สังคมแห่งอารมณ์?
อ่าน: 1968เคยถกกับเพื่อนนานแล้วว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งอะไร เสียงส่วนใหญ่ฟันธงคำตอบไปทาง สังคมแห่งอารมณ์ ที่พยายามคิดว่าตนเองอุดมปัญญา
โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยมากนัก เพราะมีความเห็นว่าส่วนใหญ่คนในสังคมก็ยังมีความคิดอยู่ มิใช่มีอารมณ์ล้วน ๆ เพียงแต่เราคิดแค่ไหนเท่านั้นเอง
เมื่อพูดแบบนี้จึงต้องมีคำอธิบายว่าความคิดมีกี่ระดับ อย่างไรบ้าง
ทักษะการคิดมี 2 ประเภท
1. ทักษะการคิดพื้นฐาน เช่นการสังเกต การสำรวจ การจำแนก แยกแยะ เปรียบเทียบ จัดกลุ่ม/จัดหมวดหมู่ การเชื่อมโยง/สัมพันธ์ การจัดลำดับ การให้เหตุผล/คาดคะเน การตั้งสมมติฐาน การประเมิน ตัดสินใจ การเลือก การให้ความหมาย การตีความ การแปลความ และการสรุป/ระบุเรื่องราวสำคัญ เป็นต้น
การคิดพื้นฐาน จึงมีความหมายว่าเป็นการคิดทั่วไป ที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในชีวิตประจำวัน และเป็นพื้นฐานของการคิดชั้นสูง แต่ส่วนมากเพียงการคิดพื้นฐาน จะทำให้ดีก็ยังยากเลย ถึงวุ่นวายไปหมดทุกหย่อมหญ้าไง
2. ทักษะการคิดระดับสูง หรือทักษะการคิดขั้นสูง เช่นคิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ และคิดสังเคราะห์ ฯลฯ อธิบายเพิ่มเติม
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ = การคิดที่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ มีเหตุผล เกี่ยวกับข้อมูลและสถานการณ์ที่ปรากฎ โดยอาศัยความรู้ ความคิด ประสบการณ์ของตัวเอง รวมทั้งข้อมูลหลักฐานที่เชื่อถือได้ มุ่งแสวงหาความรู้และความจริงเพื่อนำไปสู่การสรุป และตัดสินใจอย่างสมเหตุผล
การคิดอย่างสร้างสรรค์ = การคิดเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหรือการสร้างสิ่งใหม่ที่ดีและต่างจากเดิม
การคิดวิเคราะห์ = การคิดที่สามารถจำแนกสิ่งที่เรียนรู้มาตามองค์ประกอบที่เป็นอยู่จริง เข้าใจโครงสร้างของสิ่งนั้น ๆตามจริง
การคิดสังเคราะห์ = การคิดที่สามารถรวมสิ่งต่าง ๆ ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้สิ่งใหม่ที่มีคุณลักษณะแตกต่างไปจากส่วนประกอบย่อย ๆ ของเดิม
เห็นได้ว่าทักษะการคิดระดับสูงจะมีการหน่วงช้า เพื่อใคร่ครวญ พิจารณา และแยกแยะก่อนจะหลอมรวม ไม่ใช่แค่แยกออกมากอง ๆ แล้วคิดว่านั่นคือบูรณาการอย่างที่เห็นกันเกลื่อนบนโต๊ะประชุม รวมทั้งไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้องนะคะ…ศาสนาพุทธสอนให้มีสมาธิ สติพิจารณาคือการสอนทักษะการคิดระดับสูงให้เราได้ฝึกฝน แต่ส่วนใหญ่เราหลอมรวมไม่เป็นจึงไม่เห็นความสำคัญและคิดว่าไม่สามารถฝึกหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้

คราวนี้มาถึงการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์กันบ้าง มีที่มาที่ไปแบบนี้ค่ะ
สิ่งกระตุ้น > ประสาทสัมผัสรับรู้ > สมอง
เมื่อไปถึงสมองจะแยกออกเป็น 2 อย่างคือ ความคิด และ อารมณ์ ที่เกิดขึ้นหลังประสาทสัมผัสรับรู้แล้ว จุดแตกต่างของความหยาบละเอียดของพฤติกรรมจึงตัดตรงมีความคิดอยู่ในการแสดงพฤติกรรมนั้นหรือไม่ และเป็นความคิดระดับใด …
มั้ยล่ะ เห็นความสำคัญของการคิดหรือยัง ถ้าเราใช้อารมณ์ล้วน ๆ ก็สามารถแสดงพฤติกรรมได้ (และเห็นกันบ่อยพอควรเทียวล่ะ) แต่ถ้าใช้้ความคิดในการแสดงพฤติกรรม จะได้การแสดงออกที่น่าดู น่าชม มีความผิดพลาดน้อยกว่าและมีมิตรมากกว่าอีกด้วย ส่วนความคิดที่เลือกมาใช้ ก็ควรรู้ว่าจะเืลือกทักษะการคิดระดับไหนมา…ตีย่อยให้เห็นแบบนี้ จะเลือกแสดงออกด้วยอารมณ์อีกไหม?
ที่สำคัญความสามารถในการคิด ไม่ใช่พรสวรรค์ ไม่ใช่อัจฉริยะที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่เป็นศักยภาพที่เรียนรู้และพัฒนาไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดต่างหาก เพียงหมั่นตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตัวเองก็จะเพิ่มประสิทธิภาพของการคิดขึ้นเรื่อย ๆ เองนั่นแหละ ซึ่งตรงกับ กาลามสูตร ของพระพุทธองค์เป๊ะโดยเน้นที่ ต่อเมื่อใด รู้เข้าใจด้วยตนว่า ธรรมเหล่านั้น เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น …นี่แหละค่ะคือการสอนคิด ไม่ใช่ตั้งข้อสงสัยไปเรื่อยเปื่อยแถมเต็มไปด้วยอารมณ์นะจ๊ะ คนละเรื่องกันเลย (แบบนั้นน่าเบื่อมากๆ)
ที่เกริ่นมาเยิ่นเย้อยืดยาว ก็เพียงอยากจะบอกให้รู้ถึงความหมายของ “ความฉลาดทางอารมณ์( EQ)“ … และจะแสดงออกแบบคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ได้ ควรมีพื้นฐานสำคัญคือ “ความอดทน” ค่ะ
เมื่อพอคลำได้แล้วว่าความฉลาดทางอารมณ์ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ก็มาถึงองค์ประกอบทางสังคมของความฉลาดทางอารมณ์กันมั่ง..มีดังนี้ค่ะ
ฉลาดคิด เป็นความสามารถทางใจ ซึ่งต้องมี”สติสัมปชัญญะ” สามารถควบคุมความคิดในทางที่ดี คิดในทางสร้างสรรค์ คิดที่จะยกจิตใจของตนและผู้อื่นให้สูงขึ้น
ฉลาดทำ คือความมีศิลปะของการ”ทำเป็น(ทำได้ดี)” ไม่ใช่แค่ทำได้เท่านั้น
ฉลาดพูด รู้จักเลือกพูดแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ สามารถยกใจของผู้พูดและผู้ฟังให้สูงขึ้น ไม่ใช่คิดเข้าใจเอาการก่นว่า หลบเลี่ยง เถียงเสียงดังกว่าคือพูดเก่งแต่อย่างใด
จะเห็นว่านอกจาก “ฉลาดรู้” ในกระบวนการขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ แล้ว ยังควรกอรปไปด้วย ฉลาดคิด ฉลาดทำ และฉลาดพูดอีกด้วยนะคะ เพื่อให้เกิดความสำเร็จทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ตามคำกล่าวว่าเก่งตน เก่งคน และเก่งงาน
ในบันทึกเก่า คุณเม้งอยากลองวัด EQ เลยนำมาให้ ลองเล่น กันดู.. พึงทราบว่าอ่านให้ละเอียด แล้วค่อยเลือก และคำตอบแรกมักจะเป็นคำตอบที่ตรงกับเรามากกว่าคำตอบที่มีการแก้ไขนะคะ (ยกเว้นดูผิด /ทำผิดข้อ)
ขอให้สนุกกับการค้นพบตัวเองในอีกมุมของชีวิตค่า ^ ^
*** ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

19 ความคิดเห็น
น้องเบิร์ด
กำลังอ่านการแปลผลจากแบบวัดอย่างสนุกสนาน ประมาณว่าดีไปซะทุกเรื่อง…
อิอิ…เจอข้อความสุดท้าย… การแปลผลนี้ได้คิดขึ้นเอง เพราะฉะนั้นอ่านพอสนุก อย่าได้เชื่อมากนะจ๊ะ
5555
มันดีเนาะคะ เสริมความสนุกในอีกมุมมอง อิอิอิ
ขอบคุณที่นำมาเขียนในบันทึก พี่จะใช้เป็นกระจกเงา หมั่นส่องดูตัวเอง(ว่าสวยหรือยัง) ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
กอดด้วยความคิดถึงและขอบคุณค่ะ
พี่หลินงามทั้งภายนอกและภายในอยู่แล้วไม่เชื่อถาม อ.แพนด้าดูได้เลยค่า อิอิอิ มาด วิทยากร รวมทั้ง ความรู้ ที่สอนแบบมืออาชีพผู้รู้จริง ทำให้เบิร์ดรื่นรมย์เหลือแสนเชียวค่ะ ^ ^
โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ เจ้าแห่งอัจฉริยภาพ 8 ประการของมนุษย์ ยังมีการจำแนกความฉลาดทางอารมณ์อยู่ใน 8 ประการของเขาเลยค่ะ
อารมณ์เป็นส่วนประกอบในธรรมชาติของมนุษย์ และมีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของเรา มีอิทธิพลต่อความต้องการ มีผลต่อร่างกาย และสัมพันธภาพของเราต่อบุคคลอื่น อารมณ์จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรปฏิเสธหรือเก็บกดไว้ แต่ควรรับรู้อย่างเข้าใจ และมีเป้าหมาย ก็จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ดีได้เชียวค่ะพี่หลิน
ความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ในทางบวก จึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพที่ดี เป็นพื้นฐานของความสุข ความกระตือรือร้นในชีวิต และความสามารถในการรักผู้อื่นเนาะคะ
เจอกันที่ลำพูนนะคะ จะรอ ร้อ รอ อิอิอิ
จำมาว่า…
สำหรับคนอื่นๆ เรามักจะใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ แต่สำหรับเราเอง เรามักจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
เจริญพร
เป็นคำกล่าวที่น่าสนใจมากค่ะ ทำให้เบิร์ดคิดต่อว่าถ้าเป็นคนอื่นเรามักเรียกร้องให้เขาใช้เหตุผล แต่ถ้าเป็นตัวเราเอง กลับมักเรียกร้องให้เขา “เข้าใจ”
หน้าที่ของจิตคือรู้อารมณ์ใช่มั้ยคะหลวงพี่ สมาธิก็คือการตั้งมั่นในการรับรู้อารมณ์ รู้โดยไม่ทำท่าว่าไม่มี แต่ดูเฉย ๆ ที่เราทุกข์เพราะเราปรุงแต่งอารมณ์ และพยายามทำว่ามันไม่มี
ถ้าเรารู้ทันจิตใจตัวเอง อารมณ์จะหลอกเราไม่ได้ และสมองก็หลอกเราไม่ได้เช่นเดียวกัน…
กราบสามครั้งค่า
พี่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการ แต่ใช้สำรวจตัวเอง พบว่า
เหตุผลและอารมณ์ไปคู่กัน บางครั้งเหตุผลมีมากกว่า แต่บางครั้งก็เอาเรื่องเหมือนกันคืออารมณ์ขึ้นพรวดๆ แบบ “ของขึ้น” แต่เนื่องจากเราผ่านบวชเรียนมา ผ่านโลกมาพอสมควร จึงเอาสติระงับไว้ ข่มไว้ คิดใหม่ และให้อภัย อารมณ์นั้นก็ลดลงมา
ถ้าสังเกตรอบข้าง ก็น่าที่จะเหมือนกัน เพียงต่างกันที่ สติที่เกิดขึ้นช้าเร็วแค่ไหน และเอามาระงับได้มากน้อยแค่ไหน และเหตุผลที่เอามาแสดงกันนั้นเป็นมุมมองแบบไหน หากจะถามถึงเหตุผลนั้นมาจากไหน ที่ว่ามาจากระบบคิด ระบบคิดมาจากเบ้าหลอม ซึ่งคนเรามีเบ้าหลอมที่แตกต่างกัน นี่เองที่ทำให้ระบบคิดแตกต่างกัน
เบ้าหลอมมิได้หมายถึงระบบการศึกษาตั้งแต่เล็กจนจบ ปริญญาเอก แต่หมายถึงครอบครัว ชุมชน สิ่งแวดล้อม สื่อต่างๆ วัฒนธรรมดั้งเดิม ความเชื่อ ค่านิยม และอิทธิพลของระบบทุนนิยม…. ทั้งหมดล้วนเป็นองค์ประกอบ มากน้อย
สังคมดั้งเดิมเราเป็นสังคมปิด หรือกึ่งปิดกึ่งเปิด ระบบคิดเราส่วนใหญ่อยู่ที่การหลอมของวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นของเรา หากเราจะกล่าวว่าระบบครอบครัวเป็นสถาบัน ศาสนาเป็นสถาบัน ระบบการศึกษาเป็นสถาบัน ระบบอาวุโสเป็นสถาบัน ฯลฯ ทสถาบันทั้งหมดมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมคนในสังคมให้เป็นคนแบบไหน เช่นคนอีสานมี “ฮีต คอง” “มีคะลำ” กำกัีบอยู่ โดยสถาบันต่างๆช่วยประคับประคอง คนให้เป็นคนแบบอีสาน ชนเผ่ามี “ความเชื่อระบบผี” กำกับอยู่ สถาบันต่างๆของชนเผ่าช่วยกล่อมเกลาควบคุมให้คนของชนเผ่า เป็นอย่างที่เขาอยากให้เป็น
ทั้งหมดนี้คือส่วนสำคัญที่เป็นที่มาของระบบคิดด้วย และระบบคิดนี้ก็เป็นฐานของระบบเหตุผล ละเอียดลงไปก็เป็นอารมณ์
เมื่อสังคมเปิดขึ้น การไหลบ่ามาของสรรพสิ่งจากต่างถิ่น ใหม่ๆก็แยกกันชัดเจน นานไปก็จะเข้ามาผสมผสานกลมกลื่นเข้าด้วยกัน เราดูได้ที่ภาษา ภาษาอีสานกับภาษาไทยภาคกลางมีชายแดนอยู่ที่โคราช ภาษาเหนือกับภาษาอีสานมีชายแดนที่จังหวัดเลย เป็นต้น
การเข้ามาของต่างถิ่นนั้น ถิ่นเดิมมีดารสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป รับของใหม่เข้ามา ปรับตัว ยอมรับกัน หากของเดิมเข้มแข็ง ของใหม่ก็ถูกรับเข้ามาน้อย หากของเดิมอ่อนแอ ก็อาจจะรับของใหม่เข้ามามากขึ้น มากขึ้น จนอาจกลมกลืนกันเกิดสิ่งใหม่ที่ไม่เหมือนใหม่ และไม่เหมือนเดิม หรือเหมือนของใหม่มากกว่า ย่อมขึ้นกับ “แรงผลัก” ของพลังของใหม่
สังคมไทยเรานั้นรับของใหม่มาจากสังคมตะวันตกช้านาน และเราไปยอมรับว่าสังคมตะวันตกเจริญกว่า ก้าวหน้ากว่า ศิวิไลย์กว่า เป็นค่านิยม เป็น trend เราก็เดินออกจากวัฒนธรรมเดิมของเรา เข้าไปสู่วัฒนธรรมใหม่ของเขาหรือ ก็ไม่ใช่ ทั้งหมด เอามาแต่เปลือกมากกว่า..หรือ..?? จนเราหาความเป็นคนไทยแท้ไม่พบ แต่ก็ไม่ใช่ฝรั่งแท้ๆ เป็นอะไรล่ะ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น พี่พยายามชี้ให้เห็นว่าสังคมเดิมของเรานั้นมีคุณค่าทางสติมาก เพราะสถาบันต่างๆในสังคมต่างเกื้อกูลและกำกับให้คนในสังคมเดินไปในครรลองของวัฒนธรรมของเราที่มีศาสนาเป็นพื้นฐานขององค์ประกอบหลักคิดความเป็นคนและการอยู่ร่วมกันในสังคม
แต่เมื่อสังคมแห่งความรู้เข้ามา(มาจากระบบการศึกษา) เรากลับเดินออกห่างครรลองเดิมของเรา แล้วเราไปเชื่อในสังคมแห่งความรู้ เราจึงมีความรู้ที่ไม่มีครรลองแห่งวัฒนธรรมเดิมควบคุมอยู่ ตรงข้ามสังคมความรู้ไปสอดคล้องกับสังคมทุนนิยม คนในสังคมจึงทะยานอยาก และในสังคมประชาธิปไตยเสรีนั้นยิ่งอ้างสิทธิ ก็ยิ่งไปกันใหญ่
รัฐไม่ได้ออกแบบการสร้างสังคมที่ดีเพียงพอ อาจจะมีความคิดแต่ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินกว่าที่จะก่อสร้างสังคมไทยใหม่ขึ้นมา
พี่ว่าสังคมเราเป็นสังคมแห่งกิเลส แข่งขันกันในทุกทางเพื่อมีมากกว่า สูงกว่า เหนือกว่า … ถามว่านี่เป็นอารมณ์ใช่หรือไม่ พี่ว่าอารมณ์เป็นส่วนประกอบของกิเลสมากกว่า..
รัฐจะต้องกระตุกใหห้สถาบันต่างๆในสังคมกลับมาทบทวนและทำบทบาทในการสร้างสติให้กับคน ให้กับสังคมมากๆ อย่าไปสร้าง แข่งกันส้รางหน้าตาที่เป็นการไปเสริมกิเลสกันเลย
….วุ้ย…พี่ก็มั่วๆไปเพราะกิเลสนะนี่ อิอิ
ตามลิงก์ จัดกลุ่ม/จัดหมวดหมู่ ไปอ่านดูแล้ว เค้าเขียนดีนะ
ขำๆๆๆๆ เขียนเองอ่านเอง อิือิ
สังคมความรู้ที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่รู้เท่าทัน ระบบสังคมดั้งเดิมที่ช่วยหล่อหลอมประคับประคองมาเนิ่นนานเช่น ครอบครัว ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี สูญเสียดุลให้กับองค์กรใหม่คือ”การศึกษาตามระบบ”
เมื่อเสาค้ำยันทั้งหลายเริ่มหมดความสำคัญ ในขณะที่สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร ผลผลิตที่ได้จึงลักหลั่น แปรเปลี่ยนตามคุณภาพของเบ้าหลอมที่เน้นหนักไปด้านใดด้านหนึ่งจนเกินงาม
เราจึงเป็นสังคมแปลก ๆ ที่บางคราขณะทำงานแล้วก็ยังไม่ทราบว่าทำเพื่ออะไร เป้าหมาย จุดประสงค์คืออะไร ทำไปวัน ๆ แล้วก็เครียดสะสมเพราะไม่รู้จักแม้แต่ตัวเอง เนื่องจากชีวิตที่ผ่านมาเหมือนอยู่บนสายพานโรงงาน ที่ถูกประกอบทีละชิ้นตามแต่สังคมเห็นว่าดี บางคราวก็หยิบแขน หยิบขามาต่อมาเติม สวมใส่เสื้อผ้า หน้า ผม ตามแต่คนอื่นเห็นงาม กลายเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ และจิตวิญญาณที่แท้จริงของตนเอง
น่าเศร้า ที่หลายหน เราต้องเสียเวลามาค้นหาหลังจากเรียนจบ มีงานทำ หรือมีครอบครัวแล้วว่าแท้ที่จริงชีวิตเราต้องการอะไร สิ่งที่เห็น ที่เป็นอยู่นี้ใช่หรือไม่..ถ้าใช่ ทำไมเราจึงไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่ความสามารถในการปฏิบัติงานให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำได้เพียงงานประจำตามคำสั่ง หรือขอบเขตรับผิดชอบเท่านั้น ไม่กล้าคิด ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงสิ่งใด สั่งสมความคับข้องใจจนกลายเป็นระเบิดเวลาเดินได้ หรือเม่นที่ขนพองทุกครั้งเมื่อมีคนเข้าใกล้ … ไม่มีความสามารถในการจัดการอารมณ์ที่เกิดขึ้นให้สงบดีงามได้เลย… ดูเป็นการสูญเปล่าในการเรียนรู้อย่างน่าเสียดายนะคะพี่บู๊ท
มีการศึกษาที่น่าสนใจอยู่อันหนึ่งค่ะพี่บู๊ท เขาประเมินพัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กไทย 6 -9 ปี ใน 11 ด้าน ได้แก่ วินัย สติ-สมาธิ กตัญญู เมตตา อดทน ซื่อสัตย์ ประหยัด พึ่งพาตนเอง ควบคุมอารมณ์ ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และหิริโอตัปปะ พบว่าเด็กไทยกลุ่มตัวอย่างทั้งประเทศในวัยนี้มีคะแนนเฉลี่ยด้านหิริโอตัปปะสูงสุด รองลงมาคือด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวไทยยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังความละอายต่อการมีพฤติกรรมที่ไม่ดีแก่เด็ก และเน้นการฝึกให้เด็กมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน ส่วนด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ “สมาธิและความอดทน” ค่ะ เราฝึกเด็กด้านนี้น้อยเกินไป
ส่วนเด็กโต 10 - 18 ปี ประเมิน 14 ด้าน ได้แก่ ความตระหนักรู้ในตน ความภาคภูมิใจ ความเห็นใจผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคม การจัดการกับอารมณ์ การจัดการกับความเครียด การสื่อสาร สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ การตัดสินใจ การแก้ไขปัญหา การควบคุมอารมณ์ และคุณธรรมจริยธรรม พบว่า คะแนนต่ำที่สุด 2 อันดับแรกคือ ความคิดสร้างสรรค์และการควบคุมอารมณ์ค่ะ ขณะที่พัฒนาการที่มีคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบต่อสังคม จะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกันอยู่ระหว่างเด็กเล็กและเด็กโตนะคะ
*** นอกจากนี้ยังมีพัฒนาการ 2 ด้านที่ลดลงตามอายุ คือ คุณธรรมจริยธรรม และความคิดสร้างสรรค์ค่ะ เกิดอะไรขึ้น?!? …สะท้อนว่าระบบการศึกษาไทย ครอบครัว สังคม ควรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการคิดนอกกรอบให้มากขึ้น รวมทั้งไม่ละเลยการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในเด็กโตด้วย
เบิร์ดเฉลียวใจว่าทฤษฎีที่พูดถึงคุณธรรมจริยธรรมของโคลเบอร์ก (Kohlberg) เค้าบอกว่าวัยทองของชีวิตที่ต้องปลูกฝังเรื่องนี้มากที่สุดคือก่อน 6 ขวบ เด็กไทยก็มีฐานมาดีนี่นา แล้วทำไมมาเละตอนโต?
น่าจะมีการอธิบายที่มากกว่านี้และน่าสนใจว่าแท้ที่จริงพัฒนาการทางจริยธรรมของมนุษย์ไม่น่าชะงักด้วนอยู่แค่ 30 ปีเหมือนแต่เดิมมานะคะ เดิมทีเมื่อกล่าวถึงพัฒนาการทางจริยธรรมจะกล่าวถึงแต่ในช่วงอายุ 30 ปีลงมาเท่านั้น แต่น่าจะขยายขอบเขตออกไปไกลกว่านั้นเพราะเราเรียนรู้ตลอดชีวิตนี่นา
ขอบคุณที่พี่บู๊ทกระตุกคิดโครมเบ้อเริ่มเลยค่ะ อิอิอิ
น่านน่ะสิคะ ไม่รู้ใครเขียนดีจริงๆ อิอิอิ การเสริมสร้างกำลังใจ โดยเฉพาะชมตัวเองเก๊าะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์นะคะ 555
กำลังอ่าหนังสือ ปัญญาวิวัฒน์…กำเนิดและวิวัฒนการแห่งปัญญาของมนุษย์ชาติในอดีต ของ พ.อ.สมัคร บุราวาศ ราชบัณฑิตทางสาขาอภิปรัชญา อยู่
…….มโนภาพของความคุ้นเคยหรือความเจนจัดเช่นนี้จะปรากฏเป็นสองประการคือ ประการที่หนึ่ง เราเห็นสิ่งย่อยประกอบเข้าเป็นหนึ่ง และประการที่สอง เราเห็นสิ่งหนึ่งแตกแยกออกไปเป็นสิ่งย่อย
นี่คือความคิดที่เรียกว่าการสังเคราะห์ (ซินธิซิส Synthesis) และการวิเคราะห์ (อะแนลลิซิส Analysis ) ตามลำดับนั่นเอง
การคิดแบบสังเคราะห์นี้ เรียกว่าความคิดแบบสร้างสรรค์ (ทางศาสนาพุทธเรียกสังขารจิต) และการคิดแบบวิเคราะห์เราอาจเรียกได้ว่าเป็นความคิดแบบตัดตอน……
นอกจากนี้ยังมีคำ Induction และ Deduction อีก อิอิ
หลวงพี่ก็เยงออ ยอเอง 555 เลย อิอิ
บันทึก กรรม หมวดหมู่ และชนิดของคน
……พอดีคุณโยมจอมป่วนชวนไปดู คลิกที่นี้ ให้ความเห็นแล้วก็รู้สึกว่าพอใช้ได้ (เยงออ ยอเอง 5 5 5…) เพิ่งเห็นว่าบันทึกนั้นเ่ก่าแล้ว จึงคัดลอกความเห็นมาตั้งเป็นบันทึกใหม่…
อ่าน #11 แล้ว อืม น่าจะไปอบรมขยะที่เกาะช้างบ้างครับ
อ่านความเห็นของหลวงพี่คอนฯ ไม่เข้าใจอ่ะว่าเกี่ยวกันยังไง ??????? อิอิ
ตอบช้ามากๆ ต้องขออภัยอย่างสูงค่ะ
อ่านแล้วยิ้มด้วยความรื่นรมย์ยิ่ง เพราะพี่ตึ๋งทิ้งเรื่องวิธีคิดไว้ให้ดูเพิ่มเติมเรื่อง induction กับ deduction และตามไปอ่านที่หลวงพี่เยงออ ยอเองแล้วล่ะค่ะ ท่านเขียนได้ดีเนาะ 5555555555
จำได้เลาๆว่า มีงานทางด้านตรรกวิทยาบอกไว้.. วิธีคิดของมนุษย์มีอยู่ 2 แบบคือ induction กับ deduction (induction เป็นวิธีคิดแบบอุปนัย หมายถึง การอ้างประสบการณ์เฉพาะหน่วยที่แน่ใจแล้ว มาสนับสนุนข้อความทั่วไปที่ยังไม่แน่ใจให้มีความแน่ใจมากขึ้น เรียกอีกอย่างคือคิดแบบวิทยาศาสตร์) (deduction เป็นวิธีคิดแบบนิรนัย หมายถึง การอ้างข้อความทั่วไปที่แน่ใจมาสนับสนุนประสบการณ์เฉพาะหน่วย หรือเรียกว่าคิดแบบนักปรัชญา)
คิดอย่างวิทยาศาสตร์ ก็คือ คิดจากหน่วยเล็กเข้าไปหาหน่วยใหญ่ คิดแบบนักปรัชญา ก็คือ คิดจากหน่วยใหญ่เข้าไปหาหน่วยเล็ก ซึ่งเบิร์ดมีความเห็นว่าไม่ว่าจะคิดอย่างไรทุกคนต่างมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือ”อำนาจในการอธิบาย”
ทุกคนมีสิทธิที่จะอธิบายสิ่งที่ตนเองคิดนะคะพี่ตึ๋ง พี่รุมกอด และเราควรยอมรับอำนาจนั้น แต่ที่เกิดเรื่องยุ่งมากมายเพราะต่างคนต่างคิดว่า”ฉันคนเดียวที่มีอำนาจในการอธิบายความทั้งหมด” ซึ่ง”ไม่ใช่” และการอธิบายคือการบรรยายสิ่งที่ตัวเองคิดอย่างตรงไปตรงมา ตามข้อเท็จจริง อธิบายจบก็คือจบ ไม่ใช่การโน้มน้าวที่ต้องพูดแล้วพูดอีก หรือขุ่นเคืองเมื่อไม่มีคนเห็นด้วย
และที่ไม่ควรลืมคือ การคิดต่างกันไม่ได้หมายถึงฉันถูก และอีกฝ่ายผิด…นึกถึงวงหยินหยางนะคะ ต่างไหลเรื่อย ต่อเนื่องกลมกลืน ดำกับขาว หญิงกับชาย ร้อนกับเย็น ในหยินหยางต่างกำเนิดกันและกัน ในตัวเรามีทั้งหยินและหยางซึ่งเป็นหลักของการแพทย์จีน เราทะเลาะกัน แบ่งแยกสี แบ่งแยกฝ่ายเพราะยึดกับสิ่งที่ตนคิดและไม่รับว่าอีกฝ่ายมีอำนาจอธิบาย
วิธีจัดการกับความแตกต่างนั้นคงไม่ง่ายค่ะพี่ตึ๋ง พี่รุมกอด เพราะระบบของกระบวนการคิดส่งผลต่อวิธีการปฏิบัติ หรือบางคราวกลายเป็นการส่งต่อสิ่งที่คนกระทำต่อกันในสังคม..จึงไม่ง่ายที่จะแสดงให้เห็นว่า ต่างคนต่าง “ยอมรับ” ว่าแต่ละคนมีความคิดที่แตกต่าง..
เมื่อวานเบิร์ดได้มีโอกาสไปดูอุทยานธรรมของครูอินสนธิ์ วงศ์สาม หลายชิ้นงานทำให้เบิร์ดอึ้ง แต่ไปยืนนิ่งกับประติมากรรม”อุปทาน”ของป้าแหม่ม ด้วยความรู้สึกว่านี่เองคือต้นตอของเรื่องราว …อุปทานที่ยึดติดจากความคิดที่เกิดขึ้นอย่างฉับไว ดุจฟ้าแลบแวบในใจ แต่เราหยาบเกินตามทัน จึ่งเกิดมโนคติแห่งตนให้หลงยึดกำมากมาย ดั่งหลุมลึกทรงกลมอยู่ภายในตนที่หมุนวนทับซ้อน ต่อเนื่องไม่รู้จบ ..จนเกิดความรู้สึกอยากนั่งสมาธิในหอศิลป์แห่งนั้นขึ้นมาเลยล่ะค่ะ อิอิอิ
วิธีคิดของแต่ละคน คงเหมือนเส้นทางเดินของตนเองที่แตกต่างกันไปนะคะ และคงแยกออกจากอารมณ์ไม่ได้ เพียงแต่จะแสดงออกอย่างไรให้เหมาะควรกับกาละเทศะเป็นสิ่งไม่ควรลืม
พี่ตึ๋งจำเรื่องการแบ่งเซลล์ได้มั้ยคะ การกำเนิดของมนุษย์ที่เหมือนวิวัฒนาการหลายร้อยล้านปีผ่านกาลเวลาเพียง 9 เดือน จากเซลล์เดียวเป็นปลาโบราณ ไล่เป็นลิงไร้หาง จนถึงมนุษย์ที่คลอดออกมา วิวัฒนาการที่รวดเร็วในครรภ์ทำให้เราลืมชาติภพเดิมได้เลยเนาะคะ และเบิร์ดนึกถึงการแบ่งเซลล์ของสมองที่แบ่งประมาณ 32 ครั้ง(ใช่มั้ยคะ? เริ่มลืม) ทำให้ได้เซลล์สมองเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(สองหมื่นกว่าล้านเซลล์?) ถ้าเซลล์สมองแบ่งตัวน้อยกว่านั้นเพียงครั้งเดียว จะมีสมองเท่ากับลิงชิมแปนซี ..ส่วนถ้าแบ่งเกินเราเก๊าะจะมีเซลล์ที่เบียดแน่นจนอาจกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือเกิดความผิดปกติมากมาย อิอิอิ อะไรที่น้อยเกินไปก็ไม่เหมาะ อะไรที่มากเกินไปก็ไม่งามเนาะคะ …ทุกอย่างจึงอยู่ที่”รู้จัก” และ”ใช้เป็น”นี่แหละค่ะที่ยากสุดแสน ^ ^
ขอบคุณมากค่า ฮี่ฮี่ฮี่
น้องเบิร์ดเอ๋ย…ทำไมมันตัวเล็กจังอ่านคอมเม้นท์ของแต่ละท่านไม่ค่อยออกเลย
วิชากงวิชาการอะไรบ้างไม่รู้ล่ะ (หนักกว่าพี่บู้ธอีก..อิอิ) แต่จากประสบการณ์ก็คือคนที่ใช้อารมณ์มากกว่าผู้อื่นก็คือคนที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจสูงกว่าคนอื่น ถ้ารู้ว่าตัวเองมีอำนาจด้อยกว่าแล้วละก็….แหย…ไม่กล้าใช้อารมณ์ (มีแต่เหตุผล (ที่เถียงในใจ) อิอิ)แต่ถ้าตัวเองรู้ว่ามีอำนาจเหนือคนอื่น คนเหล่านั้นมักใช้อารมณ์เหนือเหตุผล แต่บางครั้งมนุษย์เราก็คิดเข้าหาตัว คิดว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องเสมอ แม้เป็นลูกน้องก็เหอะแต่ทางออกก็คือค่อยกลับไปคร่ำครวญที่อื่น และเมื่อคิดเข้าหาตัวก็มักใช้ความรู้สึกของตัวเองบวกกับอารมณ์แล้วคิดวิเคราะห์ว่าเราคิดถูก อยู่ดี อิอิ….
ดังนั้นหากจะเตือนใครก็ตามเรื่องการใช้อารมณ์เหนือเหตุผลก็จะต้องเตือนให้เขาทบทวนด้วยว่าเมื่อพ้นจากตำแหน่งตรงนี้ไปแล้ว เขาจะเหลืออะไรอีก กับต้องเตือนเขาในเรื่องวิธีการคิด
สมัยเป็นอัยการจังหวัดจึงต้องทบทวนตัวเองอยู่บ่อยๆว่าตัวเราเป็นใคร ทำไมต้องบังคับให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมต้องอารมณ์เสียเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดที่เราไม่พอใจ เราจะแก้ปัญหาเรื่องอารมณ์ของเราเองอย่างไรอ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ได้มากพอสมควร เพราะเมื่อเกิดอารมณ์ไม่ดีเราจะทบทวนตัวเองทันที
บทความนี้ดีที่ได้มาทบทวนตัวเองอีก หลังจากที่ไม่ค่อยได้ทบทวนเท่าไหร่ในพักหลังนี้ เพราะไม่มีอำนาจที่จะไปใช้กับใคร เอิ้กๆๆ
เม้นต์ที่ตัวเล็กจิ๋วแก้ไขแล้วนะคะ ต้องรบกวนพี่รุมกอดจนได้ เพราะลองตามคำแนะนำก็ยังไม่สำเร็จ..ที่เป็นแบบนั้นเพราะ html ของ #4 ผิดพลาดค่ะ มี <li> โผล่มาโดยไม่มี<ul> แล้ว IE อ่านบ่ได้เลยเพี้ยนไปหมด แต่อ่านด้วย Firefox ไม่เป็นไร (เบิร์ดใช้ Firefox น่ะค่ะ เลยไม่พบความแปลก ต้องไล่ดูจากเครื่องที่ทำงานก่อนจะถามท่านเทพ ซึ่งท่านแก้ไขให้เรียบร้อยพร้อมคำอธิบาย 555)
อ่านแล้วชอบใจ โดยเฉพาะอันนี้ คนที่ใช้อารมณ์มากกว่าผู้อื่นก็คือคนที่ คิด ว่าตัวเองมีอำนาจสูงกว่าคนอื่น
คนที่กลวงมักจะชอบใช้อำนาจค่ะ เพราะทำให้รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ มั่นคง.. ยิ่งคนที่ก้าวร้าวรุนแรง ยึดตัวกูของกู ส่วนลึกจะพบว่าส่วนใหญ่มักขี้ขลาดเสมอ โดยเฉพาะการยอมรับว่าตัวเองผิดหรือพลาดไป …จึงมักจะตะแบงไปเรื่อยไม่จบสิ้น แต่ไม่รู้ตัวว่ายิ่งลากยาวเท่าไร ยิ่งเสียหายตัวเองเท่านั้น คนเหล่านี้ถ้าเป็นผู้นำยิ่งแย่ใหญ่ เพราะไม่ได้มีเพียงตัวเอง แต่ส่งผลต่อคนอื่นอีกมากมายด้วยนะคะ
ดังนั้นหากจะเตือนใครก็ตามเรื่องการใช้อารมณ์เหนือเหตุผลก็จะต้องเตือนให้ เขาทบทวนด้วยว่าเมื่อพ้นจากตำแหน่งตรงนี้ไปแล้ว เขาจะเหลืออะไรอีก กับต้องเตือนเขาในเรื่องวิธีการคิด..ถูกเป๊ะเลยค่ะพี่ฑูร แต่ “ใคร” จะเตือนและเตือน”ใคร” ฮี่ฮี่ฮี่ ..คนบางคนน่าสงสารเนาะคะ ไม่เคยเป็นกัลยาณมิตรของใคร และแม้จะมีกัลยาณมิตรช่วยเตือนกลับไม่ฟังก็มี…
แบบทดสอบที่เบิร์ดนำมาฝากเป็นของจริงค่ะ ช่วงคะแนนปกติของอายุ 26 - 60 ปี (คนไทย) ใน 3 องค์ประกอบ มีคะแนนดังนี้ค่ะ
1. ดี รวมคะแนน 3 ข้อย่อย…. < 48 คือต่ำกว่าปกติ , 48 - 58 เกณฑ์ปกติ , > 58 สูงกว่าปกติ
1.1 ควบคุมอารมณ์ 14 - 18
1.2 เห็นใจผู้อื่น 15 - 21
1.3 รับผิดชอบ 17 - 23
2. เก่ง รวมคะแนน 3 ข้อย่อย …< 45 คือต่ำกว่าปกติ , 45 - 57 เกณฑ์ปกติ , > 57 สูงกว่าปกติ
2.1 มีแรงจูงใจ 18 - 24
2.2 ตัดสินใจและแก้ปัญหา 15 - 21
2.3 สัมพันธภาพกับผู้อื่น 15 - 21
3. สุข รวมคะแนน 3 ข้อย่อย …< 40 คือต่ำกว่าปกติ , 40 - 55 เกณฑ์ปกติ , > 55 สูงกว่าปกติ
3.1 ภูมิใจในตนเอง 10 - 14
3.2 พึงพอใจในชีวิต 16 - 22
3.3 สุขสงบทางใจ 16 - 22
คะแนน EQ รวมทั้ง 3 องค์ประกอบ เก่ง ดี สุข
< 140 คือต่ำกว่าปกติ
140 - 170 อยู่ในเกณฑ์ปกติ
> 170 คือสูงกว่าปกติ
พี่ฑูรถ่อมตัวว่าไม่มีอำนาจ แต่เบิร์ดมั่นใจว่าพี่ฑูรมีบารมี ^ ^
เพราะอำนาจที่ปราศจากเหตุผล คืออำนาจของคนพาล อำนาจที่ปราศจากความเมตตา คืออำนาจที่นำมาซึ่งความปราชัย…ขงเบ้งกล่าวไว้ อิอิอิ
บันทึกนี้ ครูบานำมาบรรยายให้กับ Fa จาก SCG Paper ก่อนลงพื้นที่ครับ