คน “ขี้เกียจ” ที่โชคดี
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ฝนตกชุกมากในประเทศไทย และน้ำท่วมในหลายจุด โดยเฉพาะทางภาคกลาง ตะวันออก และทางภาคอีสานของประเทศไทย
ทำให้นาผมและบริเวณใกล้เคียงมีน้ำเจิ่งนองไปหมด
น้ำท่วมล้นคันนาเล็กน้อย ทำให้ปลา “นักท่องเที่ยว” จากในนาของผมได้มีโอกาสไปเที่ยวข้างนอกนาบ้างพอสมควรทีเดียว
ผมก็ติดงานสอน และวิจัยหลายอย่างก็เลย “ปล่อยเลยตามเลย” ไปบ้าง
เพราะคิดว่า ได้บ้างเสียบ้าง คงไม่เป็นไร
ขณะไปนาก็ยังเห็นปลาประเภทที่เลี้ยงอยู่ในนาผม (โดยเฉพาะปลาดุกขนาดตัวเท่าแขน) ดำผุดดำว่ายอยู่ในร่องน้ำ ด้านนอกนาอยู่หลายตัว
เมื่อวาน น้ำเริ่มลด ผมก็เลยถือโอกาสไปสำรวจแปลงนา และ เปิด “ประตูน้ำ” ให้น้ำไหลออกจากนา “เผื่อ” ปลาที่ไปเที่ยว จะคิดถึงนา และกลับใจหวนคืน “บ้าน” ในนาผมอีกครั้ง ก่อนที่จะไปหลงทางเข้าท้องคนอื่นเสียก่อน
ในขณะผมอยู่ที่นา ผมได้ยินเสียงประกาศโดยผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆว่า
ทางราชการจะชดเชยค่าเสียหายให้กับนาที่เสียหายจาก “น้ำท่วม”
ผมได้ยินก็รู้สึกดีใจแทนผู้เสียหาย ก็เลยพยายามมองไปรอบๆ ว่ามีใคร (อาจจะ)เสียหายบ้าง
ก็พบว่า ในบริเวณใกล้เคียงกับนาผมนั้น มีอยู่สัก ๒-๓ แปลง ที่ดูเหมือนว่า “อาจจะเสียหาย” เพราะมีน้ำท่วมอยู่ และบางแปลงมีร่องรอยการทำลายของหอยเชอรรี่ หรือปู ผมก็ไม่แน่ใจ
ทำให้ผมได้คิดต่อไปว่า “อะไรทำให้เขามีโอกาสจะได้รับการ ชดเชย“
จากอาการเจริญของข้าวก็คือ
- ข้าวต้นเตี้ย โตช้า จนถูถน้ำท่วม และอาจจะเสียหาย
- ต้นข้าวยังอ่อน หอยและปู กัดกินขณะจมน้ำ
ผมเลยย้อนคิดไปว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น (เพราะนาแถบนั้นเป็นนาจัดรูป มีการปรับที่ดินให้เสมอใกล้เคียงกัน)
ก็ได้ข้อสรุปว่า
- ไม่ทำคันนากั้นน้ำ ทำให้ควบคุมน้ำได้ยาก ไม่มีน้ำทำนา และ น้ำท่วมนาได้ง่าย
- เขาทำนาช้า เพิ่งหว่านข้าวไม่นานนี้เอง
- ไม่ได้ปรับปรุงดิน ข้าวโตช้า ไม่แข็งแรง
- เน้นใช้ปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นข้าวอวบ ปูและหอยชอบกัดกิน
- ไม่กำจัดหอย และปู ทำให้ข้าวถูกทำลายได้ง่าย
ที่ต่างจากนาผมที่ ปัจจุบันข้าวสูงประมาณ ๒ เมตร มีคันนากักและคุมน้ำได้ง่าย
เลยไม่เสียหายครับ
และคนที่ทำนาเร็ว ตามฤดูกาล ก็ไม่เสียหาย
ผมเลย “รู้สึกว่า”
คนที่ทำนาช้า “ขี้เกียจ” ไม่วางแผนลดประชากรหอยและปู ไม่บำรุงดิน จนข้าวอ่อนแอ
ทำให้ข้าวอาจจะ “เสียหาย” จากน้ำท่วม จะได้รับการชดเชย
ก็ดีเหมือนกันนะ
แล้วคนที่ตั้งใจทำนา “ขยัน” จะน้อยใจไหมหนอ
หรือจะไป “งุบงิบ” แจ้งเท็จ เพื่อรับค่าชดเชย ก็ไม่ทราบได้
ผมเลยเขียนเรื่องนี้ไว้เป็น “กรณีศึกษา” และ “อุทาหรณ์” ครับ
5 ความคิดเห็น
ประมาณยี่สิบปีก่อน โยมพ่อมีบ่อเลี้ยงปลา ๓-๔ บ่อ เป็นปลาดุก ปลาหมอ หรือบางครั้งก็ปลาช่อน โดยเลี้ยงผลัดเปลี่ยนกันไป… ครั้งหนึ่ง ปลาใกล้ได้จับแล้ว ก็เกิดฝนตกน้ำท่วม เฉพาะบ่อที่น้ำท่วมเลยปากบ่อ พอน้ำลง โยมพ่อใช้เครื่องสูบน้ำออก เผื่อว่ามีปลาหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็ ไม่เหลือตัวเดียว มันไปเที่ยวแล้วไม่ยอมกลับมาเลย…อาจารย์ก็ไม่ได้บอกว่า ปลาในนาของอาจารย์ มันกลับมาบ้างหรือไม่…
โยมพ่อเล่าว่า ทางราชการช่วยเหลือพันธ์ปลา แต่ก็ค้างอยู่บ้านผู้ใหญ่ ( 5 5 5 )… โยมพ่อถึงแก่กรรมไปสิบกว่าปีแล้ว อาจารย์เล่ามา ทำให้นึกถึงโยมพ่อ….
เจริญพร
ท่านมหาครับ
ปลาผมกลับครับ
ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ จะพยายามว่าย หรือโดดกลับข้ามท่อบ้าง ลอดท่อบ้าง ผมก็เลยเปิดให้เข้าโดยสะดวกครับ
ที่ไม่กลับก็ได้แก่ ปลาตะเพียน ปลาขาว
คงเป็นเพราะโดดไม่เป็นครับ พอน้ำลดก็ติดอยู่ตามแอ่งน้ำครับ
ที่บ้านปัจจุบันไม่ได้ทำนาแล้ว แต่ได้เลี้ยงปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลานิล ปลาคร๊าฟ ในบ่อดิน ได้มีการทำขอบบ่อไว้สูงประมาณ 30 เซ็น
และมีเน็ตล้อมบ่อได้ด้วย ตอนสนามบินหนองงูเห่าเสร็จใหม่ๆ ฝนตกใหญ่อยู่สองวัน ลมแรงพัดเอา เน็ตล้ม น้ำล้นขอบบ่อ บรรดาปลาก็ออกไปเที่ยวเหมือนกัน แต่ไปไม่ไกลเพราะบริเวณบ้านเป็นที่ 10 ไร่ ถือว่าพวกเขาก็อยู่ในบริเวณบ้าน พอน้ำลด ต่างก็พยายามว่ายน้ำ กลับบ้านกัน ดิฉันก็ออกมาทำร่องน้ำให้พวกเขากลับเข้าบ้านได้สะดวกๆ ปรากฏว่า มีชาวบ้านพายเรือมาเห็นปลากำลังกลับเข้าบ้าน เขาเลยเอาแห มาดัก ตรงร่องน้ำที่ดิฉันทำไว้ แล้วก็พาปลาไปเทียวตลาดซะ ดิฉันเลยไม่ได้ขายปลาที่เหลือจนทุกวันนี้ เพราะสงสารว่าอุตส่าห์รอดตายมาแล้ว ทุกวันนี้ออกลูกออกหลานมาคับบ่อแล้วคะ ก็ปล่อยให้เขาอยู่กันตามสบาย
ประกาศ ๆๆๆ เจ้าของบล๊อกหายไป กรุณากับมาด่วนๆๆๆ
มาเยี่ยมบันทึกด้วยความคิดถึง อิอิ.
ไม่หนี ไม่มี ไม่จ่าย อิอิ