<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>ลานน้ำฟ้าและปรายดาว</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/seasonschange/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/seasonschange</link>
	<description>เรื่องราวในรูปรอย และรอยใจในรายทาง</description>
	<pubDate>Wed, 17 Mar 2010 02:19:15 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>อารมณ์ค้าง !</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/371</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/371#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 17 Mar 2010 01:56:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=371</guid>
		<description><![CDATA[นานมาแล้วมีกระทาชายคนหนึ่งเดินดุ่มเข้ามาตามคิวนัดพร้อมถามดื้อ ๆ ว่า หมอเคยอารมณ์ค้างมั้ย ?!&#8230;โอ้ แม่เจ้า นั่งตั้งสติอยู่สองวินาที ก่อนจะถามอารมณ์ค้างที่ว่านั้นคืออะไร (ไม่กล้าผลีผลามตอบว่าไม่เค้ย ไม่เคย)
คนไข้หัวเราะก๊ากก่อนบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่หมายถึงความโกรธมันค้างอยู่ในใจ &#8230;เฮ้อ ! แอบโล่งใจปนเสียดายนิด ๆ แหม นึกว่าจะได้คุยเรื่องตื่นตุ้นซะหน่อย 
เมื่อมีคำถามก็ต้องขมวดเพื่อหาคำตอบ ได้ความว่าผู้ป่วยโกรธเพื่อนร่วมงาน โกรธคนในบ้าน โกรธเจ้านาย โกรธลูกค้า โกรธ ๆ ๆ ๆ สารพัดจนติดกับความร้อนในใจ
ก็ค่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงอารมณ์โกรธไม่ได้ค้าง แต่ที่ค้างคือ&#8221;ความคิด&#8221; ต่างหาก  ความคิดที่คิดซ้ำ ๆ กับเรื่องไม่ชอบใจอารมณ์ก็เกิดต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจว่าเป็นอารมณ์ค้าง
การจัดการกับความคิดซ้ำก็คือการเปลี่ยนมุมมอง หรือหาอะไรทำ อย่างเช่นโกรธลูกน้องเพราะทำงานไม่ได้เรื่อง เห็นทีไรไม่ชอบใจทุกที ทั้งบอก ทั้งสอนก็ยังทำไม่ได้ ก็เปลี่ยนใหม่เป็น&#8230; เออ ยังดีที่มีคนเดียว  
หงุดหงิดกับความไม่เอาไหนของหลาย ๆ คน (ที่ไม่ใช่ตรู) ก็คิดซะว่าได้ฝึกการมองตัวเองชัดขึ้นว่าที่ฮึ่มฮั่มอยู่นั้นมันใครฟะที่บ้ากว่ากัน และมีทางไหนที่จะช่วย ๆ กันให้ดีขึ้นได้
การมีความคิด ย่อมดีกว่าไม่่มีความคิดเสมอ แต่บางความคิดก็ควรมีการจัดการให้อยู่ในร่องในรอย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นานมาแล้วมีกระทาชายคนหนึ่งเดินดุ่มเข้ามาตามคิวนัดพร้อมถามดื้อ ๆ ว่า <strong><span style="color: #ff99cc;">หมอเคยอารมณ์ค้างมั้ย</span></strong> ?!&#8230;โอ้ แม่เจ้า นั่งตั้งสติอยู่สองวินาที ก่อนจะถามอารมณ์ค้างที่ว่านั้นคืออะไร (ไม่กล้าผลีผลามตอบว่าไม่เค้ย ไม่เคย)</p>
<p>คนไข้หัวเราะก๊ากก่อนบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นครับ แต่หมายถึงความโกรธมันค้างอยู่ในใจ &#8230;เฮ้อ ! แอบโล่งใจปนเสียดายนิด ๆ แหม นึกว่าจะได้คุยเรื่องตื่นตุ้นซะหน่อย <span id="more-371"></span></p>
<p>เมื่อมีคำถามก็ต้องขมวดเพื่อหาคำตอบ ได้ความว่าผู้ป่วยโกรธเพื่อนร่วมงาน โกรธคนในบ้าน โกรธเจ้านาย โกรธลูกค้า โกรธ ๆ ๆ ๆ สารพัดจนติดกับความร้อนในใจ</p>
<p>ก็ค่อย ๆ ชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงอารมณ์โกรธไม่ได้ค้าง แต่ที่ค้างคือ&#8221;ความคิด&#8221; ต่างหาก  ความคิดที่คิดซ้ำ ๆ กับเรื่องไม่ชอบใจอารมณ์ก็เกิดต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนเข้าใจว่าเป็นอารมณ์ค้าง</p>
<p>การจัดการกับความคิดซ้ำก็คือการเปลี่ยนมุมมอง หรือหาอะไรทำ อย่างเช่นโกรธลูกน้องเพราะทำงานไม่ได้เรื่อง เห็นทีไรไม่ชอบใจทุกที ทั้งบอก ทั้งสอนก็ยังทำไม่ได้ ก็เปลี่ยนใหม่เป็น&#8230; เออ ยังดีที่มีคนเดียว <img src='http://lanpanya.com/seasonschange/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>หงุดหงิดกับความไม่เอาไหนของหลาย ๆ คน (ที่ไม่ใช่ตรู) ก็คิดซะว่าได้ฝึกการมองตัวเองชัดขึ้นว่าที่ฮึ่มฮั่มอยู่นั้นมันใครฟะที่บ้ากว่ากัน และมีทางไหนที่จะช่วย ๆ กันให้ดีขึ้นได้</p>
<p>การมีความคิด ย่อมดีกว่าไม่่มีความคิดเสมอ แต่บางความคิดก็ควรมีการจัดการให้อยู่ในร่องในรอย ไม่งั้นเพ่นพ่านทำความลำบากกับคนอื่นไปทั่ว ลองคิดดูว่าใครจะนอนกอดระเบิดได้ทุกคืน</p>
<p>การรู้จักระงับความคิด และคิดในสิ่งที่ควรคิด คือคิดในสิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องดี ๆ คิดอย่างสร้างสรรค์พร้อมกับลงมือทำนั้นน่ารักจะตาย  &#8230;สิ่งเดียวที่ความฝันต่างจากความจริงคือการลงมือทำนะจ๊ะ ๆ เพราะงั้นแม้จะรู้ว่าเริ่มเดือดร้อนจากความคิดที่วกวน จนกลายเป็นลิงแก้แห แต่ไม่ยอมศึกษาประตู แล้วเปิดประตูออกมาเอง จะให้ใครช่วยเปิดให้เล่า</p>
<p>โกรธ  ผิดหวัง เสียใจ หงุดหงิด ท้อแท้ อ่อนล้า ฯลฯ ได้ เพราะเป็นเรื่องปกติของคน เพียงแต่อย่าให้นานเพราะมันจะกัดกินเราไปทีละน้อยจนไม่เหลืออะไรนอกจากความว่างเปล่าในใจ&#8230;เข้าใจความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามจริง แล้วโอบอุ้มมันด้วยความอ่อนโยนเพื่อดับทุกข์ที่เกิดขึ้น &#8230;<span style="color: #ff9900;">มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์หรอกค่ะ เพราะเรามีความสามารถในการจัดการทุกข์ได้ด้วยตัวเราเอง</span></p>
<p>นึกถึงธรรมะของท่าน ว.วชิรเมธี เรื่องประตูสองบาน</p>
<p><span style="color: #ff99cc;">ประตูมีหลายแบบ&#8230;ความทุกข์และปัญหาก็มีหลายแบบเช่นกัน</span></p>
<p><span style="color: #ff99cc;">บางครั้งเราใช้ชีวิตแบบดึง ทั้งที่ประตูบอกให้ผลัก</span></p>
<p><span style="color: #ff99cc;">และใช้ชีวิตแบบผลัก ทั้งที่ประตูบอกให้เลื่อน</span></p>
<p><span style="color: #ff99cc;">ประตูเปิดไม่ออก ปัญหาผลักไม่ออก</span></p>
<p><span style="color: #ff99cc;">ไม่ใช่เป็นเพราะปัญหาแก้ไม่ได้ หรือประตูเปิดไม่ได้</span></p>
<p><span style="color: #ff99cc;">หากแต่เป็นตัวเราเอง ไม่เคยใช้&#8221;ความคิด&#8221; เพื่อค้นหาวิธีการเปิดประตูอย่างถูกต้องเลย</span></p>
<p style="text-align: center;">**********************************</p>
<p>มีนิทานเกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ตามหาประตูสีทอง (จำไม่ได้ว่าฟังจากไหน)</p>
<p>ทุกวันตอนเช้า เมื่อเด็กชายชาวนายากจน ทำงานเสร็จแล้วเขาจะปีนขึ้นไปบนรั้วเพื่อนั่งดูบ้านหลังหนึ่งที่ไกลมากจนไม่รู้ว่ามีลักษณะอย่างไร แต่บ้านหลังนั้นมีประตูสีทองอร่ามสวยจับใจ</p>
<p>เขาดูมันพร้อมคิดในใจว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปหาบ้านหลังนั้นให้ได้ ต้องมีบ้านแบบนั้นให้ได้</p>
<p>จนวันหนึ่งเขาตัดสินใจออกไปตามหามัน เดินตัดทุ่งนาไปไกลโพ้น จนเหนื่อยอ่อน พบบ้านหลังหนึ่งที่คิดว่าใช่หลังที่ตามหา แต่ประตูบ้านนั้นเป็นประตูไม้ธรรมดา เขาจึงเคาะประตูเพื่อถาม</p>
<p>เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูออกมา เขาได้ถามเธอว่าเคยเห็นบ้านที่มีประตูสีทองบ้างมั้ย</p>
<p>เด็กผู้หญิงยิ้ม พยักหน้าพร้อมพาเขาขึ้นไปนั่งบนรั้วบ้าน</p>
<p>&#8220;นั่นไง บ้านที่มีประตูสีทอง ฉันเห็นทุกวันแหละ&#8221;</p>
<p>บ้านที่เด็กผู้ชายคนนั้นเห็นคือบ้านของเขาเองที่สะท้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นจนเป็นสีทองอร่ามตา&#8230;</p>
<p>บางทีเราอาจมุ่งตามหาประตูสีทองข้างนอกบ้าน แต่ลืมมองว่าแท้ที่จริงประตูบ้านของเราก็เป็นสีทองเช่นกัน</p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #99cc00;">มีหลายครั้งที่เราเดินทางเพื่อหาความสุข</span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #99cc00;">แต่ความสุขที่แท้ไม่ได้เกิดจากการเดินทาง</span></p>
<p style="text-align: center;"> <img src='http://lanpanya.com/seasonschange/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> </p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<p style="text-align: center;"> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/371/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่อง&#8230;อยากแจก</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/362</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/362#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Mar 2010 13:03:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[อยากแจก]]></category>

		<category><![CDATA[เรื่องสนุก ๆ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=362</guid>
		<description><![CDATA[ทิ้งเรื่องเครียดมาเรื่องอยากแจกมั่งดีกว่าค่ะ มีคำถามให้ตอบสนุก ๆ ใครตอบถูกมีรางวัล &#8230;มี 3 คำถามจะปล่อยทีละคำถามนะคะ
คำถามแรก &#8230;เมล็ดที่เห็นนี้ เป็นเมล็ดของต้นอะไร

1 ท่านที่ตอบถูกมีรางวัล เป็นเมล็ดของต้นนี้แหละ  &#8230;แถมกอดน้องปูด้วยเอ้า อิอิอิ
*********************************************

พี่บู๊ทเข้ามาตอบคำถามที่ 1 แล้ว ได้เวลาปล่อยคำถามที่สอง
 
คำถามที่สอง สำหรับแฟนพันธุ์แท้ลานปัญญา นอกจากลานเจ๊าะแจ๊ะแล้วลานไหนมีบันทึกมากที่สุด
ตอบถูก 2 ท่านแรกได้เมล็ดต้นพระเจ้า 5 พระองค์ไปเล้ย

แถมถ้าบอกได้ว่ามีกี่บันทึก ได้รับกอดจากเจ้าของลานนั้นด้วยนา ฮี่ฮี่ฮี่
******************************
คำถามที่ 2 น้องปูเข้ามาตอบแล้ว จึงได้เวลาปล่อยคำถามที่ 3 ค่ะ
คำถามที่สามเห็นภาพหน้าคนในนี้กี่ภาพคะ

5 ท่านแรก ที่ตอบถูก
จะได้รางวัลเป็นเมล็ดพันธุ์ผัก/หรืออะไรก็ตามที่เอามาได้จากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธุ์เพ็ญศิริฯ (ทางไปแม่สาย)ค่ะ


  
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทิ้งเรื่องเครียดมาเรื่องอยากแจกมั่งดีกว่าค่ะ มีคำถามให้ตอบสนุก ๆ ใครตอบถูกมีรางวัล &#8230;มี 3 คำถามจะปล่อยทีละคำถามนะคะ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #99cc00;">คำถามแรก</span></strong> &#8230;เมล็ดที่เห็นนี้ เป็นเมล็ดของต้นอะไร</p>
<p style="text-align: center;"><img class="alignnone size-medium wp-image-363 aligncenter" title="seed03" src="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/seed03-300x145.jpg" alt="" width="300" height="145" /></p>
<p style="text-align: center;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ffff00;">1 ท่าน</span></span>ที่ตอบถูกมีรางวัล เป็นเมล็ดของต้นนี้แหละ  &#8230;แถมกอดน้องปูด้วยเอ้า อิอิอิ</p>
<p style="text-align: center;">*********************************************</p>
<p style="text-align: center;"><span id="more-362"></span></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff6600;"><span style="color: #ccffff;"><a href="http://lanpanya.com/seasonschange/archives/362#comment-1145">พี่บู๊ทเข้ามาตอบคำถามที่ 1 แล้ว</a></span> ได้เวลาปล่อยคำถามที่สอง<br />
 </span></strong></p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff6600;">คำถามที่สอง</span></strong> สำหรับแฟนพันธุ์แท้ลานปัญญา นอกจากลานเจ๊าะแจ๊ะแล้วลานไหนมีบันทึกมากที่สุด</p>
<p style="text-align: center;">ตอบถูก <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ffff00;">2 ท่านแรก</span></span>ได้เมล็ดต้นพระเจ้า 5 พระองค์ไปเล้ย</p>
<p style="text-align: center;"><img style="cursor: -moz-zoom-in;" src="../files/2010/03/dscf0183.jpg" alt="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/dscf0183.jpg" width="289" height="307" /></p>
<p style="text-align: center;">แถมถ้าบอกได้ว่ามีกี่บันทึก ได้รับกอดจากเจ้าของลานนั้นด้วยนา ฮี่ฮี่ฮี่</p>
<p style="text-align: center;">******************************</p>
<p style="text-align: center;">คำถามที่ 2 <a href="http://lanpanya.com/seasonschange/archives/362#comment-1149">น้องปูเข้ามาตอบแล้ว</a> จึงได้เวลาปล่อยคำถามที่ 3 ค่ะ</p>
<p style="text-align: center;"><strong><span style="color: #ff99cc;">คำถามที่สาม</span></strong>เห็นภาพหน้าคนในนี้กี่ภาพคะ</p>
<p style="text-align: center;"><span style="text-decoration: underline;"><img style="cursor: -moz-zoom-in;" src="../files/2010/03/psy3.jpg" alt="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/psy3.jpg" width="435" height="542" /></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #ffff00;">5 ท่านแรก</span></span> ที่ตอบถูก</p>
<p style="text-align: center;">จะได้รางวัลเป็นเมล็ดพันธุ์ผัก/หรืออะไรก็ตามที่เอามาได้จากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธุ์เพ็ญศิริฯ (ทางไปแม่สาย)ค่ะ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="cursor: -moz-zoom-in;" src="../files/2010/03/e0b888e0b8b1e0b899e0b881e0b8b0e0b89ce0b8b1e0b881.jpg" alt="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/e0b888e0b8b1e0b899e0b881e0b8b0e0b89ce0b8b1e0b881.jpg" width="446" height="140" /></p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/e0b888e0b8b1e0b881e0b8a3e0b89ee0b8b1e0b899e0b898e0b8b8e0b98c.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-367 aligncenter" title="e0b888e0b8b1e0b881e0b8a3e0b89ee0b8b1e0b899e0b898e0b8b8e0b98c" src="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/e0b888e0b8b1e0b881e0b8a3e0b89ee0b8b1e0b899e0b898e0b8b8e0b98c-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a><a href="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/e0b888e0b8b1e0b899e0b881e0b8b0e0b89ce0b8b1e0b8811.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-368" title="e0b888e0b8b1e0b899e0b881e0b8b0e0b89ce0b8b1e0b8811" src="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/e0b888e0b8b1e0b899e0b881e0b8b0e0b89ce0b8b1e0b8811-300x300.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a></p>
<p style="text-align: center;"> <img src='http://lanpanya.com/seasonschange/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/362/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ม็อบ</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/361</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/361#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Mar 2010 01:21:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=361</guid>
		<description><![CDATA[สมัยเรียนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ม็อบยังไม่สะพรั่งยังกะเห็ดฤดูฝนแบบปัจจุบันนี้ เลยมีเรียนอยู่ติ่งหนึ่งในวิชาจิตวิทยาสังคม เรียก Mob Psychology
อ.กิติกร  มีทรัพย์ให้ความหมายไว้ว่า Mob คือกลุ่มคนที่เชื่อว่าจะมีแนวโน้มกระทำการวุ่นวาย รุนแรงด้วยขาดสติ และมีความหุนหันพลันแล่นสูงยากที่คาดคะเนได้ &#8230;การศึกษาเรื่องนี้น่าสนุกตรงที่เมื่อคนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของม็อบแล้วจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองลงไป (Deindividuation : ซิมบาร์โดศึกษาไว้) ถูกกลืนกลายด้วยอิทธิพลของอัตลักษณ์ม็อบนั้น ๆ เมื่อสูญเสียความเป็นตัวเองก็ถูกชักจูงได้ง่าย ถ้าผู้นำม็อบหรือคนโว้กเว้กขึ้นมาในขณะนั้น ชี้มือไปที่ความรุนแรงแบบไหน คนในม็อบก็จะเฮตาม ๆ ไปอย่างง่ายดาย
อัตลักษณ์ของม็อบมีอะไรบ้าง
1. ชื่อ : ชื่อจะบอกถึงเหตุผลในการรวมกลุ่ม ทำให้เป็นสิ่งที่โดดเด่นขึ้นมา และชััดว่าใครเป็นใคร จึงไม่แปลกใช่มั้ยคะที่แม้ในฟากเดียวกันก็ยังแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่าย่อย ๆ ในนั้นได้
2. กลุ่มที่เข้าร่วม : ในสมัย 14 ตค. ส่วนมากเป็นนักศึกษาที่เป็นแกนนำ รุ่นพฤษภาทมิฬกลุ่มที่เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงาน ( White Collar) สมัยนี้เรียกตัวเองว่ากลุ่มรักประชาธิปไตย จากรากหญ้า หรือกลุ่มของสมัชชาคนจน (แปลกเดี๋ยวนี้หายไปไหน?)
3. สัญลักษณ์ของกลุ่ม : เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นแล้วรู้ปุ๊บเลยว่าใคร เดี๋ยวนี้ก็คือสี แต่ก่อนก็เป็นเครื่องแต่งกายเช่นหม้อฮ่อม ผ้าขาวม้า
4. การสื่อสาร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สมัยเรียนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ม็อบยังไม่สะพรั่งยังกะเห็ดฤดูฝนแบบปัจจุบันนี้ เลยมีเรียนอยู่ติ่งหนึ่งในวิชาจิตวิทยาสังคม เรียก <a href="http://psychology.wikia.com/wiki/Mob_psychology">Mob Psychology</a></p>
<p>อ.กิติกร  มีทรัพย์ให้ความหมายไว้ว่า Mob คือกลุ่มคนที่เชื่อว่าจะมีแนวโน้มกระทำการวุ่นวาย รุนแรงด้วยขาดสติ และมีความหุนหันพลันแล่นสูงยากที่คาดคะเนได้ &#8230;การศึกษาเรื่องนี้น่าสนุกตรงที่เมื่อคนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของม็อบแล้วจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองลงไป (Deindividuation : ซิมบาร์โดศึกษาไว้) ถูกกลืนกลายด้วยอิทธิพลของอัตลักษณ์ม็อบนั้น ๆ เมื่อสูญเสียความเป็นตัวเองก็ถูกชักจูงได้ง่าย ถ้าผู้นำม็อบหรือคนโว้กเว้กขึ้นมาในขณะนั้น ชี้มือไปที่ความรุนแรงแบบไหน คนในม็อบก็จะเฮตาม ๆ ไปอย่างง่ายดาย<span id="more-361"></span></p>
<p>อัตลักษณ์ของม็อบมีอะไรบ้าง</p>
<p>1. <strong><span style="color: #ff6600;">ชื่อ</span></strong> : ชื่อจะบอกถึงเหตุผลในการรวมกลุ่ม ทำให้เป็นสิ่งที่โดดเด่นขึ้นมา และชััดว่าใครเป็นใคร จึงไม่แปลกใช่มั้ยคะที่แม้ในฟากเดียวกันก็ยังแบ่งเป็นก๊ก เป็นเหล่าย่อย ๆ ในนั้นได้</p>
<p>2. <strong><span style="color: #ff6600;">กลุ่มที่เข้าร่วม</span></strong> : ในสมัย 14 ตค. ส่วนมากเป็นนักศึกษาที่เป็นแกนนำ รุ่นพฤษภาทมิฬกลุ่มที่เข้าร่วมส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงาน ( White Collar) สมัยนี้เรียกตัวเองว่ากลุ่มรักประชาธิปไตย จากรากหญ้า หรือกลุ่มของสมัชชาคนจน (แปลกเดี๋ยวนี้หายไปไหน?)</p>
<p>3. <strong><span style="color: #ff6600;">สัญลักษณ์ของกลุ่ม</span></strong> : เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นแล้วรู้ปุ๊บเลยว่าใคร เดี๋ยวนี้ก็คือสี แต่ก่อนก็เป็นเครื่องแต่งกายเช่นหม้อฮ่อม ผ้าขาวม้า</p>
<p>4. <strong><span style="color: #ff6600;">การสื่อสาร</span></strong> : สมัยก่อนใช้วิทยุคลื่นสั้น ว.กันสนุก เดี๋ยวนี้อินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน SMS จานดาวเทียมสีต่าง ๆ การปลุกเร้ามันถึงกระจายและครอบคลุมไปทั่วทุกชนชั้นไง</p>
<p>5. <strong><span style="color: #ff6600;">ผู้นำ</span></strong> : ผู้นำแต่ละม็อบจะมีจุดยืนของตัวเอง มีลักษณะของตัวเอง ทำให้แบ่งกลุ่มโดยอัตโนมัติว่าใครรักใคร ใครโค้งใครก็เข้าไป</p>
<p>6. <strong><span style="color: #ff6600;">บรรยากาศ</span></strong> : จะเป็นฮาร์ดคอร์อย่างเดียวไม่ได้หรอก ต้องมีช่วงผ่อนคลาย ดังนั้นจึงมีทั้งศิลปินนักร้อง นักแสดงขึ้นเวทีกันสนุกสนาน และแต่ละคนก็มีแควนคลับของตัวเองจึงมีคนกลุ่มหนึ่งที่ไปเข้าม็อบเพราะชอบบรรยากาศความร้อนแรง ความคึกคักซึ่งดีกว่าอยู่บ้านหงอยคนเดียว</p>
<p>7. <strong><span style="color: #ff6600;">จำนวนคนที่เข้าร่วม</span></strong> : ม็อบที่มีคน 10 คน พลังในการดึงคนที่เลียบ ๆ เคียง ๆ ให้เข้าร่วมจะมีน้อยกว่าม็อบที่ขานตัวเลขว่าหมื่นคนแน่นอน (ขานเฉพาะตัวเลขนะ ของจริงว่ากันอีกที) ต้องมีการหล่อเลี้ยงคนที่เข้าร่วมไว้ เอาให้เฮเป็นระยะ เช่นการปราศรัยก็ต้องมีมุกขำให้ฮากระจาย เมื่อเริ่มเห็นว่าคนหมดสนุกก็ต้องกระตุ้นด้วยคำว่าพรุ่งนี้จะมีพี่น้องมาจาก&#8230;อีก 30000 คนเพื่อมาร่วมกับเรา &gt;&gt; เฮ&#8230; ตอนนี้มีพี่น้องมาจาก&#8230;อีก 5000 คน เรามีผู้สนับสนุนมากมาย ฯลฯ เนี่ยมันต้องโคด-สะ-นาเป็นไม่งั้นคนหด เหี่ยวกันหมดจะเอาความมันมาจากไหนล่ะ</p>
<p>อัตลักษณ์ของม็อบเป็นกลไกสำคัญให้คนเกิดความรู้สึกร่วม และเมื่อมีจำนวนมากจนถึงระดับที่เรียกว่า Critical mass ก็จะมีพลังในการทำให้คนในชาติต้องหันมามอง หรือรบ.ต้องคิดหนักกับข้อเรียกร้องต่าง ๆ <span style="text-decoration: underline;">แต่</span> มีสิ่งที่ควรรู้ว่า <span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #99cc00;">เงื่อนไข ข้อต้องการของม็อบแม้จะมีคนมามากมาย จนทำให้สังคมจับตามองก็ไม่ใช่สิ่งบอกว่าเงื่อนไขนั้น&#8221;ถูกต้อง&#8221;  เพราะเงื่อนไข ความต้องการจะถูกต้องได้ก็ต่อเมื่อ<strong> </strong></span><strong><span style="color: #99cc00;">&#8220;ได้รับการยอมรับ&#8221; จากสังคมว่า&#8221;ยอมรับได้&#8221; เท่านั้น</span></strong></span></p>
<p>การยอมรับจากสังคมส่วนใหญ่จึงเป็นตัวตัดสินว่าสิ่งที่ทำนั้น&#8221;พอไหว&#8221; &#8230;ไม่ใช่เอาหลักสารพัดมาอ้าง เหมือนตอนปฏิวัติปี 49 ไงคะ แม้ผู้ทรงความรู้จากหลายสถาบันจะออกมาบอกว่าไทยยอมรับรัฐประหารผิดหลักนิติรัฐ หลักประชาธิปไตยหรือหลักอะไรก็ตาม แต่ประชาชนส่วนใหญ่&#8221;ยอมรับ&#8221; ว่าเป็นทางคลี่คลายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไทยจึงผ่านช่วงนั้นมาแม้จะมีเสียงตะแง้ว ๆ มาตลอดก็ตาม</p>
<p>ความไม่เป็นตัวของตัวเองของคนในหมู่ม็อบมีรายละเอียดพิสดารยุ่งเหยิงมาก โดยเฉพาะเรื่องของจิตสำนึก (Awareness) ที่ไดเนอร์เคยศึกษาว่ามีอะไรสูญเสียไปบ้าง พบว่าคนที่เข้าร่วมม็อบนั้นมีลักษณะ Poor Impulse Control การควบคุมอารมณ์อ่อนลง อารมณ์อ่อนไหว เปราะบางง่าย และความเข้าใจเชิงเหตุผลของแผน - การเจรจาต่อรองลดน้อยลง (ไม่แปลกเลยเนาะที่เหมือนจะพูดกันไม่รู้เรื่อง)</p>
<p>ม็อบนอกจากจะเป็นสิ่งบอกถึงความต้องการจำเป็นพื้นฐานภายในแล้ว ยังบอกถึงความเจ็บช้ำ (Grivences) ของคนที่อยู่ในม็อบที่อยากให้โลกรู้ด้วย &#8230;ในส่วนนี้มีคำสำคัญที่น่าสนใจคือ <strong><span style="color: #ff99cc;">Heromania </span></strong>ซึ่งบอกถึงความเปราะบาง ความพึ่งพาและความปรารถนาที่จะเป็นอยู่ในนั้น <span style="color: #cc99ff;">ผู้นำม็อบจึงเป็นตัวตนที่ปรารถนาจะเป็น แต่ไม่ได้เป็นในความเป็นจริง</span> หรือมีบางสิ่งที่คลิ้กกับเรื่องราวในชีวิตจริงจึงเกิดอารมณ์ร่วมได้มากมาย</p>
<p><img class="aligncenter" src="../files/2010/03/963317.jpg" alt="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/03/963317.jpg" /></p>
<p>เมื่อทำความเข้าใจกับม็อบแล้วก็รู้สึกว่าม็อบไม่ใช่คนบ้าในสาธารณะ (public disorders) แต่บางส่วนก็มีจิตใจดีเหมือนกัน ถ้าพิเคราะห์อย่างละเอียดและเป็นธรรม ก็จะเห็นกระบวนที่มาที่ไป และสามารถคลี่คลายในทางบวกได้ โดยมีตัวแทนเจรจา มีผู้ประสานที่สามารถ เจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้อง (ในที่นี้คือประชาชนปกติทั่ว ๆ ไป) ใช้ความรุนแรงให้น้อยที่สุด (หมายฟามว่าใช้ได้เมื่อจำเป็น มีเหตุแห่งการใช้ แต่เริ่มจากขั้นต่ำสุดเสมอ) และมีความเข้าใจจิตวิทยาฝูงชนดี อย่าลืมให้สื่อเกาะติดเหตุการณ์<span style="text-decoration: underline;">ตามความเป็นจริง</span> (โดยงดการวิจารณ์ วิพากย์บนสื่อทีวี ทีวีมันเข้าถึงทุกหัวระแหงนะ คนไม่ทำ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ถ้าพูดให้ดีขึ้นไม่ได้ ถึงไม่พูดก็คงไม่มีใครคิดว่าเป็นใบ้หรอกค่ะ หยุดพูดจะดีกว่าเยอะ) &#8230;ก็น่าจะคลี่คลายได้ (มั้ง)</p>
<p>มุมสนุก ๆ อีกอันที่น่าคิดคือ ม็อบที่ก่อตัวในฤดูร้อน ตอนบ่ายจะมีแนวโน้มของการกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงได้ง่ายเพราะความร้อนกระตุ้นอารมณ์ให้ร้อนแรง <img src='http://lanpanya.com/seasonschange/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p style="text-align: center;">คนทุกคนมีทั้งพลังรัก (Eros) และพลังชัง (Thanatos) อยู่ในตัวทั้งนั้น ถ้าใช้แต่พลังชังแถมยังเอาชนะอีก โลกนี้ก็อลวนสิ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/361/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดการท่องเที่ยวแบบใหม่</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/358</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/358#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2010 14:08:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=358</guid>
		<description><![CDATA[ชักเบื่อสโลแกนชวนเที่ยวไทยของการท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่านั่นคือวิถีไทยอย่างแท้จริงเท่าไรนัก หรือทุกท่านคิดว่าผู้หญิงไทยต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดไทยฟิต ๆ ตลอดเวลา  
การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่อยากเห็นคือเที่ยวบ้านปราชญ์ชาวบ้าน หรือศิลปินแห่งชาติด้านต่าง ๆ ไปเรียนรู้ ซึมซับวิถีที่เค้าอยู่เค้ากิน ฟังเรื่องราวที่กว่าจะมาเป็นวันนี้ &#8230;ยกตัวอย่างสวนป่าก็ได้เอ้า  
สวนป่ามีเสน่ห์บางอย่างที่คนไปแล้วไม่ลืม ทั้งความร่มครึ้มของต้นไม้ อัธยาศัยที่น่ารักของผู้คนหรือสัตว์ต่าง ๆ  ประเภทใครอยากเจอตาหวานจิกกล้องก็ลองดู หรืออยากปีนต้นกระถินเก็บให้หมูเหมยซานกินก็ได้ทำ อยากเห็นไก่ต๊อกเดินรับแขกตัวกลมป๊อกแบบเหมือนกันเดี๊ยะจนแยกไม่ออกว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมียก็ได้เห็น  อยากเกาคางวัวขี้อ้อนก็ได้ลอง อยากเปลี่ยนสีรถใหม่ก็สบาย&#8230;นกยูง อตร.จัดให้
สวนป่ามีสิ่งที่ขายได้นอกเหนือจากธรรมชาติและอัธยาศัยคือความเป็นมาของสวนป่า เรื่องราวความสำเร็จที่ไม่ใช่โชคชะตา หรือฟลุ้คแต่เกิดจากความตั้งใจจริง อดทน และพยายาม สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวอันทำให้ผลิตภัณฑ์ซึ่งได้แก่ตัวสวนป่าเองมีคุณค่านะคะ
จะขายยังไง ไม่ยาก ทำโฮมสเตย์แบบทางเลือก คือให้ผู้มาเยือนลงไปเก็บผักมาทำกินเองตามถนนคนเดินของสวนป่า หรือแม่หวีสุดสวยเป็นหัวหน้าจ้างลูกบ้านสาว ๆ เป็นจ๊อบ ๆ มาเป็นลูกมือ ทำอาหารพื้นบ้านอีสานให้ผู้มาเยือนได้กิน  เก็บเป็นรายวัน/หัว &#8230; คนในเมืองต้องการพื้นที่ที่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบไม่โก้หรูจนแตะไม่ถึง แต่ต้องการพื้นที่ที่มีความอิสระ แถมพ่อมีคนให้คุยด้วยอีกเยอะแยะเลย
ใครอยากเก็บผักกลับบ้านก็ชั่งขายเป็นกก.ไป ใครอยากตกปลาเขียวมรกตก็ทำไป เอามาชั่งก็พอ ขนาดสวนผลไม้ที่จันท์ ฯ เค้ายังมีเทศกาลบุกสวนให้คนเก็บตามสะดวกได้เลย สวนป่าทำไมจะให้คนเก็บผัก หักฟืนกลับบ้านไม่ได้  ส่วนกีฬาพื้นบ้าน เค้ามีวิ่งควาย ทำไมเราจะให้ลงไปจับหมูเหมยซานหนีบเข้าเอววิ่งเล่นไม่ได้
ที่สำคัญสวนป่าจะสร้างงานให้หมู่บ้านได้เยอะเลยล่ะค่ะ เพราะขายวัฒนธรรมท้องถิ่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชักเบื่อสโลแกนชวนเที่ยวไทยของการท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่านั่นคือวิถีไทยอย่างแท้จริงเท่าไรนัก หรือทุกท่านคิดว่าผู้หญิงไทยต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดไทยฟิต ๆ ตลอดเวลา <img src='http://lanpanya.com/seasonschange/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>การท่องเที่ยวแบบใหม่ที่อยากเห็นคือเที่ยวบ้านปราชญ์ชาวบ้าน หรือศิลปินแห่งชาติด้านต่าง ๆ ไปเรียนรู้ ซึมซับวิถีที่เค้าอยู่เค้ากิน ฟังเรื่องราวที่กว่าจะมาเป็นวันนี้ &#8230;ยกตัวอย่างสวนป่าก็ได้เอ้า  <span id="more-358"></span></p>
<p>สวนป่ามีเสน่ห์บางอย่างที่คนไปแล้วไม่ลืม ทั้งความร่มครึ้มของต้นไม้ อัธยาศัยที่น่ารักของผู้คนหรือสัตว์ต่าง ๆ  ประเภทใครอยากเจอตาหวานจิกกล้องก็ลองดู หรืออยากปีนต้นกระถินเก็บให้หมูเหมยซานกินก็ได้ทำ อยากเห็นไก่ต๊อกเดินรับแขกตัวกลมป๊อกแบบเหมือนกันเดี๊ยะจนแยกไม่ออกว่าตัวไหนตัวผู้ตัวไหนตัวเมียก็ได้เห็น  <a href="http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3639">อยากเกาคางวัวขี้อ้อนก็ได้ลอง</a> อยากเปลี่ยนสีรถใหม่ก็สบาย&#8230;<a href="http://lanpanya.com/wash/archives/1247">นกยูง อตร.</a>จัดให้</p>
<p>สวนป่ามีสิ่งที่ขายได้นอกเหนือจากธรรมชาติและอัธยาศัยคือ<a href="http://lanpanya.com/sutthinun/archives/3529">ความเป็นมาของสวนป่า</a> เรื่องราวความสำเร็จที่ไม่ใช่โชคชะตา หรือฟลุ้คแต่เกิดจากความตั้งใจจริง อดทน และพยายาม สิ่งเหล่านี้คือเรื่องราวอันทำให้ผลิตภัณฑ์ซึ่งได้แก่ตัวสวนป่าเองมีคุณค่านะคะ</p>
<p>จะขายยังไง ไม่ยาก ทำโฮมสเตย์แบบทางเลือก คือให้ผู้มาเยือนลงไปเก็บผักมาทำกินเองตามถนนคนเดินของสวนป่า หรือแม่หวีสุดสวยเป็นหัวหน้าจ้างลูกบ้านสาว ๆ เป็นจ๊อบ ๆ มาเป็นลูกมือ ทำอาหารพื้นบ้านอีสานให้ผู้มาเยือนได้กิน  เก็บเป็นรายวัน/หัว &#8230; คนในเมืองต้องการพื้นที่ที่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบไม่โก้หรูจนแตะไม่ถึง แต่ต้องการพื้นที่ที่มีความอิสระ แถมพ่อมีคนให้คุยด้วยอีกเยอะแยะเลย</p>
<p>ใครอยากเก็บผักกลับบ้านก็ชั่งขายเป็นกก.ไป ใครอยากตกปลาเขียวมรกตก็ทำไป เอามาชั่งก็พอ ขนาดสวนผลไม้ที่จันท์ ฯ เค้ายังมีเทศกาลบุกสวนให้คนเก็บตามสะดวกได้เลย สวนป่าทำไมจะให้คนเก็บผัก หักฟืนกลับบ้านไม่ได้  ส่วนกีฬาพื้นบ้าน เค้ามีวิ่งควาย ทำไมเราจะให้ลงไปจับหมูเหมยซานหนีบเข้าเอววิ่งเล่นไม่ได้</p>
<p>ที่สำคัญสวนป่าจะสร้างงานให้หมู่บ้านได้เยอะเลยล่ะค่ะ เพราะขายวัฒนธรรมท้องถิ่น ขายความเป็นหมู่บ้านสตึก ที่มีวัดแบบนี้ มีคนทำนาแบบนี้ มีคนพูดแบบนี้  โดยสวนป่าเชื่อมกับหมู่บ้าน โอย ! เท่จะตาย</p>
<p>บ้านอาจารย์แปลกที่ชร.พื้นที่น้อยกว่าสวนป่าอีก แต่เค้ามีโรงแรมชาวนานะคะ เวลาคนไปเยี่ยมชมปราชญ์ชาวบ้านถ้าอยากพักก็พักได้ คืนละ 100 (มั้ง) ได้คุยกับอาจารย์แปลกหนำใจเลย ถ้าจะไปกินข้าวเที่ยงที่นั่นโดยเยี่ยมชมบ้านนาหลังคาแดงด้วยก็คิดรายหัว หัวละเท่าไรลืมแล้ว แต่เป็นอาหารพื้นเมืองที่เก็บผักในนั้นแหละมาทำกิน อย่างแกงแคที่มีผัก 32 อย่างก็เพิ่งรู้เมื่อไปที่บ้านอาจารย์แปลกและอาจารย์ไล่เก็บให้ดูนี่แหละ (พร้อมให้เราเป็นลูกมือด้วย :))&#8230;แน่นอนว่าเที่ยงนั้นอาหารคือแกงแค กับข้าวหอมมะลิแดง อิอิอิ</p>
<p>อาจารย์จะมีน้ำสมุนไพรใส่คูลเลอร์ไว้ให้รินเอง วันที่ไปเป็นน้ำอัญชันเก๊าะอัญชันข้างรั้วนั่นแหละค่ะ ใครอยากกินก็บริการตัวเองไป ขนมของว่างที่วางไว้ให้เป็นขนมจ๊อก (ขนมเทียน) ทำแบบนี้ก็สนุกดีนะคะ อาจารย์ก็มีรายได้ด้วย&#8230;โรงแรมชาวนามีนักศึกษาจากต่างแดนมาพักหลายคน เพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการปลูกพืชเมืองร้อน เศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ นักศึกษาก็เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจนะคะ</p>
<p>ถ้าการท่องเที่ยวจะหาจุดขายใหม่ ๆ น่าจะลองทำเส้นทางเที่ยวแบบได้ความรู้และสัมผัสกับตัวจริงเสียงจริงกันบ้างนะคะ โฮมสเตย์แบบบ้านปราชญ์ชาวบ้านก็น่าสนใจจะตาย ^ ^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/358/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>KM : การดูแลเด็กพิเศษให้มีความสุข</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/355</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/355#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Mar 2010 11:04:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=355</guid>
		<description><![CDATA[ทำ KM มาก็หลายวง แต่มีเพียงวงเดียวที่รู้สึกอยากเล่าต่อเพราะได้คำตอบว่าเด็ก ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยและแนวทางการดูแลจากเราแล้ว&#8230;เขาไปไหน
KM ในวันที่ 26 - 27 กพ.นี้น่าสนใจเนื่องจากมีสมาชิกผู้เล่าน้อยกว่าวงอื่น ๆ คือ 8 คน ประกอบด้วยคุณแม่ 3 ท่าน (คุณแม่น้องทัตเทิ่ล คุณแม่น้องตั้ม และคุณแม่อ้อยประธานชมรมผู้ปกครองเด็กออทิสติก) คุณครู 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่านได้แก่นักแก้ไขการพูด และนักกิจกรรมบำบัด
ความรู้ที่ลอยว่อนมาจากปากคำของคุณแม่คนเก่ง คุณครูจอมบู๊และผู้เชี่ยวชาญต่างสาขาทำเอาทึ่ง เพราะรายละเอียดหลายอย่างเป็นสิ่งที่วิชาการไปไม่ถึง  เช่น
เราจะช่วยลูกเราได้ดีก็ต่อเมื่อจัดการกับความรู้สึกของเราให้ได้ก่อน ดังนั้นสิ่งแรกคือจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งเทคนิคในการจัดการกับอารมณ์ตัวเองก็ง่าย ๆ แต่ได้ผล ด้วยคำพูดเหล่านี้ไงคะ
&#8220;ถ้าดูยาก (อาการน้อย) รักษาง่าย&#8230;ถ้าดูง่าย (อาการมาก) รักษายาก&#8221; คำสั้น ๆ ที่ปลอบใจให้เห็นบวกใครจะเถียงว่าไม่จริง  
มองชีวิตเหมือนขนมเค้ก ที่แบ่งเป็นชิ้น ๆ ชิ้นนี้อาจไม่สวย เว้าแหว่ง แต่ยังมีอีกตั้งหลายชิ้นที่เหลืออยู่ให้เราได้ชื่นชม &#8230;มีใครเปรียบเทียบชีวิตที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษได้หอมหวาน น่ารัก น่ากินขนาดนี้บ้าง ?
ไม่ต้องสนใจว่าลูกจะเป็นอะไร แต่ถามตัวเองว่าอยากช่วยลูกมั้ย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทำ KM มาก็หลายวง แต่มีเพียงวงเดียวที่รู้สึกอยากเล่าต่อเพราะได้คำตอบว่าเด็ก ๆ ที่ได้รับการวินิจฉัยและแนวทางการดูแลจากเราแล้ว&#8230;เขาไปไหน</p>
<p>KM ในวันที่ 26 - 27 กพ.นี้น่าสนใจเนื่องจากมีสมาชิกผู้เล่าน้อยกว่าวงอื่น ๆ คือ 8 คน ประกอบด้วยคุณแม่ 3 ท่าน (คุณแม่น้องทัตเทิ่ล คุณแม่น้องตั้ม และคุณแม่อ้อยประธานชมรมผู้ปกครองเด็กออทิสติก) คุณครู 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่านได้แก่นักแก้ไขการพูด และนักกิจกรรมบำบัด<span id="more-355"></span></p>
<p>ความรู้ที่ลอยว่อนมาจากปากคำของคุณแม่คนเก่ง คุณครูจอมบู๊และผู้เชี่ยวชาญต่างสาขาทำเอาทึ่ง เพราะรายละเอียดหลายอย่างเป็นสิ่งที่วิชาการไปไม่ถึง  เช่น</p>
<p><span style="color: #ffff00;"><strong>เราจะช่วยลูกเราได้ดีก็ต่อเมื่อจัดการกับความรู้สึกของเราให้ได้ก่อน</strong></span> ดังนั้นสิ่งแรกคือจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งเทคนิคในการจัดการกับอารมณ์ตัวเองก็ง่าย ๆ แต่ได้ผล ด้วยคำพูดเหล่านี้ไงคะ</p>
<p>&#8220;<strong><span style="color: #ff99cc;">ถ้าดูยาก (อาการน้อย) รักษาง่าย&#8230;ถ้าดูง่าย (อาการมาก) รักษายาก</span></strong>&#8221; คำสั้น ๆ ที่ปลอบใจให้เห็นบวกใครจะเถียงว่าไม่จริง <img src='http://lanpanya.com/seasonschange/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p><strong><span style="color: #ff99cc;">มองชีวิตเหมือนขนมเค้ก ที่แบ่งเป็นชิ้น ๆ ชิ้นนี้อาจไม่สวย เว้าแหว่ง แต่ยังมีอีกตั้งหลายชิ้นที่เหลืออยู่ให้เราได้ชื่นชม </span></strong>&#8230;มีใครเปรียบเทียบชีวิตที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษได้หอมหวาน น่ารัก น่ากินขนาดนี้บ้าง ?</p>
<p><strong><span style="color: #ff99cc;">ไม่ต้องสนใจว่าลูกจะเป็นอะไร แต่ถามตัวเองว่าอยากช่วยลูกมั้ย &#8230;ถ้าอยากให้ลูกดีขึ้น ก็ต้องลงมือช่วยตั้งแต่ตอนนี้ </span></strong>ประโยคนี้สำคัญมากนะคะ เพราะเวลาที่พ่อแม่รู้ว่าลูกเป็นคนพิเศษ ปฏิกิริยาแรกคือช็อค สับสน และหาเหตุผลที่จะบอกกับตัวเองว่าไม่ใช่ จนเสียเวลาในช่วงแรกไปมากมายกับการตระเวณหาคำยืนยัน</p>
<p>ถ้าเรายอมรับก็จะหยุดหาเหตุผล และมุมานะ พยายามในการหาความรู้ หาเทคนิค หาวิธีการ หาเครือข่ายที่จะช่วยเหลือคนพิเศษตัวเล็ก เหล่านี้ด้วยมือของเราเอง</p>
<p><span style="color: #ff99cc;">พ่อแม่และคนในครอบครัวทุกคนจึงเป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะไม่มีใครรู้จักเขาดีเท่าเรา ไม่มีใครรักเขาเท่าเรา และไม่มีใครมีความคิดสร้างสรรค์เท่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีความรักมากมายให้กับลูกอีกแล้วค่ะ</span></p>
<p>ใครจะนึกว่าการพูดซ้ำ ๆ ของเด็กออทิสติกที่เรารับรู้ในเวลาไม่ถึงชม.ที่เขาอยู่กับเรา เมื่ออยู่บ้านจะทำให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายได้รู้จักคำว่า&#8221;อดทน&#8221; อย่างถึงแก่น หลังจากโดนถามซ้ำ ๆ ถึง 10 ชม.!!!</p>
<p>พ่อแม่ปู่ย่าตายายที่น่ารักเหล่านี้เอาพลังมาจากไหนในการดูแลกันและกัน โอบอุ้มประคับประคองให้ความทุกข์แปรเปลี่ยนเป็นการเติบโตทีละมิลลิเมตรได้อย่างสนุกสนาน &#8230;ฤๅนี่คือพลังของความรักอย่างแท้จริง</p>
<p>ในฟากของคุณครูก็มันไม่แพ้กัน</p>
<p>มีทั้งการสอนให้อ้ายหล้า หนุ่มอายุ 22 ปี พิการทางสมองได้รู้จักเขียนหนังสือด้วยเท้าของตัวเอง โดย ผอ. เป็นผู้ไปคว้าตัวจากชมรมคนพิการของ รพ.แม่ลาว มาส่งให้ครูติ๋มสอนโดยไม่คิดมูลค่าใด ๆ&#8230;อ้ายหล้าเรียน ป.6 3 ปีซ้อน (ก็ครูติ๋มสอน ป.6) เพื่อเขียนชื่อตัวเองให้ได้และอ่านแบบเรียนภาษาไทย 6 เล่มออกหมด ตามความตั้งใจของเจ้าตัวที่อยากสื่อสารกับคนอื่น ๆ  ผอ.ก็หนับหนุนสุดฤทธิ์ด้วยการเลื่อยขาโต๊ะให้ต่ำกว่าเก้าอี้ อ้ายหล้าจะได้นั่งเขียนด้วยเท้าได้สะดวก</p>
<p>ปัจจุบันอ้ายหล้าสามารถไปธนาคาร เพื่อดูแล บ/ช เงินเดือนคนพิการที่ได้รับจากรัฐเดือนละ 500 บาทด้วยตัวเอง ไปแล้วก็เซ็นชื่อด้วยเท้านี่แหละ &#8230;แหม น่าจะปลอมลายเซ็นยากด้วยนิ ^ ^</p>
<p>น้องบอมเด็กออทิสติก  ได้ฝึกการโยนโบว์ลิ่ง เพราะในห้องครูสมบูรณ์มีรางโบว์ลิ่งเล็ก ๆ เพื่อการนี้โดยเฉพาะ แล้วมีใครเคยเอาเทคนิคเปเปอร์มาเช่ มาประยุกต์สอนให้คุณหนู ๆ ผู้แปลงร่างเป็นระเบิดลูกเล็ก ๆ ได้ตลอดเวลา รู้จักพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และผสมคำบ้างมั้ยคะ &#8230;คุณครูสมบูรณ์ทำอ่ะ น่าทึ่งมั้ยล่ะ</p>
<p>หรือน้องส้มผู้เขียนหนังสือด้วยเท้า เป็นคนวาดภาพได้สวยมาก (ด้วยเท้าเหมือนกัน) เคยวาดภาพในหลวงและผอ.การศึกษาเขตเขียนชมจนเจ้าตัวเอาภาพนั้นใส่กรอบติดไว้เหนือโต๊ะ ส้มเป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นประธานโรงเรียน ประสบความสำเร็จบนเส้นทางของตัวเอง ด้วยสองมือ หนึ่งใจของครูอ้วนที่ปลุกปั้นมา  &#8230;เด็กที่บกพร่องทางกายจะมีความกดดันสูงกว่าเด็กพิเศษด้านอื่น ๆ นะคะ เพราะสมองเขาปกติ มีความอยากได้ อยากมีเหมือนคนอื่น ๆ แต่ทำไม่ได้เท่า</p>
<p>สิ่งแรกที่คุณครูนักสู้ทุกท่านทำคือสอนให้เด็กช่วยตัวเองให้ได้ ตั้งแต่การล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว เด็ก ๆ ต้องดูแลตัวเองในทุกด้าน เพราะเมื่อเด็กแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ &#8230;เค้าจะปลอดภัยค่ะ</p>
<p>ฝั่งผู้เชี่ยวชาญก็เช่นกัน อ.นาย ให้พูดคำที่โดนมาก ๆ คือ <strong><span style="color: #ff6600;">ถ้าเราสงสารเด็กเกินไปจนทำให้ทุกอย่าง นั่นเป็นการถ่วงการเรียนรู้ของเด็ก </span></strong>น้องแป๋วนักกิจกรรมบำบัดก็มีมุมมองแบบเดียวกัน.. <strong><span style="color: #99cc00;">เด็ก ๆ จะเรียนรู้ผ่านสิ่งที่ชอบ เรามีหน้าที่หาสิ่งที่เด็กชอบ และฝึกให้เค้ามีความทนต่อสิ่งที่ไม่ชอบมากขึ้น ๆ เพราะในชีวิตจริงไม่มีทางที่เราจะได้เฉพาะสิ่งที่เราชอบเท่านั้น</span></strong>&#8230;</p>
<p>เมื่อถามถึงสายตาของคนรอบข้างก็ได้คำตอบอย่างชัดเจน หนักแน่นว่า &#8220;<span style="color: #cc99ff;"><strong>ภูมิใจ ถ้าเราเดินคนเดียว เขาไม่มองเราหรอก แต่นี่มากับเขาทำให้เราถูกมอง และปฏิบัติกับเราอย่างดีเพราะได้อานิสงส์จากเขานี่แหละ</strong></span>&#8220;  ขึ้นเครื่องบินก็ได้ที่นั่งพิเศษ ได้รับการดูแลก่อน ได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง &#8230; ถ้าไม่เข้มแข็ง มั่นคง จะมองอย่างนี้ได้หรือคะ <img src='http://lanpanya.com/seasonschange/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>แค่หนังตัวอย่างก็มันแล้วใช่มั้ย &#8230;นี่คือเสน่ห์ของประสบการณ์จริง ตัวจริง เสียงจริงที่แม้จะน้อยคนเล่า แต่ก็เข้มข้นจนฮาก๊าก ๆ ๆ ขนาดจัด 2 วันยังเล่ากันไม่หมดเลยค่ะ แต่ละคนเทคนิคแพรวพราว มีทั้งเทคนิคบริหารนาย บริหารทีม การ Share Reward การให้กำลังใจตัวเอง ฯลฯ</p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;</p>
<p>เพียงเรายื่นมือไปแตะคนอื่น ๆ จะแตะน้อย แตะมาก แตะหลวม ๆ หรือประสานมือแน่นก็เป็นวงล้อมของการดูแลคนตัวเล็ก ๆ ที่มีความพิเศษ</p>
<p>เพราะเขาสอนให้เรารู้จักคำว่าเดินไปด้วยกัน สอนให้รู้จักคำว่าอดทน สอนให้รู้จักคำว่าเติบโตบนพัฒนาการของตัวเอง และสอนให้รู้ว่าครอบครัวคือที่ที่สอนให้รู้จักคำว่ารักอย่างไม่มีเงื่อนไข&#8230; รักในสิ่งที่เขาเป็น</p>
<p>รักเป็นความละเอียดอ่อน รักคือความใส่ใจ รักคือความละเมียดละไม และรักคือความมั่นคง ไม่หวั่นไหว &#8230;พลังของรักจึงแปรเปลี่ยนความทุกข์ให้กลายเป็นความสนุกสนานได้แม้ในเรื่องเล็กน้อย</p>
<p>พลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่เกิดจากความรู้สึกอยากทำเพื่อคนอื่น อยากเห็นรอยยิ้ม อยากให้เขาดูแลตัวเองได้จึงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ส่งผลได้ในวงกว้าง ดุจปรากฎการณ์ผีเสื้อกระพือปีก</p>
<p class="MsoNormal" style="text-align: center;">Brighten the corner where you are!<br />
 Brighten the corner where you are!<br />
 Someone far from harbor &#8220;YOU&#8221; may guide across the bar;<br />
 Brighten the corner where you are!</p>
<p style="text-align: center;">Do not wait until some deed of greatness you may do,<br />
 Do not wait to shed your light afar,<br />
 To the many duties ever near you now be true,<br />
 Brighten the corner where you are.</p>
<p style="text-align: center;">Brighten the corner where you are!<br />
 Brighten the corner where you are!<br />
 Someone far from harbor &#8220;YOU&#8221; may guide across the bar;<br />
 Brighten the corner where you are!</p>
<p style="text-align: center;">Here for all your talent you may surely find a need,<br />
 Here reflect the bright and Morning Star;<br />
 Even from your humble hand the Bread of Life may feed,<br />
 Brighten the corner where you are.</p>
<p style="text-align: center;">Brighten the corner where you are!<br />
 Brighten the corner where you are!<br />
 Someone far from harbor &#8220;YOU&#8221; may guide across the bar;<br />
 Brighten the corner where you are!&#8230;</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/02/candle-in-the-dark.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-350 aligncenter" title="candle-in-the-dark" src="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/02/candle-in-the-dark-300x199.jpg" alt="" width="300" height="199" /></a></p>
<p style="text-align: center;">ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน&#8230; ทำให้ที่นั่นสว่าง สดใส  มีความหวังขึ้นมาให้ได้ ด้วยตัวของเราเองกันเถอะค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/355/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>จริต 6 แบบโยงกับคณิตศาสตร์</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/352</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/352#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 14:27:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=352</guid>
		<description><![CDATA[ในคืนที่ ลุงเอกกำลังชื่นมื่น คนที่ไม่ได้ไปงานแต่งลูกสาวคนสวยของลุงเอกลองมาสนุกกับการค้นหาบุคลิกภาพด้วยทฤษฎีบุคลิกภาพที่เก่าแก่ที่สุดของโลกกันดูมั้ยคะ ^ ^
ทฤษฎีจริต 6 เป็นการจำแนกลักษณะของมนุษย์ออกเป็นลักษณะ (Type) ต่าง ๆ 6 อย่าง คือ ราคะจริต โมหะจริต โทสะจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต และพุทธจริต ซึ่งมีแบบสำรวจให้ได้ลองทำ ที่นี่
การรู้จักจริตตนก็เพื่อหาทางพัฒนาได้ถูก  ผลที่ลองทำได้มาดังนี้ค่ะ



โมหะจริต
โทสะจริต
ราคะจริต
พุทธิจริต
ศรัทธาจริต
วิตกจริต


7.82%
15.32%

14.65%

26.85%
22.33%
13.03%



เมื่อแปลผลละเอียดเรียงจากคะแนนต่ำสุดไปสูงสุดก็ได้ว่า
ด้านโมหะจริต



กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


9
13
5
27
35



แปลอย่างมั่วคือความหลงของเบิร์ดจะแสดงออกทางวาจามากที่สุดเป็นลักษณะของพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ดีที่น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะกั่ก ๆ ๆ รองลงมาคือกาย เอ ชอบกอดนี่ถือว่าใช่มั้ย &#8230;น้อยที่สุดคือใจ
ด้านวิตกจริต



กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


9
9
21
39
59



แปลว่าความวิตกกังวลจะอยู่ในใจมากที่สุด เก็บความรู้สึกไว้ไม่แสดงออกมามากนัก
ด้านราคะจริต



กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


9
9
17
47
66



แปลว่าเก็บราคะไว้ในใจเหมียนกัน ชอบความประณีต เรียบร้อย อิอิอิ
ด้านโทสะจริต



กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


21
9
13
43
69



แต่เวลาโกรธจะแสดงออกทางกายคือสีหน้า ท่าทางแฮะ  แต่ไม่พูด  ^ ^
ด้านศรัทธาจริต



กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


21
21
 
17
59
100



แสดงออกซึ่งความศรัทธา มีหลักการทั้งทางกายและวาจา
ด้านพุทธิจริต



กาย
วาจา
ใจ
ผลรวมพฤติกรรม
ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ


25
17
 
25
67
121



เวลาคิด พิจารณา ไตร่ตรอง หาเหตุผลจะไม่พูด ยิ่งเงียบเท่าไรยิ่งกำลังคิด+ค้น+ทำเท่านั้น ฮี่ฮี่ฮี่
สรุปทั้ง 6 ด้านได้ว่ามีลักษณะไม่พูด เวลาพูดมักจะวกวน และยึดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อจึงเป็นครูที่ดีไม่ได้ ^ ^
คำทำนาย คือ
ท่านมีบุคลิกภาพเด่นอันดับหนึ่ง : แบบคุณปัญญา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในคืนที่<a href="http://lanpanya.com/journal/archives/7814"> ลุงเอกกำลังชื่นมื่น</a> คนที่ไม่ได้ไปงานแต่งลูกสาวคนสวยของลุงเอกลองมาสนุกกับการค้นหาบุคลิกภาพด้วยทฤษฎีบุคลิกภาพที่เก่าแก่ที่สุดของโลกกันดูมั้ยคะ ^ ^</p>
<p>ทฤษฎีจริต 6 เป็นการจำแนกลักษณะของมนุษย์ออกเป็นลักษณะ (Type) ต่าง ๆ 6 อย่าง คือ ราคะจริต โมหะจริต โทสะจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต และพุทธจริต ซึ่งมีแบบสำรวจให้ได้ลองทำ<a href="http://www.jirunghealthvillage.com/jarit6/"> ที่นี่<span id="more-352"></span></a></p>
<p>การรู้จักจริตตนก็เพื่อหาทางพัฒนาได้ถูก  ผลที่ลองทำได้มาดังนี้ค่ะ</p>
<table style="text-align: center; height: 58px;" border="1" width="694">
<tbody>
<tr>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: large;"><span style="font-size: medium;">โมหะจริต</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: large;"><span style="font-size: medium;">โทสะจริต</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ราคะจริต</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">พุทธิจริต</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ศรัทธาจริต</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">วิตกจริต</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">7.82%</span></td>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">15.32%</span></td>
<td>
<p><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">14.65%</span></p>
</td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">26.85%</span></span></td>
<td><span style="font-size: medium;"><span style="color: #99cc00;">22.33%</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">13.03%</span></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>เมื่อแปลผลละเอียดเรียงจากคะแนนต่ำสุดไปสูงสุดก็ได้ว่า</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ด้านโมหะจริต</span></strong></p>
<table style="text-align: center; height: 40px;" border="1" width="693">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff99cc;">กาย</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">วาจา</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ใจ</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลรวมพฤติกรรม</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">9</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">13</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">5</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">27</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">35</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>แปลอย่างมั่วคือความหลงของเบิร์ดจะแสดงออกทางวาจามากที่สุดเป็นลักษณะของพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ดีที่น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะกั่ก ๆ ๆ รองลงมาคือกาย เอ ชอบกอดนี่ถือว่าใช่มั้ย &#8230;น้อยที่สุดคือใจ</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ด้านวิตกจริต</span></strong></p>
<table style="text-align: center; height: 40px;" border="1" width="693">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff99cc;">กาย</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">วาจา</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ใจ</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลรวมพฤติกรรม</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">9</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">9</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">21</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">39</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">59</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>แปลว่าความวิตกกังวลจะอยู่ในใจมากที่สุด เก็บความรู้สึกไว้ไม่แสดงออกมามากนัก</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ด้านราคะจริต</span></strong></p>
<table style="text-align: center; height: 40px;" border="1" width="693">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff99cc;">กาย</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">วาจา</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ใจ</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลรวมพฤติกรรม</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">9</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">9</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">17</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">47</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">66</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>แปลว่าเก็บราคะไว้ในใจเหมียนกัน ชอบความประณีต เรียบร้อย อิอิอิ</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ด้านโทสะจริต</span></strong></p>
<table style="text-align: center; height: 40px;" border="1" width="693">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff99cc;">กาย</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">วาจา</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ใจ</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลรวมพฤติกรรม</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">21</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">9</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">13</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">43</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">69</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>แต่เวลาโกรธจะแสดงออกทางกายคือสีหน้า ท่าทางแฮะ  แต่ไม่พูด  ^ ^</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ด้านศรัทธาจริต</span></strong></p>
<table style="text-align: center; height: 40px;" border="1" width="693">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff99cc;">กาย</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">วาจา</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ใจ</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลรวมพฤติกรรม</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">21</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">21<br />
 </span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">17</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">59</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">100</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>แสดงออกซึ่งความศรัทธา มีหลักการทั้งทางกายและวาจา</p>
<p><strong><span style="color: #ff6600;">ด้านพุทธิจริต</span></strong></p>
<table style="text-align: center; height: 40px;" border="1" width="693">
<tbody>
<tr>
<td><span style="font-size: medium;"><span style="color: #ff99cc;">กาย</span></span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">วาจา</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ใจ</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลรวมพฤติกรรม</span></td>
<td><span style="color: #ff99cc; font-size: medium;">ผลวิเคราะห์บุคลิกภาพ</span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">25</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">17<br />
 </span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">25</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00;"><span style="font-size: medium;">67</span></span></td>
<td><span style="color: #99cc00; font-size: medium;">121</span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>เวลาคิด พิจารณา ไตร่ตรอง หาเหตุผลจะไม่พูด ยิ่งเงียบเท่าไรยิ่งกำลังคิด+ค้น+ทำเท่านั้น ฮี่ฮี่ฮี่</p>
<p>สรุปทั้ง 6 ด้านได้ว่ามีลักษณะไม่พูด เวลาพูดมักจะวกวน และยึดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อจึงเป็นครูที่ดีไม่ได้ ^ ^</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><span style="color: #ffcc99;">คำทำนาย </span></strong></span>คือ</p>
<p>ท่านมีบุคลิกภาพเด่นอันดับหนึ่ง : แบบคุณปัญญา (พุทธิจริต)<br />
 มีลักษณะเป็นคนมีไหวพริบ จดจำเรียนรู้ได้ดี มีปัญญาดี ประนีประนอม สุภาพ มีเมตตาสูง<br />
 พึงปฏิบัติธรรมด้วยกรรมฐานที่เหมาะกับจริตคือ มรณานุสสติ, อุปสมานุสสติ, จตุธาตุวัฏฐาน , อาหาเรปฏิกูลสัญญา (ชอบเรื่องอาหารจะเข้าข่ายมั้ย ?)</p>
<p>และเด่นอันดับสอง : แบบคุณเลิศหลง (ศรัทธาจริต)<br />
 มีลักษณะเป็นคนนับถือตนเอง เสียสละ มีหลักการ มีศรัทธาแรงกล้าในสิ่งที่เชื่อถือ<br />
 พึงปฏิบัติธรรมด้วยกรรมฐานที่เหมาะกับจริตคือ อนุสสติ 6</p>
<p>ขอให้สนุกกับการค้นหาบุคลิกภาพตามศาสตร์เก่าแก่หนึ่งของโลกนะคะ และอย่าลืมบอกกันบ้างว่าได้เท่าไร ^ ^</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/352/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กรรม</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/348</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/348#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 16:01:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=348</guid>
		<description><![CDATA[ที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนในเรื่องธรรมะมาตลอดเพราะรู้ตัวว่ายังห่างไกลความเข้าใจแบบรู้แจ้งในหลักธรรม แม้จะถูกคะยั้นคะยอจากกัลยาณมิตรหลายท่านก็ตาม โดยเฉพาะ คุณทำอาวุธ ของลาน ฯ เรานี่แหละค่ะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะถอดจากประสบการณ์ตรงทั้งชีวิตของตัวเองเพื่ออธิบายคำว่ากรรม
กรรมในความเข้าใจคือเจตนาและเป็นที่ตั้งของเวทนา ตามพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า
&#8220;ภิกษุทั้งหลาย บุคคลจงใจ กำหนดจดจ่อ ครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อให้วิญญาณดำรงอยู่ เมื่ออารมณ์มีอยู่วิญญาณก็มีที่อาศัย เมื่อวิญญาณตั้งมั่นแล้ว เมื่อวิญญาณเจริญขึ้นแล้ว การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อการบังเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส จึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมมีได้ดังนี้&#8221; ( สํ.นิ.16/145/78)
&#8221; ภิกษุทั้งหลาย เจตนา (นั่นเอง) ที่เราเรียกว่ากรรม บุคคลจงใจแล้วจึงกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ &#8220; ( อง.ฉกฺก.22/334/463)
จะเห็นว่าความคิดปรุงแต่งเป็นด่านแรกของความทุกข์ทั้งหมด&#8230;คือเกิดเจตนา เป็นกรรมที่กระทำขึ้นในใจ ส่วนเป็นที่ตั้งของเวทนาก็จะยกตัวอย่างให้เห็นเช่น
ไม่นานมานี้ยกขาเล่นโยคะิผิดด้าน เตะไปด้านหลังสุดแรง เพราะอยากลอง ทำเอากล้ามเนื้อเอวด้านขวาเขม็งเกลียวเพราะบิดผิดท่า (คล้าย ๆ พ่อครู ฯ เอวเคล็ดแล้วโดนหมอขยำ 5 ท่านรุมนั่นแหละค่ะ) เมื่อเจ็บแปล๊บจึงสงบอารมณ์พิจารณาสีข้างตัวเอง ไม่ฝืนเคลื่อนไหวก่อนจะรู้ว่าควรขยับยังไง  แล้วปิ๊งขึ้นมาว่ามีโยคะอยู่ท่าหนึ่งเป็นการยืดกล้ามเนื้อหลัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนในเรื่องธรรมะมาตลอดเพราะรู้ตัวว่ายังห่างไกลความเข้าใจแบบรู้แจ้งในหลักธรรม แม้จะถูกคะยั้นคะยอจากกัลยาณมิตรหลายท่านก็ตาม โดยเฉพาะ <a href="http://lanpanya.com/nothing/">คุณทำอาวุธ</a> ของลาน ฯ เรานี่แหละค่ะ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ตั้งใจไว้นานแล้วว่าจะถอดจากประสบการณ์ตรงทั้งชีวิตของตัวเองเพื่ออธิบายคำว่ากรรม</p>
<p><strong><span style="color: #ff99cc;">กรรมในความเข้าใจคือเจตนาและเป็นที่ตั้งของเวทนา</span></strong> ตามพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า</p>
<p><em>&#8220;ภิกษุทั้งหลาย บุคคลจงใจ กำหนดจดจ่อ ครุ่นคิดถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์เพื่อให้วิญญาณดำรงอยู่ เมื่ออารมณ์มีอยู่วิญญาณก็มีที่อาศัย เมื่อวิญญาณตั้งมั่นแล้ว เมื่อวิญญาณเจริญขึ้นแล้ว การบังเกิดในภพใหม่ต่อไปจึงมี เมื่อการบังเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปยาส จึงมีต่อไป ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมมีได้ดังนี้&#8221;</em> ( สํ.นิ.16/145/78)</p>
<p><em>&#8221; ภิกษุทั้งหลาย เจตนา (นั่นเอง) ที่เราเรียกว่ากรรม บุคคลจงใจแล้วจึงกระทำด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ &#8220;</em> ( อง.ฉกฺก.22/334/463)<span id="more-348"></span></p>
<p>จะเห็นว่าความคิดปรุงแต่งเป็นด่านแรกของความทุกข์ทั้งหมด&#8230;คือเกิดเจตนา เป็นกรรมที่กระทำขึ้นในใจ ส่วนเป็นที่ตั้งของเวทนาก็จะยกตัวอย่างให้เห็นเช่น</p>
<p>ไม่นานมานี้ยกขาเล่นโยคะิผิดด้าน เตะไปด้านหลังสุดแรง เพราะ<span style="color: #ff6600;">อยากลอง</span> ทำเอากล้ามเนื้อเอวด้านขวาเขม็งเกลียวเพราะบิดผิดท่า (คล้าย ๆ พ่อครู ฯ เอวเคล็ดแล้วโดนหมอขยำ 5 ท่านรุมนั่นแหละค่ะ) เมื่อเจ็บแปล๊บจึง<span style="color: #ff6600;">สงบอารมณ์พิจารณา</span>สีข้างตัวเอง ไม่ฝืนเคลื่อนไหวก่อนจะรู้ว่าควรขยับยังไง  แล้ว<span style="color: #ff6600;">ปิ๊ง</span>ขึ้นมาว่ามีโยคะอยู่ท่าหนึ่งเป็นการยืดกล้ามเนื้อหลัง จึงค่อย ๆ ก้มตัวลงแตะพื้น ทำให้กล้ามเนื้อที่เขม็งเกลียวเกิดการคลายตัวอย่างช้า ๆ รู้สึกได้เลยว่าความเจ็บลดลงและเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น (โดยไม่ต้องนวด อิอิอิ)</p>
<p>ส่วนที่ทำตัวอักษรสีส้มคือการบอกถึงความคิดหรือเจตนาที่เกิดขึ้นในใจ แล้วมีการกระทำตามมา และมีความสุขที่คลี่คลายความเจ็บได้ซึ่งความสุขก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่งนะคะ นี่คือความหมายของกรรมและการอธิบายผลของกรรม ที่ได้รับทันทีโดยไม่บิดพลิ้วไปทางไหนให้เกิดความสงสัยว่าทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำไม่ดีแล้วได้ดี</p>
<p>ถ้าทำดีด้วยเจตนาที่ดี ไม่ร้อนรุ่มในการกระทำนั้นก็ได้รับผลกรรมตั้งแต่ตอนทำแล้วค่ะคือเกิดความสงบ สุข ปิติในใจ ยกตัวอย่างให้ดูก็แล้วกันนะคะ อย่างเช่นการปลูกต้นไม้ ถ้าเราทำด้วยความรู้สึกว่าจะได้เป็นร่มเงาให้คนอื่นได้คลายร้อน ช่วยโลก กลิ่นที่หอมของดอกไม้ก็ช่วยให้คนผ่อนคลาย มีความสุข ฯลฯ ในขณะปลูกก็อยู่กับปัจจุบันขณะคือทำด้วยความตั้งใจ (มีสมาธิตั้งมั่นในการกระทำ) รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ เมื่อต้นไม้เติบโตร่มรื่น ได้รับคำชม ได้รับความสุขใจ</p>
<p>มาดูให้ชัดกันอีกทีค่ะ ต้นไม้เติบโตนั่นคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะเราปลูกต้นไม้ก็ต้องได้ต้นไม้แต่จะตายหรือจะรอดนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขึ้นกับความรู้และความใส่ใจ ฮี่ฮี่ฮี่ ^ ^ &#8230;  การได้รับคำชมก็คือผลลัพธ์จากสังคม และความสุขใจก็คือผลลัพธ์ทางใจ   จะเห็นว่า <strong><span style="color: #cc99ff;">ผลของกรรมไม่ได้มีเพียงผลตามธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังส่งผลในหลายด้าน และแต่ละด้านก็ให้ผลในระยะเวลาที่ไม่เท่ากันค่ะ</span></strong></p>
<p>มาเรื่องของการทำไม่ดีกันบ้าง กรรมที่ทำในเรื่องร้อน ด้วยเจตนาร้าย ย่อมส่งผลตั้งแต่กระทำอยู่แล้วค่ะคือความร้อนที่เป็นทุกขเวทนาทั้งร้อนกาย ร้อนใจ ร้อนอารมณ์จนต้องพูดถึงตลอดเวลาเพื่อหาข้ออ้างให้กับตัวเอง หรือกินไม่ได้นอนไม่หลับ ใจไม่เป็นสุข คนอยู่ใกล้ก็ร้อน อึดอัด เข้ากับใคร ๆ ยาก ผลที่เกิดขึ้นเป็นผลทั้งทางธรรมชาติ ทางสังคม และทางใจ ที่แย่กว่านั้นคือเกิดการสะสมเป็นนิสัยจนมองไม่เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองที่เรียกว่าอวิชชาค่ะ  &#8230;คำถามว่าทำไมทำเรื่องไม่ดีมากมายแต่ยังอยู่ดีไม่เดือดร้อนอะไร แน่ใจหรือคะว่าเค้า&#8221;อยู่ดีมีสุข&#8221;จริง ๆ ?</p>
<p>และคนที่ทำดีแทบตายทำไมไม่มีใครเห็นดีก็แน่ใจเหรอคะว่าไม่มีคนเห็น หรือทำดีด้วยเจตนาที่ดีแล้วจริง ๆ ? อย่างเช่นคนปลูกต้นไม้นั่นแหละค่ะ ถ้าเค้าทำด้วยความหงุดหงิด รำคาญความเปรอะเปื้อน แม้ต้นไม้จะเติบโตซึ่งเป็นผลตามธรรมชาติ &#8230;แม้จะได้รับคำชมซึ่งเป็นผลทางสังคม แต่ก็ขาดทุนทางจิตใจเพราะเจตนาไม่ดีพร้อม ดังนั้นแม้จะได้รับผลในทางอื่น แต่ก็มองไม่เห็นพราะติดกับเจตนาที่กระทำด้วยความขาดทุนทางใจอยู่ จึงเสวยทุกขเวทนาคือมีอารมณ์ที่เป็นทุกข์</p>
<p>กรรมไม่ได้ซับซ้อนมากมายเลยค่ะ เพียงแต่เรามอง&#8221;ผลของกรรม&#8221; ไปยังสิ่งที่จับต้องได้เช่นลาภ ยศ สักการะ สรรเสริญต่างหาก แต่เราลืมคิดถึงสิ่งอื่น ๆ เช่นบุคลิกภาพ นิสัย การสั่งสมความคิดด้านใดด้านหนึ่ง  การยึดสิ่งที่ตนคิดอย่างเหนียวแน่น ความน่าเบื่อเมื่ออยู่ใกล้ หรือความคุกคามจนไม่มีใครอยากพูดด้วย จนสังคมปล่อยให้ตกต่ำไปเรื่อย ๆ ก็ยังไม่รู้ตัว เหล่านี้ต่างหากล่ะคะที่เป็นผลกรรมที่ชัดเจนเกินกว่าอะไรเสียอีก <strong><span style="color: #cc99ff;">เพราะมันสะสมเป็นนิสัยข้ามภพชาติค่ะ</span></strong> ยิ่งหนาเท่าไรยิ่งยากต่อการรู้ตัวและปลดเปลื้องทิ้งเท่านั้น แล้วคิดว่าถ้าต่อ ๆ ไปอีกหลาย ๆ ภพชาติในขณะที่สะสมแต่เรื่องไม่ดี สิ่งไม่ดีไว้ในตัวและไม่สามารถสลัดหลุดอวิชชาได้ ผลจะเป็นเช่นไร ? จะขุดหลุมฝังตัวเองลงไปทุกทีหรือไม่ ? และเวลากลิ้งลงเหวนั้นความเร็วจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะคะ</p>
<p>ถ้าเราเข้าใจว่ากรรมคือเจตนา อันเป็นที่ตั้งของเวทนา เราจะไม่ใช้ชีวิตสับสนหรือโวยวายว่ากรรมไม่มีจริง หรือมีชีวิตเพื่อใช้กรรมเก่า ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดค่ะ</p>
<p>ขอบุญรักษาทุกท่านที่อ่านทั้งกายหยาบและละเอียดให้ได้พบทางสว่างของธรรมตลอดไปนะคะ</p>
<p>***กราบขอบพระคุณ อ.อำนาจ กลั่นประชา (หลวงพ่อโอภาโส ผาซ่อนแก้ว) ที่จุดประกายความคิดให้พินิจเรื่องนี้อย่างจริงจัง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/348/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องเล่าจากอดีต 3 : วัฒนธรรมการเปิบข้าว</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/347</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/347#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Feb 2010 13:39:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=347</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันเราคุ้นเคยกับการกินอาหารด้วยช้อนส้อม จนคิดไปว่าเป็นการกินที่ถูกสุขลักษณะที่สุด และมองการเปิบข้าวด้วยสายตาที่แปลก ๆ แต่ในอดีตเราเปิบด้วยมือกันมาตลอดแม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงก็ตาม
ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่เปิบข้าว พม่า มาลายู แขก อัฟริกา ฯลฯ ที่มีวัฒนธรรมข้าวต่างก็เปิบข้าวกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพียงแต่จะถูกเบียดไปด้วยมีดช้อนส้อมมากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง
ยกตัวอย่างการกินข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง คงไม่มีใครใช้มีด-ส้อม ถึงจะมีคนใช้ช้อนตักข้าวเหนียวแต่โดยมาตรฐานการกินทั่ว ๆ ไปจะให้อร่อยก็ควรใช้มืออยู่ดี
เมื่อมีการเปิบจึงมีมารยาทการเปิบควบคู่กันไปค่ะ คุณยายจะเปิบด้วยนิ้ว 3 นิ้วคือนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และไม่ให้เลอะเกินข้อแรกของนิ้วมือ อันนี้เป็นท่าเปิบที่คุ้นตา ส่วนการอ่านจากหนังสือครัวไทยของ ส.พลายน้อย พบการบรรยายถึงท่าการเปิบข้าวไว้ว่าใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อยตะล่อมข้าวมาให้พอคำ เมื่อยกป้อนเข้าปากก็ใช้หัวแม่มือเขี่ยช่วยอีกนิดหน่อย &#8230;ดูเป็นการใช้นิ้วทั้ง 5 เลยนะคะ ^ ^
ถ้าจำได้ถึงพระตำหนักดาราภิรมย์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีที่เชียงใหม่ นึกภาพห้องนั่งเล่นใกล้เฉลียงโปร่งที่มีชุดสำรับเสวยของพระองค์วางอยู่พร้อมเบาะรองและหมอนขวาน จะเห็นว่าท่านประทับพร้อมเสวยในที่ที่สามารถทอดพระเนตรการทำงานของคุณ ๆ ข้าหลวงไปด้วยได้ ดังนั้นการเปิบข้าวของพระองค์จึงไม่น่าจะใช้ทั้ง 5 นิ้วเหมือนที่ ส.พลายน้อยกล่าวมา
เมื่อค้นเข้าไปอีกก็พบว่ามารยาทการเปิบของผู้ดีในชนชาติอื่น ๆ ก็ใช้เพียง 3 นิ้ว เหมือนคุณยายเช่นกัน ดังนั้นคงแบ่งได้ว่าการเปิบข้าวมี 2 ลักษณะใหญ่คือท่าแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไป กับท่าของผู้ดีชาววัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันเราคุ้นเคยกับการกินอาหารด้วยช้อนส้อม จนคิดไปว่าเป็นการกินที่ถูกสุขลักษณะที่สุด และมองการเปิบข้าวด้วยสายตาที่แปลก ๆ แต่ในอดีตเราเปิบด้วยมือกันมาตลอดแม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงก็ตาม</p>
<p>ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่เปิบข้าว พม่า มาลายู แขก อัฟริกา ฯลฯ ที่มีวัฒนธรรมข้าวต่างก็เปิบข้าวกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเพียงแต่จะถูกเบียดไปด้วยมีดช้อนส้อมมากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง<span id="more-347"></span></p>
<p>ยกตัวอย่างการกินข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง คงไม่มีใครใช้มีด-ส้อม ถึงจะมีคนใช้ช้อนตักข้าวเหนียวแต่โดยมาตรฐานการกินทั่ว ๆ ไปจะให้อร่อยก็ควรใช้มืออยู่ดี</p>
<p>เมื่อมีการเปิบจึงมีมารยาทการเปิบควบคู่กันไปค่ะ คุณยายจะเปิบด้วยนิ้ว 3 นิ้วคือนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และไม่ให้เลอะเกินข้อแรกของนิ้วมือ อันนี้เป็นท่าเปิบที่คุ้นตา ส่วนการอ่านจากหนังสือครัวไทยของ ส.พลายน้อย พบการบรรยายถึงท่าการเปิบข้าวไว้ว่าใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้อยตะล่อมข้าวมาให้พอคำ เมื่อยกป้อนเข้าปากก็ใช้หัวแม่มือเขี่ยช่วยอีกนิดหน่อย &#8230;ดูเป็นการใช้นิ้วทั้ง 5 เลยนะคะ ^ ^</p>
<p>ถ้าจำได้ถึงพระตำหนักดาราภิรมย์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีที่เชียงใหม่ นึกภาพห้องนั่งเล่นใกล้เฉลียงโปร่งที่มีชุดสำรับเสวยของพระองค์วางอยู่พร้อมเบาะรองและหมอนขวาน จะเห็นว่าท่านประทับพร้อมเสวยในที่ที่สามารถทอดพระเนตรการทำงานของคุณ ๆ ข้าหลวงไปด้วยได้ ดังนั้นการเปิบข้าวของพระองค์จึงไม่น่าจะใช้ทั้ง 5 นิ้วเหมือนที่ ส.พลายน้อยกล่าวมา</p>
<p>เมื่อค้นเข้าไปอีกก็พบว่ามารยาทการเปิบของผู้ดีในชนชาติอื่น ๆ ก็ใช้เพียง 3 นิ้ว เหมือนคุณยายเช่นกัน ดังนั้นคงแบ่งได้ว่าการเปิบข้าวมี 2 ลักษณะใหญ่คือท่าแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไป กับท่าของผู้ดีชาววัง แต่การเปิบข้าวแต่พอคำคงเป็นมารยาทสากลที่ดูจะไม่มีความแตกต่างทางชนชั้นค่ะ</p>
<p>เมื่อต้องเปิบแบบพอดีคำ จึงมีคำห้ามว่าอย่ากินแบบสามมือปาม คือการใช้ทั้งสองมือคว้าใส่ปากพร้อม ๆ กันที่แม่เรียกว่างัดซ้ายงัดขวาดูตะกรุมตะกรามและรีบเร่ง ราวกับมีมือที่สามมาช่วยจับใส่ปากเพราะสลับสับเปลี่ยนว่องไวปานจักรผันกระนั้นเชียว</p>
<p>การล้างมือก่อนเปิบข้าวก็ถือเป็นมารยาทพื้นฐานที่ควรถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเช่นกันค่ะ และเมื่อล้างแล้วก็ควรลงมือเปิบข้าวเลย ไม่ใช่เถลไถลเลื่อนเปื้อนหยิบโน่นเกานี่ไปเรื่อยกว่าจะกิน เมื่อการล้างมือเป็นมารยาทพื้นฐานเราจึงเห็นขันสำหรับล้างมือจัดวางเยื้อง ๆ สำรับอาหารพร้อมผ้าผืนบาง ที่หลายครั้งชวนเข้าใจผิดว่าเป็นขันน้ำดื่มเนื่องจากมีการลอยกลีบกุหลาบหรือดอกมะลิหอมกรุ่น</p>
<p>การเปิบข้าวเป็นหมู่ด้วยกัน นอกจากควรลงมือพร้อม ๆ กันแล้ว ยังควรกินเสร็จใกล้ ๆ กันหรือพร้อม ๆ กันด้วยค่ะ เพราะเมื่อกินเสร็จย่อมยากที่จะปล่อยให้มือเกรอะกรังอยู่อย่างนั้น  มารยาทหรือศิลปะในการกินให้อิ่มและเลิกพร้อม ๆ กันจึงมีลักษณะทางสังคมที่ละเอียดอ่อนและเื้อื้ออาทรต่อกันนักค่ะ</p>
<p>จำได้ว่าเวลาที่กินข้าวพร้อมคุณตาคุณยาย เด็ก ๆ ต้องคอยชำเลืองดูว่าผู้ใหญ่เริ่มรามือแล้วหรือยัง ถ้าผู้ใหญ่เริ่มรามือเด็ก ๆ ก็เริ่มช้าลงหรือเร่งมือขึ้นเพื่ออิ่มใกล้ ๆ กัน แต่ไม่ใช่แค่เราที่คอยดูผู้ใหญ่นะคะ ผู้ใหญ่ก็คอยดูเด็ก ๆ เหมือนกัน กินอิ่มมั้ย ได้กินกับข้าวทุกจานหรือไม่ &#8230;เหล่านี้เป็นศิลปะของการกินแบบไทย ๆ ค่ะ</p>
<p>จริงอยู่ว่าการกินด้วยช้อนส้อมก็มีมารยาทในการเริ่มและหยุดพร้อม ๆ กัน แต่ไม่เคร่งครัดหรือมีสถานการณ์บังคับเท่าการเปิบด้วยมือ</p>
<p>การเปิบข้าวให้พอคำทั้งข้าวและกับเป็นคำเดียวที่พอดี เป็นศิลปะที่อ่อนช้อยและละเมียดละไมนะคะ ซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ ข้าวที่นำมาหุงควรเป็นข้าวใหม่เพราะมียาง ไม่ร่วนจนตะล่อมเป็นคำไม่ติด ไม่นิยมใช้ข้าวเหลือข้ามมื้อมากินต่อเพราะแข็งและทำให้เป็นคำยาก จึงเป็นการบังคับกลาย ๆ ในการกะปริมาณหุงข้าวให้พอดีในแต่ละมื้อ&#8230;แม่บ้านสมัยก่อนจึงมีงานทำทั้งวันเพราะเดี๋ยวก็เช้า เที่ยง เย็น</p>
<p>ศิลปะการเปิบข้าวกำหนดให้ส่วนประกอบของกับข้าวต้องทำเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือละเอียด นิ่ม เปื่อย ที่สามารถรวมกับข้าวเป็นคำได้ ถ้าเป็นชิ้นใหญ่ต้องเปื่อยพอที่จะดุนให้แยกหรือบิได้อย่างนุ่มนวล ไม่ใช่ดึงทั้งสองมือรวมทั้งปากคาบแล้วก็ยังไม่ขาด และเมื่อเป็นการเปิบด้วยมือจึงกำหนดให้สำรับกับข้าวที่กินอุ่น &#8230;ไม่ร้อนควันโฉ่อย่างปัจจุบันที่กินด้วยช้อนส้อม</p>
<p>น้ำพริกและสำรับกับข้าวต่าง ๆ รวมทั้งอุปกรณ์ในการทำครัวจึงเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกจากวัฒนธรรมการเปิบข้าวค่ะ  &#8230;การเปิบข้าวจึงไม่ใช่เรื่องพื้น ๆ ที่ควรมองข้ามหรือดูแคลนเลยนะคะ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" style="cursor: -moz-zoom-in;" src="../files/2010/02/e0b980e0b89be0b8b4e0b89ae0b882e0b989e0b8b2e0b8a7.jpg" alt="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/02/e0b980e0b89be0b8b4e0b89ae0b882e0b989e0b8b2e0b8a7.jpg" width="411" height="318" /></p>
<p>** ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงบางส่วนและภาพจากนิตยสารครัว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/347/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บายมะขาม</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/340</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/340#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 08 Feb 2010 00:55:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=340</guid>
		<description><![CDATA[บายมะขามชื่อแปลกแรกฉงน
เป็นอาหารคนอีสานโบราณสมัย
เป็นวัฒนธรรมการกินแบบไทย ๆ
เป็นมรดกปู่ย่าให้อนุชน
(จำมาจากที่ไหนสักแห่งนี่แหละค่ะ)

ไม่ใช่คนอีสาน แต่มีโอกาสไปอยู่ยโสธร 6 ปี ช่วงที่อยู่ก็สนุกกับหลายเรื่องราว แต่ที่จำได้ขึ้นใจคือ&#8221;บายมะขาม&#8221;นี่แหละค่ะ เพราะพี่เขียวเป็นผู้กินให้ดูเมื่อถึงหน้ามะขามทุกปี พร้อมอธิบายว่าบายมะขามเป็นอาหาร(หรือขนม?) อย่างหนึ่งของภาคอีสาน กินกันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด
บายหมายถึงเคล้ากัน บางท้องถิ่นเรียกมะขามเหนี่ยงข้าวเหนียว (เหนี่ยงแปลว่าบี้ให้เข้ากัน) โดยเอามะขามหวานมาบี้เคล้ากับข้าวเหนียว ตามแต่จะกินมากน้อยแค่ไหน ให้ข้าวเหนียวโอบคลุมมะขาม ถ้าเป็นข้าวเหนียวร้อน ๆ ยิ่งอร่อย (น้ำลายสอ ..เอื๊อก)
การทำบายมะขามก็เอาข้าวเหนียวที่นึ่งมาใหม่ ๆ ร้อน ๆ ผสมกับมะขามหวาน หรือบางคนก็เอามะขามไปนึ่งก่อนให้นุ่ม แล้วเอามาบายกับข้าวเหนียว ถ้าชอบหวานมาก ๆแล้วมะขามไม่หวานพอก็มีบ้างที่เอาน้ำอ้อยก้อนประกบเข้าไปด้วย
น่าสนใจว่าช่วงที่เป็นหน้ามะขาม ก็จะพอดีกับข้าวเกี่ยวใหม่ ข้าวเหนียวร้อน ๆ หอมกรุ่น กับมะขามกลายเป็นของกินที่ถูกปากและง่าย ๆ แต่มีคุณค่าอย่างคาดไม่ถึง ในสมัยโบราณไม้ผลติดถิ่นของอีสานคือมะขาม ?  และนึกไปว่าภาคอื่น ๆ มีการกินแบบนี้หรือเปล่า &#8230;ภาคกลางเคยเห็นคุณยายเอาข้าวสวยผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียวกินกับมังคุด ละมุด หรือมะ่ม่วงสุกเหมือนกันค่ะ หรือว่าเรากินข้าวกับผลไม้มานานแล้ว ?
บายมะขามนี่เข้าใจว่าคนโบราณคงคิดทำเพื่อกินเล่นเป็นของว่าง หรือเป็นขนม  เด็ก ๆ จะชอบกินมากเพราะอร่อย ว่าง ๆ ลองทำบายมะขามกินดูบ้างสิคะ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องกินต่อ แต่ถ้าชอบก็ช่วยกันเผยแพร่ต่อไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บายมะขามชื่อแปลกแรกฉงน</p>
<p>เป็นอาหารคนอีสานโบราณสมัย</p>
<p>เป็นวัฒนธรรมการกินแบบไทย ๆ</p>
<p>เป็นมรดกปู่ย่าให้อนุชน</p>
<p>(จำมาจากที่ไหนสักแห่งนี่แหละค่ะ)</p>
<p><span id="more-340"></span></p>
<p>ไม่ใช่คนอีสาน แต่มีโอกาสไปอยู่ยโสธร 6 ปี ช่วงที่อยู่ก็สนุกกับหลายเรื่องราว แต่ที่จำได้ขึ้นใจคือ&#8221;บายมะขาม&#8221;นี่แหละค่ะ เพราะพี่เขียวเป็นผู้กินให้ดูเมื่อถึงหน้ามะขามทุกปี พร้อมอธิบายว่าบายมะขามเป็นอาหาร(หรือขนม?) อย่างหนึ่งของภาคอีสาน กินกันมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด</p>
<p>บายหมายถึงเคล้ากัน บางท้องถิ่นเรียกมะขามเหนี่ยงข้าวเหนียว (เหนี่ยงแปลว่าบี้ให้เข้ากัน) โดยเอามะขามหวานมาบี้เคล้ากับข้าวเหนียว ตามแต่จะกินมากน้อยแค่ไหน ให้ข้าวเหนียวโอบคลุมมะขาม ถ้าเป็นข้าวเหนียวร้อน ๆ ยิ่งอร่อย (น้ำลายสอ ..เอื๊อก)</p>
<p>การทำบายมะขามก็เอาข้าวเหนียวที่นึ่งมาใหม่ ๆ ร้อน ๆ ผสมกับมะขามหวาน หรือบางคนก็เอามะขามไปนึ่งก่อนให้นุ่ม แล้วเอามาบายกับข้าวเหนียว ถ้าชอบหวานมาก ๆแล้วมะขามไม่หวานพอก็มีบ้างที่เอาน้ำอ้อยก้อนประกบเข้าไปด้วย</p>
<p>น่าสนใจว่าช่วงที่เป็นหน้ามะขาม ก็จะพอดีกับข้าวเกี่ยวใหม่ ข้าวเหนียวร้อน ๆ หอมกรุ่น กับมะขามกลายเป็นของกินที่ถูกปากและง่าย ๆ แต่มีคุณค่าอย่างคาดไม่ถึง ในสมัยโบราณไม้ผลติดถิ่นของอีสานคือมะขาม ?  และนึกไปว่าภาคอื่น ๆ มีการกินแบบนี้หรือเปล่า &#8230;ภาคกลางเคยเห็นคุณยายเอาข้าวสวยผัดกับน้ำมันกระเทียมเจียวกินกับมังคุด ละมุด หรือมะ่ม่วงสุกเหมือนกันค่ะ หรือว่าเรากินข้าวกับผลไม้มานานแล้ว ?</p>
<p>บายมะขามนี่เข้าใจว่าคนโบราณคงคิดทำเพื่อกินเล่นเป็นของว่าง หรือเป็นขนม  เด็ก ๆ จะชอบกินมากเพราะอร่อย ว่าง ๆ ลองทำบายมะขามกินดูบ้างสิคะ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องกินต่อ แต่ถ้าชอบก็ช่วยกันเผยแพร่ต่อไป เป็นการสืบสานวัฒนธรรมการกินแบบไทย ๆ ด้วยนา แถมยังเป็นช่องทางให้ชาวสวนมะขามและชาวนาเกิดความร่วมมือในการคิดค้นสูตรใหม่ ๆ ออกมาให้เราได้ลองบ้างก็ได้ &#8230;แบบ <strong><span style="color: #99cc00;">กินเปลี่ยนโลกไง</span></strong> คะ ^ ^</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/02/scan1.jpg"><img class="alignnone size-medium wp-image-346" title="scan1" src="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/02/scan1-275x300.jpg" alt="" width="275" height="300" /></a></p>
<p>** ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงบางส่วนและภาพจากนิตยสารครัว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/340/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>โรคสิ้นอิสรภาพ</title>
		<link>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/338</link>
		<comments>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/338#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2010 14:05:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>น้ำฟ้าและปรายดาว</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เปลือยความคิด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/seasonschange/?p=338</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจุบันเราเป็นโรคนี้กันเยอะค่ะ เพราะถูกควบคุม คุกคาม บีบคั้น จัดการจากหลาย ๆ อย่างในสังคม หรือบางครั้งก็เกิดจากตัวเรานี่แหละที่สร้างกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

วิธีปลดพันธนาการของตัวเองจากความกดดันต่าง ๆ ก็แบ่งง่าย ๆ เป็นงานที่เพิ่มคุณค่า กับงานที่ไม่เพิ่มคุณค่า
งานที่เพิ่มคุณค่า- ทำแล้วเกิดการพัฒนา เปลี่ยนแปลง เช่นการบำบัดรักษาคนไข้เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน การสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยกันทำงาน การทำความเข้าใจข้อมูล - ปัญหา - แนวทางปฏิบัติ หรือการทำหน้าที่ต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง ส่วนเรื่องวิทยากรต่าง ๆ ไม่อยู่ในประเด็น เนื่องจากมั่นใจว่าคนที่ฟังเอาไปใช้ไม่ได้ (บอกเป็นนัยว่าบรรยายหรือพูดได้แย่มาก 555) ที่มั่นใจว่าเอาไปใช้ไม่ได้เพราะไม่มีวิชาใดที่เคยพูดมา บรรยายปุ๊บแล้วเอาไปใช้ได้ทั้งหมด&#8230; ทุกคนควรนำไปปรับใช้ เลือกใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตัวเอง ปัจจัยที่หนึ่งย่อมไม่เหมือนกับอีกที่หนึ่งนั่นเป็นสัจธรรมค่ะ
งานที่ไม่เพิ่มคุณค่า ก็แบ่งออกเป็น 2 อย่าง - ถึงไม่เพิ่มคุณค่าแต่ก็จำเป็นต้องทำ ได้แก่การทำรายงานต่าง ๆ การเก็บสถิติ (ที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน) การประสานงาน ฯลฯ ส่วนงานที่ไม่เพิ่มคุณค่าและไม่จำเป็นต้องทำ (ของตัวเอง) คือ &#8221; การควบคุมคุณภาพ&#8221; ต่าง ๆ นั่นแหละค่ะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปัจจุบันเราเป็นโรคนี้กันเยอะค่ะ เพราะถูกควบคุม คุกคาม บีบคั้น จัดการจากหลาย ๆ อย่างในสังคม หรือบางครั้งก็เกิดจากตัวเรานี่แหละที่สร้างกำแพงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว</p>
<p><span id="more-338"></span></p>
<p>วิธีปลดพันธนาการของตัวเองจากความกดดันต่าง ๆ ก็แบ่งง่าย ๆ เป็นงานที่เพิ่มคุณค่า กับงานที่ไม่เพิ่มคุณค่า</p>
<p><strong><span style="color: #ff99cc;">งานที่เพิ่มคุณค่า</span></strong>- ทำแล้วเกิดการพัฒนา เปลี่ยนแปลง เช่นการบำบัดรักษาคนไข้เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน การสร้างเครือข่ายเพื่อช่วยกันทำงาน การทำความเข้าใจข้อมูล - ปัญหา - แนวทางปฏิบัติ หรือการทำหน้าที่ต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง ส่วนเรื่องวิทยากรต่าง ๆ ไม่อยู่ในประเด็น เนื่องจากมั่นใจว่าคนที่ฟังเอาไปใช้ไม่ได้ (บอกเป็นนัยว่าบรรยายหรือพูดได้แย่มาก 555) ที่มั่นใจว่าเอาไปใช้ไม่ได้เพราะไม่มีวิชาใดที่เคยพูดมา บรรยายปุ๊บแล้วเอาไปใช้ได้ทั้งหมด&#8230; ทุกคนควรนำไปปรับใช้ เลือกใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของตัวเอง ปัจจัยที่หนึ่งย่อมไม่เหมือนกับอีกที่หนึ่งนั่นเป็นสัจธรรมค่ะ</p>
<p><strong><span style="color: #cc99ff;">งานที่ไม่เพิ่มคุณค่า</span></strong> ก็แบ่งออกเป็น 2 อย่าง - ถึงไม่เพิ่มคุณค่าแต่ก็จำเป็นต้องทำ ได้แก่การทำรายงานต่าง ๆ การเก็บสถิติ (ที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน) การประสานงาน ฯลฯ ส่วนงานที่ไม่เพิ่มคุณค่าและไม่จำเป็นต้องทำ (ของตัวเอง) คือ &#8221; <span style="color: #ff6600;"><strong>การควบคุมคุณภาพ</strong></span>&#8221; ต่าง ๆ นั่นแหละค่ะ เพราะถ้าเรามีการคิดและทำบนพื้นฐานที่ถูกต้อง เหมาะสม การควบคุมคุณภาพก็เป็นเรื่องรุงรัง เกินความจำเป็นไปอย่างสิ้นเชิง</p>
<p>คนทำงานจะรู้เสมอว่างานนั้นต้องการอะไร และอะไรคือจุดหมาย ไม่จำเป็นต้องมีคนนอกเข้ามาควบคุมให้วุ่นวาย  นโยบายจึงไม่ควรเป็นคำสั่ง &#8230;นโยบายคือนโยบาย ส่วนการปฏิบัติให้คนทำคิดเอง ตัวชี้วัดก็เช่นกันไม่ควรเป็นเรื่องที่คิดใหม่ ทำใหม่  แต่ควรเป็นสิ่งที่สามารถเก็บได้จากงานที่ทำอยู่ ซึ่งก็ควรเป็นคนทำนั่นแหละคิด ไม่ใช่คนที่ไม่เคยทำไปคิดให้ อย่าลืมว่าถ้าคิดจากทฤษฎีหรือคิด(เอา)ว่านั้น มักจะไม่สอดคล้องกับงานจริงเสมอ</p>
<p>กับดักของอิสรภาพอีกอันคือความรู้&#8230; ความรู้ที่เรา&#8221;คิด+เชื่อ&#8221; ว่าเป็นของเราและถือว่าต้องถูก(ที่สุด) ก็เปรียบเหมือนอิฐที่เราก่อขึ้นไปทีละชั้น ๆ ตามสิ่งที่คิดว่ามี  โดยลืมไปว่า&#8230;อิฐถ้าก่อสูงขึ้นไปมากเท่าไรก็คือกำแพงนั่นเอง</p>
<p>วันนี้เรามีกำแพงอยู่รอบตัวเราหรือยังคะ ?</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter" src="../files/2010/02/lotus.jpg" alt="http://lanpanya.com/seasonschange/files/2010/02/lotus.jpg" width="240" height="179" /></p>
<p style="text-align: center;"> </p>
<p>อีกอันคือสิ้นอิสรภาพทางความคิดค่ะ  สิ่งนี้เกิดจากการพร่องในทักษะการคิด จึงพร้อมเชื่อโดยไม่เคยมีคำถามว่า &#8220;จริงหรือ&#8221; &#8230; แม้แต่ข่าวลือหรือเขาเล่าว่า บอกว่า ก็น่าเชื่อทั้งนั้น</p>
<p>ข่าวเรื่องเบอร์โทร.ต่อติดตายก่อนหน้านี้บอกอะไรเราได้บ้าง หรือการทำข่าวปัจจุบันบอกอะไรได้บ้าง</p>
<p>ดังนั้นอ่านจบแล้วอย่าลืมถามตัวเองนะคะว่าจริงหรือ&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/seasonschange/archives/338/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
