การจัดการบน”ความไม่รู้”
อ่าน: 1918การจัดการบน”ความไม่รู้” …คงมีหลายท่านแย้งว่าถ้าไม่รู้จะจัดการได้อย่างไร…จริงๆแล้ว กว่าค่อนของปัญหาที่เจอเกิดจากการจัดการบนความไม่รู้ทั้งนั้น มาดูกันนะคะว่าูมีอะไรบ้าง
1. ไม่รู้กาล…คือไม่รู้กาลเทศะ กาลเทศะคือความเหมาะสมกับกาลเวลาและสถานที่ รู้ว่าควรทำสิ่งใด ไม่ควรทำสิ่งใด ควรพูดหรือไม่ควรพูดคำใด อย่างใด เวลาใด ที่ไหน …สรุปง่ายๆคือ ความสามารถในการปฏิบัติตนกับบุคคลอื่น โดยไม่เกิดความขุ่นข้องหมองใจ ไม่ก่อให้เกิดศัตรูหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน
2. ไม่รู้ตน…คือไม่รู้จักตัวเอง ไม่มีการสำรวจตัวเองอย่างจริงใจถึงจุดบกพร่อง หรือการกระทำต่างๆทั้งทางกาย วาจา ใจ เกิดอะไรขึ้นโทษคนอื่นตลอด หรือมองไม่เห็นว่าอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งๆที่ตัวเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเช่นเดียวกัน… ถ้าเข้าใจเรื่องเชิงระบบเช่นระบบนิเวศน์จะรู้ว่าในองค์กรไม่มี”คนอื่น” มีแต่ “เรา” เท่านั้นนะคะ
3. ไม่รู้คน…คือไม่รู้จัก ไม่เข้าใจคน อ่านคนไม่ออก…การจัดการทุกเรื่องราวควรเข้าใจอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกทั้งที่บอกออกมาและไม่บอกออกมาของคนรอบข้างนะคะ… ซึ่งไม่ควรเป็นการ”คิดเอาเอง”ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้หรือคิดว่า”รู้” แล้ว …แต่ควรเป็นความเข้าใจอย่างแท้จริง ดูง่ายๆว่าถ้ายังมีปัญหาหรือความขัดแย้งระหว่างบุคคลเช่นในครอบครัว ที่ทำงาน หรือกลุ่มเพื่อนอยู่…ควรพิจารณาว่าน่าจะมีความผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นในการตีความของการรับรู้ซึ่งอาจจะเป็นการตีความของตัวเราเองก็ได้ (ประเภทเข้าใจตามที่ตัวเองคิด ซึ่งไม่ได้ตระหนักเลยว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงทำไมถึงยังมีความขัดแย้งอยู่?!?)
4. ไม่รู้งาน…ไม่รู้ในข้อนี้มีทั้งไม่รู้จริงๆ หรือคิดและเชื่อว่ารู้ แต่..อาจจะยังไม่พอ…
การ”จัดการ”บนความไม่รู้ทั้ง 4 อย่างก่อเกิดปัญหาตามมามากมายและแก้ไขได้ยาก-ง่ายต่างกัน…ไม่แปลกเลยใช่มั้ยคะว่าทำไมบางเรื่องราวที่คิดว่า”จัดการ”ได้ดีแล้ว แต่ไม่ดีอย่างที่คิดนั้น…เพราะอะไร?
……………………………………….
แนวทางแก้ไขคือการวางใจให้ถูกและทบทวนตัวเองค่ะ
วางใจให้ถูก…เห็นว่าความขัดแย้งหรือปัญหาต่างๆเป็นสิ่งปกติ เกิดขึ้นได้และยอมรับกันได้ ตราบเท่าที่เรายังเป็นมนุษย์ที่หล่อหลอมมาต่างกันย่อมกระทบกระทั่งและขัดแย้งกันได้เป็นธรรมดา แต่สำคัญคือควรมี”สติ“ที่จะป้องกันมิให้ความขัดแย้งนั้นลุกลามกลายเป็นความรุนแรง
ทบทวนตัวเอง…ความขัดแย้งหรือปัญหาต่างๆมักทำให้เกิดการ”ล่วงเกิน” กระทบกระทั่ง พลาดพลั้งทำให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ เป็นบาดแผลแห่งความเจ็บปวดของกันและกัน…จึงควรทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง หากพบว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดผิดในท่ามกลางสิ่งที่ดีและถูกต้องทั้งหลายที่ได้กระทำลงไป ควรตระหนักรู้และแปลงความสำนึกผิดเป็น “คำขอโทษ” จะช่วยเยียวยาบาดแผลของกันและกันได้ค่ะ
การขอโทษมีได้หลายอย่าง ทั้งขอโทษด้วยใจคือการแผ่เมตตา แผ่ความรัก ความปรารถนาดี…ขอโทษด้วยวาจา ด้วยการส่งผ่านคำที่จริงและเปี่ยมด้วยความรู้สึกรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผ่านมา และขอโทษด้วยการกระทำที่บ่งบอกถึงการสำนึกผิดด้วยการกระทำใหม่ๆในปัจจุบันที่ดีกว่าเก่า
การแสดงความขอโทษอย่างจริงใจ แม้จะไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นฉับพลันทันที แต่มีผลทางจิตใจในระยะยาว นะคะ
เมื่อทราบถึงปัญหาและทางแก้แล้ว มาดูทักษะที่จำเป็นกันบ้าง…ทักษะที่จำเป็นคือ”ทักษะการเรียนรู้เป็นทีม” ค่ะ เป็นทักษะที่คนไทยขาดมากที่สุดและแตกต่างจากทักษะการเรียนรู้ส่วนบุคคลนะคะ การฝึกดอกอะไร( Dialogue) หรือการจำลองสถานการณ์ให้ทดลองทำก็เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกทักษะนี้ค่ะ
การเรียนรู้เป็นทีมต้องการ “การฟังอย่างลึกซึ้ง-ฟังในสิ่งที่เขาไม่ได้พูด” และ “ภาษา” สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่ภาษาเขียนและภาษาพูดตามความต้องการทั่วๆไปเป็นภาษาที่มีมิติเดียว เป็นเส้นตรงและหยุดนิ่ง ทำให้คนจำนวนไม่น้อยติดกับดักของวิธีคิดแบบแยกส่วน หรือคิดเชิงเดี่ยวเฉพาะสิ่งที่ตัวเองเห็นและคิดเท่านั้น
การฟัง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การใช้ทักษะคิดทบทวนไตร่ตรองหาเหตุผลร่วมกัน การตั้งคำถามซึ่งกันและกันจะช่วยนำไปสู่ “ภาษาเชิงระบบ” ที่สื่อสารความซับซ้อนและเคลื่อนไหวภายในกลุ่มได้ดีมากยิ่งขึ้นค่ะ
ถ้ารู้จักหยิบยกประเด็นขึ้นมาทบทวนและตั้งคำถาม-หาคำตอบร่วมกันก็จะยิ่งทำให้การเรียนรู้เป็นทีมเกิดผลดียิ่งขึ้น เกิดทักษะและความสามารถในการคิดเชิงระบบมากขึ้นในกลุ่ม ประเด็นที่ควรนำมาทบทวนเช่นประเด็นความขัดแย้งที่เป็นเรื่องของโครงสร้าง หรือพฤติกรรมที่ทำให้เป็นรูปธรรม โดยไม่พุ่งเป้าไปที่ใครผิด … การหมั่นยกประเด็น ตั้งคำถามยากๆแบบนี้จะทำให้องค์กรหรือทีมนั้นๆเติบโต ก้าวไปสู่การพัฒนาร่วมกันทีละก้าว…
“ไม่มีการเติบโตใด ที่ปราศจากความเจ็บปวด“
โสรีช์ โพธิ์แก้ว
*** ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต


19 ความคิดเห็น
คำว่า “การจัดการ” นั้น เป็นคำที่ย่อมาจาก “การจัดการภายใต้ข้อจำกัด” ครับ
บางครั้ง เรื่องที่ต้องการการจัดการ กลับแก้ไขด้วยภาวะผู้นำได้ดีกว่าแก้ไขไปทีละเปลาะ ปรับปรุงไปทีละขั้นตอน
หมอเบิร์ดคะ พี่ว่า การจัดการความไม่รู้ทั้ง 4 ประการนี้ เป็นความไม่รู้สำหรับการดำรงชีวิต ที่จะทำให้ชีวิตเดินไปอย่างปกติสุข
อ่านทีไรก็ได้ความรู้กลับไปทุกทีค่ะ
ตอนนี้กำลังจัดการชีวิตและการทำงาน บนฐานความไม่พร้อม
แถมบนฐานความไม่รู้อีก ไม่รู้ทางเข้า กทม อิอิ
บ้านนอกจริงๆๆๆๆๆ
สวัสดีครับ น้องหมอเบิร์ด คนเก่ง
เห็นด้วยครับ
ถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนเข้าใจอะไรยาก
แต่ก็อ่านข้อเขียนของหมอเบิร์ดแล้ว เข้าใจได้ง่าย
ผมจึงได้ความรู้จากการอ่านเพิ่มขึ้น
แต่ก็ไม่ค่อยได้แสดงความคิดเห็นบ่อยนัก
ก็ด้วยความเป็นคนที่คิดไม่เหมือนคนอื่น
จึงขออ่านอย่างเดียวนะครับ
ปรบมือให้กับข้อเขียนนี้ครับ….แปะๆๆๆๆๆๆ
ปัญญาที่ขาดสติควบคุม มันทำให้ลืมพื้นฐานของการจัดการภายใต้ข้อจำกัดในแต่ละสถานการ จึงเป็น การจัดการบน “ความไม่รู้” ความหวังดีเลย กลายเป็นผลร้ายโดยไม่รู้ตัว เป็นบทเรียนที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง ขอบคุณน้องเบิร์ด ที่เขียนบันทึกที่ดึๆ ให้เป็นกระจกเงาส่องดูตัวเองค่ะ
ใช่เลย…การจัดการย่อมาจากการจัดการภายใต้ข้อจำกัด ซึ่งบางทีอาจเป็นข้อจำกัดของตัวบุคคลซะด้วย
โดยส่วนตัวเบิร์ดให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำ มากกว่าวิธีการ…ที่เีรียกว่าการจัดการเยอะค่ะพี่รุมกอด เพราะวิธีการอาจปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทที่เหมาะสม แต่ภาวะผู้นำเป็นของเฉพาะตัวและจะเห็นชัดเมื่อเผชิญปัญหาว่ามีลักษณะใดทางจิตวิทยาจัดไว้ 3 ประเภทใหญ่ๆคือผู้นำแบบใฝ่สัมฤทธิ์ ผู้นำแบบใฝ่สัมพันธ์และผู้นำแบบใฝ่อำนาจซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเภท 3 ที่ปากบอกว่าไม่ใช่แต่พฤติกรรมนั้นใช่
ยกตัวอย่างการจัดการความรู้นะคะ เบิร์ดชอบการตีความของ อ.ไร้กรอบในเล่มที่ส่งให้พี่รุมกอดที่อาจารย์เรียกว่าการบริหารความรู้ ไม่ใช่”การจัดการ” และเหนือกว่าการจัดการความรู้คือองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เป็นการปลูกต้นไม้ ในขณะที่การจัดการความรู้(KM) คือผลไม้ เพราะกระบวนการเรียนรู้เกิดที่ใจ ไม่ใช่สมอง…คล้ายเฮฯตีความเนาะ ^ ^
การเปลี่ยนแปลงต่างๆก่อให้เกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภายใน คือวิธีคิด วิธีทำใจ ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีทำงานและวิธีพูด
คนที่ภายในใจไม่มีความเคารพคนอื่น ก็มักจะสร้างปัญหาในการทำงานเป็นทีม ซึ่งทฤษฎีตัวยูตามที่อ.ไร้กรอบหรือจิตวิวัฒน์ วงน้ำชาใช้ ก็นำมาช่วยอธิบายได้ค่ะ
ส่วนแรกของตัวยูคือส่วนที่เรียกว่า Open heart …เปิดใจ ตั้งสติ เปิดความคิด อย่าลำเอียง
ส่วนที่สองคือส่วนก้นของตัวยู Open mind…ตั้งสติ เปิดใจกว้างๆ จิตว่างๆ ไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง ไม่เกลียดกลัว ..ถ้ามีความคิดอกุศลเกิดขึ้น ก็ให้รู้แต่อย่านำมาใช้งาน
ส่วนที่สามส่วนปลายอีกด้านของตัวยู Open Will… ตั้งสติ เปิดความตั้งใจออกมา ลงมือทำให้สำเร็จ บอกกล่าวให้คนอื่นรับรู้ เข้าใจ และช่วยกันทำ อย่าอคติ อย่าลำเอียง อย่าท้อถอย ฯลฯ
จะเห็นว่ามี”สติ” กำกับทุกเส้นทางเลยนะคะ…และยืนอยู่บน”ความเคารพ”คนอื่นและตัวเอง..น่าสนใจตรงที่สอดคล้องกับสิ่งที่เฮฯเรียกว่า”ใจนำ” โดยไม่ได้นัดหมาย ฮี่ฮี่ฮี่ ที่มีปัญหาเพราะส่วนใหญ่ลัดขั้นตอนจากส่วนที่หนึ่ง วิ่งไปส่วนที่สาม หรือ”คิด”ว่ามีหนึ่งแล้ว มีสอง และวิ่งไปสามทั้งๆที่จริงๆหนึ่งก็ยังไม่มีด้วยซ้ำไป…
ซึ่งผู้ที่เป็นนักบริหารควรรู้จักจัดการตัวเองก่อน ไม่ใช่ผลีผลามไปจัดการคนอื่นโดยไม่ระวัง แถมกลบไม่เป็น มันจะยุ่งไปใหญ่และทำให้การกระทำนั้นๆไม่เกิดผลดี นักปราชญ์แห่งการเรียนรู้จึงเน้นไปที่ศึกษา”จิตใจ” ตัวเองก่อนที่จะไป”บริหาร”งาน คน หรือชีวิตไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือผู้อื่น…
คนเราเป็น”ผู้นำ” ทุกคนค่ะ อย่างน้อยก็นำชีวิตตัวเอง แต่จะนำแล้วเข้ารกเข้าพงหรือนำไปสู่ความสำเร็จก็อยู่ที่ภาวะผู้นำของตนนี่แหละ…จะดูว่าเป็นผู้นำแบบไหนก็คงต้องดูว่านำแล้วมีคนเดินตามหรือไม่ และคนที่เดินตามนั้นเค้าเดินด้วยความรู้สึกใด ถึงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วสมองหลอกตัวเองหรือเปล่า
ในกระบวนการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ ของ อ.ไร้กรอบ มีขั้นตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ”การสำนึกผิด” ( hansei) ค่ะพี่รุมกอด …ซึ่งอาจารย์ใช้กระบวนการ Reflection เข้าช่วยเพราะคนเรามักชอบสอดส่องดูคนอื่นว่าทำผิดไหม ทำถูกไหม แต่น้อยครั้งที่เราจะ”ดูตัวเอง” …ทหารอเมริกันเรียกบทสนทนาในกลุ่ม แบบเปิดใจหลังเสร็จภารกิจแบบนี้ว่าี AAR …
นึกถึงตอนเรียนสมัยยี่สิบกว่าปีที่แล้ว แต่ละเทอม อาจารย์จะให้จัดกลุ่ม และให้นศ.แต่ละคนผลัดกันนั่งตรงกลางกลุ่มหันหน้าเข้าหาเพื่อนที่นั่งล้อมเราไว้ ขยับหมุนเผชิญหน้าทีละคน ซึ่งเพื่อนจะสะท้อนสิ่งที่เห็นเกี่ยวกับตัวเราออกมา โดยบอกสิ่งดีก่อน และบอกสิ่งที่ต้องการให้เปลี่ยนแปลง เมื่อเพื่อนแต่ละคนสะท้อนจบแล้ว ผู้ที่อยู่ตรงกลางเปิดใจและขอบคุณในสิ่งที่ได้รับฟัง…หมดหนึ่งคน คนต่อไปก็เข้ามานั่งต่ออีก ทำจนครบน่ะค่ะ…เห็นตัวเองชัดชะมัดเลย และ”สำนึกผิด” กระจ่างเชียวล่ะค่ะ เพราะเวลาเราส่องกระจกด้วยตัวเองนั้นเราก็เห็นแต่ด้านที่หันเข้าหากระจกหรือมองเฉพาะส่วนที่เราอยากจะมอง แต่การ Reflection ด้วยกระบวนการกลุ่ม หรือ AAR ของทหารอเมริกันทำให้เราเห็นตัวเองด้านหลัง ด้านข้าง ด้านบนกลางกระหม่อม ฯลฯ มากขึ้นเยอะเชียวค่ะ เรียกกันว่า Growth Group
ท่านติช นัท ฮันห์ก็ใช้ในหมู่บ้านพลัม ไว้จะเล่าในเม้นต์ต่อๆไปนะคะว่าทำอย่างไร
พวกคอมมิวนิสต์ก็ใช้ครับ พิธีกรรม..วิธีการ..ดี แต่ตั้งโจทย์ผิดก็ไม่ได้ผลครับ อิอิ
คิดถึงๆๆๆๆๆ ^ ^ ดีใจที่ยังพอมีประโยชน์นะคะ …พี่หนิงต่อกิ่งก้านสาขาให้เสมอเลย
ในชีวิตเรามักเป็นลักษณะว่า We have too many walls and not enough bridges.แบบที่ท่านเซอร์ไอแซค นิวตันว่าไว้เปี๊ยบเลยค่ะ…การมองย้อนดูตัวเองจึงสำคัญฉะนี้
อ.ไร้กรอบเล่าไว้ในหนังสือว่าการทำ Hansei (ฮันเซอิ) ของคนญี่ปุ่น ใช้สำหรับคนที่ทำผิดโดยเน้นว่าอย่าเกลียดคนที่ทำผิด จงค้นหาต้นตอ สาเหตุ และทำอย่างไรจึงจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำอีก
ซึ่ง Hansei นี้คนญี่ปุ่นไม่ต้องเรียน เพราะโดนพ่อแม่ให้ทำมาตั้งแต่เล็ก เช่นให้หันหน้าเข้าหากำแพงสำนึกผิด และหาต้นตอ สาเหตุและหาทางไม่ให้ทำผิดซ้ำ ซึ่งคนไทยจะตรงข้ามนะคะ เราจะหาคนผิด ตำหนิ ประนาม ไม่สนใจสาเหตุ ด่าซ้ำ ไม่มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ฯลฯ ตัวอย่างนี้ในสภามีเยอะเชียวค่ะ 55555555
พี่ฮาก๊ากเลยจ้ะ 5555555555555
วันนี้น้องออตคง”รู้ทาง”แล้วเนาะจ๊ะ ^ ^
การทำงานบนความไม่พร้อมที่พ่อสอน พี่ตีความเอาเองว่าน่าจะเป็นความไม่พร้อมของวัสดุอุปกรณ์ สภาพความไม่พร้อมต่างๆตั้งแต่คน เวลา สถานที่ภายนอก.. แต่ไม่ใช่ใจ หรือบางคราวที่ใจอาจแหว่งวิ่น แต่ก็ยังมีส่วนที่เหลือให้เรียกใช้ร่วมกับพลังแฝงเพื่อติดเทอร์โบ..เราจะทำให้ดีได้อย่างไรบนข้อจำกัดต่างๆ อิอิอิ
พี่ขอยกท่านเซอร์ไอแซค นิวตันมาอีกรอบ ท่านกล่าวไว้ว่า
ความรู้ก็เหมือนสิ่งอื่น ควรมีแต่พอประมาณ การรู้ทุกสิ่ง หมายความว่าเธอไม่จำเป็นต้องคิด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก...(จากหนังสืออาณาจักรแห่งกาลเวลา) เพราะอาจจะช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับคำว่าไม่พร้อมได้อีกทาง เอาใจช่วยให้น้องชายคนเก่งคนนี้ลุยผ่านงานระพี และการเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ได้ด้วยดีนะจ๊ะ พี่ชอบป้ายที่น้องออตออกแบบมากเลย แม้้ว่าจะลืมเอาไปก็เหอะ อิอิอิ
ฝากกอดพี่ๆทางชม.ด้วยนะจ๊ะ ^ ^
พระจากอินเดียที่พี่หนุ่มนำมาฝากเบิร์ดอัญเชิญไว้ที่ที่พระ สวดมนต์และกราบท่านทุกวันค่า ^ ^
จิต สติ ความคิดเป็นคนละตัวกันเนาะคะพี่หนุ่ม..เล่าเรื่องหมู่บ้านพลัมดีกว่า
การเริ่มต้นใหม่ของหมู่บ้านพลัม เขาให้คู่ขัดแย้งได้ฝึกการนึกถึงความดี อุดมการณ์ดีๆ การเสียสละ ที่จัดว่าเป็นสิ่งดีของฝ่ายตรงข้าม แล้วพูดออกมาให้ชัดเจน การใช้สติสามารถเห็นสิ่งดีๆของคนอื่นเป็นการเสริมสร้างความกล้าหาญในส่วนของผู้พูด และหล่อเลี้ยงบำรุงใจในส่วนของผู้ฟัง
เมื่อสภาวะจิตของทั้งสองฝ่ายผ่านการฉาบทาด้วยการฟังอย่างลึกซึ้งแล้ว จึงค่อยพูด ฟังถึงข้อบกพร่องข้อขัดเคืองที่อยากสื่อสารให้อีกฝ่ายได้รับทราบ มีข้อแม้ว่าก่อนพูดข้อเสีย 1 ข้อให้พูดข้อดี 2 ข้อก่อน เพื่อฝึกให้ทราบว่าคนมีทั้งดีและไม่ดี ถูกและผิด ขอเพียงเห็นความดีมากกว่าความไม่ดี ก็น่าจะเป็นโอกาสในการคืนดีและอภัยกันง่ายขึ้นค่ะพี่หนุ่ม
*** สำคัญที่จะสามารถฟังความคับข้องใจได้จริงต้องมีการฟังอย่างลึกซึ้งนี่แหละค่ะ ^ ^
ก่อน”ลืม” เพื่อ”ลา“อดีตความเจ็บปวด…ควรมีการกระทำปัจจุบันด้วย”การเยียวยา“ก่อนเนาะคะ
กราบขอบพระคุณสำหรับกำลังใจค่ะ
(ภาพมาจาก FW.mail)
ไผ่ที่มีรากดี
แม้ผ่านฤดูที่ทุรกันดาร
แต่เมื่อฝนเวียนมา… ก็แตกหน่อใหม่ได้
คนที่มีจิตใจมั่นคง
แม้ความล้มเหลวผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่เมื่อปัญญาและความกล้ากลับคืนมา
เราก็เริ่มต้นใหม่ได้
รากคือพื้นฐานของชีวิต
ความตั้งใจและความอดทน…คือพื้นฐานของความสำเร็จ
กอดแน่นๆข้ามฟ้าไกลด้วยความคิดถึงค่ะ
โจทย์ผิด > คำตอบก็ไม่ถูก ?!?… ^ ^
ในการตั้งโจทย์หรือโยนตัวกวนควรทำบนฐานของความรู้กระจ่างว่าทำเพื่ออะไร มีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง เหมาะสม สอดคล้องกับความดีงาม ความถูกต้อง หรือสถานการณ์ และสามารถควบคุมได้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง ซึ่งภาษาวิทยากรเรียกว่า”เอาอยู่” แต่ภาษาจิตวิทยาจะเรียกว่า”ขุดแล้วกลบ” ถ้าไม่มั่นใจว่าขุด(หรือบางครั้งคือรื้อ) แล้วถูกต้องตรงปมปัญหาและกลบได้ดี เราจะ”ไม่ขุด” ค่ะ
เพราะงานของเบิร์ดจำเป็นที่สุดที่จะต้องรู้จริงว่าปมปัญหาอยู่ที่ไหน การรื้อถอนโครงสร้างของมนุษย์คนหนึ่งที่ปลูกสร้างมานานไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ชัวร์ ไม่มีอาวุธที่ดีจริง “ห้ามทำิ”…ไม่งั้นขุดไปแล้ว คนไข้เจ็บปวดกว่าเดิม เพราะกลบไม่เป็น ทำไม่ดี ไม่เนียนอุปมาเหมือนฝีมือการซ่อมทางหลวงหรือถนนทั่วไปที่เห็นกันชินตานั่นแหละค่ะ ภาษาหมอศัลย์ฯ คงเป็น “เปิดแล้วปิดให้สวย” ถ้าจะมีแผลเป็นก็ต้องเล็กที่สุด อิอิอิ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเหมือนกันในข้อแรกคือ”ใครทำคนนั้นกลบ” แต่ถ้าฝีมือไม่ดีพอ ก็ถึงคราวของคนที่มือดีกว่าจัดการแทน
หลักการปรับปรุงทุกเรื่องราวมี 2 แบบ
1. รื้อถอนอันเดิมเลย
2. ปรับปรุงจากอันเดิม ฐานเดิมแล้วตกแต่ง ปรับแก้ให้เหมาะสม สวยงามมากยิ่งขึ้นไป
ส่วนมากเราจะถนัดอันแรก แต่แท้ที่จริงควรเป็นอันที่สองก่อนจนเมื่อไม่ไหวแล้ว(อย่างกทม.ในปัจจุบัน) ถึงจะรื้อถอนในส่วนที่จำเป็น แล้วค่อยต่อเติม สร้างใหม่ให้ดี …เวลาดูแลคนไข้เบิร์ดก็ใช้หลักการนี้แหละค่ะ…
กอดจอมยุทธ์ผู้กำลังวิ่งรอกทั่วไทย อิอิอิ
มีคำคมตามผนัง เช่น เรื่องนี้เณรไม่เกี่ยว……………. ฯ
สิบล้อ ………รักพี่จงหนีพ่อ ฯ
ที่ห้องน้ำจะเจอ ขี้แล้วกลบ….แมว ขี้แล้วแจว….หมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เขียนผนัง….คน
ทำเอาฮาก๊าก 5555…วาทกรรมบนฝาผนังคลายเครียดได้ดีนะคะ และสิ่งที่พี่ตึ๋งยกมาเคยทำให้เบิร์ดเหลียวกลับไปดูความเรียบร้อยหลายครั้ง 555555555..เรื่องการจัดการบนความไม่รู้..เบิร์ดก็เป็น และบ่อยด้วย เพราะข้อจำกัดหลายๆอย่าง…แต่ก็พยายามรู้ตัวและแก้ไข ทำให้ดีขึ้นตามกำลัง แม้ว่าจะสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างก็ตาม ..คงเข้าข่ายแมวที่พี่ตึ๋งยกมามั้งคะ ^ ^
หนังสือของ อ.ไร้กรอบที่เบิร์ดส่งให้พี่ตึ๋งกับพี่รุมกอด มีจุดประสงค์เพื่อบอกว่าเฮฯเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (LO: Learning Organization) เพราะเฮฯสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร ให้คนเกิดการใฝ่รู้ รับรู้ เรียนรู้ ในทางที่จะช่วยพัฒนาตนเอง ครอบครัว องค์กร ชุมชน และชุมชนโลก ซึ่งน่าสนใจมากก็ตรงเกิดจากความศรัทธาในตัวบุคคล และมารวมตัวกันหลวมๆ ไม่มีโครงสร้างที่เป็นทางการ ไม่มียศ ศักดิ์ สรรเสริญ ไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ ตามสายการบังคับบัญชา แต่รวมตัวกัน สร้างเครือข่าย สร้างภาษาของตัวเองทั้งภาษากายและภาษาอธิบายความที่ไม่ใช่ความหมายดื่นๆตามนิยามทั่วๆไป
องค์กรที่จะอยู่รอดได้ควรมีบุคลิก เหมือนวงน้ำชา เหมือนจิตวิวัฒน์ หรือหมู่บ้านพลัม ฯลฯ…เฮฯมีบุคลิกของตัวเอง มีภาษาของตัวเองนะคะ เพียงแต่เรายังถอดความออกมาได้ไม่หมด เพราะการก่อเกิดและการพบปะเพื่อเคี่ยวงวดตะกอนความรู้นั้นอาจยังไม่มากพอ รวมทั้งยังอยู่ในช่วงหมุนวนเพื่อดึงตะกอนของแต่ละคนออกมา
แต่ความก้าวหน้าของเฮฯน่าสนใจและน่าจับตามองค่ะ เพราะเป็นองค์กรใหม่ที่พิสูจน์เอกลักษณ์ของตนเองผ่าน”ความศรัทธาในตัวมนุษย์“ ไม่ใช่ทฤษฎีใดๆ
การบริหารจัดการองค์กรที่ใช้ใจนำ..เพียงถอดคำว่าใจนำก็ได้ขุมความรู้ใหม่แล้วค่ะ ใจคือ?..นำแบบไหน …การเปลี่ยนแปลงของใจตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงการคลี่คลายเป็นตัวตนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร …การก้าวผ่านสิ่งต่างๆมีอะไรบ้าง…ฯลฯ
ในโลกนี้มีความจริงอย่างหนึ่งว่าไม่ว่ามนุษย์จะฉลาดเลิศเลอเพียงใด ก็ยังครอบครองความรู้ได้จำกัด ไม่สามารถรอบรู้ทุกสิ่งได้ และค่อนข้างแน่นอนว่าสิ่งที่เรารู้มีน้อยกว่าสิ่งที่เราไม่รู้มากมายนัก…เฮฯผสานรวมและก้าวผ่านสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร อิอิอิ
Our greatest glory consists not in never falling , but in rising every time we fall. (ความรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ของคน มิใช่อยู่ที่การไม่เคยล้มลง หากแต่เป็นการลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ล้ม) ใครก็ไม่ทราบพูดไว้ แต่มันใช่น่ะค่ะ …^ ^
หนังสือ Learning Organization ของ อ. วรภัทร์ ภู่เจริญ อ่านจบแล้ว จดคำบาดหู (คำคม) ไว้แล้ว
ได้มอบหนังสือให้นายเสี้ยวไปอ่าน เพื่อพัฒนา Soft side ต่อแล้วครับ อิอิ ตามโครงการแลกกันอ่านของอุ๊ยจั๋นตา แต่หนังสือเรื่องพระไตรปิฎกที่อุ๊ยให้มา ยังอ่านไม่จบ เพราะหยิบทีไร ง่วงทุกทีเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
พี่ตึ๋งเป็นผู้บริหารเข้าใจกระจ่างถึงคำว่าความขัดแย้ง…การพัฒนาองค์กรคือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นความขัดแย้งจึ่งเป็นของคู่กัน และเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ซึ่งองค์กรต่างๆมีแนวทางจัดการความขัดแย้งอยู่ 2 แนวดังนี้ (จากคำบรรยายของ อ.วิจารณ์ พานิช)
แนวทางมิจฉาทิฐิ…มองว่าความขัดแย้งคือปัญหา เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของงาน เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงาน จึงต้องดำเนินการ”สลายความขัดแย้ง” ไม่ให้ปรากฎในสายตา มีวิธีอยู่ 2 แบบ คือ
ก. กลบเกลื่อนความขัดแย้ง โดยยัดลงไปอยู่ใต้พรม
ข. แยกขั้ว ใครเห็นแบบเดียวกันก็ไปอยู่ด้วยกัน และแยกสายการทำงานไม่ให้เกี่ยวข้องกัน
แบบนี้ละม้ายๆเหตุบ้านการเมืองของไทยมั้ยคะ ^ ^….จะเห็นว่าไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งหายไป และมีโอกาสที่จะโตขึ้นๆๆๆ สร้างปัญหาเรื้อรัง หรือก่อวิกฤตแบบที่เป็นมา (แหม ว่าจะไม่แขวะแล้วเชียว อิอิอิ)
แนวทางสัมมาทิฐิ…มองความขัดแย้งเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องความก้าวหน้า เป็นโอกาสของการเรียนรู้ แนวทางนี้เมื่อเจอความขัดแย้งจะทำความเข้าใจโดยใช้การตั้งคำถาม และทบทวนไตร่ตรองหาเหตุผลร่วมกัน มุมมองต่อความขัดแย้งแบบนี้จะทำให้ไม่กลัวความขัดแย้ง เพราะเมื่อพบเจอก็นำมาศึกษาร่วมกัน เกิดประโยชน์ร่วมกัน และเกิดประโยชน์ต่อองค์กรอีกด้วยนะคะ แบบพี่บางทรายกำลังทำอยู่นี่ไงคะ อิอิอิ
วัคซีนสำหรับป้องกันการตั้งป้อมความคิด(กลไกการป้องกันตัวเอง)ของมนุษย์เมื่อมีความขัดแย้งคือ การตั้งคำถาม การคิดทบทวนไตร่ตรองหาเหตุผลร่วมกัน และการสร้างพื้นที่ปลอดภัย …อ.วิจารณ์บรรยายว่ากลุ่มเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่กลุ่มที่ปราศจากการตั้งป้อมความคิด แต่เป็นกลุ่มที่เผชิญ และจัดการกลไกป้องกันตัวแบบต่างๆได้อย่างชาญฉลาด รวมทั้งนำมาเป็นพลังในการเรียนรู้และสร้างผลงานได้ค่ะท่านพี่ ฮี่ฮี่ฮี่ ^ ^
เข้ามาอ่านด้วยความมันทั้งการเขียนและการโต้ตอบ
อ่านแล้วรู้สึกตัวเองโง่ ฮ่าๆ
มีอีกหลายเรื่องราวที่เราไม่รู้ อยากรู้ แต่กลัวตรงนี้ ความรู้ก็เหมือนสิ่งอื่น ควรมีแต่พอประมาณ การรู้ทุกสิ่ง หมายความว่าเธอไม่จำเป็นต้องคิด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่อันตรายมาก...(จากหนังสืออาณาจักรแห่งกาลเวลา) อิอิ
ขอบคุณบทความดีๆของน้องเบิร์ด
ถ้าทราบว่าไม่รู้ …นั่นคือ”รู้” แล้วล่ะค่ะ
นอกจากรู้แล้วจึงต้องวางเนาะคะ ถ้าไม่วางจะแบกความรู้ไปตลอดทุกที่ ทุกเวลา จนทับถมเราหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ
การจัดการความรู้ให้มีพอประมาณจึงน่าจะใช้หลัก 5 ส.ได้ค่ะ
เบิร์ดอ่านทุกบันทึกของพี่ฑูรค่ะ แม้จะไม่ค่อยทิ้งรอยก็ตาม จึงยืนยันว่าพี่ฑูรใฝ่เรียนรู้และมี 5 ส.ในการจัดการชีวิตจริงๆ ^ ^