<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.5.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ลานชีวิต</title>
	<link>http://lanpanya.com/sawaeng</link>
	<description>Just another ลานปัญญา weblog</description>
	<lastBuildDate>Fri, 12 Feb 2010 17:43:57 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>พ่อขุนรามคำแหงมหาราชน่าจะประสูติที่ “นครไทย”????</title>
		<description>

ตั้งแต่วันที่ผมไปเยี่ยมชมอำเภอนครไทย เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ที่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิดของราชวงศ์พระร่วงและกรุงสุโขทัย

ทำให้ผมได้มีโอกาสคิดใคร่ครวญถึงว่า พ่อขุนรามคำแหง น่าจะประสูติที่เมืองนี้ และไม่น่าจะไกลจากต้นจำปาขาว ที่พ่อขุนบางกลางท่าวได้ปลูกเป็นอนุสรณ์ไว้ เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้ว

และบริเวณนี้ปัจจุบันเป็นวัดกลาง อยู่ริมแม่น้ำเดิมที่เป็นลำน้ำสำคัญของเมือง ในบริเวณตัวอำเภอเมืองนครไทยนั่นเอง

ที่ผมคิดเช่นนี้เนื่องมาจากพ่อขุนบางกลางท่าวอพยพมาตั้งกองกำลังอยู่ที่เมืองบางยางตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๗๗๘ และ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ประสูติเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๑๗๘๒

เมื่อพ่อขุนบางกลางท่าวได้ครองกรุงสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๙๒ นั้น พ่อขุนรามคำแหง ก็อาจย้ายตามไปอยู่กรุงสุโขทัย เมื่อพระชนมายุ ๑๐ พรรษา

และ หลังจากนั้นท่านก็ได้เข้าศึกษาที่เมืองละโว้ ร่วมชั้นกับพระยาเม็งรายมหาราช และพ่อขุนงำเมือง แห่งเมืองพะเยา ณ สำนักพระสุตทันตฤๅษี

เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๑ เมื่อท่านมีพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ได้ชนช้างชนะขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด จนได้ครองราชย์ในปี พ.ศ. ๑๘๒๒ ถึง ๑๘๔๑ รวม ๑๙ ปี ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2010/02/13/%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เหรียญ ๑๒ นักษัตรของจีน สำหรับคนเกิดปีขาล</title>
		<description>ในปี ๒๕๕๓ เป็นปีขาล ที่ถือว่าเป็น "ปีชง" สำหรับคนเกิดปีขาล

และบังเอิญผมมีเหรียญประเภทนี้อยู่ชุดหนึ่ง ตั้งแต่สมัยที่ผมทำตัวเป็นนักสะสมเหรียญกษาปณ์

ได้มีคนนำมาให้ ผมก็เก็บไว้แบบนักสะสมมากกว่าที่จะนำมาใช้จริงๆ

เหรียญทั้งหมดเป็นเหรียญที่กำกับไว้ด้วยภาษาจีน



ด้านหลังของทุกเหรียญ มีสัญญลักษณ์หยินหยาง ล้อมรอบด้วยตราประจำนักษัตร



สำหรับคนที่เกิดปีขาล นั้น ผมได้ข้อมูลมาว่า

เหรียญที่ควรพกพาให้ถูกโฉลก ก็คือ



และ นักษัตรที่เป็นบริวารของคนปีขาล ก็คือคนปีจอ



สิ่งที่ควรพกพาเสริมบารมี ของคนปีขาลก็ยังมี สัญญลักษณ์รูปม้า



และ สัญญลักษณ์รูปหมู



โดยมี "กวนอู" เป็นเทพเจ้าประจำราศี

ที่อาจใช้รูป รูปหล่อ รูปแกะสลัก หรือลูกปัดที่มีรูปของกวนอู แขวนก็ได้



ลูกปัดรูปเทพเจ้ากวนอู

 

ผมได้ข้อมูลมาประมาณนี้ครับ </description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2010/02/11/%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%8d-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99/</link>
			</item>
	<item>
		<title>พระพุทธรูปยุคทวาราวดี คือต้นแบบของพระกรุ และพระพุทธรูปปัจจุบัน</title>
		<description>ในระยะสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมมีวาสนาที่ได้รับพระกรุยุคทวาราวดีมาบูชา เป็นจำนวนหลายองค์ ที่นับได้ว่ามากพอที่จะจัดหมวดหมู่ทั้งในเชิงของวัสดุ และศิลปะ ได้อย่างหลากหลาย

เนื่องจากผมมีพรรคพวกในวงการพระเครื่อง ที่รู้ว่าผมชอบพระ "ทวาราวดี" ก็เลยนำมาให้บ่อยมาก จนเกือบจะเป็นทุกวัน

ทำให้ผมสามารถศึกษารูปแบบของพระพุทธรูปได้

เช่น ที่ผมเคยเขียนไปแล้วก็คือ พระจุฬามณี ที่เป็นทั้งต้นแบบของพระนางพญา และพระพุทธชินราช และพระหลักๆของเมืองพิษณุโลก



พระจุฬามณี ที่เป็นต้นแบบของพระนางพญาพิษณุโลก



ลักษณะของซุ้มพระจุฬามณี ที่เหมือนซุ้มของพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อหลายเดือนก่อนผมก็ได้ พระทวาราวดีของภาคกลาง ที่มีเค้าร่างของพระพุทธรูปศิลปะอู่ทอง



พระทวาราวดีไม่ทราบที่ ที่มีเค้าของพระศิลปะอู่ทอง

เมื่อเดือนที่แล้วก็ได้พระกรุดอยคำ ที่เป็นเค้าร่างของพระรอด



พระกรุดอยคำ ยุคทวาราวดี

เมื่อวันก่อนผมก็ได้พระทวาราวดี ที่เป็นเค้าร่างของพระร่วงนั่ง



พระทวาราวดี ไม่ทราบที่ ที่เป็นต้นแบบของพระร่วงนั่งสมัยลพบุรี

 

พระยุคทวาราวดี ไม่ทราบที่ ที่เป็นต้นแบบของพระร่วงยืนลพบุรี

 

เมื่อวานผมก็ได้พระทวาราวดี ที่มีลักษณะคล้ายพระศิลปะเชียงแสน (ดังรูป)



พระทวาราวดี ที่คล้ายกับพระศิลปะเชียงแสน

เมื่อมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันซ้ำๆ หลายครั้ง

ผมจึงได้สรุปคร่าวๆว่า พระทวาราวดี น่าจะเป็นต้นแบบของพระกรุในระยะหลังๆ ตั้งแต่ยุคลพบุรี เชียงแสน ลำพูน สุโขทัย และอยุธยาตามลำดับ

ที่เป็นวิวัฒนาการของศิลปของการสร้างพุทธรูปที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ถูกผิดอย่างไรก็หวังว่าผู้รู้จะชี้แนะครับ </description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2010/02/10/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%84/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรียนประวัติ &#8220;กรุงสุโขทัย&#8221; จากการเดินทางไป &#8220;นครไทย&#8221;</title>
		<description>เมื่อวันที่ ๘ กพ ๒๕๕๓ ผมได้มีโอกาสไปศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ที่ผมศึกษามาตั้งแต่ชั้นประถม แต่ไม่เคยเข้าใจเท่าวันนี้
ในประเด็นการก่อกำเนิดของกรุง "สุโขทัย" ที่เราเริ่มนับว่าเป็น "ไทย" ซึ่งแม้ปัจจุบันผมก็ยังไม่ทราบว่าทำไมเริ่มจากยุคสุโขทัย

เพราะจากการศึกษาประวัติศาสตร์แถบนี้ ผมคิดว่าชนชาติที่เป็นต้นตระกูลของเรา น่าจะย้อนไปถึงยุคบ้านเชียงเป็นอย่างน้อย

แล้วก็ไล่เลียงมาถึงเมืองโบราณต่างๆต่อมาจากนั้น อีกหลายร้อยเมือง ที่ไม่ปรากฏชื่อจริง มีแต่นามสมมติแบบเดียวกับบ้านเชียง

หรือแม้กระทั่งใต้ถุนบ้านผมเองในปัจจุบันก็เป็นเมืองเก่า ที่กำหนดเป็นชื่อใหม่ว่า "โนนชัย"

แต่โดยยุคแล้วเราก็น่าจะนับย้อนไปถึงยุค ศรีเกษตร ยุคฟูนัน ยุคทวาราวดี ยุคลพบุรี อีกด้วย

ที่มีเมืองมีชื่อจริงปรากฏอยู่มากมาย เช่น จำปาศรี (นาดูน) คันธาระ (กันทรวิชัย) ฟ้าแดดสงยาง (กมลาไสย) ศรีมหาโพธิ์ ศรีมโหสถ ฯลฯ

แต่ก็ไม่เป็นไร จะเริ่ม สุโขทัยก็สุโขทัย

และเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่าเมืองบางยางอยู่ในหุบเขา แบบเดียวกับเมืองราด (ของพ่อขุนผาเมือง)

ที่น่าจะเป็นที่ที่เหมาะสมในการตั้งกองกำลังซ้องสุมผู้คน ที่คนภายนอกบุกรุกได้ยาก แต่บุกไปโจมตีผู้อื่นภายนอกหุบเขาได้ง่าย เพราะมีแนวเขาเป็นกำแพงเมืองตามธรรมชาติ

และเมื่อผมพยายามเชื่อมโยงทั้งสองเมืองเข้าด้วยกัน ก็พบว่า ทั้งสองเมืองเกือบจะเป็นเมืองแฝด

ที่อยู่ในหุบเขาทั้งคู่ ที่น่าจะติดต่อกันเป็นประจำ เมื่อจะต้องรบ ก็คงช่วยกันรบ

 

อนุสาวรีย์ พ่อขุนบางกลางท่าว

ประวัติย่อของพ่อขุนบางกลางท่าว
จากประวัติที่ว่า มีการซ่องสุมไพร่พล ข้อนี้ผมเพิ่งทราบ เพราะที่เรียนมาก็แค่เป็นเจ้าเมืองที่ถูกกดขี่ ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมากมาย จึงยกกำลังเข้าสู้

ที่อาจแตกต่างไปเล็กน้อย

และการยกไปตีเอากรุงสุโขทัย ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2010/02/10/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%82%e0%b8%97/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อการหลอกลวงตนเอง</title>
		<description>วันนี้ผมได้สนทนาวิชาการเล็กๆน้อยๆกับลูกสาวที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ ๓ และเตรียมสอบวิชาเกี่ยวกับ “ระบบประสาทของมนุษย์” 
ที่เป็นสื่อสำคัญทำให้ให้เรา “รู้ตัว” “รักษาตัวเอง” และ “เอาตัวรอด” ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่งจริงๆ
มี ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ความสามารถในการรับรสชาติอาหาร ที่เป็นสื่อของความ “อร่อย” ว่าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรเป็นตัวกระตุ้นระบบทำงาน มีไว้ทำอะไรในระบบของสิ่งมีชีวิต
หลัง จากการวิเคราะห์ประเด็นทางชีววิทยาและวิวัฒนาการ เราได้ข้อสรุปว่า แท้ที่จริง “ความอร่อย” ก็คือการรับรู้ว่ามี “กลูตาเมท” ในอาหารชนิดนั้นๆ
แล้ว “กลูตาเมท” มีประโยชน์ต่อระบบการบริโภคอาหารของสิ่งที่มีชีวิต อย่างไร
เรา เริ่มวิเคราะห์แบบสืบค้นต่อไป ก็พบว่า “กลูตาเมท” จะมีมากในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตที่มีกิจกรรมสูง เมื่อมีกิจกรรมสูง ก็น่าจะมีสารอาหารมาก เมื่อมีสารอาหารมาก ก็มีคุณค่าควรแก่การบริโภคมาก
คิดไปแล้วน่าทึ่งจริงๆ ทางด้านวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ช่างชาญฉลาดจริงๆ
แสดงว่า ความอร่อยน่าจะเป็นระบบการรับรู้ที่ช่วยให้เราบริโภคอาหารที่มีคุณค่าโดยแทบไม่ต้องใช้ความรู้ทางโภชนาการอะไรเลย ก็ได้
ไม่ต้องมีความรู้อะไรมาก แค่ “อร่อย” แบบธรรมชาติ ก็มีโอกาสได้สารอาหารดีๆ ที่สุดที่มีในอาหารประเภทนั้นแล้ว
แต่ต้องเป็น “ความอร่อย” ตามธรรมชาติ ไม่มีการ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2010/02/08/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง &#8220;โมถ่าย&#8221; อีกหนึ่งความหวังของประเทศไทย</title>
		<description>เมื่อช่วงปลายธันวาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ผมได้รับการร้องขอจากสหายร่วมอุดมการณ์ (ท่านอาจารย์แฮนดี้-พินิจ พันธ์ชื่น) ตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อนว่าทางบ้านเกิดของท่านได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ผ่านมาทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอไชยา ด้วยวงเงินหลักหลายล้านให้มีการก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่ตำบลโมถ่าย เป็นหนึ่งในเจ็ดศูนย์ใหม่ในระดับประเทศ

ผมมีความตื่นเต้นมากเป็นพิเศษที่จะได้มีส่วนร่วมในโอกาสสำคัญนี้ โดยมีการวางแผนการเดินทางไปในช่วงที่มีงานแต่งงานของลูกชายท่านอัยการชาวเกาะ ที่ภูเก็ต

ท่านครูบาสุทธินันท์ ก็ได้แสดงความจำนงเข้าร่วมกิจกรรมนี้ในช่วงขากลับจากภารกิจสำคัญ โดยมาแวะพักที่บ้านพี่สาวของท่านอาจารย์แฮนดี้เป็นฐานการประสานงาน

เราเริ่มจากการสำรวจสภาพพื้นที่เพื่อความเข้าใจของเราเอง

ทำให้ทราบว่า

	พื้นที่เดิมของโมถ่ายเป็นพื้นที่ทำนา แต่ได้ปรับไปเป็นสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันเกือบทั้งหมด
	
	เหลือคนทำนาไม่กี่คน และมีนาเพียงแปลงเล็กๆที่เหลืออยู่
	
	นอกนั้นเป็นแปลงปลูกยางพารา ปาล์ม และนาร้าง
	บ้านทรงเดิมๆ และบ้านรุ่นใหม่หลังใหญ่ๆ หลายหลังแทบไม่มีคนอยู่อาศัย
	
	
	มีการจ้างแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานแทนคนในพื้นที่

ที่มีลักษณะเป็นตัวแทนที่ดีของสังคมภาคใต้ในปัจจุบัน 

ที่มีปัญหาด้านการใช้ที่ดิน เศรษฐกิจ และสังคม ที่สวนกระแสกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศ

อันเนื่องมาจาก

	การพัฒนาการพึ่งพาภายนอก
	ทั้งอาหาร และแรงงาน

ดังนั้น

การตั้งศูนย์เรียนรู้จึงเป็นสิ่ง "ท้าทาย- challenging" พอสมควรว่า

ถ้าทำได้จริงก็จะเป็นความหวังของภาคใต้ และของประเทศ

ที่จะพยายามพัฒนา

	ระบบเกษตรอินทรีย์
	การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า
	การผลิตข้าวเพื่อการบริโภค
	การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน
	การฟื้นฟูหัตถกรรม และ
	การพัฒนากลุ่มและการรวมกลุ่ม

โดยมีท่านนายก อบต. ให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิด เข้าร่วมประชุม ปรึกษาหารือกันอย่างเอาจริงเอาจัง

มีแกนนำด้านการประชาสัมพันธ์ของตำบลเป็นกำลังหนุน

และอาจารย์แฮนดี้ก็กำลังทำงานแปลงโฉมตัวเองจากอาจารย์มหาวิทยาลัย ไปเป็นเกษตรกร เพื่อจะทำนาคล้ายๆกับที่ผมทำที่ขอนแก่น โดยปัจจุบันได้วางตัวเป็นแกนนำในการเชื่อมโยงประสานกลุ่มเฮฮาศาสตร์ลงไปช่วย

ฐานแนวคิดที่สำคัญก็ได้มาจากวัดธารน้ำไหล (สวนโมกข์) ที่อยู่ใกล้ๆ

ดูแล้วก็น่าจะมีความพร้อมพอสมควร

แต่สิ่งที่ท้าทายที่เหลือก็คือ

ชุมชนจะสามารถระดมทรัพยากรที่เหลืออยู่ เพื่อกลับมาฟื้นฟูระบบเกษตรกรรม สังคม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมให้เป็นตัวอย่างของระบบเศรฐกิจพอเพียงได้อย่างไร

ถ้าได้ ก็จะเป็นตัวอย่าง และเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีพลังจริงๆ

ผมจึงมีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า

แผนงานการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ที่กำลังทำอยู่ จะเป็นจริงและผลิดอกออกผลตามที่ตั้งใจไว้

ผมได้แจ้งกับทางทีมงาน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2010/01/05/%e0%b8%a8%e0%b8%b9%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%9e/</link>
			</item>
	<item>
		<title>ครูที่ไม่อยากสอน กำลังสอนเด็กที่ไม่อยากเรียน</title>
		<description>เท่าที่ผมติดตามสังเกตระบบการเรียน การสอน และการศึกษาในปัจจุบัน

ผมรู้สึก (เพี้ยง! ขอให้ผิดเถอะ) ว่า

	เรามีครูจำนวนหนึ่งที่สอนแบบ "ซังกะตาย" 
	สอนเพราะมีหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ต้องสอน 
	สอนเพราะทำมาหากินอย่างอื่นไม่เป๊น หรือ
	สอนเพราะบังเอิญสอบผ่านเข้าไปเรียนวิชาครู และสอบบรรจุได้ เป็นครู โดยไม่เคยคิดอยากจะเป็นครู ทั้งก่อนเรียนครู เมื่อกำลังเรียนครู และเมื่อสอบบรรจุได้เป็น "ครู"
	ที่โดยรวมเป็นครูที่ไม่อยากสอน
	จึงไม่ใฝ่หาเทคนิดการสอน ความรู้ในการสอน และเอาใจใส่ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการสอน (การวิจัยในห้องเรียน)
	ไม่พัฒนางานของตัวเอง เน้นการท่องหนังสือที่พอมี หรือคิดขึ้นเอง (แบบไม่มีหลักการพื้นฐานใดๆ) ไปสอน

ทีนี้ทางฝ่ายนักเรียนก็ "สักแต่ว่า" ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้ผ่านวิชาตามหลักสูตร หรือต้องเรียน เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าบ้าง ทำพอให้ผ่านการสอบ ความรู้จะได้ไม่ได้ ไม่ใช่สาระ 

	วิชาไหนผ่านง่ายได้คะแนนดีก็ไปเรียนวิชานั้น โดยไม่สนใจว่าจะได้ความรู้อะไร
	โดยเฉพาะเมื่อมีการให้คะแนนแบบอิงกลุ่ม นักเรียนจะพยายามเกาะกลุ่มกันให้แค่พอผ่าน ก็จะได้เกรดดี เพราะผูสอน "ให้ตก" ไม่ได้ ถ้าขืนให้ ก็มาหนักเรื่องซ่อมวิชาอีก ทำให้ผู้สอนที่กลัวงานหนัก จะพยายามให้ "ผ่าน" ไว้ก่อน คุณภาพเป็นอย่างไร ไว้ว่ากันทีหลัง ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีการตามประเมิน ว่าหลังเรียนวิชานั้นไปแล้ว ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/11/20/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%99-%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องแปลกๆ และความรู้ใหม่ที่ได้ในการเดินทางไปเอธิโอเปีย (๓)</title>
		<description>
การเดินทางไปประเทศเอธิโอเปียในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของผมในประเทศนี้ และเป็นครั้งที่ ๔ ในทวีปอัฟริกา 
ที่ผ่านมา ๓ ครั้ง ผมก็ได้มีโอกาสเรียนรู้สังคมและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ แบบ “เท่าที่จะทำได้” โดยอาศัยการสร้างเพื่อน ที่ทำให้เขาเล่าชีวิต และความเป็นมาของประเทศเขา ได้ดีนอกเหนือจากการอ่านจากเอกสาร และอินเตอร์เน็ต ที่อาจจะครอบคลุมบางมุม และขาดบางประเด็น หรือขาดรายละเอียดในประเด็นที่เราสนใจ
โดยเฉพาะเรื่องชนเผ่านั้น จะไม่ค่อยมีปรากฏในข้อมูล เพราะบางแห่งถือว่าเป็นการแบ่งแยก ที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านปกครองและระบบเศรษฐกิจ การนำเสนอทางเอกสารทั่วๆไปจึงจะไม่เน้นตรงนี้ นอกจากงานวิจัย และราบงานการพัฒนาที่เจาะลงลึกทางสังคม ที่อาจจะให้รายละเอียดได้ดีพอสมควร
จากข้อมูลเอกสารที่ผมอ่านก่อนเดินทางมาเอธิโอเปีย เขาบอกว่า มีตั้ง ๘๐ เผ่า ๘๐ ภาษา แล้วก็ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ทำให้ผมต้องจินตนาการต่อเอาเองว่าเขาจะอยู่จะกินกันอย่างไร

โดยอาศัยประสบการณ์เก่าๆที่เคยมี ตั้งแต่สมัยไปเรียนออสเตรเลีย (ที่ผมไปตีสนิทกับชนเผ่าอะบอริจีนิส) อินโดนีเซีย อินเดีย จีน ศรีลังกา อเมริกา อังกฤษ อัฟริกาใต้ เวียตนาม พม่า เขมร ลาว หรือแม้กระทั่งของไทยเราเอง ที่มีช่องว่างของการสื่อสาร ความเข้าใจกัน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/11/07/athiopia3/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องแปลกๆ และความรู้ใหม่ที่ได้ในการเดินทางไปเอธิโอเปีย (๒)</title>
		<description>

ก่อนจะเดินทางไปประเทศเอธิโอเปีย เพื่อนต่างชาติที่ทำงานด้วยกัน และแม้กระทั่งครอบครัวของผมก็เตือนผมให้นำหม้อข้าว ข้าวสาร และอาหารแห้งมาเตรียมไว้รับประทานเอง เพื่อป้องกันความ “อดอยาก” 
ดังที่มีข่าวเสมอๆ ทุกวันว่า ประเทศนี้ อดอยากขาดแคลน ยากจน
ในตอนเตรียมตัวเดินทางนั้น ด้วยความรีบร้อนแบบ “วินาทีสุดท้าย” ก็เลยข้ามประเด็น “อาหาร” ไป 
ในใจขณะเตรียมตัวจัดกระเป๋าเดินทางนั้น ก็คิดว่า ถ้า “ขาดแคลน” จริงๆ ผมมีแผนจะทำ ๒ อย่าง
1. ลดน้ำหนักให้ได้ตามแผนที่วางไว้นานมาแล้ว ให้ต่ำกว่า ๗๐ กก. (ตอนนี้ นน. เกิน.... เท่าไหร่ไม่บอก อิอิ)
2. ไปปฏิบัติธรรมด้านการบริโภคอาหาร (มีอะไรก็บริโภค ไปตามนั้น ทั้งจำนวน ชนิด และรสชาติ) และถ้าจำเป็นก็ลดการบริโภคให้เหลือมื้อเดียว แบบถือศีลแปด ไปซะเลย 
และคิดว่า ถ้าคนที่เชิญผมไปประชุมจะปล่อยให้ผมอดอยาก ก็จะได้รู้กันในครั้งนี้ คราวหน้าจะได้ไม่ต้องคบกันอีก

ดังนั้นสาเหตุหนึ่งที่ไปขึ้นเครื่องบินช้าก็คือ ตั้งใจ เตรียมตัวที่จะเดินทางไปเผชิญสภาพการ “ขาดแคลน” ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/11/06/athiopia2/</link>
			</item>
	<item>
		<title>เรื่องแปลกและความรู้ใหม่ในจากการเดินทางไปเอธิโอเปีย</title>
		<description>ระหว่างวันที่ ๓-๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ผม "จำเป็น" ต้องเข้าร่วมประชุมที่เมืองแอดดิส อะบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ถึง ๒ งานต่อกัน 

	เพื่อสรุปผลงานของโครงการวิจัยร่วม ๕ ลุ่มน้ำใหญ่ของโลก (ผมได้รับการสมมติว่า เป็นตัวแทนจากลุ่มน้ำโขง) และ
	เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยของไทยด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ (ที่ผมทำในอีสานเป็นหลัก)


ผมรู้สึกว่า ไม่ค่อยอยากเดินทางเท่าไหร่ เพราะ "ห่วง" เมืองไทยหลายเรื่อง 

โดยเฉพาะ

	งานสอนที่ทั้งเพิ่งเปิดเทอม และมีวิชาการฝึกงานที่ต้องรีบสรุปก่อนเด็กจะลืม
	งานวิจัย และบริการสังคมที่ต้องทำต่อเนื่อง เว้นไม่ได้เลย
	งาน"นา" ที่น้ำกำลังลด ปลากำลังลง ข้าวกำลังเหลือง รองานดูแล และเก็บเกี่ยว
	และ งานในระบบชีวิตอื่นๆ อีกหลายเรื่อง เช่นสีข้าวขาย และอื่นๆ ที่เป็นกิจกรรมต่อเนื่อง แต่ต้อง "พักไว้ก่อน"



ผมเลยไม่ได้หาข้อมูล แทบจะไม่เตรียมตัวใดๆ เลย

และเตรียมการแบบ "วินาทีสุดท้าย" ทุกเรื่อง ตั้งแต่

	ขออนุมัติเดินทาง
	ซื้อตัว
	ขอวีซ่า
	แลกเงินดอลลาร์
	เตรียมของใช้ที่จำเป็นในการเดินทาง
	และ เตรียมใจ ไปเผชิญ "ความยากลำบาก" ในประเทศที่ "อดอยาก"

สิ่งประหลาดใจสิ่งแรกที่ผมตกใจมากคือ

บังเอิญผมเช็คข้อมูลอากาศเพื่อเตรียมเสื้อผ้า "ก่อนเดินทาง ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/11/04/20081103/</link>
			</item>
	<item>
		<title>การได้ยิน การรับรู้ และความเข้าใจ</title>
		<description>ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พานักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ปีที่ ๑ จำนวน ๒๐ คน ไป "เรียนรู้ชีวิต" ที่วัดป่าสวนธรรมร่วมใจ ด้วยความช่วยเหลือของประธานเครือข่ายข้าวคุณธรรม (พ่อวิจิตร บุญสูง) ทีจังหวัด ยโสธร

ก่อนไปผมได้ปฐมนิเทศสองรอบ

รอบแรกได้เน้นสาระสำคัญของการเรียน และการฝึกงาน

โดยเน้นอธิบายว่า การฝึกงานที่สัมผัสของจริงจะทำให้การเรียนมีเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และการไปวัดป่าสวนธรรมจะทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้ง

	ธรรมะกับชีวิต
	การเกษตรพอเพียง
	เกษตรอินทรีย์
	ชุมชนกับการพัฒนา

ผมก็ได้อธิบายตั้ง ๒ รอบ



แต่เมื่อวันประเมินผลการฝึกงาน

แทบทุกคนบอกว่า

ตอนแรก ไม่ทราบว่าจะให้มาทำอะไร

แต่ตอนนี้ รู้แล้ว

ผมก็กึ่งงง กึ่งประหลาดใจ ว่า

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

ผมจึงพยายามอธิบายให้ตัวเองเข้าใจว่า

คงเป็นที่ "ระดับ" ของความเข้าใจ

โดยเฉพาะ เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง

ความเข้าใจเมื่อฟัง กับ ความเข้าใจเมื่อมาเห็นและสัมผัสจริงๆ

มันน่าจะต่างกันมาก

จนทำให้เสมือนหนึ่ง "เดิม....เข้าใจเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"

นี่ ผมคิดแบบ "เชิงบวก" แบบสุดๆ แล้ว

แต่ก็ดีใจที่การฝึกงานได้ผลตามคาดทุกประการ

อย่างน้อยก็ในระยะสั้น

ระยะยาวคงต้องดูกันต่อไปครับ </description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/10/22/10/</link>
			</item>
	<item>
		<title>คน &#8220;ขี้เกียจ&#8221; ที่โชคดี</title>
		<description>ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ฝนตกชุกมากในประเทศไทย และน้ำท่วมในหลายจุด โดยเฉพาะทางภาคกลาง ตะวันออก และทางภาคอีสานของประเทศไทย

ทำให้นาผมและบริเวณใกล้เคียงมีน้ำเจิ่งนองไปหมด 

น้ำท่วมล้นคันนาเล็กน้อย ทำให้ปลา "นักท่องเที่ยว" จากในนาของผมได้มีโอกาสไปเที่ยวข้างนอกนาบ้างพอสมควรทีเดียว

ผมก็ติดงานสอน และวิจัยหลายอย่างก็เลย "ปล่อยเลยตามเลย" ไปบ้าง

เพราะคิดว่า ได้บ้างเสียบ้าง คงไม่เป็นไร

ขณะไปนาก็ยังเห็นปลาประเภทที่เลี้ยงอยู่ในนาผม (โดยเฉพาะปลาดุกขนาดตัวเท่าแขน) ดำผุดดำว่ายอยู่ในร่องน้ำ ด้านนอกนาอยู่หลายตัว



เมื่อวาน น้ำเริ่มลด ผมก็เลยถือโอกาสไปสำรวจแปลงนา และ เปิด "ประตูน้ำ" ให้น้ำไหลออกจากนา "เผื่อ" ปลาที่ไปเที่ยว จะคิดถึงนา และกลับใจหวนคืน "บ้าน" ในนาผมอีกครั้ง ก่อนที่จะไปหลงทางเข้าท้องคนอื่นเสียก่อน

ในขณะผมอยู่ที่นา ผมได้ยินเสียงประกาศโดยผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆว่า

ทางราชการจะชดเชยค่าเสียหายให้กับนาที่เสียหายจาก "น้ำท่วม"

ผมได้ยินก็รู้สึกดีใจแทนผู้เสียหาย ก็เลยพยายามมองไปรอบๆ ว่ามีใคร (อาจจะ)เสียหายบ้าง

ก็พบว่า ในบริเวณใกล้เคียงกับนาผมนั้น มีอยู่สัก ๒-๓ แปลง ที่ดูเหมือนว่า "อาจจะเสียหาย" เพราะมีน้ำท่วมอยู่ และบางแปลงมีร่องรอยการทำลายของหอยเชอรรี่ หรือปู ผมก็ไม่แน่ใจ

ทำให้ผมได้คิดต่อไปว่า "อะไรทำให้เขามีโอกาสจะได้รับการ ชดเชย"

จากอาการเจริญของข้าวก็คือ

	ข้าวต้นเตี้ย โตช้า จนถูถน้ำท่วม และอาจจะเสียหาย
	ต้นข้าวยังอ่อน ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/09/19/09/</link>
			</item>
	<item>
		<title>และแล้ว&#8230;. ผมก็ทำงานเป็นวงกลมพอดีๆ   เฮ้อ&#8230;&#8230;.</title>
		<description>ระยะหลายเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับการร้องขอจากบริษัทที่ต้องการลงทุนผลิตพลังงานทดแทน โดยใช้เมล็ดของต้นสบู่ดำ 

เมื่อเริ่มงานประมาณเดือนมกราคม ผมได้ใช้เทคนิคการกรองข้อมูลจากประสบการณ์ของผมว่าน่าจะมีที่ใดที่น่าจะเหมาะกับการเริ่มต้นปลูกสบู่ดำ

ท่านที่ไม่เคยรู้จักหรือได้ยินเกี่ยวกับโครงการสบู่ดำ อาจคิดว่า ทำไมต้องกรองประสบการณ์

ผมขอท้าวความสักนิดว่า

สบู่ดำเป็นพืชดั้งเดิมของไทยในการผลิตสบู่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่มีเมล็ดสีดำ จะทำสบู่เป็นสีดำหรือไม่นั้น ผมไม่แน่ใจ



สบู่ดำเป็นพืชที่แข่งกับใครไม่ค่อยได้ ทั้งต้นที่เล็ก และไม่ทนร่ม จึงต้องหาวิธีอยู่รอดคือ ทนแล้ง ทนโรค ทนแมลง และสัตว์ไม่กิน

จึงอยู่กลางโคกแห้งๆ โล่งๆได้ดี

ชาวบ้านนิยมนำมาทำเป็นรั้ว เพราะไม่มีสัตว์แทะเล็ม อยู่ทน ปลูกง่าย ใช้กิ่งก็ได้ เมล็ดก็ได้ ไม่ต้องดูแล ก็อยู่รอดได้

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มีคนเริ่มคิดว่าน่าจะเตรียมพัฒนาให้เป็นพืชพลังงานทดแทน

คนที่ทำโดนกล่าวหาว่า "บ้า" เพราะต้นทุนต่อลิตรไม่ต่ำกว่า ๒๐ บาท ในขณะที่น้ำมันดีเซลขณะนั้น ๕-๖ บาท

พอประมาณสัก ๔-๕ ปีมานี้ มีช่วงหนึ่งที่น้ำมันดีเซลขึ้นเป็นประมาณ ๑๐-๑๕ บาท ทำให้นักธุรกิจเริ่มหันมามอง และเริ่มคิดว่าน่าจะวางแผนปลูกในปริมาณมาก

จึงมีการเริ่มกระตุ้น ส่งเสริม กันอย่างทั่วไป แต่พอน้ำมันถอยมาตั้งหลักแถวๆ ๘-๙ บาท ความคิดดังกล่าวก็ "ฝ่อ" และหยุดไปอีก

มีคนขาดทุนจากกิจกรรมดังกล่าวพอสมควร และชาวบ้านที่ร่วมโครงการรู้สึก "เข็ดขยาด" กับการปลูกสบู่ดำ ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/09/08/o/</link>
			</item>
	<item>
		<title>อีกวันกับความจริงใจที่ไม่น่าจะมีประโยชน์(มากนัก)</title>
		<description>เมื่อสองวันที่แล้วผมได้ชมรายการทีวีถ่ายทอดพิธีมอบรางวัลแด่นักกีฬาเหรียญเงินโอลิมปิก โดยมีคุณสรยุทธ สุทัศนจินดาเป็นพิธีกร

มีช่วงหนึ่งคุณสรยุทธถามนักกีฬาว่า

"เป็นคนเกิดที่ไหนครับ"



ผมคิดว่าเป็นคำถามที่ต้องการทราบถึงภูมิลำเนาเดิม (ผมคิดเอาเองว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น) 

เวลามีคนถามเช่นนี้ ผมจะตอบว่าเกิดที่โคราชครับ

และจะไม่ตอบว่า 

"เกิดบนบ้าน" "เกิดจากท้องแม่" หรือ "เกิดอยู่บ้านนอก" หรือ อะไรประมาณนั้น

แต่นักกีฬาโอลิมปิกเหรียญเงินท่านนั้น ตอบด้วยความมั่นใจ อย่างฉาดฉานว่า

"เกิดที่โรงพยาบาลรามาค่ะ"

ผมนึกว่าเขาพูดล้อเล่นเสียอีก

แต่เมื่อ สรยุทธถามต่อว่า

"แล้ว สมัยเด็กๆ นั้น อยู่ที่ไหนครับ"

ก็กลับได้รับคำตอบสไตล์เดิม ว่า

"ส่วนใหญ่อยู่ที่โรงเรียนค่ะ"

ผมได้ยินก็งงครับ แต่ก็คิดในแง่ดีว่า คงล้อกันเล่นสนุกๆ แต่ท่าทางก็ดูจริงจังอยู่นะครับ

ต่อจากนั้น (ผมคิดว่า สรยุทธ ก็คงมึนเหมือนกัน) เลยถามต่อไปอีกว่า

"แล้วพ่อแม่อยู่ที่ไหนครับ"

ก็ได้รับคำตอบว่า

"อ๋อ พ่อแม่อยู่ที่สมุทรปราการค่ะ"

ต่อจากนี้นผมก็ลืมไปว่า คุยกันว่าอย่างไร

แต่ผมก็จำมาฝังใจ

ไม่แน่ใจว่าควรจะ "ขำ" 

หรือ ควร "พยายามเข้าใจ" เด็กสมัยใหม่ดี

ว่า "เขาจริงจังกับคำตอบของเขาแล้ว และไม่คิดล้อเล่นกับคนอย่างคุณ สรยุทธ สุทัศนจินดา"



ช่วยผมคิดด้วยครับ </description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/09/05/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
			</item>
	<item>
		<title>&#8220;ทาส&#8221; ที่ไม่รู้ว่าตนเป็นทาส จะมีโอกาสเป็น &#8220;ไท&#8221; ไหม????</title>
		<description>เมื่อวานผมเปิดประเด็นการเรียน ต่อเนื่องจากแนวคิดของครูบาคำเดื่อง ภาษี ว่า
การศึกษาไทยในปัจจุบันนั้น เป็นการศึกษาเพิ่อความเป็นทาส ที่ทำให้ผู้เรียนไม่มีทางหลุดพ้นจากความเป็นทาสได้เลย
ปรากฎว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่า การศึกษาที่นำไปสู่ความเป็นทาส นั้น คืออย่างไร 
จึงตอบมาแบบประหลาด ๆ ว่า "การพ้นจากความเป็นทาส คือ การไม่ลอกการบ้านเพื่อน การไม่ลอกข้อมูลจาก Internet และศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง"
ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการศึกษาเพื่อความเป็นทาส

ผมเลยจำเป็นต้องเสนอแนวคิด วิธีการ ที่จะแยกให้ออกว่าเรากำลังเป็นทาสหรือไม่ โดยพิจารณาอย่างน้อย ๓-๔ ขั้นตอน ดังนี้
๑. เป้าหมายชีวิตของเรา คืออะไร ?
๒. ขณะนี้ เราอยู่ในสถานการณ์ใด? อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องหรือยัง หรือกำลังหลงทางอยู่ หรือถูกใครหลอกอยู่หรือเปล่า?
๓. เรามีทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างไร ? 
๔. เราจะต้องทำอะไรบ้าง? จึงจะหลุดพ้นสิ่งที่ไม่ใช่เส้นทางหลักในชีวิตของเรา และกลับสู่เป้าหมายในชีวิตของเราได้อย่างถูกตอง มีชีวิตทีเป็นอิสระ มีคุณค่ากับตัวเอง สร้างสรรค์สังคม สร้างผลงานอย่างมีคุณค่า ได้อย่างไร ?
ในขณะเดียวกัน ผมได้เปรียบเทียบให้ฟังว่า ให้ดูการพัฒนาการของสัตว์เป็นตัวอย่าง แทนการดูตัวเอง (สำหรับคนที่ยังดูตัวเองไม่ออก)
เช่น วัว ควาย ...</description>
		<link>http://lanpanya.com/sawaeng/2008/08/23/freedom/</link>
			</item>
</channel>
</rss>
