สวดมนต์แล้วได้อะไร

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 8:42 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 2689

ตั้งแต่เด็กจะชินกับการสวดมนต์ไหว้พระเพราะแม่พาสวดตั้งแต่เล็ก ๆ จนไม่เคยสงสัยว่าสวดมนต์แล้วจะได้อะไร แต่เมื่อโตมากลับเจอคำถามจากคนที่สงสัยจริง ๆ จึงต้องค้นหาคำตอบว่าแท้ที่จริงการสวดมนต์ทำให้เราได้อะไรบ้างนอกจากการทำหน้าที่ของพุทธมามกะ

กิจวัตรในการสวดมนต์ประจำวันจะเริ่มจาก กราบพระ 3 ครั้ง (ธูปเทียนไม่ค่อยจุดเพราะไม่ชอบการถูกรมควัน แม้จะใช้ธูปหอมกำยานก็เหอะ…ส่วนตัวจึงชอบถวายดอกไม้มากกว่าค่ะ) ตามด้วยบทสวดต่อไปนี้

อิมินาสักกาเรนะ พุทธังอะภิปูชะยามิ

อิมินาสักกาเรนะ ธัมมังอะภิปูชะยามิ

อิมินาสักกาเรนะ สังฆังอภิปูชะยามิ

กราบพระรัตนตรัย อะระหังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา ฯ ต่อด้วย สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม ฯ …สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต ฯ

นะโม 3 จบ

บทไตรสรณคมน์

บทพระพุทธคุณบทพระธรรมคุณบทพระสังฆคุณ

บทเคารพคุณมารดาบิดา

บทเคารพคุณครูอาจารย์

พาหุงมหากา (เป็นศิษย์หลวงพ่อจรัญเลยคุ้นกับบทสวดนี้)

อิติปิโส ฯ (บทพระพุทธคุณ) เท่าอายุ+1

ชินบัญชร

นั่งสมาธิ

ออกจากสมาธิก็แผ่เมตตา…ถ้าเป็นวันพระจะสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก กับ พระปริตร

มาดูกันนะคะว่าแต่ละช่วงของการสวดมนต์ได้อะไรบ้าง

1.ในขณะสวดมนต์ ได้บูชาคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ ขณะที่สวดจิตน้อมกับคุณพระรัตนตรัย ตอนนั้นเรา มีพุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ ซึ่งได้กรรมฐานในหมวดหมู่อนุสสติกรรมฐาน 10 แล้ว 3 กอง

2. ในขณะที่สวดมนต์สวดด้วยอาการสำรวม ตั้งใจสวด ก็คืออาการของ สมาธิเบื้องต้น

3. ขณะที่สวดมนต์จิตคอยระวังไม่ให้หลงลืมในบทสวด ก็คือ สติ จึงเป็นการฝึกสติไปด้วยเลย

4. ในขณะที่สวดไม่ไ่ด้ทำบาปกับใคร มีศีลในขณะสวด เกิด ศีลบารมี

5. ถ้าในขณะสวดไม่มี นิวรณ์๕  มากวนใจ ก็ถือว่าได้บวชใจเกิด เนกขัมมะบารมี

6. ในขณะสวดมนต์ ถ้าทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยความเห็นว่าเป็นประโยชน์ ช่วยฝึกจิตให้เกิดสติ สมาธิ ก็ถือว่าเกิด ปัญญาบารมี

7. ถ้าไม่มีความเพียร ก็คงทำไม่สำเร็จ ดังนั้นจึงเกิด วิริยะบารมี

8. ถ้ามีความเพียรแต่ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ (โปรดสังเกตว่าไม่มีธรรมข้อใดอยู่โดด ๆ นะคะ มักจะเกิดต่อเนื่องกันเสมอ) เมื่อต้องมีความอดทนร่วมด้วยจึงเกิด ขันติบารมี

9. แม้จะมีความเพียร ความอดทน แต่ถ้าขาดความจริงใจในการกระทำ การสวดมนต์ก็คงไม่มีความสุขเท่าใดนัก ดังนั้นจึงเกิด สัจจะบารมี (สัจจะ = ความจริงใจ)

10. เมื่อสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิษฐาน จึงเป็น อธิษฐานบารมี

11. เมื่อแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลก็เป็น เมตตาบารมี

12. ในขณะที่แผ่เมตตา เราทำใจให้อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่รัก ไม่ชัง การทำจิตให้เป็นอุเบกขา จึงเป็น อุเบกขาบารมี

ในการแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศลหลวงพ่อจรัญสอนว่าให้กำหนดจิตไว้ที่หน้าผาก โดยขณะที่สวดมนต์-สมาธิ เรากำหนดจิตที่ลิ้นปี่ แต่เมื่อออกจากสมาธิจะแผ่เมตตา - อุทิศบุญกุศลให้เลื่อนขึ้นไปที่หน้าผาก เมื่อทำแบบนี้ในขณะแผ่เมตตาตัวเบิร์ดรู้สึกถึงการแผ่ออกของความสว่างจ้าแต่นวลตาจากหว่างคิ้วและความสงบนิ่ง อิ่มเอมในใจค่ะ

เห็นมั้ยคะ เพียงแค่สวดมนต์ไม่กี่นาทีต่อวัน เราก็ได้อะไรมากมาย และสะสมไปทีละเล็กทีละน้อยเหมือนหยอดกระปุกทุกวัน จึงขอฝากไว้ให้กับคนที่ไม่มีเวลาไปทำบุญใส่บาตรหรือเข้าวัด ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ขอเชิญลองทำค่ะ… ปฏิบัติให้ได้ทุกวันจะทำให้จิตมีสมาธิดีขึ้น สติดีขึ้น จากคนที่ใจร้อนจะเย็นลง ที่เคยคิดว่าทนได้ก็จะนิ่งได้มากขึ้น ที่เคยคิดว่าทนไม่ไ่ด้ก็จะทำได้ดีขึ้น และเมื่อคิดทำอะไรจะมีคนคอยช่วยเหลือค้ำชูค่ะ

*** กราบขอบพระคุณผู้รู้ทุกท่านที่จะช่วยต่อเติมสิ่งที่ทราบร่วมกันให้แตกกิ่งก้านสาขาและสมบูรณ์มากขึ้นนะคะ

« « Prev : ทริปล่องใต้

Next : เสียงในความเงียบ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

10 ความคิดเห็น

  • #1 BM.chaiwut ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 9:21

    ใคร่จะสนับสนุนว่า สวดมนต์ได้อะไรเยอะแยะ ตั้งแต่เป็นสมภารมาก็อาศัยการสวดมนต์นี้แหละแก้ปัญหาในเบื้องต้น เช่น

    • ขัดใจพระเณรหรือญาติโยมบางคน ก็สวดมนต์
    • หน้าวัดทะเลาะกันเสียงดังลั่น รู้สึกหุดหงิด ก็สวดมนต์
    • เบื่อๆ เซ็งๆ ขี้เกียจ ก็สวดมมนต์
    • รู้สึกไม่สบายบางอย่าง เช่น ปวดหัวตัวร้อน มือเท้าสั่น แน่นหน้าอก… ก็สวดมนต์
    • ฯลฯ

    โดยสวดเสียงดังๆ ครั้งละนานๆ (ถ้าไม่มีใครมาธุระ อาจถึง ๒-๓ ชั่วโมง) ผลดีชัดเจนก็คือ อารมณ์เก่าที่พอใจหรือไม่พอใจจะเลือนหายไป ความสงบเยือกเย็น และความคิดเห็นบางอย่างจากบทสวดมนต์ก็อาจผุดขึ้นมาในคลองความคิด…

    โบราณว่า “สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน”

    เจริญพร

  • #2 ป้าจุ๋ม ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 10:00

    ขอบคุณน้องเบิร์ดมากที่ช่วยสรุปย่อผลที่เกิดจากการสวดมนต์ค่ะ…ทั้งหมดที่สรุปมานี้ใช่เลยค่ะ สำหรับป้าจุ๋มนั้นแน่ๆที่ได้หลังจากการสวดมนต์คือความสุขและสงบในใจค่ะ  มีสติมากขึ้นจึงยากที่ปัญหาอะไรต่างๆภายนอกจะมากระทบหรือแม้มีมาก็ตั้งรับได้(แต่ก็มีirritatedบ้าง…อิอิ)  แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็ปล่อยไป บางครั้งเคยคิดห่วงโน่นนี่จนเป็นทุกข์ไปหมด อยากช่วยใครต่อใครที่มีปัญหาที่มาให้เราได้รับรู้ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคิดหาทางช่วยแก้ พอช่วยไม่ได้ก็เป็นทุกข์อีก…บางครั้งก็ต้องถอยมาสักก้าว แล้วหยุดคิดพิจารณา ก็จะมาถึงบางอ้อที่ว่า

                                    “กมฺมุนา  วตฺตตี  โลโก    :  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”    จริงๆเลยค่ะ

    ดังนั้นใครที่เคยทำอะไรดีๆไว้ด้วยความตั้งใจจริงและความบริสุทธิ์ใจ แม้โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอะไรก็ตาม ก็จะได้รับผลจากความดีนั้นแบบเต็มๆเช่นกัน และในทางกลับกันหากใครที่เคยทำอะไรไม่ดีไว้ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม คุณก็จะได้รับผลกรรมนั้นเต็มๆเช่นกัน  แม้จะพยายามหลีกหนีอย่างไรก็ไม่พ้น  ตามที่ทางพระท่านว่า “สวรรค์ในอก นรกในใจ” นี่จริงแท้แน่นอนค่ะ
    ขอให้ผลบุญที่น้องเบิร์ดนำมาเปิดปัญญาแด่คนอื่น จงส่งผลให้น้องเบิร์ดมีแต่ความสุขจะคิดหวังสิ่งใดก็ให้สำเร็จสมตามที่หวังทุกอย่างค่ะ

  • #3 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 10:04

    คำสอนของหลวงพ่อจรัล  บทนี้ เรียบเรียงไว้ในหนังสือของท่านและ ในหนังสือสวดมนต์ ที่แจกจ่ายทั่วไปในขณะนี้  ป้าหวานพบหนังสือนี้เมื่อหลายปีมาแล้ว พบว่าเด็กๆปัจจุบันจะมีกิจกรรม เข้าค่ายปฎิบัติธรรม  จะได้มากน้อยก็ยังได้บ้าง อนุโมทนาอย่างยิ่ง  สาธุ  เด็กๆรุ่นก่อนรู้เรื่องการสวดมนต์ แบบนกแก้ว นกขุนทอง ไม่น้อย  คงมีคนที่รู้ถึงแก่นแท้อยู่แต่ต้องยอมรับว่า ไม่มีการเน้นที่แก่นเรื่องนี้  เด็กประถม เข้าแถว สวดมนต์ เคารพธงชาติ  ทุกวัน  ครู อาจารย์อาจจะบอกแล้วแต่อาจผ่านไป ไม่ได้เน้นย้ำ  ป้าหวานเองก็เคยคิด  เพราะเป็นเด็ก(ดิ้อเล็กน้อย)ว่าสวดมนต์แล้วได้อะไร  ไม่เห็นจะเข้าใจเลย  แต่เด็กปัจจุบัน มีคำแปลด้วย มีการเข้าค่ายด้วย  อบรมและปฏิบัติจริง  ขอให้เด็กๆได้รับ เข้าใจ ถึงประโยชน์นี้ด้วยเทอญ สาธุ  อ้อ  ลำเอียง  ผู้ใหญ่ด้วยนะคะ ไม่เฉพาะเด็ก สาธุ

    แต่ทางอ้อมอีกทาง  ที่ไปถึงผลของการสวดมนต์ อาจมีผู้ปฎิบัติอยู่ก็ได้  ผู้ใหญ่บางคน เติบโตมาโดยปราศจากบทสวดมนต์  แต่จิตใจอยู่ในธรรมโดยไม่รู้ตัว  ปฎิบัติธรรม โดยไม่รู้ตัว ก็มี  จึงเจริญสติอยู่โดยไม่รู้เช่นกัน  ซึ่งไม่น่าจะตำหนิที่ท่านไม่รู้จักสวดมนต์  ถ้ามองว่า สวดมนต์คือหนทางหนึ่ง  เปิดใจกว้างๆ  ใครจะไปทางไหน  ถ้าทำได้ ก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่จุดหมายสุดท้ายอาจไม่เท่ากัน ไม่ใช่จุดเดียวกันค่ะ และวันหนึ่งอาจพบทางบรรจบกันก็เป็นได้

  • #4 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 11:34
    กราบหลวงพี่ค่ะ
    ขอบพระคุณสำหรับการเติมเต็มในมุมมองอื่น ๆ นะคะ และเห็นด้วยว่าการสวดมนต์ได้อะไรมากมายจริง ๆ อย่างตัวเบิร์ดเองตั้งแต่เด็ก ๆ จะดุ(มาก) เอาจริง และโทสะแรง แม่ต้องฝึกให้สวดมนต์ สมาธิ แผ่เมตตาและหลวงพ่อดาบสกับหลวงพ่อจรัญก็ฝึกเบิร์ดแบบเดียวกันเลยค่ะคือให้สวดมนต์โดยเฉพาะบทเมตตาอย่างกรณียเมตตสูตร ซึ่งคงเป็นอุบายของหลวงพ่อที่ให้เบิร์ดท่องหัวใจของกรณียเมตตสูตรทุกครั้งที่ว้าวุ่นใจหรือเดินทาง ร่วมกับกรรมฐานก็ได้ผลนะคะ ไม่โทสะแรงกล้าอีก

    ตอนแรกไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการอาบน้ำทำเนื้อตัวให้สะอาดก่อนสวดมนต์หรือเปล่าที่ทำให้เยือกเย็นขึ้น แต่เมื่อสวดจบบทโดยเฉพาะบทยาว ๆ ความรุ่มร้อนต่าง ๆ คลายลง ความห่วง ความกังวลลดไปได้เยอะเลยค่ะ

    การสวดมนต์แบบออกเสียงเป็นการหยุดความฟุ้งซ่านต่าง ๆ ได้ดีมากเลยนะคะ ตอนศึกษาธรรมกับหลวงพ่อจรัญท่านบอกว่าบุญกุศลจากการเปล่งเสียงสวดมนต์ีอย่างชัดเจน มีท่วงทำนองน่าฟังจะทำให้มีน้ำเสียงที่ไพเราะนุ่มนวล สื่อสารได้ไม่คลุมเครือ พูดแล้วคนเชื่อ ศรัทธาค่ะหลวงพี่

    กราบสามครั้งค่ะ

  • #5 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 13:10
    ป้าจุ๋มขา
    เป็นเพราะมีอาจารย์ดีค่ะจึงพอเก็บเกี่ยวมาได้บ้าง ขอบพระคุณสำหรับการช่วยเติมค่ะ

    ป้าจุ๋มทำให้เบิร์ดนึกออกว่าการสวดมนต์ สมาธิแต่ละวันบอกถึงกำลังของจิตด้วยค่ะป้าจุ๋ม บางวันสามารถทำได้นิ่ง นานแต่บางวันอ่อนล้าจนแทบสวดไม่ครบ หรือเลือกสวดก็มี เมื่อทำสมาธิก็เหมือนกันค่ะ ถ้าไม่สบาย เหนื่อยจนแทบพับก็ง่วงงุนจนไม่ผ่องใส แม้จะรู้ว่ามีถีนมิทธะ(ความง่วงเหงาหาวนอน) เข้ามา ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากออกจากสมาธิ เพราะไม่พร้อม :(

    จะเดินจงกรมก็ขี้เกียจลงไปเดินข้างล่าง ไว้ให้พี่ทำความสะอาดระเบียงก่อนแล้วจะออกไปเดิน อิอิอิ นิวรณ์ ๕ มาชัดแจ๋วเลยล่ะค่ะ ^ ^

    ทุกเรื่องราวถ้าเรารู้ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เราจะไม่ทุกข์เนาะคะ แม้ต้องกระทำเพื่อช่วยเหลือก็ไม่ทุกข์เพราะวางอุเบกขาไว้แล้ว  เบิร์ดชอบที่หลวงพ่อเทศน์ว่า”คนไทยปากเป็นบุญใจเป็นบาป” เราชอบทำบุญใหญ่โต แต่เราไม่เคยทำใจให้เป็นบุญกันเลย สังฆทานนี่ถวายกันไม่มีพัก แต่ไม่เคยตั้งใจทำ ไม่เคยทำ้เพื่อคนอื่นนอกจากตัวเอง ปลูกต้นไม้ก็ไม่คิดว่าเพื่อคนอื่น เพื่อโลก เพื่อสังคม แต่คิดว่าจะได้ค่าปลูกเท่าไร รับศีลไปแล้วก็กินเหล้า เล่นการพนันกันไป …น่าคิดเหมือนกันนะคะป้าจุ๋ม

    เราสามารถสะสมความดีกันได้ทุกวัน อย่าสะสมความไม่ดี ความอัปมงคลกับตัวกันเลยเนาะคะป้าจุ๋ม “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ดังนั้นอย่าลืมกรรมของตัว…กอด ๆ ๆ ๆ

  • #6 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 13:28
    ป้าหวานขา
    หลวงพ่อจรัญท่านเก่งนักค่ะ เวลาท่านอธิบายอะไรท่านตอบได้ชัด เบิร์ดฝึกกรรมฐานตั้งแต่จบ ป.ตรี ฝึกอยู่ 3 เดือนแบบไม่พูดเลยที่เรียกว่า”วจีวิรัติ” แต่เวลาที่อาจารย์สอบอารมณ์น่าแปลกมากค่ะว่าท่านรู้ได้อย่างไรเมื่อเราเดินเข้าไปนั่งข้างหน้า อย่างช่วงหนึ่งเบิร์ดเห็นภาพผู้หญิงไทยสวย ผมยาว แต่หน้าไม่ชัดเดินเข้ามาในกุฏิที่เบิร์ดนั่งอยู่ เหมือนจะยิ้มให้(เป็นความรู้สึก) ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ใครฟัง เพราะงดพูด

    ตอนอาจารย์สอบอารมณ์ท่านพูดว่า”แม่กาหลงเขามาดูแล” เป็นคนที่อยู่ที่วัดนี่แหละ คอยดูแลคนที่มาฝึกกรรมฐาน ไม่มีอะไรหรอก เมื่อเรานิ่งพอเราจะจับคลื่นหลาย ๆ คลื่นได้ ไม่มีอะไรแปลก ฯลฯ คลื่นความคิดหรือคลื่นอารมณ์ของคนสามารถรับรู้ได้จริง ๆ ค่ะ  ตอนฝึกที่วัดอัมพวันเบิร์ดรู้ตัวเลยว่าจมูกเบิร์ดไวมาก คนทุกคนมีกลิ่นตัวของตัวเองนะคะป้าหวาน 

    กลิ่นที่ว่าไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม เครื่องสำอางค์หรือกลิ่นเหงื่อ แต่เป็นความสะอาด ความสกปรกของจิตตน บางคนคลื่นละเอียดเย็น แค่เดินเข้ามาก็สงบ สดชื่น เบิกบาน กลิ่นจะสะอาด บางคนกลิ่นหอมอ่อน ๆ แต่ถ้าคนที่คิดคด หน้าอย่างหลังอย่าง ใจร้าย ฯลฯ จะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ฉุน  และร้อนเมื่ออยู่ใกล้ …ทำให้เบิร์ดนึกถึงหมาเลยล่ะค่ะป้าหวาน

    จมูกหมาไวกว่าคน 50 เท่า มันคงรับรู้ผ่านความไวของประสาทสัมผัสว่าใครเป็นอย่างไร ดังนั้นแม่ถึงบอกเสมอว่าถ้าอยากรู้ว่าคนที่มาหาเราเป็นยังไง มาเพื่ออะไร ให้ดูหมาที่เราเลี้ยง ถ้ามันไม่ยอม จะดุจะเอ็ดให้หยุดยังไงก็ไม่ยอมจะงับให้ได้ ให้ระวังตัวไว้น่ะค่ะ (แต่ผัดไทยที่บ้านเบิร์ดจะคุยกับพี่อึ่ง&พี่ตา&พี่ตึ๋งให้ได้ ยังไงก็จะเห่าแทรกเวลาที่พี่ ๆ เค้าพูด…ส่วนทองม้วนของป้าจุ๋มนี่ไม่ยอมหยุดกอดพี่รุมกอดเหมือนกัน อิอิอิ)

    เห็นด้วยกับป้าหวานค่ะแม้จะไม่รู้จักการสวดมนต์เลยก็สามารถเข้าถึงธรรมได้เช่นเดียวกันถ้ารู้จักพิจารณา เพราะการสวดมนต์เป็นอุบายในการทำให้จิตสงบได้อีกทางหนึ่งแต่ถ้าเรามีความสงบ รำงับกิริยา วาจา ใจเป็นนิจอยู่แล้วก็ไม่ยากในการตั้งจิตรวมใจให้เป็นสมาธิในการพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ตามจริง

    ขอบคุณสำหรับการเติมเต็มอีกส่วนนะคะป้าหวาน กอด ๆ ๆ

  • #7 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 17:54

    มาสารภาพว่าไม่เคยสวดมนต์เองเลย  สวดตามเขาตามพิธีกรรม  อิอิ

  • #8 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 26 เมษายน 2010 เวลา 19:10
    อิอิอิ ยังดีที่สวดได้ค่ะพี่ตึ๋ง

    ท่านพุทธทาส หรือหลวงพ่อก็ไม่ได้เน้นว่าต้องสวดมนต์แจ้ว ๆ ได้เท่านั้นเนาะคะ แต่”มีสติรู้ตัว”จะดีกว่าเยอะ เพียงแต่ในกระแสเสียงสวดมนต์ มีพลังที่ทำให้คนเย็นลงได้จริง ๆ ค่ะ (ยกเว้นสวดภาณยักษ์) คนคุยก็จะหยุดคุย ที่เคยฟุ้งซ่านก็จะเริ่มสงบลง ยิ่งผู้นำสวดมีศรัทธา มีความตั้งใจน้ำเสียงจะยิ่งน่าฟังและชวนให้สวดตามได้ง่ายดายแม้จะไม่เคยสวดมาก่อนก็พองึมงำตามได้ถ้ามีโพย (ถึงไม่มีโพยก็พอจะดำน้ำได้บ้าง) …เนาะคุณพี่ ^ ^

    พิธีกรรมก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว เมื่อเริ่มต้นสวดมันเหมือนสัญญาณระฆัง…แก๊ง! ให้เราเตรียมตัวและเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมาย ยิ่งต้องสวดยาว ๆ ฝึกเยอะ ๆ นะคะพี่ตึ๋งมันทำให้เรา”แกร่ง”ด้วยสมาธิ คงมั่นในอารมณ์และไม่ยอมแพ้ดีนักเชียว

    เบิร์ดเชื่อว่าคนทุกคนต้องมีจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ยากยิ่งในการก้าวผ่านค่ะพี่ตึ๋ง อาจเป็นเหตุการณ์ที่แทบพับหรือล้มทั้งยืน หรือเป็นการเคี่ยวกรำตัวเองเพื่อเข้าใจคำว่าอดทน พยายาม ฝึกบารมีได้มากมายเลยล่ะค่ะทั้งขันติ วิริยะ เมตตา อุเบกขา ทาน ปัญญา ฯลฯ เมื่อเราผ่านจุดนั้นไปได้แม้จะยากเย็นเข็ญใจแค่ไหน ก็จะทำให้เรามองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นว่า”เช่นนั้นเอง” …ความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิต เห็นสัจจะของมันและไม่ลุ่มหลงกับมันอีกแล้ว แบบนี้มั้งคะที่เรียกว่าเกิดปัญญา ซึ่งพี่ตึ๋งก็ผ่านการเคี่ยวกรำจากประสบการณ์ชีวิตเช่นเดียวกัน :)

    ว่าแต่วันนี้เดินสายอีกไม่ใช่เหรอคะ ขยันจริงจริ๊ง แต่ระวังน้องอ้ายมาประกาศพ่อหายอีกนา 555555555 กอด ๆ ๆ ๆ คนไม่มีพุง (มีแต่ 3 ชั้น) ^ ^

  • #9 sompornp ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 เมษายน 2010 เวลา 23:21

    สาธุ สาธุ สาธุ
    การสดวมนค์ ประมาณ 1 ชั่วโมงของพี่นี่ให้สติ และมีสมาธิจริง ๆ
    เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าสวดแล้วได้อะไร ก็รู้อย่างรู้แบบพื้น ๆ
    แต่วันนี้เห็นทางสว่างเชียวค่ะ
    ขอนำไปเล่าต่อ ขยายความ ให้ท่านอื่น ๆ ฟังด้วยนะคะ
    ขอบคุณเจ้า
    อิอิอิ

  • #10 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 เมษายน 2010 เวลา 10:27
    สาธุกับการสวดมนต์และสิ่งที่ได้รับด้วยค่ะพี่อึ่ง

    เรื่องที่นำมาเล่าต่อคือสิ่งที่หลวงพ่อพูดไว้นานแล้ว ถ้าเป็นประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องดีมากเลยล่ะค่ะ เบิร์ดชอบคำสอนของหลวงพ่อเพราะหลวงพ่อสอนให้คิด ไม่ได้บอกแล้วให้เราเชื่อ ท่านจะตอบจะสอนอะไรท่านจะให้เราคิดทำอย่างเป็นระบบไม่งมงาย ท่านปฏิเสธการทำบุญด้วยเงินแต่ให้เราทำบุญด้วยความดีค่ะพี่อึ่ง สวดมนต์ ภาวนา ปฏิบัติไปนี่แหละคือบุญมหาศาลแล้ว

    คำสอนของหลวงพ่อ

    ความอดทนเป็นสมบัติของ นักต่อสู้

    ความรู้เป็นสมบัติของนักปราชญ์

    ความสามารถเป็นของนักประกอบกิจ

    ความสามารถทุกชนิดเป็นสมบัติของผู้ดี

    ความดีเป็นศัตรูของชีวิต ความดีต้องมีอุปสรรค
    เขาร้ายมาอย่าร้ายตอบ เขาไม่ดีมา เราเอาความดีไปแก้ไข
    คนตระหนี่ก็ให้ของที่ต้องใจ
    คนพูดเหลวไหลเอาความจริงใจไปสนทนา
    อย่าเอาเหลวไหลไปสนทนากับมัน เสียเครดิตหมด
    อย่าไปเห็นแก่คนแบบนั้นแบบนี้เลยจะเสียหาย

    ขอฝากไว้กับคุณโยมทุก ๆ ท่าน คนเรานี่สุขไม่เหมือนกัน
    ทุกข์ไม่เหมือนกัน แก้ไขเหมือนกันทุก ๆ คนไม่ได้
    เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
    อย่าไปขัดคอเขา ต้องฝืนใจต้องอดทน

    เราอยู่กับคนมากต้องอดทนมาก อยู่กับคนต้องอดทนตลอดไป
    ถ้าเราอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องอดทน เพราะไม่มีใครขัดคอ
    ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง วันไหนมีคนด่าคนว่าอย่างโน้นอย่างนี้
    ล้วนแต่ได้กำไร
    คนเรานี่มีปัญหามาก
    คน แปลว่า ปัญหา คนสร้างแต่ปัญหาให้เรา
    เราเป็นผู้จัดการผู้บริหารต้องอดทนมาก
    เมื่ออยู่กับคนมากก็ต้องอดทนมากแน่นอน

    ขอเจริญพรว่าเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมมีความแตกต่างกัน
    ไม้ไผ่ต่างปล้อง พี่น้องต่างใจ บ้านเดียวกันไม่เหมือนกัน
    แต่เราควรสร้างความดีร่วมกัน

    มีสติปัญญาสวดมนต์ไหว้พระ เจริญพระกรรมฐาน จะเหมือนกันได้
    และวิสัยทัศน์จะเหมือนกัน จะได้มีสติปัญญาเหมือนกัน
    จะมีเมตตาเหมือนกัน อารีอารอบเหมือนกัน และจะช่วยกันดีด้วย
    เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีเมตตา มีธรรมะแล้วจะช่วยกันตลอดรายการ
    พี่ช่วยน้อง น้องช่วยพี่ สร้างความดีให้พ่อแม่ตลอดไป
    ถ้าเราอยู่โรงพยาบาล หรือจะอยู่ในรูปบริษัทใดก็ตาม
    เราทำงานด้วยความตั้งใจ มีความสามัคคีรับรองไปรอดแน่

    โรงพยาบาลเรานี้ต้องช่วยเหลือกัน
    หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกันประเสริฐที่สุด
    หนักนิดเบาหน่อยไม่ให้อภัยกันเลย เราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
    เดี๋ยวเราก็ตายจากกันแล้ว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

    อย่าได้กินแหนงแคลงใจกัน รับรองไปรอด
    อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
    พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ รักกันเหมือนพี่น้องกัน รักเหมือนญาติ

    ถ้าเราไม่รักกันจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร เป็นพี่น้องกันยังรักกันไม่ได้
    พี่น้องยังโกงกัน จะไปกันรอดหรือ
    อาตมาจึงพูดว่า ความดีเป็นมิตรของชีวิต เงินทองเป็นอสรพิษ
    ไม่ใช่ของเราอย่าเอามา เอามาแล้วเป็นงูเห่า
    กัดแหลกลาญ ฆ่ารันฟันแทงกัน นี่แหละสัตว์โลกเป็นเช่นนี้
    ขาดธรรมะเป็นอย่างนี้ มีแต่อคติกัน ไม่รักกันเลย
    ไม่มีเมตตาต่อกัน ไม่มีสงสารกัน

    เราจะต้องตายจากกันไปแล้วไม่วันใดก็วันหนึ่ง
    จะรบราฆ่าฟันกันไปถึงไหน
    มีทิฐิกันไปไม่มีโอกาสดีได้
    พระพุทธเจ้าของเรา ทรงสร้างปัญญาในตัว
    แต่นักปราชญ์ของโลกสร้างปัญญานอกตัว จึงช่วยตัวเองไม่ได้

    พระพุทธเจ้าของเราทรงมีปัญญาในตัว
    สอนให้เราทุกคนสร้างปัญญาในตัวของเราให้ได้
    ปัญญา คือ ความรอบรู้ รู้จริงทุกสิ่งในตัวเอง
    จะเป็นชายก็จริง หญิงก็แท้ เป็นคนแก่ที่น่าบูชา

    รู้จริงอย่างนี้ ปัญญาในตัวช่วยตัวเองได้ ช่วยลูกช่วยหลานได้
    ปัญญานอกตัวช่วยใครไม่ได้เลย

    แต่ตอนนี้เราไปหาปัญญานอกตัวกัน จึงละเลยกันไปหลายอย่าง
    ทั้งไม่มีมารยาท ขาดการเคารพผู้ใหญ่
    ไม่มีระเบียบวินัย วัฒนธรรมของชาติหมดไปอย่างน่าใจหาย
    (คัดลอกจากคำสอนของหลวงพ่อหลาย ๆ เล่มค่ะ)

    ขอบคุณสำหรับการช่วยเติมมุมมองและขยายผลนะคะ กอดๆๆๆๆกระหน่ำ อิอิอิ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.086895942687988 sec
Sidebar: 0.029906988143921 sec