เรื่องเล่าจากอดีต 12 : อยู่ริมน้ำ

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 19 กันยายน 2011 เวลา 21:48 ในหมวดหมู่ ตามคำขอ, เรื่องราวในรูปรอย #
อ่าน: 2246

จากบันทึกนี้ของเม้ง ทำให้คิดมานานว่าจะเขียนเรื่องโอ่งบ้านคุณตา

บ้านคุณตา อยู่หลักสี่ คลองดำเนินสะดวก บ้านแพ้ว สมุทรสาคร ซึ่งตอนเด็กๆจะไปพักทุกปี แต่ช่วงที่ไปเป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อนจึงไม่รู้ว่าหน้าน้ำเป็นอย่างไร ถามแม่ แม่เล่าให้ฟังว่า หน้าน้ำน้ำท่วมถึงทางเดินไม้รอบบ้าน แต่ไม่เข้าบ้าน เพราะบ้านคุณตาปลูกสูงพอควร ช่องว่างระหว่างทางเดินไม้ข้างบ้านกับพื้นบ้าน (ตามรูป) ห่างกันมากกว่า 10 cm. เป็นช่องว่างให้ลมโกรกผ่านและกวาดฝุ่นผงลงใต้บ้านได้  เวลาน้ำลดก็ออกด้านท้ายเขื่อนไม่ขังใต้บ้าน ซึ่งบ้านหลังนี้คุณตาออกแบบและคุมการก่อสร้างเอง หนุ่มๆสมัยก่อนเก่งสารพัดเลยนะคะ

ก่อนจะถึงหน้าน้ำช่วงเดือนกย. คุณตาจะเริ่มเช็คระดับน้ำทุกวัน และเตรียมตัวขนหมู เป็ด ไก่ ขึ้นเล้าสูง เร่งต่อเรือ ซ่อมเรือให้เสร็จจะได้ไม่มีงานค้าง ยกข้าวในโรงสีขึ้นฉาง และแบ่งมาเก็บไว้ที่บ้าน  วิดบ่อปลาขาย ขุดลอกท้องร่อง เบ็ด แห อวนปะชุนให้พร้อม หยูกยา ไฟ ตะเกียงน้ำมันเตรียมไว้ ตะเกียงเจ้าพายุนี้เด็ดขาดมากเลยนะคะ ไฟสว่างจ้า ไม่กลัวลมฝนเลยล่ะ

คุณยายจะทำข้าวตาก ข้าวตัง ข้าวคั่ว ข้าวตู กล้วยตาก กล้วยกวน มะม่วงกวน ปลาแห้ง น้ำปลา ปลาร้า น้ำตาลมะพร้าว พริกกับเกลือเก็บไว้ตั้งแต่ช่วงเม.ย- กค. เพราะเมื่อเริ่มเข้าหน้าฝนแดดจะหมดไว ตากข้าวของไม่ค่อยแห้ง และช่วงหน้าร้อนมีแรงงานเด็กๆเยอะ มะม่วงก็ทะยอยสุกร่วงทุกวัน เก็บมากวนได้มากมาย เป็นเสบียงยามหน้าน้ำได้อย่างคาดไม่ถึง

เมื่อฝนแรกเริ่มลง คุณตาจะให้ช่วยกันขัดพื้นกระดานรอบบ้าน ด้วยกระดวง(กะลามะพร้าวผ่าซีก) เล่นน้ำฝนไปขัดกันไปสนุกสนาน ถ้ามีผ้าก็ให้เอามาซัก มีจานชามก็เอามาล้าง และช่วยกันล้างโอ่งซีเมนต์(ขนาดพอๆกับในภาพข้างบนนี่แหละค่ะ แต่ภาพนั้นไม่ใช่โอ่งที่บ้านคุณตา ขอยืมมาจากอากู๋) โอ่งของคุณตามีมากกว่ายี่สิบใบ แบ่งไว้ทางด้านข้างและด้านหลังบ้าน นอกจากนี้คุณตายังให้คนงานขึ้นกวาดรางน้ำเพื่อเตรียมรับน้ำ ที่คุณตาบอกเสมอว่าเทวดาส่งมาให้เราใช้ฟรีๆ ก็ต้องรู้จักเก็บงำไว้

คุณยายจะตัดเย็บผ้าขาวบางมากมายเพื่อขึงปากโอ่ง เพื่อกรองสิ่งสกปรกก่อนจะรองน้ำไว้ใช้ ฝนตกช่วงแรกฤดู คุณตาจะยังไม่ให้รองน้ำไว้ ต้องรอจนผ่านไปประมาณ 2-3 วัน ถึงจะรองน้ำได้ เพราะรางน้ำยังไม่สะอาดพอ

แม้ฝีมือวาดรูปไม่อาจสู้เด็กหญิงเสื้อสีส้ม แต่ก็จำเป็นเพราะรางน้ำบ้านคุณตามีลักษณะพิเศษที่ออกแบบเอง โดยเป็นกรวยครอบรองรับส่วนบน เพื่อหมุนให้รางน้ำส่วนต่อ ไปลงยังโอ่งอื่นๆได้ โอ่งไหนไกลมากก็มีรางสังกะสีต่อไปจนถึง

คุณยายจะใช้ผ้าขาวบางขึงปากโอ่งก่อนเพื่อกรองสิ่งสกปรก  พอเต็มก็เปลี่ยนผืนใหม่ขึงให้ตึงก่อนปิดฝาโอ่งให้มิดชิดเก็บไว้เป็นโอ่งๆไป เพราะตอนนั้นยังไม่มีน้ำประปา น้ำที่เก็บไว้สามารถกิน-ใช้ทั้งปีสบายๆ  ส่วนโอ่งสิบกว่าใบด้านข้างบ้านตั้งไว้ให้คนมาขอไปกิน เพราะคนแถวนั้นรู้กันว่าคุณตาแจกน้ำกิน บ้านใครหมดก็มาตักเอาไป เคยเห็นเขาพายเรือมาขึ้นหน้าบ้าน เอาถังมาตักแล้วลงเรือไปเงียบๆ  โดยไม่ต้องบอกกล่าวให้วุ่นวาย เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าเอาไปใช้ได้เลย และมีหลายครั้งที่มีกล้วยเป็นเครือๆ มะพร้าวเป็นทะลาย มะนาว ฝรั่ง ชมพู่ พริก ฯลฯ วางไว้ให้ที่ประตูหน้าบ้าน โดยไม่ระบุเจ้าของ แต่เราก็มีความสุขที่ได้รับ ^ ^…การแบ่งปันไม่เห็นต้องประกาศบอกใครเลยนะคะ

เวลาตักน้ำในโอ่งมาใช้ ถ้าช่วงน้ำเต็มก็ไม่กระไรหนักหนา แต่พอน้ำพร่อง จำเป็นต้องใช้ถังโพงน้ำขึ้นมา เหมือนๆการโพงน้ำจากบ่อ แต่เป็นโพงน้ำจากโอ่งแทน :)

เห็นอย่างนี้สงสัยมั้ยคะว่าเขาลำเลียงโอ่งขนาดมหึมาแบบนี้กันยังไง

แม่เล่าว่าคนขายโอ่ง จะมีเรือหนึ่งลำไว้จูง และเอาโอ่งลอยน้ำมา โดยผูกกันเป็นคู่ๆ มีไม้ไผ่ประกบข้างอย่างแน่นหนา แล้วมีคนนั่งบนฝาโอ่งพร้อมถ่อ เพื่อคอยค้ำยัน เหมือนๆเรือโยง แต่เป็นโอ่งโยง ;)

เมื่อมีคนซื้อ ก็จะช่วยกันทั้งคนซื้อคนขาย ค่อยๆประคองโอ่ง(ทั้งไม้ไผ่ที่ประกบ) ผลักดัน ดึง ขึ้นตามทางลาดของอู่เรือ โดยมีไม้แข็งกลมเรียงเป็นฐานรองรับ ก่อนจะค่อยๆดันให้เคลื่อนไปทีละนิดๆ สลับกับเอาไม้ท่อนที่โอ่งผ่านไปแล้วมาวางด้านหน้า จนถึงที่หมาย ซึ่งจะทำอย่างนั้นได้ บ้านต้องมีที่พอสมควร และออกแบบไว้แล้วว่าจะมีโอ่งอยู่ตรงไหน ก่อนจะซื้อ ไม่งั้นหน้ามืดแน่ๆค่ะ

การนำโอ่งลอยน้ำมีข้อดีคือ โอ่งจะรั่วไม่รั่วก็รู้กันตอนนั้นทั้งคนซื้อคนขาย ทำให้ตกลงราคากันง่าย ไม่ลังเล ;)

ขนาดบ้านคุณตาอยู่ริมน้ำก็ยังไม่ประมาท มีเขื่อนกันคลื่น มีการออกแบบบ้านอย่างรู้ว่าระดับน้ำสูงสุดอยู่ตรงไหน มีการเก็บน้ำไว้กิน-ใช้ ในยามขาดแคลน

คนโบราณอยู่กับน้ำ อย่างรู้จักน้ำ รู้จักบ้าน

รู้จักพื้นที่ของตนเอง

และรู้จักเตรียมตัวก่อนน้ำมา

ในช่วงที่มีข้าวปลาอาหารมาก ก็ทำของแห้ง เสบียงเก็บตุนไว้

เมื่อยามน้ำหลาก ก็ยังไม่เดือดร้อน

เห็นช่องทางอยู่กิน

…เพราะรู้จักเตรียมตัว…

« « Prev : วันสนุก เที่ยวสบายกับคนน่ารัก

Next : แทนคำขอบคุณ…ชาวฟ้า » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

7 ความคิดเห็น

  • #1 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 กันยายน 2011 เวลา 5:15

    เข้ากับสถานการณ์ ขยายความไปถึงว่าถ้าวางแผนล่วงหน้าจะสยบปัญหาได้ยังี้ๆๆๆ ไม่ใช่นอนรอให้น้ำท่วมถึงตาเหลือกโวยวาย พวกไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่รู้แม้กระทั้งตัวอย่างอยู่ที่ในในสภาพอย่างไร มันถึงจมน้ำกระจองอแงยังไงละครับ

    จะต้องรอให้น้ำท่วมอีกกี่สิบครั้งถึงจะคิดเชิงรุก
    บางทีน้ำท่วมมันก็เป็นจุดตั้งต้นให้คิดให้เรียน
    เรื่องนี้น่าเอามาพิมพ์ จังเล๊ยยยย ขอบอก อิ

  • #2 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 กันยายน 2011 เวลา 5:17

    โอ่งในรูปกลมๆรีๆ โอ่งที่วาดทำไมรูป4เหลี่ยม
    นึกว่ากล่องใส่น้ำ ฮ่าๆๆๆๆๆ

  • #3 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 20 กันยายน 2011 เวลา 6:13
    ก๊ากกก ๆๆ ก่อนกราบพ่อครูค่ะ

    การวาดภาพบอกให้รู้ว่าเราไม่ได้เก่งทุกอย่างหรอกน่า อะไรทำได้แค่ไหนจะได้รู้ตัว ไม่ซ่าไงคะ 555

    คนโบราณอยู่อย่างรู้จักตัวเอง รู้จักบ้าน รู้จักพื้นที่ รู้จักฤดูจริงๆค่ะ ทำให้ไม่กลัวเมื่อเกิดอะไรขึ้น เพราะเตรียมตัวไว้แล้ว และรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันยังไง ขนาดคลองดำเนินสะดวกมีประตูน้ำทั้ง 2 ด้าน มีคลองซอยมากมายก็ยังน้ำท่วม เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มใกล้ปากแม่น้ำ เมื่อลักษณะพื้นที่ของประเทศเป็นแบบนั้นแล้วจะงอแงง้องแง้งไปทำไมให้เหนื่อยล่ะคะ

    โอ่งสี่เหลี่ยมที่เห็น ในความเป็นจริงคุณตาจะฝังดินไว้ประมาณ 1/2 ของความสูงโอ่งค่ะ เพื่อให้สะดวกเวลาตักน้ำ และโอ่งไม่ลอยเมื่อน้ำหลาก ซึ่งจะฝังดินลงไปเท่าไร ก็ต้องรู้ระดับน้ำสูงสุดของพื้นที่นั้นและกะเผื่อเอาล่ะค่ะ ;)

    การทำข้าวตากของคุณยาย เอาข้าวที่เหลือจากการกินในแต่ละวัน มาบี้ๆให้ร่วนก่อนตากในกระด้ง ตากไว้เพียงแดดเดียวพอแห้งก็เก็บใส่โหลไว้ กินได้ทั้งแห้งๆแล้วดื่มน้ำตามให้ไปบานในท้อง หรือจะเอามาใส่น้ำต้มให้เดือดก็จะได้ข้าวนุ่มกินในยามน้ำหลาก รวมทั้งเอามาคั่วให้หอมเป็นข้าวคั่ว โม่นิดหน่อยพอละเอียด ใส่มะพร้าวขูด น้ำตาลทราย เกลือนิดหน่อยกลายเป็นขนมขี้มอด กินได้อร่อยยามเมื่อบ้านมีหลานมากมาย หรือจะทำข้าวตูโดยเคี่ยวกับน้ำตาลมะพร้าว+มะพร้าวคั่ว จนแห้งปั้นเป็นก้อนหรืออัดใส่พิมพ์อบควันเทียนเป็นขนมแห้งเก็บไว้กินได้นาน ถ้าไม่ทำขนมก็เก็บไว้เป็นข้าวคั่วใส่ลาบก็เริ่ดค่ะ

    ข้าวตังเกิดจากการหุงข้าวกระทะใบบัวเพื่อให้คนงานที่โรงสีและคานเรือกินทุกวัน แล้วมีข้าวแห้งติดก้นกระทะ คุณยายจะให้แกะมาตากเป็นแผ่นๆ เก็บไว้ทอดกินกับน้ำพริกเผา หรือหน้าตั้ง บางทีจิ้มน้ำพริกก็อร่อยค่ะกรอบๆดี รวมทั้งนำมาปิ้งให้ไหม้นิดๆ ทำน้ำข้าวตังเวลามีงานหรือเลี้ยงน้ำปาณะ

    ข้าวเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามานาน เป็นชีวิตของคนไทย เรามีข้าวนานาพันธ์ให้เลือกปลูกและกิน ถ้ารู้จักพลิกแพลง รู้จักกินอยู่ แม่โพสพไม่ทิ้งเราแน่ๆค่ะ :)

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กันยายน 2011 เวลา 19:53

    เหมือนกัน ภาคกลางเป็นพื้นที่น้ำท่วมต่อให้ท่วมขนาดไหน ชาวบ้านภาคกลางแต่ก่อนไม่เดือดร้อน ฝรั่งถึงกับเขียนหนังสือ “สังคมชาวน้ำ” สมัยที่ไม่มีถนน พี่ไปเรียนหนังสือที่อำเภอวิเศษชัยชาญต้องนั่งเรือแจวไปเรียน ขาล่องก็ดี เพราะกระแสน้ำพัดพาเรือไป แต่ขาขึ้นซิ คนแจวเรือทำงานหนักหน่อย เด็กๆก็นั่งในเรือ มีคนดูแลไม่ให้เล่นกันจนเกินเหตุ แต่ก็ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุ มีแต่ปิ่นโตตกน้ำ ปิ่นโตหกพุงปลาช่อนหายไป เลยร้องให้ใหญ่เลย

    น้ำสมัยก่อนก็สอาดกว่าปัจจุบัน ชาวบ้านเอามาแกว่วงสารส้มใส่คลอลีนทิ้งไว้จนกลิ่นหายก็เอามาดื่มกินได้ แม่น้ำทั้งสายไม่มีขยะลอยมาในแม่น้ำ… ชีวิตแบบนั้นหายไปแล้ว เบิร์ด

  • #5 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กันยายน 2011 เวลา 9:26
    ใช่เลยค่ะพี่บู๊ท สมัยก่อนน้ำในแม่น้ำลำคลองสะอาด เอาขึ้นมาแกว่งสารส้ม ถึงจะยังดื่มไม่ได้ แต่ก็ใช้ซักผ้า อาบน้ำ ล้างจานชามได้ และถ้าเราเอาน้ำที่แกว่งสารส้มมาต้มก็ดื่มหรือทำอาหารได้เนาะคะ เวลาน้ำท่วม แจกสารส้มด้วยดีแมะ?

    ชอบที่สุดก็อีตอนแกว่งสารส้มนี่แหละค่ะ วนทางเดียวแล้วต้องรู้จักกะ พอเห็นตะกอนเริ่มรวมตัวก็หยุดไม่งั้นน้ำจะฝาดเกินไป สมัยนั้นเวลาอาบน้ำคุณตา คุณยายเอาสารส้มถูรักแร้ด้วยนะคะ ระงับกลิ่นตัวได้ดีชะมัด

    เราเคยอยู่กับน้ำได้มานานอย่างที่พี่บู๊ทเล่าถึงอดีตที่วิเศษไชยชาญ และมีหนังสือสังคมชาวน้ำ เบิร์ดก็เคยฝันอยากมีบ้านริมน้ำนะคะพี่บู๊ท แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้วอย่างพี่บู๊ทว่าทำให้เราต้องรบรากับน้ำแทน เฮ้อ!

    นึกถึงการสร้างเขื่อนกันคลื่นเรือกระแทกบ้านของคุณตา ด้านหน้าเขื่อนของทุกบ้านจะมีหินก้อนโตๆวางเป็นสามเหลี่ยมฐานกว้าง เรียงสูงขึ้นไปจนเกือบถึงสันเขื่อน เพื่อรับแรงคลื่น ไม่งั้นฐานเขื่อนจะถูกกัดเซาะหมด หลังเขื่อนก็อัดดินแน่น เพื่อยันกับน้ำอีกแรง ก่อนจะปลูกบ้านบนดินที่อัดนั้น เพราะน้ำไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย พลังน้ำมหาศาล การซึมไปในทุกช่องว่างก็ทำได้ง่าย ถ้าไม่วางแผนกันดีๆ น้ำล่มเราได้เสมอ…ยิ่งตอนน้ำหลาก คุณตาห้ามขาดเลยค่ะว่าอย่าลงน้ำ เห็นผิวน้ำดูไม่แรงมาก แต่ใต้น้ำแรงน้ำอันตรายกว่าที่เราคิด อย่างน้ำที่ไหลเข้าเมือง ไหลผ่านถนน กับไหลบนฟุตบาท ความเร็วยังต่างกันเลยค่ะ ประสาอะไรกับน้ำบ่าตามแม่น้ำคูคลอง เรือที่หนักๆยังพลิกล่มได้เลยนะคะ

    การช่วยเหลือน้ำท่วมจึงมีเรื่องยิบย่อยมากมาย ทั้งผู้ช่วยและผู้รอการช่วยเหลือ อย่างที่พี่บู๊ทและพี่รุมกอด รวมทั้งหลายๆท่านพูดนั่นแหละค่ะ “ข้อมูล”พื้นที่สำคัญมาก มีกี่ครอบครัวที่พอหุงหากินเองและพอเจือจานครอบครัวใกล้ๆได้ และอะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรที่มากเกิน ฯลฯ ผู้ไปช่วยบางทีก็งุนงง หงุดหงิดกับข้อมูล เจ้าหน้าที่ก็มีบ้านที่ท่วม ทำงานรบกับน้ำมาตั้งแต่ช่วงแรกๆจนบางคนก็อ่อนล้า ผู้รอคอยก็เครียด เฮ้อ ! อีกทีค่ะ

  • #6 Lin Hui ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กันยายน 2011 เวลา 22:10

    น้องเบิร์ด เล่าเรื่องชีวิตบ้านริมน้ำได้อย่างสารคดีเลยค่ะ ได้ความรู้อีกเยอะ คนสมัยก่อนเข้าใจธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติอย่างมีความสุข ความแตกต่างของฤดูกาล สร้างความตื่นตัวเตรียมพร้อม รับธรรมชาติอย่างลงตัว

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 กันยายน 2011 เวลา 14:46
    กราบขอบคุณค่ะพี่หลิน

    ชอบที่พี่หลินพูดจัง “คนสมัยก่อนเข้าใจธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติอย่างมีความสุข ความแตกต่างของฤดูกาล สร้างความตื่นตัวเตรียมพร้อม รับธรรมชาติอย่างลงตัว” ใช่เลยค่ะ ความแตกต่างของฤดูกาล สร้างความตื่นตัว เตรียมพร้อม รับธรรมชาติอย่างลงตัว

    การระวังสัตว์ร้ายก็สำคัญค่ะพี่หลิน บางทีมีงูเหลือมหนีน้ำเลื้อยเข้าไปนอนในครัว ดีที่มีหมาคอยช่วยดู แต่แมงป่อง ตะขาบ เหล่านี้ชอบไปอยู่ในมุมมืด การระวังจึงเป็นเวลานอนต้องสะบัดที่นอนก่อน เสื้อผ้าเก็บเป็นที่ทางในตู้ในหีบ ปิดประตูตู้ดีๆ อุดรูรั่วขอบประตูหน้าต่างให้หมด หมาช่วยเรื่องงู แต่แมวช่วยเรื่องตะขาบค่ะ

    ใบเสลดพังพอนตำขยำกับเหล้าขาวพอกเวลาตะขาบต่อย ส่วนแมงป่องคุณยายใช้รัดเหนือแผล ล้างด้วยน้ำหรือด่างทับทิม เอาคีมคีบเหล็กไนออกก่อน แล้วเอาน้ำปูนใสป้าย(คุณยายกินหมาก) ก่อนเอาน้ำแข็งประคบน่ะค่ะ น้ำแข็งประคบนี่ได้ผลทั้งตะขาบและแมงป่องพอลดปวดได้ แต่คุณลุงเคยใช้พริกขี้หนู​แห้งตำ​ให้​ละ​เอียด​แล้ว​ผสม​กับ​น้ำ​มะนาว​ ​ทา​แผลที่ถูกพิษตะขาบ​หรือ​แมงป่อง​ ​เห็นว่า​ทำ​ให้​หายปวดได้เหมือนกันค่ะ(แต่น่าจะแสบร้อนแทน แต่ยังไงก็ไม่กล้าตามไปถามให้ชัดหรอกค่ะ เพราะแต่ละท่านไปเมืองบนกันนานแล้ว แหะแหะ)


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.56490707397461 sec
Sidebar: 0.46014595031738 sec