<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานน้ำฟ้าและปรายดาว</title>
	<link>http://lanpanya.com/seasonschange</link>
	<description>เรื่องราวในรูปรอย และรอยใจในรายทาง</description>
	<lastBuildDate>Wed, 17 Mar 2010 02:19:15 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>อารมณ์ค้าง !</title>
		<description>นานมาแล้วมีกระทาชายคนหนึ่งเดินดุ่มเข้ามาตามคิวนัดพร้อมถามดื้อ ๆ ว่า หมอเคยอารมณ์ค้างมั้ย ?!...โอ้ แม่เจ้า นั่งตั้งสติอยู่สองวินาที ก่อนจะถามอารมณ์ค้างที่ว่านั้นคืออะไร (ไม่กล้าผลีผลามตอบว่าไม่เค้ย ไม่เคย)

คนไข้หัวเราะก๊ากก่อนบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่หมายถึงความโกรธมันค้างอยู่ในใจ ...เฮ้อ ! แอบโล่งใจปนเสียดายนิด ๆ แหม นึกว่าจะได้คุยเรื่องตื่นตุ้นซะหน่อย 

เมื่อมีคำถามก็ต้องขมวดเพื่อหาคำตอบ ได้ความว่าผู้ป่วยโกรธเพื่อนร่วมงาน โกรธคนในบ้าน โกรธเจ้านาย โกรธลูกค้า โกรธ ๆ ๆ ๆ สารพัดจนติดกับความร้อนในใจ

ก็ค่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงอารมณ์โกรธไม่ได้ค้าง แต่ที่ค้างคือ"ความคิด" ต่างหาก  ความคิดที่คิดซ้ำ ๆ กับเรื่องไม่ชอบใจอารมณ์ก็เกิดต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจว่าเป็นอารมณ์ค้าง

การจัดการกับความคิดซ้ำก็คือการเปลี่ยนมุมมอง หรือหาอะไรทำ อย่างเช่นโกรธลูกน้องเพราะทำงานไม่ได้เรื่อง เห็นทีไรไม่ชอบใจทุกที ทั้งบอก ทั้งสอนก็ยังทำไม่ได้ ก็เปลี่ยนใหม่เป็น... เออ ยังดีที่มีคนเดียว :)

หงุดหงิดกับความไม่เอาไหนของหลาย ๆ คน (ที่ไม่ใช่ตรู) ก็คิดซะว่าได้ฝึกการมองตัวเองชัดขึ้นว่าที่ฮึ่มฮั่มอยู่นั้นมันใครฟะที่บ้ากว่ากัน และมีทางไหนที่จะช่วย ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/371</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่อง&#8230;อยากแจก</title>
		<description>ทิ้งเรื่องเครียดมาเรื่องอยากแจกมั่งดีกว่าค่ะ มีคำถามให้ตอบสนุก ๆ ใครตอบถูกมีรางวัล ...มี 3 คำถามจะปล่อยทีละคำถามนะคะ

คำถามแรก ...เมล็ดที่เห็นนี้ เป็นเมล็ดของต้นอะไร



1 ท่านที่ตอบถูกมีรางวัล เป็นเมล็ดของต้นนี้แหละ  ...แถมกอดน้องปูด้วยเอ้า อิอิอิ

*********************************************



พี่บู๊ทเข้ามาตอบคำถามที่ 1 แล้ว ได้เวลาปล่อยคำถามที่สอง
 

คำถามที่สอง สำหรับแฟนพันธุ์แท้ลานปัญญา นอกจากลานเจ๊าะแจ๊ะแล้วลานไหนมีบันทึกมากที่สุด

ตอบถูก 2 ท่านแรกได้เมล็ดต้นพระเจ้า 5 พระองค์ไปเล้ย



แถมถ้าบอกได้ว่ามีกี่บันทึก ได้รับกอดจากเจ้าของลานนั้นด้วยนา ฮี่ฮี่ฮี่

******************************

คำถามที่ 2 น้องปูเข้ามาตอบแล้ว จึงได้เวลาปล่อยคำถามที่ 3 ค่ะ

คำถามที่สามเห็นภาพหน้าคนในนี้กี่ภาพคะ



5 ท่านแรก ที่ตอบถูก

จะได้รางวัลเป็นเมล็ดพันธุ์ผัก/หรืออะไรก็ตามที่เอามาได้จากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธุ์เพ็ญศิริฯ (ทางไปแม่สาย)ค่ะ





;) </description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/362</link>
			</item>
	<item>
		<title>ม็อบ</title>
		<description>สมัยเรียนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ม็อบยังไม่สะพรั่งยังกะเห็ดฤดูฝนแบบปัจจุบันนี้ เลยมีเรียนอยู่ติ่งหนึ่งในวิชาจิตวิทยาสังคม เรียก Mob Psychology

อ.กิติกร  มีทรัพย์ให้ความหมายไว้ว่า Mob คือกลุ่มคนที่เชื่อว่าจะมีแนวโน้มกระทำการวุ่นวาย รุนแรงด้วยขาดสติ และมีความหุนหันพลันแล่นสูงยากที่คาดคะเนได้ ...การศึกษาเรื่องนี้น่าสนุกตรงที่เมื่อคนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของม็อบแล้วจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองลงไป (Deindividuation : ซิมบาร์โดศึกษาไว้) ถูกกลืนกลายด้วยอิทธิพลของอัตลักษณ์ม็อบนั้น ๆ เมื่อสูญเสียความเป็นตัวเองก็ถูกชักจูงได้ง่าย ถ้าผู้นำม็อบหรือคนโว้กเว้กขึ้นมาในขณะนั้น ชี้มือไปที่ความรุนแรงแบบไหน คนในม็อบก็จะเฮตาม ๆ ไปอย่างง่ายดาย

อัตลักษณ์ของม็อบมีอะไรบ้าง

1. ชื่อ : ชื่อจะบอกถึงเหตุผลในการรวมกลุ่ม ทำให้เป็นสิ่งที่โดดเด่นขึ้นมา และชััดว่าใครเป็นใคร จึงไม่แปลกใช่มั้ยคะที่แม้ในฟากเดียวกันก็ยังแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่าย่อย ๆ ในนั้นได้

2. กลุ่มที่เข้าร่วม : ในสมัย 14 ตค. ส่วนมากเป็นนักศึกษาที่เป็นแกนนำ รุ่นพฤษภาทมิฬกลุ่มที่เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงาน ( White Collar) สมัยนี้เรียกตัวเองว่ากลุ่มรักประชาธิปไตย จากรากหญ้า หรือกลุ่มของสมัชชาคนจน (แปลกเดี๋ยวนี้หายไปไหน?)

3. สัญลักษณ์ของกลุ่ม : ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/361</link>
			</item>
	<item>
		<title>เปิดการท่องเที่ยวแบบใหม่</title>
		<description>ชักเบื่อสโลแกนชวนเที่ยวไทยของการท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่านั่นคือวิถีไทยอย่างแท้จริงเท่าไรนัก หรือทุกท่านคิดว่าผู้หญิงไทยต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดไทยฟิต ๆ ตลอดเวลา :)

การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่อยากเห็นคือเที่ยวบ้านปราชญ์ชาวบ้าน หรือศิลปินแห่งชาติด้านต่าง ๆ ไปเรียนรู้ ซึมซับวิถีที่เค้าอยู่เค้ากิน ฟังเรื่องราวที่กว่าจะมาเป็นวันนี้ ...ยกตัวอย่างสวนป่าก็ได้เอ้า  

สวนป่ามีเสน่ห์บางอย่างที่คนไปแล้วไม่ลืม ทั้งความร่มครึ้มของต้นไม้ อัธยาศัยที่น่ารักของผู้คนหรือสัตว์ต่าง ๆ  ประเภทใครอยากเจอตาหวานจิกกล้องก็ลองดู หรืออยากปีนต้นกระถินเก็บให้หมูเหมยซานกินก็ได้ทำ อยากเห็นไก่ต๊อกเดินรับแขกตัวกลมป๊อกแบบเหมือนกันเดี๊ยะจนแยกไม่ออกว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมียก็ได้เห็น  อยากเกาคางวัวขี้อ้อนก็ได้ลอง อยากเปลี่ยนสีรถใหม่ก็สบาย...นกยูง อตร.จัดให้

สวนป่ามีสิ่งที่ขายได้นอกเหนือจากธรรมชาติและอัธยาศัยคือความเป็นมาของสวนป่า เรื่องราวความสำเร็จที่ไม่ใช่โชคชะตา หรือฟลุ้คแต่เกิดจากความตั้งใจจริง อดทน และพยายาม สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวอันทำให้ผลิตภัณฑ์ซึ่งได้แก่ตัวสวนป่าเองมีคุณค่านะคะ

จะขายยังไง ไม่ยาก ทำโฮมสเตย์แบบทางเลือก คือให้ผู้มาเยือนลงไปเก็บผักมาทำกินเองตามถนนคนเดินของสวนป่า หรือแม่หวีสุดสวยเป็นหัวหน้าจ้างลูกบ้านสาว ๆ เป็นจ๊อบ ๆ มาเป็นลูกมือ ทำอาหารพื้นบ้านอีสานให้ผู้มาเยือนได้กิน  เก็บเป็นรายวัน/หัว ... คนในเมืองต้องการพื้นที่ที่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบไม่โก้หรูจนแตะไม่ถึง แต่ต้องการพื้นที่ที่มีความอิสระ แถมพ่อมีคนให้คุยด้วยอีกเยอะแยะเลย

ใครอยากเก็บผักกลับบ้านก็ชั่งขายเป็นกก.ไป ใครอยากตกปลาเขียวมรกตก็ทำไป เอามาชั่งก็พอ ขนาดสวนผลไม้ที่จันท์ ฯ เค้ายังมีเทศกาลบุกสวนให้คนเก็บตามสะดวกได้เลย สวนป่าทำไมจะให้คนเก็บผัก หักฟืนกลับบ้านไม่ได้  ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/358</link>
			</item>
	<item>
		<title>KM : การดูแลเด็กพิเศษให้มีความสุข</title>
		<description>ทำ KM มาก็หลายวง แต่มีเพียงวงเดียวที่รู้สึกอยากเล่าต่อเพราะได้คำตอบว่าเด็ก ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยและแนวทางการดูแลจากเราแล้ว...เขาไปไหน

KM ในวันที่ 26 - 27 กพ.นี้น่าสนใจเนื่องจากมีสมาชิกผู้เล่าน้อยกว่าวงอื่น ๆ คือ 8 คน ประกอบด้วยคุณแม่ 3 ท่าน (คุณแม่น้องทัตเทิ่ล คุณแม่น้องตั้ม และคุณแม่อ้อยประธานชมรมผู้ปกครองเด็กออทิสติก) คุณครู 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่านได้แก่นักแก้ไขการพูด และนักกิจกรรมบำบัด

ความรู้ที่ลอยว่อนมาจากปากคำของคุณแม่คนเก่ง คุณครูจอมบู๊และผู้เชี่ยวชาญต่างสาขาทำเอาทึ่ง เพราะรายละเอียดหลายอย่างเป็นสิ่งที่วิชาการไปไม่ถึง  เช่น

เราจะช่วยลูกเราได้ดีก็ต่อเมื่อจัดการกับความรู้สึกของเราให้ได้ก่อน ดังนั้นสิ่งแรกคือจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งเทคนิคในการจัดการกับอารมณ์ตัวเองก็ง่าย ๆ แต่ได้ผล ด้วยคำพูดเหล่านี้ไงคะ

"ถ้าดูยาก (อาการน้อย) รักษาง่าย...ถ้าดูง่าย (อาการมาก) รักษายาก" คำสั้น ๆ ที่ปลอบใจให้เห็นบวกใครจะเถียงว่าไม่จริง :)

มองชีวิตเหมือนขนมเค้ก ที่แบ่งเป็นชิ้น ๆ ชิ้นนี้อาจไม่สวย เว้าแหว่ง แต่ยังมีอีกตั้งหลายชิ้นที่เหลืออยู่ให้เราได้ชื่นชม ...มีใครเปรียบเทียบชีวิตที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษได้หอมหวาน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/355</link>
			</item>
	<item>
		<title>จริต 6 แบบโยงกับคณิตศาสตร์</title>
		<description>ในคืนที่ ลุงเอกกำลังชื่นมื่น คนที่ไม่ได้ไปงานแต่งลูกสาวคนสวยของลุงเอกลองมาสนุกกับการค้นหาบุคลิกภาพด้วยทฤษฎีบุคลิกภาพที่เก่าแก่ที่สุดของโลกกันดูมั้ยคะ ^ ^

ทฤษฎีจริต 6 เป็นการจำแนกลักษณะของมนุษย์ออกเป็นลักษณะ (Type) ต่าง ๆ 6 อย่าง คือ ราคะจริต โมหะจริต โทสะจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต และพุทธจริต ซึ่งมีแบบสำรวจให้ได้ลองทำ ที่นี่

การรู้จักจริตตนก็เพื่อหาทางพัฒนาได้ถูก  ผลที่ลองทำได้มาดังนี้ค่ะ




โมหะจริต
โทสะจริต
ราคะจริต
พุทธิจริต
ศรัทธาจริต
วิตกจริต


7.82%
15.32%
14.65%
26.85%
22.33%
13.03%




เมื่อแปลผลละเอียดเรียงจากคะแนนต่ำสุดไปสูงสุดก็ได้ว่า

ด้านโมหะจริต




กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


9
13
5
27
35




แปลอย่างมั่วคือความหลงของเบิร์ดจะแสดงออกทางวาจามากที่สุดเป็นลักษณะของพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ดีที่น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะกั่ก ๆ ๆ รองลงมาคือกาย เอ ชอบกอดนี่ถือว่าใช่มั้ย ...น้อยที่สุดคือใจ

ด้านวิตกจริต




กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


9
9
21
39
59




แปลว่าความวิตกกังวลจะอยู่ในใจมากที่สุด เก็บความรู้สึกไว้ไม่แสดงออกมามากนัก

ด้านราคะจริต




กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


9
9
17
47
66




แปลว่าเก็บราคะไว้ในใจเหมียนกัน ชอบความประณีต เรียบร้อย อิอิอิ

ด้านโทสะจริต




กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


21
9
13
43
69




แต่เวลาโกรธจะแสดงออกทางกายคือสีหน้า ท่าทางแฮะ  แต่ไม่พูด  ^ ^

ด้านศรัทธาจริต




กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


21
21
 
17
59
100




แสดงออกซึ่งความศรัทธา มีหลักการทั้งทางกายและวาจา

ด้านพุทธิจริต




กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


25
17
 
25
67
121




เวลาคิด พิจารณา ไตร่ตรอง หาเหตุผลจะไม่พูด ยิ่งเงียบเท่าไรยิ่งกำลังคิด+ค้น+ทำเท่านั้น ฮี่ฮี่ฮี่

สรุปทั้ง 6 ด้านได้ว่ามีลักษณะไม่พูด เวลาพูดมักจะวกวน และยึดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อจึงเป็นครูที่ดีไม่ได้ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/352</link>
			</item>
	<item>
		<title>กรรม</title>
		<description>ที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนในเรื่องธรรมะมาตลอดเพราะรู้ตัวว่ายังห่างไกลความเข้าใจแบบรู้แจ้งในหลักธรรม แม้จะถูกคะยั้นคะยอจากกัลยาณมิตรหลายท่านก็ตาม โดยเฉพาะ คุณทำอาวุธ ของลาน ฯ เรานี่แหละค่ะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะถอดจากประสบการณ์ตรงทั้งชีวิตของตัวเองเพื่ออธิบายคำว่ากรรม

กรรมในความเข้าใจคือเจตนาและเป็นที่ตั้งของเวทนา ตามพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า

"ภิกษุทั้งหลาย บุคคลจงใจ กำหนดจดจ่อ ครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อให้วิญญาณดำรงอยู่ เมื่ออารมณ์มีอยู่วิญญาณก็มีที่อาศัย เมื่อวิญญาณตั้งมั่นแล้ว เมื่อวิญญาณเจริญขึ้นแล้ว การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อการบังเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส จึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมมีได้ดังนี้" ( สํ.นิ.16/145/78)

" ภิกษุทั้งหลาย เจตนา (นั่นเอง) ที่เราเรียกว่ากรรม บุคคลจงใจแล้วจึงกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ " ( อง.ฉกฺก.22/334/463)

จะเห็นว่าความคิดปรุงแต่งเป็นด่านแรกของความทุกข์ทั้งหมด...คือเกิดเจตนา เป็นกรรมที่กระทำขึ้นในใจ ส่วนเป็นที่ตั้งของเวทนาก็จะยกตัวอย่างให้เห็นเช่น

ไม่นานมานี้ยกขาเล่นโยคะิผิดด้าน เตะไปด้านหลังสุดแรง เพราะอยากลอง ทำเอากล้ามเนื้อเอวด้านขวาเขม็งเกลียวเพราะบิดผิดท่า (คล้าย ๆ พ่อครู ฯ เอวเคล็ดแล้วโดนหมอขยำ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/348</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องเล่าจากอดีต 3 : วัฒนธรรมการเปิบข้าว</title>
		<description>ปัจจุบันเราคุ้นเคยกับการกินอาหารด้วยช้อนส้อม จนคิดไปว่าเป็นการกินที่ถูกสุขลักษณะที่สุด และมองการเปิบข้าวด้วยสายตาที่แปลก ๆ แต่ในอดีตเราเปิบด้วยมือกันมาตลอดแม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงก็ตาม

ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่เปิบข้าว พม่า มาลายู แขก อัฟริกา ฯลฯ ที่มีวัฒนธรรมข้าวต่างก็เปิบข้าวกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพียงแต่จะถูกเบียดไปด้วยมีดช้อนส้อมมากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง

ยกตัวอย่างการกินข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง คงไม่มีใครใช้มีด-ส้อม ถึงจะมีคนใช้ช้อนตักข้าวเหนียวแต่โดยมาตรฐานการกินทั่ว ๆ ไปจะให้อร่อยก็ควรใช้มืออยู่ดี

เมื่อมีการเปิบจึงมีมารยาทการเปิบควบคู่กันไปค่ะ คุณยายจะเปิบด้วยนิ้ว 3 นิ้วคือนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และไม่ให้เลอะเกินข้อแรกของนิ้วมือ อันนี้เป็นท่าเปิบที่คุ้นตา ส่วนการอ่านจากหนังสือครัวไทยของ ส.พลายน้อย พบการบรรยายถึงท่าการเปิบข้าวไว้ว่าใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อยตะล่อมข้าวมาให้พอคำ เมื่อยกป้อนเข้าปากก็ใช้หัวแม่มือเขี่ยช่วยอีกนิดหน่อย ...ดูเป็นการใช้นิ้วทั้ง 5 เลยนะคะ ^ ^

ถ้าจำได้ถึงพระตำหนักดาราภิรมย์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีที่เชียงใหม่ นึกภาพห้องนั่งเล่นใกล้เฉลียงโปร่งที่มีชุดสำรับเสวยของพระองค์วางอยู่พร้อมเบาะรองและหมอนขวาน จะเห็นว่าท่านประทับพร้อมเสวยในที่ที่สามารถทอดพระเนตรการทำงานของคุณ ๆ ข้าหลวงไปด้วยได้ ดังนั้นการเปิบข้าวของพระองค์จึงไม่น่าจะใช้ทั้ง 5 นิ้วเหมือนที่ ส.พลายน้อยกล่าวมา

เมื่อค้นเข้าไปอีกก็พบว่ามารยาทการเปิบของผู้ดีในชนชาติอื่น ๆ ก็ใช้เพียง 3 นิ้ว เหมือนคุณยายเช่นกัน ดังนั้นคงแบ่งได้ว่าการเปิบข้าวมี ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/347</link>
			</item>
	<item>
		<title>บายมะขาม</title>
		<description>บายมะขามชื่อแปลกแรกฉงน

เป็นอาหารคนอีสานโบราณสมัย

เป็นวัฒนธรรมการกินแบบไทย ๆ

เป็นมรดกปู่ย่าให้อนุชน

(จำมาจากที่ไหนสักแห่งนี่แหละค่ะ)



ไม่ใช่คนอีสาน แต่มีโอกาสไปอยู่ยโสธร 6 ปี ช่วงที่อยู่ก็สนุกกับหลายเรื่องราว แต่ที่จำได้ขึ้นใจคือ"บายมะขาม"นี่แหละค่ะ เพราะพี่เขียวเป็นผู้กินให้ดูเมื่อถึงหน้ามะขามทุกปี พร้อมอธิบายว่าบายมะขามเป็นอาหาร(หรือขนม?) อย่างหนึ่งของภาคอีสาน กินกันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด

บายหมายถึงเคล้ากัน บางท้องถิ่นเรียกมะขามเหนี่ยงข้าวเหนียว (เหนี่ยงแปลว่าบี้ให้เข้ากัน) โดยเอามะขามหวานมาบี้เคล้ากับข้าวเหนียว ตามแต่จะกินมากน้อยแค่ไหน ให้ข้าวเหนียวโอบคลุมมะขาม ถ้าเป็นข้าวเหนียวร้อน ๆ ยิ่งอร่อย (น้ำลายสอ ..เอื๊อก)

การทำบายมะขามก็เอาข้าวเหนียวที่นึ่งมาใหม่ ๆ ร้อน ๆ ผสมกับมะขามหวาน หรือบางคนก็เอามะขามไปนึ่งก่อนให้นุ่ม แล้วเอามาบายกับข้าวเหนียว ถ้าชอบหวานมาก ๆแล้วมะขามไม่หวานพอก็มีบ้างที่เอาน้ำอ้อยก้อนประกบเข้าไปด้วย

น่าสนใจว่าช่วงที่เป็นหน้ามะขาม ก็จะพอดีกับข้าวเกี่ยวใหม่ ข้าวเหนียวร้อน ๆ หอมกรุ่น กับมะขามกลายเป็นของกินที่ถูกปากและง่าย ๆ แต่มีคุณค่าอย่างคาดไม่ถึง ในสมัยโบราณไม้ผลติดถิ่นของอีสานคือมะขาม ?  และนึกไปว่าภาคอื่น ๆ มีการกินแบบนี้หรือเปล่า ...ภาคกลางเคยเห็นคุณยายเอาข้าวสวยผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียวกินกับมังคุด ละมุด หรือมะ่ม่วงสุกเหมือนกันค่ะ หรือว่าเรากินข้าวกับผลไม้มานานแล้ว ?

บายมะขามนี่เข้าใจว่าคนโบราณคงคิดทำเพื่อกินเล่นเป็นของว่าง หรือเป็นขนม  เด็ก ๆ จะชอบกินมากเพราะอร่อย ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/340</link>
			</item>
	<item>
		<title>โรคสิ้นอิสรภาพ</title>
		<description>ปัจจุบันเราเป็นโรคนี้กันเยอะค่ะ เพราะถูกควบคุม คุกคาม บีบคั้น จัดการจากหลาย ๆ อย่างในสังคม หรือบางครั้งก็เกิดจากตัวเรานี่แหละที่สร้างกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว



วิธีปลดพันธนาการของตัวเองจากความกดดันต่าง ๆ ก็แบ่งง่าย ๆ เป็นงานที่เพิ่มคุณค่า กับงานที่ไม่เพิ่มคุณค่า

งานที่เพิ่มคุณค่า- ทำแล้วเกิดการพัฒนา เปลี่ยนแปลง เช่นการบำบัดรักษาคนไข้เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน การสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยกันทำงาน การทำความเข้าใจข้อมูล - ปัญหา - แนวทางปฏิบัติ หรือการทำหน้าที่ต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง ส่วนเรื่องวิทยากรต่าง ๆ ไม่อยู่ในประเด็น เนื่องจากมั่นใจว่าคนที่ฟังเอาไปใช้ไม่ได้ (บอกเป็นนัยว่าบรรยายหรือพูดได้แย่มาก 555) ที่มั่นใจว่าเอาไปใช้ไม่ได้เพราะไม่มีวิชาใดที่เคยพูดมา บรรยายปุ๊บแล้วเอาไปใช้ได้ทั้งหมด... ทุกคนควรนำไปปรับใช้ เลือกใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตัวเอง ปัจจัยที่หนึ่งย่อมไม่เหมือนกับอีกที่หนึ่งนั่นเป็นสัจธรรมค่ะ

งานที่ไม่เพิ่มคุณค่า ก็แบ่งออกเป็น 2 อย่าง - ถึงไม่เพิ่มคุณค่าแต่ก็จำเป็นต้องทำ ได้แก่การทำรายงานต่าง ๆ การเก็บสถิติ (ที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน) การประสานงาน ฯลฯ ส่วนงานที่ไม่เพิ่มคุณค่าและไม่จำเป็นต้องทำ (ของตัวเอง) คือ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/338</link>
			</item>
</channel>
</rss>
