บ้านแพ้ว..ที่รู้จัก

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 3 กันยายน 2008 เวลา 20:22 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 4978

แม่เล่าให้ฟังว่าคลองดำเนินสะดวกที่ผ่าน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ไปจนถึง จ.ราชบุรีเป็นคลองขุดด้วยแรงงานคน ตั้งแต่สมัย ร.4 โดยเริ่มขุดในปี พศ.2409 แล้วเสร็จ พศ. 2411 เป็นคลองตรงยาวเชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง มีความกว้าง 15 วา ( น่าจะประมาณ 30 ม. ) ยาว 32 กม. แบ่งเป็น 8 หลัก หลักหนึ่งห่างกัน 4 กม. เสาบอกหลักจะมีทั้งเลขไทย จีน และโรมันครบ ทั้ง 3 ภาษาเลยล่ะค่ะ เหตุผลของการขุดคลองก็เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการเกษตรและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนของพระองค์รวมทั้งความสะดวกสบายในการขนส่งข้าว น้ำตาล ฯลฯ

ภาพข้างบนคือบริเวณปากคลองที่จะเชื่อมกับแม่น้ำท่าจีนนะคะ คลองช่วงนี้จะกว้างกว่าช่วงอื่นๆ ผลจากการขุดคลองทำให้ทำการเกษตรได้ผลผลิตมากมายเป็นแหล่งส่งออกของผัก ผลไม้นานาชนิด ภาพเล็กที่เห็นคือสวนองุ่นค่ะ

ตรงสุดปลายคลองทั้ง 2 ข้างจะมีประตูน้ำ ประตูน้ำที่เห็นในภาพเล็กมุมซ้ายข้างบนนี้ชื่อประตูน้ำบางนกแขวก กั้นแม่น้ำแม่กลอง ส่วนประตูน้ำอีกด้านชื่อประตูน้ำบางยางกั้นแม่น้ำท่าจีน วิธีการใช้ประตูน้ำก็คือเรือสินค้าขนาดใหญ่แบบในภาพ ถ้าจะเข้าคลองดำเนินสะดวกจะต้องจอดรอให้คนเฝ้าประตูน้ำ ดึงไม้ที่กั้นขึ้นนิดหนึ่งเพื่อปรับระดับน้ำในอ่างซีเมนต์ตรงกลางให้ใกล้เคียงกับระดับน้ำในแม่น้ำก่อน แล้วดึงไม้กั้นขึ้นหมดให้เรือผ่านไปอยู่ในอ่างซีเมนต์พร้อมปล่อยไม้ที่กั้นด้านแม่น้ำลง พอเรือมาอยู่ในอ่างแล้วก็รอให้ปรับระดับน้ำในอ่างกับคลองให้เท่ากันโดยดึงไม้กั้นด้านคลองขึ้นเล็กน้อย เมื่อระดับน้ำใกล้เคียงกันแล้วก็ดึงไม้กั้นด้านคลองขึ้นให้เรือแล่นเข้าคลอง กระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเป็น ชม.นะคะ เหตุที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อกั้นน้ำทะเลจากปากอ่าวเข้าคลองดำเนินสะดวก และรักษาระดับน้ำในคลองให้นิ่ง ภูมิปัญญาเหล่านี้ยาวนานมากว่าร้อยปีแล้วมั้งคะ เป็นหลักการเดียวกับคลองสุเอซเลย

บ้านแพ้วไม่มีแหล่งอบายมุขพวกผับ เธค ร้านเกมส์เพ่นพ่านมากมาย…คนส่วนใหญ่จะมีเชื้อสายจีน ไทยและมอญ มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ใช้เส้นทางน้ำเป็นทางสัญจรหลัก ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียงมานาน เป็นชุมชนพึ่งตัวเองร่วมกับดินดี น้ำดี ทำให้เศรษฐกิจของบ้านแพ้วดีจนธนาคารทุกธนาคารมาตั้งสาขาที่หลักสาม เพราะมีถนนตัดผ่าน และเอาเงินจากสาขาบ้านแพ้วไปให้สาขานครปฐมปล่อยกู้ อิ อิ …รพ.บ้านแพ้ว สามารถออกนอกระบบและอยู่ได้ด้วยดีก็เพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชนมีส่วนช่วยอย่างมากเลยล่ะค่ะ

คุณตาก็เป็นหนึ่งในผู้นำชุมชนคนหนึ่งค่ะ ตอนคุณตาอยู่ทำสวนมะพร้าว ทำนาในร่องสวน ปลูกกล้วยไม้ ทำคานเรือ ( อู่ซ่อมและต่อเรือ ) โรงสี เลี้ยงหมู - ไก่ - ห่าน (ห่านเฝ้าโรงสีได้ดีนัก เพราะดุ กินหญ้าและไม่ต้องกลัวว่าใครจะวางยา 555) คุณตาเป็นแกนนำในการสร้างโรงเรียนในวัดหลักสี่และวัดหลักสามเพื่อให้ลูกหลานของคน ต.ยกกระบัตรได้มีที่เรียน ซึ่งต่อมาได้ขยายไปในวัดทุกหลักตลอดคลองดำเนินสะดวกตั้งแต่หลักหนึ่งถึงหลักแปดค่ะ และร่วมจัดตั้งโรงเรียนจีนเพื่อให้ลูกหลานคนจีนได้เรียนหนังสือ

บ้านแพ้ว..สายน้ำ ความรัก ความผูกพัน

สอนให้รู้จักคุณค่าของธรรมชาติและชีวิต

ชุมชนที่เรียบง่ายมีวิถีชีวิตที่พอเพียงมีอยู่จริงและไม่ได้ไกลเกินฝันเลยใช่มั้ยคะ?

…………………………………………………………….

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและเนื้อหา : แม่ น้าตี๋

ภาพประกอบ : พี่ปลาหมึก เล็ก และจากอินเทอร์เน็ต

« « Prev : ที่มาของน้ำฟ้าและปรายดาว…

Next : อีกครั้งกับ Good Will Hunting » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

25 ความคิดเห็น

  • #1 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 3 กันยายน 2008 เวลา 20:25

    ขอบคุณที่พาเที่ยว

  • #2 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 3 กันยายน 2008 เวลา 20:45

    เล่าฮูแพนด้าที่รักยิ่ง
    ทำไมมาเร็วนักล่ะจ๊ะ ยังดึงสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาไม่หมดเลย
    มีอยู่ช่วงหนึ่งค่ะที่น้ำในคลองลงอาบไม่ได้เพราะเค้าใช้สารเคมีและยาฆ่าแมลงเยอะมาก ลงไปนี่คันยิบๆเลย  พอชุมชนเห็นผลกระทบเค้าก็ควบคุมการใช้และจัดการเรื่องน้ำให้มีคุณภาพเพียงพอด้วยการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และถ่ายเทน้ำผ่านประตูน้ำและประตูระบายน้ำต่างๆน่ะค่ะ
    คลองนี่จะไม่มีผักตบชวาเกะกะ เพราะส่วนใหญ่ถ้าเจอเค้าจะลากขึ้นมาหมด เหตุเพราะเค้าตระหนักว่าน้ำคือชีวิต ทำให้การดูแลน้ำเป็นหนึ่งในวิถีของเค้าโดยไม่ต้องจัดตั้งชมรมขึ้นมาให้ยุ่งยากมากนักค่ะ
    เล่าฮูเห็นคานเรือที่บ้านคุณตามั้ยคะ นี่คือที่มาของคำว่าคานทองของสาวๆ อิ อิ  ช่างที่ต่อเรือเป็นช่างจากเมืองจีนค่ะ เวลาที่เค้าขึ้นกระดูกงูหรือทำตัวเรือเค้าจะใช้ไฟลนไม้เพื่อดัดให้งอ เบิร์ดจะเข้าไปดูใกล้ๆไม่ได้เพราะอันตราย แต่ชอบที่สุดเวลาปล่อยเรือลงน้ำ เพราะเค้าจะย้ายเรือลำเบ้อเริ่มด้วยการหมุนคานและใช้สาลี่เข้าไปรอง ก่อนจะชักรอกด้วยลวดเหล็กให้สาลี่เคลื่อนไปตามรางและไหลลงน้ำในคลองข้างบ้านคุณตาเพื่อดูความเรียบร้อย
    ขอเบิร์ดไปอาบน้ำ นอนก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาเล่าใหม่ค่ะ เพราะง่วงแล้ว ^ ^

  • #3 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 3 กันยายน 2008 เวลา 20:47
    SSDC10980r1.jpg เชียงแสน สามเหลี่ยมทองคำ picture by dol3377

    ส�า�ั��ระ����ล�า
  • #4 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 3 กันยายน 2008 เวลา 21:04

    อยากไปเที่ยวบ้านคุณตาจัง  อิอิ

  • #5 rani ให้ความคิดเห็นเมื่อ 3 กันยายน 2008 เวลา 23:03

    สวัสดีค่ะหมอเบิร์ด
    อยากบอกว่าไปเที่ยวบ้านแพ้วหลายต่อหลายครั้งแต่นั่งรถไปตลาดนัด นะคะ  เพราะเคยไปสอนที่มหาวิทยาลัยคริสเตียน  ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างบ้านแพ้ว กับ ต.ดอนยายหอม อยู่สองปี อิอิ แถวนั้นเขาทำสวนกันเยอะเลย อิอิ นึกแล้วอยากไปอีกเนาะ สวยจัง เผื่อติดรถคุณหมอไปเที่ยวได้อีก ห้าๆๆๆ  แต่รพ.บ้านแพ้ว นี่เขาดังนะคะ

  • #6 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 9:47
    หนีห่าวค่ะเล่าฮู เชิญจ๋อเตี่ยมๆเจี้ยะเต๊ ( ได้อยู่เท่านี้แหละค่ะ อ้อมีอีกคำคือหว่ออ้ายหนี่  555 ) ฟังเบิร์ดเล่าเรื่องบ้านคุณตาต่อนะคะ

    หลังจากคุณตา-คุณยายเสีย น้าตี๋ก็ทะยอยเลิกกิจการต่างๆเพราะดูไม่ไหว ทำแค่เล็กๆน้อยๆตามที่น้าน้อย ( น้าเขย ) เอามาให้ลองทำค่ะ อย่างเช่นเพาะหมาพันธุ์ร็อตไวเลอร์ขาย เพาะไก่ฟ้า นกยูง และปลูกกล้วยน้ำว้าเต็มสวนเลย ( ดูแลง่าย มีคนมารับซื้อถึงที่ )

    เจ้านกยูงนี่มีเรื่องขำๆมากค่ะ มีอยู่วันหนึ่งตอนกลางคืนเค้าหลุดออกจากกรงไปเกาะบนหลังคาบ้าน เป็นเงาตะคุ่มๆ ตอนเช้าบ้านข้างๆใส่บาตรกันเป็นแถวเลย ….. 555

    น้าตี๋เพาะนกยูงด้วยการเอาไข่ไปให้เป็ดฟักค่ะ กับใส่ตู้ฟักแบบเพาะไก่ฟ้า ซึ่งเจ้าไก่ฟ้านี่ขายได้ราคาดีแฮะ แต่เบิร์ดไม่แน่ใจว่าเป็นสัตว์สงวนหรือเปล่า แหะ แหะ

    ตอนเบิร์ดเด็กๆ หลวงตาวัดหลักสามจะพายเรือมารับบาตรที่หน้าบ้านทุกเช้า  เรือของหลวงตาเป็นเรือเข็มนั่งได้คนเดียว หัวท้ายแหลม ภายในกระทงเรือจะมีถ้วยเล็กถ้วยน้อยวางเต็มหมดเลยค่ะ ส่วนบาตรจะวางไว้ข้างหน้าหลวงตา เวลาเราใส่บาตรก็ตักกับข้าวใส่ถ้วยที่ว่างๆ ส่วนข้าวเก๊าะตักใส่ในบาตร แต่พักหลังๆจะไม่เห็นพระพายเรือรับบาตรแล้วล่ะค่ะเพราะเรือหางยาวเยอะ คลื่นแรงท่านพายไม่ไหว แต่จะเดินบนทางเดินไม้อีกฝั่งคลองรับบาตรแทน

    แหมเน็ตที่รพ.หลุดบ่อย ตอบย้ากยาก ไว้ค่อยตอบตอนเย็นแทนนะคะ

  • #7 themiti ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 15:53

    สวัสดีครับคุณเบิร์ด ซาละเปา
    ทำเอาผมเคลิ้มไปกับภาพฝันเลยนะครับ  ฝันไปคอนเรียนอยู่เพาะช่าง มีบ้านพักอยู่ในคลองบางกอกใหญ่ เรื่องราวต่างๆ ผุดขึ้นมาราวพึ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง..ผมชอบมานั่งที่ท่าน้ำหน้าบ้านคอยซื่อของกิน อาหาร ผลไม้จิปาถะ เดินทางไป-กลับทุกวันก็อาศัยเรือหางยาว ท่าสะพานพุทธฯ ทุกวัน จนผมภูมิใจมาจนถึงทุกวันนี้เลยว่า ผมเป็นคนเข้าท่ามาตั้งแต่เป็นนักเรียน
    </a></p>
							</li>
													<li class= #8 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 17:00

    เคยไปเที่ยวเมื่อ44ปีที่แล้ว  ครั้วงที่1
    เคยไปครั้งที่2 เมื่อ 55 ปี ที่แล้ว
    อ่าน ชม ภาพ ประทับใจ

  • #9 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 17:08

    เขียนผิด ไปครั้งแรก เมื่อเป็นเด็กมัธยม
    ไปครั้งที่2 เมื่อ4-5 ปีที่ผ่านมา

  • #10 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 19:50

    ลืมบอกไปว่า ผมมีเพื่อนคนบ้านแพ้วทำสวนมะนาว แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่

  • #11 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 20:50

    สวัสดีค่ะคุณหมอจอมป่วน
    เบิร์ดก็คิดถึงบ้านคุณตาเหมือนกันนะคะ โทร.ถามน้าตี๋ น้าตี๋เล่าว่าปลวกขึ้นบ้าน แต่ประมาณการดูแล้วกว่าปลวกจะกินหมดคงใช้เวลาอีกนานนนนนน..น่ะค่ะ เลยปล่อยไว้ก่อนเพราะน้าตี๋เพิ่งผ่าตัดมะเร็งเต้านม และต้องทำเคมีบำบัด กลิ่นยาฆ่าปลวกก็เอาการสำหรับร่างกายที่ไม่แข็งแรงพอ

    คุณหมอทำให้เบิร์ดคิดถึงการกำจัดขยะของที่นั่น ปัจจุบันจะมีเรือมาเก็บขยะที่วางไว้หน้าบ้านเพราะเมื่อคนเริ่มซื้อมากขึ้นขยะก็มากขึ้นนะคะ แต่ที่บ้านคุณตาจะมีบ่อทิ้งขยะ เพื่อหมักเป็นปุ๋ยอยู่ในสวนค่ะ เป็นบ่อขุดธรรมดา แล้วก็ทิ้งๆขยะลงไป ขยะของที่บ้านส่วนใหญ่จะเป็นเศษอาหาร เปลือกผลไม้ ฯลฯ ไม่มีถุงพลาสติกเพราะไม่ค่อยซื้อ อิ อิ

    เมื่อก่อนเวลาจะไปบ้านคุณตาต้องลงเรือที่กระทุ่มแบน ( หลักหนึ่ง ) ผ่านบ้านคุณย่าทวดที่หลักสอง มาต่อเรือที่หลักสาม เพราะเรือจากหลักหนึ่งเค้าจะวิ่งได้แค่หลักสามเท่านั้น จึงต้องต่อเรือมาหลักสี่ที่บ้านคุณตา ซึ่งกว่าจะมาถึงก็นั่งเรือซะสนุกเลยล่ะค่ะ แต่ผู้ใหญ่ไม่ชอบเพราะเมื่อย ^ ^

    รร.ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นรร.ในวัดค่ะ เพราะในอดีตวัดจะเป็นศูนย์รวมของศิลปวิทยาการต่างๆ และมีที่เยอะ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนด้วยจึงเริ่มตั้ง รร.ในวัดซึ่งมีถึงชั้นมัธยม  และลักษณะของคนที่นี่จะนิยมส่งลูกหลานเรียน ทำให้ทุกหลัก ( ทุก 4 กม. ) จะมีรร.แต่จะสามารถเรียนได้เท่าไหร่ก็อยู่ที่ตัวเนาะคะ..

    ภาพดอกอโศกระย้าที่เล่าฮูแพนด้าเอามาฝากทำให้เบิร์ดคิดถึงคลองซอยต่างๆในบ้านแพ้วค่ะ ถ้าจะเปรียบคลองดำเนินสะดวกก็คือถนนใหญ่ ซึ่งมีคลองซอยย่อยไปอีกเหมือนก้างปลายังไงยังงั้นเลยล่ะค่ะ คำว่าดำเนินสะดวกก็เป็นชื่อพระราชทานเนื่องเพราะท่านทรงเห็นว่าเป็นคลองกว้างยาวตรง สมชื่อดำเนินสะดวก ..ในแต่ละคลองซอยทางฝั่งบ้านคุณตาส่วนมากจะมีประตูระบายน้ำเพื่อกั้นน้ำเค็มจากมหาชัยไม่ให้เข้าคลองค่ะ ประตูระบายน้ำจะเล็กกว่าประตูน้ำ มีไว้เพื่อกั้นน้ำเค็มแต่เรือใหญ่ผ่านไม่ได้เจ้าค่ะ

    พาเที่ยวแค่นี้ก่อนนะคะ จะเพิ่มให้เรื่อยๆค่ะ อิ อิ

  • #12 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 กันยายน 2008 เวลา 21:31
    จ๊ะเอ๋น้องราณี
    ไปเที่ยวที่ตลาดหลักสามแน่เลย ตลาดเค้าน่ารักดีเนาะ พี่มีภาพอยู่หน่อยในบันทึก และดีใจจังที่น้องเคยสอนแถวๆนั้นด้วย ..น้องราณีพูดถึง รพ.บ้านแพ้ว พี่เล่าถึงอดีตละกัน

    สมัยเมื่อสามสิบปีก่อนโน้น รพ.บ้านแพ้วเป็น รพ.ชุมชนเล็กๆ ที่เคยฝากรอยการรักษาไว้ที่น้องพี่สองคน แบงค์ได้แผลเป็นนูนที่ข้อมือจากการเย็บแผลแบบฝีเข็มห่างมากๆ ..ตั้มแขนคอกเพราะแขนหักจากการวิ่งเล่นบนคานแล้วตกกระแทกกับพื้น ไปหาหมอที่เข้าเฝือกแบบดึงกระดูกไม่ตรง..

    แต่ผ่านไปเกือบสามสิบปี รพ.ชุมชนเล็กๆได้แปรสภาพเป็น รพ.แนวหน้าในการออกนอกระบบด้วยเหตุจากความตั้งใจของคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งตรงกันไงจ๊ะ

    คนกลุ่มเล็กๆนั้นก็คือท่าน ผอ.รพ. ผู้นำชุมชน และตัวแทนชาวบ้าน ที่เห็นว่า รพ.คือที่พึ่งสำคัญและเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย  เด็กๆลูกหลานคนบ้านแพ้วก็มีงานทำ ไม่ต้องไปไกลบ้าน..การเห็นภาพสุดท้ายร่วมกัน จึงก่อเกิดสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกๆคนคาดไม่ถึงไงจ๊ะ

    น้าพี่ผ่าตัดมะเร็งเต้านมที่นี่ และรับเคมีบำบัดที่นี่อีกเหมือนกัน ใครจะคาดคิดว่า รพ.ชุมชนจะพัฒนาได้ขนาดนี้ .. ถ้าเค้าเห็นภาพสุดท้ายร่วมกันกับชุมชนอะไรก็เกิดขึ้นได้เนาะ

    ตอนพี่ไปเยี่ยมน้า พี่ชอบตู้ยาในห้องคนไข้พิเศษของเค้ามากเลยล่ะจ้ะ  พยาบาลจะเอายาของคนไข้มาไว้ที่ตู้ยาในห้อง และจะเปิดกุญแจหยิบยาให้คนไข้เมื่อถึงเวลากินยาเท่านั้น พอถึงเวลากลับบ้านก็เอายาในตู้ให้คนไข้กลับบ้านไปเลย ไม่ต้องเสียเวลารอรับยาอีกรอบ..และมีถุงผ้าลายดอกใส่ขวดน้ำเกลือหรือถุงปัสสาวะ ฯลฯ ให้หิ้วไปมาได้ ไม่ต้องลากเสาน้ำเกลือไปทุกที่   หรือเดินหิ้วถุงเลือด ถุงปัสสาวะแบบประเจิดประเจ้อ เป็นความใส่ใจในเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่มีคุณค่ามากเลยนะจ๊ะ

    ขอพี่ไปนอนก่อนนะ ตาจะปิดแล้ว พรุ่งนี้มาเล่าต่อใหม่จ้ะ

  • #13 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 กันยายน 2008 เวลา 5:53

    สวัสดีค่ะ อ.มิติ ^ ^

    แมะล่า.. แต่ละท่านมีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันมากเลยนะคะ แม้เบิร์ดจะไม่ใช่คน ” เข้าท่า ” มากเท่าอาจารย์ ( เพราะมีโอกาสไปปีละครั้งเอง ) แต่ก็ชอบมองหาจุดร่วมมากกว่าจุดต่างค่ะ เก๊าะแนวทางเพื่อความสามัคคีต่างๆนั้น เราควรมองข้ามจุดต่าง..แสวงหาจุดร่วม มากกว่ามองหาจุดต่างและถ่างจุดร่วม ( แบบปัจจุบัน ) เนาะคะ อิ อิ

    ทางจิตวิทยาได้มีการวิเคราะห์ว่าเหตุใดน้ำ / ทะเล ถึงทำให้เกิดความผ่อนคลาย..ซึ่งใช้หลักของฟรอยด์วิเคราะห์ก็ได้คำอธิบายมาว่า ลักษณะของทะเลที่เป็นรูปโค้งเป็นตัวแทนมดลูกของแม่ ทำให้เราย้อนความรู้สึกไปสู่อดีตที่อบอุ่นปลอดภัยในครรภ์ น้ำเปรียบเหมือนน้ำคร่ำในท้องของแม่ที่ห่อหุ้มเราไว้จึงส่งผลให้เกิดความผ่อนคลาย …ส่วนคนที่ชอบไปภูเขาเวลาเครียด เค้าก็วิเคราะห์สัญลักษณ์ไว้ว่าภูเขาแทนพ่อ ความเข้มแข็ง ยืนหยัด ท้าทาย พุ่งสูงไปในท้องฟ้าเปรียบเสมือนตัวแทนเพศชายค่ะ  

    อาจารย์เป็นครู เบิร์ดเล่าเรื่องคุณตาเป็นแกนนำในการจัดตั้ง รร.และเป็นผู้จัดการ รร.ตี่ตง ( รร.จีนของยกกระบัตร ) ให้ฟังดีกว่าค่ะ 

    ในอดีตสมัยแม่เล็กๆ ยกกระบัตรไม่มีโรงเรียนคุณตาต้องส่งลุงมวล ป้าโต ป้าเป้า แม่ เข้าไปเรียนใน กทม. ลุงมวลอยู่ที่วังสระปทุม ป้าโต ป้าเป้า แม่ อยู่ที่วังหลวง ( แม่เข้าวังตั้งแต่สามขวบค่ะ สาวๆเรียนที่ รร.ราชินีปากคลองตลาด ) คุณตาขายที่นาที่เป็นมรดกจากคุณทวดที่หลักสองเพื่อส่งลูกๆเรียน..และนำเงินส่วนหนึ่งมาจัดตั้ง รร.ในวัด และ รร.จีนเพื่อลูกหลานของคนอื่นๆในหมู่บ้าน ครูสอนยุคแรกๆได้แก่พระ คุณตา ชาวบ้านและชาวจีนในตำบลนั้น 

    จากค่านิยมของการส่งลูกหลานเรียนทำให้ รร.เจริญขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้รับความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย ใครช่วยอะไรได้เค้าก็ช่วยสิ่งนั้น อย่างเช่นการสร้างอาคารเรียนใครมีแรงก็ลงแรง ใครจะบริจาคอะไรก็ให้ในสิ่งที่ตนให้ได้  ใครสอนอะไรได้ก็ช่วยๆกันจนเสร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแบบนี้แหละค่ะ

    สมัยจอมพลสฤษดิ์ รร.จีนทั่วประเทศจะถูกปิดเพราะเกรงว่าจะเป็นที่ซ่องสุมของลัทธิคอมมิวนิสต์ ( สถานการณ์ความเชื่อคล้ายๆกับภาคใต้ของไทยในตอนนี้มั้ยคะ ) แต่ รร.ตี่ตงไม่โดนเพราะก.ศึกษาฯเชื่อถือคุณตา ในช่วงนั้นคุณตาเข้ากระทรวงบ่อยมากค่ะเกือบทุกอาทิตย์เพื่อ รร.ตี่ตงและลูกหลานคนที่นี่ยังมีที่เรียน ซึ่งการเดินทางในสมัยนั้นยากลำบากกว่าตอนนี้หลายเท่าตัวแต่คุณตาก็พร้อมและเต็มใจที่จะทำ ..การลงทุนลงแรงร่วมกันส่งผลให้น้าอี๊ด น้าแต๊ว  น้าตี๋ ไม่ต้องไปเรียนไกลบ้านแบบแม่ด้วยล่ะค่ะ ^ ^

    คุณตาเลี้ยงหมู ทำสวน โดยการวางแผนการผลิตไว้ให้พอดีกับการขายในช่วงเปิดเทอม เพราะเป็นช่วงที่ต้องใช้เงินเยอะที่สุด คุณยายจะเก็บหอมรอมริบทุกอย่างเพื่อเป็นทุนรอนให้ลูกหลาน..สิ่งต่างๆเหล่านี้คือทฤษฎีพอเพียงของในหลวงทั้งนั้นเลยเนาะคะ

    โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

    ด้วยความเคารพรักค่ะ
    ซาละเปา อิ อิ

  • #14 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 กันยายน 2008 เวลา 9:37
    กราบพ่อครูฯค่ะ

    มีคนฝากแซวค่ะ..ว่าดีนะเนี่ยที่พ่อไปครั้งแรกตอนเป็นเด็กมัธยมฯ ไม่งั้นคงได้ฉุดสาวบ้านแพ้วขึ้นแท็กซี่มาแน่เลย อิ อิ

    ดินทางฝั่งบ้านคุณตาเป็นดินน้ำกร่อยทำให้ได้ผลผลิตค่อนข้างดีค่ะพ่อ แต่ดินอีกฝั่งคลองจะมีคุณภาพที่ด้อยกว่า มะพร้าวที่บ้านปลูกจะเป็นที่ต้องการของพ่อค้ามากเพราะเนื้อหนา กะลาบาง คุณยายเพาะต้นได้เท่าไหร่ก็ขายหมดค่ะ

    ที่บ้านจะลอกเลนในร่องสวนทุกปีเอามาพอกโคนต้น และให้ร่องสวนเก็บน้ำได้ลึกขึ้นค่ะ แม่เล่าให้ฟังว่าทำนาในร่องสวนก็ได้ผลผลิตที่ใช้ได้ และแม่ชอบข้าวเหลืองประทิวมากกว่าหอมมะลิค่ะพ่อ

    สมัยโน้นโรงสีขนาดเล็กจะมีอยู่ทุกหลัก ชาวบ้านไม่ต้องเอาข้าวไปสีไกลๆ หลังจากนวดข้าวแล้วก็เก็บเข้ายุ้งฉาง เวลาที่ต้องการเงินก็จะตวงมาขายที่โรงสี ข้าวที่เก็บไว้จึงเหมือนเป็นธนาคารส่วนตัวที่สามารถเบิกถอนมากิน-ใช้ได้ตลอดเวลาค่ะพ่อ

    การตรวจความชื้นข้าวในสมัยก่อนจะใช้ความชำนาญส่วนตัวสูงมาก คนที่ทำหน้าที่นี้ได้ต้องผ่านการฝึกอย่างเข้มงวดไม่น้อยกว่า 3 เดือน เบิร์ดหาภาพเครื่องมือตรวจความชื้นสมัยเก่าไม่เจอ คงต้องจินตนาการเอานะคะพ่อ

    แม่บอกว่าลักษณะเป็นรางไม้ มีลูกกลิ้งสำหรับบดข้าวที่จะตรวจความชื้น เมื่อบดข้าวแล้วผู้ตรวจก็จะกำข้าวไว้สักพัก เมื่อคลี่ออกก็จะบอกได้ว่าข้าวนี้มีความชื้นเท่าไหร่ เป็นวิธีการที่อาศัยความเชื่อใจและไว้วางใจกันสูงมากเลยนะคะ

    ด้วยความที่มีโรงสีอยุ่ทุกหลักทำให้ชาวบ้านมีทางเลือกว่าจะขายให้ใคร จึงมีการแข่งขันในเรื่องของราคา ไม่มีการกดราคา ..คาดว่าการตกเขียวคงเป็นพัฒนาการต่อจากช่วงนี้ค่ะ

    พ่อต้องการนกยูงตัวผู้ใช่มั้ยคะ เอาพันธุ์ไทยหรืออินเดียคะ ถ้าขนส่งยาก เอาแบบถอนขนย่างไปแล้วดีมั้ยคะ จะได้ง่ายหน่อย อิ อิ

    คิดถึงพ่อค่ะ ^ ^

  • #15 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 กันยายน 2008 เวลา 11:56
    จ๊ะเอ๋เล่าฮู

    อิอิ การได้ผลผลิตไม่ดี ถือเป็นโจทย์ให้เราได้เรียนรู้นะคะ..เรียนจากของจริงว่าเพราะอะไร มะนาวเหมาะกับที่มีน้ำเยอะหรือไม่ ถ้าจะปลูกในที่ดินไม่เหมาะสมควรทำอย่างไร ปลูกแล้วผลผลิตไม่ดีเพราะอะไร มีโรคแมลงหรือไม่ จะใช้อะไรช่วยให้ผลผลิตดีขึ้น ฯลฯ ทุกอย่างเป็นโจทย์ของชีวิตได้ทั้งนั้น การไม่ประสบผลดีเท่าที่ควรเพียงเรื่องเดียวจึงไม่ได้หมายถึงทั้งชีวิตต้องล้มเลิกเนาะคะ

    คนสมัยก่อนเค้าอดทนกว่าเราเยอะนะคะเล่าฮู เพราะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไร ทุกอย่างต้องทำเอง ต้องคิด ต้องลงมือเอง อย่างไฟฟ้าตอนนี้เราชินที่เปิดสวิตช์ปุ๊บไฟมาทันที แต่เมื่อสามสิบปีที่แล้วยังใช้ตะเกียงเจ้าพายุกันอยู่ ไฟมาเป็นเวลาตั้งแต่หกโมงเย็น-สี่ทุ่ม ที่พูดไม่ได้หมายถึงสมัยก่อนดีกว่าเดี๋ยวนี้เพียงแต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนดังนั้นถ้าจะเอาคุณสมบัติความอดทนหรือทนอดก็ต้องฝึกหรือโดนฝึกมากกว่าเดิม

    เบิร์ดเล่าสิ่งที่คุณตาและญาติๆสอนโดยทำให้ดูให้พี่เหลียงฟังดีกว่าค่ะ..น้าอี๊ด ( น้องชายแม่ ) ถูกเรือที่ขับโดยเด็กอายุ 14 ปีชนเสียชีวิตตอนไปรับซื้อข้าวที่หลักสอง..

    พ่อแม่เด็กพอเค้ารู้ว่าน้าอี๊ดเป็นลูกใคร เค้าพาลูกชายเค้ามากราบขอโทษคุณตาที่บ้านหลักสี่ คุณตาบอกว่าไม่เป็นไร ขอให้บวชให้น้าก็พอ จะได้ไม่เป็นเวรกรรมกันต่อไป ไม่มีการฟ้องร้อง ไม่มีการเรียกค่าเสียหายหรือตำหนิกล่าวโทษอะไรจากฝ่ายบ้านนี้ทั้งนั้นค่ะเล่าฮู..คุณตาเห็นเบิร์ดนั่งฟังเงียบๆจึงบอกหลังจากที่พวกเค้ากลับไปแล้วว่า ” การจบให้เป็น.. สำคัญกว่าการเริ่มเรื่องมากนัก ” ..จวบจนเบิร์ดโต เบิร์ดถึงเข้าใจคำสอนของคุณตาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อพบเห็นเรื่องราวต่างๆในสังคมอย่างทุกวันนี้

    เห็นชัดว่าในสังคมส่วนใหญ่เราถนัดที่จะเริ่มเรื่อง ( บางคราวก็ต้องใช้คำว่าก่อเรื่อง )มากกว่าจบเรื่อง และมักไม่ได้มองเลยว่าเรื่องราวที่เริ่มขึ้นนั้นควรมีตอนจบอย่างไร ซึ่งตอนจบนั้นควรเป็นสิ่งที่ดีทั้งสองฝ่าย ไม่เช่นนั้นจะไม่รู้จบ.. ดังนั้นสิ่งที่ควรระวังก่อนการเริ่มเรื่องใด คือการมองให้ทะลุว่าตอนจบควรเป็นอย่างไร และถ้าไม่ใช่แบบที่คาดไว้จะลงอย่างไรซึ่งควรเป็นการหาทางออกร่วมกันนะคะเล่าฮู

    เพราะในความเป็นจริงไม่มีเรื่องราวใดที่เกี่ยวข้องกับคนจะเป็นได้ดังใจเราทุกอย่าง ซึ่งแม่จะย้ำเสมอว่าจะทำอะไรก็ตามอย่าทำให้จนตรอก เพราะขนาดหมาจนตรอกยังสู้จนตาย เมื่อทำกับคนเรายิ่งต้องระวัง คนที่เป็นนายจึงควรมองให้ออกและฉลาดพอที่จะเปิดทางให้เดินในทางที่ถูกต้อง..

    ดังนั้นทัศนคติในการมองจึงเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมต่างๆของเราและเป็นตัวบอกว่าเรื่องราวต่างๆนั้นๆจะจบหรือไม่ และจบอย่างไร..ไม่ใช่เริ่มแล้วลงไม่ได้ และต้องหาเรื่องอื่นๆกันต่อไปไม่รู้จบเพราะ ” จบไม่เป็น ”

    ถ้าไม่ลืมจะเล่าให้ฟังเรื่องคำสอนจากการเล่นหมากรุกไทยกับคุณตา ปาป๊า และลุงมวลนะคะ อิ อิ

  • #16 ครูสุ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 กันยายน 2008 เวลา 12:30

    ภาพถ่ายหมู่ที่เห็นข้างล่างสุด รูปใครมั่งน่ะเบิร์ด คุณตาเหรอ 

  • #17 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 กันยายน 2008 เวลา 13:11
    สวัสดี ดี๊ ดีค่ะพี่สุ
    ก๊ากๆๆๆๆ
    รูปแต่งงานเป็นรูปปาป๊ากับแม่ที่บ้านคุณตาค่ะ ลองนึกดูว่าตอนนั้นปาป๊าอยู่ ชร.แล้วนะ เค้ายังเดินสายไปหาแม่ที่บ้านแพ้วได้เลย น่านับถือจริงๆ อิ อิ เบิร์ดได้อ่าน จม.ที่เค้าส่งถึงกันด้วยแหละ น่ารักชะมัดเลยค่ะพี่สุ การรอคอย จม. ระยะทางและความยากที่จะใกล้ชิด ทำให้ความรักสมัยก่อนเค้าละเมียดละไมเนาะ ไม่กะพึ่บกะพั่บแบบเดี๋ยวนี้ที่เห็นแล้วกลัวใจ :(

    ส่วนรูปหมู่อีกอันเก๊าะเป็นป๊าแม่ เบิร์ด บี แบงค์ มิใช่คุณตาแต่อย่างใดค่ะ555

    เอามาเปรียบเทียบให้ดูว่าสมัยแม่ 25 กับ เบิร์ด 25 นั้นมีความ ” ต่างกัน ” ค่ะพี่สุ คริ คริ

    ตอนแม่เด็กๆเค้าอยู่ในวังกับคุณป้าพูน อำมาตยกุล และคุณป้าท้าว ( ท่านท้าวโสภานิเวศน์ )ค่ะพี่สุ ที่เห็นโหด มันส์ ฮาแบบนั้นเด็กวังนะนั่น อิ อิ อิ สมัยแม่สาวๆสวยขึ้นชื่อจนถูกเรียกว่า 3 สาวในวังเชียวนา ( ป้าโต ป้าเป้า แม่ ) แม่เรียนจบกลับไปสอนที่ รร.วัดหลักสาม ก็ขึ้นชื่อทั้งคลองว่าสวย ภูมิใจๆๆๆๆ ^ ^

    แม่เกือบโดนตัดมือเพราะความซนค่ะ ตอนสาวๆแม่แอบขับเรือแล้วแคมเรือเบียดมือกับเขื่อนซีเมนต์ข้างบ้านคุณตา สภาพค่อนข้างเละเลยล่ะค่ะ ไปศิริราช หมอนัดห้องผ่าตัดแล้ว แม่นั่งรอกับคุณตา จู่ๆคุณตาก็ลุกจูงแม่ข้ามไปที่วัดโพธิ์ ไปหาหมอพระท่านเป่าให้และเอาน้ำมันเสกนวด ก็หายนะคะ แต่มีแผลเป็นและเหยียดมือไม่สะดวก แพทย์ทางเลือกไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เสมอไปเนาะคะ

    วันนี้เบิร์ดอยุ่ห้องประชุมทำแผนฯ ปี 52 แต่แอบเข้าลานฯเพราะปวดหัวมั่กๆค่ะ :(

  • #18 themiti ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 กันยายน 2008 เวลา 9:19

    อิ่มอกอิ่มใจ ได้อ่านเรื่องราวดีดี ครอบครัวที่อบอุ่น ความรักกับการรอคอยจดหมายน้อย ของคนรักจากแดนไกล..วิถีชีวิตกับภูมิปัญญา ความเข้าใจในหลักธรรมกับการเกิดดับของชีวิตส่งผลให้ไม่เกิดการจองเวรสร้างกรรมกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่..ซาบซึ้งจริงๆ ครับ
    รักษาสุขภาพด้วยนะครับ..แล้วมาเล่าเรื่องดีดี เปิดโลกทรรศน์ เป็นอาหารสมองของชาวลานปัญญาเร็วๆ (น่าจะเป็นอาหารสมองของนายกบาลเบาซะมากกว่า เพราะแต่ละคนล้วนผู้เปี่ยมภูมิปัญญาทั้งนั้น)

  • #19 ครูสุ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 กันยายน 2008 เวลา 17:21

    เออ จริงด้วยแฮะ รูปข้างล่างเป็นภาพสี สมัยใหม่แล้ว แต่มองยังไงก็ไม่เหมือนเบิร์ดอยู่ดี ดูแปลกตา อิอิ
    เนี่ยนะ บี กับแบงค์ ที่ว่าสูงร้อยเจ็ดสิบกว่า โห แข่งกันหล่อเชียว 
    เฮ้อ น่ารักจัง ฟังแล้วอิ่มอกอิ่มใจเหมือนอาจารย์มิติว่าจริงแหละ ตำนานรักบ้านแพ้ว-เชียงราย เนี่ย อิอิ

  • #20 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 กันยายน 2008 เวลา 17:55
    สวัสดีค่ะ อ.มิติ
     ข้าน้อยมิกล้า ท่านผู้อาวุโสกรุณาสอน สั่ง คริ คริ..เบิร์ดเห็นว่าทุกคนในลานฯมีครอบครัวที่น่ารัก อบอุ่นและมีความทรงจำในวัยเด็กที่เป็นความทรงจำอันงดงามด้วยกันทั้งนั้นเลยค่ะ 

    ฐานของครอบครัวคือสิ่งที่ฝังและปลูกมุมมอง ทัศนคติในการมองโลก บ่มเพาะความมั่นคงในอารมณ์ และปูแนวทางในการดำเนินชีวิตที่สำคัญนะคะ

    บันทึกสองผู้ยิ่งใหญ่ของอาจารย์ทำให้เบิร์ดนึกถึงภาพเขียนที่มีหลักสำคัญคือ ” ความพอดี ” ที่ต้องจบให้เป็น เพราะถ้าหยุดก่อนภาพก็น้อยไปขาดไป ถ้าควรจะหยุดแล้วไม่หยุดยังแต่งแต้มต่อภาพก็เกินไป..บันทึกเดียวทำให้คิดถึงอะไรได้มากมายเลยล่ะค่ะ

    ปาป๊าสอนเบิร์ดเล่นหมากรุกไทยด้วยการให้เปิดตำราหมากรุกเล่นกับป๊าทีละกระดานค่ะ ในการเล่นปาป๊าจะให้ดูผลของการเล่นว่าสีดำหรือขาวชนะก่อนที่จะเริ่มเล่น แล้วจึงเล่นตามเกมส์นั้นๆ โดยให้เบิร์ดคิดดูว่าเพราะอะไรถึงแพ้ และถ้าจะไม่แพ้ตานั้นควรจะเดินอย่างไร..แต่ละวันก็เล่นไปทีละเกมส์ค่ะ กว่าจะหมดเล่มเป็นปีเลยล่ะค่ะ เหนื่อยกว่าเล่นเองคิดเองอีกเพราะต้องตีความว่าที่เค้าเดินหมากแบบนั้นเพราะอะไร ควรแก้ไขตาไหน และจะไม่ให้ผลเป็นแบบนั้นควรเดินหมากอย่างไร  ปาป๊าจะชอบเกมส์ที่สั้นๆเดินไม่กี่หน้าก็จบเกมส์เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้เล่นข้างที่ชนะนั้นเก่ง และเราต้องแก้เกมส์ให้นานกว่าที่เค้าเล่นให้ได้น่ะค่ะ เป็นการสอนการคิด และพลิกแพลงได้อย่างดีเลย

    ส่วนคุณตาและลุงมวลจะเล่นให้เบิร์ดดูก่อนพร้อมทั้งสอนว่าการเดินหมากรุกนั้นจะต้องวางหมากกี่ชั้น เรือ โคน ม้า เม็ด เบี้ยแต่ละตัวมีความหมายทั้งนั้น การรุกเข้าพื้นที่อีกฝ่ายที่ดีที่สุดคืออย่าปิดทางถอยของตัวเอง และต้องใช้หมากของอีกฝ่ายปิดทางเดินของเค้าให้ได้ ..เวลาเบิร์ดเล่นหมากรุกกับคุณตา ลุงมวล จะได้คำสอนที่ชัดเจนว่าทุกตาและทุกตัวบนกระดานมีความหมายทั้งนั้น  เหมือนชีวิตจริงที่ทุกคนรวมทั้งตัวเราเองต่างก็เป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดานชีวิต เราสามารถควบคุมชะตาของเราเหมือนกับเราเป็นผู้เดินหมาก แต่เราก็ไม่สามารถกุมชะตาคนอื่นได้ ขึ้นอยู่กับการเดินเกมส์ชีวิตของเค้าเช่นเดียวกันและไม่มีการกระทำใดที่ไม่ส่งผลกระทบกับคนอื่นค่ะ

    แท้ที่จริงการเล่นหมากรุกไม่ได้สำคัญที่แพ้-ชนะเลยนะคะ แต่อยู่ที่เรียนรู้ในการให้ความสำคัญกับทุกสิ่ง มีความละเอียดรอบคอบ  เอาใจเขามาใส่ใจเรา แบ่งปันพื้นที่ รู้จักเคารพความคิดและการตัดสินใจทั้งของตนเองและคนอื่น อดทน รอคอย มีความหวัง อ่านใจคนให้ได้ และวางเกมส์ให้เป็นโดยใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดบนพื้นที่หนึ่งๆ  ได้เรียนรู้การคิด ภาวะอารมณ์ของตัวเราเอง…เล่นแล้วใจเย็นขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ

    กระดานหมากรุกและตัวหมากของปาป๊าเป็นพลาสติกและกระดานไม้สักธรรมดา แต่กระดานหมากรุกของคุณตาจะฝังมุกเป็นเส้นตาราง ตัวหมากเป็นงาช้างแกะ ใช้สีระบายตามเส้นของหมากแต่ละตัวเป็นสีน้ำเงินและสีแดงเพื่อแบ่งฝ่ายค่ะ ส่วนเบี้ยใช้หอยเบี้ยและหอยอะไรก็ไม่ทราบมาเป็นตัวเบี้ยค่ะ อัฐบริขารของคุณตาจะมีที่ใส่ป้านน้ำชาทำมาจากลูกมะพร้าวใบใหญ่คว้านข้างในบุนวมสีชมพูสวย เพื่อเก็บความร้อนให้น้ำชาที่ชงร้อนอยู่นานตลอดการเล่น กระโถนทองเหลือง หมอนขวานใช้อิง พัดลม และของว่างตามแต่จะยกมาเท่านี้ก็ได้ช่วงเวลาสำราญของทุกคนแล้วล่ะค่ะ

    ด้วยความเคารพรัก

    จากซาละเปาค่ะ ^ ^

  • #21 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 กันยายน 2008 เวลา 18:43
    พี่สุจ๋า จัดให้ตามคำขอที่ต้องการบรรยากาศแบบสบายๆไงคะ ^ ^
    เบิร์ดมีความลับจะบอก ด้วยความที่หนุ่มหล่อทั้งสองท่านของพี่สุท่านสูง 173 และ 175 แต่เบิร์ดอยู่แค่รักแร้ของท่าน ทำให้เบิร์ดต้องยืนบนเก้าอี้ตัวเล็กเพื่อกันไม่ให้ตรงกลางรูปเป็นเหวลึกค่ะ 555

    อย่ากังวลเรื่องสายตาค่ะพี่สุ เพราะรูปเบิร์ดไม่เคยเหมือนเบิร์ดเลยซักกะที เป็นเรื่องแปลกแต่จริงค่ะ..นี่คือเหตุผลที่เบิร์ดไม่ชอบถ่ายรูป อิ อิ

    มีรูปหนึ่งที่ปาป๊าเค้าให้แม่ไว้เป็นที่ระทึก เค้าลงท้ายว่า แด่มิตรรักในเรือนใจ..ฮาและกิ๊วก๊าวกันมากเลยค่ะ เพราะสำนวนน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ^ ^ ..ปาป๊าบอกให้บีกับแบงค์หัดเขียน จม.ถึงสาวมั่ง เพราะมีคุณค่ากว่าเก็บรักษาไว้ได้ เวลาทะเลาะกันเอามาอ่านเดี๋ยวก็หาย ..น่าจะจริงเนาะคะพี่สุ

    คู่นี้เค้าเจอกันตอนที่แม่ไปเรียนม.ปลาย ที่ รร.พรหมมานุสรณ์ เพชรบุรีค่ะ ประวัติปาป๊าเป็น นร.สอบได้ที่ 1 ของจังหวัด แต่ไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยในตอนนั้นเพราะต้องมาช่วยอากงส่งเหล้าที่ อ.เทิง ชร. อากงได้สัมปทานส่งเหล้าของ ชร.น่ะค่ะ แล้วก็ตั้งรกรากอยู่ที่ชร.เลย ปาป๊ามาเรียนมหาวิทยาลัยตอนเป็นเถ้าแก่แล้วล่ะค่ะ ซึ่งเบิร์ดน่าจะอยู่ประมาณ ม.ต้น ^ ^

    ตอนเด็กๆปาป๊าจะทำว่าวให้เล่นค่ะ ทำว่าวงู ว่าวจุฬา แต่เบิร์ดไม่เคยชักว่าวขึ้นซักที เป็นคนส่งว่าวให้น้องชายทำหน้าที่ตลอด และวิ่งตามเย้วๆเวลาที่ว่าวปักหัวลงค่ะ 555

    ที่บ้านคุณตา คุณตาก็นั่งทำว่าวให้หลานๆเล่นนะคะ นั่งคอยเฝ้าตั้งแต่หาไม้ไผ่ ขึ้นโครง ปะกระดาษ ทดลองและเอาไปเล่นกันจนขาดก็เอามาให้คุณตาทำให้ใหม่ อิ อิ

    หัดว่ายน้ำเป็นก็เพราะต้องไปบ้านคุณตานี่แหละค่ะ ตอนแรกที่ต้องลงเรือแม่บอกว่าเบิร์ดร้องไห้กอดแม่แน่นเลย ไม่ยอมลง คนที่ท่าเค้าจำแม่ได้เค้าก็หัวเราะและล้อว่าเด็กดอยกลัวน้ำ เด็กดอยกลัวน้ำ ก๊ากๆๆๆๆ

    พอว่ายน้ำเป็นไปบ้านคุณตาก็เอามะพร้าวลูกแก่ๆที่คุณยายผูกเป็นคู่ๆแขวนไว้กับเสาหน้าบ้านเพื่อขาย..มาลอยน้ำเป็นทุ่นเล่นหมดเลยล่ะค่ะ เล่นน้ำเสร็จก็เอาไปแขวนคืน อิ อิ ความสนุกอีกอย่างคือการนั่งคอยเรือก๋วยเตี๋ยว เรือขายข้าวราดแกง เรือขนมจีน เรือขนมถ้วย เรือไอติม เรือขายกาแฟ เรือหมู เรือผักอยู่หน้าบ้าน ฯลฯ ค่ะ เป็นความเพลิดเพลินและสนุกกับทักษะที่พี่ๆป้าๆลุงๆเค้าเอาเท้าเกี่ยวกับท่าน้ำในขณะที่มือก็ตักไอติมหรือหยิบของที่เราต้องการให้ และเราก็ช่วยยึดเรือเค้าไม่ให้กระแทกกับท่าน้ำตามคลื่นจนทำให้ไอติม ขนมหรือก๋วยเตี๋ยวเราหล่น  ในตอนนั้นคิดว่าเท่ชะมัดเลยล่ะค่ะพี่สุ ในการซื้อของต่างๆเหล่านี้จะใช้ถ้วยจานที่บ้านมาใส่ของนะคะ ไม่ได้ใส่ถุงพลาสติก ดูจะเป็นธรรมเนียมในตอนนั้นน่ะค่ะ อย่างซื้อโอเลี้ยงก็เอากระติกน้ำแข็งมาใส่ ซื้อไอติมมะพร้าวก็เอาถ้วยมาใส่ ซื้อก๋วยเตี๋ยวก็เอาชามมาใส่เหมือนกัน เพราะของเหล่านี้เค้าขายตามมาตราส่วนของเค้าอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับขนาดของชามแต่อย่างใดน่ะค่ะ จริงๆเราก็เอามาทำที่บ้านเราได้นะคะ ซื้อก๋วยเตี๋ยวปากซอยหิ้วปิ่นโตไปจะได้ลดการใช้ถุงพลาสติกไง อิ อิ

    พรุ่งนี้เจอกันที่พิด’โลกนะค้า..ฝากกอดพ่อกับลุงเอกในวันนี้ด้วยค่า ^ ^

  • #22 pukaorchid ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 กันยายน 2008 เวลา 23:41

    สวัสดีครับน้องเบิรด์ ถึงเชียงรายหรือยังครับ ยินดีที่ได้รู้จักและขอบคุณมาก ๆ ครับเกี่ยวกับคำแนะนำเรื่องการจัดการอาหารปลอดสารพิษครับ ผมจะขอนำไปขยายต่อนะครับ ยินดีที่ได้รู้จักมิตรภาพจากแดนไกล เชียงราย เมืองที่ไม่ค่อยมีโอกาสไปเยือนมากนัก

  • #23 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 10 กันยายน 2008 เวลา 8:17

    สวัสดีค่ะ อ.ภูคา
    ยินดีต้อนรับเข้าลานฯนะคะและยินดีที่ได้รู้จักกับอาจารย์เช่นเดียวกันค่ะ  เบิร์ดถึง ชร.เมื่อคืนวานตอนสี่ทุ่มค่ะ พี่เหลียงแพนด้ายักษ์ของเราขับแบบเดี่ยวมือหนึ่งมาตลอดทางเลย อิ อิ

    เรื่องอาหารเบิร์ดเริ่มจากความต้องการของคนในรพ.ค่ะ สำรวจความคิดเห็นในเรื่องตลาดปลอดภัยและการดำเนินงานอาหารปลอดภัย ดูพฤติกรรมการบริโภคว่าเค้าเลือกซื้ออะไรบ้างและอย่างไรเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานรวมทั้งมีแนวทางสร้างความตระหนักค่ะ..ดูความต้องการใช้ผักผลไม้ในฝ่ายโภชนาการ รวมทั้งราคาที่จัดซื้อเพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการวางแผนการผลิตร่วมกันกับชาวบ้านที่เค้าทำอยู่ก่อนแล้วและนักวิชาการเกษตรค่ะ อันนี้เป็นแรงจูงใจสำคัญให้กับชาวบ้านเพราะเค้าขายได้แน่นอนมีตลาดและรับประกันราคา เป้าหมายในครั้งแรกที่เราค้นหาคือหาคนที่เค้าทำเกษตรอินทรีย์อยู่ก่อนแล้ว แล้วค่อยๆขยายเครือข่ายด้วยวิธีการตรวจคลอรีนเอสเตอเรส และความต้องการของคนในรพ.เป็นตัวช่วย อย่าลืมการประชาสัมพันธ์นะคะ

    แต่ในราชภัฎชร.ความต้องการผักผลไม้อาจจะไม่ชัดเท่า รพ. อาจารย์มาลีก็เลยเริ่มที่โรงแรมของราชภัฎที่เป็นที่ฝึกงานของนักศึกษา และไปหาชุมชนที่รพ.ทำไว้ก่อนเพื่อชักชวนให้เอาผลผลิตมาวางขายในตลาดที่เราจะสร้างขึ้นค่ะ ทดลองวางขายไปเรื่อยๆเพราะยังไงๆ ผลผลิตจากชุมชนที่เป็นเครือข่ายของรพ. เค้าก็ขายให้รพ.ได้อยู่แล้ว พอมีที่ทางที่ดีขึ้น ก็เริ่มขายไอเดียให้คนในชุมชนใกล้ๆกับราชภัฎช่วยกันทำเกษตรปลอดภัย เพื่อรองรับราชภัฎค่ะ ( เป็นแนวทางเดียวกับที่อาจารย์คิดไว้เลยนะคะ ^ ^ )

    เอาใจช่วยให้ตลาดอาหารปลอดภัยของอาจารย์เริ่มต้นได้ด้วยดีนะคะ ค่อยๆเดิน ค่อยๆคิด ค่อยๆทำค่ะ รพ.ชร.ทำมากว่าสามปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นแค่ก้าวแรกๆไม่ใช่เป็นความสำเร็จเลยค่ะ..แต่อย่างไรก็ตาม ก้าวแรกสำคัญกว่าไม่ก้าวเนาะคะ และไม่ว่าจะต้องก้าวอีกซักกี่ก้าวก็ยังดีกว่ายืนอยู่กับที่ อิ อิ

    เห็นว่าสองวันนี้อาจารย์จะไม่อยู่ แต่ก็มีการปรับหน้าตาของบล็อกแสดงว่าคุณครูสอนดีเนาะคะ ( แม้จะดุ แบบที่อาจารย์ว่า คริ คริ ) ..จะรออ่านบันทึกต่อๆไปของอาจารย์ค่ะ ^ ^

  • #24 themiti ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 กันยายน 2008 เวลา 10:16

    แอบไปพิดโลกกันเน๊าะ…กลับมาเงียบฉี่กันทั้งคณะเลย..เรารึก็ร้อรอ อยากรู้อยากเห็นตามประสาคนอยากไปแต่ไม่ได้ไป…(บ่นปนน้อยใจ)…ฮือ..ฮือ..ซาละเปาใส้ถั่วดำ+ไข่เค็ม

  • #25 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 กันยายน 2008 เวลา 15:34
    โอ๋ๆๆๆๆๆๆ พี่แพนด้าทิ้งเหรอคะ ไว้รอรอบหน้านะคะ กองทัพเฮฯบุกชร.ค่ะ

    ตามอ่านเก็บตกได้ทั้งในลานสวนป่าของพ่อครู ลานสบายสไตล์ครูสุของพี่สุ ลานหุย(เฮ)ฮาของน้องราณี หรือถ้าขยันตามอ่านย้อนหลังจากลานเจ๊าะแจ๊ะก็จะเจอค่ะ

    สงสัยน้อยใจจริงๆ เคยกินแต่ซาละเปาไส้หมูสับ+ไข่เค็ม เพิ่งรู้ว่ามีไส้ถั่วดำ+ไข่เค็มด้วย 555

    ด้วยความเคารพรัก

    ซาละเปาไส้รวมมิตร จับฉ่าย ไข่เค็มค่ะ ก๊ากๆๆๆๆ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 2.3037109375 sec
Sidebar: 1.1811609268188 sec