<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>ลานสันติสุข</title>
	<atom:link href="http://lanpanya.com/santisuk/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lanpanya.com/santisuk</link>
	<description>เป็นลานแห่งการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี</description>
	<pubDate>Wed, 20 May 2009 13:31:25 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.5.1</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>๘๑.ปัจฉิมนิเทศ๒</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/127</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/127#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 10 Apr 2009 10:46:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=127</guid>
		<description><![CDATA[          ผมมานั่งทบทวนว่า ตลอดระยะเวลา ๙ เดือน ที่มาเรียนที่สถาบันพระปกเกล้า ผมได้อะไรกลับไปบ้าง มีสิ่งดีๆในสมองผมเต็มไปหมด เริ่มจากการที่ไม่มีสิทธิจะได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรของตัวเองให้เข้าเรียนเพราะยังไม่ถึงระดับอธิบดี ห่างชั้นมาก เพราะผมเป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่ถึงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ยังไม่ถึงรองอธิบดี และที่สำคัญคือยังไม่ถึงอธิบดีจึงไม่อาจผ่านกระบวนคัดเลือกขององค์กรได้   แต่ทางสถาบันฯมีหนังสือเชิญให้เข้าสมัครเรียน และได้รับการคัดเลือกในที่สุด คราวนี้จึงได้ขออนุญาตเรียนและได้รับอนุญาตจากท่านอัยการสูงสุดจึงเข้าเรียนได้ แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องจ่ายเอง  

           มีคนถามผมหลายคนว่ามาเรียนแล้วจะได้เลื่อนตำแหน่งอีกใช่ไหม ผมตอบว่าไม่ใช่หรอก ผมเรียนเพราะอยากเรียน มีคำถามให้กับตัวเองว่าเรียนไปทำไม เหตุผลในการเรียนแต่ละคนแตกต่างกันไป คงไม่มีใครปฏิเสธความจริงหรอกว่าที่บางคนมาเรียนหลักสูตรต่างๆเพราะต้องการการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของฐานอำนาจ เพราะอยากได้เพื่อน เรียนเพราะอยากไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะอยากเรียนรู้(เพราะเป็นพวกชอบเรียนรู้ตลอดชีวิต) ต่างคนต่างก็มีเหตุผลในตัว แต่ผมเรียนเพราะอยากเรียนรู้ และเมื่อเรียนแล้วผมได้มากมายเหลือเกิน
   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>          ผมมานั่งทบทวนว่า ตลอดระยะเวลา ๙ เดือน ที่มาเรียนที่สถาบันพระปกเกล้า ผมได้อะไรกลับไปบ้าง มีสิ่งดีๆในสมองผมเต็มไปหมด เริ่มจากการที่ไม่มีสิทธิจะได้รับการเสนอชื่อจากองค์กรของตัวเองให้เข้าเรียนเพราะยังไม่ถึงระดับอธิบดี ห่างชั้นมาก เพราะผมเป็นแค่ผู้เชี่ยวชาญ ยังไม่ถึงตำแหน่งอัยการพิเศษฝ่าย ยังไม่ถึงรองอธิบดี และที่สำคัญคือยังไม่ถึงอธิบดีจึงไม่อาจผ่านกระบวนคัดเลือกขององค์กรได้   แต่ทางสถาบันฯมีหนังสือเชิญให้เข้าสมัครเรียน และได้รับการคัดเลือกในที่สุด คราวนี้จึงได้ขออนุญาตเรียนและได้รับอนุญาตจากท่านอัยการสูงสุดจึงเข้าเรียนได้ แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องจ่ายเอง  </p>
<p><span id="more-127"></span></p>
<p>           มีคนถามผมหลายคนว่ามาเรียนแล้วจะได้เลื่อนตำแหน่งอีกใช่ไหม ผมตอบว่าไม่ใช่หรอก ผมเรียนเพราะอยากเรียน มีคำถามให้กับตัวเองว่าเรียนไปทำไม เหตุผลในการเรียนแต่ละคนแตกต่างกันไป คงไม่มีใครปฏิเสธความจริงหรอกว่าที่บางคนมาเรียนหลักสูตรต่างๆเพราะต้องการการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ของฐานอำนาจ เพราะอยากได้เพื่อน เรียนเพราะอยากไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะอยากเรียนรู้(เพราะเป็นพวกชอบเรียนรู้ตลอดชีวิต) ต่างคนต่างก็มีเหตุผลในตัว แต่ผมเรียนเพราะอยากเรียนรู้ และเมื่อเรียนแล้วผมได้มากมายเหลือเกิน</p>
<p>        ๑.ใครๆเขาว่าถ้าจะเรียนที่สถาบันพระปกเกล้าต้องเข้าหลักสูตร ปปร. เพราะเป็นหลักสูตรอันดับ ๑  สำหรับผมนึกในใจว่าหลักสูตรไหนก็ขอให้มีโอกาสเข้าเรียนก่อนเหอะ เพราะหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข เพิ่งเปิดเป็นรุ่นแรก และรุ่นแรกของทุกสถาบันจะต้องดีเยี่ยมเพราะต้องสร้างชื่อเสียง และก็เป็นจริงเพราะวิชาความรู้ที่ผมได้รับมีมากมายมหาศาลเป็นความรู้ใหม่ๆที่ไม่เคยศึกษาจากที่ไหนมาก่อน  แม้แต่ที่เขียนบันทึกก็ยังเขียนไม่หมดด้วยซ้ำไป</p>
<p>        ๒.ผมได้เรียนรู้ว่า การที่มีคนแตกต่างทางความคิดได้มาเรียนรู้ร่วมกัน อย่างน้อยสถานการณ์บังคับให้เขาต้องฟังซึ่งกันและกันโดยอัตโนมัติ ซึ่งหากเป็นเวลาปกติเรามักไม่ฟังกัน ซึ่งเห็นได้จากกรณีเสื้อเหลืองเสื้อแดงในห้อง ซึ่งในที่สุดก็เข้ากันได้อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย </p>
<p>        ๓.การเรียนรู้ได้มีการพิสูจน์ให้เห็นว่าการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องนั่งในห้องเรียนเสมอไป เราอยู่ในรถวิทยากรก็บรรยายได้ แถมเมื่อเดินไปตามสถานที่ต่างๆวิทยากรก็อธิบายให้เราได้เห็นของจริงได้</p>
<p>        ๔.ผมได้พิสูจน์ให้หลายท่านเห็นว่า หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ ๑ ของสถาบันพระปกเกล้า นอกจากมีการเรียนในห้องแล้ว ยังมีนักศึกษาที่ไม่ได้แสกนมือเข้ามานั่งฟังบรรยายในห้อง แต่รอศึกษาจากบันทึกของผมอยู่รอบโลก มีหลักฐานการโต้ตอบในบันทึกอยู่ เช่น ท่านอัครราชทูตอินเดีย,ภริยาท่านรองกงสุลดูไบ เป็นต้น ท่านเหล่านี้ศึกษาเรื่องสันติวิธีและให้ข้อคิดดีมาก ผมได้โอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางความรู้</p>
<p>        ๕.การเรียนรู้จากการลงพื้นที่เป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุด เพราะเราสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้รับฟังข้อเท็จจริง รวมทั้งได้สัมผัสของจริง เช่น ที่มาบตาพุด หน่วยงานภาครัฐ หรือโรงงานอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าควบคุมมลพิษอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  แต่ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าเขาป่วยกันอยู่ทุกวันนี้เพราะใคร และเมื่อเราลงพื้นที่จริง สิ่งที่จมูกเราสัมผัสได้ก็คือมันมีกลิ่นเหม็น ถ้าเราไม่ลงพื้นที่จริงเราก็ไม่สามารถรับรู้สิ่งเหล่านี้ได้</p>
<p>        ๖.การวางพื้นที่ให้พวกเราลงไปศึกษาทุกภาค ให้ไปเห็นเข้าใจสภาพปัญหาของภาคต่างๆ ทำให้เรารู้ว่าปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติ  ปัญหาที่ประชาชนขาดการเอาใจใส่ในการดูแลสุขภาพ ปัญหาการไม่ได้รับความยุติธรรมจากการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ย่อมล้วนแล้วแต่เป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและสามารถนำไปสู่ความวุ่นวายเช่นเดียวกับปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ได้เช่นกัน</p>
<p>        ๗.การที่พวกเราศึกษาและลงพื้นที่จริง แล้วมาจัดการเสวนาในหัวข้อต่างที่เราไปศึกษาดูงาน รับฟังความคิดเห็นจากผู้คนอย่างหลากหลาย แม้จะมีจำนวนคนไม่มากนัก แต่ก็มีนักวิชาการให้ความสนใจมาร่วมแสดงความคิดเห็นพอสมควร ซึ่งเราจะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะจากกลุ่มนักศึกษากันเองและนักวิชาการที่มาร่วมแสดงความคิดเห็น กลั่นออกมาเป็นรายงานเพื่อนำเสนอผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจะได้ใช้ในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง เป็นเรื่องต่อเนื่องที่นักศึกษารุ่นต่อไปจะได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ซึ่งจะก่อให้เกิดพลังอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>        ๘.ในการพัฒนาหลักสูตรก็ควรจะต้องกำหนดให้นักศึกษาเขียนบันทึกลงในอินเทอร์เน็ตเพื่อให้บุคคลภายนอกใช้เป็นเวทีในการแสดงความคิดเห็น และที่สำคัญนักศึกษาเองก็จะได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นักศึกษาในสถาบันนี้ ซึ่งอาจจะเป็น  ผู้ชำนาญเฉพาะด้าน ผู้ที่คลุกคลีกับปัญหาอย่างแท้จริง ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาทั้งสิ้น และอาจจะเจอปมความขัดแย้งที่สามารถแก้ปัญหาได้ในพริบตา</p>
<p>        ผมเห็นแต่ข้อดีของการศึกษาหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข และหวังว่าหลักสูตรนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและข้อเสนอแนะของนักศึกษาหลักสูตรนี้จะสามารถช่วยให้ผู้มีอำนาจแก้ไขปัญหาสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี และนักศึกษาหลักสูตรนี้เรียนจบแล้วไม่ใช่จบแล้วนิ่งเฉย ทุกคนมีสัญญาใจว่าเราต่างมีภาระที่จะต้องนำความรู้ไปแก้ปัญหาสังคมให้เกิดสันติสุขให้จงได้&#8230;&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/127/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๘๐.ปัจฉิมนิเทศ</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/126</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/126#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Apr 2009 13:56:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=126</guid>
		<description><![CDATA[       และแล้วก็ครบ ๙ เดือนที่ผมเป็นนักเรียนสถาบันพระปกเกล้า เพิ่งปัจฉิมนิเทศจบมาหมาดๆ ผมรู้สึกว่าในวันปัจฉิมนิเทศ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ชาว สสสส.๑ (การเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ ๑)มีความสนิทสนมกันมากขึ้น มีความเป็นพี่เป็นน้องมากขึ้น ถ้าคนในสังคมเป็นแบบนี้สังคมเราสันติสุขแน่

        วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒ เป็นวันที่เราทบทวนกันว่าหลักสูตรของเรามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไรข้อบกพร่องของเราอยู่ที่ไหน เราจะแก้ไขกันอย่างไร เราแยกกลุ่มกัน ๕ กลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มไประดมสมองกัน เมื่อนำเสนอก็ไม่มีการเรียงลำดับกลุ่ม ใครอยากนำเสนอก่อนก็ให้นำเสนอได้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เพราะมีการอำกัน เช่น กลุ่มแรกที่ออกมานำเสนอก็พูดดักคอว่า ที่เขาพูดนั้นหากกลุ่มต่อไปจะลอกก็ไม่ว่ากัน (รู้กันว่าต่างคนต่างก็รู้ปัญหาเพราะมันเป็นปัญหาเดียวกัน) กลุ่มที่นำเสนอเป็นกลุ่มที่ ๒ ก็บอกว่า กลุ่มแรกมานำเสนอในเรื่องรายละเอียด แต่เขาจะนำเสนอเป็นภาพรวมกว้างเป็นการเสนอเรื่องยุทธศาสตร์ อิอิ กลุ่มต่อไปก็นำเสนอซึ่งส่วนใหญ่ก็จะซ้ำๆกันเพราะเรามองเห็นปัญหาเหมือนกัน ในที่สุดกลุ่มของผมต้องนำเสนอเป็นกลุ่มสุดท้าย และก็ไม่แคล้วเป็นผมอีก ผมก็อำเข้าให้มั่งว่า ฟังทุกกลุ่มพูดแล้วก็เป็นเรื่องซ้ำๆกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>       และแล้วก็ครบ ๙ เดือนที่ผมเป็นนักเรียนสถาบันพระปกเกล้า เพิ่งปัจฉิมนิเทศจบมาหมาดๆ ผมรู้สึกว่าในวันปัจฉิมนิเทศ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ชาว สสสส.๑ (การเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ ๑)มีความสนิทสนมกันมากขึ้น มีความเป็นพี่เป็นน้องมากขึ้น ถ้าคนในสังคมเป็นแบบนี้สังคมเราสันติสุขแน่</p>
<p><span id="more-126"></span></p>
<p>        วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๒ เป็นวันที่เราทบทวนกันว่าหลักสูตรของเรามีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไรข้อบกพร่องของเราอยู่ที่ไหน เราจะแก้ไขกันอย่างไร เราแยกกลุ่มกัน ๕ กลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มไประดมสมองกัน เมื่อนำเสนอก็ไม่มีการเรียงลำดับกลุ่ม ใครอยากนำเสนอก่อนก็ให้นำเสนอได้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เพราะมีการอำกัน เช่น กลุ่มแรกที่ออกมานำเสนอก็พูดดักคอว่า ที่เขาพูดนั้นหากกลุ่มต่อไปจะลอกก็ไม่ว่ากัน (รู้กันว่าต่างคนต่างก็รู้ปัญหาเพราะมันเป็นปัญหาเดียวกัน) กลุ่มที่นำเสนอเป็นกลุ่มที่ ๒ ก็บอกว่า กลุ่มแรกมานำเสนอในเรื่องรายละเอียด แต่เขาจะนำเสนอเป็นภาพรวมกว้างเป็นการเสนอเรื่องยุทธศาสตร์ อิอิ กลุ่มต่อไปก็นำเสนอซึ่งส่วนใหญ่ก็จะซ้ำๆกันเพราะเรามองเห็นปัญหาเหมือนกัน ในที่สุดกลุ่มของผมต้องนำเสนอเป็นกลุ่มสุดท้าย และก็ไม่แคล้วเป็นผมอีก ผมก็อำเข้าให้มั่งว่า ฟังทุกกลุ่มพูดแล้วก็เป็นเรื่องซ้ำๆกัน ผมจะนำเสนอในส่วนที่เพื่อนมองไม่เห็นแล้วกัน ฮา&#8230;.เสียงโห่ ฮิ้วๆ</p>
<p>        วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๒ เป็นวันที่เรานำเสนอผลงานทางวิชาการ ในเรื่องมาบตาพุด คนไร้รัฐ ตีแตกอีสาน และการเมือง ที่เป็นไฮไลท์สุดท้ายคือเรื่องรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งผมเป็นหนึ่งใน ๑๓ กรรมการวิชาการยกร่างแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งพวกเราไปเก็บตัวเขียนร่างรายงานกันที่บางแสน โดยประชุมยกร่างวันแรกตั้งแต่ทุ่มเศษถึง ๔ ทุ่ม วันที่สองตั้งแต่ ๙ โมงเช้ายันบ่ายโมง และตั้งแต่บ่ายสองยันหกโมงเย็น วันที่สามก็เหมือนกันแต่ตอนเย็นเสร็จเร็วขึ้นมานิดหนึ่งมีเวลาไปคลายเครียดไปนั่งทานอาหารริมทะเล และวันสุดท้ายเข้าประชุมรอบเช้าอีกรอบก่อนเดินทางกลับ </p>
<p>ผมต้องนำเสนอด้วย เราแยกกันนำเสนอสี่ประเด็นหลัก คือ</p>
<p>๑.สภาพปัญหาและสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่ง คุณไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว เป็นผู้นำเสนอ</p>
<p>๒.ข้อสังเกตแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต คุณปองจิต สรรพคุณ ทำหน้าที่นำเสนอในส่วนนี้</p>
<p>๓.กรอบแนวคิดและทิศทางการแก้ไขปัญหา ส่วนนี้ผมเป็นคนนำเสนอ </p>
<p>๔.ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการแก้ไขปัญหา ในส่วนนี้คุณจูน ดร.จินตนาภา โสภณ เป็นผู้นำเสนอ</p>
<p>ในการนำเสนอมี ดร.ชัญญา อภิปาลกุล หรือพี่อิ้งหรือมอรอวอสะอิ้ง ณ ขอนแก่น ของพวกเราเป็นผู้นำการนำเสนอ</p>
<p>        ผมนำเสนอโดยให้ทุกคนมองภาพเป็นด้ายกลุ่มหนึ่ง ที่มันขมวดแบบหลวมๆ แต่แล้วก็มีเด็กซนคนหนึ่งไปหยิบด้ายมากระตุกเล่น ใครห้ามก็ไม่ฟัง ด้ายมันก็เลยขมวดปม การที่ด้ายมันเป็นขยุ้มและเริ่มมัดพันกันแบบนี้ บ้านผมเรียกว่า ด้ายมัน “เข้าเหย่า”  การแก้ด้ายที่มันเป็นแบบนี้หากใจไม่เย็นพอหรือแก้ปัญหาแบบใจร้อนเพื่อให้มันเสร็จๆไปนั้นมีแต่จะทำให้ด้ายยิ่งมัดแน่นเข้าไปอีก และที่สำคัญคนที่จะแก้ถ้าไม่ใช่คนในไม่รู้จริงว่าด้ายมันเริ่มขมวดจากจุดไหน ยิ่งแก้มันก็จะยิ่งยุ่ง  สิ่งที่จะแก้ได้ต้องใช้สันติวิธี เพราะการใช้สันติวิธีก็จะเหมือนกับการแก้ด้าย ใจร้อนไม่ได้ต้องใจเย็นอย่างเดียว ค่อยๆแก้ไปทีละเปลาะด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความอดทนอดกลั้นและเป็นไปตามขั้นตอนจึงจะสำเร็จ จากนั้นจึงว่าไปตามร่างรายงานที่ได้ระดมสมองกัน จบรายการนี้ๆเพื่อนๆมาชมกันว่าผมนำเสนอได้โดดเด่นมาก..อะแฮ้ม&#8230;มองเห็นภาพการแก้ปัญหาภาคใต้ว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จ</p>
<p>        หลังจากที่พวกเราได้นำเสนอ ท่านศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านแสดงความพึงพอใจในการนำเสนอผลงานวิชาการของพวกเราทุกกลุ่มวิชาการ โดยเฉพาะผลงานการเขียนบันทึกเหล่านี้ซึ่งเจ้าหน้าที่นำไปพิมพ์เป็นรูปเล่มได้ ๒๕๐ กว่าหน้า ท่านยังได้ฝากให้พวกเราช่วยกันระดมสมองแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ ฝากให้พวกเราช่วยกันนำเสนอความคิดเห็นต่อหลักสูตรของรุ่นต่อไป หลังจากนั้นพี่เปี๊ยก(พิชัย นันทชัยพร)นายกเทศมนตรีราชบุรี ได้พาพวกเราขึ้นเรือล่องลำน้ำดูทิวทัศน์สองข้างทาง  </p>
<p>         ไปดูโบสถ์คริสต์ที่สร้างมาร้อยกว่าปีสวยงามมาก ไปจนถึงอัมพวา แล้วให้พวกเราขึ้นไปเดินตลาด มีคาราโอเกะให้ร้องข้างถนนเพลงละ ๕ บาท คนจัดการอายุ ๗๒ ปี เป็นนักพากย์หนังเก่า มีชาวบ้านไปนั่งร้องเพลงเก่าๆ ผมถูกพี่บุญสืบลากไปร้องเพลงมนต์รักลูกทุ่ง เป็นที่ติดอกติดใจของบรรดาแม่ค้า อิอิ สักพักพี่หญิงใหญ่(ทิพย์วัลย์ ปิ่นภิบาล) ผ่านมาเราก็เลยเชิญพี่หญิงมาร้องเพลง คราวนี้คุณอาเจ้าของคาราโอเกะ เปิดเพลงเอลวิส  ให้พี่หญิงและลุงเอกร้อง เพราะแกเห็นพวกเราอายุมากแล้วหรือไง แต่แกดูมีความสุขมาก พูดถึงเฉลิมกรุง นึกถึงตรงนั้นตรงนี้ ร้องเพลงประสานกับพี่หญิงใหญ่ แล้วพวกเราก็ลงขันให้แกคนละยี่สิบ ดีใจที่ทำให้คนแก่มีความสุข</p>
<p>        กลับมาถึงโรงแรมยังติดลมไม่หาย พี่หญิงใหญ่ ลุงเอก พี่อึ่ง และพวกเราอีกหลายคนนั่งร้องเพลงกันในคอฟฟี่ช้อปของโรงแรมจนตีสองจึงได้แยกย้ายกันขึ้นไปนอน</p>
<p>        ผมเขียนบันทึกเล่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในห้องเรียนและนอกห้องเรียนให้ผู้ที่เข้ามาอ่านบันทึกได้เรียนรู้พร้อมๆกับผมไปด้วย โดยนึกแต่เพียงว่าการเขียนบันทึกของผมเป็นการเขียนเพื่อให้เพื่อนที่ไม่สามารถมาเรียนในห้องจะได้ตามเพื่อนๆทัน เพื่อให้ผู้สนใจและเพื่อให้บรรดาแฟนบล็อกทั้งหลายที่ติดตามผลงานของผมได้เรียนรู้กันไปด้วย เขียนไปเขียนมาพอเอามาพิมพ์กลายเป็นได้หนังสือเล่มหน้าสองร้อยกว่าหน้า ได้แจกในวันปัจฉิมนิเทศเพื่อนๆหลายคนฮือฮากันมาก สภาสถาบันพระปกเกล้าก็พอใจในเอกสารชุดนี้  เพื่อนๆก็เลยยกตำแหน่ง “นักเรียนดีเด่น” ให้ผม ในเรือคืนนั้นเพื่อนๆก็ขอให้ลุงเอกมอบของรางวัลเป็นโถเซรามิกสวยงามมากให้กับผม ผมขอบคุณและบอกว่าความสำเร็จนี้ไม่ใช่ความสำเร็จของผมแต่เป็นความสำเร็จของรุ่น</p>
<p>        มาถึงบทสรุปว่าพวกเราได้อะไรจากการไปเรียนที่พระปกเกล้า คงต้องไปเล่าต่อตอนหน้า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/126/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๙.บทสรุปคนไร้รัฐ</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/125</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/125#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 Mar 2009 00:25:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=125</guid>
		<description><![CDATA[สภาพปัญหา
        ที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่าและเป็นเขตทับซ้อนทางอธิปไตยระหว่างไทยกับพม่าอีกด้วย   ในอดีตชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวไม่รู้เรื่องความสำคัญของบัตรประชาชน/ทะเบียนราษฎร จึงไม่ให้ความสนใจไปแจ้งข้อมูลกับทางราชการ  แต่พอไปขอเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรได้ระยะหนึ่ง ที่ว่าการอำเภออายถูกไฟไหม้เอกสารสูญหาย ราษฎรขอทำบัตรใหม่อำเภอก็ไม่ออกให้ประกอบกับช่วงประมาณ ปีพ.ศ.๒๕๑๙-๒๐ คนพม่าได้อพยพหนีตายจากสงครามเข้ามามาก ช่วงนั้นอำเภอแม่อายได้ออกบัตร “ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า” ให้กับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านไม่ยอมรับ จึงทูลเกล้าถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในที่สุดด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัญหานี้จึงคลี่คลายลง  โดยนายอำเภอกฤษฎา และ นายอำเภอ ชยันตร์ ตรวจสอบยืนยันว่าชาวบ้านแม่อายเป็นคนสัญชาติไทยจึงได้มีการทำบัตรประชาชน และมีรายชื่อชาวบ้านในทะเบียนราษฎร์

        แต่พอวันที่ ๕ กุมภาพันธ์  พ.ศ.๒๕๔๕ นายอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการให้มีการจำหน่ายชื่อราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนราษฎร (ทร.๑๔) โดยอ้างว่าบุคคลเหล่านี้เคยถือบัตรพลัดถิ่นสัญชาติพม่าและการระบุสัญชาติไทยกับบุคคลเหล่านี้แท้จริงแล้วมีการทุจริตเกิดขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สภาพปัญหา</p>
<p>        ที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่าและเป็นเขตทับซ้อนทางอธิปไตยระหว่างไทยกับพม่าอีกด้วย   ในอดีตชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวไม่รู้เรื่องความสำคัญของบัตรประชาชน/ทะเบียนราษฎร จึงไม่ให้ความสนใจไปแจ้งข้อมูลกับทางราชการ  แต่พอไปขอเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรได้ระยะหนึ่ง ที่ว่าการอำเภออายถูกไฟไหม้เอกสารสูญหาย ราษฎรขอทำบัตรใหม่อำเภอก็ไม่ออกให้ประกอบกับช่วงประมาณ ปีพ.ศ.๒๕๑๙-๒๐ คนพม่าได้อพยพหนีตายจากสงครามเข้ามามาก ช่วงนั้นอำเภอแม่อายได้ออกบัตร “ผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า” ให้กับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านไม่ยอมรับ จึงทูลเกล้าถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในที่สุดด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัญหานี้จึงคลี่คลายลง  โดยนายอำเภอกฤษฎา และ นายอำเภอ ชยันตร์ ตรวจสอบยืนยันว่าชาวบ้านแม่อายเป็นคนสัญชาติไทยจึงได้มีการทำบัตรประชาชน และมีรายชื่อชาวบ้านในทะเบียนราษฎร์</p>
<p><span id="more-125"></span></p>
<p>        แต่พอวันที่ ๕ กุมภาพันธ์  พ.ศ.๒๕๔๕ นายอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินการให้มีการจำหน่ายชื่อราษฎรจำนวน ๑,๒๔๓ คน ออกจากทะเบียนราษฎร (ทร.๑๔) โดยอ้างว่าบุคคลเหล่านี้เคยถือบัตรพลัดถิ่นสัญชาติพม่าและการระบุสัญชาติไทยกับบุคคลเหล่านี้แท้จริงแล้วมีการทุจริตเกิดขึ้น โดยไม่มีการประกาศให้ชาวบ้านได้รับรู้ ชาวบ้านมาทราบเมื่อไปตรวจรายชื่อเพื่อเลือกผู้ใหญ่บ้าน แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่ามีคนไทยแท้ๆจำนวนมากแต่ตกสำรวจถูกเหมารวมเอาว่าไม่ใช่คนสัญชาติไทย ทำให้ราษฎรที่ถูกกระทำดังกล่าวต้องพบเจอกับปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติทันที </p>
<p>เรื่องราวแห่งการต่อสู้</p>
<p>        ชาวบ้านแม่อายจำเป็นต้องลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยใช้ความสามัคคีรวมตัวร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังหลายท่าน เช่น คุณหญิงอัมพร มีสุข คณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ / ครูแดง เตือนใจ ดีเทศน์ ส.ว.เชียงราย /นายวินิจ ล้ำเหลือ ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ ผู้พลัดถิ่น แรงงานต่างด้าว สภาทนายความ/นายกฤษฎา บุญราช อดีตนายอำเภอแม่อาย/ นักวิชาการกฎหมาย และอีกหลายๆท่าน ได้ให้การสนับสนุนชี้แนะ แนะนำข้อกฎหมาย ทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมายสัญชาติ กฎหมายทะเบียนราษฎร ให้ชาวบ้านได้เข้าใจสิทธิของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร และลูกศิษย์ได้ช่วยให้ชาวบ้านตั้งหลักในการต่อสู้โดยสันติวิธี</p>
<p>        ชาวแม่อายโดยความช่วยเหลือจากผู้มีความรู้ทางกฎหมายและรักความเป็นธรรมได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลปกครองชั้นต้น(เชียงใหม่) มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗ ว่าคำสั่งของนายอำเภอไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ประกาศให้ผู้เสียสิทธิทราบและไม่เปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์  ต่อมาวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๔๘ ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้น</p>
<p>ปัญหายังไม่จบ</p>
<p>        แม้ผลคำพิพากษาจะปรากฏออกมาแล้ว แต่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบก็ยังมีปัญหาด้านต่างๆ เช่น เรื่องหนี้สินที่กู้กับธนาคาร เมื่อถูกถอนสัญชาติก็ถูกบอกเลิกสัญญา สิทธิของคนเป็นข้าราชการที่จะเบิกค่ารักษาพยาบาลแม่ที่ป่วยซึ่งถูกถอนชื่อจากทะเบียนราษฎร์  และคนที่ไม่ได้ถูกเพิกถอนสัญชาติแต่ยังไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์จะดำเนินการกันอย่างไรเพื่อให้ได้สัญชาติ จะพิสูจน์สัญชาติให้ชาวบ้านอย่างไร</p>
<p>        รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ และคณะ จึงลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็ง แนะนำวิธีทำสายเครือญาติ เรียงลำดับญาติ ตระกูลต่างๆ วิธีการรวบรวมหลักฐาน รวมตลอดถึงการพิสูจน์ดีเอ็นเอ จนทำให้ชาวบ้านได้รับสัญชาติคืนมาอีก ๑๒๒ คน </p>
<p>        การช่วยชาวบ้านแบบมีคนทำให้ทุกอย่าง ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าชาวบ้านจะคิดไม่เป็น ช่วยเหลือตัวเองไม่เป็น ต้องร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องให้ชาวบ้านศึกษาทำความเข้าใจกับปัญหา รู้จักวิเคราะห์ปัญหา วิธีแก้ไขปัญหา จึงต้องหาแกนนำมาเพิ่มอาวุธทางปัญญา ให้เขาทำความเข้าใจกับข้อกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง </p>
<p>จากการร่วมมือกันจากหลายภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน ข้าราชการทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น นักการเมือง องค์การยูนิเซฟ แห่งประเทศไทย  วันนี้ที่แม่อาย มี “คลินิกกฎหมายชาวบ้านด้านสถานะและสิทธิบุคคล” เกิดขึ้นแล้ว โดยชาวบ้านช่วยเหลือกันเองเป็นทนายเท้าเปล่า ที่มาช่วยเพื่อนบ้านรวบรวมพยานหลักฐานเพราะเขาก็คืออดีตคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่ถูกเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนราษฎรนั่นเอง</p>
<p>เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ คณะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” รุ่นที่ ๑ ของสถาบันพระปกเกล้าฯ ได้ลงพื้นที่ศึกษาสภาพปัญหาทั้งในเชิงพื้นที่และในเชิงบุคคลในพื้นที่และศึกษาต้นแบบกระบวนการจัดการปัญหาสิทธิในสถานะบุคคลสำหรับคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย</p>
<p>สิ่งที่ได้พบและข้อเสนอแนะ</p>
<p>        ๑.ความเข้มแข็งของชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มแกนนำที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้าน ที่แม้ความรู้สายสามัญจะไม่สูงแต่เมื่อเขาได้เรียนรู้การแก้ไขปัญหาให้กับคนในชุมชนโดยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายสัญชาติ กฎหมายทะเบียนราษฎร ทั้งยังอ้างอิงบทมาตราได้อย่างคล่องแคล่ว แสดงให้รู้ว่าแกนนำชุมชนเหล่านี้รู้กฎหมายเหล่านี้จริง</p>
<p>        ๒.วิธีการพัฒนาชาวบ้านโดยจัดชั้นเรียนปัญหาของชุมชนโดยแยกห้องเรียนแต่ละปัญหาออกจากกัน เช่น คนไทยที่เกิดในไทยแต่ตกสำรวจ  หรือคนสัญชาติอื่นที่ไม่มีประเทศใดรับรองสัญชาติแต่มาอยู่ในพื้นที่แม่อาย เป็นต้น จะทำให้ได้ผู้รู้ประจำชุมชนในเรื่องนั้นๆ เหมาะกับสภาพของแกนนำแต่ละคน</p>
<p>        ๓.การช่วยให้ชาวบ้านได้เรียนรู้สายลำดับเครือญาติและค้นหาหลักฐานต่างๆมารวบรวมไว้ ค่อนข้างทำได้ดี แต่ที่ได้เห็นปัญหาอย่างชัดเจนคือการเก็บเอกสารไม่เป็นระบบ   ประสบการณ์จากการทำสำนวนคดีจึงรู้ว่าหากการเก็บเอกสารแบบที่ชุมชนแม่อายทำอยู่ขณะนี้หากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่อยู่จะไม่สามารถค้นหาหลักฐานใดๆได้เลย จึงได้แนะนำวิธีการจัดการข้อมูล เช่น ให้เก็บแบบเรียงลำดับบ้านเลขที่ในหมู่บ้าน หรือเรียงอักษรชื่อบุคคล ก.ถึง ฮ.หรือจัดหมวดหมู่ประเภทของปัญหา หรือหมวดหมู่ของตระกูล หรือลำดับของผู้มาร้องขอความช่วยเหลือ และแนะนำให้ใช้เครื่องคอมพิเตอร์เก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลที่ตรวจสอบได้ง่าย เพราะเบื้องต้นเมื่อการเก็บหลักฐานมีเพียงไม่กี่ครอบครัวก็จะไม่ยุ่งยาก มีแฟ้มจำนวนเล็กน้อย แต่เท่าที่เห็นในวันลงพื้นที่พบว่ามีชั้นเก็บเอกสารหลายชั้นมากและในแต่ละชั้นมีแฟ้มจำนวนมาก เมื่อถามว่าจะหาอย่างไรก็ตอบว่าก็คงต้องค้นหา ซึ่งเห็นว่าผิดวิธีและทำให้การทำงานสับสนและล่าช้าได้</p>
<p>        ๔.ได้แนะนำการกรอกแบบสอบถามเพื่อกำหนดสถานะบุคคล ฯ โดยให้พยายามกรอกรายละเอียดให้มากที่สุด เพราะเท่าที่ขอตรวจดูพบว่ามักจะกรอกข้อมูลไม่ครบ อาจเป็นเพราะไม่เห็นความสำคัญ ได้แนะนำว่าให้ถือว่าข้อมูลทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับแต่ละบุคคลมีความสำคัญทั้งนั้นและต้องจัดเก็บให้ดี</p>
<p>        ๕.ได้แนะนำวิธีติดต่อกับทางราชการให้ติดต่อโดยหนังสือและให้เจ้าหน้าที่ลงรับเป็นหลักฐานให้ หากไม่ ได้แนะนำการกรอกข้อมูลแบบสอบถามยอมรับให้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับ และแนะนำให้เก็บสำเนาเอกสารอย่างน้อยสองชุดเพื่อจะได้เป็นหลักฐานว่าชาวบ้านได้มาติดต่อกับทางราชการจริง</p>
<p>        ๖.การขอคัดเอกสารจากทางราชการให้ขอให้ทางเจ้าหน้าที่รับรองสำเนาทุกครั้ง</p>
<p>        ๗.หากมีการขยายวิธีการนี้ไปยังกลุ่มคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทยตามจุดต่างๆ เช่น กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่จังหวัดระนอง (ทราบว่ามีโครงการต่อยอดจากแม่อายสู่ระนองแล้ว) กลุ่มคนไทยตามแนวตะเข็บชายแดนต่างๆ ก็จะเป็นการดี</p>
<p>        ๘.ต้องมีวิธีการปลุกจิตสำนึกข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับสัญชาติและทะเบียนราษฎรให้เลิกหากินบนความทุกข์ยากของคนไทยด้วยกัน</p>
<p>        ๙.กระตุ้นให้กระบวนการยุติธรรมให้ความสนใจปัญหาคนไร้รัฐไร้สัญชาติเพิ่มขึ้น โดยอาจขอให้เพิ่มหลักสูตรในการอบรมบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เห็นและเข้าใจความเดือดร้อนของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ และการวิเคราะห์คดีเหล่านี้ด้วยละเอียดรอบคอบและยุติธรรม.</p>
<p> ผมได้นำเสนอข้อมูลข้างบนนี้ในการเสวนาที่ห้องประชุมวุฒิสภาให้สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลเพื่อจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาของสังคมต่อไป และต้องอย่าลืมว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคนแม้ในเบื้องต้นใครจะมองว่าเป็นปัญหาเล็กๆ แต่พอเกิดปัญหาลุกลามก็ยากที่จะแก้ไขเหมือนเช่นปัญหาภาคใต้ที่เกิดจากความไม่พอใจในอดีตแล้วค่อยพัฒนารูปแบบการต่อสู้ในเชิงสัญลักษณ์จนกระทั่งมาเป็นการต่อสู้ด้วยความรุนแรงดังเช่นปัจจุบัน&#8230;.. </p>
<p>ข้อมูลจาก</p>
<p>     เอกสารประกอบการดูงานภาคเหนือ กลุ่มที่ ๔ : สิทธิทางกฎหมายที่ต้องทวงถามของคนแม่อาย โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร</p>
<p>     เอกสารประกอบการศึกษาดูงานของนักเรียนสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง &#8220;การเสริมสร้างสังคมสันติสุข&#8221; รุ่นที่ ๑ ณ ชุมชนแม่อาย จ.เชียงใหม่ โดยคลินิกกฎหมายชาวบ้าน(ด้านสถานะและสิทธิของบุคคล) อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่</p>
<p>   http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000125631</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/125/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๘.ระโหยโรยแรงแห่งอิหร่าน๕.</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/124</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/124#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Mar 2009 11:02:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม่ได้จัดหมวดหมู่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=124</guid>
		<description><![CDATA[เราได้ทานอาหารอิ่ม ได้ฟังข้อมูลที่น่าสนใจ ผมพอสรุปได้ดังนี้ครับ
ดูไบเป็นเพียงรัฐๆหนึ่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คือกรุงอาบูดาบี  การเจริญเติบโตของดูไบรวดเร็วมาก หากเห็นภาพการก่อสร้างถนนหนทางและตึกที่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็วจะยิ่งทำให้เห็นความทันสมัยของดูไบอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้คนที่มีวิชาชีพวิศวกร การออกแบบอาคารบ้านเรือน ตึกสูง หากฝีมือเตะตาผู้ประกอบธุรกิจก็จะมีงานรองรับอย่างสบาย ดังจะเห็นว่าตึกอาคารต่างๆจะมีการออกแบบอย่างสวยงามแปลกตา ตึกที่สูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่นี่ 

ดูไบเป็นศูนย์กลางการค้า เป็นศูนย์กลางของท่าเรือ การท่องเที่ยว การลงทุนและการธนาคารของตะวันออกกลาง รัฐอื่นๆอาจมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบ แต่สำหรับดูไบแล้วเน้นไปที่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ทราบว่ามีการตั้งเป้าหมายว่าจะให้มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๐๐ ล้านคน ซึ่งจะเป็นรายได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจต่างๆในดูไบ แถมยังใจป้ำให้ถือครองหุ้นได้ทั้งหมด เช่น ไทเกอร์ วู๊ด มาลงทุนทำสนามกอล์ฟ  แต่เขาไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินนะครับ ดูไบขายความไว้เนื้อเชื่อใจครับ คุณมาลงทุนเก็บกินผลประโยชน์ไปเลย ๙๐ ปี คุ้มค่าพอแก่การลงทุนหรือไม่ หากคุ้มแล้วลุยเลย&#8230;
        สำหรับประเทศไทยได้ซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอันดับหนึ่ง ขณะเดียวกันได้มีการรับรองตราฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยได้โอกาสในการส่งไก่ต้มสุกไปขายยังประเทศกลุ่มอาหรับได้ง่ายขึ้น ภาคก่อสร้างก็ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจในดูไบมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาสำหรับสินค้าเมื่อเจอคู่แข่งจากจีนและอินเดีย เพราะของไทยจะมีราคาสูงกว่า
      [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เราได้ทานอาหารอิ่ม ได้ฟังข้อมูลที่น่าสนใจ ผมพอสรุปได้ดังนี้ครับ</p>
<p>ดูไบเป็นเพียงรัฐๆหนึ่งของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คือกรุงอาบูดาบี  การเจริญเติบโตของดูไบรวดเร็วมาก หากเห็นภาพการก่อสร้างถนนหนทางและตึกที่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็วจะยิ่งทำให้เห็นความทันสมัยของดูไบอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้คนที่มีวิชาชีพวิศวกร การออกแบบอาคารบ้านเรือน ตึกสูง หากฝีมือเตะตาผู้ประกอบธุรกิจก็จะมีงานรองรับอย่างสบาย ดังจะเห็นว่าตึกอาคารต่างๆจะมีการออกแบบอย่างสวยงามแปลกตา ตึกที่สูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่นี่ </p>
<p><span id="more-124"></span></p>
<p>ดูไบเป็นศูนย์กลางการค้า เป็นศูนย์กลางของท่าเรือ การท่องเที่ยว การลงทุนและการธนาคารของตะวันออกกลาง รัฐอื่นๆอาจมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบ แต่สำหรับดูไบแล้วเน้นไปที่ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ทราบว่ามีการตั้งเป้าหมายว่าจะให้มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๐๐ ล้านคน ซึ่งจะเป็นรายได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในธุรกิจต่างๆในดูไบ แถมยังใจป้ำให้ถือครองหุ้นได้ทั้งหมด เช่น ไทเกอร์ วู๊ด มาลงทุนทำสนามกอล์ฟ  แต่เขาไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินนะครับ ดูไบขายความไว้เนื้อเชื่อใจครับ คุณมาลงทุนเก็บกินผลประโยชน์ไปเลย ๙๐ ปี คุ้มค่าพอแก่การลงทุนหรือไม่ หากคุ้มแล้วลุยเลย&#8230;</p>
<p>        สำหรับประเทศไทยได้ซื้อน้ำมันดิบจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นอันดับหนึ่ง ขณะเดียวกันได้มีการรับรองตราฮาลาลของสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยได้โอกาสในการส่งไก่ต้มสุกไปขายยังประเทศกลุ่มอาหรับได้ง่ายขึ้น ภาคก่อสร้างก็ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจในดูไบมากขึ้น แต่ยังมีปัญหาสำหรับสินค้าเมื่อเจอคู่แข่งจากจีนและอินเดีย เพราะของไทยจะมีราคาสูงกว่า</p>
<p>        ในดูไบมีแรงงานไทยเข้าไปทำงานทางด้านรถไฟฟ้าซึ่งถือเป็นแรงงานฝีมือดี ธุรกิจโรงแรม สปา โดยเฉพาะสปาไทยใครๆก็ต้องการ</p>
<p>พวกเราซักถามปัญหา ซึ่งใช้เวลานานมาก เมื่อได้เวลาพอสมควรก็ลากลับ พักผ่อน</p>
<p>เช้าวันรุ่งขึ้นเราไปทัศนศึกษาชมเมือง เห็นการก่อสร้างตลอดระยะทางที่เราไป เราเห็นความโอ่อ่าของอาคารสถานที่ เห็นอาคารตึกสูงที่สุดในโลกกำลังจะเสร็จ เราไปดูโครงการปาล์มที่มีการถมทะเลเพื่อสร้างอาคารเป็นรูปต้นปาล์ม ไปดูโรงแรมเรือใบ ไปดูห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ภายในมีอควาเรียมขนาดยักษ์เลี้ยงปลาฉลามวาฬได้ แล้วกลับมาทานอาหารเที่ยงที่โรงแรม จากนั้นก็ไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้าที่มีหิมะเทียมสามารถเล่นสกีได้ เรามองว่าดูไบมีความพร้อมในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ และที่น่าสนใจก็คือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ไม่ไกลจากอิหร่าน แต่ความเจริญทางด้านวัตถุแตกต่างกันอย่างลิบลับ ต่างกันที่อิหร่านมีความเจริญในอดีตคอยค้ำยันอยู่ แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดยเฉพาะที่ดูไบซึ่งเราไปเห็นมา เป็นความเจริญสมัยใหม่ และเป็นเรื่องน่าศึกษาว่าในที่สุดแล้วการอนุรักษ์นิยมแบบอิหร่าน กับเสรีนิยมแบบสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ใครจะมีความสุขมากกว่ากัน</p>
<p>เราเดินทางจากดูไบเมื่อตอนตีสามเศษของวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ กลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพเมื่อเวลาเที่ยงเศษของวันเดียวกัน บอกได้คำเดียวว่าถึงแม้จะเห็นความอลังการของอิหร่านและดูไบ แต่พวกเราก็ยังรักประเทศไทยและรักมากกว่าเดิม&#8230;.</p>
<p>กลับมาถึงเราจึงสรุปบทเรียนที่ได้จากอิหร่าน ระดมความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมกลุ่มจนได้บทสรุป ดังนี้</p>
<p>๑.การศึกษาดูงานสำหรับนักศึกษาหลักสูตรต่างๆล้วนแต่มีประโยชน์หลากหลาย แต่ที่ผ่านมามักจะมีเสียงวิพากย์วิจารณ์ว่าการไปศึกษาดูงานต่างประเทศคือการไปเที่ยว ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากนักศึกษาเองที่เมื่อไปต่างประเทศมักจะพุ่งความสนใจไปที่แหล่งช้อบปิ้งหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่หลักสูตร สสสส.๑ นี้แม้ไม่มีการศึกษาดูงานความขัดแย้งทุกวัน และแม้จะมีที่ให้เที่ยวบ้างก็ตาม แต่มีการกระตุ้นให้นักศึกษาสนใจในเชิงประวัติศาสตร์อิสลามมากจากไกด์ โดยเฉพาะคุณเลอพงศ์ ซาร์ยีด ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ในการทำความเข้าใจในบุคคลต่างศาสนาได้เป็นอย่างดีและทำให้นักศึกษาอยากทำความเข้าใจศาสนาอิสลามมากขึ้นดังปรากฏเห็นจากคำถามที่ระดมถามรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่ เฮาซะห์ ด้วยความสนใจ </p>
<p>๒.สถานที่ท่องเที่ยวที่ไปดูเช่นพระราชวังโกเลสตาน จตุรัสอิหม่าม(พระราชวังอาลิคาปู)เป็นการศึกษาถึงความสามารถในการคำนวณเรื่องเสียงของชาวเปอร์เซีย ความสามารถทางด้านสถาปัตยกรรม,ความสุนทรียทางด้านศิลปกรรม อย่างหลากหลาย ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของคนเปอร์เซีย กับภาพของอิหร่านที่เราเคยรับรู้มาก่อนเหมือนกับเมืองที่ตกอยู่ในอันตราย มีระเบิดนิวเคลียร์หรือกำลังพัฒนาประสิทธิภาพยูเรเนียม ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติจนถูกมีมติคว่ำบาตรหลายครั้ง ผู้คนน่าจะเป็นผู้เคร่งเครียด แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่าคนอิหร่านมีน้ำใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสกับนักท่องเที่ยว สะท้อนความเป็นมิตรมากกว่าเป็นศัตรูกับคนต่างชาติ</p>
<p>๓.การดูงานที่เมืองกุม การกล่าวต้อนรับของรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่ ทำให้เข้าใจความสำคัญของการความเคร่งศาสนาของชาวอิหร่าน เข้าใจศาสนาอิสลามมากขึ้นแม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่จะนำไปใช้กับสามจังหวัดชายแดนใต้ได้หรือไม่ก็ยังเป็นกังวล เพราะนี่คือนักการศาสนานิกายชีอะห์ แต่สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นนิกายสุหนี่ ซึ่งยังคงมีความขัดแย้งกันอยู่ระหว่างสองนิกายดังกล่าว</p>
<p>๔.การปกครองบ้านเมืองของฝ่ายศาสนจักรและฝ่ายอาณาจักรซึ่งมีจุดรวมศูนย์อยู่ที่ผู้นำสูงสุดซึ่งเป็นผู้นำทั้งสองฝ่าย เป็นผลดีต่อการปกครองบ้านเมืองเพราะเป็นการปกครองเมืองที่มีการบริหารด้วยคุณธรรมจริยธรรมซึ่งเป็นการปกครองที่น่าสนใจ แม้จะเห็นว่าสิทธิเสรีภาพของหญิงชาวอิหร่านถูกลดรอนสิทธิมากกว่าประเทศประชาธิปไตย แต่ในเรื่องเดียวกันนี้ฝ่ายศาสนจักรกลับเห็นว่าเขาให้เกียรติผู้หญิงปกป้องผู้หญิงไม่ให้ถูกล่วงละเมิดได้ดีที่สุด</p>
<p>๕.ในส่วนของครอบครัวชาวอิหร่าน การแต่งงานของหญิงอิหร่านมีสิทธิเรียกค่าสินสอดได้ตามความต้องการ และฝ่ายชายไม่ต้องจ่ายค่าสินสอดในตอนแต่ง แต่ถ้าหย่าขาดจากฝ่ายหญิงเมื่อไร ก็จะต้องรับผิดชอบจ่ายค่าสินสอดตามที่ตกลงไว้  แถมมีการคำนวณค่าของเงินปัจจุบันเทียบกับค่าสินสอดที่เรียกไว้ในอดีต เช่น เคยเรียกไว้ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ เรียล เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว พอมาถึงปัจจุบันค่าของเงินเปลี่ยนแปลงไปก็มีการปรับค่าเงินให้เป็นปัจจุบัน ซึ่งอาจจะจะเป็น ๔๐,๐๐๐,๐๐๐ เรียล ฝ่ายชายก็ต้องจ่ายตามนั้น แสดงว่ามีการปกป้องผู้หญิงอย่างแท้จริง เพราะถ้าฝ่ายชายแต่งผู้หญิงไปแล้วขาดความรับผิดชอบในตัวผู้หญิงก็ต้องชดใช้เป็นเงินตามที่ตกลงไว้เดิม และว่ากันว่าผู้หญิงอิหร่านหลังแต่งงานแล้วดุน่าดู&#8230;.อิอิ</p>
<p>๖.ความเฉียบขาดของกฎหมายส่งผลให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ง่าย และการเคร่งครัดทางศาสนาที่ห้ามดื่มสุรา ห้ามการล่วงละเมิดทางเพศ การไม่ปล่อยให้มีสถานบันเทิง และลงโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง ทำให้ลดปัญหาอาชญากรรมลงได้มาก</p>
<p>๗.เราเห็นความแตกต่างระหว่างอิหร่านกับดูไบ แต่เมื่อศึกษาข้อมูลลึกลงไปได้พบว่าดูไบนับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ มากกว่าชีอะห์  ต่างกับอิหร่านที่นับถือนิกายชีอะห์มากกว่า และประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือดูไบ เน้นให้การศึกษาสายสามัญมากกว่าให้การศึกษาด้านศาสนา ต่างกับอิหร่านซึ่งเน้นให้ผู้คนศึกษาด้านศาสนาเพื่อกำกับความดีงาม ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้บริหารหรือประชากรโดยทั่วไป</p>
<p>๘.ชอบใจดูไบที่แม้จะเป็นทุนนิยม แต่ผู้บริหารประเทศกลับคิดเพื่อประชาชน สร้างงาน สร้างความเจริญเพื่อประเทศ ทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองทางด้านเศรษฐกิจ แต่การดูแลสตรีก็คล้ายกับของอิหร่านเพราะไม่ว่าใครข่มเหงรังแกผู้หญิงจะถูกลงโทษสถานหนัก</p>
<p>๙.แม้อิหร่านกับดูไบจะแตกต่างกัน แต่ดูไบก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อิหร่าน มีชาวอิหร่านเข้ามาทำมาค้าขายในดูไบจำนวนมาก ว่ากันว่าอิทธิพลทางการค้าของอิหร่านเป็นแม่แบบให้ดูไบและประเทศตะวันออกกลางหลายๆประเทศ เพราะอิหร่านเชี่ยวชาญทางการค้ามาก่อนใคร</p>
<p>        ผมขอจบการรายงานการศึกษาดูงานอิหร่าน(เตหะราน-อิสฟาฮาน-ดูไบ)เพียงเท่านี้ ใกล้จะเรียนจบแล้วครับพี่น้อง แต่ผมกับคณะ(ทีมวิชาการรุ่น) ยังมีภาระหน้าที่ในการทำงานวิชาการเรื่องภาคใต้กันต่ออีก ๑ ปี แล้วเราจะนำเสนอข้อเสนอแนะ วิธีการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ </p>
<p>การศึกษาดูงานประเทศอิสลามเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ในการคิดค้นหาวิธีการการแก้ปัญหา สำคัญอยู่ที่ว่าไปดูงานแล้วกลับมาคิด ทำตั้งโจทก์ แก้ไข ปัญหาความขัดแย้งในสังคม หรือคิดว่าการไปศึกษาดูงานคือการไปเที่ยว ได้นอนที่ดีๆ ได้กินที่ดีๆ ได้เที่ยวที่ดีๆ ก็พอแล้ว แน่นอนว่าพวกเราไปศึกษาดูงานเพื่อมาทำงานแก้ไขปัญหากันจริงๆครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/124/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๗.ระโหยโรยแรงแห่งอิหร่าน ๔.</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/123</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/123#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Mar 2009 11:23:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=123</guid>
		<description><![CDATA[ขอเล่าต่อนะครับ&#8230; ที่มหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่-เฮาซะห์ มีนศ.ที่ไปกลับและพักที่นี่นับหมื่นคน  ได้เปิดสาขาต่างประเทศ ๕๓ สาขาทั่วโลก มีคณะอาจารย์ ๒,๐๐๐ กว่าคน เปิดสาขาทั้งหมด ๕๐ สาขาเป็นสาขาปรัชญาศาสนาเป็นส่วนใหญ่ 
การศึกษาศาสนาอิสลามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเข้าไปถึงแก่นจึงต้องแยกย่อยสาขาเพื่อเข้าถึงในเชิงลึก ที่นี่จึงเปิดกว้างให้นศ.ทั่วโลกมาเรียนรู้ ขณะนี้มีนศ.ไทย ๓๐กว่าคน จบไปแล้ว ๑๐๐ กว่าคน มีสมาคมศิษย์เก่า มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทย-อิหร่าน 

        ท่านรองอธิการบดีบอกว่า สาเหตุที่มีผู้สนใจศาสนาอิสลามมากก็เพราะแม้จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีแต่มนุษย์ก็หาเข้าใจตนเองไม่ สิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือคำสอนของศาสดา
        หลังจากนั้นพวกเราได้ซักถามท่านหลายประเด็น และคำตอบที่ท่านตอบพวกเราล้วนแต่สร้างความเข้าใจในศาสนาอิสลามมากขึ้น โดยที่ท่านมิได้กล่าวโต้แย้งคำสอนของศาสนาอื่นหรือนิกายอื่นเลย 
        ผมขอยกตัวอย่างบางคำถามคำตอบนะครับ คำถามหมอบรรพต นอกจากสาขาศาสนาแล้วมีการเรียนการสอนอื่นๆอีกหรือไม่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ขอเล่าต่อนะครับ&#8230; ที่มหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่-เฮาซะห์ มีนศ.ที่ไปกลับและพักที่นี่นับหมื่นคน  ได้เปิดสาขาต่างประเทศ ๕๓ สาขาทั่วโลก มีคณะอาจารย์ ๒,๐๐๐ กว่าคน เปิดสาขาทั้งหมด ๕๐ สาขาเป็นสาขาปรัชญาศาสนาเป็นส่วนใหญ่ <span id="more-123"></span></p>
<p>การศึกษาศาสนาอิสลามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเข้าไปถึงแก่นจึงต้องแยกย่อยสาขาเพื่อเข้าถึงในเชิงลึก ที่นี่จึงเปิดกว้างให้นศ.ทั่วโลกมาเรียนรู้ ขณะนี้มีนศ.ไทย ๓๐กว่าคน จบไปแล้ว ๑๐๐ กว่าคน มีสมาคมศิษย์เก่า มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาไทย-อิหร่าน </p>
<p><img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/Qam.jpg" alt="เมืองกุม" /></p>
<p>        ท่านรองอธิการบดีบอกว่า สาเหตุที่มีผู้สนใจศาสนาอิสลามมากก็เพราะแม้จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีแต่มนุษย์ก็หาเข้าใจตนเองไม่ สิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือคำสอนของศาสดา</p>
<p>        หลังจากนั้นพวกเราได้ซักถามท่านหลายประเด็น และคำตอบที่ท่านตอบพวกเราล้วนแต่สร้างความเข้าใจในศาสนาอิสลามมากขึ้น โดยที่ท่านมิได้กล่าวโต้แย้งคำสอนของศาสนาอื่นหรือนิกายอื่นเลย </p>
<p>        ผมขอยกตัวอย่างบางคำถามคำตอบนะครับ คำถามหมอบรรพต นอกจากสาขาศาสนาแล้วมีการเรียนการสอนอื่นๆอีกหรือไม่  ท่านตอบว่าที่นี่มีเรียนหลายสาขาแต่เน้นไปที่ศาสนา ปรัชญา โดยเฉพาะ นอกจากนั้นก็มี รัฐศาสตร์ ทางการบริหาร และอื่นๆ</p>
<p>        คำถามคุณอายุบ  ถามว่านศ.ไทยที่มาศึกษาที่นี่ มาศึกษาเรื่องอะไรและมหาวิทยาลัยที่นี่มีการเปิดสาขาในเมืองไทยหรือไม่  ท่านก็ตอบว่า มีมาเรียนคัมภีร์อัลกุรอ่านและปรัชญาศาสนากับศาสนาเปรียบเทียบ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เปิดสาขาในประเทศไทย</p>
<p>        พี่แดง เตือนใจ ดีเทศน์ ถามว่า หลังจากจบจากที่นี่ นักศึกษาเขาไปทำอะไรและมีเครือข่ายหรือไม่ และได้เชิญผู้แทนศาสนาต่างๆมาสอนที่นี่หรือไม่  ท่านตอบว่าส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์สอนศาสนา และหลังจากจบแล้วก็ยังติดต่อสัมพันธ์กันให้นศ.ที่จบไปแล้วมาพบปะกันแต่ละประเทศ ผลัดเปลี่ยนกันไปทีละประเทศ  นศ.ที่มาเรียนเป็นมุสลิมส่วนใหญ่ศึกษาเรื่องศาสนา  แต่ไม่ได้เชิญตัวแทนจากศาสนาอื่นมาสอนแต่เป็นนำเอาศาสนาอื่นมาทำการวิเคราะห์วิจัยเปรียบเทียบ</p>
<p>         ครูหยุย ถามเรื่องความความขัดแย้งของอิสลาม มหาวิทยาลัยมีบทบาทในเรื่องเหล่านี้อย่างไร เช่น อิสราเอลกับปาเลสไตน์ อินโดนีเซียกับอาเจะห์  ท่านตอบได้ประทับใจผมมาก ท่านบอกว่าสิ่งที่เราเชิญชวนก็คือให้ใช้ศาสนาและปรัชญาเป็นที่ตั้งในการคิด ทั้งคนที่นับถือมุสลิมและคนศาสนาอื่นเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ น่าเสียดายที่คนศึกษาศาสนาอิสลามแต่เพียงผิวเผิน จึงทำให้เกิดปัญหาเนื่องจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน ถ้าเข้าใจศาสนาอิสลามจริงๆแล้วจะรู้ว่าอิสลามไม่ใช่ศาสนาที่ก่อความรุนแรง</p>
<p>         ท่านได้ให้เราดูผลงานวิจัยของนักศึกษาในห้องประชุมจำนวนมาก และอธิบายว่าการวิจัยแม้จะเป็นผลงานคนเดียวแต่ผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยจะถูกนำมารวบรวมเพิ่อแก้ปัญหาสังคมในโอกาสต่อไป</p>
<p>         ผมยกตัวอย่างมาพอสังเขปเนื่องจากเรามีคำถามเยอะมาก เนื่องจากเวลาล่วงเลยมามากแล้ว จึงได้มีการเชิญศาตราจารย์ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มากล่าวขอบคุณ</p>
<p>          ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ ได้พูดถึงประวัติความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งชาวอิหร่านได้รับความไว้วางใจจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีถึงสามกระทรวง และศาสนาในประเทศไทยมีเพียงสองศาสนาเท่านั้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่งตั้งผู้นำทางศาสนาคือ ศาสนาพุทธแต่งตั้งพระสังฆราช ศาสนาอิสลามทรงแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี และได้ขอบคุณท่านรองอธิการบดีที่ได้เสียสละเวลามาต้อนรับพวกเราในเวลากลางคืนและชมเชยอาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาไทย-ฟาร์ซี ซึ่งเป็นคนไทยบ้านอยู่หนองจอก กิริยามารยาทงดงาม คำแปลฟังง่ายชัดเจนเป็นที่ประทับใจพวกเรามาก</p>
<p>         จากนั้นพวกเราได้เดินทางไปทานอาหารเย็นในเวลาดึกเพราะกว่าจะได้ทานก็เป็นเวลาสามทุ่ม ท่านที่อ่านมาตั้งแต่ตอนแรกคงเดาไม่ผิด เราถูกเสิร์ฟด้วยสลัดผักอีกแล้ว…จากต่อมาเรานั่งหัวเราะกันเดี๋ยวเหอะ&#8230;มันจะมาหลอกหลอนอีก แล้วก็จริงครับพี่น้อง&#8230;มันเป็นปลาทอด กับแตงดอง กะหล่ำดอง มันฝรั่งทอด มะเขือเทศ กับข้าวขาวที่มีข้าวเหลืองอยู่ข้างหน้าอีกแล้วครับท่าน&#8230;อิอิ กว่าจะได้ออกเดินทาง กว่าจะถึงที่พักก็เที่ยงคืนพอดี เหนื่อยมากๆ จบไปอีกหนึ่งวันด้วยความระโหยโรยแรงแห่งอิหร่าน&#8230;..จริงๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/123/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๖.ระโหยโรยแรงแห่งอิหร่าน ๓</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/122</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/122#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 21 Feb 2009 14:49:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=122</guid>
		<description><![CDATA[          เช้าวันต่อมาผมกับครูบาจะลงไปทานอาหารเช้า ผมได้ข้อมูลมาว่าเมื่อคืนเขาจะให้เราทานอาหารที่ชั้น ๑๑ เราลองขึ้นไปดูกันดีกว่า แล้วก็ไม่ผิดหวังครับวิวสวยมากๆ ใครไม่ได้ขึ้นมาเสียดายแย่..แต่ที่รู้มีผมกับครูบาสองคนเท่านั้นที่ขึ้นไปตอนจังหวะแสงพอดี ตอนแรกเราถ่ายรูปผ่านกระจก แต่ตอนหลังผมเจอทางขึ้นลงออกไปข้างนอกก็เลยได้ถ่ายภาพอีกหลายภาพ ผมถ่ายภาพพาโนรามา แต่มีปัญหาที่แสงมองภาพในจอไม่ค่อยชัดก็เลยไม่ได้ภาพดังใจสักเท่าไหร่ แต่ก็พอมีโชว์มั่งแหละน่า&#8230;อิอิ แม่น้ำที่เห็นเป็นแม่น้ำสายหลักของที่นี่


        ทานข้าวกันเสร็จแล้วไกด์พาเราไปจตุรัสอิหม่ามหรืออิหม่ามสแควร์ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของชาห์ อับบาสที่ ๑ ที่สร้างอิสฟาฮานให้เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับย่อโลกครึ่หนึ่งมาไว้ที่นี่ นี่ว่าตามที่ไกด์เล่าแล้วฟังออกมั่งไม่ออกมั่งแล้วอ่านจากหนังสือ  &#8220;อิหร่านในรอยจำ&#8221; มั่ง เจอคุณไกด์(ฟาม)ในหนังสือเล่มนั้น ก็เลยได้ถ่ายภาพเธอเอาไว้และให้เธอลงชื่อที่รูปของเธอในหนังสือด้วย แต่เธอน่าจะเซ็นชื่อตรงผ้าสีชมพูจะได้เห็นลายเซ็นของเธอ นี่ถ่ายมาก็มองไม่เห็นอะไร อย่าดูเลย อิอิ

        เขาเล่าว่าชาห์ อับบาสที่ ๑ สร้างพระราชวังอาลิกาปู ขึ้นมาก่อนมีระเบียงสำหรับกษัตริย์ทอดพระเนตรงานพระราชพิธีและการแข่งขันกีฬา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>          เช้าวันต่อมาผมกับครูบาจะลงไปทานอาหารเช้า ผมได้ข้อมูลมาว่าเมื่อคืนเขาจะให้เราทานอาหารที่ชั้น ๑๑ เราลองขึ้นไปดูกันดีกว่า แล้วก็ไม่ผิดหวังครับวิวสวยมากๆ ใครไม่ได้ขึ้นมาเสียดายแย่..แต่ที่รู้มีผมกับครูบาสองคนเท่านั้นที่ขึ้นไปตอนจังหวะแสงพอดี ตอนแรกเราถ่ายรูปผ่านกระจก แต่ตอนหลังผมเจอทางขึ้นลงออกไปข้างนอกก็เลยได้ถ่ายภาพอีกหลายภาพ ผมถ่ายภาพพาโนรามา แต่มีปัญหาที่แสงมองภาพในจอไม่ค่อยชัดก็เลยไม่ได้ภาพดังใจสักเท่าไหร่ แต่ก็พอมีโชว์มั่งแหละน่า&#8230;อิอิ แม่น้ำที่เห็นเป็นแม่น้ำสายหลักของที่นี่<span id="more-122"></span><br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/panoisfahan.jpg" alt="อิสฟาฮาน" /><br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/isfahan2.jpg" alt="อิสฟาฮาน" /><br />
        ทานข้าวกันเสร็จแล้วไกด์พาเราไปจตุรัสอิหม่ามหรืออิหม่ามสแควร์ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของชาห์ อับบาสที่ ๑ ที่สร้างอิสฟาฮานให้เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เหมือนกับย่อโลกครึ่หนึ่งมาไว้ที่นี่ นี่ว่าตามที่ไกด์เล่าแล้วฟังออกมั่งไม่ออกมั่งแล้วอ่านจากหนังสือ  &#8220;อิหร่านในรอยจำ&#8221; มั่ง เจอคุณไกด์(ฟาม)ในหนังสือเล่มนั้น ก็เลยได้ถ่ายภาพเธอเอาไว้และให้เธอลงชื่อที่รูปของเธอในหนังสือด้วย แต่เธอน่าจะเซ็นชื่อตรงผ้าสีชมพูจะได้เห็นลายเซ็นของเธอ นี่ถ่ายมาก็มองไม่เห็นอะไร อย่าดูเลย อิอิ<br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/iranfam.jpg" alt="น้องฟาม" /></p>
<p>        เขาเล่าว่าชาห์ อับบาสที่ ๑ สร้างพระราชวังอาลิกาปู ขึ้นมาก่อนมีระเบียงสำหรับกษัตริย์ทอดพระเนตรงานพระราชพิธีและการแข่งขันกีฬา และมีทางลับลอดไปยังสุเหร่าราชวงศ์ลงไปใต้ดินได้ด้วย เนื่องจากเราไม่มีเวลามากนัก เราจึงไม่ได้ไปสุเหร่าหลวง(ซึ่งผมเสียดายมาก) เราได้ไปแต่สุเหร่าอิหม่ามซึ่งเป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงดูไม่เบื่อ ไกด์เล่าว่าที่สุเหร่าอิหม่ามจากยอดถึงพื้นมีความสูง ๕๐ เมตร จากจุดที่ทำเครื่องหมายไว้เมื่อส่งเสียงไม่ว่าจะปรบมือหรือส่งเสียงพูดจะมีเสียงสะท้อนเจ็ดครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ตรงจุดไหนก็จะได้ยินว่าคนที่พูดอยู่ที่ตำแหน่งดังกล่าวพูดว่าอะไร นี่เป็นความสามารถในการคำนวณที่ยอดเยี่ยม นี่คือภูมิปัญญาของคนในอดีตที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องขยายเสียงแบบตะวันตก<br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/imammosque.jpg" alt="มัสยิดอิหม่าม" /></p>
<p>         จริงๆแล้วเราเดินที่สุเหร่าอิหม่ามก่อน แล้วจึงขึ้นไปที่พระราชวังอาลิกาปู ซึ่งพวกเราบางคนไม่ขึ้นไปเพราะไม่รู้ถึงความสำคัญของพระราชวัง แต่สำหรับคนสนใจงานศิลปะอย่างผมไม่ขึ้นไม่ได้ แต่เมื่อขึ้นไปแล้วนอกจากจะเห็นความงามของศิลปะสมัยโบราณแล้ว ผมกำลังเห็นการบูรณะครั้งใหญ่มีการกระเทาะเอาส่วนที่ชำรุดออกหรือเอาภาพที่ฝ่ายอนุรักษ์เห็นว่าไม่เหมาะสมออกหรือเป็นเพราะอะไรไม่ทราบได้ ก็เพราะไม่ทราบเหตุผลจึงไม่กล้าวิจารณ์ แต่ที่แน่ๆกว่าจะขึ้นไปถึงข้างบน หอบครับหอบ&#8230;.มาหยุดหอบหายใจกับผมสักหน่อยไหม..อิอิ .ทางชันเหลือเกินทำเป็นบันไดวนครับ แต่กระเบื้องที่บันไดก็งดงามมากอดถ่ายรูปไม่ได้และสังเกตเห็นที่ขอบบันไดมีไม้ฝังตามขอบไว้ด้วย<br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/royalmosque.jpg" alt="มัสยิดราชวงศ์" /><br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/imammosque2.jpg" alt="มัสยิดอิหม่าม" /></p>
<p>        หลังจากออกจากพระราชวังแล้วก็ถึงเวลาช้อบปิ้งปรากฏว่าพวกเรากลุ่มใหญ่ไปเดินช้อบปิ้งอยู่ก่อนแล้ว ผมก็ตามไปช้อบกับเขาบ้างได้ผ้าโพกหัวแบบสาวมุสลิมเขาใช้กันหรือจะใช้เป็นผ้าพันคอก็ได้มาเจ็ดผืนในราคาเท่ากับคนอื่นซื้อ ๖ ผืน&#8230;.อิอิ กับไปซ ื้อผ้าปักจักรแต่ทำเลียนแบบพรมอิสฟาฮานลายที่มีชื่อเสียง ว่ากันว่าพรมที่ดีที่สุดอยู่อิสฟาฮานนี่เอง เขาว่าพรมจะแพงหรือไม่แพงเขาดูที่ลวดลาย ดูที่ปมของพรมที่มัดอยู่ที่ขอบพรมยิ่งมากเท่าไหร่แสดงว่าพรมผืนนั้นใช้ความละเอียดมากเท่านั้น กับลวดลายความสวยงามของพรม</p>
<p>          เมืองอิสฟาฮานได้ขื่อว่าเป็นเมืองศิลปะ ความงดงามของสุเหร่าก็ดี ของพระราชวังล้วนแล้วแต่วิจิตรบรรจง แม้แต่กระเบื้องที่มาประดับแต่ละชิ้นเขียนลายด้วยมือ ไม่ใช่ภาพพิมพ์ยิ่งดูยิ่งตื่นตา เพราะเป็นเมืองแห่งความงามทางศิลปะนี่เอง เราจะเห็นเด็กๆในชุดนักเรียนมานั่งวาดภาพกัน ในร้านค้าเราก็จะเห็นผู้หญิงนั่งเขียนลวดลายลงบนภาชนะทองแดงที่ขึ้นรูปต่างๆไว้ ตอนแรกผมเข้าใจว่าจานที่เขียนลวดลายทำจากกระเบื้องนึกชมว่าฝีมือดีมาก รู้ทีหลังว่าทำจากทองแดงแล้วลงสีเคลือบจากนั้นจึงลงลวดลายต่างๆ อยากได้แต่ไม่อยากขนของพะรุงพะรัง</p>
<p>          เสร็จแล้วเราไปทานข้าวร้านใกล้ๆแถวนั้น เก้าอี้เขาคลาสสิคดีเป็นไม้แกะสลัก พนักพิงเป็นไม้ชิ้นเดียวไม่เต็ม ข้าวเก้าอี้เป็นเชือกปอ..อาหารที่นี่ก็เหมือนกับทุกมื้อที่ผ่านมา ไม่ไก่ก็ปลา เชื่อแล้วครับว่าอาหารน่าเบื่อมาก&#8230;&#8230;เพราะเดาหน้าตาอาหารได้ทุกมื้อชนิดไม่มีลุ้น..ฮา</p>
<p>          ทานอาหารเสร็จก็นั่งรถฝ่าทะเลทรายไปเมืองกุม จอดแวะข้างทางเพื่อเข้าห้องน้ำสามครั้ง แต่ห้องน้ำไม่พอกับพวกเราเลยเป็นสาเหตุให้พวกเราหลายคนต้องไปปลดปล่อยกันที่ทะเลทราย..ฮา..<br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/desert.jpg" alt="ทะเลทราย" /></p>
<p>        การเดินทางช้ามากเพราะอย่าลืมว่านั่งเครื่องใช้เวลา ๑ ชั่วโมงจากเตหะรานถึงอิสฟาฮาน นั่งรถจากอิสฟาฮานกลับเตหะราน จะให้ถึงเมืองกุมตามเวลานัดหมาย บ่ายสามโมงครึ่งไม่ทันแน่นอน แต่คุณเลอพงศ์ บอกว่าประสานงานกับมหาวิทยาลัยไว้แล้วว่าช่วงสามโมงครึ่งถึงหกโมงครึ่ง ระหว่างทางก็มีวิวสวยๆให้ถ่ายแต่ต้องถ่ายจากบนรถก็มีเงากระจกสะท้อนบ้าง ก็ยังดีที่มีภาพให้ถ่ายได้บ้าง </p>
<p>          เราเดินทางมาถึงเมืองกุม เมื่อเวลา ๑๘ นาฬิกาเศษ แวะมาที่มหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่เพื่อพบกับนักศึกษาไทยที่มาเรียนทางด้านศาสนาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่เราผิดเวลาไปมาก เมื่อมาถึงมีนักศึกษาชาวไทยและอาจารย์ชาวไทยรอรับพวกเราอยู่ เรารู้สึกดีใจและรู้สึกสัมผัสถึงความยินดีที่คนไทยด้วยกันได้มาพบกันที่ต่างแดน พวกเรารู้สึกหิว แต่ดีที่การต้อนรับมีขนมปังรองท้อง เรารู้สึกว่ารถที่เรานั่งมาขับช้ามากระยะทาง ๖๐ กม.วิ่งหนึ่งชั่วโมง ดูจากระยะทางและเวลาที่ผ่านมา</p>
<p>          การต้อนรับเริ่มจากการสวดสรรเสริญพระเจ้าเป็นทำนองคล้ายๆเสียงตามสายที่ชาวมุสลิมทำละหมาด จากนั้นมีการกล่าวแสดงความยินดีและต้อนรับ  โดยมีรองอธิการบดีมาให้การต้อนรับ ท่านบอกว่าเมืองกุมที่นี่เป็นเมืองแห่งศาสนา มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในอิหร่านซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ศาสนาอิสลาม มหาวิทยาลัยแห่งนี้ใช้เป็นที่ค้นคว้าปัญหาและวิจัยปัญหาของมุสลิมทั่วโลก  มี ๓๐๐ กว่าองค์กรที่ทำวิจัยเกี่ยวกับศาสนาและสังคมวิทยาในเมืองกุม และที่นี่ยังเรียนเรื่องศาสนาเปรียบเทียบจึงมีการสอนทั้งพุทธ คริสต์และอิสลาม มีนศ. ๕๐,๐๐๐ กว่าคน มหาวิทยาลัยแห่งนี้รับนศ.ต่างชาติแต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p>           เมืองกุมนอกจากเป็นเมืองศาสนายังเป็นบ่อเกิดแห่งการปฏิวัติโดยท่านอิหม่ามโคมัยนี่ จึงเป็นเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลงโลก ที่นี่มีห้องสมุดที่ใหญ่มากแต่ไม่มีเวลาพาไปเยี่ยมชม..ที่นี่มีการเรียนและวิเคราะห์ถึงนิกายอื่นนอกจากชีอะก์เพื่อค้นคว้าข้อเท็จจริง น่าสนใจมหาวิทยาลัยแห่งนี้มากครับ<br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/imamkomainyu.jpg" alt="มหาวิทยาลัยอิหม่ามโคมัยนี่" /></p>
<p>          เราพูดกันด้วยความเป็นธรรม ถ้าศาสนาสอนเราแบบนี้ให้มีการวิเคราะห์ถึงคำสอนของแต่ละศาสนา เอาส่วนดีของแต่ละศาสนามาเรียนรู้กันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้และปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาที่ตนนับถือ สังคมน่าจะสงบสุข แต่จะทำอย่างไรที่จะให้ศาสนิกในแต่ละศาสนารู้จักแก้ปัญหาด้วยความไม่รุนแรงและไม่อ้างศาสนามากระทำความรุนแรง อิสลามในเนื้อแท้มิได้สอนให้ใช้ความรุนแรง พุทธก็มิได้สอนให้ใช้ความรุนแรง แต่คนพุทธมักเอาชนะกันด้วยความรุนแรงเพราะไม่สนใจคำสอนทางศาสนา ไม่ได้นับถือพุทธอย่างแท้จริง แม้ผู้ก่อความรุนแรงในภาคใต้ ผมก็ว่ามิได้นับถือศาสนาอิสลามด้วยหัวใจ..ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะใจของคนอิสลามที่ผมไปเห็นที่อิหร่านผมเห็นถึงความสงบ ความเป็นมิตร&#8230; </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/122/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๕.ระโหยโรยแรงแห่งอิหร่าน ๒</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/121</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/121#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Feb 2009 23:35:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=121</guid>
		<description><![CDATA[รุ่งเช้าเราต้องเช็คเอ้าท์ ก่อนไปก็เข้าห้องอาหารทานอาหารเช้า  ผมเดินไปสั่งออมเล็ต เขาบอกว่าเดี๋ยวรอก่อนกำลังทำ  ผมเห็นเขาผัดมะเขือเทศสุก เห็ดและหอมใหญ่จนเละๆ  ก็สั่งเขาไว้เลย ๑ ที่นึกในใจว่าที่นี่เขาแปลกดี ทำออมเล็ตเขาทำไส้มันก่อนทอดไข่ทีหลัง แต่จริงๆแล้วมันเละๆอย่างในภาพนั่นแหละ  ผมไปจัดการไส้กรอก กับผักดองมีกระเทียม(ตอนตักไม่รู้ว่าดอง) ผักโน่นผักนี่ แต่พอเริ่มทานพ่อเจ้าประคุณเอ๋ย ทำไมมันเปรี้ยวอย่างนี้ กินไข่ต้ม แล้วเดินดู เอ๊ะ&#8230;มีโรตีแปะโอ่งนี่นา&#8230;ใช่แล้วที่เขาเรียกว่า นาน..ก็เลยสั่ง ๑ แผ่น มีตะกร้าอยู่ก็เอาตะกร้าไปรองพอนานสุกได้ที่คนที่ ๑ ก็โยนให้ตรงช่อง ผมหยิบใส่ตะกร้าทั้งบานๆ นึกในใจว่ามันทำขนาดใหญ่ทำไมใส่ตะกร้าเล็กจัง วะ&#8230; พอเอามาแบ่งกินกันที่โต๊ะอร่อยไปเอาชิ้นที่สอง พอคนแรกโยนมาที่ช่อง คนที่สองมองหน้าผมรีบจับนานพับให้ใส่ลงตะกร้าพอดี&#8230;เออ&#8230;ตูโง่&#8230;..ฮา&#8230;.
ไกด์พาเราไปชมพระราชวังโกเลสตาน หรือพระราชวังแห่งดอกไม้ ของพระเจ้าชาร์  สวยงามมาก ถ่ายรูปได้มากมายความจริงยังไม่สะใจเพราะยังมีสวยๆให้ถ่ายอีกเยอะ ผมถ่ายนกได้หลายภาพ   ไกด์พาเราไปชมความงามของทั้งภายนอกภายในลวยลายประดับประดาไปด้วยดอกไม้ รอบนอกก็มีต้นไม้ขนาดใหญ่ เสียดายที่เรามาหน้าหนาว ถ้ามาฤดูใบไม้ผลิน่าจะงามกว่านี้อีกหลายเท่า ขนาดเรามีเวลาเที่ยวไม่มากเรายังหลงไหล พี่อภัยเห็นแล้วยังอยากเป็นชาร์มีสาวๆในฮาเร็มตามฝัน&#8230;. 

ผมเก็บภาพที่นี่มาหลายภาพ ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์อิหร่านในอดีต   คุณเลอพงศ์ ไกด์จากเมืองไทยเล่าเรื่องโคมัยนี่กับชาร์แห่งอิหร่านที่ไม่เคร่งศาสนาชอบดื่มสุราของมึนเมา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>รุ่งเช้าเราต้องเช็คเอ้าท์ ก่อนไปก็เข้าห้องอาหารทานอาหารเช้า  ผมเดินไปสั่งออมเล็ต เขาบอกว่าเดี๋ยวรอก่อนกำลังทำ  ผมเห็นเขาผัดมะเขือเทศสุก เห็ดและหอมใหญ่จนเละๆ  ก็สั่งเขาไว้เลย ๑ ที่นึกในใจว่าที่นี่เขาแปลกดี ทำออมเล็ตเขาทำไส้มันก่อนทอดไข่ทีหลัง แต่จริงๆแล้วมันเละๆอย่างในภาพนั่นแหละ  <span id="more-121"></span>ผมไปจัดการไส้กรอก กับผักดองมีกระเทียม(ตอนตักไม่รู้ว่าดอง) ผักโน่นผักนี่ แต่พอเริ่มทานพ่อเจ้าประคุณเอ๋ย ทำไมมันเปรี้ยวอย่างนี้ กินไข่ต้ม แล้วเดินดู เอ๊ะ&#8230;มีโรตีแปะโอ่งนี่นา&#8230;ใช่แล้วที่เขาเรียกว่า นาน..ก็เลยสั่ง ๑ แผ่น มีตะกร้าอยู่ก็เอาตะกร้าไปรองพอนานสุกได้ที่คนที่ ๑ ก็โยนให้ตรงช่อง ผมหยิบใส่ตะกร้าทั้งบานๆ นึกในใจว่ามันทำขนาดใหญ่ทำไมใส่ตะกร้าเล็กจัง วะ&#8230; พอเอามาแบ่งกินกันที่โต๊ะอร่อยไปเอาชิ้นที่สอง พอคนแรกโยนมาที่ช่อง คนที่สองมองหน้าผมรีบจับนานพับให้ใส่ลงตะกร้าพอดี&#8230;เออ&#8230;ตูโง่&#8230;..ฮา&#8230;.<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/nanomlette.jpg" alt="ทำนาน" /><br />
ไกด์พาเราไปชมพระราชวังโกเลสตาน หรือพระราชวังแห่งดอกไม้ ของพระเจ้าชาร์  สวยงามมาก ถ่ายรูปได้มากมายความจริงยังไม่สะใจเพราะยังมีสวยๆให้ถ่ายอีกเยอะ ผมถ่ายนกได้หลายภาพ   ไกด์พาเราไปชมความงามของทั้งภายนอกภายในลวยลายประดับประดาไปด้วยดอกไม้ รอบนอกก็มีต้นไม้ขนาดใหญ่ เสียดายที่เรามาหน้าหนาว ถ้ามาฤดูใบไม้ผลิน่าจะงามกว่านี้อีกหลายเท่า ขนาดเรามีเวลาเที่ยวไม่มากเรายังหลงไหล พี่อภัยเห็นแล้วยังอยากเป็นชาร์มีสาวๆในฮาเร็มตามฝัน&#8230;. <img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/krubagolestan.jpg" alt="โกเลสตาน" /><br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/apaigolestan.jpg" alt="โกเลสตาน๒" /></p>
<p>ผมเก็บภาพที่นี่มาหลายภาพ ให้เห็นความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์อิหร่านในอดีต   คุณเลอพงศ์ ไกด์จากเมืองไทยเล่าเรื่องโคมัยนี่กับชาร์แห่งอิหร่านที่ไม่เคร่งศาสนาชอบดื่มสุราของมึนเมา กับพระราชินีที่แต่งตัวผิดหลักศาสนา จนถูกปฏิวัติเนื่องจากในอิหร่านยังมีพวกอนุรักษ์นิยมเยอะมาก พวกอนุรักษ์นิยมเหล่านี้คือผู้ที่เคร่งศาสนาเมื่อประชากรที่เคร่งศาสนามองการกระทำของผู้นำที่กระทำผิดหลักศาสนาจะเกิดอะไรขึ้น</p>
<p>สมัยก่อนถนนต่างๆตั้งชื่อตามอเมริกา แต่แล้วหลังปฏิวัติ อะไรๆก็โคมัยนี่ สะพานโคมัยนี่ ถนนโคมัยนี่ ที่พูดนี่มิได้ต่อว่าต่อขาน แต่เห็นด้วยกับการยกย่องเชิดชูบุคคลที่เราเคารพ แต่ก็เห็นสัจจธรรมอยู่อย่างตามหลักศานาพุทธ อนิจจังเป็นของไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นตัวกูของกู วันนี้สิ่งนี้เราเรียกชื่อว่าอย่างนี้ ต่อไปข้างหน้ายังไม่รู้เขาจะเรียกสิ่งนั้นว่าอะไร  </p>
<p>เราสามารถถอดบทเรียนออกมาได้ว่าแม้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน เมื่อใดที่มองไม่เห็นไพร่ฟ้าประชาชีไม่ว่าเขาจะมีเชื้อสายเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ไม่ปฏิบัติตามศีลธรรมจรรยาอันดีงาม อำนาจอาจล่มสลายได้<br />
จากนั้นเรามาทานอาหารเที่ยง เหมือนกับอาหารเที่ยงและอาหารเย็นของทุกวัน ไม่ใช่ปลาก็ไก่มีผักดอง แตงดอง มีนาน มีข้าวขาวและมีข้าวเหลืองๆไม่กี่เม็ดโปะบน เหมือนกันทุกร้านแม่เจ้าประคุณเอ๋ย กินอยู่ได้ไม่มีเปลี่ยนเมนูเลย กินเพื่อประทังชีวิตกินไปเหอะ จะได้เข้าใจพุทธศาสนาในเมืองอิสลามได้มากขึ้น อิอิ ว่าอย่ากินเพื่อความอร่อยแต่กินเพื่อให้ชีวิตอยู่รอดเท่านั้น</p>
<p>ระหว่างการเดินทางในเมืองเตหะราน สิ่งที่เราพบเห็นคือการขับรถของคนอิหร่าน มันส์มากครับพี่น้อง ไม่ต้องสนใจกฎเกณฑ์อะไรมากมาย เอาเป็นว่าใครไปก่อนได้ก็ไปก่อน ดังนั้นเราจึงเห็นรถแซงขวาขึ้นมาแล้วเลี้ยวซ้ายตัดหน้าไปเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนขับรถที่ถูกตัดหน้าก็ทำเพียงกดแตรระบายความรู้สึก อิอิ  แล้วก็ขับต่อโดยไม่เห็นอาการเครียดสักเท่าใด แต่พวกเราที่ไปด้วยกันพวกที่ขับรถเป็นขาขวาจะช่วยคนขับเหยียบเบรคทุกที ฮา..เบรคทันทุกทีเหมือนกัน มีก็แต่พี่สีน้อยลากกระเป๋าข้ามถนนโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระเป๋าเสียเฉยๆงั้นแหละ ดีที่ไม่เป็นอะไร..</p>
<p>เฮ้อ..ต้องไปเห็นเองถึงจะเชื่อว่าประเทศที่มีกฎระเบียบเข้มงวดในเรื่องอื่น เช่น ผู้หญิงเข้าประเทศไม่ว่านับถือศาสนาอะไรต้องโพกหัว ผู้ชายหากข่มขืนผู้หญิงต้องถูกประหารชีวิต ลักทรัพย์ต้องถูกตัดมือ แต่กับกฎจราจรยังไงก็ได้ แต่ที่น่าแปลกผมไม่เห็นลงจากรถมาชกกัน ไม่เห็นด่ากัน ถ้าเป็น กทม.บ้านเราสงสัยจะมีคนตายกลางสี่แยกหลายศพ ฮา&#8230;..และที่วงเวียนมีรถจอดกันหลายชั้นได้ความว่าเขาจอดรถแล้วไปทำละหมาดกันที่สุเหร่า..แถมรถมอเตอร์ไซค์ที่นี่ก็แปลกดีคือมีบังลม ผมเห็นก็ถ่ายรูปมา สักพัก เฮ้ย..มีแปลกกว่านั้นอีก มันมีบังแดดด้วย ฮา&#8230;น่าเอามาใช้บ้านเรา อิอิ  <img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/motorbike.jpg" alt="รถที่อิหร่าน" /></p>
<p>เรามาต่อกันเรื่องการไปทัศนศึกษากันต่อ ตอนแรกไกด์ว่าจะพาไปดูและพิพิธภัณฑ์เพชรพลอย และหอคอยอาซาดีแต่เนื่องจากเขามีการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษ จอดรถให้เราลงไปถ่ายรูปกับหอคอยไม่ได้ แต่ผมถ่ายจากในรถมาได้ พิพิธภัณฑ์เพชรพลอยก็ปิด ก็เลยพาเราไปตะลุยร้านขายถั่ว เขาขายดีมากคนแน่น แต่ ๘๐ เปอร์เซนต์ในร้านคือพวกเรา เขาให้เราชิมฟรี ชิมกันคนละกำสองกำ อ้าวจริงๆ มันเยอะมาหลากหลายชนิด ทั้งถั่วชนิดต่างๆ ผลไม้แห้งชนิดต่างๆ เขาให้กินได้เต็มที่  แต่จริงๆสงสัยเขาชาร์ทลงในค่าของไปแล้วแน่นอน&#8230;อิอิ ซื้อกันหูดับตับไหม้ (ภาพร้านถั่ว)<br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/peanut.jpg" alt="ร้านขายถั่ว" /></p>
<p>ผมไม่รู้จะซื้ออะไร หยิบไอ้โน่นก็อร่อย ไอ้นี่ก็อร่อยจนอิ่มแล้ว เห็นมีถั่วต่างๆแบบรวมมิตรแต่มีถั่วมากกว่าบ้านเรา ให้คนขายตักให้เขาถามว่า ๑ กิโลผมพยักหน้าหงึกเดียว แถมไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ ระหว่างที่ยืนรอจ่ายตังค์นานมากรู้สึกเซ็ง นึกในใจว่าตูซื้อมาทำไมไฉนนี่ถุงละกิโลเขาซีลให้ แล้วตูแกะกินยังไงแกะแล้วกินไม่หมดก็หมดความกรอบ เฮ้อ..แล้วเราต้องรีบไปสนามบิน<br />
พอถึงปากทางสนามบินมีปัญหาอีกแล้วเขาไม่ให้รถใหญ่เข้า เสียเวลาต่อรองอยู่พักหนึ่งไม่เป็นผลเราต้องยอมแพ้ ขนกระเป๋าลงจากรถลากไปมั่งหิ้วไปมั่งไปเช็คอินในเวลาที่จิมจวนเต็มที เช็คเสร็จเครื่องดีเลย์ ฮา&#8230;</p>
<p>กว่าจะได้ออกจากเตหะรานก็เป็นเวลา ๔ โมงเศษเกือบห้าโมง มาถึงก็หกโมง ไกด์ก็พาเราไปซื้อพรมเพื่อหายรายได้ก่อน อิอิ แล้วเราไปเดินที่ขายของบริเวณจตุรัสอิหม่ามหรืออิหม่ามสแควร์ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเทียนอันเหมิน คืนนั้นเราเห็นเพียงช่องเล็กช่องเดียว พวกเราซื้อพรมกันไม่กี่ผืนแต่เขาก็ได้หลายตังค์ เพราะพรมที่ซื้อมาราคาชิ้นละ ๑๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ๒ ชิ้น กับชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีก กับมีแหล่งชอบปิ้งเล็กๆ แต่ผมยังไม่ซื้อพรุ่งนี้จะมาซื้อใหม่&#8230;<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/carpets.jpg" alt="ร้านขายพรม" /></p>
<p>เราไปที่โรงแรม ทานอาหารเย็น แล้วแยกย้ายกันเข้าห้องพัก ผมว่าคืนนี้ก็คงไม่มีใครเที่ยวไหนอีกนั่นแหละ&#8230;เพราะไม่มีที่ให้เที่ยว อิอิ </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/121/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๔.ระโหยโรยแรงแห่งอิหร่าน</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/119</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/119#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 17 Feb 2009 01:18:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=119</guid>
		<description><![CDATA[ถึงดูไบแล้วครับ วีรกรรมวีรเวรของสองหนุ่มมากๆและคณะนักศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ ๑ ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลฝ่าดงทะเลทรายไปยังประเทศอิหร่านและสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือดูไบ พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึงดูไบเมื่อกี้นี้เอง พ่อครูบาบอกว่ากลัวลูกหลานและพี่น้องที่นี่เป็นห่วงก็จะหาทางเอาเรื่องขึ้นบล็อกให้ได้ แต่อยู่ที่อิหร่านจนปัญญาเพราะในโรงแรมมีบริการแต่ไม่มีภาษาไทยกลัวส่งข้อมูลแล้วญาติๆจะนึกว่าเราเก่งไปไม่กี่วันเขียนบันทึกเป็นภาษาเปอร์ซี(ภาษาทางการของอิหร่าน)ได้ อิอิ  เอาละครับพ่อแม่พี่น้องตามมาสนุกกับเราได้ทั้งในบล็อกของอัยการชาวเกาะที่ลานสันติสุขและของครูบาสุทธินันท์นะขอรับ
เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนตีหนึ่งเศษ หลังจากที่ทัวร์นัดเราเจอกันที่สนามบินตอนสามทุ่ม แต่ผมต้องแหกขี้ตามาจากภูเก็ตตั้งแต่ ๖ โมงเย็น นั่งพูดคุยกันไปเดินไปเดินมา สาวของๆพวกเราก็ลองคลุมศีรษะกันดูเพราะเมื่อจะเข้าเตหะรานผู้หญิงทุกคนไม่ว่าชาติไหนก็ต้องคลุมศีรษะ
 
เดินไปเดินมาจนได้เวลาขึ้นเครื่อง บนเครื่องครูบานั่งแถวสหน้าผมหยิบหนังสือพิมพ์อิหร่านมาทำเท่ห์ ดูแต่รูป&#8230;ฮา.ก๊าก&#8230;ดูรูปพ่อครูอ่านหนังสือพิมพ์อิหร่านสิ

ตอนหลังถูกย้ายมานั่งขนาบหลวงพี่ติ๊กด้านหนึ่ง ผมขนาบอีกข้างหนึ่ง พอกำลังเคลิ้มหลับ แอร์ก็มาปลุกกินอาหารตอนตีสองครับพี่น้อง พวกเรารำคาญก็เลยซัดกันหมดบะหมี่ผัดหมดไป ๑ จาน ฮ่าๆ  ส่วนหลวงพี่ติ๊กนั่งทำตาปริบๆ ไม่รู้จะทำไงได้ ก็เลยสั่งน้ำส้มมาถวาย แถมด้วย เซเว่นอัพอีก ๑ กระป๋อง นึกอยู่ในใจว่าบาปไหมตู กินยั่วพระอยู่ได้..อิอิ 
ระหว่างเดินทางพวกเราดูหนังกันบ้าง เล่นเกมส์บ้าง หลับกันไปบ้าง ผมไม่ค่อยกล้าหลับเพราะชอบกรนกลัวกัปตันนึกว่ามีสิงโตคำรามบนเครื่อง แต่ก็วูบหลับจนได้เราไปถึงดูไบตอนมืดตีสี่กว่า แต่ยังต้องรอเครื่องไปเตหะรานตอนเวลา ๐๗.๕๕ น. ปรากฏว่าเวลาที่นี่ห่างกับเมืองไทย ๓ ชั่วโมง แสดงว่าเราได้เวลาเพิ่ม   ๗  โมงเช้าจึงเท่ากับ ๑๑.๕๕ น.ของบ้านเรา มีหรือมาถึงดูไบแล้วจะอยู่เฉยๆเพราะสนามบินเขากว้างใหญ่ ว่ากันว่าคนออกแบบคือคนที่ออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ สังเกตุดูรูปทรงก็คล้ายๆกันมีโค้งๆ&#8230;นั่งหลับกันที่สนามบินกันไป ซื้อของกันไป หากาแฟกินกันไป ดูท่าทางหลวงพี่ติ๊กจะหิว ผมก็เลยไปหาซื้อขนมกับกาแฟมาถวาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถึงดูไบแล้วครับ วีรกรรมวีรเวรของสองหนุ่มมากๆและคณะนักศึกษาเสริมสร้างสังคมสันติสุขรุ่นที่ ๑ ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลฝ่าดงทะเลทรายไปยังประเทศอิหร่านและสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือดูไบ พวกเราเพิ่งเดินทางมาถึงดูไบเมื่อกี้นี้เอง พ่อครูบาบอกว่ากลัวลูกหลานและพี่น้องที่นี่เป็นห่วงก็จะหาทางเอาเรื่องขึ้นบล็อกให้ได้ แต่อยู่ที่อิหร่านจนปัญญาเพราะในโรงแรมมีบริการแต่ไม่มีภาษาไทยกลัวส่งข้อมูลแล้วญาติๆจะนึกว่าเราเก่งไปไม่กี่วันเขียนบันทึกเป็นภาษาเปอร์ซี(ภาษาทางการของอิหร่าน)ได้ อิอิ  เอาละครับพ่อแม่พี่น้องตามมาสนุกกับเราได้ทั้งในบล็อกของอัยการชาวเกาะที่ลานสันติสุขและของครูบาสุทธินันท์นะขอรับ<span id="more-119"></span></p>
<p>เราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนตีหนึ่งเศษ หลังจากที่ทัวร์นัดเราเจอกันที่สนามบินตอนสามทุ่ม แต่ผมต้องแหกขี้ตามาจากภูเก็ตตั้งแต่ ๖ โมงเย็น นั่งพูดคุยกันไปเดินไปเดินมา สาวของๆพวกเราก็ลองคลุมศีรษะกันดูเพราะเมื่อจะเข้าเตหะรานผู้หญิงทุกคนไม่ว่าชาติไหนก็ต้องคลุมศีรษะ</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/iran001.jpg" alt="" width="404" height="404" /> </p>
<p>เดินไปเดินมาจนได้เวลาขึ้นเครื่อง บนเครื่องครูบานั่งแถวสหน้าผมหยิบหนังสือพิมพ์อิหร่านมาทำเท่ห์ ดูแต่รูป&#8230;ฮา.ก๊าก&#8230;ดูรูปพ่อครูอ่านหนังสือพิมพ์อิหร่านสิ</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/irantikkruba.jpg" alt="" width="404" height="404" /></p>
<p>ตอนหลังถูกย้ายมานั่งขนาบหลวงพี่ติ๊กด้านหนึ่ง ผมขนาบอีกข้างหนึ่ง พอกำลังเคลิ้มหลับ แอร์ก็มาปลุกกินอาหารตอนตีสองครับพี่น้อง พวกเรารำคาญก็เลยซัดกันหมดบะหมี่ผัดหมดไป ๑ จาน ฮ่าๆ  ส่วนหลวงพี่ติ๊กนั่งทำตาปริบๆ ไม่รู้จะทำไงได้ ก็เลยสั่งน้ำส้มมาถวาย แถมด้วย เซเว่นอัพอีก ๑ กระป๋อง นึกอยู่ในใจว่าบาปไหมตู กินยั่วพระอยู่ได้..อิอิ </p>
<p>ระหว่างเดินทางพวกเราดูหนังกันบ้าง เล่นเกมส์บ้าง หลับกันไปบ้าง ผมไม่ค่อยกล้าหลับเพราะชอบกรนกลัวกัปตันนึกว่ามีสิงโตคำรามบนเครื่อง แต่ก็วูบหลับจนได้เราไปถึงดูไบตอนมืดตีสี่กว่า แต่ยังต้องรอเครื่องไปเตหะรานตอนเวลา ๐๗.๕๕ น. ปรากฏว่าเวลาที่นี่ห่างกับเมืองไทย ๓ ชั่วโมง แสดงว่าเราได้เวลาเพิ่ม   ๗  โมงเช้าจึงเท่ากับ ๑๑.๕๕ น.ของบ้านเรา มีหรือมาถึงดูไบแล้วจะอยู่เฉยๆเพราะสนามบินเขากว้างใหญ่ ว่ากันว่าคนออกแบบคือคนที่ออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ สังเกตุดูรูปทรงก็คล้ายๆกันมีโค้งๆ&#8230;นั่งหลับกันที่สนามบินกันไป ซื้อของกันไป หากาแฟกินกันไป ดูท่าทางหลวงพี่ติ๊กจะหิว ผมก็เลยไปหาซื้อขนมกับกาแฟมาถวาย ต้องไปเข้าแถวแลกเงินดูไบ แล้วมาเข้าแถวซื้อกาแฟกับขนม คิดเป็นเงินไทยก็ตกสองร้อยกว่าเกือบสามร้อย โอ้โฮเฮะ&#8230;จากนั้นเมื่อได้เวลาเราขึ้นเครื่อง  แต่พอเครื่องออกได้แป๊บเดียวกินอีกแล้วครับพี่น้องเป็นอาหารเช้า แล้วเราก็หลับไปกันคุยกันไป แต่ส่วนใหญ่หลับเพราะเพลียจากการเดินทาง เราถึงสนามบินอิหม่ามโคมัยนี่ ซึ่งเป็นสนามบินใหม่ ผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองไม่ค่อยยุ่งยาก ถึงสนามบินตอนเวลา ๙.๓๕ น. ไปถึงโรงแรมที่พักก็เป็นเวลาบ่ายโมง เท่ากับบ้านเราคือ ๔ โมงเย็นเศษ กินอีกแล้วครับพี่น้องแต่เป็นการกินมื้อเที่ยงเมื่อเวลาสี่โมงเย็นของบ้านเรา เอาภาพมาให้ดูความงามของเตหะรานเพียงบางส่วนก่อนนะครับ </p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/irantehran01.jpg" alt="" width="404" height="404" /><br />
 <br />
ทานข้าวเสร็จก็เช็คอิน ผมเตรียมตัวมาดีจึงมีปลั๊กไฟสำหรับใช้ที่อิหร่านแถมยังเอาสายต่อที่มีปลั๊กย่อยอีก ๓ ช่อง ครูบาจึงได้อาศัยชาร์ตแบตเพิ่ม จากนั้นเขาก็พาเราไปดูพิพิธภัณฑ์พรมเปอร์เซีย สวยงามมาก ไกด์เล่าว่าพรมบางผืนเด็กหญิงอายุ ๖-๗ ขวบเริ่มทอ และทอไปจนกระทั่งเป็นสาวจึงเสร็จพอแต่งงานก็จะเอาพรมไปขายมาเป็นรายได้ ผมสังเกตความละเอียดของพรมสวยมากถ่ายภาพมาฝากหลายภาพ ในพิพิธภัณฑ์เขาห้ามใช้กล้องถ่ายรูปที่มีแฟลช แต่กล้องผมมีฟังชั่นดีพอสมควรจึงทำให้ได้ภาพงามๆในสายตาผมมาหลายภาพ พรมที่นี่เขาใช้เส้นไหมอิหร่านทอจะไม่ใช้ไหมจากที่อื่นมาทออย่างเด็ดขาด  พรมที่ดีแม้บุหรี่ตกลงไปบนพรมก็จะไม่ไหม้ แต่ก็นั่นแหละพี่น้อง จะซื้อพรมมาทิ้งก้นบุหรี่หรือไง เขาอธิบายว่าพรมนั้นเขาดูที่ไหมที่ทอ ดูลวดลาย ดูที่ปมข้างผืนทองยิ่งปมมากก็ยิ่งแสดงถึงความละเอียดมาก ดูเวลา ยิ่งพรมมีอายุยาวนานเท่าไหร่ก็เหมือนเป็นมูลค่าเพิ่ม ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ลองดูความงามของพรมเปอร์เซียดูนะครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/irancarpet.jpg" alt="" width="404" height="404" /></p>
<p>เสร็จแล้วมีเวลาเหลือเขาจึงพาเราไปทิ้งที่ห้างให้เดินช้อบปิ้งแต่ไม่ถูกใจโก๋เพราะไม่มีอะไรให้ซื้อเหมือนห้างบ้านเราสักเท่าไหร่ จากนั้นจึงขึ้นรถไปสถานฑูตไทยในเตหะราน เราได้พบกับท่านอุปฑูตเนื่องจากท่านเอกอัครราชฑูตไม่อยู่ไปราชการที่กทม. เราได้รับการพูดคุยพิเศษกับท่านอุปฑูต ตัวแทนจากปตท.ที่มาลงทุนสำรวจและขุดเจาะน้ำมัน และโครงการผลิตและนำเข้าแก๊ส ซึ่งพบว่าเป็นแก๊สซึ่งมีอยู่ประมาณ ๓๐ เปอร์เซนต์ของพื้นที่ที่ได้รับสัมปทาน กับตัวแทนจากกลุ่มปูนซิเมนต์ไทยซึ่งมีโครงการร่วมทุนผลิตเม็ดพลาสติกผมๆได้สอบถามตัวแทนจากปตท.ว่าจริงที่คนอิหร่านจะเติมน้ำมันต้องจำกัดปริมาณแต่ราคาน้ำมันราคาถูกมากจริงๆ ลิตรหนึ่งตกประมาณ ๓ บาท เพราะรัฐจ่ายส่วนต่างค่ากลั่นน้ำมันให้ประชาชนแทน  ผมเกิดความสงสัยว่าทำไมไม่กลั่นน้ำมันเองก็ในเมื่อดาวเทียมทำได้ ทำไมแค่โรงกลั่นน่าจะทำได้ ยังไม่มีเวลาถามคนอิหร่าน อิอิ..  แล้วเราย้ายเข้าไปนั่งโต๊ะวีไอพี ที่ทางสถาบันกำหนดตัวผู้ที่เข้านั่งไว้แล้วมีผมรวมอยู่ด้วย  อาหารก็อร่อยดี ทานเสร็จ ไกด์พาเราไปฟันที่รานขายพรม อิอิ พรมของเขาสวยจริงแต่ราคาก็แพงเหมือนกัน ดูพรมดูข้าวของที่จตุรัสที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเทียนอันเหมิน แล้วกลับโรงแรม แต่พวกเราหมดฤทธิ์แล้วครับต่างคนต่างแยกย้ายเข้าห้อง ไม่ได้ยินว่าใครไปต่อที่ไหนเลย อิอิ แถมมีบางคนไม่อาบน้ำด้วย ก๊าก&#8230;รออ่านตอนต่อไปนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/119/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๓.ปัญหาความมั่นคงของประเทศ๒</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/118</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/118#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Feb 2009 01:43:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=118</guid>
		<description><![CDATA[	ผมขอเล่าต่อในสิ่งที่ได้เรียนรู้มา  ท่านเล่าว่า พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ว่าเมืองไทยนี้ดีจริงๆ นายกฯมีความ สามารถที่ทำให้บ้านเมืองที่เจริญกลายเป็นบ้านเมืองที่ลำบาก
	ประเทศเกาหลีหลังสงครามเดือดร้อนแสนสาหัส   คนเกาหลีอยู่ได้เพราะกระป๋องเบียร์ของอเมริกัน เพราะอเมริกันกินเบียร์แล้วทิ้งกระป๋องไว้ คนเกาหลีจึงเอากระป๋องเบียร์มาทุบๆทำฝาบ้าน
	เขมรสามฝ่าย ทำข้อตกลงที่กรุงโตเกียว เราผลักดันให้ฮุนเซนขึ้นเป็นผู้นำ ลูกชายฮุนเซนจบเวสต์ปอยท์ วันนี้เขมรเล่นกอล์ฟหลุมละพันเหรียญ  ของไทยยังเล่มหลุมละร้อยอยู่เลย 
	ท่านฝากความไปถึงท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ การแก้ไขปัญหาของชาติ ให้ดูปัญหาพื้นฐาน ดูว่าอะไรเป็นปัญหาหลัก และอย่าทิ้งปัญหาพื้นฐาน ต้องให้ประชาชนมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องมากที่สุด (ใครจะเป็นคนไปบอกละเนี่ย..อิอิ) ท่านเล่าว่า ท่านผลักดันร่างพรบ.การบริหารราชการส่วนตำบล ๕ ครั้งกว่าจะได้มา เพราะต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง
                ท่านเสนอความคิดเห็นว่า มาถึงวันนี้เรายังแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการเมือง แต่นักการเมืองของเราไม่ค่อยได้หยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูดกัน  เราพูดกันถึงปัญหาความมั่นคง ๙ ข้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	ผมขอเล่าต่อในสิ่งที่ได้เรียนรู้มา  ท่านเล่าว่า พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ว่าเมืองไทยนี้ดีจริงๆ นายกฯมีความ สามารถที่ทำให้บ้านเมืองที่เจริญกลายเป็นบ้านเมืองที่ลำบาก<span id="more-118"></span></p>
<p>	ประเทศเกาหลีหลังสงครามเดือดร้อนแสนสาหัส   คนเกาหลีอยู่ได้เพราะกระป๋องเบียร์ของอเมริกัน เพราะอเมริกันกินเบียร์แล้วทิ้งกระป๋องไว้ คนเกาหลีจึงเอากระป๋องเบียร์มาทุบๆทำฝาบ้าน</p>
<p>	เขมรสามฝ่าย ทำข้อตกลงที่กรุงโตเกียว เราผลักดันให้ฮุนเซนขึ้นเป็นผู้นำ ลูกชายฮุนเซนจบเวสต์ปอยท์ วันนี้เขมรเล่นกอล์ฟหลุมละพันเหรียญ  ของไทยยังเล่มหลุมละร้อยอยู่เลย </p>
<p>	ท่านฝากความไปถึงท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ การแก้ไขปัญหาของชาติ ให้ดูปัญหาพื้นฐาน ดูว่าอะไรเป็นปัญหาหลัก และอย่าทิ้งปัญหาพื้นฐาน ต้องให้ประชาชนมีบทบาทเข้ามาเกี่ยวข้องมากที่สุด (ใครจะเป็นคนไปบอกละเนี่ย..อิอิ) ท่านเล่าว่า ท่านผลักดันร่างพรบ.การบริหารราชการส่วนตำบล ๕ ครั้งกว่าจะได้มา เพราะต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง</p>
<p>                ท่านเสนอความคิดเห็นว่า มาถึงวันนี้เรายังแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการเมือง แต่นักการเมืองของเราไม่ค่อยได้หยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูดกัน  เราพูดกันถึงปัญหาความมั่นคง ๙ ข้อ  เช่น  ความแตกต่าง,ความเชื่อมั่นของปชช.ต่อการเมือง,ปัญหาภาคใต้,ยาเสพติด เป็นต้น แต่การกำหนดอย่างนี้เป็นการกำหนดตามสถานการณ์ ถ้าเป็นอย่างนี้ปีหน้าอาจจะเป็น ๑๕ ข้อก็ได้  ท่านเลยเสนอว่าให้กำหนดปัญหาหลักเพียง ๔ ข้อ คือด้านสังคมของชาติ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และความมั่นคง</p>
<p>                ท่านเห็นว่าถ้าแก้ที่การเมืองได้ ทุกอย่างน่าจะจบได้ ถ้าไม่แก้ปัญหาพื้นฐานที่การเมืองแล้ว ความขัดแย้งต่างๆที่เกิดขึ้นก็จะไม่สิ้นสุด ไม่กี่ปีก็จะเกิดปัญหาใหม่</p>
<p>                การแก้ปัญหา อาจจะเข้าไปอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่โต้ตอบกับฝ่ายตรงข้าม แต่เน้นการปฏิบัติให้ประขาชนเห็นว่าเรากำลังทำเพื่อประโยชน์ประชาชน</p>
<p>                หากวิธีแรกทำไม่ได้ ก็ต้องเป็นวิธีที่สองที่เคยนำเสนอคือ โซ่ข้อกลาง ถ้าผู้ใหญ่ละวางเรื่องของพรรค เรื่องส่วนตัว ก็จะไม่มีปัญหา<br />
                ข้อเสนอของคุณธนินทร์ เจียวรนนท์ ที่ให้เพิ่มราคาผลผลิตเพื่อเกษตรกรจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นข้อเสนอที่ดีแต่ก็มีคนต่อต้าน<br />
                เราน่าจะคิดถึงเกษตรกร  ผลผลิตมันสำปะหลัง ไร่ละ ๓-๔ ตัน ทำอย่างไรที่จะทำให้เขาได้ผลผลิต ๒๐ ตัน/ไร่</p>
<p>                ระบบรวมอำนาจเป็น parliament system ถ้าเป็นระบบแยกอำนาจเป็น President system แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นประธานาธิบดี พอพูดอย่างนี้คนก็เลยตีความว่ามีคนอยากเป็นประธานาธิบดี (เอ๊ะ&#8230;ใคร&#8230;)ฮา</p>
<p>                 ปัญหาสามจว.ชายแดนภาคใต้ เรื่องปัญหาในบ้านเมืองน่าจะจบในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ พ.ต.ท.ทักษิณ โทร.มาหาขอให้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องปัญหาภาคใต้ เรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง  ทำความเข้าใจกับเสื้อเหลือง ทำความเข้าใจกับฮุนเซน  ๒๔ กันยา นายกฯสมชายเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วมาบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวบอกให้ขอพลเอกชวลิตให้มาช่วย<br />
การแก้ปัญหาข้อสำคัญ ๑.ต้องให้เกียรติเขา ใครพูดว่าเสื้อเหลืองทำไม่ดี ผมบอกว่าทำดีแล้ว การแก้ปัญหาต้อง<br />
๑.ไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ<br />
๒.ต้องมีแนวทางร่วมกันจึงจะเจรจากันได้<br />
๓.ให้ความจริงใจ</p>
<p>                  ท่านได้เล่าให้ฟังถึงการทำงานแก้ปัญหาภาคใต้ มีการเตรียมการ ๑๑ ตุลา ๕๑ คนใต้จะลุกขึ้นมาประกาศวันสันติสุขภาคใต้ โดยองค์กรของประชาชน ๓๐ วันจะไม่มีเสียงปืน ๖ ตำบลที่อยู่รอบ ๓๐ วันหลังหากไม่มีเสียงปืนดังก็ยุติทุกจุด แล้ววันที่ ๕ ธันวา ก็ถวายในหลวง</p>
<p>                   ในความเป็นจริง ภาคใต้ ยังต้องการอยู่ ๓ ประการหลัก<br />
๑.ยังต้องการอยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร<br />
๒.ต้องการเอาสังคมภูมิปุตรา พื้นที่ที่ประกอบการอยู่ร่วมกันไทยพุทธจีนอย่างสันติ<br />
๓.ต้องการดูแลตัวเขาเองในระดับหนึ่ง (การปกครองส่วนท้องถิ่น นครปัตตานี)</p>
<p>               ปัญหาภาคใต้เริ่มจากเมื่อ พ.ย.๔๔ มีการประชุม ครม.นอกสถานที่ที่นราธิวาส ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาขอร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าดำเนินการติดตามเกาะกลุ่มผู้ไม่หวังดี แต่พอถึงชายป่าทหารไม่ให้เข้า ทำให้เกิดความยากลำบากในการปฏิบัติ ทำให้ทักษิณตัดสินใจให้ตำรวจติดตามฝ่ายเดียว เป็นปฐมเหตุที่ล้ม พตท.๔๓ ความวุ่นวายจึงเกิด</p>
<p>	ท่านเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์กรือเซะ / ตากใบ การสั่งการของท่านที่ถูกหาว่าเอาใจมุสลิมและในที่สุดท่านก็หลุดพ้นจากตำแหน่ง</p>
<p>	การแก้ไขปัญหาภาคใต้ ถ้าดูขอบเขตการปฏิบัติงานของผู้ก่อความไม่สงบ ไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จะเป็นการวางระเบิด ทหารเราเยอะ แต่การครองถนนเวลากลางคืนก็คือพวกที่อยู่ในพื้นที่เป็นหลัก  ถ้าเราวางกำลังซุ่มดูและคอยขัดขวาง (ไม่ใช่ซุ่มโจมตี) ความรุนแรงก็น่าจะลดลงทหารต้องได้รับการฝึกมากในเรื่องพวกนี้<br />
	ปัญหาในภาคใต้ไม่รุนแรงมาก เพราะ Outside support ไม่มี</p>
<p>	เราส่งทหารไทยไปอิรัค เราชี้ให้อิรัคอิหร่านเห็นว่าเราไม่ได้กีดกันมุสลิม  ที่อิรัคทหารไทยตาย ๒ คน เพราะไปทำหน้าที่แทนโปแลนด์ เราพยายามฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดิอารเบีย </p>
<p>	การแก้ปัญหาการเมืองก็เหมือนกัน ระดับสูงไม่ทะเลาะกัน ระดับล่างก็ไม่ทะเลาะ<br />
ท่านยังบอกให้เราดูพฤติกรรม ก่อนวันที่ ๕ ธันวา เราได้เคยขอให้เป็นวันสงบ และได้รับการตอบรับ ในวันที่ ๕ ธันวา ทุกอย่างสงบหมด ท่านจึงมองว่าเรายังมีทางที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ได้&#8230;และผมก็เห็นด้วยกับท่าน..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/118/feed</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>๗๒.ปัญหาความมั่นคงของประเทศ</title>
		<link>http://lanpanya.com/santisuk/archives/117</link>
		<comments>http://lanpanya.com/santisuk/archives/117#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Feb 2009 04:30:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>อัยการชาวเกาะ</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[เสริมสร้างสังคมสันติสุข]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lanpanya.com/santisuk/?p=117</guid>
		<description><![CDATA[	วันนี้(๖ ก.พ.๒๕๕๒) เรามีโอกาสดีที่ได้ฟังอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หรือพ่อใหญ่ของชาวอีสาน หรือบิ๊กจิ๋ว ที่คนกรุงเรียกกัน ท่านได้มาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงในประเทศไทย  ท่านบอกว่าสิ่งที่ท่านจะพูดเป็นความคิดเห็นส่วนตนที่ได้จากประสบการณ์การทำงานและมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

	ปัญหาความมั่นคงของชาติก็คือความมั่นคงในองค์ประกอบของชาติไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางการทหาร  ตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอาวุธ
ชาติ คือ พี่น้องประชาชน อาจจะเชื้อชาติเดียวหรือหลายเชื้อชาติรวมกันอยู่บนแผ่นดินหนึ่ง มีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม มีระบบเศรษฐกิจ    มีการเมืองการปกครองที่สามารถดำเนินการไปได้ มีกองกำลังปกป้องเอกราชอธิปไตยบูรณภาพดินแดน
องค์ประกอบของชาติ   ในหลักการใหญ่ จะแบ่งเป็นความมั่นคงทางด้านสังคมของชาติ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และความมั่นคง
องค์ประกอบที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ ทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง  เศรษฐกิจสำคัญที่สุด บนความสำคัญนั้นจะต้องมีการเมืองที่ชอบธรรมด้วย
	ในอดีตการทำมาหากินเป็นการเกษตรโบราณ ใช้แรงงานสัตว์ คน การเมืองการปกครอง จะต้องมีผู้นำที่มีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว บังคับให้สะสมอาหารเพื่อการสงครามได้ การเมืองยุคนี้จึงต้องเป็นระบอบเผด็จการ (การเมืองต้องสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ)
	ต่อมาพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะมีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม เครื่องจักรไอน้ำ เป็นการผลิตจำนวนมาก เป็น  Line production ผู้ผลิตมีความสำคัญที่ทัดเทียมกัน เกิดประเด็นเสมอภาค เสรีภาพ  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>	วันนี้(๖ ก.พ.๒๕๕๒) เรามีโอกาสดีที่ได้ฟังอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หรือพ่อใหญ่ของชาวอีสาน หรือบิ๊กจิ๋ว ที่คนกรุงเรียกกัน ท่านได้มาเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคงในประเทศไทย  ท่านบอกว่าสิ่งที่ท่านจะพูดเป็นความคิดเห็นส่วนตนที่ได้จากประสบการณ์การทำงานและมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน<span id="more-117"></span><br />
<img src="http://gotoknow.org/file/islandpk/bigjiew.jpg" alt="บิ๊กจิ๋ว" /></p>
<p>	ปัญหาความมั่นคงของชาติก็คือความมั่นคงในองค์ประกอบของชาติไม่ใช่เฉพาะเรื่องทางการทหาร  ตำรวจ หรือหน่วยงานที่มีอาวุธ</p>
<p>ชาติ คือ พี่น้องประชาชน อาจจะเชื้อชาติเดียวหรือหลายเชื้อชาติรวมกันอยู่บนแผ่นดินหนึ่ง มีขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม มีระบบเศรษฐกิจ    มีการเมืองการปกครองที่สามารถดำเนินการไปได้ มีกองกำลังปกป้องเอกราชอธิปไตยบูรณภาพดินแดน</p>
<p>องค์ประกอบของชาติ   ในหลักการใหญ่ จะแบ่งเป็นความมั่นคงทางด้านสังคมของชาติ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และความมั่นคง</p>
<p>องค์ประกอบที่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ ทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง  เศรษฐกิจสำคัญที่สุด บนความสำคัญนั้นจะต้องมีการเมืองที่ชอบธรรมด้วย</p>
<p>	ในอดีตการทำมาหากินเป็นการเกษตรโบราณ ใช้แรงงานสัตว์ คน การเมืองการปกครอง จะต้องมีผู้นำที่มีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว บังคับให้สะสมอาหารเพื่อการสงครามได้ การเมืองยุคนี้จึงต้องเป็นระบอบเผด็จการ (การเมืองต้องสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ)</p>
<p>	ต่อมาพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็จะมีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม เครื่องจักรไอน้ำ เป็นการผลิตจำนวนมาก เป็น  Line production ผู้ผลิตมีความสำคัญที่ทัดเทียมกัน เกิดประเด็นเสมอภาค เสรีภาพ  มีชนชั้นกลางเกิดขึ้นมาก พาณิชยกรรม การขนส่ง  ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจ ใช้ทุนมากขึ้น กลายเป็นระบอบทุนนิยม เป็นการเมืองการปกครองนะบอบประชาธิปไตย</p>
<p>	เศรษฐกิจจะดีได้ ก็ขึ้นอยู่กับการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย<br />
	ประเทศที่เจริญแล้ว กำลังพัฒนา หรือยังเป็นประเทศที่ล้าหลัง ก็จะดูว่ามีการปฏิวัติหรือไม่ ถ้ายังมีการปกครองด้วยการปฏิวัติก็ถือว่ายัง under develop  เป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนา  ดังนั้น การจะดูว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วหรือไม่ จึงไม่ใช่ดูว่าประเทศนี้เศรษฐกิจดีหรือไม่</p>
<p>	การเมืองที่ดีนั้นจะต้องเป็น ของประชาชน Of the people โดยประชาชน  By the people เพื่อประชาชน For the people ตามลำดับ</p>
<p>	ประเทศจีน การเมืองการปกครองเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำไมประเทศเจริญก้าวหน้า เพราะเขาทำที่ For the people<br />
	เราลองมองที่สังคม ถ้าอำนาจทางการเมืองเป็นของใคร ผลประโยชน์ที่ได้ก็จะเกิดกับของชนชั้นนั้น</p>
<p>	ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ มีอยุธยาเป็นราชธานี บ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามาก มีการวางแผนดำเนินการ เช่น ชลประทาน แต่ของเราในปัจจุบันกลับล้าหลัง หกเดือนแรกขนน้ำมาหาคน หกเดือนหลังขนคนมาหาน้ำ ฮา&#8230;&#8230;</p>
<p>	สมัยรัตนโกสินทร์ ต่อเรือกำปั่นไปขายญี่ปุ่น ประเทศไทยปัจจุบันกองเรือพาณิชย์นาวีมีแต่เรือขนาดเล็ก แต่เรือใหญ่ที่ข้ามมหาสมุทรต้องซื้อจากที่อื่น  (ประเทศอื่นเขามีแต่พัฒนา แต่ประเทศข้าฯถอยหลังเข้าคลอง  อันนี้ผมว่าของผมเอง อิอิ)</p>
<p>	เราพยายามต่อสู้เพื่อการสร้างประชาธิปไตย เอาอำนาจมาให้ประชาชน ถามว่าวันนี้เรามีอำนาจของประชาชนหรือยัง  ขณะนี้เราต่างฝ่ายต่างชี้หน้า ทั้งเสื้อแดงเสื้อเหลือง ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงไม่น่าจะมีอย่างนี้</p>
<p>	ถ้าเรามองภาพรวมเศรษฐกิจของคนไทยเป็นรูปสามเหลี่ยม  ที่เป็นคนรวยอยู่ยอด แต่คนจนอยู่ข้างล่าง(ฐานกว้าง) เมื่อดูที่ความสูงของสามเหลี่ยม ความสูงเดิม ๑๒ เท่า แต่ปัจจุบันถึง ๒๐ เท่าแล้ว ถ้าถูกต้องต้องเป็นรูปไข่ไม่ใช่สามเหลี่ยม</p>
<p>	หลักการของการปกครองประชาธิปไตยมี ๕ หลัก<br />
	๑.อธิปไตยเป็นของปวงชน<br />
	๒.เสรีภาพของบุคคล<br />
	๓.ความเสมอภาค<br />
	๔.นิติธรรม<br />
	๕.รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง<br />
ที่อ้างว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย จริงๆแล้วจะต้องประกอบกันทั้งห้าหลักไม่ใช่หลักใดหลักหนึ่งแล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตย (นี่&#8230;บอกผ่านไปถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่บอกว่าฉันเป็นพรรคที่ได้มาจากเสียงของประชาชนสูงสุดในประเทศ ฉันมาจากการเลือกตั้ง ฉันจึงชอบธรรมที่จะจัดตั้งรัฐบาล นี่คือประชาธิปไตย นั้นมาฟังพ่อใหญ่พูดอีกทีไหม..ฮี่ๆ)</p>
<p>	การเรียกร้องรัฐธรรมนูญในประเทศไทย ทำกันมานานและเวลาปฏิวัติรัฐประหารก็อ้างแบบเดียวกันว่าการปกครองไม่เป็นธรรม</p>
<p>	ที่พระบรมรูปทรงม้า ที่หางม้า มีการตอกหมุดทองเหลือง มีข้อความ ณ ที่แห่งนี้ คณะราษฎร์ได้ยึดอำนาจและสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมา  ทำให้เป็นการปลูกฝังความเข้าใจว่าต้องรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะสร้างประชาธิปไตย เราจึงฉีกรัฐธรรมนูญแล้วสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ เรียกร้องจะเอาแต่รัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยเรียกร้องในการสร้างประชาธิปไตยเลย</p>
<p>	เสื้อเหลืองเวลาเสนอต่อสังคมก็จะบอกว่า ให้ดำเนินคดีต่อผู้ประพฤติไม่ชอบที่บ้านพลเอกเปรม ต้องไม่เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ให้รัฐบาลลาออก ไม่มีข้อเสนอว่าต้องสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นให้ได้</p>
<p>	เสื้อแดง ให้ดำเนินการกับเสื้อเหลือง เอากษิต ออก ให้นำรัฐธรรมนูญปี ๔๐ มาใช้ รัฐบาลต้องลาออก แต่ไม่มีข้อเสนอว่าต้องสร้างประชาธิปไตย</p>
<p>	เราเกิดข้อขัดแย้งในสังคมมานานมาก ถึงปัจจุบัน ๗๖ ปีแล้ว ในปี ๑๗ เข้าป่ายิงกัน  แต่ในที่สุดเราแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนไทยได้ เราแก้ปัญหาพื้นฐาน การเมืองที่เป็นธรรม เพื่อประชาชนต้องทำให้เกิดให้ได้</p>
<p>	ปัญหาวันนี้ยังเบากว่าสมัยก่อน เพราะสมัยก่อนเข้าป่าใช้ปืนยิงกัน แต่วันนี้ใช้ไม้หน้าสามตีกันแสดงว่าเบากว่า&#8230;(แฮ่ะๆ พ่อใหญ่&#8230;สมัยก่อนยิงกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ตอนนี้ชาวบ้านลุกมาตีกันเองนะพ่อใหญ่&#8230;)  ยังมีต่อ&#8230;.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lanpanya.com/santisuk/archives/117/feed</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
