Lanna 2020 : Green Food Good Health & Wealthy

โดย น้ำฟ้าและปรายดาว เมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 9:15 ในหมวดหมู่ เปลือยความคิด #
อ่าน: 2054

หัวบันทึกคือหนึ่งในข้อเสนอวิสัยทัศน์ของ 5 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูนและลำปาง) เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ แปลเป็นไทยลุ่นๆ ก็คงเป็น ล้านนา 2563 : อาหารรักษ์โลก ถูกโฉลกสุขภาพดี และมั่งมีเงินทอง(แบบพอเพียง) ก๊าก ๆ

กลับจากประชุมระดมกึ๋นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสนับสนุนการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในภาคเหนือตอนบน(ชื่อยาวจริงๆ) พร้อมความคิดหมุนติ้ว ๆ ในหัว(มึน มิใช่หัวไวแต่อย่างใด) สรุปสาระได้ว่า ในการวางแผนควรรู้วิสัยทัศน์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับหลายศาสตร์ ในที่นี้มีตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วนศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ แพทยแผนไทยศาสตร์ ขนส่งศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ ชลประทานศาสตร์ อุตุศาสตร์ และประวัติศาสตร์ ใครจะนึกว่าตั้งแต่อดีตกาลอันยาวนานของล้านนาก็มี “มหาจุลินทรีย์” ที่เรียกว่า “ง้วนดินพระเจ้า” (แฮ่ม ..ล่ะปูนเจ๊าล่ะปูน…16 มิ.ย.นี้จะไปเยี่ยมยามและแอบด้อม ๆ มอง ๆ ดูประวัติศาสตร์เน้อเจ๊า อิอิอิ) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่จะทำให้เกษตรอินทรีย์มีที่มาที่ไป เป็นการทำผลิตผลและผลิตภัณฑ์ให้ดูมีความลึกซึ้งขึ้นเยอะเชียวล่ะค่ะ และทั้งหมดได้จากการปิดปากแต่เปิดหูและตากว้างๆ ^ ^

โจทย์ที่ติดใจมาตั้งแต่ บันทึกนี้ของพ่อ เริ่มเห็นแนวทางรำไร ด้วยความคิดว่าทำไมต้องมีแต่อาหารที่จะทำเกษตรอินทรีย์? ทำให้มากกว่านี้ได้ไหม?

ไทยมีผลผลิตอาหาร สิ่งทอ ยารักษาโรค เฟอร์นิเจอร์ สปา …ก็ทำให้เป็นอินทรีย์ทั้งหมดนั่นแหละ แบ่งคร่าว ๆ ออกเป็น 4 F คือ

1. Food อาหาร ..ลงตัว เพราะจะเป็นครัวโลก

2. Fiber สิ่งทอต่างๆ เหล่าผ้าไหม ถ้าเลี้ยงด้วยต้นหม่อนอินทรีย์  ไม่ใช้สารเคมีในการย้อม การบรรจุหีบห่อ จะบรรเจิดเพียงใด กลายเป็นจุดขายใหม่ให้กับสินค้าได้หรือไม่? …ผ้าฝ้ายล่ะ ต้นฝ้ายปลูกแบบอินทรีย์ ผ่านกรรมวิธีที่ไม่ใช้สารเคมีในการย้อม การจัดเก็บ จะเป็นอย่างไร..หมู่บ้านห้วยต้มเก่งทางหัตถกรรมพอจะสืบสานสร้างงานได้หรือไม่? ผ้าใยกัญชง ผ้าใยสับปะรดทำอินทรีย์ทั้งหมด ฯลฯ เป็นเล่นไปนะว่าจะขายใคร ไปที่นี่ได้เลย  หรือ Hessnatur ของเยอรมัน…ประเด็นที่จะชี้ให้เห็นคือตลาดอยู่ทั่วโลก และกระแส Green มาแรงมาก โดยเฉพาะยุโรป…เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่สำคัญ ถ้าจะบอกว่าเค้ามีตรารับรองเรื่อง Organic Fiber ด้วยจะเชื่อไหม หน้าตาแบบนี้ค่ะ (เรียกว่า EU Flower )

มีผู้ประกอบการสิ่งทอไทย 4 ราย ได้แก่ บ.เอเชียไฟเบอร์ / บ. ทองไทยการทอ / บ. กรีนวิล เทรดดิ้ง และบ.อุตสาหกรรมรามาเท็กซ์ไทล์ ได้รับมาตรฐานนี้แล้วนะคะ หน่วยงานที่ดำเนินโครงการข้างต้นมองว่า การที่ภาคเอกชนไทยประสบผลสำเร็จได้รับฉลากสิ่งแวดล้อมของ EU (EU Flower) จะเปรียบเสมือนใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดสิ่งทอใน EU และทำให้ภาคเอกชนไทยได้รับประโยชน์ในความรู้และวิทยาการด้านกระบวนการผลิตสินค้า / การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ / การตรวจสอบประเมินกระบวนการผลิตของโรงงาน / เครื่องมือการจัดการและการปรับปรุงสมรรถนะเชิงสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ (เทคโนโลยีสะอาด) และกฎเกณฑ์ความรับผิดชอบต่อสังคมของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย (CSR) ตามมาตรฐานและบรรทัดฐานของ EU..

ฝันให้ไกลและไปให้ถึง แม้จะไม่หวังถึงฉลากรับรองจาก EU แต่ถ้าหาจุดขายได้ก็น่าจะดีไม่ใช่หรือ? เสื้อผ้าเด็กอ่อนปลอดสารพิษ ทำไมพ่อแม่ผู้ปกครองที่พอมีกำลังจะไม่สนใจ?

3. Furniture … ไม้ไผ่อินทรีย์ ไม้ยางพาราอินทรีย์ ไม้เอกมหาชัยอินทรีย์(ไม้เค้าเนื้อละเอียดไม่ใช่เหรอคะ ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ไหม อิอิอิ)  ฯลฯ หาจุดขายที่ ทำจริงๆ ตามกระแสรักษ์โลกในปัจจุบัน แล้วร่วมกันคิดค้นมาตรฐานรับรอง ก็น่าสนุกนะคะ

4. Fuel … น้ำมัน พลังงานจากพืชอินทรีย์ เท่จะตาย ไม่ลองไม่รู้ใช่ไหมคะ

แถมอีก

1. Cosmetics … เครื่องสำอางค์ที่ผลิตจากพืชอินทรีย์

2. Spa … จากพืชอินทรีย์

3. Herbs … จากพืชอินทรีย์ วงการแพทย์แผนไทย โฆษณาตัวนี้ไปเลย วิเคราะห์ วิจัยกันให้รู้แล้วรู้รอด อิหร่านยอมรับสมุนไพรไทยนะคะ ลองมองดูตลาดที่มากกว่าไทยกัน.. อินเดีย จีนน่าสนใจไหม? ตะวันออกกลางล่ะ แอฟริกา?

4. Travel …การท่องเที่ยว อย่างปลูกข้าว ไม่ใช่ได้เพียงข้าวแต่ยังได้การปรับภูมิทัศน์ การสอนเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้สุขภาพ และได้พลังงาน เหล่านี้สร้างเป็นโฮมสเตย์ในหมู่บ้านได้ไหม ให้เรียนรู้วิถีแบบ Slow Food Slow Function …ไม่ใช่รีบร้อนปรู๊ดปร๊าด จนไม่มีเวลาพักใจละเมียดละไมกับทุกอย่างแบบทุกวันนี้…และนักท่องเที่ยวคงไม่อยากได้อะไรมากไปกว่าอาหารสะอาด กินแล้วปลอดภัย ที่พักไว้ใจได้ การเดินทางสะดวกหรอกมั้ง

มีการวิเคราะห์ตลาดว่าทำไมยุโรปถึงสนใจสินค้าเกษตรอินทรีย์จากไทย ผลที่ได้คือ แต่น แตน แต๊น…

1. อนุรักษ์สภาพแวดล้อม 58 %

2. ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อย 57 %

3. สุขภาพและความปลอดภัย 47 %

4. มาตรฐานสินค้า 42 %

แมะ ผิดคาดหรือเปล่าที่คิดว่าต้องเป็นสุขภาพแหงม ๆ…แท้ที่จริงเค้ามองว่าเกษตรอินทรีย์คือการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่เค้ายอมจ่ายก็เพราะความคิดนี้…แต่การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของไทยเน้นราคา!!!! มันอะไรกัน จะรับความเสี่ยงเมื่อผลิตเยอะ ๆ แล้วราคาลงไปเท่ากับเคมีได้ไหม? เพราะหลักการตลาดเมื่อของเยอะขึ้นกำไรที่เกิดจากส่วนต่างราคาจะน้อยลง …ลองตีลังกาจากการเอาราคาเป็นตัวตั้งมาคิดใหม่ว่ายิ่งราคาลงไปเท่ากัน โอกาสของเราจะยิ่งมากกว่า และได้รักษาดิน น้ำ อากาศไว้ให้ลูกหลานด้วย จะดีไหม? …เมื่อไรจะเลิกจูงใจให้ทำการเกษตรด้วยเงินกันเสียทีคะพ่อแม่พี่น้อง?

จุดสำคัญคือมองการเปลี่ยนแปลงให้ออกและรู้ว่าเราอยู่ตรงไหน ขาดเหลืออะไร หาจากไหน .. สงสัยมานานว่าเวลาลิ้นจี่ ลำไยออกทำไมไม่มีการรวมตัวกันของเชฟในประเทศ บรรดาผู้ประกอบการร้านค้าร้านอาหาร ทำเมนูจากลำไย จากลิ้นจี่ให้ระเบิดเถิดเทิงไปเลย โรงแรมใหญ่ ๆ โอเรียนเต็ล แชงกรีล่า ฯลฯ ไล่ตั้งแต่เหนือสุดจรดใต้สุดโดยเฉพาะพัทยา ภูเก็ต สมุย ที่ชาวต่างชาติเยอะๆ กระจายสินค้าเหล่านี้ไป ให้มันรู้ไปว่าจะไม่หมด ลำไยตอนไปขายดูไบ(ไม่เกี่ยวกับใครบางคนนา) นับลูกขายนะคะ 30 ผลเกือบร้อยบาท !!!

ลิ้นจี่ในโรงแรมที่ฮ่องกงเสริฟตอนอาหารเช้า เปลือกแห้งแข็งเป็นสีน้ำตาลลอยตุ๊บป่องมาในถาดใส่น้ำแข็ง นับลูกขายค่ะ…ในเยอรมันที่สถานีรถไฟใต้ดินที่แฟรงค์เฟิร์ต ลิ้นจี่ก็นับลูกขายเหมือนกัน…เนี่ยอย่างเงี้ยใช่ตลาดของเราหรือเปล่า ร่วมมือร่วมใจผลิตให้ได้ตามสิ่งที่เค้าต้องการเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยเหลือคนอื่น เพื่อสุขภาพของตัวเองและเงินทองที่ตามมาอย่างรู้คุณค่าของมันจะดีกว่าไหม?

เชื่อมั้ยว่าเทศกาลต่าง ๆ ที่ภูเก็ต กะหล่ำปลีที่ชร.ขายกัน กก.ละไม่ถึง 10 บาท ที่โน่นโล 35 !!! ที่สมุยจัดงานรับนักท่องเที่ยวเป็นหมื่น ผักสลัดมีไม่ครบนะคะ ซีซาร์สลัดไม่มีเรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค แต่ที่ชม. ชร.ปลูกกันเต็มดอย แล้วทำไมไม่เชื่อม ส่งไปให้ถึงจากเหนือไปใต้ จากใต้ขึ้นเหนือ ทะลุอีสานเบิกบานตะวันตก ลากตลาดให้ทั่วไทย เชื่อมจุดใหญ่ ๆ ให้ได้ ตามงานเทศกาลต่างๆ …เนี่ยอย่างเงี้ยทำไมไม่ช่วยกันคิด กันทำ จะไปแบ่งสีแบ่งฝ่ายกันทำไม? (วกกลับไปที่คำถามพี่ฑูร เบิร์ดตอบแล้วนะคะพี่ฑูร หลักการเบิร์ดคือหาจุดร่วม อิอิอิ)

จบดื้อ ๆ อย่างนี้แหละค่ะเพราะมึน แต่อยากเล่าให้ฟังเฉย ๆ 55555555555555


20 ความคิดเห็น

  • #1 Panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 10:14
    • มันอยู่ที่ วิชสั้น (vision) หรือ วิชยาว ของคนแก้ปัญหานิ
    • อย่างเรื่องปัญหา ลำไย…สมัยหนึ่ง….ก็โยนให้ โออิชิ…แก้ให้ดูเป็นตัวอย่าง…..อิอิ
    • หน่วยงานรัฐ…บ่มีท่าแก้….ต้องให้นักธุรกิจแก้ให้…..555
  • #2 BM.chaiwut ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 10:29

    อ่านไป ก็สงสัยว่า เพราะเหตุไร เมืองไทยจึงยังมีหนี้สินมากมาย ทั้งๆ ที่เรามีอะไรก็อะไรไม่รู้เยอะแยะ…

    หลายคนโทษ การเมือง แต่บางคนก็โทษ พระพุทธศาสนา …ฯลฯ

    อ่านถึง ลิ้นจี่ ว่าที่อื่น เค้านับลูกขาย แต่เมื่อวานบิณบาตได้ ๑ ช่อใหญ่ (น่าจะไม่ต่ำกว่ายี่สิบลูก) ขนาดสงขลาไม่ใช่ท้องถิ่นปลูกลิ้นจี่…

    เจริญพร

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 11:51

    มันส์จริงๆ หัวกะทิแตก มีการบ้านให้ต้องทำต่อๆๆๆ อีกเยอะ
    ใครไม่ทำ เราจะทำเอง กินเอง ขายเอง แจกเอง เก็บสตางค์เอง อิอิ
    เริ่มแล้วนะ ดูแต่ เจ้าเป็นไผ เป็นตัวอย่าง แม่นก่อ..

  • #4 Lin Hui ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 14:23
    คงหนีไม่พ้น เรื่องการตลาดที่ชัดเจน ทั้งภายในและต่างประเทศ ในกรณีย์นี้พูดเรื่องการตลาดภายในประเทศที่ชัดเจน

    1. เนื่องจากผลผลิตทางเกษตรชัดเจนอยู่แล้ว ปลูกลิ้นจี่ได้ลิ้นจี่ ปลูกข้าวได้ข้าวปลูกผักได้ผัก ฯลฯ.โดยเฉพาัะผลไม้ดอกดอกออกผลตามฤดูที่ชัดเจน ลองทำปฏิทินผลไม้ของทุกภูมิภาค ดูว่าผลไม้ชนิดไหนออกมาสู่ตลากเมื่อไหร่ ปริมาณเท่าไหร่ แหล่งผลิตกระจายกันอยู่อย่างไร ผลไม้บางชนิด สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ บางชนิดปลูกได้เฉพาะบางพื้นที่ การจัดการพื้นที่ให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ต่อการผลิตโดยอาศัยธรรมชาติให้มากที่สุด จะลดต้นทุนการผลิตได้ ความจริงเรื่องแบบนี้ไม่ยากเกินกว่าที่จะจัดการได้ เพียงแต่ข้อมูลต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเก็บทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่เดียวกัน เนื่องจากระบบการจัดเก็บที่แตกต่างกันขาดความเชื่อถือซึ่งกันและกัน ทำให้ใช้งบประมาณซ้ำซ้อน เสียเวลาสิ้นเปลืองงบประมาณเกินเหตุ ข้อมูลบางอย่างก็เก่าไม่ทันกาล  บางอย่างก็ใช้ไม่ได้ ต้องจัดการสร้างฐานข้อมูลทางการเกษตรที่ชัดเจน

    2.ข้อมูลความต้องการผลไม้ ใครคือตลาดที่สำคัญ ถ้าจะส่งโรงแรมระดับ5 ดาวในเมืองใหญ่ๆ ต้องศึกษาระบบจัดซื้อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และต้องทำให้ได้ตามข้อกำหนด ถ้าส่งตลาด ก็ต้องรู้กลไกของตลาด ถ้าส่งโรงพยาบาลอันนี้ค่อยยังชั่วหน่อย หรือแม้แต่เรือนจำ ถ้าได้ตัวเลขปริมาณความต้องการพืชผักและผลไม้ ในราคารับประกันที่ผู้ปลูกสามารถได้กำไร เกษตรกรก็พร้อมที่จะปลูกและผลิตตาม จำนวนปริมาณคำสั่งซื้อ ภายใต้การบริหารจัดการผลิตการควบคุมคุณการผลิต ได้ตามความต้องการได้โดยไม่ยากค่ะ  อันนี้ต้องทำการสำรวจอย่างเร่งด่วน เพื่อทำสัญญาวื้อขายให้ได้ ในแต่ละฤดูกาล และตลอดระยะเวลาที่ตกลงกัน

    3.ระบบ GIS เป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการบริหารจัดการได้ทั้งระบบไม่ว่า แหล่งพื้นที่การเพาะปลูก การตลาด เพื่อทำการค้นหาความต้องการ กับให้ มาพบกับแหล่งผลิต และบบจัดการขนส่งให้ทันต่อความต้องการ

    4.คุณภาพพืชผักผลไม้ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งรายละเอียดคงต้องคุณกันค่ะ นี่แค่เป็นภาพกว้างๆ ที่ยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงคร่าวเท่านั้น เองค่ะ งานนี้ ควรมีผู้มีความรู้ที่ปฏิบัติได้จริงมาสุมหัวกันแบบสหเฮดร่วมด้วยช่วยกันค่ะ งานจึงจะประสบความสำเร็จ ตามความตั้งใจ และควรทำไปเรียนรู้แลกเปลี่ยนกันตลอด พร้อมปรับแก้ให้งานเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    5.โปรดระลึกเสมอว่าการทำงาน ย่อมมีปัญหาที่ท้าทายให้คอยแก้ไขเสมอ ปัญหาคือการเรียนรู้ ก่อให้เกิดปัญญาและองค์ความรู้ใหม่ๆ เสมอค่ะ
    จบแบบดื้อเหมือนกันสำหรับวันนี้ค่ะ

  • #5 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 15:31
    สวัสดีค่ะ อ.แพนด้า

    อิอิอิ เบิร์ดก็สั้นค่ะ สูง150 นิดๆ แถมสายตาสั้น 500 อีก วิชสั้นของแท้เลย 5555555555

    น่าสนใจว่าทำไมเราไม่เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาของนักธุรกิจ … สนใจแต่เพียงเมื่อเกิดปัญหาก็ปรึกษาแต่ไม่เคยทำได้(แล้วจะปรึกไปยะอันหยัง?)

    อาจารย์ยกเรื่องของลำไย เบิร์ดนึกออกรางๆว่า ยุคท่านทักฯ ได้ใช้แผน marketing ลำไย ที่น่าสนใจยิ่งนัก ถึงขนาดขอความร่วมมือให้สองเสี่ย ทั้งเสี่ยเจียง และเสี่ยตัน ร่วมแผนสร้างการตลาดทั้งในและนอกประเทศเชียว

    “เสี่ยเจียง” แห่งสหมงคลฟิล์ม รับบทเป็นผู้อำนวยการสร้างงานโฆษณา “จา พนม เหินหาวกินลำไย” ที่จีน ด้วยเหตุผลที่ว่า คนจีนกำลังคลั่งไคล้ซูเปอร์สตาร์ลีลานักบู๊ของจา พนม แบบคิดว่าเป็นบรู๊ซ ลี กลับชาติมาเกิด หวังว่าความดังของจา พนมจะทำให้อุปสงค์ลำไยในจีนโชติช่วงชัชวาล และแผนการตลาดก็เริ่มได้ผล เมื่อจีนสั่งลำไยเพิ่มขึ้น

    ขณะที่อีกฟากหนึ่งในตลาดเมืองไทย เสี่ยตัน แห่งโออิชิ รับบทผู้ผลิตแปรรูปลำไย ใช้แบรนด์ตันช่วยขยายตลาดลำไย ในรูปของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม และลำไยอบแห้ง

    ลำไยเมื่อไปขายในจีนเปลี่ยนชื่อจาก Longon เป็น龍眼 (龙眼) ซึ่งแปลว่า ตามังกร ..แค่แบรนด์นี้ก็กินขาดแล้วค่ะ อิอิอิ

    จะเห็นว่ากลยุทธ์การตลาดของสองนักธุรกิจใหญ่ท่านใช้หลักการคือ
    1. Product Development ..พัฒนาผลิตภัณฑ์
    2. Branding Marketing … สร้างตราสัญลักษณ์และการตลาดทุกรูปแบบ
    3. Distribution Transportation Packaging … การกระจายสินค้า การขนส่ง การหีบห่อ

    ราชการทำอันหยัง? ^ ^…จะดีไหมถ้าทุกการประชุม หรือบางมื้ออาหารของชาวเชียงใหม่ ลำพูน มีน้ำลำไย มีข้าวเหนียวเปียกลำไย มีทาร์ตลำไย ไอติมลำไย วุ้นสีสวยใส่ในลำไย แกงเผ็ดใส่ลำไย ฯลฯ คิดถึงการนำลำไยออกมาอยู่นอกกระป๋องน่ะค่ะ การถนอมอาหารโดยการอบแห้งหรือใส่กระป๋องเป็นทางหนึ่งแต่น่าจะมีทางอื่นได้ด้วย ไม่ควรมุ่งเส้นเดียว

    อาจารย์พูดถึงวิสัยทัศน์  .. อ.ณรงค์ศักดิ์เล่าให้ฟังว่าสิงคโปร์ประกาศวิสัยทัศน์ “ผลไม้ที่ดีที่สุดคือสิงคโปร์” …. ประเทศเล็กๆ แทบไม่มีพื้นที่เพาะปลูก แต่กล้าประกาศวิสัยทัศน์แบบนี้ในเวทีโลก เพราะเค้าใช้เทคโนโลยี่ค่ะ … แล้วไทย?

    อาจารย์เชื่อมั้ยคะว่าง่วนเชียงติดต่อเชียงใหม่อยากได้ถั่วเหลืองอินทรีย์ 20 ตัน เราหาให้เค้าไม่ได้ !!!!

    การจับคู่การผลิตแบบนี้แหละค่ะที่เราขาดเหลือเกิน ผู้ประกอบการย่อมอยากได้อินทรีย์เพราะเป็นการเรียกราคา เพิ่มมูลค่าของ สอดคล้อง CSR ( Corporate Social Responsibility หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ ..หมายถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรมและการกำกับที่ดีควบคู่ไปกับการใส่ใจและดูเเลรักษาสังคมและสิ่งเเวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน) …แต่มันไม่ลงตัว จับผิดฝากันตลอด แล้วไทยมีผู้ประกอบการแบบนี้มากมาย เช่นเด็กสมบูรณ์ ศรีราชา โรซ่า ภูเขาทอง แม่ประนอม พันท้ายนรสิงห์ ฯลฯ ยังมีสายการบินนานาชาติอีกล่ะคะ สนุกออก ^ ^

  • #6 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 16:09

    เบิร์ดเอ้ย….เมื่อต้นเดือน มีงาน Field Day ที่ดงหลวง
    เป็นกลุ่มชาวบ้านเล็กๆที่เป็นเป้าหมายของงานเรา สาระเป็นการเอาผลงานของเกษตรกรผู้นำหลายคนที่ประสบผลสำเร็จมาเผยแพร่ มีชาวบ้านเป็นวิทยากรเอง เรื่องข้าว มัน เกษตรผสมผสาน การทำปุ๋ยชีวภาพสูตรต่างๆมากมาย

    มีเกษตรกรผู้นำคนหนึ่งมาถามพี่ว่า
    ชาวบ้าน: อาจารย์ ช่วยเรื่องตลาดลำไยหน่อย (บังเอิญเกษตรกรรายนี้เป็นเขยภาคเหนือ อิอิ ก็ลำพูนของน้องอึ่งนี่แหละ..)
    บางทราย: ลำไยเก็บได้แล้วหรือ
    ชาวบ้าน: ยังเก็บไม่ได้หรอก อีก 2-3 เดือน แต่ปีนี้ดกมาก กลังว่าราคาจะถูก ไม่ได้ราคา  ช่วยหน่อยซิ….
    ชาวบ้านอีกคน: เนี่ย… ส.ป.ก.มาส่งเสริมให้ปลูกลำไย ต้องมารับซื้อด้วย……??????!!!!!!!!?????!!!!!
    บางทราย: จ๊ากกกกสสสสสส……  ไปไม่เป็นเล้ยยยยยยย

    ประเด็นเรื่องตลาด เราเองก็ใบ้กิน….เล็กๆน้อยๆพอได้ แต่เป็นสวนๆ….สงสัยต้องไปปรึกษาเสี่ยตัน…โครงการต้องจ้างเสี่ยตันมาเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาด

    เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พี่กลับมาย้อนทบทวนโครงการพัฒนาต่างๆที่ผ่านมา เราส่งเสริมจริงๆ ปลูกโน่น ปลูกนี่ ปลูกนั่น ล้มเหลวบ้าง สำเร็จบ้าง มาช่วงหลังนี่เป็นอินทรีย์ เราก้อินทรีย์ ซึ่งก็ทำมานานแล้ว  แต่ทำแบบเล็กๆ พึ่งตนเองเสียมากกว่าเป็น โวลุ่ม ใหญ่ๆ จึงไม่มีปัญหา

    พี่คิดว่าหากโครงการต่อเฟสที่สองต้องเอาเรื่องตลาดเข้ามาเป็นองค์ประกอบของงานด้วย  และอีกหลายๆเรื่อง
    หากไม่ติดการประชุมที่ผ่านมาพี่อยากมาฟังที่งานของเบิร์ดมาที่เชียงใหม่ด้วย 
    อยากได้ “วิ..สั้น” กว้างๆหน่อย  อิอิ

  • #7 มิสเตอร์สะตอฯ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 16:16

    บางทีการส่งเสริมให้ปลูกอะไรต่ออะไร เราไม่ควรที่จะลืมที่จะแนะนำคนไทยร่วมกันส่งเสริมปลูกเซลล์สมอง เซลล์ประสาท เซลล์น้ำใจ กันด้วยก็ดีนะครับ (เซลล์พวกนี้จะไม่ทำให้ตกงาน ไม่ทำให้อด เพราะจะทำให้สร้างงานเองได้และอยู่กับธรรมชาติได้ครับ ผมเชื่ออย่างนั้นครับ)

    คุณเบิร์ดครับ ว่าแต่ต้องรออีกสิบกว่าปีหรือครับถึงจะเป็นแบบนั้นได้…

    ชะแว้บ

  • #8 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 18:56
    กราบหลวงพี่ค่ะ

    เบิร์ดก็สงสัยเหมือนกันค่ะว่าทำไมไทยถึงมีหนี้สินรุงรัง น่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนวุ่นวายกว่าที่เห็นอีกเยอะ โดยเฉพาะการจัดการหรือเรียกหรูว่าบริหารประเทศ…และเมื่อเกิดอะไรขึ้น การชี้ไปที่คนอื่นง่ายกว่าเยอะนี่คะ อิอิอิ

    อ.ณรงค์ศักดิ์พูดน่าคิดว่าหลังวิกฤตคราวนี้ กำลังการซื้อจะเพิ่มเป็นทวีคูณกว่า 10 ปีที่ผ่านมา .. ดังนั้นระยะนี้คือการปรับตัว โอกาสที่จะวางแผนและเดินอย่างมั่นคงค่ะหลวงพี่

    การที่ลิ้นจี่ไปถึงสงขลา แสดงถึงการกระจายสินค้าได้อย่างดีเชียวค่ะ ส่วนมากเวลามีปัญหาเรามักคิดถึงกลไกระดับใหญ่ แต่มองข้ามระดับบุคคลนะคะ

    น่าสนใจเรื่องการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพราะที่ผ่านมาเราติดกับดักเรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ แต่ละเลยการจัดการตั้งแต่การเก็บเกี่ยว การขาย ..ลิ้นจี่ไปถึงสงขลาแต่ยังคงคุณภาพอยู่ได้ จึงมีระยะเวลาเก็บเกี่ยว การเก็บรักษา การแพ็คกิ้ง การขนส่งเข้ามาเกี่ยวข้อง …เหล่านี้เราละเลยเหลือเกินค่ะ

    การผลักดันแผนปฏิบัติการได้ข้อสรุปว่าเลือกถมที่ดอนค่ะหลวงพี่ พวกบัวใต้น้ำคงต้องปล่อยไปก่อน เพราะวาระนี้เราไม่มีเวลาและกำลังพอที่จะอุ้มค่อมกระเตงกันไปหกล้มหกลุกค่ะ  ธรรมชาติของคนแต่ละภาคไม่เหมือนกัน เกษตรกรภาคเหนือมีลักษณะทำตามผู้ที่ประสบผลสำเร็จ แต่จะไม่ค่อยยอมเปลี่ยนแปลงความเชื่อตัวเอง ดังนั้นถ้าจะผลักดันจึงต้องเลือกที่ดอน เลือกคนที่พร้อมเดินจะดีกว่า แต่ไม่ละเลยกระแสเพื่อให้ซึมลงไปในจิตสำนึก

    พระพุทธองค์ทรงห้ามการค้าขายที่ทำลายมนุษย์ว่าเป็นบาปใช่มั้ยคะหลวงพี่ … การขายผัก ผลไม้ น้ำ อาหารที่มีส่วนทำให้คนเจ็บป่วยหรือเกิดอันตรายก็เหมือนทำบาปซ้ำๆเช่นกัน และยิ่งนำไปให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณดื่มกินทั้งที่รู้จะบาปหนักเท่าใด…ศาสนาจึงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์เสมอค่ะ

    กราบสามครั้งค่า

  • #9 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 19:12
    กราบพ่อค่ะ

    แม่นแล้วเจ๊า ใครไม่ทำเราจะทำ อิอิอิ

    จากการทำ SWOT พบว่าเราขาดการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปริมาณการผลิต ความต้องการของเกษตรกร / ผู้ประกอบการ หรือการสร้างโจทย์วิจัย/แก้ไขปัญหา

    ปัญหาที่สำคัญคือเกษตรกรอายุเยอะๆทั้งนั้น จะสร้างคนใหม่ๆได้อย่างไร…นี่แหละค่ะพ่อที่หนักใจกัน

    ที่โออิตะ แหล่งกำเนิด OTOP …ผู้ว่าฯเค้ามีคำพูดเด็ดว่า “อย่าพูดเรื่องปัญหา  พูดเรื่องโอกาส ไม่งั้นจะเดินหน้าไม่ได้“…ใครที่เข้าไปหาท่านแล้วพูดปัญหาท่านไล่ออกห้องเลย แต่ถ้าพูดถึงโอกาสท่านจะพูดคุยด้วยค่ะ

    มีเรื่องเล่าว่ามะนาวป่าของโออิตะ มีปัญหาเพราะดกมาก ขายไม่ไ่ด้ราคา(เค้าไม่เอามาทิ้งถนนเหมือนไทย) …เจ้าของที่นั่นถือมะนาวเดินเข้าไปหาท่านผู้ว่าฯ พูดคำแรกว่ามะนาวป่าเรากำลังมีปัญหา….ท่านไล่ออกนอกห้องเลยค่ะ บอกว่าถ้าเห็นโอกาสแล้วค่อยมาคุย

    ต่อมาคนนั้นเค้าก็เริ่มใหม่ ถือมะนาวป่าเดินเข้าไป เรียนท่านผู้ว่าฯ ว่ามะนาวเราดก ผมเห็นโอกาสที่จะทำน้ำมะนาวกระป๋องขาย! ท่านสนับสนุนและหลังจากนั้นใครไปโออิตะ จะเห็นน้ำมะนาวป่ากระป๋องที่แพ็คเก็จสวยมาก น่าดื่มและเป็นสินค้าที่ขายดีด้วยสิคะ

    อยู่ที่มุมมองเนาะคะพ่อ การจัดการน้ำ หรือพืชต่างๆของอีสานก็เหมือนกัน ที่ผ่านมาเราเห็นแต่ปัญหาหรือเปล่าคะ…อิอิอิ

  • #10 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 19:36
    พี่หลินขา
    ขอบคุณมากๆค่ะ พี่หลินชี้แนวทางชัดขึ้นเยอะ ขอนำไปคุยในวงเชียงรายนะคะ เพราะเบิร์ดไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับการเกษตรเลยค่ะ เป็นความเห็นที่เบิร์ดชอบจริงๆ อิอิอิ ตอนนี้กำลังดูเวลากันอยู่ว่าจะนัดคุยแต่ละวงกันอย่างไร จะวางแนวทางถอดบทเรียนผู้ทำเกษตรอินทรีย์อย่างไร (เป็น paper หนึ่งของโครงการนี้ค่ะ) และการจัดการเก็บเกี่ยว การขนส่งต่าง ๆ เป็นอย่างไรดังนั้น Post Harvest จึงสำคัญมากๆ

    ยังมีสิ่งที่ต้องคุยกันอีกหลายเรื่องเลยเนาะคะ และต้องรีวิวข้อมูลที่เกี่ยวข้องอีกมากมายสำหรับโครงการ GIS ที่ผ่านการพิจารณาแล้ว จะมีเวลานั่งคุยกับทีมเฮฯ เมื่อไหร่น้อ ส่วนเรื่องหนักและมีปัญหารายทางนั้นไม่เป็นไรค่ะ มีเฮฯ อยู่ข้างหลังไม่มีอะไรที่กลัว อิอิอิ และถ้าทำให้งานลุล่วงแล้วสังคมได้ประโยชน์ เบิร์ดพร้อมที่จะเรียนรู้และค่อย ๆ คลี่ปมไม่ให้กีดขวางการทำงานของทุก ๆ ท่านอย่างเต็มที่เลย กราบขอบคุณสำหรับคำเตือนอย่างห่วงใยนะคะ อย่างนี้สู้ตาย อิอิอิ

  • #11 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 20:25

    มันก็แปลกนะครับ  มีหลายๆอย่างที่ดี  แต่ทำไมผลออกมาไม่ดี ? 
    มันเกิดอะไรขึ้น ?  เราวนเวียนอยู่กับอะไร ?  เราจะฝ่าด่านไปได้อย่างไร ?
    ใคร?  อะไร ?  อย่างไร ?  ที่ไหน?   ทำไม?……..

    เราต่อจิ๊กซอได้อันสองอันแล้วก็ดีใจกัน ?  ไม่รู้ต่อผิดหรือถูก ?
    ต่างคนต่างเล่น ?  คิดว่าของตัวเองถูก  ของคนอื่นผิด ?  อาจถูกทั้งคู่  ผิดทั้งคู่  หรือคนนึงถูก  คนนึงผิด  แล้วจะรู้ได้ยังไง ?
    เรายังไม่รู้เลยว่าภาพสุดท้ายเป็นอย่างไร ? 
    ใครจะต่อส่วนที่เหลือ ?  ที่ทำอยู่น่ะ  ผิดหรือถูก ?
    แถมยังไม่รู้อะไร ?  เพิ่งมาเล่นก็รื้อของเก่าทิ้งแล้วก็ต่อแบบเดิม 
    แถมโชคร้าย  ไอ้ที่ถูกต้องดีแล้วรื้อไปต่อใหม่ไม่ถูก  ดันต่อใหม่ผิด   ?ต่อได้มากกว่าเดิม ? 
    ไอ้ที่เค้าต่อไว้ผิด  ดันรื้อออกแล้วก็ต่อผิดแบบเดิม  แถมต่อผิดมากกว่าเดิมอีก  แล้วยังคิดว่าถูก ?…..

    แก่แล้วก็บ่นมากยังงี้แหละ  ว่าแต่ว่าพูดมากก็ไม่ได้อะไร ?
    ทำ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ สำคัญกว่า
    ง่ายๆ  อะไรดีต่อส่วนรวม เป็นกุศล  ทำเลยไม่ต้องคิดมาก  ทำแล้วเอามาพูด  เอามาถกกัน
    อย่า……..  เว่าแต่บ่เฮ็ด……  อิอิอิอิ

  • #12 handyman ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 มิถุนายน 2009 เวลา 20:48
    • ก็คนมันไม่รักจริง ผลก็เป็นอย่างที่เห็นครับ
    • ถ้าความรักเต็มหัวใจ ทั้งรักงาน รักสรรพสิ่ง และรักเพื่อนมนุษย์  ความคิดและการกระทำที่เกื้อกูล หนุนช่วยกันคงเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า
    • แต่ด้วย “ความเห็นแก่ตัว” ทุกอย่างจึงปรากฏให้เห็นอย่างที่เป็นอยู่ครับ
  • #13 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มิถุนายน 2009 เวลา 6:43

    ตื่นมาจามตั้งแต่เช้า อิอิ สงสัยว่ามีใครคิดถึงหรือเปล่า
    ฮัดเช้ย ฮัดเช้ย ฮัดเช้ย…อ่านมันมากมาถึงตอนสุดท้าย อ๊ะ มีพาดพิง

    ขอบคุณน้องเบิร์ดมาก ๆได้แนวความคิดเยอะแยะไปหมด จะไปสรุปให้เป็นชุดความรู้เอาไปโม้ในที่ประชุมครับ

  • #14 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มิถุนายน 2009 เวลา 8:19
    พี่บู๊ทที่รัก

    นำการประเมินสถานการณ์และการวิเคราะห์ศักยภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ของภาคเหนือตอนบนมาฝากค่ะ

    จุดแข็ง
    1. มีความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์
    2. มีองค์ความรู้และประสบการณ์ในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน พร้อมปรับเปลี่ยนสู่เกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะปราชญ์ชาวบ้าน มีองค์ความรู้ด้านการทำเกษตรประณีตที่เหมาะสมกับพื้นที่
    3. มีการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร
    4. ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งระดับประเทศและระดับสากล (มาตรฐานอันนี้มีหลายตัวมากเลยค่ะพี่บู๊ท เบิร์ดมึนตึ้บเลย)
    5. มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ก่อเกิดภูมิปัญญา เรื่องราว วัฒนธรรมประเพณีที่สืบทอดมานาน ทำให้ Product มีเรื่องราว

    จุดอ่อน
    1. การผลิตมีขนาดเล็กและเป็นการผลิตเชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรไม่มีความมั่นคงในการผลิตและประสบปัญหาหนี้สิน
    2. เกษตรกรและผู้บริโภคขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ … ส่วนมากเข้าใจว่าไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีก็คืออินทรีย์แล้ว แต่แท้จริงไม่ใช่ มีองค์ประกอบเรื่องประวัติการใช้ที่ดิน น้ำ องค์ประกอบทางเคมี จุลินทรีย์อีกมากมาย แถมการดูแลอีกตั้งเยอะที่เป็นตัวชี้วัด…มีเรื่องตลกจากการสอบถามผู้บริโภคว่าถ้ามีสินค้าแบบเดียวกัน อันหนึ่งติดป้ายว่าปลอดภัย (ใช้สารเคมี แต่อยู่ในระดับที่ปลอดภัย สัญลักษณ์ตัว Q) อีกอันติดป้ายว่าอินทรีย์ เลือกซื้อชิ้นไหน ได้คำตอบว่าเลือกซื้อป้ายปลอดภัยเพราะคิดว่า”ปลอดภัย” อ่ะค่ะ…นี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำเช่นเดียวกัน
    3. ขาดการศึกษาวิจัยและจัดทำฐานข้อมูลด้านเกษตรอินทรีย์ ที่เป็นระบบและครบวงจร
    4. ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์มีจำกัด อันนี้ต่อเนื่องมาจากข้อ 2
    5. ขาดการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่เป็นอินทรีย์ และโครงสร้างพื้นฐาน เช่นเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย แหล่งน้ำ
    6. ขาดการบูรณาการในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างการผลิต การตลาด และการรับรองมาตรฐาน รวมทั้งความเชื่อมโยงการดำเนินงานของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน

    โอกาส
    1. กระแสการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีผลดีต่อสุขภาพ
    2. นโยบายภาครัฐให้การสนับสนุนเกษตรอินทรีย์
    3. แนวโน้มความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดต่างประเทศมีมากขึ้น

    ข้อจำกัด
    1. การสนับสนุนจากภาครัฐไม่ต่อเนื่อง และไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกรเป้าหมาย
    2. องค์กรตรวจรับรองมาตรฐานในพื้นที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล อันนี้ส่งผลต่อการทำตลาดส่งออกและผู้บริโภคในระดับพื้นที่ขาดความเชื่อมั่น
    3. การขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในระดับพื้นที่ยังขาดความเข้มแข็ง ทำตามนโยบายแบบชี้เอา และทำตามเป้าคือมีอย่างน้อย 1 แห่งก็ 1 แห่งที่เหลือช่างมัน

    เราอาจต้องแยกค่ะพี่บู๊ท แยกเป็นผลิตเพื่อกิน และผลิตเพื่อขาย กินเองในครัวเรือนอาจไม่ต้องการใบรับรองต่าง ๆ แต่ถ้าผลิตเพื่อขาย ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคถ้าเลือกได้จะเลือกที่มีการรับรอง ดังนั้นไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็เดินเข้าไปสู่จุดนั้นอยู่ดี แต่จะไวกว่าถ้าเริ่มต้นด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งกินในครัวเรือนและขายด้วยใจที่ต้องการให้ทุกคนได้สิ่งที่ดี เพราะไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากมายจากการกินเองกับทำขาย

    เวลาที่เริ่มเรียนรู้อะไร จึงควรยืนอยู่บนฐานที่สร้างความเคยชินให้ถูกต้องตั้งแต่แรก จะสบายเมื่อมีมาตรฐานเข้ามาเกี่ยวข้องเนาะคะ

    เบิร์ดมองว่าพวกเราและเกษตรกรทุกคนคือช่าง ช่างทุกช่างจะมีเครื่องมือของตัวเอง อย่างช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างปูน ช่างทอ ช่างเย็บ ช่างฟ้อน ช่างอักษร  ช่างเขียน ฯลฯ ยกเว้นช่างเถอะ ^ ^

    การจะเป็นช่างในด้านใดได้ ต้องมีความชำนาญและรู้จักเครื่องมือของตนดี …ช่างที่ดีจะไม่มีการใช้เครื่องมือของตนอย่างลวก ๆ ไม่มีการใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เช่นไม่มีเวลา แล้วกระทำการอย่างขอไปที เพราะนั่นคือผลงานของตัวเองทั้งสิ้น  … การจะเป็นช่างที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีใจรัก มีความประณีต ความใส่ใจ ความทุ่มเท ซึ่งคนที่คิดว่าตนเองเป็นเจ้าคนนายคนคงทำจุดนี้ให้ดีไม่ได้…

    เราเสียหายมาเยอะเหลือเกินค่ะกับการใช้เครื่องมือผิดทาง ความชำนาญผิดประเภท …หลายประสบการณ์ในอดีตของตัวเอง ทำให้เบิร์ดยึดรับสั่งของในหลวงเป็นแนวทางในการทำงาน ท่านรับสั่งว่า “ถ้าตัวเรารอบคอบ  คิดอย่างรอบคอบ ทำอย่างรอบคอบ ไม่ต้องกลัวว่าจะสำเร็จหรือไม่” …

    งานกับพี่น้องไทโซ่เป็นงานที่ท้าทายมากๆ และเบิร์ดประทับใจเสมอเมื่อเห็นความทุ่มเทของพี่บู๊ทและทีมงาน วันไปลำพูนเบิร์ดจะเอาเอกสารประกอบการประชุมให้นะคะ เผื่อจะเป็นแนวทางให้พี่บู๊ทต่อได้

  • #15 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มิถุนายน 2009 เวลา 11:08
    คุณเม้งที่ระลึกถึง

    หึหึหึ จั่วหัวไว้เป็นแนวโน้มเฉย ๆ ค่ะ มิได้หมายความว่าเป็นวิสัยทัศน์จริง ๆ (จนถึงตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าวิสัยทัศน์ของ 5 จังหวัดร่วมกันนี้คืออันหยัง 5555)

    แต่การลงมือทำนั้นเริ่มมีการขยับแล้วค่ะ ขยับกันไปเรื่อยๆ ทีละนิดทีละหน่อย ช่วยกันขย่ม ก็น่าจะกระเพื่อมไม่หยุดเอง

    คุณเม้งพูดน่าสนใจ เราปลูกแต่สิ่งที่จับต้องได้ แต่ทำอย่างไรที่จะได้มากกว่าสิ่งที่ปลูก อย่างมะรุม เดี๋ยวนี้มีคนปลูกเยอะ (เบิร์ดไม่มีภาพให้ดู) ไร่มะรุมแห่งหนึ่ง เค้าปลูกต้นมะรุมเป็นรั้วค่ะ ตัดเสมอกัน เรียบสวยเชียว

    สิ่งที่เค้าได้จากการปลูกมะรุม
    1. ใบอบแห้งอัดแคปซูล (ใบที่ถูกตัดให้สวยเรียบ มันก็ยังมีใบที่ได้ขนาดสามารถเลือกมาอบแห้งตามมาตรฐานสมุนไพรไทยได้ล่ะน่า)  ขายเป็นยาสมุนไพร กิ่งก้านที่ตัดทิ้งนำไปหมัก และเป็นเชื้อเพลิง
    2. ภูมิทัศน์สวย
    3. สอนคนที่มาดูงานและคนงาน ให้รู้จักการจัดการ ไม่มีส่วนใดเหลือทิ้ง รู้จักการดูแลแบ่งปัน การเกื้อกูลกันผ่านสิ่งที่จับต้องเลี้ยงดูกันอย่างจริงจัง
    ฯลฯ

    ถ้าเรามองออกว่าการปลูกสิ่งใด สอนอะไรเราบ้าง เซลล์ต่าง ๆ ที่คุณเม้งถามถึงน่าจะเติบโตขึ้นทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้ใครจับใส่กะโหลกเลย..ราชการอย่าครอบ และบอกว่าต้องอย่างนั้น อย่างนี้ก็พอ อิอิอิ

    เบิร์ดเลือกที่จะมองว่าเกษตรอินทรีย์ไม่ยาก เป็นการกลับไปทำการเกษตรแบบดั้งเดิมเหมือนปู่ย่าตายายเคยทำมา ไม่ใส่อะไรที่เร่งมัน อะไรที่เป็นหนอนก็จับทิ้ง ตัดออก ไม่ขวนขวายหาสิ่งที่มาล้างผลาญฆ่ากันให้ตาย ไม่ตั้งเข็มที่ผลผลิตต่อไร่ แต่พอกินไว้ก่อน ลองไปถามผู้เฒ่าดูเถอะค่ะว่าสมัยนู้นเค้าทำกันยังไง … ไม่ได้ต่างจากสิ่งที่ราชการบอกว่าจะทำเกษตรอินทรีย์”ต้อง……ยาวเหยียด” แบบในสมัยนี้เลย

    เล่าเรื่องการจับมือของภาคเอกชน ภาครัฐ และองค์กรการศึกษาให้ฟังดีกว่า

    น้ำผึ้งอินทรีย์ทางการแพทย์” เป็นโครงการร่วมระหว่างหอการค้าเชียงใหม่  ม.แม่ฟ้าหลวง  บริษัท สยามเมียลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และสนช.(ชื่อเต็มว่าอะไรก็ไม่รู้) ค่ะ เป็นน้ำผึ้งจากดอกสาบเสือ ที่เป็นดอกสาบเสือเพราะเป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่เยอะ แต่มีสรรพคุณทางยาสูงมาก

    ในส่วนของลักษณะความเป็น “นวัตกรรม” เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิตระดับประเทศสำหรับการผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์ทางการแพทย์จากดอกสาบเสือ โดยมีระบบการควบคุมและป้องกันการปนเปื้อนตลอดขั้นตอนการผลิต สามารถวิเคราะห์คุณประโยชน์ทางการแพทย์ด้านการต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ได้ และสอดคล้องกับหลักการมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล

    ความเป็นไปได้ ด้านกระบวนการผลิต : พื้นที่ในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงเป็นแหล่งที่มีพืชตระกูลดอกสาบเสือจำนวนมาก และสามารถหาแหล่งอาหารผึ้งที่เหมาะสมที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งชุมชนได้ง่าย

    ด้านผลิตภัณฑ์ : น้ำผึ้งอินทรีย์ทางการแพทย์ที่ได้จากโครงการนี้จะกำหนดราคาให้เทียบเท่ากับน้ำผึ้งอินทรีย์จากดอก Manuka จากประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วโลกว่าเป็นน้ำผึ้งอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูงในการรักษาโรคต่าง ๆ โดยราคาขายปลีกในประเทศกลุ่มยุโรปอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 800-1,300 บาท

    ด้านธุรกิจ : บริษัทมีฐานลูกค้าในต่างประเทศได้แก่ สิงคโปร์ ไต้หวัน และมาเลเชีย นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการเป็นผลิตผลเกษตรอินทรีย์ที่สามารถส่งขายผ่านธุรกิจเอกชนไปตลาดได้ทั่วโลกเพราะมีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากลรองรับ

    ประโยชน์และผลกระทบที่จะได้รับ
    ด้านเศรษฐกิจ : สามารถส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งอินทรีย์ทางการแพทย์ที่มีการรับรองด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ในนามของประเทศไทยสู่ตลาดโลกได้ ก่อให้เกิดการพัฒนาต่อยอดในวงกว้างในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสปา และอุตสาหกรรมทางการแพทย์ สร้างภาพลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ของประเทศไทย ภายใต้แผนการประชาสัมพันธ์ Think Organic Think Thailand

    ด้านสังคม : สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งอินทรีย์ และช่วยเสริมให้เกษตรกรหันมาสนใจระบบเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดการพัฒนาการผลิต เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมชนบทอย่างยั่งยืน

    ถ้าเราจับมือร่วมกันจริง แตะไม้ส่งมือกันเป็นทอด ๆ ไม่ดูดาย ไม่คิดแต่ว่าไม่ใช่งานเรา เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ฯลฯ ทำไมไทยจะก้าวไปสู่ Green Food Good Health & Wealthy ในเร็ววันไม่ได้คะ?

  • #16 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มิถุนายน 2009 เวลา 11:46
    พี่ตึ๋งที่รัก

    เป็นครั้งแรกนะคะเนี่ยที่พี่ตึ๋งยอมรับว่าตัวเองแก่ 555555555555555

    เพราะรื้อแล้วแก้ แก้แล้วรื้อ รื้อ ๆ แก้ ๆ มันถึงพรุนไปหมด เอกสารการทำงานไม่ต่อเนื่อง ข้อมูลขาดวิ่นไม่ปะติดปะต่อ เริ่มอะไรก็ต้องศึกษาใหม่ทุกครั้งไป

    ดังนั้นทำๆๆๆๆ เหมือนที่พี่ตึ๋งกล่าว ก้มหน้าก้มตาทำอย่าบ่น เพราะถ้านั่งบ่นจะใช้พลังงานมากขึ้น เหนื่อยเยอะขึ้น แต่ได้สิ่งที่ควรทำน้อยลง ระวังอย่างเดียวอย่าเป็นคนโง่(ที่ไม่รู้ตัวว่าโง่) แล้วขยันก็พอ อิอิอิ

    กลไกของหอการค้า ความสัมพันธ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหล่านี้ช่วยสานเครือข่ายได้เยอะแยะนะคะพี่ตึ๋ง ส่งทางไหน.. ไปรษณีย์ไทยเป็นไร ไปได้ทุกจังหวัดทั่วไทย เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาขนาดส่งข้าวของเครื่องใช้ขนาดใหญ่ได้แล้ว แถมยังสั่งหมูทอดดำรงค์จากชม.ไปกินได้ด้วย ติดต่อขอเป็นกรณีพิเศษช่วยชาติ ส่งกล้วยตากเมืองพิษ ไปขายในงานถือศีลกินผักของภูเก็ตดีแมะ แถมเมนูจากกล้วยตากไปสำแดงในงานด้วย สนุกจะตาย ปฏิทินการท่องเที่ยวไทยของ ท.ท.ท.ทำออกมาทุกปี ลองใช้ให้เป็นประโยชน์หน่อยเป็นไร อิอิอิ

    เดี๋ยวนี้ไม่ควรทำแค่ Make it better  (ทำให้ดียิ่งๆขึ้น) แต่ควรเป็น Make it difference (ทำให้แตกต่าง) นะคะพี่ตึ๋ง  เพราะทำให้ดียิ่งขึ้น ยังเป็นการทำบนฐานเดิม แต่ถ้าทำให้แตกต่าง เราคือผู้สร้างมาตรฐานใหม่ 

    ลองทำ mapping ดูว่าผลผลิตที่ไหนเด่น อำเภอไหนปลูกอะไรเยอะ จะได้จัดการอย่างถูกฝาถูกตัวไม่ต้องทำน้ำพริกกันไปทุกอำเภอแล้วจะไปขายใคร?

    ยกตัวอย่างใบของพริกยักษ์(พริกหวาน) ถ้าจำไม่ผิดสามารถช่วยเรื่องโรคอัลไซเมอร์ได้ ชม.ปลูกเต็มดอย แทนที่จะตัดพริกยักษ์ขายอย่างเดียวแต่ริดใบทิ้ง นำใบมาสกัดดีมั้ย ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของที่แห่งนั้นก็จะไม่ใช่พริกป่น หรือการนำไปทำน้ำพริกแต่เป็นสารสกัดจากใบพริกยักษ์เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ …เนี่ยการสนับสนุนเรื่องอะไรลองคิดในเชิงคุณภาพขององค์ประกอบดู อย่ายอมเป็นแค่ผู้ผลิตขั้นต้นเท่านั้นเนาะคะ ท่านชีวกโกมารกัตแพทย์ประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าท่านก็เคยพูดประโยคลือลั่นว่า “ไม่มีชิ้นส่วนของพืชชนิดใดที่ไม่เป็นยา” …หาเจอหรือเปล่าแค่นั้นเอง อิอิอิ

  • #17 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มิถุนายน 2009 เวลา 12:04
    อ.แฮนดี้ที่น่ารัก

    แม่นเลยค่ะ ส่วนใหญ่ไม่ได้รักจริง…แต่คิดหรือเชื่อว่ารัก ขี้ฮกทั้งเพ อิอิอิ

    เบิร์ดไปนั่งอ้าปากค้างกับความรู้ใหม่ๆในวงสนทนา และรู้ตัวเองว่ารู้ไม่ถึงเสี้ยวที่เค้าคุยกัน ที่ผ่านมาเราจะเน้นดิน เพราะหัวใจของการทำการเกษตรจะดูที่ดิน จึงมีการส่งดินของเกษตรกรไปตรวจที่สถานีพัฒนาดินของจังหวัดเืพื่อนำมาวางแผนการเพาะปลูกและปรับความเชื่อตามๆกันของเกษตรกร ให้เป็นแต่ละที่มีวิธีดูแลเฉพาะตน

    การแก้ปัญหาความเห็นแก่ตัว ถ้าดูจากการเพาะปลูกหรือการทำงานน่าจะช่วยได้ค่ะ เบิร์ดลองถามพี่ต้นเสียงธรรมหัวหน้าเกษตรกลุ่มดอยรายปลายฟ้าว่าคุณสมบัติของคนที่จะทำเกษตรอินทรีย์ได้ควรเป็นอย่างไร พี่เค้าตอบว่ามีศีลธรรม !!!

    แต่ถ้าเมื่อใดที่เราแยกเรื่องเหล่านี้ออกมาโดด ๆ จะมีความรู้สึกว่ามีเรื่องที่ต้องทำเยอะเหลือเกิน สู้ไม่แยกแต่ค่อย ๆ ซึมซับ ค่อย ๆ ชี้ชวนให้ดูไปทีละอย่าง ให้เนียนไปในวิถีชีวิตเค้าน่าจะดีกว่าเนาะคะ

    แหม..น่ายุให้สวนป่าลองทำเป็นรีสอร์ทอินทรีย์ดูจัง กิน เที่ยว ศึกษาธรรมชาติ และทำกับข้าวเอง อิอิอิ

  • #18 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มิถุนายน 2009 เวลา 12:18
    พี่ฑูรที่คิดถึง

    ที่ยกเกษตรขึ้นมาเพราะฐานเสียงของบางสีอยู่ที่พี่น้องเกษตรกรนี่คะ และฐานเสียงของบางสีเก๊าะเป็นผู้ประกอบการ คนในเมือง

    ถ้ามีสิ่งเชื่อมโยง ไม่ต้องรู้สึกว่าใครทิ้งใคร ใครดูถูกใคร การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปเข้าข้างใครก็น่าจะน้อยลง…

    ยกตัวอย่างลิ้นจี่ที่ชร.ราคาตก เพราะปีนี้โรงงานไม่ัรับซื้อ จัดตลาดให้คนซื้อ คนขายมาพบกัน ตัดพ่อค้าคนกลาง กระจายไปทุกที่ ทำไมมันจะไม่หมด? ไม่ต้องประกันราคา ไม่ต้องรับจำนำให้วุ่นวาย  ช่วงที่ผ่านมาชร.มีลิ้นจี่ดกมากค่ะ จังหวัดเลยจัดงานวันลิ้นจี่ 3 วันและทวียนต์ บิ๊กซีเปิดพื้นที่ให้ชาวสวนนำลิ้นจี่มาขาย 1 เดือนเต็ม ก็เห็นมีความสุขกันดีนี่คะ เบิร์ดงับไปตั้ง 80 กก.อิอิอิ… เพราะการรับจำนำกว่าจะได้เงินนานมาก แต่แบบนี้เค้าได้เงินสด ในราคาที่สูงกว่ารับจำนำ (ขอให้รับจำนำกก.ละ 10 บาท แต่มาขายเองแบบนี้ได้กก.ละ 20 คนซื้อชอบใจเพราะถูก อิอิอิ)…การจัดการระดับพื้นที่ผ่านระบบความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลสำคัญกว่าเยอะค่ะ

    ลิ้นจี่จากสวนโลละ 7 -10 บาท(ไปตัดเอง) จัดรายการชิมผลไม้ในสวนดีมั้ย ขายตั๋วทัวร์แล้วให้เก็บเอง ชั่งน้ำหนักขายกันหน้าสวนไปเลย …คิดทางขวางกันมั่งก็น่าจะดีนะคะ รวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ก็น่าจะมีสิ่งใหม่ ๆ เยอะกว่าการเอาไปทิ้งบนถนน (แต่เห็นสหกรณ์บางแห่งเป็นผู้นำไปทำเอง ไม่รู้คิดอะไร)…ถ้าจะเอาไปทิ้ง นำไปแจกเด็กกำพร้า เด็กตามมูลนิธิต่างๆ เรือนจำหรือโรงเรียนจะดีกว่าไหม

    ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบคงเกิดได้ยากถ้าคนยังปากท้องหิว การพึ่งพิง พึ่งพาย่อมมีเสมอ ระบบอุปถัมภ์หรือเป่าให้เชื่อก็จะเติบโตไม่หยุดยั้ง… แม้เค้ารู้ว่าการรับเงินซื้อเสียงไม่ถูกต้อง แต่สำหรับเค้า 500 บาทหมายถึงกินอิ่ม ลูกมีเงินไปโรงเรียน มีเงินใช้หนี้ … เค้าก็รับ แล้วอันไหนคือประชาธิปไตย อันไหนคือการเมืองใหม่ ? …อิอิอิ

  • #19 พี่นิด ให้ความคิดเห็นเมื่อ 8 มิถุนายน 2009 เวลา 20:20

    ส่งเสริมพืชเกษตรอินทรีย์ บนฐานของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนะคะ น้องหมอจ๋า  เนาะๆๆ

  • #20 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 9 มิถุนายน 2009 เวลา 20:38
    ค่ะพี่นิด

    เพียงแต่ต้องเริ่มต้นกันอย่างหนักหน่วงเลย เพราะที่ผ่านมาแม้จะประกาศเป็นวาระแห่งชาติ แต่การใช้งบประมาณสำหรับการพัฒนาด้านนี้ของแต่ละจังหวัดกลับมีน้อยมากเลยค่ะ บางจังหวัดไม่ถึง 2 เปอร์เซนต์ก็มี

    ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความหมายของเกษตรอินทรีย์ การปรับเปลี่ยนจากเกษตรปลอดสารเข้าสู่วิถีของอินทรีย์ ยังต้องการความเข้าใจอีกเยอะ เราติดที่เปลือกฮือฮาเรื่องน้ำหมัก น้ำสกัดชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ แต่นั่นเป็นเพียงแฟชั่นเท่านั้นค่ะ หัวใจของเกษตรอินทรีย์คือการปรับปรุงบำรุงดิน  ความสมบูรณ์ของดินเป็นสิ่งสำคัญที่ขึ้นกับการดูแล ความใส่ใจ แต่มีเกษตรกรกี่รายที่เคยตรวจดินของตัวเองก่อนจะลงมือเพาะปลูก?

    ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ใช่ตัวช่วยบำรุงดิน การอัดเม็ดปุ๋ยก็เหมือนกันเป็นเพียงการทำให้เกิดความสะดวกสบายเท่านั้นเองค่ะ  ลองคิดดูนะคะพี่นิด ถ้าปุ๋ยอินทรีย์มีแร่ธาตุที่ไม่ช่วยดินในที่แห่งนั้น ไม่เหมาะกับพืช ..เกษตรกรที่กระหน่ำใช้ปุ๋ยอินทรีย์แล้วไม่ได้ผลเท่าที่ต้องการ คิดว่าเค้าจะมีทัศนคติอย่างไรต่อเกษตรอินทรีย์?

    การพัฒนาเทคโนโลยี่เพื่อปรับปรุงดินยังมีอยู่น้อยมากเลยค่ะพี่นิด  เส้นทางนี้ยังอีกไกล แต่เราจะเดินด้วยกันเนาะคะ ^ ^


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่
You must be logged in to post a comment.

Main: 0.762201070786 sec
Sidebar: 0.142848968506 sec