองกรุงเสาร์เช้าแวะเข้าสำนักงานอาบน้ำที่นั่นแล้วก็ลุยงานต่อถึงค่ำ แล้วมาโต๋เต๋หาที่พักแถวบางกะปิ เริ่มเห็นข่าวครั้งแรกในร้านขายทีวี คืนนั้นเช็คอินที่เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ข้างเดอะมอลล์นอนดูข่าวเครื่องบินชนตึกจนถึงค่อนรุ่งทั้งๆที่คืนก่อนหน้านั้นนั่งหลับๆตื่นๆมาในรถทัวร์
นี่ก็กำลังมีเหตุบานปลายประท้วงกันวุ่นวายจากคลิปหนังอเมริกันที่เป็นที่ไม่พอใจของฝ่ายพี่น้องมุสลิม ไม่รู้ว่าจะลุกลามไปถึงไหน เหตุเกิดมาจากพวกที่ชอบทำอะไรไม่นึกถึงหัวใจคนอื่น เอาความคิดเอาฮีต คองวัฒนธรรมของตัวเองมาเป็นบรรทัดฐาน ไม่ให้ความเคารพสิ่งกราบไหว้บูชาของเผ่าพันธุ์อื่น พวกตาน้ำข้าวที่ชอบเอาพระพุทธรูป พุทธศิลป์มาประกอบฉากถ่ายรูปกับนางแบบนุ่งน้อยห่มน้อย หรือเอาองค์พระไปวางในอ่างเลี้ยงปลา ประดับสวนหย่อม น่าจะได้สำนึกบ้าง
สงครามที่เกิดจากเหตุขัดแย้งในศรัทธา เป็นเรื่องที่มีมาเนิ่นนาน สงครามคูเสดสร้างความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สินให้กับมวลมนุษยชาติอย่างหลวงหลาย หรือแม้แต่ยุทธภพตงง้วนเภทภัยที่เกิดจากการขัดแย้งรบรากับลัทธิสุริยันจันทราหรือที่ชาวยุทธเรียกว่าพรรคมารก็ปรากฏในนิยายกำลังภายในหลายเรื่อง ล้วนเป็นเภทภัยในยุทธจักร
ขอข้ามผ่านไม่กล่าวถึงเรื่องราวใกล้ตัวในด้ามขวานทอง เห็นทีวีตีข่าวการจับมือชื่นมื่นกันอยู่ขอให้สงบทีเถิด (แต่กรอบข่าวติดๆกันก็ยังมีข่าวการสูญเสียอีกสี่ชีวิตที่ยะลา&#8230;ขอร่วมแสดงความเสียใจกับญาติผู้สูญเสีย..)
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ขัดแย้งก็ขัดแย้งกันไป
ทั้งมวลนี้สมควรแก้ไขที่ตัวตนภายในของตนเองของแต่ละคน แล้วค่อยขยายหาหมู่พวกในทำนองขั้วดีดึงดูดกัน
 
วันเวลาแห่งยุคพระศรีอารย์คงจะมาถึงวันใดวันหนึ่ง หรือไม่ก็ถึงยุคโลกาวินาศไปเลย
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
ข่าวการรำลึกถึงครบรอบ ๑๑ปีของกันยาวิปโยคทำให้ได้หยุดมองกลับคืนถึงการเดินทางแห่งชีวิตตนเอง เพราะไปประจวบเหมาะกับการเปลี่ยนแปลงแบบ Metamorphosis ในการทำงานของตนเองอยู่พอดี
ชีวิตการทำงานของผู้เขียนผ่านมาสามสิบปีโดยประมาณ แบ่งงานออกเป็นสามช่วงๆละสิบปีได้พอดิบพอดี
สิบปีแรก เป็นพนักงานประจำทำงานตามกิจวัตร และคำสั่งของหมอ ของแถมที่พิมพ์ไว้ในความทรงจำ ก็ที่ได้เคยได้เอาใจใส่เป็นพิเศษ(เป็นบางครั้ง) กับคนไข้บางราย(แต่บางคราวอย่างไม่รู้สึกตัวอย่างขาดสติก็คงจะมีบ่อย) ย้อนนึกถึงคราวใดก็สุขใจยามนั้น
สิบปีถัดมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/09/dscn5166-1-rz.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-332" title="dscn5166-1-rz" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/09/dscn5166-1-rz-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>วันที่ ๑๑ กันยายนที่ผ่านมา นั่งดูข่าวทีวีชาวอเมริกาจัดพิธีรำลึกถึงเหตุการณ์วินาศภัย</p>
<p align="left">จบแล้วเปลี่ยนช่องไปดูหนังวีรบุรุษสงครามข่าวเปอร์เซีย ช่างแตกต่างกันทางมุมมอง แนวคิด และอารมณ์ แต่สุดท้ายฝ่ายที่ถูกกระทำก็ย่อมสูญเสีย</p>
<p align="left">รบกันไป รบกันมา เฮ้อ&#8230;มนุษย์นี่หนอ</p>
<p> </p>
<p>ย้อนกลับไปเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน วันที่ ๑๑ เดือน ๙ ท่านกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน จำได้ไหมเอ่ย</p>
<p>ผมจำได้ว่าตัวเองเพิ่งถูกโยกย้ายออกจากสำนักงานใหญ่เมืองกรุง ไปรับตำแหน่งที่มุกดาหาร</p>
<p>ไปแบบฉุกละหุกเมื่อต้นเดือน ทิ้งงานผู้จัดการโครงการศึกษาความเหมาะสม และประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของกรมชลประทานไว้ให้พี่น้องรับผิดชอบต่อ พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ก็เลยต้องนั่งรถทัวร์กลับมาช่วยเพื่อนฝูงเก็บกวาดงานที่คงค้าง มาตัดต่อทำบทบรรยายวีดีโอการสำรวจดินเค็มที่ชัยภูมิ</p>
<p>นั่งรถมาจากมุกดาหารเย็นวันศุกร์ ถึงเมืองกรุงเสาร์เช้าแวะเข้าสำนักงานอาบน้ำที่นั่นแล้วก็ลุยงานต่อถึงค่ำ แล้วมาโต๋เต๋หาที่พักแถวบางกะปิ เริ่มเห็นข่าวครั้งแรกในร้านขายทีวี คืนนั้นเช็คอินที่เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ข้างเดอะมอลล์นอนดูข่าวเครื่องบินชนตึกจนถึงค่อนรุ่งทั้งๆที่คืนก่อนหน้านั้นนั่งหลับๆตื่นๆมาในรถทัวร์</p>
<p>นี่ก็กำลังมีเหตุบานปลายประท้วงกันวุ่นวายจากคลิปหนังอเมริกันที่เป็นที่ไม่พอใจของฝ่ายพี่น้องมุสลิม ไม่รู้ว่าจะลุกลามไปถึงไหน เหตุเกิดมาจากพวกที่ชอบทำอะไรไม่นึกถึงหัวใจคนอื่น เอาความคิดเอาฮีต คองวัฒนธรรมของตัวเองมาเป็นบรรทัดฐาน ไม่ให้ความเคารพสิ่งกราบไหว้บูชาของเผ่าพันธุ์อื่น พวกตาน้ำข้าวที่ชอบเอาพระพุทธรูป พุทธศิลป์มาประกอบฉากถ่ายรูปกับนางแบบนุ่งน้อยห่มน้อย หรือเอาองค์พระไปวางในอ่างเลี้ยงปลา ประดับสวนหย่อม น่าจะได้สำนึกบ้าง</p>
<p>สงครามที่เกิดจากเหตุขัดแย้งในศรัทธา เป็นเรื่องที่มีมาเนิ่นนาน สงครามคูเสดสร้างความเสียหายทั้งชีวิต และทรัพย์สินให้กับมวลมนุษยชาติอย่างหลวงหลาย หรือแม้แต่ยุทธภพตงง้วนเภทภัยที่เกิดจากการขัดแย้งรบรากับลัทธิสุริยันจันทราหรือที่ชาวยุทธเรียกว่าพรรคมารก็ปรากฏในนิยายกำลังภายในหลายเรื่อง ล้วนเป็นเภทภัยในยุทธจักร</p>
<p>ขอข้ามผ่านไม่กล่าวถึงเรื่องราวใกล้ตัวในด้ามขวานทอง เห็นทีวีตีข่าวการจับมือชื่นมื่นกันอยู่ขอให้สงบทีเถิด (แต่กรอบข่าวติดๆกันก็ยังมีข่าวการสูญเสียอีกสี่ชีวิตที่ยะลา&#8230;ขอร่วมแสดงความเสียใจกับญาติผู้สูญเสีย..)</p>
<p>๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙</p>
<p>ขัดแย้งก็ขัดแย้งกันไป</p>
<p>ทั้งมวลนี้สมควรแก้ไขที่ตัวตนภายในของตนเองของแต่ละคน แล้วค่อยขยายหาหมู่พวกในทำนองขั้วดีดึงดูดกัน</p>
<p> </p>
<p>วันเวลาแห่งยุคพระศรีอารย์คงจะมาถึงวันใดวันหนึ่ง หรือไม่ก็ถึงยุคโลกาวินาศไปเลย</p>
<p>๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙</p>
<p>ข่าวการรำลึกถึงครบรอบ ๑๑ปีของกันยาวิปโยคทำให้ได้หยุดมองกลับคืนถึงการเดินทางแห่งชีวิตตนเอง เพราะไปประจวบเหมาะกับการเปลี่ยนแปลงแบบ Metamorphosis ในการทำงานของตนเองอยู่พอดี</p>
<p>ชีวิตการทำงานของผู้เขียนผ่านมาสามสิบปีโดยประมาณ แบ่งงานออกเป็นสามช่วงๆละสิบปีได้พอดิบพอดี</p>
<p>สิบปีแรก เป็นพนักงานประจำทำงานตามกิจวัตร และคำสั่งของหมอ ของแถมที่พิมพ์ไว้ในความทรงจำ ก็ที่ได้เคยได้เอาใจใส่เป็นพิเศษ(เป็นบางครั้ง) กับคนไข้บางราย(แต่บางคราวอย่างไม่รู้สึกตัวอย่างขาดสติก็คงจะมีบ่อย) ย้อนนึกถึงคราวใดก็สุขใจยามนั้น</p>
<p>สิบปีถัดมา เป็นนักวิชาการวาดฝันวิเคราะห์เหตุสร้างแผนในกระดาษ ยึดหลักทฤษฏีวิทยาศาสตร์และสังคมเป็นบ่อนอ้างอิง ความสำเร็จความถูกต้องแม่นยำตามหลักวิชาการนำมาซึ่งความสุขความภาคภูมิใจ(หลายๆงานที่ล้มเหลวก็ลืมๆมันไป อย่าได้นำพามาบั่นทอนความสุข)</p>
<p>ช่วงสิบปีที่สาม คือเริ่มตั้งแต่ กันยาวินาศภัยที่อเมริกาปีนั้น ประจวบกับเป็นเวลาที่ผมกระโจนออกจากเล่มรายงาน ลงไปคลุกคลีตีโมงกับชุมชน(ภาษาหงสาว่า ลงไปกลิ้งเกลือกลีเลือหรือใกล้ชิดติดแทด) ไปนั่งจับเข่าคุย ไปจับมือทำ ไปร่วมเรียนรู้ ตลอดหกปีที่มุกดาหารกับอีกห้าปีที่หงสา   หลายๆประสบการณ์หลายๆเรื่องราวที่ผ่านพบหากเลือกที่จะจำที่จะนำมาทบทวนถอดถอนบทเรียนก็น่าจะเป็นหยดน้ำทิพย์บำรุงใจได้ในวันหน้า</p>
<p>ระยะต่อหน้านี้ นี่ก็น่าจะเข้าสู่ช่วงทางเดินระยะที่สี่แล้ว อย่างไรก็ต้องmetamorphosis ต่อไป แต่ไม่ อาจหวังว่าจะอยู่ถึงการ metamorphosisรอบต่อไป จึงได้วาดฝันไว้ว่าจะได้มีโอกาสคุยกับตัวตนภายในของตนเองได้มากขึ้น ควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้เดือดช้าลงเหมือนกับฝืนน้ำยามเมื่อลมสงบไม่วูบวาบดังเปลวเพลิง หวังว่าจะได้ควบคุมดูแลร่างกายภายนอกให้ได้พักผ่อนซ่อมเสริมให้ภาวะจิตได้สงบ รับงานให้น้อยลง รับงานที่อยากทำ และคบค้าสมาคมกับมวลมิตรในขั้วที่จะนำพากับประกอบกรรมดี</p>
<p>(ย่อหน้าสุดท้ายนี่ บันทึกไว้เตือนตัวเอง ว่าอย่าได้หลงใหลอาลัยกับลาภยศ ตำแหน่ง ที่บรรดาท่านหยิบยื่นเสนอ แม้กระทั่งกับชื่อเสียง หรือกับความภาคภูมิใจในผลงานก็อย่าพึงติดยึด เพราะวันเวลาไม่อาจรอถ้า อย่าได้ใจอ่อนต่อการร้องขอ&#8230;.ขอพลังสำหรับการ metamorphosis)  </p>
<p>ขอบคุณ 9-11 ที่ทำให้ได้คิด</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p>    </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
<p> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/331/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ชุดบันทึกตามเก็บรอยเท้า: ดอยเต่า</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/329</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/329#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Aug 2012 16:27:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=329</guid>
		<description><![CDATA[ นักเรียน SPN หนีแอ่วดอยเต่า
(คนบะเก่าเพิ่นว่าตายไปเป็นผีแล้วต้องมาตวยเก็บฮอยตี๋น คนมักเขียนขอถือก๋าละโอกาสเก็บเล่าเป๋นก๋านเก็บฮอยเท้าไว้เหียเมื่อยังคน)
ดอยเต่า เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องตามเก็บรอยเท้า ไปค้นดูรูปเก่าๆเจอรูปหมู่สมัยเป็นนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลหนีไปแอ่วดอยเต่า น่าจะเป็นช่วงแรกๆที่เปลี่ยนจากชุดนักเรียนขาสั้นมานุ่งกางเกงขายาว เมื่อซาวปีก่อนใครๆก็ไปแอ่วดอยเต่า รวมกลุ่มกันได้เก้าคนสิบคนเหมารถสองแถวแดงไป แล้วก็ลงเรือต่อไปนั่งกินข้าวบนแพ บ่ายๆนั่งเรือมาขึ้นรถกลับ ตอนหลังๆมาได้ไปเที่ยวอีกครั้งสองครั้งกับหมอพยาบาลที่วอร์ด ไปดอยเต่าต้องแวะออบหลวงเพราะอยู่เส้นทางเดียวกัน  
อันที่จริงผมรู้จักพี่น้องชาวดอยเต่ามาตั้งแต่วัยก่อนเข้าโรงเรียน ตั้งแต่พ่อแม่พาย้ายจากบ้านหนองหล่ม มาอยู่บ้านแพะซึ่งเป็นบ้านจัดสรรให้กับพี่น้องชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนยันฮี มีครอบครัวพ่อน้อยจู แม่ต๋าแก้ว แม่ต๋านิล อ้ายหนานเหล็ง เป็นต้น พี่น้องเล่าว่ามาจากบ้านน้อยมืดก๋า ยามใกล้วันบุญศิลกิ๋นตาน แม่มักชวนพี่น้องบ้านมืดก๋าจุมนี้มาขึ้นมะพร้าวขุดแล้วก็ตั้งกะทะใบบัวคนขนมปาดอันเป็นขนมประจำถิ่นชาวดอยเต่า
ปี ๒๕๐๗ ผมเพิ่งเริ่มตั้งไข่ แต่พี่น้องชาวดอยเต่ากำลังวิตกอกไหม้จากข่าวที่ทางการมาแจ้งว่าน้ำจากเขื่อนจะเอ่อมาท่วมบ้านท่วมเมือง ทางการท่านสร้างนิคมสร้างตนเองหลายแห่ง ชาวบ้านบางคนที่เชื่อก็อพยพโยกย้ายไปตามทางการ แต่ส่วนที่ไม่เชื่อว่าน้ำจะมาท่วมก็ไม่คิดย้าย ด้วยคิดไม่ถึง ไม่เคยรู้เคยเห็นว่าสร้างเขื่อนใต้ลงไปตั้งไกลน้ำที่ไหนจะมาท่วมถึง ด้วยห่วงไร่นาต้นหมากรากไม้วัวควายหมูเห็ดเป็ดไก่ ด้วยอาลัยวัดวาอาราม สมัยนั้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารคงไม่ทั่วถึงเหมือนสมัยนี้ เสียงตามสายไม่มี ทีวีไม่ต้องพูดถึง วิทยุทรานซิสเตอร์ก็มีเฉพาะที่บ้านพ่อหลวงกำนันเป็นประเภทที่ใช้ถ่านสามสิบแปดก้อน ทีนี้พอน้ำท่วมมาจริงๆ ขึ้นมาทีละคืบทีละศอก เอาใต้บ่ได้เหนือ บ้านเฮือนบ่ทันได้ม้างได้ขน ได้มาแต่ผ้าติดเนื้อเสื้อติดตั๋ว นี่เป็นเรื่องราวที่แม่อุ้ยดีแม่ของแม่ต๋าแก้วเคยเล่าให้ฟัง
ค่าวน้ำท่วม ที่กวีท่านเผยแพร่ไว้ใน https://sites.google.com/site/pumpanyadoitao/home/4-6-sakha-phasa-laea-wrrnkrrm สะท้อนภาพเหตุการณ์ตอนนั้นได้ชัดแจ้งเลยทีเดียว ขออนุญาตคัดมาเผยแพร่สักหนึ่งตอน ดังนี้
&#8220;อกตีบใจ๋ตั๋น พ่องนั่งฮ้องไห้          จักเยี๊ยะจะได  ปี้น้อง
ปู่ป้าน้าอา  ปากั๋นนั่งซ้อง                 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><em><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/08/photo_22-1-resize.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-330" title="photo_22-1-resize" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/08/photo_22-1-resize-300x206.jpg" alt="" width="300" height="206" /></a> นักเรียน SPN หนีแอ่วดอยเต่า</em></p>
<p><em>(</em><em>คนบะเก่าเพิ่นว่าตายไปเป็นผีแล้วต้องมาตวยเก็บฮอยตี๋น คนมักเขียนขอถือก๋าละโอกาสเก็บเล่าเป๋นก๋านเก็บฮอยเท้าไว้เหียเมื่อยังคน)</em></p>
<p>ดอยเต่า เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องตามเก็บรอยเท้า ไปค้นดูรูปเก่าๆเจอรูปหมู่สมัยเป็นนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลหนีไปแอ่วดอยเต่า น่าจะเป็นช่วงแรกๆที่เปลี่ยนจากชุดนักเรียนขาสั้นมานุ่งกางเกงขายาว เมื่อซาวปีก่อนใครๆก็ไปแอ่วดอยเต่า รวมกลุ่มกันได้เก้าคนสิบคนเหมารถสองแถวแดงไป แล้วก็ลงเรือต่อไปนั่งกินข้าวบนแพ บ่ายๆนั่งเรือมาขึ้นรถกลับ ตอนหลังๆมาได้ไปเที่ยวอีกครั้งสองครั้งกับหมอพยาบาลที่วอร์ด ไปดอยเต่าต้องแวะออบหลวงเพราะอยู่เส้นทางเดียวกัน  </p>
<p>อันที่จริงผมรู้จักพี่น้องชาวดอยเต่ามาตั้งแต่วัยก่อนเข้าโรงเรียน ตั้งแต่พ่อแม่พาย้ายจากบ้านหนองหล่ม มาอยู่บ้านแพะซึ่งเป็นบ้านจัดสรรให้กับพี่น้องชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนยันฮี มีครอบครัวพ่อน้อยจู แม่ต๋าแก้ว แม่ต๋านิล อ้ายหนานเหล็ง เป็นต้น พี่น้องเล่าว่ามาจากบ้านน้อยมืดก๋า ยามใกล้วันบุญศิลกิ๋นตาน แม่มักชวนพี่น้องบ้านมืดก๋าจุมนี้มาขึ้นมะพร้าวขุดแล้วก็ตั้งกะทะใบบัวคนขนมปาดอันเป็นขนมประจำถิ่นชาวดอยเต่า</p>
<p>ปี ๒๕๐๗ ผมเพิ่งเริ่มตั้งไข่ แต่พี่น้องชาวดอยเต่ากำลังวิตกอกไหม้จากข่าวที่ทางการมาแจ้งว่าน้ำจากเขื่อนจะเอ่อมาท่วมบ้านท่วมเมือง ทางการท่านสร้างนิคมสร้างตนเองหลายแห่ง ชาวบ้านบางคนที่เชื่อก็อพยพโยกย้ายไปตามทางการ แต่ส่วนที่ไม่เชื่อว่าน้ำจะมาท่วมก็ไม่คิดย้าย ด้วยคิดไม่ถึง ไม่เคยรู้เคยเห็นว่าสร้างเขื่อนใต้ลงไปตั้งไกลน้ำที่ไหนจะมาท่วมถึง ด้วยห่วงไร่นาต้นหมากรากไม้วัวควายหมูเห็ดเป็ดไก่ ด้วยอาลัยวัดวาอาราม สมัยนั้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารคงไม่ทั่วถึงเหมือนสมัยนี้ เสียงตามสายไม่มี ทีวีไม่ต้องพูดถึง วิทยุทรานซิสเตอร์ก็มีเฉพาะที่บ้านพ่อหลวงกำนันเป็นประเภทที่ใช้ถ่านสามสิบแปดก้อน ทีนี้พอน้ำท่วมมาจริงๆ ขึ้นมาทีละคืบทีละศอก เอาใต้บ่ได้เหนือ บ้านเฮือนบ่ทันได้ม้างได้ขน ได้มาแต่ผ้าติดเนื้อเสื้อติดตั๋ว นี่เป็นเรื่องราวที่แม่อุ้ยดีแม่ของแม่ต๋าแก้วเคยเล่าให้ฟัง</p>
<p>ค่าวน้ำท่วม ที่กวีท่านเผยแพร่ไว้ใน <a href="https://sites.google.com/site/pumpanyadoitao/home/4-6-sakha-phasa-laea-wrrnkrrm%20สะท้อน">https://sites.google.com/site/pumpanyadoitao/home/4-6-sakha-phasa-laea-wrrnkrrm สะท้อน</a>ภาพเหตุการณ์ตอนนั้นได้ชัดแจ้งเลยทีเดียว ขออนุญาตคัดมาเผยแพร่สักหนึ่งตอน ดังนี้</p>
<p><em>&#8220;อกตีบใจ๋ตั๋น</em><em> </em><em>พ่องนั่งฮ้องไห้ </em><em> </em><em>        จักเยี๊ยะจะได</em><em>  </em><em>ปี้น้อง</em><em></em></p>
<p><em>ปู่ป้าน้าอา</em><em>  </em><em>ปากั๋นนั่งซ้อง </em><em> </em><em>               ปรึกษากั๋นอั้น</em><em>   </em><em>ตางไป</em><em></em></p>
<p><em>กั๋นดื้ออยู่แต้ น้ำจะท่วมต๋าย </em><em> </em><em>            กั๋นว่าย้ายไป</em><em> </em><em>กลั๋วต๋ายอดกั้น</em><em></em></p>
<p><em>แม่งัวตัวควาย  ไฮ่นาเฮือนบ้าน        จักเตปัง  แตกม้าง</em><em></em></p>
<p><em>วัดวาอาราม ก็จักเป็นฮ้าง</em><em> </em><em>          </em><em>จ๋มอยู่ใต้</em><em> </em><em>วังวน</em><em></em></p>
<p><em>ก๋าละครั้งนั้น เหมือนมารผจ๋ญ</em><em> </em><em>    </em><em>หัวอกตุ๊กคน เหมือนสายฟ้าต้อง&#8221;</em><em></em></p>
<p>ขอขอบคุณ กวีผู้แต่งที่บ่ได้ระบุนาม (น่าจะเป็น อ้ายศรีโหม้ เลิศสุวรรณไพศาล ผู้แต่งค่าวเขื่อนเจ้าน้ำตาที่อยู่ในเวปไซด์เดียวกันนี้)</p>
<p>บทเรียนจากการอพยพโยกย้ายผู้คน และการเผยแพร่ข่าวสาร นี่แสดงว่ามีมาพร้อมๆกับที่ผมเกิดโน่น หากมีการถอดบทเรียนปรับปรุงแก้ไข ทุกวันนี้อะไรๆน่าจะดีขึ้น</p>
<p>สมัยก่อนที่จะมีทางรถไฟเชื่อมต่อเชียงใหม่-กรุงเทพ(รัชกาลที่ ๖ พ ศ.๒๔๖๔) การเดินทางติดต่อค้าขายระหว่างเมืองล้านนากับบางกอกต้องอาศัยขึ้นล่องตามลำน้ำปิงเป็นเส้นทางสายหลัก  บ้านมืดก๋าเป็นพื้นที่จอดพักเรือตระเตรียมผูกมัดเครื่องของ หาแรงงานท้องถิ่นก่อนที่จะพาเรือล่องผ่าน ๔๙แก่งไปถึงเมืองตาก เคยได้อ่านเรื่องราวการล่องแม่ปิงสมัยนั้นอยู่สองสามเล่มได้แก่ (๑) บันทึกแม่น้ำปิงในวารสารเมืองโบราณ แต่งโดย มล. สุรสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์ ท่านตามรอยหนังสือพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงถวายพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ (๒)  A Half Century Among Siamese and the Lao by Daniel MeGilvary (๓) ระยะทางไปมณฑลพายัพ โดยพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (พ.ศ. ๒๓๖๕)  และ (๔) โคลงนิราศล่องแก่งแม่ปิง โดยจางวางเอก พระยาบุรุษรัตนราชวัลลภ ที่แต่งไว้ในคราวที่ได้ติดตามเสด็จพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ไปเชียงใหม่ปี๒๔๗๐ แม้นว่าทุกวันนี้ทางน้ำแก่งเกาะทังมวลจมอยู่ใต้ทะเลสาบหน้าเขื่อนไปเสียแล้ว แต่ก็ยังพอมีเรื่องราวร่องรอยให้สืบค้น หากวันไหนจัดระเบียนหนังสือเสร็จท่านใดสนใจหยิบยืมได้ครับ</p>
<p>สำเนียงภาษาของพี่น้องดอยเต่าเป็นที่คุ้นหูต่อมหาชนเมื่อเพลง &#8220;ไอ่หนุ่มดอยเต่า&#8221; ของวง นกแล โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง สระไอ พี่น้องจะออกเสียงเป็นสระ ออย ไปตี้หนอย ไปตางดอย ไก่มันกิ๋นก๋อยกิ๋นก๋างโต้งต้อยหยับบ่ด้อยมันแห เป็นคำที่ชาวพื้นถิ่นแม่แตงมักจะพูดหยอกพี่น้องชาวบ้านแพะที่ยกย้ายมาจากบ้านน้อยมืดก๋า</p>
<p>บ่าอ้ายลูกโตนเกิดมาพร้อมยี่ห้อคนขี้โรคป้ออุ้ยแม่ป้าไผๆก่มัดมือผูกแขนเอาเป๋นลูกเป๋นเต้า ยันต์ห้อยเต็มคอ ฝ้ายหมัยมือเต็มสองข้อแขน ตอนยังหน้อยเพิ่นก่ะเลยฮ้องว่า&#8221;อ้ายหมัย&#8221;กั๋นหมดบ้านหมดเมืองย้อนฝ้ายไหมมือเต๋มแขนเคาะเลาะ ทีนี้ลองนึกดูสิพี่น้อง ว่าอาวอาว์หมู่ฟู่ชาวดอยเต่าจะฮ้องบ่าอ้ายว่าจะได ฮ่า ฮ่า ฮิ้ว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/329/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>โฉบไปเชียร์ครูบา ที่เชียงใหม่</title>
		<link>http://lanpanya.com/siltation/archives/327</link>
		<comments>http://lanpanya.com/siltation/archives/327#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Aug 2012 18:58:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>silt</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/siltation/?p=327</guid>
		<description><![CDATA[
พอได้อ่านบันทึกพ่อครูชวนไปเชียร์(หิ้วปีกเข้ามุม) ในการขึ้นเวทีสัมมนาที่เชียงใหม่ ตัดสินใจจัดการปรับแผนชีวิตให้ลงตัว แล้วก็หิ้วกระเป๋าข้ามชายแดนกลับมาเมืองน่าน เครื่องบินเจ้ากรรมงดบินก็ช่างปะไรมีรถเมล์เขียวให้นั่ง
สนใจงานนี้เพราะ ๑) ตั้งใจมาเป็นขะโยมหิ้วกระเป๋าติดตามพ่อครู ๒) อยากพบเจอพี่น้องประดาสานุศิษย์พ่อครูแซ่เฮฯสายเหนือ ๓) อยากมาฟังว่าบรรดาท่านจะมองชุมชนอาเซียนในอีกยี่สิบปีข้างหน้าอย่างไรบ้าง ๔) เจ้าของงานคือมหาวิทยาลัยราชมงคล ที่สมัยยังเป็นเทคโนฯตีนดอย เจ้าตัวเคยไปเป็นมือปืนรับจ้างสอนวิชาดินอยู่ เลยเหมาเอาว่าเป็นสถาบันที่ผูกพันกันมา และ ๕) มีธุระที่บ้านนิดหน่อย ตูบน้อยที่ไหว้วานพี่น้องมาปรับปรุงเผอิญสื่อสารกันผิดตรงที่ครัวไฟหาย
กะว่าจะไปบ้านแบบนินจาไม่ให้ใครรู้ โทรเรียกแท็กซี่ตามเบอร์ที่ได้จากพรรคพวก พอเจอหน้ากลับกลายเป็นพี่น้องบ้านใกล้ ข่าวการปิ๊กบ้านเจียงใหม่ของบ่าอ้ายเลยแพร่กระจายไปในหมู่ญาติมหาสาขา แถมยังเผลอไปโพสต์ไว้ในเฟสอีก บรรดาเพื่อนฝูงน้องนุ่งลูกหลานอีกหลายสาขาก็พากันรู้ข่าวอีก&#8230;ปานดาราคิวทอง
วันแรกไปบ้าน ได้กินน้ำพริกเห็ดหล่มกับยำเห็ดโคน ได้ไปแฮกนาของตัวเองที่ไม่ได้ทำมายี่สิบกว่าปีแล้ว กลับมาพักในเมืองกินข้าวกับญาติกลุ่มที่หนึ่ง ไม่ได้กินโรตีรอคิวยาวเกิน (ซื้อโรคีกรอบมาชิมสามแผ่น) อุ้ยพาครูบาและคณะไปกินข้าวหนมเส้นลืมเรา ฮึ วันนี้ได้กำไรตรงที่ได้กินของโปรดกับได้ไปแฮกนา
วันที่สองครูใหญ่กับครูอารามมารับไปเจอพ่อครูที่คาบข้าวตอน ข้าวคลุกกะปิร้านภูเก็ตลายครามรสชาติสุดยอดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปจากที่เคยกินสมัยอยู่คณะเกษตรฯ แล้วครูใหญ่ก็พานั่งรถแดงจากคณะเกษตรฯไปลงหน้าคณะพยาบาลฯ เฮ้อกึดเติงหาสมัยเมาสาวหน้อยคณะเดียวกัน ต้องกะเวลาขึ้นรถแดงสายนี้แหละไปลงสวนดอกยามแลง บ่ายวันนี้ธรรมะจัดสรรให้มีโอกาสเกาะขบวนพ่อครูไปเยี่ยมคณะพยาบาลฯ ไปแบบเป็นทางการครั้งแรกในรอบกี่สิบปีก็ไม่รู้ หลังจากเรียนจบรับใบประกาศฯปี ๒๓ แล้วก็จำได้ว่าปี ๒๙ไปคุยกับอาจารย์ลออเรื่องย้ายคณะครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ได้ไปอีก ยกเว้นตอนปี ๓๐-๓๑ไปดูโต้วาทีเกษตร-พยาบาลอีกสองครั้ง มื้อเย็นหมอเมืองปายพ่อน้องสบายสกาวมาร่วม วันนี้กำไรหลายต่อ ตั้งแต่ได้ไปเยี่ยมคณะฯได้กินร้านภูเก็ตลายคราม ได้นั่งรถแดงระทึกระทวยถึงความหลัง กำไรสุดยอดก็คือได้อภินันทนาการน้ำเมี้ยงหนึ่งกระบอกจากครูอาราม
วันที่สาม มะหลุกขลุกขลิกกับญาติโกเล็กน้อย พาตัวเองมาถึงที่สัมมนาสายๆ เดินกรำฝนเข้าอาคาร ผ่านด่านลงทะเบียนเข้าห้องไปตอนที่พ่อครูร่ายกลอนแนะนำตัวเอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/08/kuba.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-328" title="kuba" src="http://lanpanya.com/siltation/files/2012/08/kuba-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></p>
<p>พอได้อ่านบันทึกพ่อครูชวนไปเชียร์(หิ้วปีกเข้ามุม) ในการขึ้นเวทีสัมมนาที่เชียงใหม่ ตัดสินใจจัดการปรับแผนชีวิตให้ลงตัว แล้วก็หิ้วกระเป๋าข้ามชายแดนกลับมาเมืองน่าน เครื่องบินเจ้ากรรมงดบินก็ช่างปะไรมีรถเมล์เขียวให้นั่ง</p>
<p>สนใจงานนี้เพราะ ๑) ตั้งใจมาเป็นขะโยมหิ้วกระเป๋าติดตามพ่อครู ๒) อยากพบเจอพี่น้องประดาสานุศิษย์พ่อครูแซ่เฮฯสายเหนือ ๓) อยากมาฟังว่าบรรดาท่านจะมองชุมชนอาเซียนในอีกยี่สิบปีข้างหน้าอย่างไรบ้าง ๔) เจ้าของงานคือมหาวิทยาลัยราชมงคล ที่สมัยยังเป็นเทคโนฯตีนดอย เจ้าตัวเคยไปเป็นมือปืนรับจ้างสอนวิชาดินอยู่ เลยเหมาเอาว่าเป็นสถาบันที่ผูกพันกันมา และ ๕) มีธุระที่บ้านนิดหน่อย ตูบน้อยที่ไหว้วานพี่น้องมาปรับปรุงเผอิญสื่อสารกันผิดตรงที่ครัวไฟหาย</p>
<p>กะว่าจะไปบ้านแบบนินจาไม่ให้ใครรู้ โทรเรียกแท็กซี่ตามเบอร์ที่ได้จากพรรคพวก พอเจอหน้ากลับกลายเป็นพี่น้องบ้านใกล้ ข่าวการปิ๊กบ้านเจียงใหม่ของบ่าอ้ายเลยแพร่กระจายไปในหมู่ญาติมหาสาขา แถมยังเผลอไปโพสต์ไว้ในเฟสอีก บรรดาเพื่อนฝูงน้องนุ่งลูกหลานอีกหลายสาขาก็พากันรู้ข่าวอีก&#8230;ปานดาราคิวทอง</p>
<p>วันแรกไปบ้าน ได้กินน้ำพริกเห็ดหล่มกับยำเห็ดโคน ได้ไปแฮกนาของตัวเองที่ไม่ได้ทำมายี่สิบกว่าปีแล้ว กลับมาพักในเมืองกินข้าวกับญาติกลุ่มที่หนึ่ง ไม่ได้กินโรตีรอคิวยาวเกิน (ซื้อโรคีกรอบมาชิมสามแผ่น) อุ้ยพาครูบาและคณะไปกินข้าวหนมเส้นลืมเรา ฮึ วันนี้ได้กำไรตรงที่ได้กินของโปรดกับได้ไปแฮกนา</p>
<p>วันที่สองครูใหญ่กับครูอารามมารับไปเจอพ่อครูที่คาบข้าวตอน ข้าวคลุกกะปิร้านภูเก็ตลายครามรสชาติสุดยอดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปจากที่เคยกินสมัยอยู่คณะเกษตรฯ แล้วครูใหญ่ก็พานั่งรถแดงจากคณะเกษตรฯไปลงหน้าคณะพยาบาลฯ เฮ้อกึดเติงหาสมัยเมาสาวหน้อยคณะเดียวกัน ต้องกะเวลาขึ้นรถแดงสายนี้แหละไปลงสวนดอกยามแลง บ่ายวันนี้ธรรมะจัดสรรให้มีโอกาสเกาะขบวนพ่อครูไปเยี่ยมคณะพยาบาลฯ ไปแบบเป็นทางการครั้งแรกในรอบกี่สิบปีก็ไม่รู้ หลังจากเรียนจบรับใบประกาศฯปี ๒๓ แล้วก็จำได้ว่าปี ๒๙ไปคุยกับอาจารย์ลออเรื่องย้ายคณะครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ได้ไปอีก ยกเว้นตอนปี ๓๐-๓๑ไปดูโต้วาทีเกษตร-พยาบาลอีกสองครั้ง มื้อเย็นหมอเมืองปายพ่อน้องสบายสกาวมาร่วม วันนี้กำไรหลายต่อ ตั้งแต่ได้ไปเยี่ยมคณะฯได้กินร้านภูเก็ตลายคราม ได้นั่งรถแดงระทึกระทวยถึงความหลัง กำไรสุดยอดก็คือได้อภินันทนาการน้ำเมี้ยงหนึ่งกระบอกจากครูอาราม</p>
<p>วันที่สาม มะหลุกขลุกขลิกกับญาติโกเล็กน้อย พาตัวเองมาถึงที่สัมมนาสายๆ เดินกรำฝนเข้าอาคาร ผ่านด่านลงทะเบียนเข้าห้องไปตอนที่พ่อครูร่ายกลอนแนะนำตัวเอง ว่ามาจากเมืองน้ำดำตำน้ำกิน ที่ประชุมหัวเราะกันเกรียวกับกลอนอ้อนหาคนอกหัก โอ๊ย อย่างนี้ไม่ต้องหาคนหิ้วปีกเข้ามุมแล้ว หาคนจัดคิวแฟนๆดีกว่า อิ อิ ป้าดโท๊ะ ครูภูมิปัญญาท่านอื่น ท่านมาแสดงผลงานในบูธ แต่ครูภูมิปัญญารุ่นหนึ่งท่านนี้ไม่ธรรมดา เพราะท่านเป็นครูบา ท่านนั่งเป็นคีย์โน้ตคู่กับคุณชายดิศนัดดา กับหมอซินเธีย กับอาจารย์ฝาหรั่ง นับเป็นเกียรติต่อวงค์ตระกูลแซ่เฮ ไอ้กระผมอยู่ข้างล่างได้ทีแอบอ้างกับเพื่อนฝูงครูบาอาจารย์ใหญ่เลย พ่อผมๆ กำลังเว้าเปิดๆอยู่เทิงเวทีพู้น</p>
<p>แล้วพ่อครูก็กระตุกปัญญาด้วยเรื่อง การเรียนรู้โดยใช้ไอที การระดมมันสมองจากเครือข่ายออนไลน์ การจัดการความรู้ แถมโฆษณาหมู่บ้านโลกนิดหน่อย รอบสองพ่อครูพูดถึงที่ไปที่มาของการเลี้ยงวัวด้วยใบไม้สับเพื่ออุปมามัยให้นักศึกษากระโดดออกจากกรอบ ลุกออกจากเก้าอี้ไปหาความรู้ &#8220;รู้ได้อย่างไรว่าวัวจะกินใบไม้ &#8230;ก็หักกิ่งไม้มาลองยื่นให้วัวสิถ้ามันกินก็แสดงว่าวัวกิน&#8230;อิ อิ&#8221;</p>
<p>หมอซินเธีย เล่าถึงการทำงานด้านสุขภาพของท่านกับชาวกระเหรี่ยงที่ชายแดนพม่า-ไทย ปัญหาสุขภาพแม่และเด็ก กลยุทธในการป้องกันและควบคุมโรค และการสร้างโครงข่ายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ</p>
<p>ดอกเตอร์ฝรั่ง อีกท่าน พูดเรื่องอะไรก็ฟังไม่ทัน มัวแต่ไปสวัสดีท่าน ผอ.เก่า ถึงตั้งใจฟังก็ไม่น่าจะจับประเด็นได้ หูเรื้อภาษาไปนานปี งานนี้มีแจกเครื่องแปลให้คณะอาจารย์กับเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งแต่ส่วนมากจะไม่มีให้ จับคำสำคัญได้ว่า มีพูดถึง Triple bottom line     รอบสองท่านพูดภาษาไทยชัดแจ๋ว คงสงสารนักศึกษาที่ทำตาลอยไปในอากาศ รอบนี้พูดว่าเกี่ยวกับการทำงานเป็นทีมของคนไทยที่ไม่ค่อยเก่ง</p>
<p>คุณชายดิศนัดดา ท่านแปล Triple bottom line ว่า &#8220;เจ็บ จน ไม่รู้&#8221; รู้สึกว่าท่านจะกัดเจ้าสัว และนายทุนที่ทำให้ภูเขาหัวโล้นเพราะ เอาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาส่งเสริมให้ชาวบ้านเสพติด รอบสองท่านให้แนวทางรอดด้วย 3S Survival = การอยู่ให้รอด Sufficient= อยู่อย่างพอเพียง  Sustainable= อยู่อย่างสมดุลและยืนยง</p>
<p>เหตุการณ์ต่อไปเป็นอย่างไรไม่ทราบ ก่อนที่ผมจะแวปออกจากห้องเห็นคุณชายเดินมาโอบกระซิบอะไรกับพ่อครู ต้องถามเจ้าตัวเองว่ากระซิบกระซาบอะไรกัน</p>
<p>ผมแวะไปให้ครูบุญศรีรัตนังต่อเพลงขลุ่ยปราสาทไหว อุดหนุนหนังสือค่าวซอกับขลุ่ยมาหนึ่งเลา แวะไปไหว้สาพ่อครูขลุ่ยอีกท่านต่อเพลงโศกพม่า อุดหนุนขลุ่ยอีกหนึ่งเลา เดินไปดูลายผ้าทอของแม่ครูอีกสองสามท่าน พอดีกับญาติกาอีกสายหนึ่งโทรมาตามไปแวะกินข้าว(แกล้งแวะกินร้านเจซะให้เข็ด) แวะไปให้สาวพยาบาลฉีดวัคซีน แล้วบึ่งมาท่ารถ มาถึงน่านสี่ทุ่มครับ</p>
<p>จบข่าว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/siltation/archives/327/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
