เรียนรู้ได้อย่างไร?
อ่าน: 1706ระยะนี้มีเรื่องชวนคิด ชวนแคะไค้หลายเรื่อง แต่ที่ติดใจมากที่สุดคือการเรียนรู้ของบรรดานก และหมาในบ้าน
เริ่มที่นกก่อนแล้วกันค่ะ ที่บ้านจะมีจานรองกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ 6 จานใส่น้ำเต็มทุกวันวางเรียงบนรั้ว มานานหลายปี ตอนแรก ๆ มีแต่นกหัวจุกลงเล่นน้ำตีปีก ตีหางอยู่ฝูงเดียว ส่วนนกกางเขน นกกะปูด นกเขา นกเอี้ยง และอีกหลายตัวที่ไม่รู้จักชื่อมากินน้ำเฉยๆ … ที่รู้ว่าเจ้าจุกของแม่ลงเล่นน้ำก็เพราะท่านจะส่งเสียง แก๊ก ๆ ลั่นบ้านพร้อมตีปีกปั่บ ๆ จนน้ำกระเซ็นเปียกไปหมด กระโดดจากจานนั้นไปจานนี้ด้วยความรื่นเริงเป็นล้นพ้น ยิ่งวันไหนร้อนจัด ต้องเติมน้ำถึงสามครั้งไม่งั้นตัวอื่นไม่ได้กิน ก็เล่นมีตั้งเกือบ 20 ตัว แถมยังโดดน้ำเดี่ยว โดดน้ำคู่ และโดดเป็นกลุ่ม วันละกว่า 3 เวลาก่อนและหลังอาหาร
ต่อมาปีหลัง ๆ เจ้าเอี้ยง 3 ตัวก็ลงเล่นกับเค้ามั่ง ตีปีก ตีหาง โดดไปโดดมาแบบเดียวกันเปี๊ยบเลย ตอนนี้นกเขาเริ่มลงไปยืนในจานมั่งแล้ว ส่วนตัวอื่น ๆ เห็นทำตามเหมือนกัน
น่าสนใจว่านกที่อยู่เป็นกลุ่มจะเกิดการเรียนรู้และทำตามเร็วกว่านกที่อยู่ตัวเดียว
นอกจากการเล่นน้ำก็มาถึงการทำรัง ที่บ้านมีต้นไม้ใหญ่ไม่มาก เพราะปลูกได้แค่ด้านหน้าด้านเดียว ส่วนด้านสนามเพิ่งลงได้หนึ่งปีเท่านั้นเอง ด้อม ๆ มอง ๆ เห็นรังเจ้าจุก 5 รังล้วนทำที่เตี้ย ๆ ทั้งนั้น เช่นในกระถางเอื้องผึ้งของแม่ ซุกอยู่ในต้นพลูด่างข้างเสา ซุกอยู่ด้านล่างซุ้มในพุ่มพุทธชาติ ซุกในต้นซองออฟอินเดีย และซุกในใบต้นชมนาด แต่ที่น่าสนใจคือเอาถุงก๊อบแก๊บมาเป็นฐานรองรังก่อนจะสานหญ้าแห้งข้างใน แล้วบุด้วยขนเจ้าสี่ขา 2 ตัวในบ้าน เป็นการประยุกต์เทคโนโลยี่การสานรังได้อย่างน่าทึ่ง ไม่รู้ว่าคิดได้ยังไงสิน่า
ส่วนเจ้าสี่ขา 2 ตัว น่าสนใจตั้งแต่การเรียนรู้ที่มาเรียกให้ไปใส่บาตร …ทุกวันอังคารประมาณ 6 โมงเช้าจะมีพระบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน 10 องค์ ที่บ้านก็รอใส่บาตรกันเป็นปกติ มีอยู่วันหนึ่งออกไปรอช้า พระท่านเดินมาถึงแล้ว ยังอยู่ในบ้านกันหมด เจ้าจุด(ผัดไท) เห่าสั้น ๆ ลั่นอยู่หน้าบ้าน แม่ชะโงกหน้าดูถึงเห็นว่าท่านกำลังจะเดินผ่านแล้วเลยนิมนต์ทัน อันนี้ยังไม่เท่าไร ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือช่วงปาป๊าเข้ารพ. แม่ไปนอนเฝ้า …อยู่บ้านคนเดียว สั่งเจ้าจุดไว้ “ไปเฝ้าพระ” …แล้วเตรียมอาหารที่จะนำไปรพ. ถึงเวลาเจ้าจุดก็เห่าสั้น ๆ เหมือนเดิม พร้อมวิ่งจี๋เข้ามาในครัว เห่าไม่หยุดจนคว้าขันใส่บาตรเดินออกไปถึงทราบว่า เจ้าจุดนิมนต์พระได้ด้วย!
ส่วนซีซาร์เป็นหมาตัวผู้ที่เรียบร้อย เสงี่ยมหงิมมาก (แต่ตัวโต) ตัวนี้แก่แล้ว เลยมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ และชอบกินน้ำเยอะ …กลางคืนทั้งสองตัวจะนอนในบ้าน ซีซาร์จึงมีวิธีจัดการตัวเองคือ ก่อนถึงเวลา จะไปฉี่ให้เรียบร้อยก่อนถึงเข้าบ้าน ถ้าปวดตอนดึก ๆ ผัดไทจะเป็นตัวเขี่ยประตูเรียกให้เพราะซีซาร์ใช้ขาหน้าไม่เป็น! การพึ่งพาอาศัยของเจ้า 2 ตัวนี่ก็น่าทึ่ง ในยามดึกดื่นเจ้าผัดไทแม้จะลุกเขี่ยให้ แต่ด้วยความที่งัวเงียสุดขีดจึงเขี่ยไปขู่ไป เหมือนจะบอกว่าง่วงนะยะ ทำไมไม่จัดการให้เรียบร้อยฮึ ^ ^…หลังจากนั้นถ้าไม่ปวดสุดกลั้น เพียงแค่กะปริบกะปรอยซีซาร์จะใช้วิธีเลีย ประมาณว่ากินก็ได้ ไม่ง้อ 55555555555555 มีอยู่วันหนึ่งผัดไทถูกขังอยู่นอกบ้าน เพราะฟ้าโปร่ง ดาวสวยคุณเธอเลยไม่ยอมเข้าบ้าน ซีซาร์จึงย้ายมานอนติดประตูที่จะเปิดเข้าบ้านด้านในแทน ดึก ๆ สงสัยว่าเสียงอะไรดังตึงเบา ๆ เปิดออกไปดูพบว่าซีซาร์จะไปฉี่ แต่เขี่ยไม่เป็นเลยใช้ตัวกระแทกประตู!
การเรียนรู้จากการรับรู้ที่เห็นอยู่ทุกวัน และความอาทรกันและกัน(แม้จะง่วงหรือขัดใจในบางครั้งก็เหอะ)…เป็นผลจากการเรียนโฮมสคูลนะเนี่ย…ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน อิอิอิ
มาดูการคิดของสองตัวนี่บ้าง แม่ปลูกว่านมหาลาภกอใหญ่กอหนึ่ง ซีซาร์จะกินขี้วัวที่แม่ใส่ในหลุม ก็ใช้วิธีขุดรอบ ๆ กอ ค่อย ๆ ขุดกินวันละนิด (ขุดด้วยการเอาปากงับดินทิ้ง ก็ตัวนี้ใช้ขาหน้าไม่เป็น อิอิอิ) ขุดจนเป็นวงกลมรอบกอ แต่ไม่แตะต้องต้นมหาลาภเลยแม้แต่น้อย รู้ได้ยังไงว่าต้องเลี่ยงไม่ให้โดน ! (ว่านมหาลาภเป็นหัวเล็ก ๆ ใบคลุมดิน)
ผัดไท จะเป็นตัวคอยส่งเมื่อถึงเวลาไปทำงาน เจ้านี่ตรงเวลามาก หกโมงกว่ายังโอ้เอ้อยู่จะมาเดินป้วนเปี้ยนให้เห็น ยิ่งถ้าเจ็ดโมงยังไม่ไป …นั่งมองหน้าเลยล่ะ แต่ถ้าบอกว่าวันนี้ลา คุณเธอก็จะเดินกลับไปนอน!
การเตือนเรื่องไปทำงานทำเฉพาะวันทำงานด้วยนะ วันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ไม่เห็นทำ!…แนะรู้ได้ยังไง?
ถ้าอยากรู้เรื่องการเรียนรู้ ลองมองดูสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวดูสิคะ มีอะไรสนุก ๆ เยอะกว่าการท่องความหมายของการเรียนรู้ตั้งเยอะ อิอิอิ
ว่าแต่เล่ามายืดยาว แกะได้มั้ยคะว่าเจ้าตัวเล็ก ๆ เหล่านี้เรียนรู้ได้อย่างไร? มีปัจจัยอะไรบ้างที่เอื้อต่อการเรียนรู้?
13 ความคิดเห็น
ถ้าไม่มองข้าม ชีวิตประจำวันก็มีเรื่องให้เรียนรู้ได้มากมายนะครับ
สังเกตไปสังเกตมา นกยังเขียนบันทึกได้เลย อิอิ
ทุกวันนี้เราพยายามสรรสร้างกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้ ตั้งแต่การสร้างประสบการณ์ การร่วมมือร่วมคิดร่วมทำ ฯลฯ สารพัดตำรา สารพัดการประเมิน…. แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะเราลืมคีย์เวิร์ดแรกที่สำคัญ
เมื่อใดที่เริ่มสังเกตเมื่อนั้นจะเห็นสิ่งต่าง ๆ แปลกไปจากเดิม เวลาจะเดินช้าลง หน่วงการตัดสิน…และจะสังเกตเห็นสิ่งใดใจต้องนิ่ง ถ้าใจแว้บ ๆ โดดไปโน่นมานี่…คงได้แค่มองแต่ไม่เห็นล่ะค่ะ
ยังมีอีกค่ะ อิอิอิ
เรียนรู้ได้อย่างไร ? น่าสนใจมากครับ
แต่อยากฝากเรื่องการเรียนรู้ด้าน Soft side ที่พวกเราไม่ค่อยสนใจ มัวแต่ไฝ่หาด้าน Hard side (ซึ่งไม่น่าห่วงเพราะเก่งกันอยู่แล้ว?)
ถ้าพูดในแง่พหุปัญญา ก็อยากให้สนใจ….
…7. ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
8. ปัญญาด้านธรรมชาติวิทยา (naturalist Intelligence)
อิอิ….
ธรรมชาติสอนคนเสมอเนาะคะพี่ตึ๋ง …”ชีวิต สอนชีวิต” เมื่อใดที่เรา”เห็น”สิ่งที่เคยคิดว่าด้อยกว่าตัวเอง ได้ใคร่ครวญ พิจารณาเมื่อนั้นตัวตนด้านในเราจักเติบโต อ่อนน้อมและโน้มต่ำแตะกับสรรพสิ่ง
เมื่อวันโน้นยังได้คีย์เวิร์ดอีกอันเลยค่ะ “ถ้าอยากเห็นผีเสื้อ..จงอย่าฆ่าหนอน“…เพราะเห็นหนอนกินใบไม้ซะแหว่งไปหมด แต่ก็ได้คิดว่าถ้าเราฆ่าเค้า เราจะได้เห็นผีเสื้องามหรือ? การกัดกินอย่างมากก็แค่อิ่ม แต่เราได้เห็นอีกหนึ่งความงามของการเกื้อกูลในธรรมชาติคือความแหว่งเว้าของใบและความอิ่มท้องของสัตว์ที่กักตุนไว้เพื่อรอการเปลี่ยนแปลง…
ทุกวันนี้ที่เราไม่เห็นผีเสื้อแม้แต่ในใจเราเอง เพราะเรารีบร้อน ตัดสิน พิพากษาและลงทัณฑ์ทุกอย่างด้วยสิ่งที่คิดว่า “มี” ในตัวเองหรือเปล่าหนอ? อิอิอิ
มาเยี่ยมพี่หมอครับ
มาบอกว่าคิดถึงอย่างแรงนิ
อิอิอิอิ
ทำไมถึงจะรู้ว่า เรียนรู้ได้อย่างไร อะไรเป็นลางบอกเหตุ
ลองช่วยๆกันคิดได้นะคะว่าพฤติกรรมต่างๆนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร …ฟามหมายของการเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและคงพฤติกรรมนั้นไว้ได้อย่างน้อยระยะเวลาหนึ่งก่อนเกิดการเรียนรู้ใหม่
เอามาฝากเพื่อช่วยแกะ …
กระบวนการของการเรียนรูู้้มีขั้นตอนดังนี้ค่ะ
1.มีสิ่งเร้ามากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย (Organism)
2.อินทรีย์เกิดการรับสัมผัส ..ประสาทสัมผัสทั้งห้า ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย (Sensation)
3.ประสาทสัมผัสส่งกระแสสัมผัสไปยังระบบประสาทเกิดการรับรู้ (Perception)
4.สมองแปลผลออกมาว่าสิ่งที่สัมผัสคืออะไรเรียกว่าความคิดรวบยอด ( Conception ) ส่วนใหญ่ที่เราสอนๆๆๆๆกันนั้นมักหยุดอยู่แค่นี้ค่ะ บางเรื่องราวหยุดอยู่แค่ข้อ 3 ด้วยซ้ำ
5.พฤติกรรมที่เกิดจากการได้รับความคิดรวบยอดก็จะเกิดการเรียนรู้ ( Learning ) คือการแสดงพฤติกรรมใหม่ออกมาที่แตกต่างจากเดิม เช่น ซีซาร์ไปฉี่ก่อนเข้านอนในบ้านทุกครั้ง
6.เมื่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ก็จะเกิดการตอบสนอง ( Response ) พฤติกรรมนั้นๆ เช่น แม่ชมว่าซีซาร์ดีไม่ขุดต้นไม้ของแม่ กอด ตบหัวเบาๆ ฯลฯ
การเกิดพฤติกรรมใด ๆ นอกจากความคิดรวบยอดแล้วยังมีแรงขับเป็นสาเหตุหลักร่วมด้วยค่ะ
แรงขับเก๊าะมี 2 ระดับ
1. ระดับปฐมภูมิ ได้แก่ความต้องการพื้นฐานของร่างกาย เช่น ความหิว ความกระหาย ความง่วง เหมือนนกกินน้ำ นกสร้างรัง
2. ระดับทุติยภูมิ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความต้องการทางจิตใจและสังคม ได้แก่ความห่วงใย ความวิตกกังวล ความต้องการความรัก ความปลอดภัย ความสนุกสนาน ความตื่นเต้น …เช่น นกเล่นน้ำ นกสร้างรังแบบใช้ถุงก๊อบแก๊บรองเป็นฐาน ผัดไทเตือนให้ใส่บาตร
ส่วนลางบอกเหตุว่าเกิดการเรียนรู้ตามที่พ่อตั้งประเด็นนั้น ….คงดูจากพฤติกรรมที่แสดงออกค่ะ ตั้งแต่สีหน้า แววตา คำพูด ความตั้งใจ คำถาม เรื่อยไปจนถึงการกระทำ…และจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องมีการลงมือทำค่ะพ่อ
คำถาม…ผู้ที่จะสร้างการเรียนรู้ให้ผู้อื่นไ้ด้นั้นควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
^ ^ อิอิอิ
ลองทำอย่างน้องเบริ์ดค่ะ เอากล้วยปิ้ง ไปเรียงไว้บนกำแพงรั้ว ห่างกันประมาณ 1ฟุต
เย้ๆๆๆ มีนกมากินด้วยละ.. แต่เค้าไม่ให้มองอ่ะ ป้าหวานก็เลยต้องไปไกลๆ ……
แอบดูไม่ได้ไม่มีที่แอบ…แค่เห็นแวบเดียว….แล้วต้องไปอยู่ไกลๆ….
มีความสุขจัง ขอบคุณค่ะ
ยินดีกับความสุขเล็กๆที่ทำให้หัวใจเราใหญ่ขึ้นนะคะ..เมื่อเป็นผู้ให้ย่อมสุขใจเสมอเนาะคะ ^ ^
น่านแหละค่ะหัวใจของการเรียนรู้ล่ะ ผู้ที่สร้างมณฑลแห่งการเรียนรู้ควรมีลักษณะใฝ่รู้ ที่กอปรไปด้วยการสังเกต การให้ ความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
แม้ครั้งแรก ๆ สิ่งที่ให้ ผู้รับอาจรับได้เพียงการสัมผัส คือรู้ว่ามีสิ่งเร้ามากระทบตา หู จมูก ลิ้น กายเท่านั้น แต่ถ้าสม่ำเสมอ คงเป็นกิจวัตร อย่างการใส่บาตรที่เจ้า 2 ตัวในบ้านเห็นมาตลอด 10 ปีในชีวิตเค้า มันเก๊าะกลายเป็นการรับรู้และความคิดรวบยอดในหัวจนได้นั่นแหละค่ะ เมื่อถึงวันหนึ่งที่กิจวัตรนั้นไม่เป็นดังที่เคยเป็น เค้าก็เรียนรู้ว่าควรทำอะไรสักอย่างด้วยแรงขับในใจคือความห่วงใย หรือความกังวล สงสัย ทำให้เกิดพฤติกรรมอย่างที่เล่ามา
เหมือนนกที่มากินกล้วยปิ้งที่ป้าหวานวาง เราคุยกับนกไม่รู้เรื่อง แต่ภาษาไม่ได้มีแต่ภาษาพูดเท่านั้น ยังมีภาษากาย หน้าตา หัวหู ท่าทาง หรือแม้แต่ความคิดซึ่งเบิร์ดเรียกว่าคลื่นความคิด ที่แผ่ออกจากตัวคน สัตว์ หรือพืช (พืชไม่มีสมอง แต่เบิร์ดเชื่อว่าเค้ามีการปรับตัว อย่างการเอนเข้าหาแสงแม้ไม่มีตา การเอนของต้นมะพร้าวชายทะเลตามแนวลม แม้จะเดินออกจากจุดนั้นไม่ได้ เหล่านี้คือภาษาที่เค้าสื่อให้เรารู้ทั้งสิ้น) ก็เป็นภาษาเช่นเดียวกัน
นกมากินเพราะรับรู้ว่านั่นคืออาหารที่มีคนนำมาวางไว้ให้ และถ้าทำอย่างสม่ำเสมอ เค้าก็จะเรียนรู้ว่าที่นี่มีอาหารและปลอดภัย ก็จะมากินตลอด (พฤติกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งใหม่และทำต่อเนื่อง ก็คือเกิดการเรียนรู้) รวมทั้งเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น (เกิดการส่งต่อการเรียนรู้)
ในขณะเดียวกันตัวเราเองก็ได้เรียนรู้ว่าวางแล้วเค้ากินอ่ะ! ความสุขที่ได้จึงเป็นแรงผลักให้เราคงพฤติกรรมนั้นต่อไป คือวางไว้สม่ำเสมอ คอยดูแลเรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม …นี่ก็คือการเรียนรู้ที่ผู้ให้ได้รับเช่นเดียวกัน
จะเห็นว่าการเรียนรู้ไม่ใช่ได้แต่เพียงผู้รับเท่านั้นนะคะ การเรียนรู้ที่แท้จึงเป็นการให้และเติมเต็มกันและกันตลอดเวลาหมุนเป็นเกลียวไม่จบสิ้น ก่อเกิดพฤติกรรมใหม่ ๆ ที่ต่อเนื่องอย่างน่าดูน่าชม
ความผิดพลาดของหลักสูตรการเรียนต่าง ๆ ความหลงทิศทางของการจัดการความรู้ในหลาย ๆ องค์กรที่เห็น ๆ เพราะเราเน้นที่การจัดการไงคะ แต่ไม่ได้มองว่าหัวใจของการถ่ายโอนนั้นคืออะไร จริง ๆ มันไม่ใช่ศัพท์หรู วิชาการจ๋า เลยนะคะป้าหวาน แต่เป็น “ความเข้าใจ”
เบิร์ดเคยพิศวงมาตลอดว่าทำไมคนทำงานสาธารณสุข หรือครูอาจารย์ที่เป็นงานของการให้อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่กลับไม่มีความสุขในการทำงาน… จนก่อเกิดความทุกข์ให้กับตนเอง ครอบครัว สิ่งรอบข้าง เพื่อนร่วมงานและผู้รับการ”ให้”ของเขา … เราเรียนรู้จากการทำงานและรับรู้ความรู้สึกของคนรอบข้างมากน้อยเพียงใด.. ฤาเป็นเพียงการรับสัมผัสเท่านั้นเอง?
ใช่ค่ะ น้องเบริ์ด อยู่ที่ความเข้าใจ
วัฏจักรนี้ ละเอียดอ่อน บางครั้ง อาจถูกตัดตอน ด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆนานา
อาจเป็น สมดุลย์ ของธรรมชาติ หรือเปล่าคะ
เพราะเราอยากได้ในด้านดี ด้านบวก แต่ ..มันมี 2 ด้านเสมอ….
เราพยายามเอาชนะด้านไม่ดี ด้านลบ นี่คือโลกมนุษย์
การพยายามมากๆ ใช้ทุกๆอย่างมากไปด้วย
จนลืมปรับสมดุลย์ไหมคะ
ขอบคุณน้องเบริ์ดมากค่ะ
Open Mind…Open Heart…..Open Will จะเห็นได้ต้องช้านะคะ หน่วงเวลา หน่วงการตัดสิน ค่อยๆก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของใจ แต่ส่วนใหญ่เราผลีผลาม แค่คิดว่าเปิดใจก็ปรู๊ดไปเปิดการร่วมมือร่วมคิดแ้ล้ว ทั้งๆที่เปิดตัวแรกยังไม่ได้เลย
หากเราไม่นำพาชีวิตและจิตวิญญานไปพบกับความสงบ เงียบ เรียบง่ายบ้าง ก็จะพบแต่ความวุ่นวาย เร่งรีบ ลืมแม้กระทั่งลมหายใจ ว่าเรามีลมหายใจเพื่ออะไรนะคะ..
ช้า ๆ..ชัด ๆ..หัดช้า ๆ อิอิอิ