พ่อขุนรามคำแหงมหาราชน่าจะประสูติที่ “นครไทย”????

ไม่มีความคิดเห็น โดย แสวง เมื่อ 13 February 2010 เวลา 12:26 am ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเรียนกรสอน
อ่าน: 160

ไฟล์:Ramkhamhaeng the Great.jpg

ตั้งแต่วันที่ผมไปเยี่ยมชมอำเภอนครไทย เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ที่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิดของราชวงศ์พระร่วงและกรุงสุโขทัย

ทำให้ผมได้มีโอกาสคิดใคร่ครวญถึงว่า พ่อขุนรามคำแหง น่าจะประสูติที่เมืองนี้ และไม่น่าจะไกลจากต้นจำปาขาว ที่พ่อขุนบางกลางท่าวได้ปลูกเป็นอนุสรณ์ไว้ เมื่อกว่า ๗๐๐ ปีมาแล้ว

และบริเวณนี้ปัจจุบันเป็นวัดกลาง อยู่ริมแม่น้ำเดิมที่เป็นลำน้ำสำคัญของเมือง ในบริเวณตัวอำเภอเมืองนครไทยนั่นเอง

ที่ผมคิดเช่นนี้เนื่องมาจากพ่อขุนบางกลางท่าวอพยพมาตั้งกองกำลังอยู่ที่เมืองบางยางตั้งแต่ปี พ.ศ. ๑๗๗๘ และ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็ประสูติเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๑๗๘๒

เมื่อพ่อขุนบางกลางท่าวได้ครองกรุงสุโขทัย เมื่อปี พ.ศ. ๑๗๙๒ นั้น พ่อขุนรามคำแหง ก็อาจย้ายตามไปอยู่กรุงสุโขทัย เมื่อพระชนมายุ ๑๐ พรรษา

และ หลังจากนั้นท่านก็ได้เข้าศึกษาที่เมืองละโว้ ร่วมชั้นกับพระยาเม็งรายมหาราช และพ่อขุนงำเมือง แห่งเมืองพะเยา ณ สำนักพระสุตทันตฤๅษี

เมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๑ เมื่อท่านมีพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา ได้ชนช้างชนะขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด จนได้ครองราชย์ในปี พ.ศ. ๑๘๒๒ ถึง ๑๘๔๑ รวม ๑๙ ปี โดยประดิษฐ์ “ลายสือไทย” ในปี พ.ศ. ๑๘๒๖

จากลำดับเหตุการณ์ทั้งในเชิงเวลาและสถานที่ที่มีผู้สันนิษฐานไว้

แม้จะมีข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ของไทย แตกต่างออกไป

แต่ภายใต้เงื่อนไขนี้

ผมจึงขอสันนิษฐานต่อว่า บริเวณวัดกลาง หรือใกล้เคียงบริเวณนั้นน่าจะเป็นสถานที่ประสูติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชครับ

ไม่ทราบว่าท่านผู้รู้ มีข้อมูลชัดกว่านี้ไหมครับ

ขอบคุณมากครับ


เรียนประวัติ “กรุงสุโขทัย” จากการเดินทางไป “นครไทย”

2 ความคิดเห็น โดย แสวง เมื่อ 10 February 2010 เวลา 12:55 am ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเรียนกรสอน
อ่าน: 207

เมื่อวันที่ ๘ กพ ๒๕๕๓ ผมได้มีโอกาสไปศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ที่ผมศึกษามาตั้งแต่ชั้นประถม แต่ไม่เคยเข้าใจเท่าวันนี้

ในประเด็นการก่อกำเนิดของกรุง “สุโขทัย” ที่เราเริ่มนับว่าเป็น “ไทย” ซึ่งแม้ปัจจุบันผมก็ยังไม่ทราบว่าทำไมเริ่มจากยุคสุโขทัย

เพราะจากการศึกษาประวัติศาสตร์แถบนี้ ผมคิดว่าชนชาติที่เป็นต้นตระกูลของเรา น่าจะย้อนไปถึงยุคบ้านเชียงเป็นอย่างน้อย

แล้วก็ไล่เลียงมาถึงเมืองโบราณต่างๆต่อมาจากนั้น อีกหลายร้อยเมือง ที่ไม่ปรากฏชื่อจริง มีแต่นามสมมติแบบเดียวกับบ้านเชียง

หรือแม้กระทั่งใต้ถุนบ้านผมเองในปัจจุบันก็เป็นเมืองเก่า ที่กำหนดเป็นชื่อใหม่ว่า “โนนชัย”

แต่โดยยุคแล้วเราก็น่าจะนับย้อนไปถึงยุค ศรีเกษตร ยุคฟูนัน ยุคทวาราวดี ยุคลพบุรี อีกด้วย

ที่มีเมืองมีชื่อจริงปรากฏอยู่มากมาย เช่น จำปาศรี (นาดูน) คันธาระ (กันทรวิชัย) ฟ้าแดดสงยาง (กมลาไสย) ศรีมหาโพธิ์ ศรีมโหสถ ฯลฯ

แต่ก็ไม่เป็นไร จะเริ่ม สุโขทัยก็สุโขทัย

และเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่าเมืองบางยางอยู่ในหุบเขา แบบเดียวกับเมืองราด (ของพ่อขุนผาเมือง)

ที่น่าจะเป็นที่ที่เหมาะสมในการตั้งกองกำลังซ้องสุมผู้คน ที่คนภายนอกบุกรุกได้ยาก แต่บุกไปโจมตีผู้อื่นภายนอกหุบเขาได้ง่าย เพราะมีแนวเขาเป็นกำแพงเมืองตามธรรมชาติ

และเมื่อผมพยายามเชื่อมโยงทั้งสองเมืองเข้าด้วยกัน ก็พบว่า ทั้งสองเมืองเกือบจะเป็นเมืองแฝด

ที่อยู่ในหุบเขาทั้งคู่ ที่น่าจะติดต่อกันเป็นประจำ เมื่อจะต้องรบ ก็คงช่วยกันรบ

 

Bangyang001

อนุสาวรีย์ พ่อขุนบางกลางท่าว

Bangyang002

ประวัติย่อของพ่อขุนบางกลางท่าว

จากประวัติที่ว่า มีการซ่องสุมไพร่พล ข้อนี้ผมเพิ่งทราบ เพราะที่เรียนมาก็แค่เป็นเจ้าเมืองที่ถูกกดขี่ ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมากมาย จึงยกกำลังเข้าสู้

ที่อาจแตกต่างไปเล็กน้อย

และการยกไปตีเอากรุงสุโขทัย (เมืองหน้าด่านของขอม) ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ผมเพิ่งเข้าใจ

ว่า เดิมที่นั่น คงจะเป็นเมืองขอม เมื่อยึดได้ก็ตั้งเป็นเมือง “ไทย” โดยถือว่าราชวงค์และพสกนิกรของพ่อขุนบางกลางท่าวเป็น “ต้นตระกูลไทย”

แล้วครองราชต่อมาอีกหลายรัชกาล จนกะทั่งศูนย์ขั้วอำนาจเปลี่ยนไปเป็นกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา

ที่ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้ก็น่าจะเป็นเผ่าไทยเช่นเดียวกัน

แต่ทำไมเราจึงไม่นับเผ่าไทยเหล่านั้นเป็นต้นตระกูลไทยด้วย

ข้อนี้ผมก็ยังคงเป็นข้อสงสัยเช่นเดิม

แต่ เอาเป็นว่า

พ่อขุนบางกลางท่าว หรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้น ได้มีชัยภูมิของการตั้งกองกำลังที่ดี อยู่ในหุบเขา มีแนวเขาเป็นกำแพงเมือง เข้าออกยาก

สามารถรบได้ดี จนได้ชัยชนะเหนือ “ขอม” และควบคุมเมืองอื่นๆ ให้อยู่ใต้อำนาจ จนมีการเปลี่ยนแปลงศูนย์อำนาจในระยะต่อๆมา

นี่คือบทเรียนที่ผมได้จากการไปกราบไหว้อนุสาวรีย์ของท่าน

ที่วัดกลาง อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ครับ

วันหลังจะไปเยื่ยมชมเมืองราด และเมืองศรีเทพ ที่ผคิดว่าน่าจะไขปริศนาได้อีกหลายประเด็นครับ

แล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ


ครูที่ไม่อยากสอน กำลังสอนเด็กที่ไม่อยากเรียน

ไม่มีความคิดเห็น โดย แสวง เมื่อ 20 November 2008 เวลา 7:25 pm ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเรียนกรสอน, ปรัชญาชีวิต
อ่าน: 492

เท่าที่ผมติดตามสังเกตระบบการเรียน การสอน และการศึกษาในปัจจุบัน

ผมรู้สึก (เพี้ยง! ขอให้ผิดเถอะ) ว่า

  • เรามีครูจำนวนหนึ่งที่สอนแบบ “ซังกะตาย”
  • สอนเพราะมีหน้าที่ หรือได้รับคำสั่งให้ต้องสอน
  • สอนเพราะทำมาหากินอย่างอื่นไม่เป๊น หรือ
  • สอนเพราะบังเอิญสอบผ่านเข้าไปเรียนวิชาครู และสอบบรรจุได้ เป็นครู โดยไม่เคยคิดอยากจะเป็นครู ทั้งก่อนเรียนครู เมื่อกำลังเรียนครู และเมื่อสอบบรรจุได้เป็น “ครู”
  • ที่โดยรวมเป็นครูที่ไม่อยากสอน
  • จึงไม่ใฝ่หาเทคนิดการสอน ความรู้ในการสอน และเอาใจใส่ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการสอน (การวิจัยในห้องเรียน)
  • ไม่พัฒนางานของตัวเอง เน้นการท่องหนังสือที่พอมี หรือคิดขึ้นเอง (แบบไม่มีหลักการพื้นฐานใดๆ) ไปสอน

ทีนี้ทางฝ่ายนักเรียนก็ “สักแต่ว่า” ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้ผ่านวิชาตามหลักสูตร หรือต้องเรียน เข้าเรียนบ้าง ไม่เข้าบ้าง ทำพอให้ผ่านการสอบ ความรู้จะได้ไม่ได้ ไม่ใช่สาระ

  • วิชาไหนผ่านง่ายได้คะแนนดีก็ไปเรียนวิชานั้น โดยไม่สนใจว่าจะได้ความรู้อะไร
  • โดยเฉพาะเมื่อมีการให้คะแนนแบบอิงกลุ่ม นักเรียนจะพยายามเกาะกลุ่มกันให้แค่พอผ่าน ก็จะได้เกรดดี เพราะผูสอน “ให้ตก” ไม่ได้ ถ้าขืนให้ ก็มาหนักเรื่องซ่อมวิชาอีก ทำให้ผู้สอนที่กลัวงานหนัก จะพยายามให้ “ผ่าน” ไว้ก่อน คุณภาพเป็นอย่างไร ไว้ว่ากันทีหลัง ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่มีการตามประเมิน ว่าหลังเรียนวิชานั้นไปแล้ว ๕ ปี ๑๐ ปี ผู้เรียนเหลืออะไรติดอยู่บ้าง นอกจากได้คะแนน”ผ่าน”

พอขนมผสมน้ำยาแบบนี้ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร

 

ไม่อยากคิดเลย เท่าที่เห็นก็ไม่อยากมอง เพราะไม่อยากเสียกำลังใจในการเตรียมสอน

“นักเรียน” ที่ไม่อยากเรียนนั้น อย่างมากจะเข้าห้องเรียนพอให้มีสิทธิ์สอบ เน้นท่องไปสอบมากกว่าที่จะเรียนรู้อะไร พอสอบผ่าน ก็ทิ้งทุกอย่าง

แล้วเขาจะมีความรู้อะไร ทำอะไรได้ ให้กับตัวเอง และสังคม

ผมไม่เข้าใจ

นี่คือสิ่งที่ผมคิดไม่ออกจริงๆ ว่าทางออกคืออะไร

เพียงแต่หวังว่า “ที่ผมเล่ามานั้น” ผิดทั้งหมด

หวังแต่แค่นี้เองครับ

สวัสดีครับ


เรื่องแปลกๆ และความรู้ใหม่ที่ได้ในการเดินทางไปเอธิโอเปีย (๓)

อ่าน: 817

การเดินทางไปประเทศเอธิโอเปียในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของผมในประเทศนี้ และเป็นครั้งที่ ๔ ในทวีปอัฟริกา

ที่ผ่านมา ๓ ครั้ง ผมก็ได้มีโอกาสเรียนรู้สังคมและวิถีชีวิตของแต่ละประเทศ แบบ “เท่าที่จะทำได้” โดยอาศัยการสร้างเพื่อน ที่ทำให้เขาเล่าชีวิต และความเป็นมาของประเทศเขา ได้ดีนอกเหนือจากการอ่านจากเอกสาร และอินเตอร์เน็ต ที่อาจจะครอบคลุมบางมุม และขาดบางประเด็น หรือขาดรายละเอียดในประเด็นที่เราสนใจ

โดยเฉพาะเรื่องชนเผ่านั้น จะไม่ค่อยมีปรากฏในข้อมูล เพราะบางแห่งถือว่าเป็นการแบ่งแยก ที่ทำให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านปกครองและระบบเศรษฐกิจ การนำเสนอทางเอกสารทั่วๆไปจึงจะไม่เน้นตรงนี้ นอกจากงานวิจัย และราบงานการพัฒนาที่เจาะลงลึกทางสังคม ที่อาจจะให้รายละเอียดได้ดีพอสมควร

จากข้อมูลเอกสารที่ผมอ่านก่อนเดินทางมาเอธิโอเปีย เขาบอกว่า มีตั้ง ๘๐ เผ่า ๘๐ ภาษา แล้วก็ไม่พูดอะไรมากกว่านั้น ทำให้ผมต้องจินตนาการต่อเอาเองว่าเขาจะอยู่จะกินกันอย่างไร

อ่านต่อ »


เรื่องแปลกๆ และความรู้ใหม่ที่ได้ในการเดินทางไปเอธิโอเปีย (๒)

2 ความคิดเห็น โดย แสวง เมื่อ 6 November 2008 เวลา 10:18 am ในหมวดหมู่ การศึกษา, การเรียนกรสอน, ปรัชญาชีวิต
อ่าน: 662

ก่อนจะเดินทางไปประเทศเอธิโอเปีย เพื่อนต่างชาติที่ทำงานด้วยกัน และแม้กระทั่งครอบครัวของผมก็เตือนผมให้นำหม้อข้าว ข้าวสาร และอาหารแห้งมาเตรียมไว้รับประทานเอง เพื่อป้องกันความ “อดอยาก”

ดังที่มีข่าวเสมอๆ ทุกวันว่า ประเทศนี้ อดอยากขาดแคลน ยากจน

ในตอนเตรียมตัวเดินทางนั้น ด้วยความรีบร้อนแบบ “วินาทีสุดท้าย” ก็เลยข้ามประเด็น “อาหาร” ไป

ในใจขณะเตรียมตัวจัดกระเป๋าเดินทางนั้น ก็คิดว่า ถ้า “ขาดแคลน” จริงๆ ผมมีแผนจะทำ ๒ อย่าง

1. ลดน้ำหนักให้ได้ตามแผนที่วางไว้นานมาแล้ว ให้ต่ำกว่า ๗๐ กก. (ตอนนี้ นน. เกิน…. เท่าไหร่ไม่บอก อิอิ)

2. ไปปฏิบัติธรรมด้านการบริโภคอาหาร (มีอะไรก็บริโภค ไปตามนั้น ทั้งจำนวน ชนิด และรสชาติ) และถ้าจำเป็นก็ลดการบริโภคให้เหลือมื้อเดียว แบบถือศีลแปด ไปซะเลย

และคิดว่า ถ้าคนที่เชิญผมไปประชุมจะปล่อยให้ผมอดอยาก ก็จะได้รู้กันในครั้งนี้ คราวหน้าจะได้ไม่ต้องคบกันอีก

อ่านต่อ »



Main: 0.131789922714 sec
Sidebar: 0.317061901093 sec